โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจ

รวมถึงนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทำให้ภาคธุรกิจคาดหวังให้แรงงานของตัวเองมีทักษะด้านเทคโนโลยี และสามารถช่วยนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการมีทักษะภาษาที่สอง ที่สาม เพื่อสื่อสารเชิงธุรกิจจริง

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงในยุคdisruptive technology ยังทำให้ตลาดแรงงานมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งในอนาคตตำแหน่งงานจำนวนมากมีโอกาสถูกเครื่องจักรอัตโนมัติ(automation) เข้ามาแทนที่ ดังนั้นการจะผลิตบัณฑิตให้มีทักษะ ready to work ได้นั้น เรามุ่งเน้นให้บุคลากรที่สำเร็จการศึกษามี 4 คุณลักษณะที่จะทำให้เครื่องจักร หรือหุ่นยนต์ ไม่สามารถเข้ามาแทนที่ได้ ซึ่งประกอบด้วย

“สิ่งที่มนุษย์มี แต่หุ่นยนต์ไม่มี คือ จิตวิญญาณ ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และมุมมอง ดังนั้น นอกจากความรู้เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่แล้ว การจะผลิตบัณฑิตไม่ว่าคณะใดคณะหนึ่งของ PIM จะต้องมี 4 คุณลักษณะข้างต้น เพื่อให้หุ่นยนต์ไม่สามารถมาแทนที่ได้”

“ไม่เพียงเท่านี้ PIM ยังให้ความสำคัญกับเรื่อง flexibility หรือความยืดหยุ่น โดยให้คณะต่าง ๆ ผนึกกำลังกันทางวิชาการ จนเกิดการ synergy จนทำให้เกิดการเรียนร่วมกันในหลากหลายหลักสูตร สาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนร่วมกันระหว่างด้านวิศวกรรมกับเกษตรกรรม, วิศวกรรมกับบริหารธุรกิจ”

“จนเกิดเป็นหลักสูตร สาขาวิชา หรือคณะใหม่ ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างคณะนวัตกรรมการจัดการเกษตร เพื่อสร้างบัณฑิตที่มีความรู้ด้านนวัตกรรม สามารถนำมาช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมของประเทศสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับเทรนด์ของต่างประเทศที่มีการยุบรวมคณะมากขึ้น และให้มีการเรียนที่มีความเชื่อมโยงกัน แทนที่จะป็นการเรียนแบบแยกคณะ”

“รศ.ดร.สมภพ” กล่าวเพิ่มเติมว่า ในยุคการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จะทำให้สาขาวิชาต่าง ๆ พร่ามัวมาก เพราะโลกยุคอนาคตต่อจากนี้ไป ถ้าเชี่ยวชาญแค่ด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปจะทำให้ขาดความยืดหยุ่น ไม่สามารถผนึกศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้

“ทำให้การเปิดสาขาวิชา หลักสูตรต่าง ๆ จนถึงคณะ จำเป็นที่ต้องมองด้วยว่า การเรียนในศาสตร์นี้เรียนเพื่อไปทำอะไรต่อ เช่น การเรียนด้านภาษา ซึ่งไม่ได้เรียนเพื่อแค่ใช้ภาษาเท่านั้น จึงจำเป็นที่ต้องการผนวกหรือบูรณาการในสาขาต่าง ๆ อาทิ ภาษาเพื่อธุรกิจ ภาษาเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณาจารย์และบุคลากรของเรามีการประชุมกันเป็นประจำ เพื่อหาแนวทาง หรือรูปแบบ การเรียนการสอนใหม่ ๆ เพื่อผลิตบัณฑิตที่ตรงกับความต้องการขององค์กรธุรกิจ สังคม และประเทศชาติ”

อย่างไรก็ดี กลไกที่สำคัญของ PIM ในการผลิตบัณฑิตให้ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงมาจาก 2 ส่วน คือ การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งองค์กรธุรกิจ และการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างเครือข่าย (networking university) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ควบคู่กับไปกับการปฏิบัติจริง

“ปัจจุบันแต่ละหลักสูตรของคณะจะมีภาคทฤษฎีประมาณ 50-60% ของหลักสูตรและภาคปฏิบัติอีก 40-50% ของหลักสูตร แต่ละหลักสูตรจะได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายพันธมิตรจากทั่วโลก นักศึกษาจึงมีโอกาสเข้าไปทำงานภายในองค์กรต่าง ๆ ระหว่างที่ศึกษาอยู่ จนเกิดเป็นประสบการณ์จริง เข้าใจความต้องการของผู้ประกอบการ ทำให้บัณฑิตที่จบจากสถาบันมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของภาคธุรกิจ”

