โดยตั้งแต่ปี 2559-2561 ซีพีเอฟ ได้เข้าไปส่งเสริม GLP ในฟาร์ม

ไก่เนื้อของเกษตรกรในระบบคอนแทร็กฟาร์มทุกแห่ง และตรวจประเมินเพื่อช่วยให้เกษตรกรเจ้าของฟาร์มไก่เนื้อในระบบคอนแทร็กฟาร์มมีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามหลัก GLP ได้อย่างถูกต้องครบถ้วน และพร้อมส่งเสริมเกษตรกรเจ้าของฟาร์มที่มีศักยภาพสมัครขอรับการรับรองมาตรฐานแรงงานไทย (TLS) จากกระทรวงแรงงานต่อไป

นางสาวเชาวเรศ ไชยเพรี เจ้าของฟาร์มเดชาปักธงชัย 2 เกษตรกรเลี้ยงไก่เนื้อในรูปแบบคอนแทร็กฟาร์มแบบประกันราคาของ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ฟาร์มให้ความสำคัญกับแรงงานทุกคน เพราะกำลังหลักที่ช่วยให้ฟาร์มดำเนินงานประสบความสำเร็จจนมาถึงทุกวัน พร้อมย้ำว่า นับตั้งแต่ฟาร์มนำหลัก GLP มาใช้ในฟาร์ม โดยได้รับคำแนะนำที่ดีจากราชการและซีพีเอฟ ช่วยให้คนงานเกิดความมั่นใจในเรื่องค่าจ้างและสวัสดิการ ตลอดจนการจ้างงานที่มีสัญญาชัดเจน ขณะเดียวกัน เจ้าของฟาร์มยังได้ประโยชน์มากมาย ทั้งในแง่การบริหารแรงงานและต้นทุน

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ข้าวโพดหลังนาในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ณ บ้านหัวเด่น ตำบลบางขุด อำเภอสรรคบุรี ซึ่งมีพื้นที่จำนวน 891.25 ไร่ สมาชิกแปลงใหญ่ จำนวน 70 ราย โดยเกษตรกรมีการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา และทำนาข้าวในช่วงนาปีผลัดเปลี่ยนกันไป พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นาลุ่มปานกลาง ในช่วงฤดูแล้งจึงมีความเหมาะสมและสามารถทำการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ดังนั้น ภาครัฐจึงได้เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเกษตรกรให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีการรวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่ข้าวโพดบ้านหัวเด่นขึ้นมา เพราะเล็งเห็นว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย ให้ผลตอบแทนสูงเมื่อเทียบกับการทำนาปรัง อีกทั้งความต้องการของตลาดเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์ยังมีอีกมาก โดยเกษตรกรได้รับการส่งเสริมจากกระทรวงเกษตรฯ ทั้งในการอบรมให้ความรู้ความเข้าใจในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี และเหมาะสม (Good Agriculture Practices : GAP) การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยคอก การเตรียมดินที่ดี การใช้น้ำอย่างคุ้มค่า รวมถึงการสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องจักรกลการเกษตร

จากการติดตามของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) พบว่า ต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของแปลงใหญ่บ้านหัวเด่น ปีเพาะปลูก 2561/2562 เฉลี่ย 5,942 บาท ต่อไร่ ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ได้เฉลี่ยอยู่ที่ 1218 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาขายเฉลี่ยเดือนมีนาคม 2562 อยู่ที่ 7.36 บาท ต่อกิโลกรัม เกษตรกรมีผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) ประมาณ 3,021 บาท ต่อไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรในแปลงใหญ่ประสบปัญหาหนอนกระทู้ระบาด จำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยังสูงกว่าการทำนาปรัง โดยในส่วนการบริหารจัดการกลุ่ม คณะกรรมการกลุ่ม และสมาชิกมีการประชุมวางแผนการผลิตร่วมกัน ซื้อปัจจัยการผลิตร่วมกัน ทำให้ซื้อได้ในราคาถูกลง และมีการรวมกลุ่มจำหน่าย จึงมีอำนาจต่อรองราคา รวมทั้งยังได้ทำข้อตกลง MOU กับบริษัท ซึ่งได้ราคาที่สูงกว่าการขายผ่านพ่อค้าคนกลาง

