โดยสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด เป็นผู้ขอเช่าที่ทำประโยชน์

และจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยรายละ 1 ไร่ ที่ทำกินรายละ 5 ไร่ จำนวน 114 ราย โดย ส.ป.ก.ได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่าง ๆ เช่น ถนนหนทาง แหล่งน้ำ เป็นต้น และได้มีการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร เช่น การปลูกกล้วยหอมทอง พืชผัก โกโก้ เป็นต้น โดยมีการหาตลาดรองรับผลผลิตจากเกษตรกรทั้งหมด ทั้งนี้จะสามารถส่งผลผลิตกล้วยหอมทองรอบแรกได้ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้

“ในวันนี้ได้มอบนโยบายในแปลงที่จัดแล้ว ให้เร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สมบูรณ์ อาทิ การทำถนนลาดยางในถนนสายหลัก และถนนหินคลุกในถนนสายซอย และระบบการกระจายน้ำให้เข้าสู่แปลงเกษตรกรรมทุกแปลง รวมทั้งการบริหารจัดการตลาดโดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต และการบริหารจัดการสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร

และสำหรับแปลงที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดที่ดินนั้น ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการเตรียมเกษตรกร เตรียมการวางแผนพัฒนาพื้นที่และจัดเตรียมงบประมาณ โดยการบูรณาการร่วมกับชุมชนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยและใส่ใจเกษตรกรที่เป็นผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง สนับสนุนให้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้เกษตรกรให้มีความสุขอย่างยั่งยืนต่อไป” รมช.ธรรมนัส กล่าว

ในโอกาสนี้ รมช.ธรรมนัส ได้เป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 350 ราย 430 แปลง 4,881 ไร่ ณ โรงเรียนพระแสงวิทยา ตำบลพระแสง อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย.

“อาจารย์ประทีป กุณาศล” อดีตนักวิชาการด้านไม้ผลของกรมวิชาการเกษตร คร่ำหวอดในวงการไม้ผลมายาวนาน สะสมองค์ความรู้ ประสบการณ์ จากการศึกษาดูงานด้านไม้ผลทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาจารย์ประทีปได้เผยแพร่แนวคิดใหม่ๆ ด้านการปลูกดูแลจัดการไม้ผลให้แก่เกษตรกรและภาคเอกชน ในฐานะนักวิชาการอิสระด้านพืช

อาจารย์ประทีป กุณาศล รู้ลึก รู้จริง เรื่องมะพร้าว มักมีเกษตรกรและผู้สนใจแวะเวียนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องมะพร้าวกับอาจารย์ประทีปอย่างสม่ำเสมอ เพราะอาจารย์ประทีปเป็นลูกชาวสวนผลไม้ อำเภอบ้านแพ้ว เห็นต้นมะพร้าวมาตั้งแต่เกิด เรียนรู้เรื่องการทำสวนมะพร้าวจากพ่อแม่ เมื่อรับราชการที่กรมวิชาการเกษตร ก็จับงานด้านไม้ผลเป็นหลัก สนใจศึกษาเรื่องมะพร้าวเป็นกรณีพิเศษ เพราะครอบครัวยังมีกิจการสวนมะพร้าวอยู่ในอำเภอบ้านแพ้ว

มะพร้าว พืชเศรษฐกิจทำเงิน

อาจารย์ประทีป กล่าวว่า มะพร้าวน้ำหอม เป็นไม้ผลเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมบริโภคในลักษณะการบริโภคผลสด และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ที่ผ่านมามีบริษัทเอกชนซึ่งเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มน้ำดำรายใหญ่ของโลก หันมาสนใจลงทุนทำธุรกิจน้ำมะพร้าวกระป๋องพร้อมดื่มกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกระแสความนิยมบริโภคน้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

มะพร้าวน้ำหอม จึงเป็นพืชเศรษฐกิจทำเงินที่น่าลงทุน เพราะเป็นสินค้าที่มีโอกาสขยายตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านไร่ มูลค่าตลาดกว่า 8,000 ล้านบาท พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในโซนภาคกลาง ที่ผ่านมามีการขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมในหลายประเทศ เช่น เวียดนาม พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ

