โดยล่าสุด บริษัทได้เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับงานไร่อ้อย

ได้แก่ “เครื่องสางใบอ้อยตราช้าง รุ่น SLR110H” สำหรับแทรกเตอร์คูโบต้า ขนาด 24-27 แรงม้า สามารถสางใบอ้อยได้เต็มประสิทธิภาพด้วยชุดโรลเลอร์ จำนวน 4 ชุด ที่มีรอบหมุนที่รวดเร็วมากกว่า 900 รอบ ต่อนาที ทำให้สามารถตีใบอ้อยได้ละเอียด ได้ลำอ้อยที่สะอาด และดีไซน์ทิศทางการหมุนให้เป็นแบบหมุนขึ้น เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อลำอ้อย พร้อมออกแบบให้มีรัศมีการทำงานกว้างถึง 2.1 เมตร และมีระยะสางใบสูงสุด 2.3 เมตร ทำให้เกษตรกรมีพื้นที่ในการทำงานกว้างขึ้นสามารถเข้าไปตัดอ้อยสดได้ง่าย อีกทั้งยังมีชุดป้องกัน

เศษใบอ้อยที่จะเข้าไปสะสมในส่วนต่างๆ ของตัวเครื่อง ช่วยให้ทำงานได้ต่อเนื่องสูงสุด 15 ไร่ ต่อวัน และ “เครื่องตัดอ้อย ตราช้าง รุ่น SCR100” สำหรับแทรกเตอร์คูโบต้า ขนาด 95 แรงม้า โดยการทำงานของเครื่องตัดอ้อยนั้นรวมการทำงานทั้งหมดไว้ในเครื่องเดียวจากการทำงานพร้อมกัน 4 ระบบ ประกอบด้วย ระบบชุดตัดยอดอ้อยที่สามารถตัดยอดอ้อยได้ตั้งแต่ 1.5-4 เมตร ระบบชุดสางใบอ้อย ถูกออกแบบให้ชุดโรลเลอร์ มีรอบการหมุนที่รวดเร็วมากกว่า 900 รอบ ต่อนาที ทำให้ตีใบได้ละเอียด ลำอ้อยสะอาด ระบบชุดตัดโคนอ้อย สามารถตัดโคนอ้อยได้สม่ำเสมอชิดกับดิน และระบบชุดถาดรวมกอง ที่สามารถบรรทุกน้ำหนักอ้อยได้สูงสุด 500 กิโลกรัม ช่วยเก็บรวมกองอ้อยที่ตัดเสร็จแล้วเพื่อรอคีบขึ้นรถบรรทุกต่อไป นอกจากนี้ ยังออกแบบให้เข้าทำงานในแปลงอ้อยที่มีระยะร่องปลูกตั้งแต่ 1 เมตร ขึ้นไป ช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่การทำงานตัดอ้อยได้ 40-80 ตัน ต่อวัน

“ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ผ่านมา บริษัทไม่เคยหยุดวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการสร้างสรรค์เครื่องจักรกลการเกษตรให้ตอบโจทย์การทำไร่อ้อยแบบมืออาชีพครบทุกขั้นตอนตั้งแต่เตรียมดิน เพาะปลูก บำรุงรักษา ไปจนถึงขนย้ายอ้อย เพื่อให้การทำการเกษตรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของสยามคูโบต้าสำหรับการเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต” นายสมศักดิ์ กล่าว เพิ่มเติม

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและพบเครื่องสางใบอ้อยตราช้าง รุ่น SLR110H ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และพบกับเครื่องตัดอ้อยตราช้าง รุ่น SCR100 ได้ในเดือนธันวาคมนี้ ที่ร้านค้าผู้แทนจำหน่าย สยามคูโบต้าใกล้บ้านท่านหรือติดต่อศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์สยามคูโบต้า โทร. (02)909-1234

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “จากที่รัฐบาลผลักดันนโยบายบริหารพื้นที่เกษตรกรรมของพืช (Zoning) โดยเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมไปสู่การปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยพบว่าเกษตรจำนวนหนึ่งหันมาทำไร่อ้อย

ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยใน 47 จังหวัด มากกว่า 11 ล้านไร่ พื้นที่การเพาะปลูกอ้อยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากถึง 5 ล้านไร่ ซึ่งการตัดอ้อยส่วนใหญ่จะใช้แรงงานคนมากถึง 60% และปัญหาที่พบ คือ แรงงานจะใช้วิธีการเผาอ้อยก่อนตัดเพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ง่ายซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งทำให้น้ำตาลในอ้อยลดลง ซึ่งบางพื้นที่ยังขาดแคลนแรงงานในการตัดอ้อยอีกด้วย บริษัทฯ จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับงานไร่อ้อยโดยเฉพาะขั้นตอนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนด้านแรงงานและประหยัดเวลา ซึ่งตอบโจทย์การทำไร่อ้อยในปัจจุบัน”

โดยล่าสุด บริษัทได้เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับงานไร่อ้อย ได้แก่ “เครื่องสางใบอ้อยตราช้าง รุ่น SLR110H” สำหรับแทรกเตอร์คูโบต้า ขนาด 24-27 แรงม้า สามารถสางใบอ้อยได้เต็มประสิทธิภาพด้วยชุดโรลเลอร์ จำนวน 4 ชุด ที่มีรอบหมุนที่รวดเร็วมากกว่า 900 รอบ ต่อนาที ทำให้สามารถตีใบอ้อยได้ละเอียด ได้ลำอ้อยที่สะอาด และดีไซน์ทิศทางการหมุนให้เป็นแบบหมุนขึ้น

เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อลำอ้อย พร้อมออกแบบให้มีรัศมีการทำงานกว้างถึง 2.1 เมตร และมีระยะสางใบสูงสุด 2.3 เมตร ทำให้เกษตรกรมีพื้นที่ในการทำงานกว้างขึ้นสามารถเข้าไปตัดอ้อยสดได้ง่าย อีกทั้งยังมีชุดป้องกัน เศษใบอ้อยที่จะเข้าไปสะสมในส่วนต่างๆ ของตัวเครื่อง ช่วยให้ทำงานได้ต่อเนื่องสูงสุด 15 ไร่ ต่อวัน และ “เครื่องตัดอ้อย ตราช้าง รุ่น SCR100”

สำหรับแทรกเตอร์คูโบต้า ขนาด 95 แรงม้า โดยการทำงานของเครื่องตัดอ้อยนั้นรวมการทำงานทั้งหมดไว้ในเครื่องเดียวจากการทำงานพร้อมกัน 4 ระบบ ประกอบด้วย ระบบชุดตัดยอดอ้อยที่สามารถตัดยอดอ้อยได้ตั้งแต่ 1.5-4 เมตร ระบบชุดสางใบอ้อย ถูกออกแบบให้ชุดโรลเลอร์ มีรอบการหมุนที่รวดเร็วมากกว่า 900 รอบ ต่อนาที ทำให้ตีใบได้ละเอียด ลำอ้อยสะอาด

ระบบชุดตัดโคนอ้อย สามารถตัดโคนอ้อยได้สม่ำเสมอชิดกับดิน และระบบชุดถาดรวมกอง ที่สามารถบรรทุกน้ำหนักอ้อยได้สูงสุด 500 กิโลกรัม ช่วยเก็บรวมกองอ้อยที่ตัดเสร็จแล้วเพื่อรอคีบขึ้นรถบรรทุกต่อไป นอกจากนี้ ยังออกแบบให้เข้าทำงานในแปลงอ้อยที่มีระยะร่องปลูกตั้งแต่ 1 เมตร ขึ้นไป ช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่การทำงานตัดอ้อยได้ 40-80 ตัน ต่อวัน

“ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ผ่านมา บริษัทไม่เคยหยุดวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการสร้างสรรค์เครื่องจักรกลการเกษตรให้ตอบโจทย์การทำไร่อ้อยแบบมืออาชีพครบทุกขั้นตอนตั้งแต่เตรียมดิน เพาะปลูก บำรุงรักษา ไปจนถึงขนย้ายอ้อย เพื่อให้การทำการเกษตรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของสยามคูโบต้าสำหรับการเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต” นายสมศักดิ์ กล่าว เพิ่มเติม

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและพบเครื่องสางใบอ้อยตราช้าง รุ่น SLR110H ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และพบกับเครื่องตัดอ้อยตราช้าง รุ่น SCR100 ได้ในเดือนธันวาคมนี้ ที่ร้านค้าผู้แทนจำหน่าย สยามคูโบต้าใกล้บ้านท่านหรือติดต่อศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์สยามคูโบต้า โทร. (02)909-1234

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้ส่งออกยางพารา 5 ราย ประกอบด้วย บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัท ยางไทยปักษ์ใต้ และบริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด ว่า ได้หารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางพารา เพื่อกำหนดมาตรการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 20 พ.ย. นี้

นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า มาตรการจะแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. มาตรการเพื่อเสริมความเข้มแข็งชาวสวนยางและพัฒนาอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทั้งเจ้าของสวนยาง และคนกรีดยาง 1.4 แสนครัวเรือน โดยจะเสนอ ครม.ขอใช้งบกลางที่เหลืออยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่ออุดหนุน ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการอุดหนุนในปี 60 ที่กำหนดไว้ 15 ไร่ ไร่ละ 1,500 บาท แนวทางนี้ได้ให้ กยท. พิจารณาในรายละเอียดว่าควรจะเพิ่มเป็นเงินให้มากขึ้นกว่าไร่ละ 1,500 บาท หรือเพิ่มจำนวนไร่ให้มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางให้ได้มากที่สุด

2. มาตรการนี้ได้มอบหมายให้ กยท. ประสานกับภาคเอกชน สถาบันเกษตรกรให้ตั้งจุดรับซื้อยาง 3 ชนิดทั่วประเทศ คือยางก้อนถ้วย น้ำยางสด และยางแผ่นดิบ กรณีที่ราคาต่ำกว่าที่กำหนดคือ ยางก้อนถ้วย ชนิดยางแห้ง 100% กิโลกรัมละ 35 บาท น้ำยางสด กิโลกรัมละ 37 บาท และยางแผ่นดิบ กิโลกรัมละ 40 บาท รวมถึงให้ กยท. เข้าไปชดเชยส่วนต่าง โดยใช้เงินกองทุนพัฒนายางพารา คาดว่าจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 2-3 บาท ในทุกจุดรับซื้อจะมีเจ้าหน้าที่ กยท. ระดับจังหวัดและอำเภอ เข้าไปตรวจสอบการซื้อขายทุกครั้ง กรณีนี้จะใช้เงินประมาณ 10,000 ล้านบาท หากเงินในกองทุนไม่เพียงพอ ก็สามารถขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม หากราคายางสูงกว่าที่กำหนดไว้ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปชดเชย

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า ส่วนการมาตรการใช้ยางในประเทศนั้น เตรียมเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นชอบแนวคิดการผลิตอุปกรณ์เครื่องนอนให้แก่หน่วยราชการ ได้แก่ โรงเรียน โรงพยาบาล กระทรวงพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม เป็นต้น โดยขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความต้องการใช้อุปกรณ์ทั้งหมด และแจ้งข้อมูลกับกระทรวงเกษตรฯ ภายในวันที่ 16 พ.ย. นี้ อย่างไรก็ตาม หากแนวคิดนี้ผ่านความเห็นชอบ กยท. จะต้องเป็นผู้ดูแลเรื่องการรับซื้อน้ำยางกับสถาบันเกษตรกรเพื่อนำมาผลิตอุปกรณ์การนอนตามความต้องการ

ในส่วนของการใช้ยางพาราในการทำถนน ซึ่งเป็นโครงการของคมนาคม พบว่ามีปัญหาในเรื่องของราคาการสร้าง เมื่อเทียบดูจะพบว่าถนนที่ทำจากยางพารามีราคาสูงกว่าการทำถนนโดยใช้ถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีตครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าดูในแง่ความคงทน ถนนยางพารามีอายุใช้งานยาวนานถึง 7-8 ปี แตกต่างจากถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีตซึ่งมีอายุการใช้งาน 5 ปี ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ กำลังดูในทางกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง ว่าถ้าให้หน่วยงานราชการเหล่านั้นมาซื้อจะผิดว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างไหม เพราะถนนยางพาราแพงกว่า

“ที่ผ่านมา กยท. เคยซื้อยางมาเก็บไว้ในปี 56-57 ประมาณ 100,000 ตัน เสียค่าเก็บโกดังปีละประมาณ 120 ล้านบาท ซึ่งเสียเงินไปโดยไม่ได้ประโยชน์ จึงเป็นเหตุผลให้รัฐบาลนี้และกระทรวงเกษตรฯ ไม่สามารถนำเงินไปซื้อยางพารามาเก็บไว้เฉยๆ ได้ นอกจากกระทรวงเกษตรฯ ยังมีแนวทางจะรับประกันรายได้ให้กับเกษตรกร โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ทำการศึกษา คาดจะทราบผลภายใน 1 เดือน”

นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า ขณะที่มาตรการระยะกลาง ได้เชิญบริษัทผู้ผลิตยางล้อ 7 บริษัท ให้เข้าตั้งโรงงานในประเทศ กระทรวงเกษตรฯพร้อมจะหารือเพื่ออำนวยความสะดวกให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาไทยผลิตยางพาราได้ 4.5 ล้านตัน แบ่งเป็นใช้ในประเทศ 500,000 ตัน และส่งออก 4 ล้านตัน แต่ทั้งนี้เกษตรกรต้องเข้าใจว่าปัจจุบันกำลังซื้อของหลายประเทศประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การกีดกันทางการค้า ทำให้การส่งออกมีปัญหา เกิดการกดราคายางพาราในประเทศ
ด้าน นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานรัฐ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศผ่านหน่วยงานของรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานที่เข้าร่วม 8 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงยุติธรรม

โดยปี 2561 ใช้งบประมาณดำเนินการไปแล้วกว่า 11,996 ล้านบาท เป็นน้ำยางข้น 8,802.40 ตัน ยางแห้ง 785.85 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่นำไปสร้างหรือปรับปรุงถนน อยู่ระหว่างดำเนินการ และจัดซื้อจัดจ้างอีกกว่า 12,912 ล้านบาท เป็นน้ำยางข้น 37,823.78 ตัน สำหรับการซื้อยางตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ จากนี้จะดำเนินการผ่าน กยท. ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมความต้องการใช้ยาง และเป็นศูนย์กลางในการรับซื้อยางผ่านสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.

“ก่อนหน้านี้หน่วยงานต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการติดปัญหาเรื่องงบประมาณและวิธีการจัดจ้างที่กรมบัญชีกลางยังไม่ได้กำหนดราคากลางของการทำถนนยางพาราดินซีเมนต์ ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า แต่มีบางหน่วยงานใช้งบประมาณปกติเพื่อดำเนินการแล้ว ซึ่งในส่วนของงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปี 2561 ได้รับการจัดสรรเมื่อเดือน เม.ย. งบประมาณเพิ่มเติมได้รับอนุมัติไปเมื่อวันที่ 31 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งกำลังเตรียมการจัดซื้อยางผ่าน กยท. ตามงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร”

สำหรับราคายางแผ่นรมควันปรับตัวตามสภาวะตลาด ในขณะที่ยังคงมีความต้องการของผู้ซื้อภายในประเทศ และมีปริมาณฝนตกชุกในบางพื้นที่ปลูกยาง ราคากลางเปิดตลาด ประจำวันนี้อยู่ที่ 39.57 บาทต่อ กก. โดยปิดตลาดสูงสุด ณ ตลาดกลางนครศรีธรรมราช ราคาอยู่ที่ 40.67 บาท ต่อ กก. ส่วนตลาดกลางสงขลาอยู่ที่ 39.41 บาท ต่อ กก. และตลาดกลางสุราษฎร์ธานี อยู่ที่ 39.37 บาท ต่อ กก.

เมื่อ วันที่ 13 พ.ย. ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ พ.ศ. … ที่รมว. สาธารณสุข รับมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณา หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ. กัญชา โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมให้ เพื่อส่งกลับไปให้ สนช. พิจารณาในสัปดาห์หน้า

– ผ่านแล้ว พ.ร.บ. กัญชา!
นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า สาระสำคัญในการแก้ไขเพิ่มเติม คือ ห้ามมิให้ผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติดประเภท 5 เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต เฉพาะกรณี จำเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เว้นแต่ได้รับใบอนุญาต และกำหนดให้การมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครอง ไม่เกินจำนวนที่จำเป็น สำหรับการใช้รักษาโรคเฉพาะ หรือสำหรับปฐมพยาบาล ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน และให้ใช้ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้ หากเป็นการรักษาโรคตามคำสั่งของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบโรคศิลป์หรือเพื่อศึกษาวิจัย

นอกจากนี้ กำหนดให้ผู้รับอนุญาตสามารถจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้ ในสถานที่ที่ระบุไว้เท่านั้น ขณะเดียวกัน เพิ่มเติมอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มีอำนาจในการกำหนดเขตพื้นที่ เพื่อทดลองปลูกพืชที่เป็น หรือให้ผลผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 รวมถึงผลิตและทดสอบยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้ตามพื้นที่กำหนด หรือกำหนดเขตพื้นที่ให้เสพกระท่อม หรือครอบครองยาเสพติดประเภท 5 ในปริมาณที่กำหนด