ด้าน นายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเสริมว่า ปัจจุบัน กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บ้านหัวเด่น มีความเข้มแข็ง และยังมีโอกาสพัฒนาเกษตรกรผู้สนใจหันมาปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการทำนาปรังในฤดูแล้งให้มากขึ้น ถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาการทำการเกษตรในช่วงฤดูแล้งได้ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจทำการเกษตรของตนเอง

ซึ่งจากการสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้จัดการแปลง (นางลมูล จันทรวงค์ เกษตรอำเภอสรรคบุรี) และประธานแปลงใหญ่ (นายเสน่ห์ แทนรอด ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 10 บ้านหัวเด่น) ได้บอกเล่าว่า ระยะแรกที่รัฐบาลได้เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวในช่วงฤดูแล้ง ช่วงแรกยังไม่ค่อยได้รับความสนใจจากเกษตรกรมากนัก เนื่องจากเกษตรกรยังไม่มีความเชื่อมั่นว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้จริง อีกทั้งบางส่วนยังไม่มีประสบการณ์ความชำนาญในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก่อน

ยังยึดในวิถีชีวิตการทำนาแบบเดิม และหลังจากมีการส่งเสริมของกระทรวงเกษตรฯ ทั้งด้านองค์ความรู้ การสนับสนุนปัจจัยต่างๆ พร้อมทั้งเป็นที่ปรึกษาในการหาตลาดให้กับเกษตรกร ประกอบกับประธานแปลงใหญ่เป็นเกษตรกรที่มีความรู้ความเข้าใจ และมีประสบการณ์ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก่อน จึงเป็นต้นแบบให้แก่เกษตรกรในกลุ่มแปลงใหญ่ได้ดี ทั้งนี้ ทางกลุ่มยินดีให้เกษตรกรสามารถเข้ามาศึกษาดูงานได้ โดยสามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาบ้านหัวเด่น เลขที่ 8 หมู่ที่ 10 ตำบลบางขุด อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท หรือ นายเสน่ห์ แทนรอด ประธานแปลงใหญ่ โทร. 08 0860 2383

เมื่อเร็วๆนี้ เอสซีจี จัดแถลงข่าวโครงการ “เฉลิมราชย์ราชา” ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย จิตอาสา และพนักงาน ร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลสมัยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จะทรงประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ด้วยการทำ 3 กิจกรรมเพื่อสังคม ทั้งบรรเทาภัยแล้งระยะเร่งด่วนด้วยการส่งมอบถังเก็บน้ำ บรรเทาภัยแล้งระยะยาวด้วยการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั่วไทย โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี, พลโท ธเนศ กาลพฤกษ์ รองเสนาธิการทหารบก ผู้แทนจากกองทัพบก, ผู้แทนจากมูลนิธิเอสซีจี มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช และตัวแทนชุมชนเข้าร่วมงาน พร้อมปล่อยคาราวานส่งมอบถังเก็บน้ำชุดแรก

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “เนื่องในมหามงคลสมัยที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จะทรงประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามพระราชประเพณีในวันที่ 4-6 พ.ค. 2562 นี้ เอสซีจี ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายราชสดุดี ด้วยการเชิญชวนภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และจิตอาสา ร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมทั่วประเทศ เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล ผ่าน 3 กิจกรรม ได้แก่

1.) กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาบรรเทาภัยแล้ง” เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งระยะเร่งด่วน ในช่วงเดือนเม.ย. ถึง ก.ค. 2562 โดยร่วมกับกองทัพบก จัดคาราวานส่งมอบถังเก็บน้ำขนาด 2,000 ลิตร จำนวน 1,000 ใบ ซึ่งผลิตด้วยวัสดุพอลิเมอร์ “เอลิเซอร์” นวัตกรรมของเอสซีจีเพื่อการผลิตถังเก็บน้ำให้มีความ แข็งแรง ทนทาน สีไม่ลอก ปราศจากตะไคร่น้ำ กลิ่นไม่พึงประสงค์ สารตะกั่ว ปรอท และสารหนู จึงปลอดภัยต่อการอุปโภคบริโภคของชุมชนที่ประสบภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งอย่างหนัก พร้อมเชิญชวนเครือข่ายจิตอาสาในพื้นที่ ร่วมทำฐานติดตั้งถังเก็บน้ำจากวัสดุรีไซเคิลที่เหลือจากการก่อสร้าง ซึ่งออกแบบโดยทีมงานเอสซีจีให้สอดคล้องกับแนวทาง SCG Circular Way หรือการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