ดังนั้น เมื่อบริบทโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่สำคัญ คือ ภาคการศึกษา ต้องมีส่วนในการส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้ ไม่เฉพาะแต่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเปิดโอกาสให้สัมผัสประสบการณ์ และได้รับทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็นจากนอกห้องเรียน เพื่อให้บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษามีทักษะ ความสามารถ ทั้งทางด้านวิชาการ และประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง ซึ่งจะตอบโจทย์ความต้องการ ความคาดหวังของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันยังสามารถรับมือกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องด้วย

นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม คณะเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน นำโดย พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปป.4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) กรมทหารพรานที่ 21 ฝ่ายปกครอง อ.ด่านซ้าย หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) กรมป่าไม้ ส่วนป้องกันและปราบปรามที่ 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) กรมป่าไม้ และหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.2 (ด่านซ้าย) ออกปฏิบัติการตรวจสอบการกระทำความผิดกฎหมาย ว่าด้วยการป่าไม้และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่บ้านน้ำพุง ม.3 ต.โป่ง อ.ด่านซ้าย จ.เลย ซึ่งเป็นการปฏิบัติการต่อเนื่องจากตรวจยึดไม้แปรรูป เลื่อยโซ่ยนต์ และอาวุธปืน ตามคดีอาญาที่ 36/2561 ปจว.ข้อ 1 เมื่อ วันที่ 21 มีนาคม 2561

นายอรรถพล กล่าวว่า เมื่อคณะเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบสภาพพื้นที่ในจุดเกิดเหตุเป็นบริเวณพิกัดในเขตป่าสงวนแห่งชาติภูเปือย ภูขี้เถ้า และป่าภูเรือ มีลักษณะการบุกรุกพื้นที่ทำการเกษตรและสร้างรั้วแสดงขอบเขตพื้นที่บางส่วนมีการปรับพื้นที่เป็นเส้นทางลำลอง (ถนนดิน) กว้างประมาณ 6 เมตร ยาวประมาณ 800 เมตร เชื่อมต่อจากทางหลวงหมายเลข 21 ตัดผ่านพื้นที่และยาวไปถึงพื้นที่ด้านบน พบว่าส่วนใหญ่มีสภาพเป็นพื้นที่ทำการเกษตรปลูกกล้วย อายุไม่เกิน 1 ปี และพื้นที่บางส่วนเป็นป่าเสื่อมโทรม และยังปรากฏต้นไม้หวงห้ามถูกตัดฟันโค่นล้ม ถูกแปรรูปกระจัดกระจายในพื้นที่ นอกจากนั้นมีพื้นที่บางส่วนถูกปรับเรียบ และยังพบมีการทำไม้ไม่มีการขออนุญาต โดยพบ

ไม้ประดู่แปรรูปจำนวน 25 แผ่น/เหลี่ยม รวมปริมาตร 0.448 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐ 29,750 บาท ไม้ท่อน จำนวน 44 ท่อน รวมปริมาตร 4.422 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐรวมจำนวน 119,150 บาท แยกเป็นไม้ประดู่ท่อน 23 ท่อน ปริมาตร 2.89 ลบ.ม.และไม้แดงท่อน 21 ท่อน ปริมาตร 1.53 ลบ.ม. พื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถาง ยึดถือครอบครอง รวมพื้นที่ จำนวน 83-0-34 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของรัฐ เป็นเงิน 5,664,270.26 บาท สำหรับมูลค่าความเสียหายทางด้านสิ่งแวดล้อมโดยละเอียด จะให้ผู้ชำนาญการทำการประเมินมูลค่าความเสียหายและรายงานให้ทราบต่อไป

นายอรรถพล กล่าวว่า จากการสอบปากคำข้อมูลผู้นำชุมชนและราษฎรท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 20-21 มีนาคม 2561 ได้ให้ข้อมูลตรงกันว่าพื้นที่บุกรุกเป็นของอัยการ อ.หล่มสักจ.เพชรบูรณ์ ดังนี้โดย ชาวบ้านคนแรกให้การว่า ที่ดินแปลงดัะงกล่าวเป็นที่ดินของนายทุน และได้ซื้อที่ดินจากน้องสามีของตน โดยนายทุนดังกล่าวเป็นอัยการอยู่ที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ชาวบ้านคนที่ 2 ให้การว่า บริเวณจุดเกิดเหตุซึ่งมีการตัดฟันต้นไม้ เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ เป็นพื้นที่ครอบครอง ของอัยการไม่ทราบชื่อแต่ยังมีที่ดินของชาวบ้านปะปนอยู่