มะพร้าวน้ำหอม (aromatic coconut) ของไทย น้ำมะพร้าวมีกลิ่นหอมและรสหวาน อีกทั้งคุณค่าทางโภชนาการมีเกลือแร่และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายสูง จึงได้นำน้ำมะพร้าวมาดื่มแทนเกลือแร่ (Refreshes drinking) และใช้ทดแทนน้ำเกลือให้กับทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของมะพร้าวที่มีน้ำหอมเป็นสินค้าที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ ส่งออกปีละประมาณกว่า 8,000 ล้านบาท ประเทศที่นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน เป็นต้น

หากเปรียบเทียบรสชาติความอร่อยแล้ว ไม่มีประเทศไหนสู้มะพร้าวน้ำหอมของไทยได้เลย เพราะประเทศไทยมีความโชคดี 2 ชั้น

มีพันธุ์มะพร้าวคุณภาพดี
มีแหล่งปลูกที่มีความอุดมสมบูรณ์
ทำให้สินค้ามะพร้าวน้ำหอมของไทยมีคุณภาพโดดเด่นในด้านกลิ่นหอมและมีรสหวานตามธรรมชาติ โดยมีแหล่งปลูกหลักอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี นครปฐม ฯลฯ โดยไทยมีส่วนแบ่งตลาดมะพร้าวน้ำหอมแค่ 30% ยังมีโอกาสเติบโตในตลาดโลกได้อีก

มะพร้าวน้ำหอม ปลูกได้ทั่วไป แต่แหล่งปลูกที่มีลักษณะสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เอื้อต่อการปลูกมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดี คือพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำท่าจีน ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง และลุ่มแม่น้ำบางปะกง เพราะเป็นทำเลที่มีน้ำทะเลขึ้น-ลง เป็นดินสามน้ำ มีโพแทสเซียมสูง เหมาะสำหรับปลูกมะพร้าวมาก เพราะมีปริมาณธาตุอาหารสูง มีส่วนประกอบของเกลือตามธรรมชาติ ช่วยให้มะพร้าวน้ำหอมมีรสชาติหวาน หอม คุณภาพเนื้อและขนาดผลเหมาะสมกับความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ การปลูกมะพร้าวน้ำหอมให้ประสบความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ดิน น้ำ อากาศ และสภาพแวดล้อม หากเกษตรกรสนใจปลูกมะพร้าวน้ำหอมในทำเลอื่นๆ จากที่กล่าวข้างต้นก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีการดูแลจัดการแปลงปลูกมะพร้าวน้ำหอมอย่างถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของพืช ประการแรก ทำเลที่ตั้ง ควรเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ที่แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรหลายรายที่อยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน ก็สามารถปลูกมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดีได้ เพราะแหล่งปลูกมีเกลือปนอยู่ในดิน และมีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับดูแลให้น้ำต้นมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง

อาจารย์ประทีป เล่าว่า ผมเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษานิสิตปริญญาโทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ศึกษาต้นทุนการผลิตมะพร้าวน้ำหอม พบว่า ควรมีพื้นที่ปลูกมะพร้าว ประมาณ 15 ไร่ จึงจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับเทคนิคการจัดการผลิตและการตลาดของเกษตรกรแต่ละรายเสียมากกว่า