2.) กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสารักษ์น้ำ” เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งระยะยาว โดยร่วมกับชุมชนและจิตอาสา สร้างฝายชะลอน้ำ 10,000 ฝาย ปลูกต้นไม้จากภูผาสู่มหานที 10,000 ต้น สร้างสระพวงเชิงเขาและระบบแก้มลิงในพื้นที่ราบ เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้ทำการเกษตรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้ง ในพื้นที่ชุมชนเป้าหมายที่ประสบภัยแล้งซ้ำซาก 18 จังหวัด อาทิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด

3.) กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั่วไทย” โดยมูลนิธิเอสซีจี ร่วมกับเครือข่ายจิตอาสา ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่ให้บริการตามความประสงค์ของ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช จำนวน 21 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ผู้มีรายได้น้อย ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างมีความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ โรงพยาบาลดังกล่าวก่อตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับพสกนิกรที่บริจาคสมทบทุนสร้าง เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) ตั้งแต่ปี 2520”

สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมเป็นจิตอาสาในโครงการ “เฉลิมราชย์ราชา” สามารถติดตามรายบริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) หรือ BKP ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสานต่อ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” สู่ปีที่ 4 ขึ้น เพื่อร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีรายได้เพิ่มขึ้น และผลิตถูกต้องไม่บุกรุกป่า และไม่เผาซังข้าวโพด ตอบรับนโยบายการรับซื้อข้าวโพดจากพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่เผาซัง ร่วมแก้ปัญหาปลูกข้าวโพดทำลายป่าและหมอกควัน

นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ตามที่ บริษัทฯ ได้ประกาศนโยบายการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งปลูกที่ถูกต้องมีเอกสารสิทธิ์ และไม่บุกรุกพื้นที่ป่า หรือเรียกว่า “ไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ” ควบคู่ไปกับการดำเนินการโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” มาตั้งแต่ปี 2557 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานปฏิรูปที่ดินการเกษตร (สปก.) กรมส่งเสริมการเกษตร ผู้นำชุมชน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการปลูก ข้าวโพดให้เกษตรกรในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ สามารถทำการเพาะปลูกอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อให้ผลผลิตข้าวโพดเพิ่มขึ้น มีคุณภาพ ลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับสภาพดิน ตลอดจนใช้วิธีการปลูกที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การไม่เผาซังข้าวโพด ไม่บุกรุกพื้นที่ป่า รองรับนโยบายการจัดหาวัตถุดิบยั่งยืนของซีพีเอฟ บนพื้นฐานตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกมาจากพื้นที่ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ บริษัทฯ ได้ร่วมกับหน่วยงานราชการในท้องถิ่น คู่ค้าธุรกิจ และเกษตรกรเครือข่าย จัดอบรมให้ความรู้เกษตรกรอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ระหว่างปี 2557-2561 รวมกว่า 8,700 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูก 225,700 ไร่ในพื้นที่รวม 25 จังหวัดทั่วประเทศ อาทิ นครราชสีมา เลย สระบุรี พะเยา พิษณุโลก ลำปาง อุตรดิตถ์ เป็นต้น

“ในปีนี้ โครงการฯ มีแผนที่จะอบรมเกษตรกรในพื้นที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้ดำเนินโครงการ เพื่อพัฒนาเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างน้อยกว่า 1,000 ราย และส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต้องลดลง ตลอดจนส่งเสริมการจัดการแปลงเพาะปลูกแบบแปลงใหญ่” นายวรพจน์กล่าว

นายคง อำภา เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หมู่บ้านห้วยหมาก ต.ผานกเค้า อ.ภูกระดึง จ.เลย กล่าวว่า คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ยึดอาชีพปลูกพืชไร่ ได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก่อนหน้านี้ มักถูกกดราคารับซื้อผลผลิต ทำให้มีรายได้น้อย ตั้งแต่มาร่วมโครงการฯ ในปี 2560 ได้เรียนรู้วิธีปลูกข้าวโพดให้ได้ผลผลิตสูง รู้จักวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน ทำให้รู้ว่าพื้นที่ของตัวเองขาดแร่ฟอสฟอรัส ช่วยประหยัดต้นทุนซื้อปุ๋ย แม้ว่าผลผลิตในปีที่แล้วเก็บเกี่ยวได้ไม่เต็มที่ตามที่คาดเพราะเจอฝนขาดช่วง แต่ได้เรียนรู้จากการเก็บข้อมูลฝนว่าจะต้องมีการปรับเลื่อนเวลาการปลูกให้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับเทศบาลตำบลบัลลังก์ และสำนักงานเกษตรอำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้ โครงการ “บัลลังก์โมเดล” ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มปลูกข้าวโพดและบริหารจัดการแบบแปลงใหญ่ นำความรู้และเทคนิคการปลูกสมัยใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาการปลูกข้าวโพด เพื่อให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ และช่วย อำนวยความสะดวกให้เกษตรกรในการขายผลผลิตตรงสู่โรงงานอาหารสัตว์ จ่ายเงินรวดเร็วภายใน 1 วัน ซึ่งในปีที่ผ่านมา เกษตรกรสามารถส่งผลผลิตเข้าสู่โรงงานได้ถึง 20,429 ตัน