– ผู้ป่วยครอบครองได้
“เนื่องจากที่ผ่านมาไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้เลย จึงแก้ให้มีการนำเข้า ส่งออกได้ แต่ต้องนำมาใช้ในการรักษาพยาบาลเท่านั้น และยกเว้นให้มีกัญชา กระท่อมไว้ในครอบครองได้ แต่ว่ามีไว้เฉพาะในการรักษาพยาบาล อย่างเช่นผู้ป่วยก็มีไว้ในครอบครองได้ไม่มีความผิด และการเพิ่มความสามารถในการทำเพื่อรักษาโรค คือ หมอสามารถนำกัญชา หรือสารเสพติดประเภท 5 มาใช้ในการสั่งยาและรักษาโรคได้ และให้สามารถเสพได้ในพื้นที่ที่กำหนด ซึ่งเรื่องนี้ปกติ

– ปลูกหลังบ้านไม่ได้
คนที่จะผลิตหรือจำหน่าย เสพ หรือมีไว้ในครอบครอง มีโทษทั้งหมด และเห็นว่าสิ่งนี้จะปลดล็อกให้ หมอ คนไข้ การพกพาในจำนวนจำกัด ถือว่ายกเว้นให้ว่าไม่มีความผิด ขอเน้นย้ำว่า ทั้งหมดนี้เพื่อสังคมมีความเข้าใจมากขึ้น เพื่อรักษาและใช้ในเชิงการแพทย์เท่านั้น และคณะกรรมการ ป.ป.ส. และกระทรวงสาธารณสุข

จะเป็นผู้ให้อนุญาตเรื่องพื้นที่ที่สามารถปลูกได้ ไม่ได้หมายความว่าปลูกหลังบ้านก็ได้ ต้องเป็นพื้นที่ที่เห็นว่าเหมาะสม และการนำไปสู่การผลิต ต้องระบุว่าใครบ้างและต้องมีการควบคุมอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่อิสระ” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ ให้กระทรวงสาธารณสุข กำหนดควบคุมดูแลในการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในระยะเวลา 5 ปี และหลังจาก 5 ปี จะทบทวนอีกครั้งว่าจะปรับอะไรอีกบ้า
นอกจากนี้ นายพุทธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมครม. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยา ซึ่งกฎหมายดังกล่าวไม่เคยมีการปรับปรุงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 จำเป็นต้องปรับปรุงให้มีความทันสมัยเหมาะกับการใช้จริงในปัจจุบัน จึงกำหนดคณะกรรมการ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่ได้มาซึ่งผู้เชี่ยวชาญ องค์กรผู้เชี่ยวชาญ และการจัดขึ้นบัญชียาต่างๆ

นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่สำนักงานอาหารและยา (อย.) เพื่อให้กระบวนการพิจารณามีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกำหนดให้ รมว. สาธารณสุข สามารถประกาศกำหนดแก้ไขและยกเลิกมาตรการสำหรับการผลิต ขาย นำเข้ายา โดยใช้หรืออ้างอิงมาตรการของต่างประเทศ ให้สำนักงานอย.ไม่ต้องนำส่งขึ้นบัญชีผู้เชี่ยวชาญ

นายพุทธิพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเวลาจะขึ้นบัญชียาต่างๆจะต้องผ่าน อย. ที่เดียว ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะอนุญาตให้ทางอย.มีสิทธิในการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ องค์กรผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่เข้ามากลั่นกรองบัญชียาใหม่ๆ ซึ่งจะเกิดความรวดเร็วในการรับรองบัญชียาต่างๆ โดยท้ายที่สุดจะต้องผ่านการรับรองจาก อย. ทั้งหมด

เพียงแต่ด้วยกระบวนการต่างๆ ที่ผ่านมา ก็อาจจะช้าในเรื่องของการรับรองมาตรฐาน ที่มา แหล่งผลิตต่างๆ แต่เมื่อมีการตั้งผู้เชี่ยวชาญ จะเป็นจุดสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องบัญชียาต่างๆ เกิดความรวดเร็วและรอบคอบ ช่วยเสริมศักยภาพให้ อย.ทำงานได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้ใช้ยาที่มีประสิทธิภาพได้รวดเร็วขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการผลิตยาแผนปัจจุบัน จากเดิม 10,000 บาท ซึ่งพ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 – 50,000 บาท ซึ่งทางกระทรวงต้องไปออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบ เพื่อกำหนดให้ได้ว่าจาก 10,000 บาท ควรจะกำหนดเป็นเท่าไร แต่ต้องไม่เกิน 50,000 บาท หรือค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบัน คือร้านขายยาต่างๆ จากเดิมใบอนุญาตประมาณ 3,000 บาท ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้บัญญัติไว้ว่า ไม่เกิน 5,000 บาท เพียงแต่จะเป็นเท่าไร คณะกรรมการจะพิจารณาอีกครั้ง