อาจารย์ประทีป ยกตัวอย่างเกษตรกรคนเก่งคือ “คุณออน” หรือ คุณนวลลออ เทอดเกียรติกุล อดีตมนุษย์เงินเดือน ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อก้าวเข้าสู่อาชีพเกษตรกรรมตามความใฝ่ฝัน โดยซื้อสวนมะพร้าวเก่า เนื้อที่ 10 ไร่ในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี มาบริหารงาน ในชื่อ มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ Aromatic Farm แม้คุณออนไม่มีพื้นฐานความรู้เรื่องการทำเกษตรมาก่อน แต่เธอตั้งใจเรียนรู้การทำเกษตรจากหนังสือตำรา เกษตรกร นักวิชาการรวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมอบรมความรู้ทางการเกษตรกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน คุณออนได้นำเทคโนโลยีนวัตกรรมทันสมัยมาใช้ในกระบวนการเกษตรแบบครบวงจร บริหารจัดการสวนมะพร้าวด้วยผังการปลูกอัจฉริยะ จัดสรรพื้นที่ 24 แปลง รวมเป็น 469 ต้น โดยแบ่งเป็น Zoning สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีแดง เพื่อความสะดวกในการดูแลจัดการ ตั้งแต่การเก็บเกี่ยว ตรวจสอบคุณภาพผลผลิตแต่ละต้น ในแต่ละแปลง และติดเครื่องหมาย QR CODE บนมะพร้าวทุกต้นในสวน เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการดูแลต้นมะพร้าวอย่างเหมาะสม หากพบปัญหาสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ง่าย

นอกจากนี้ คุณออน ยังตกแต่งผลมะพร้าวด้วยบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย ฉีกภาพลักษณ์แบบเดิมอย่างสร้างสรรค์ สร้างจุดขายที่แตกต่างจากมะพร้าวน้ำหอมทั่วไป ทำให้คุณออนได้ฐานลูกค้ารายใหญ่ เป็นโรงแรมระดับแนวหน้าของประเทศ สั่งซื้อสินค้ามะพร้าวน้ำหอมจากสวนแห่งนี้ ในราคา ผลละ 50 บาท ตลอดทั้งปี ดังนั้น ขนาดพื้นที่สวนใหญ่น้อยไม่สำคัญเท่ากับเทคนิคการจัดการสวน ว่าเกษตรกรแต่ละรายมีฝีมือในการผลิตสินค้าคุณภาพดีหรือเปล่า ขายสินค้าได้เก่งแค่ไหน

การทำสวนมะพร้าวเชิงการค้า

มะพร้าวน้ำหอม มักขาดตลาดในฤดูร้อน ปกติมักเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์หรือปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี สาเหตุต้องนับย้อนกลับไปภายหลัง 6 เดือนครึ่ง ถึง 7 เดือน เป็นช่วงที่มะพร้าวนั้นออกดอกติดผลน้อย เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายนเป็นต้นไป ถึงปลายเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงเข้าฤดูฝนในเขตภาคกลาง มีพายุและฝนฟ้าคะนอง ฝนตกติดต่อกันหลายวัน ช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่มะพร้าวที่ปลูกแบบร่องสวนในพื้นที่ภาคกลางจะมีจำนวนดอกน้อย เนื่องจากปริมาณไนโตรเจนที่มาจากน้ำฝนส่งผลให้มะพร้าวเจริญทางลำต้นมากกว่า และน้ำฝนชะล้างช่อดอก ทำให้เกสรขาดสารอาหารในการงอกเพื่อผสมกับดอกตัวเมียบนจั่นมะพร้าว ดังนั้น เกษตรกรมักขายมะพร้าวน้ำหอมได้ราคาสูงในช่วงฤดูร้อน แต่ช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ต้นมะพร้าวมีผลผลิตมากขึ้น ราคาขายก็ปรับตัวลดลง

ใครๆ ก็อยากขายผลผลิตในช่วงราคาสูง แต่การดูแลจัดการให้ต้นมะพร้าวมีผลดกตลอดปี คงเป็นเรื่องยาก แต่มีวิธีที่จะทำให้ต้นมะพร้าวไม่ขาดคอได้ โดยใช้วิธีดูแลจัดการปุ๋ย น้ำ ให้เหมาะสมกับความต้องการของพืช ช่วงเดือนพฤษภาคม ต้นมะพร้าวมักแตกจั่น หากมีจำนวนตัวเมียสัก 10 ดอก จะร่วงเหลือเพียง 2-3 ผล หากสามารถป้องกันไม่ให้ดอกร่วงมาก จะทำให้ติดผลมากขึ้น วิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ผลดีคือ เลี้ยงตัวชันโรงหรือผึ้งมาช่วยผสมเกสรในสวนมะพร้าว จะช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของต้นมะพร้าว ให้สร้างผลผลิตคุณภาพดี และมีผลผลิตเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว นอกจากนี้ หากรดน้ำในแปลงปลูกได้มาก ต้นมะพร้าวยิ่งชอบ เพราะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ต้นมะพร้าวติดผลได้ดี และเอื้อต่อการช่วยผสมเกสรของต้นมะพร้าวให้ดีขึ้นด้วย