ปัจจุบัน เกษตรกรในเทศบาลตำบลบัลลังก์เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 740 รายจาก 340 รายในปีแรก ครอบคลุมพื้นที่การปลูกรวม 30,000 ไร่ และความสำเร็จที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่อื่น อาทิ อำเภอด่านขุนทด อำเภอพระทองคำ อำเภอขามสะแกแสง นำรูปแบบของเทศบาลตำบลบัลลังก์ไปปรับใช้ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีรายได้ที่มั่นคง ได้กว้างขวางขึ้น

“เกษตรกรมีความรู้ในผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร และเป็นไปตามนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ การรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของซีพีเอฟ ที่ใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงพื้นที่ปลูกยืนยันว่าไม่ได้มาจากการบุกรุกป่าได้ 100% หรือ “ไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ” ช่วยให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ทั้งตัวเกษตรกร สิ่งแวดล้อม ชุมชนและบริษัท” นายวรพจน์ กล่าว

กรมป่าไม้ ร่วมกับจิตอาสาของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เพิ่มอัตราการรอดของต้นกล้า ณ เขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี ชูโครงการ”ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” ต้นแบบฟื้นฟูป่าไม้ ประเดิมกิจกรรมแรกของปี 2562 เติมความชุ่มชื้นและเพิ่มธาตุอาหารให้ดินและต้นไม้

นายชาตรี รักษาแผน ผู้อำนวยการส่วนอำนวยการ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ปัจจุบันป่าไม้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังต้องได้รับการฟื้นฟู โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่ออัตราการรอดของต้นไม้ แม้ว่าภาครัฐจะมีการดำเนินการอย่างเต็มที่ในการฟื้นฟูป่าไม้ แต่มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ จึงต้องอาศัยความร่วมมือของภาคเอกชนโดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ร่วมฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ ช่วยให้ป่าคืนสู่สภาพสมบูรณ์เร็วขึ้น ตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้เป็น 40% ของพื้นที่ประเทศ

“โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” เป็นโครงการฟื้นฟูป่าที่ร่วมมือในลักษณะ 3 ประสาน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ถือเป็นต้นแบบในการพัฒนางานด้านป่าไม้ และเป็นต้นแบบการฟื้นฟูป่าไม้ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ ซึ่งเป็นผืนป่าเพียงแห่งเดียวที่มีการนำรูปแบบการปลูกป่าแบบพิถีพิถัน คือ นำระบบน้ำหยดมาใช้กับแปลงปลูกป่าขนาดใหญ่ ทำให้อัตราการรอดของต้นไม้สูงกว่า 80% และในปีนี้ซึ่งเข้าสู่ปีที่ 4 ของโครงการฯ เริ่มเห็นความหลากหลายทางชีวภาพ อาทิ พันธุ์ไม้หลากหลายชนิดและลูกไม้ที่เป็นอาหารของสัตว์ป่า