เทคโนโลยีกับการพัฒนาเกษตรกรรมในปัจจุบันของประเทศไทยเรานั้น มาไกลกว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างมาก ด้วยความร่วมมือกันหลายภาคส่วนที่ได้นำองค์ความรู้หลายๆ ด้าน ทั้งทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม เกษตรกรรม และอีกมากมาย มาบูรณาการก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ เน้นการทำเกษตรแบบปลอดสารพิษ ล่าสุด อาจารย์ปิยะพร มูลทองชุน และ ผศ. ยงยุทธ สุจิโต อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ร่วมมือพัฒนา “เครื่องเพาะถั่วงอกอัตโนมัติระบบน้ำหมุนเวียนแบบควบคุมอุณหภูมิ” เพื่อใช้ในการควบคุมการเพาะถั่วงอก โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการควบคุมที่ได้รับความนิยม เป็นอีกหนึ่ง Smart Farm ขนาดย่อย ที่สามารถต่อยอดจากการทำการเกษตรภาคครัวเรือนสู่แหล่งเรียนรู้ของชุมชน สามารถสร้างผลผลิตให้มีคุณภาพและสร้างรายได้ต่อไปในอนาคต

เครื่องเพาะถั่วงอกอัตโนมัติระบบน้ำหมุนเวียนแบบควบคุมอุณหภูมิ สามารถใช้เพาะถั่วงอกได้ทุกฤดูกาล ทุกสถานที่ ยังคงประสิทธิภาพในการใช้ระบบน้ำหมุนเวียนในการเพาะ เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำในการเพาะแต่ละครั้ง ควบคุมจังหวะการรดน้ำเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เร็วกว่าการเพาะปกติถึง 30 เปอร์เซ็นต์

เครื่องเพาะถั่วงอกอัตโนมัติระบบน้ำหมุนเวียนแบบควบคุมอุณหภูมิ ประกอบด้วย

ชุดถังเพาะถั่วงอก
ตัวควบคุมจังหวะการรดน้ำ และควบคุมอุณหภูมิ
ระบบให้ความร้อนและความเย็นเพื่อรักษาอุณหภูมิ ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วน ได้ถูกออกแบบทดสอบการใช้งาน จนเครื่องเพาะถั่วงอกชุดนี้มีประสิทธิภาพในการเพาะถั่วงอกที่ให้ผลผลิตที่ดี และมีความเสถียร
วัสดุที่ใช้ในการสร้างเครื่องเพาะถั่วงอกสามารถหาซื้อได้ทั่วไป

อาจารย์ปิยะพร มูลทองชุน กล่าวว่า ผลผลิตที่ได้จากการใช้งานเครื่องเพาะถั่วงอกอัตโนมัติระบบน้ำหมุนเวียนแบบควบคุมอุณหภูมิ ส่วนใหญ่ถั่วงอกจะมีลักษณะยาวเรียวไม่อ้วนเท่าถั่วงอกที่มีขายตามตลาด แต่ถั่วงอกจะไม่อมน้ำ มีสีขาวตามธรรมชาติ ตัดรากออกหมด ทำให้ดูน่ารับประทาน กรอบ ไม่เหม็นเขียว เก็บได้นานถึง 7 วัน โดยแช่ในตู้เย็นช่องแช่ผัก ปลอดสารฟอกขาวและสารเร่งอ้วน การควบคุมอุณหภูมิในถังเพาะทำให้ผลผลิตมีขนาดสม่ำเสมอ สามารถเพาะได้ทุกสภาพอากาศ

คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้มอบเครื่องเพาะถั่วงอกอัตโนมัติระบบน้ำหมุนเวียนแบบควบคุมอุณหภูมิ ให้แก่กลุ่มยุวเกษตร โรงเรียนวัดโพธาราม อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา โดยมี อาจารย์นิตย์ ประสมพงษ์ และ อาจารย์อัมพร คงเจริญเมือง ตัวแทนจากโรงเรียนรับมอบเครื่องดังกล่าว เพื่อใช้ในการเพาะถั่วงอก เป็น Smart Farm ขนาดเล็ก ในโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนและเป็นแหล่งการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 ต่อไป