โดยทั่วไปการให้ปุ๋ยมะพร้าว จะใส่ปุ๋ยตัวกลางน้อยมาก เช่น ปุ๋ย สูตร 5-1-7 หรือ 5-1- 8 หากหาซื้อไม่ได้ อาจใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 แล้วเติมด้วยยูเรีย กับสูตร 0-0-60 เพราะต้นมะพร้าวชอบคลอไรด์มาก และควรใส่ขี้ไก่แกลบ ต้นละ 50 กิโลกรัม จะช่วยเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้น การใส่ปุ๋ยยังช่วยให้ต้นมะพร้าวแตกจั่นถึง 16-17 จั่น ต่อปี ใน 1 ต้น จะให้ผลผลิตประมาณ 100 ผล ต่อปี

มะพร้าวน้ำหอม อายุประมาณ 3 ปี ก็ตัดขายได้แล้ว ปกติมะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกเป็นการค้า เกษตรกรมักตัดจั่นผลผลิตมาจำหน่ายมีอายุนับตั้งแต่ติดผลแล้ว โดยเฉลี่ยประมาณ 6-7 เดือน แต่มะพร้าวที่ส่งออกมักตัดจั่นที่มีอายุประมาณ 6-7 เดือน หลังผสมติด เพื่อคุณภาพการบริโภคและการเก็บรักษา หากเกษตรกรสามารถทำผลผลิตได้ 60-180 ผล ต่อปี และเก็บผลผลิตได้ทุกๆ 20 วัน ก็ถือว่ามีรายได้ดี เลี้ยงดูตัวเองได้อย่างสบาย

หากคิดทำสวนมะพร้าว ต้องเริ่มต้นมองตลาดก่อน เพราะตลาดเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ เพราะหากปลูกมะพร้าวอยู่ในทำเลที่ห่างไกลตลาด อาจจะขาดทุนได้ เพราะมะพร้าวเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมาก และขนย้ายลำบาก ดังนั้น หากคิดลงทุนทำสวนมะพร้าว ควรมีทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้ตลาด เพื่อประหยัดต้นทุนและสะดวกในการขนส่งสินค้า

มะพร้าวน้ำหอมก้นจีบ ให้ผลผลิตคุณภาพดี

อาจารย์ประทีป กล่าวว่า มะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดีที่สุด ในขณะนี้คือ พันธุ์ก้นจีบสีเขียว เกษตรกรที่นำมาเผยแพร่และเพาะปลูกอยู่ที่ฟาร์มอ่างทอง อำเภอกระทุ่มแบน เมื่อ พ.ศ. 2500 ปัจจุบัน มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์ก้นจีบ นิยมปลูกแพร่หลายในจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร ราชบุรี นครปฐม และจังหวัดใกล้เคียง

สำหรับมือใหม่ที่สนใจลงทุนปลูกมะพร้าว ควรเลือกซื้อพันธุ์มะพร้าวถึงสวนที่เป็นแหล่งผลิต เพื่อให้มั่นใจว่า ผลิตจากต้นมะพร้าวน้ำหอมก้นจีบคุณภาพดี มีลักษณะพันธุ์เป็นพันธุ์ต้นเตี้ย ลำต้นมีสะโพกเล็กน้อย มีอายุ 20 ปีขึ้นไป มะพร้าวก้นจีบมีจุดเด่นคือ ติดผลดก ไม่ต่ำกว่า 14-16 ผล ต่อทะลาย ผลกลม ก้นจีบ ลูกใหญ่ เนื้อและน้ำมีความหอมหวาน ปนเปรี้ยวนิดๆ