นายอภิชาติ แก้วกิ่ง รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง กล่าวว่า กรมป่าไม้ และ ซีพีเอฟ กำหนดพื้นที่เป้าหมายในการทำกิจกรรมในปีนี้ที่แปลงปลูกป่าเชิงนิเวศ 50 ไร่ เพื่อบำรุงรักษากล้าไม้ในแปลงดังกล่าวที่ปลูกเลียนแบบธรรมชาติ ไม่มีระบบน้ำหยด โดยกิจกรรมแรกของปีนี้ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ชุมชน และจิตอาสาซีพีเอฟจำนวน 150 คน จะร่วมกันเติมปุ๋ยให้ป่า เพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารจำเป็นต่อการเติบโตของพืช ทั้งกล้าที่ปลูกใหม่และลูกไม้เดิมตามธรรมชาติ เป็นการช่วยกักเก็บและดูดซับน้ำ ด้วยการขุดหลุมเพื่อใส่ปุ๋ยและรดน้ำหรือปุ๋ย EM เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดิน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของอัตรารอดตายของกล้าไม้ในแปลง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมซ่อมแนวกันไฟทางตรวจการ เป็นการป้องกันไม่ให้ไฟป่าลุกลามเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด ลดปริมาณเชื้อเพลิงในป่าโดยกำจัดเชื้อเพลิงจำพวกใบไม้ กิ่งไม้แห้ง หญ้า และไม้พื้นล่างเล็กๆ ออก และกิจกรรมลอกคลองไส้กรอก เป็นการขุดตะกอนดินที่ทับถมจากฤดูฝนที่ผ่านมา รวมถึงการเก็บเศษกิ่งไม้บริเวณคันดิน และปรับระดับร่องน้ำตามแนวความลาดชัน เพี่อกระจายน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้ ปรับแนวคันดินเพื่อเตรียมแนวสำหรับปลูกหญ้าแฝก กำแพงธรรมชาติที่มีชีวิตเพื่อลดความลาดชันของพื้นที่และลดอัตราการไหล่บ่าของน้ำบนผิวดิน

ซีพีเอฟดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” เพื่อร่วมอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ของประเทศ โดยมีเป้าหมาย ปี 2559-2563 ฟื้นฟูป่าที่เขาพระยาเดินธง จ.ลพบุรี 5,971 ไร่ เป็นป่าผืนแรกของประเทศไทยที่มีการนำนวัตกรรมการปลูกป่า 4 รูปแบบมาใช้ ช่วยให้การฟื้นฟูป่าเร็วขึ้นกว่าการปล่อยให้ป่าฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ คือ 1.ปลูกป่าแบบพิถีพิถัน (จัดทำระบบให้น้ำแบบหยดทั่วทั้งแปลง) 2. ปลูกป่าเชิงนิเวศ เป็นการปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ไม่มีระบบน้ำหยด 3.ปลูกป่าแบบเสริมป่า พื้นที่มีแม่ไม้และลูกไม้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ไม่กระจายทั่วพื้นที่ จึงต้องปลูกต้นไม้เสริมและกำจัดเถาวัลย์ที่ปกคลุมเรือนยอด เปิดให้แสงส่องถึงลูกไม้ที่อยู่พื้นดิน และ 4. การส่งเสริมการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ

วันนี้ (9 เม.ย. 62) กยท. จัดพิธีสักการะ – บวงสรวงอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เพื่อน้อมรำลึกบิดาแห่งยางพาราไทย ในวันยางพาราแห่งชาติ ปี 2562 โดยมีนายวราวุธ ชูธรรมธัช ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้กล่าวคำสดุดีในพิธีบวงสรวง และวางพวงมาลาร่วมกับ นายสังข์เวิน ทวดห้อย กรรมการการยางแห่งประเทศไทย คณะผู้บริหาร กยท. และผู้แทนเกษตรชาวสวนยาง ณ อนุสาวรีย์ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี จ.ตรัง

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กล่าวว่า กยท. กำหนดจัดกิจกรรมวันยางพาราแห่งชาติ ประจำปี 2562 ขึ้นที่จังหวัดตรัง เนื่องจากเป็นต้นกำเนิดของการปลูกยางพาราครั้งแรกของประเทศไทย ณ อำเภอกันตัง ก่อนที่จะกระจายไปปลูกยังภูมิภาคอื่นทั่วประเทศ นอกจากนี้ จังหวัดตรังยังเป็นสถานที่ตั้งของ “อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี” ซึ่งจัดสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติแด่พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) บิดาแห่งยางพาราไทย ผู้มีแนวคิดริเริ่มนำพันธุ์ยางพาราเข้ามาปลูกในประเทศเป็นคนแรก และส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้จากการทำสวนยางพารา ถือเป็น ปูชนียบุคคลผู้สร้างคุณูปการด้านยางพาราอย่างมากมาย กยท. จึงจัดพิธีสักการะและบวงสรวงอนุสาวรีย์ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึก

นางณพรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน การดำเนินงานด้านยางพาราใน จ.ตรัง ได้บูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนงานด้านยางพาราให้เป็นระบบในทุกมิติ โดยเน้นสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ยกระดับศักยภาพด้านการผลิตให้เป็นที่ยอมรับและได้มาตรฐาน จนกลายเป็นจังหวัดที่มีการผลิตยางแผ่นรมควันมาตรฐาน GMP มากที่สุดในประเทศ มีการบริหารงานแบบเกษตรแปลงใหญ่ยางพารา

ส่งเสริมสนับสนุนการใช้ยางแปรรูปในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การนำน้ำยางมาทำถนนยางพาราที่ร่วมดำเนินการกับภาครัฐเป็นประจำทุกปี จนเป็นจังหวัดที่มีถนนยางพารามากที่สุดในประเทศ และยังเป็นพื้นที่ที่มีการสนับสนุนส่งเสริมให้ภาคเกษตรกรและภาคเอกชนแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราจำหน่าย นอกจากนี้ ยังมีโรงงานแปรรูปยางพารา แปรรูปไม้ยางพารา และโรงงานผลิตถุงมือขนาดใหญ่ ทำให้สามารถรองรับผลผลิตยางพาราในพื้นที่ได้ จึงทำให้จังหวัดตรังเป็นจังหวัดที่มีความเข้มแข็งและ มีศักยภาพด้านยางพาราตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ในวันที่ 10 เมษายน 2562 กำหนดให้มีกิจกรรมอ่านสารวันยางพาราแห่งชาติ ประจำปี 2562 โดย นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกอากาศทางช่อง 9 MCOT HD เวลาประมาณ 13.00 น. เป็นต้นไป เพื่อสร้างการรับรู้ให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกรชาวสวนยาง และผู้มีส่วนได้เสียในแวดวงยางพาราให้ตะหนักถึงความสำคัญของยางพารา โดยการช่วยกันขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมไทย ร่วมใช้ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากยางพารา พัฒนายางพาราไทยในทุกมิติให้เกิดความยั่งยืน รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

ครม. ไฟเขียว แผนรับมืออหิวาต์แอฟริกาหมูเป็นวาระแห่งชาติ หวั่นระบาดคร่าชีวิตหมูไทยสูญรายได้เฉียดแสนล้าน

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) แผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) ของประเทศไทยเป็นวาระแห่งชาติ ภายใต้งบประมาณ 148.542 ล้านบาท โดยปีงบประมาณ 2562 เป็นเงิน 53.604 ล้านบาท ใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในปีงบประมาณ 2563 เป็นเงิน 52.419 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2564 เป็นเงิน 42.519 ล้านบาท และโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและควบคุมโรค เชื้อโรคทนทานในผลิตภัณฑ์จากสุกรและสิ่งแวดล้อมสูง สุกรที่หายป่วยแล้วจะเป็นพาหะของโรคได้ตลอดชีวิต สุกรที่ติดเชื้อมีการตายเฉียบพลันเกือบ 100%

การเสนอครม. เพื่อเตรียมแผนรับมือสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาที่ระบาดเป็นวงกว้างขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน พบการระบาดใน 17 ประเทศ แบ่งเป็นทวีปยุโรป 10 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ และทวีปเอเชีย 4 ประเทศ โดยในทวีปเอเซียมีรายงานการระบาดครั้งแรกที่สาธารณรัฐประชาชนจีน พบมีรายงานการทำลายสุกรในจีน 950,000 ตัว ประเทศมองโกเลียมีรายงานการทำลายสุกร 2,992 ตัว เวียดนามมีรายงานการทำลายสุกร 46,600 ตัว ส่วนที่กัมพูชาเพิ่งพบการติดเชื้อ ประมาณการความเสียหายเบื้องต้นมูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท

“ยืนยันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรไม่ติดจากสุกรสู่คน โรคนี้เป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสุกร หากติดเชื้อไวรัสก่อโรค อัตราการตายของสุกรเกือบ 100% จึงต้องเตรียมพร้อมเต็มที่ป้องกันความเสียหายต่อเกษตรกรที่เลี้ยงสุกร รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท ดังนั้นการยกระดับแผนเตรียมพร้อมรับมือโรค ASF เป็นวาระแห่งชาติจึงส่งผลดีทั้งการป้องกันโรค การเผชิญเหตุ การฟื้นฟู ตลอดจนการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจจากการส่งออกสุกรไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ขาดแคลนสุกร ราคาสุกรจะเพิ่มขึ้นทันทีจาก40 บาทต่อกิโลกรัมเป็น 80 บาทต่อกิโลกรัม”