และบริเวณดังกล่าวไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ คนที่ 3 ให้การว่า แปลงที่ดินของตน อยู่ติดกับจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นแปลงที่ดินของนายทุน ที่เป็นอัยการอยู่ที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ คนที่ 4 เป็นผู้ใหญ่บ้านน้ำพุง ให้การว่าแปลงที่ดินในจุดเกิดเหตุเป็นของนายทุนซึ่งเป็นอัยการและซื้อต่อจากชาวบ้าน โดยผู้ครอบครองเดิมชื่อ นายสุพล วิเชียรพจน์ เป็นราษฎรบ้านเลขที่ 122 หมู่ที่ 3 ต.โป่ง อ.ด่านซ้าย จ.เลย แต่ภายหลังทราบว่า นส.จตุพร ศรีมงคล ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ ป่าไม้ที่มาสำรวจรังวัดแปลงที่ดินราษฎรในเขตป่าไม้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ว่า นส.จตุพร เป็นผู้ครอบครองแปลงที่ดินในบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงว่าเหตุใด นส.จตุพรฯ จึงมาแจ้งเป็นผู้ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว

รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ให้การว่า เคยได้รับการติดต่อจากนายสุทัศน์ กาบสกุลหรือ เอก ให้ไปปรับพื้นที่ของอัยการ ช.(อักษรย่อขอปกปิดชื่อและนามสกุล) ชื่อเล่น อาจารย์ป๋อ เป็นอัยการอยู่ที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ โดยต้องการปรับพื้นที่สร้างบ้านพักตากอากาศในท้องที่บ้านน้ำพุง มีนายสุทัศน์ เป็นผู้ติดต่อหาซื้อที่ดินและดูแลจัดการให้กับอัยการ ช. มาโดยตลอด ทั้งนี้ผู้ให้การรายที่ 5 ได้เคยพบตัวอัยการ ช. 2-3 ครั้ง สำหรับ นส.จตุพร ศรีมงคล เป็นภรรยาของนายสุทัศน์ ซึ่งเป็นสามีภรรยากันมาไม่ต่ำกว่า 7 ปี และทราบว่า นส.จตุพร ได้แสดงตัวเป็นเจ้าของแปลงที่ดินของอัยการ ช. เพื่อช่วยดูแลพื้นที่ แต่เจ้าของแท้จริงยังเป็นอัยการ ช.สำหรับการซื้อขายแปลงที่ดินทราบว่านายสุพล วิเชียรพจน์ ได้ขายที่ดินให้กับอัยการ ช.ในช่วงปลายปี 2560 ราคา 200,000 กว่าบาท และนายเฉลิม แก้วแย้ม ราษฎรหมู่ที่ 3 บ้านน้ำพุง ขายให้อัยการ ช.ในต้นปี 2561 นี้ ราคา 200,000 กว่าบาท

นายอรรถพล กล่าวว่า การกระทำดังกล่าว มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 48, มาตรา 73 “ฐานมีไม้แปรรูปหวงห้ามเกิน 0.20 ลบ.ม. ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต” มาตรา 54, มาตรา 72 ตรี “ฐานกันก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ” ความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, มาตรา 31 “ฐานยึดถือครอบครองทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้

หรือทำด้วยประการใดอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต จึงมอบหมายให้ นายบัณฑิต วงศ์อรินทร์ เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.2 (ด่านซ้าย) เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยให้ นายสมชาย ฉิมแย้ม เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน หน่วยเฉพาะกิจปราบปรามพิเศษ (พยัคฆ์ไพร) และนายธีระชัย ศรีชามก พนักงานราชการ (พร.) หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ลย.2 (ด่านซ้าย) เป็นพยาน นำเรื่องราวกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรด่านซ้าย อ.ด่านซ้าย จ.เลย เพื่อสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ก่อนเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเต็มตัวในเดือนเมษายน ที่อากาศจะเริ่มร้อนจัด มุ่ย-สลิลาพร กองทองมณีโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มี อินฟินิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย จึงแนะนำวิธีเริ่มต้นดูแลสุขภาพง่ายๆ ด้วยการกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือน ตามเดือนเกิดของแต่ละคน ซึ่งเชื่อว่า อาหารที่เหมาะกับธาตุเดือนจะช่วยปรับสมดุลของธาตุในร่างกาย ทำให้แข็งแรง พร้อมต่อสู้โรคภัย โดยแบ่งออกเป็น 4 ธาตุ ดังนี้