เพิ่มรสหวาน ด้วยขี้แดดนาเกลือ

ขี้แดดนาเกลือ (หนังหมา) เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับเพิ่มความหวานของมะพร้าวน้ำหอม ที่อาจารย์ประทีปแนะนำให้เกษตรกรมือใหม่ลองนำไปใช้ เพราะขี้แดดนาเกลือ มีส่วนประกอบของแมกนีเซียม โพแทสเซียม และสาหร่ายทะเลที่ให้ฮอร์โมนไซโตไคนินบำรุงไม้ผลอยู่ส่วนหนึ่ง ขี้แดดนาเกลือราคาไม่แพง หาซื้อได้ง่ายบริเวณนาเกลือ ในจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร โดยหว่านใส่รอบทรงพุ่มไม้ผล เฉลี่ยต้นละ 3 กิโลกรัม จะยิ่งเพิ่มรสชาติความหวานให้แก่ผลไม้

หากผู้อ่านท่านใด มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปลูกดูแลมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวแกง หรือไม้ผลอื่นๆ ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับ อาจารย์ประทีป กุณาศล ได้ที่โทรศัพท์ 089-141-6164

“นมแม่ ช่วยครัวเรือนประหยัด ครอบครัวที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประหยัดรายจ่ายเดือนละ 4,000 บาท หากเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 1 ปี จะช่วยประหยัดรายจ่ายครอบครัวถึง 48,000 บาท” เป็นคำกล่าวที่นำมาจากมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทในการรณรงค์ส่งเสริมให้คุณแม่มือใหม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ความสำคัญของนมแม่นั้นมีมากมายมหาศาล แต่ปัญหาที่คุณแม่หลังคลอดเจอกันได้บ่อยคือ “น้ำนมแม่ไม่เพียงพอต่อทารก” ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากในน้ำนมแม่ประกอบด้วยสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด เช่น มีน้ำตาลแล็กโทสปริมาณสูง ซึ่งมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง น้ำตาลกลุ่มโอลิโกแซกคาไรด์ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดดีป้องกันเชื้อก่อโรคในลำไส้

นอกจากนี้ จากหลักฐานทางวิชาการ นมแม่ยังช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคลำไส้อักเสบ

มีมารดาจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหานี้ อาจเกิดจากปัญหาด้านสภาพจิตใจและความพร้อมของมารดา ปัญหาด้านกายภาพของเต้านมวิธีการเพิ่มน้ำนมมีด้วยกันอยู่หลายวิธี หนึ่งในนั้นคือ การรับประทานอาหารหรือสมุนไพรจนกระทั่งการรับประทานยาเพิ่มน้ำนม

ขิง เป็นสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มน้ำนมแม่ได้ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม จะเป็นน้ำขิง ขิงสด ผัดขิง ก็ไม่มีปัญหา ซึ่งตรงกับงานวิจัยของ ผศ.พญ.พรรณวรา ปริตกุล อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ทำการศึกษาผลของแคปซูลขิงกับปริมาณน้ำนมในมารดาหลังคลอด จำนวน 64 ราย เปรียบเทียบประสิทธิภาพการเพิ่มน้ำนม ระหว่างแคปซูลขิง 500 มิลลิกรัมกับยาหลอก โดยรับประทานวันละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 7 วัน ซึ่งเริ่มรับประทานยาครั้งแรกไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังคลอด ผลการศึกษาพบว่า เมื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำนมในวันที่ 3 ของการวิจัย คุณแม่ที่รับประทานแคปซูลขิง มีปริมาณน้ำนมสูงกว่ากลุ่มยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ และไม่พบรายงานอาการข้างเคียงใดๆ

กลไกการออกฤทธิ์ของแคปซูลขิงที่อธิบายว่า เหตุใดจึงสามารถเพิ่มน้ำนมได้ ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะโดยปกติกลไกการเพิ่มน้ำนมจะเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของ เซรั่ม โปรแลกติน (prolactin : PRL) เป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างและหลั่งน้ำนมในระยะให้นมบุตร) แต่ในการศึกษานี้พบว่า ระดับ เซรั่ม โปรแลกติน ไม่มีความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มทดลอง อย่างไรก็ตาม มีการตั้งสมมุติฐานว่า อาจเกิดจากแคปซูลขิงมีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือด เพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย ซึ่งเป็นการเพิ่มปริมาณเลือดที่มาเลี้ยงต่อมน้ำนมได้