คนที่เกิดในเดือนมกราคม-มีนาคม อารมณ์ของคนธาตุนี้จะขี้ร้อน ขี้หงุดหงิด มักจะปวดหัวและท้องผูกง่าย เพราะมีระบบเผาผลาญดีจนร่างกายไม่เก็บกักน้ำ จึงควรเลี่ยงเมนูหวาน-มันจัด และอาหารปิ้งย่าง ที่จะไปเพิ่มความร้อนในร่างกาย ทำให้เป็นร้อนในได้ง่าย ทำให้ควรจะเลี่ยงผลไม้อย่างลำไย ทุเรียน ไปด้วย เปลี่ยนมาดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างเก๊กฮวย น้ำอัญชัน น้ำมะระ ก็จะดีกว่า

คนที่เกิดในเดือนเมษายน-มิถุนายน ซึ่งจะมีลมอยู่ในร่างกายเยอะ ทำให้ท้องอืด ปวดหัว นอนไม่หลับ วิงเวียนศีรษะ ส่วนใหญ่จะเป็นคนผอมบาง รับประทานเท่าไรก็ไม่อ้วนจึงไม่ระวังเรื่องการกิน จึงอาจเสี่ยงเป็นโรคไขมันในเลือดสูง ต้องเลี่ยงน้ำอัดลม อาหารหวาน มัน นมเนย ชีส และอาหารที่มีแก๊สเยอะ เพราะจะย่อยยาก ทำให้ท้องผูก ควรทานอาหารรสเผ็ดร้อน น้ำขิง น้ำตะไคร้ เครื่องเทศรสร้อนแรง พริกไทยแทน

คนที่เกิดในเดือนกรกฎาคม-กันยายน ร่างกายของคนธาตุน้ำจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ตำราบอกว่ามักจะมีภาวะน้ำเหลืองเสียหรือน้ำเหลืองไม่ดี เป็นภูมิแพ้ ฮอร์โมนเพศไม่สมดุล ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกนมเนย เนื้อสัตว์ที่อาจมีการปนเปื้อน ที่สำคัญคนธาตุน้ำจะบวมน้ำได้ง่ายกว่าธาตุอื่นๆ ให้งดอาหารรสเค็มและอาหารที่มีผงชูรสเยอะ อาหารแปรรูป สิ่งที่ควรทาน คือ อาหารและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ยำผลไม้ น้ำส้มคั้น มะขาม มะยม เพราะจะช่วยแก้ภาวะน้ำเหลืองเสียได้

คนที่เกิดในเดือนตุลาคม-ธันวาคม ซึ่งทานได้หมดทุกอย่างไม่มีของแสลง ซึ่งจะทำให้อ้วนง่ายกว่าธาตุอื่น เพราะมีระบบการดูดซึมร่างกายที่ทำงานได้ดีแต่ระบบเผาผลาญอาจจะไม่ดี ควรเลี่ยงอาหารหวาน มัน พืชตระกูลหัว หรือพืชที่มีหัวอยู่ใต้ดินอย่างเผือก มัน และควรงดของหวาน เน้นทานผัก สำหรับคนธาตุดินแนะนำให้ดื่มน้ำมะนาว เพราะวิตามินซีเยอะ ชุ่มคอ และดับร้อนได้ด้วย

เป็นเรื่องราวที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในโลกออนไลน์ เมื่อเพจเฟซบุ๊กดัง เครือข่ายต้นไม้ในเมือง :: Thailand Urban Tree Network ได้มีการเเชร์ภาพต้นไม้ถูกตัดจนโล้น พร้อมระบุข้อความว่า

“ท่านคะ ตัดแบบนี้เพื่อ? ขอถามดังๆ กับท่านรองอธิบดีกรมทางหลวง ถนนในอำเภอสบปราบ จ.ลำปาง สายไฟก็ไม่มี พื้นที่รอบๆ ก็โอเค ต้นไม้ใหญ่จนอ้วนแล้ว ทำไมต้องตัดแขนตัดขาเขาจน เหี้ยนคะ? #เสียใจมาก #ช่วยแชร์ประจาน #ขอถาม”

หลังการเผยเเพร่เรื่องราวดังกล่าว มีผู้เข้ามาแสดงความเห็นเเละวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก มีการเเชร์ต่อมากกว่า 2,000 ครั้งภายใน 4 ชั่วโมงด้วย บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมสาธิตการปักดำ โดยใช้รถดำนานั่งขับคูโบต้า ที่ติดตั้งระบบควบคุมทิศทางอัตโนมัติ Auto Guidance and Steering ในงานวันรณรงค์การใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เพื่อการผลิตข้าวแปลงใหญ่ ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) ปี 2561

ที่จัดขึ้นโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ นาแปลงใหญ่ บ้านทุ่งรวงทอง ต.เขาคีริส อ.พรานกระต่ายจ.กำแพงเพชร