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้เราได้เห็นว่าสรรพคุณของสมุนไพรไทยอย่างขิง ซึ่งหาได้ง่ายในชีวิตประจำวันและราคาถูก มีประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณแม่หลังคลอดอย่างมหาศาล (วันที่ 10 ต.ค.) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ “จดหมายเปิดผนึก” บนเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยตั้งค่าสาธารณะ ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กรณีการยกเลิกสารเคมีเกษตร 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต

“ขออนุญาตพูดแบบตรงไปตรงมา ไม่เป็นทางการนะครับ ผมว่าคุณอนุทิน และรัฐมนตรีในสังกัด โดนหลอกให้เป็นเครื่องมือในการแบนสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิดนี้ โดยที่คุณอนุทินได้รับข้อมูลความรู้ที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง

สังเกตได้จากการให้คำสัมภาษณ์ของแต่ละท่าน ที่เห็นได้ชัดว่ายังมีความไม่เข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับเรื่องของสารเคมีทั้ง 3 ตัวนี้ โดยเฉพาะในการมองว่า สารทั้ง 3 ตัว เป็นสารพิษอันตรายเหมือนกันหมด ต้องแบนให้ได้โดยเร็วเหมือนกันหมด ทั้งๆ ที่ จริงๆ แล้ว สารทั้ง 3 ตัว เป็นสารคนละประเภทกัน ระดับความเป็นพิษก็แตกต่างกัน และวิธีการใช้ให้เหมาะสมนั้น ก็คนละเรื่องกันด้วย

อย่างตัวแรกคือ “คลอร์ไพรีฟอส” ซึ่งเป็นยาฆ่าแมลง ที่มีระดับความเป็นพิษปานกลาง และถ้าใช้ไม่เหมาะสม ก็อาจจะมาถึงผู้บริโภคภายหลังได้ อันนี้อยากแบน ก็แบนได้เลยไม่มีใครบ่น ไม่ว่าจะเป็นจากฝั่งของเกษตรกรหรือแม้แต่ผู้ประกอบการค้าสารเคมี เพราะเขาก็ยังมียาฆ่าแมลงอีกเป็นร้อยๆ ชนิดให้ใช้ ประเด็นคือ เราต้องพยายามทำให้เกษตรกรใช้ยาฆ่าแมลงด้วยวิธีที่เหมาะสมถูกต้องปลอดภัย

แต่การที่ท่านถูกปลูกฝังให้เอาอันตรายของยาฆ่าแมลง มาผสมเป็นเรื่องเดียวกันกับยาฆ่าหญ้าอย่างพาราควอตและไกลโฟเสตนั้นกลายเป็นเรื่องจับแพะชนแกะ สร้างความหวาดกลัวให้กับสังคมเกินเหตุ และผิดจากความเป็นจริงในการใช้งานของมัน

ยาฆ่าหญ้าที่มีประสิทธิภาพดีและราคาถูกอย่าง “พาราควอต” ซึ่งมีประเทศที่ใช้อยู่ทั่วโลกกว่า 80 ประเทศนั้น ปัญหาใหญ่ของมันไม่ใช่เรื่องของการที่จะตกค้างมาสู่ผู้บริโภค แต่เป็นเรื่องของการที่มีผู้นำไปใช้กินฆ่าตัวตาย หรือเกษตรกรใช้ผิดวิธี ไม่ป้องกันตนเองให้เหมาะสมจนเกิดอันตรายขึ้นได้ จากฤทธิ์ที่เฉียบพลันรุนแรงของมัน

ดังนั้น การแบนพาราควอตจึงกลายเป็นการทำร้ายเกษตรกรที่ใช้สารอย่างถูกต้องอยู่แล้ว สิ่งที่คุณอนุทินและรัฐมนตรีในสังกัดควรจะทำ จึงเป็นเรื่องการกำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัย ให้ใช้สารได้เฉพาะเกษตรกรมืออาชีพที่ผ่านการอบรม รวมทั้งมีระเบียบการเก็บรักษาไม่ให้เสี่ยงเป็นอันตราย เหมือนอย่างในนานาอารยประเทศที่เจริญแล้วเขาใช้กัน (ดู Environmental Protection Agency ของสหรัฐ

ที่สำคัญคือ ยาฆ่าหญ้าอีกตัว ซึ่งก็คือ “ไกลโฟเซต” นั้น ไม่มีเหตุผลสมควรอะไรเลยที่จะต้องไปแบน เพราะเป็นสารที่มีระดับความเป็นพิษต่ำมาก องค์การอนามัยโลก WHO และองค์การอาหารโลก FAO จัดว่ามันเป็นสารที่ใช้ได้โดยไม่ก่อให้อันตรายต่อสุขภาพ ( จาก
https://www.who.int/foodsafety/jmprsummary2016.pdf) องค์กรทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกแทบทุกองค์กร ก็ยืนยันว่ามันไม่ได้เป็นสารก่อมะเร็ง แทบไม่มีประเทศใดเลยที่แบนสารตัวนี้ และมักจะนิยมใช้เป็นทางออกเป็นสารทดแทนเสียด้วยซ้ำ ในกรณีที่จะแบนพาราควอต (แม้ว่าจะประสิทธิภาพไม่ดีเท่าเทียมก็ตาม) แล้วจะไปตีขลุมแบนมันไปด้วยทำไม

สิ่งที่ผมเรียกร้องจากคุณอนุทินและรัฐมนตรีในสังกัดก็คือ ควรจะเปิดรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน (ให้ผมไปเล่าแบบสรุปย่อๆ ง่ายๆ ให้ฟังก็ได้ แป๊บเดียวก็เข้าใจ) ไม่ใช่แค่จากคนใกล้ตัวที่ให้ข้อมูลด้านเดียว แล้วทำให้พวกท่านถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ผิดได้ ซึ่งสุดท้าย เผือกร้อนนี้ก็จะตกอยู่บนตัวของพวกท่าน และเป็นตราบาปของพรรคของท่านในสายตาของเกษตรกรไทยไปอีกยาวนาน

“จดหมายเปิดผนึก ถึงคุณอนุทิน ชาญวีรกุล และรัฐมนตรีในสังกัด กรณีสารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด”

ขออนุญาตพูดแบบตรงไปตรงมา ไม่เป็นทางการนะครับ … ผมว่าคุณอนุทิน และรัฐมนตรีในสังกัด โดนหลอกให้เป็นเครื่องมือในการแบนสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิดนี้ โดยที่คุณอนุทินได้รับข้อมูลความรู้ที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง

สังเกตได้จากการให้คำสัมภาษณ์ของแต่ละท่าน ที่เห็นได้ชัดว่ายังมีความไม่เข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับเรื่องของสารเคมีทั้ง 3 ตัวนี้ โดยเฉพาะในการมองว่าสารทั้ง 3 ตัวเป็นสารพิษ หลังจากผู้เขียนได้มีบทความผ่าน คอลัมน์ “คิดเป็นเทคโนฯ” ในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ก็มีผู้อ่านหลายคน สอบถามมาว่า หากมีความสนใจจะนำเทคโนโลยีไปใช้ในงานเกษตร จะเริ่มต้นอย่างไร? และแพงไหม?

ตัวอย่าง “โดรนเพื่อการเกษตร” ปัจจุบัน ต้องตอบว่า ราคายังสูง แต่ก็ลดลงมาพอสมควรแล้ว อยู่ในระดับพอมีโอกาสจับต้องได้ เกษตรกรสามารถตรวจสอบราคาเบื้องต้นในเว็บไซต์ (เข้ากูเกิล พิมพ์คำว่า ราคาโดรนเพื่อการเกษตร) หรืออาจจะทดลองโดยการเช่าใช้งานก่อน แล้วประเมินว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ

ความรู้ที่จะนำเทคโนโลยีไปใช้งานในแปลงเกษตรหรือคอกปศุสัตว์ มีอยู่ในสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีคณะสาขาวิชาเปิดการเรียนการสอนด้านเกษตรกรรม ผู้ที่มีความสนใจจะต้องลองติดต่อสอบถาม เพื่อค้นหาผลงานวิจัยที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาตามที่ต้องการ อาจจะเป็นในรูปของอุปกรณ์หรือซอฟต์แวร์ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในงานนั้นๆ

ยกตัวอย่าง เช่น คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นำเสนอเทคโนโลยีฟาร์มต้นทุนต่ำ “สมาร์ท ฟาร์ม คิท” (Smart Farm Kit) ชุดอุปกรณ์ควบคุมการรดน้ำ ช่วยบริหารจัดการระบบการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดการใช้น้ำในการเกษตรได้ไม่ต่ำกว่า 3 เท่า

“สมาร์ท ฟาร์ม คิท” เป็นการทำงานร่วมกัน ระหว่าง 3 อุปกรณ์ มีรายละเอียดส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ

ระบบควบคุมการเปิด-ปิดน้ำ พร้อมตั้งเวลาเปิด-ปิดน้ำได้
ระบบเซ็นเซอร์ติดตามสภาพอากาศ การตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ระบบสั่งการผ่านสมาร์ทโฟน (smartphone) เพื่อติดตามผล พร้อมสั่งรดน้ำและให้ปุ๋ยแก่พืชตามต้องการ
ปัจจุบัน แรงงานภาคเกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมีคนรุ่นใหม่บางส่วนที่หันมาทำเกษตร แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อย งานเกษตรเป็นงานที่ต้องใช้ความมานะอุตสาหะมาก เหนื่อยแรง กว่าผลผลิตจะออกดอกออกผลต้องใช้เวลานาน คนเมืองที่มีความสนใจ ส่วนใหญ่ทำได้เพียงพืชผักสวนครัวเล็กๆ หากต้องการจะทำให้เกิดเป็นธุรกิจ ควรใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาสนับสนุน เป็นการลดข้ออ้างว่า ทำไม่ไหว เพราะพึ่งพาการใช้แรงงานน้อยลง

การทำเกษตรโดยขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์ลมฝนฟ้าอากาศ หรือประเภทที่เคยทำกันมาอย่างไร ก็ทำตามๆ กันไปแบบเดิม อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในยุคสมัยนี้ เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยใช้ระยะเวลาน้อยลง เพราะฉะนั้นเกษตรกรไทยจะต้องมีความรู้ ศึกษางานวิจัย รู้จักค้นคว้าและทดลอง ให้สามารถปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ โดยมีปัจจัยที่มีส่วนสนับสนุนการทำการเกษตรรูปแบบใหม่ เมื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยและทำให้ได้ประสิทธิผลดียิ่งขึ้น นั้นคือ พื้นที่เมืองมีการขยายตัว ส่งผลให้เกิดความต้องการผลผลิตทางการเกษตรอย่างสม่ำเสมอ ไม่ติดเงื่อนไขของฤดูกาล

ก่อนหน้านี้ในบ้านเรา เคยมีแนวคิดเรื่อง “ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ” (Decision Supporting System : DSS) ด้านการเกษตร หมายถึง การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกผ่านระบบซอฟต์แวร์ จากนั้นนำไปประมวลผลให้เป็นประโยชน์ในการวางแผนดำเนินกิจกรรมของเกษตรกร เช่น การนำข้อมูลพยากรณ์อากาศมาพัฒนาควบคู่กับปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อคาดการณ์ระยะหว่าน ระยะให้ปุ๋ย คาดการณ์ปริมาณผลผลิต และบอกวันเวลาที่ควรเก็บเกี่ยว หรือขนส่งผลผลิต ตลอดจนพยากรณ์และเตือนภัยการระบาดของแมลงศัตรูพืช เป็นต้น สำหรับต่างประเทศนั้น ระบบ DSS จะเป็นซอฟต์แวร์ที่คำนวณผลบนเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นรูปแบบของเทคโนโลยีที่เกษตรกรไทยในปัจจุบันเริ่มมีความคุ้นเคยและสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น และหากระบบดังกล่าวถูกพัฒนาโดยเกษตรกรเป็นผู้ใช้โดยตรงก็มีโอกาสจะได้รับความนิยม