ในงานนี้ สยามคูโบต้า ได้มีการสาธิตการปักดำ ด้วยรถดำนานั่งขับคูโบต้า ติดตั้งระบบควบคุมทิศทางอัตโนมัติ Auto Guidance and Steering ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีการระบุพิกัดด้วยสัญญาณดาวเทียมมาประยุกต์ใช้ในการควบคุมทิศทางการปักดำให้มีความแม่นยำ ได้ข้าวเป็นแถวตรง มีระยะห่างที่สม่ำเสมอ

ช่วยให้การดูแลรักษาในแปลงนาทำได้ง่าย และลดการใช้แรงงานในการเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังได้นำเครื่องยนต์คูโบต้า ZT ขนาด 10 – 15.5 แรงม้าไปจัดแสดงภายในงานด้วย โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์โฉมใหม่ พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ทันสมัย

การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกของการขับเคลื่อนการทำการเกษตรอัจฉริยะในการทำนาแปลงใหญ่อย่างเป็นรูปธรรม ยันม่าร์ (Yanmar) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร แสดงศักยภาพเครื่องจักรกลการเกษตรที่ได้มาตรฐานระดับโลก สนับสนุนเกษตรกรใน การแข่งขันรถไถทางเลน ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย “ศึกควายเหล็ก Battle 2” การแข่งขันรถไถนาทางเลนแบบล้อเหล็ก ขลุบย่ำนา 5 สนาม ค้นหาผู้ชนะควายเหล็ก โดยใช้ทางเลนที่ทำไว้กลางทุ่งนาเป็นสนามการแข่งขัน เฟ้นหาผู้ชนะเพื่อเข้ารอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วย ศึกควายเหล็กประจำปี 2561

พ.อ.ท.เอกชัย คงทอง และ นายจรินทร์ ไทยเจริญ ผู้จัดการแข่งขันท้องถิ่น กล่าวว่า “การแข่งขันศึกควายเหล็ก เป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสมรรถนะการใช้และบังคับเครื่องจักรการเกษตรหรือรถไถเดินตามของเกษตรกรให้แข็งแกร่งและมีความชำนาญมากขึ้น รวมทั้งทักษะการขับขี่ การควบคุม เทคนิคการวางแผน และ สติ ต้องผสมผสานสอดคล้องเมื่อควบคู่ไปกับรถไถคู่ใจจะทำให้ผู้แข่งขันมั่นใจมากขึ้น อีกทั้งกิจกรรมนี้ ยังสร้างความคึกคักให้พื้นที่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัด ให้ประชาชนได้ร่วมลุ้นร่วมเชียร์ เกิดความสนุกสนานสามัคคี รู้สึกยินดีที่ภาคเอกชนเห็นความสำคัญและสนับสนุนให้ผู้เข้าแข่งขันและเกษตรกรมีกำลังใจต่อไป”

นายธัชพล ชวินธนโชติ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี. จำกัด กล่าวว่า “ยันม่าร์ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนสนับสนุนกิจกรรมการแข่งขันในปีนี้ การแข่งขันรถไถทางเลนหรือศึกควายเหล็ก นอกจากเป็นเวทีให้เกษตรกรได้แสดงความสามารถแล้ว ยังสะท้อนวิถีชีวิตของเกษตรกรให้ผ่อนคลายด้วยกิจกรรมหลังฤดูเก็บเกี่ยวได้เป็นอย่างดี ด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของเครื่องจักรกลการเกษตรหรือรถไถเดินตามของยันม่าร์ ที่ใช้งานสะดวกง่ายดาย แรง รอบจัด และประหยัดน้ำมัน ระบบบังคับควบคุมคล่องตัวเป็นไปตามต้องการ จะช่วยให้เกษตรกรทำงานง่ายขึ้นในสภาพพื้นที่ติดหล่มด้วยระบบกาวานา 2 ขาที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะในเครื่องยนต์ยันม่าร์เท่านั้น เราหวังให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากยันม่าร์ในการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเป็นผู้ช่วยในพื้นที่เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน”

การแข่งขันรถไถทางเลน “ศึกควายเหล็ก Battle 2” แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รุ่นสแตนดาร์ด (Standard) และรุ่นโอเพ่น (Open) มีรูปแบบการแข่งขันทีละคู่ 2 ใน 3 เที่ยว แข่งขันทั้งสิ้น 5 สนาม ได้แก่ สนามที่ 1 “สนามบ้านวัดพริก” จ.พิษณุโลก วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2561 สนามที่ 2 “สนามวัดหนองต้นไทร” จ.พิจิตร วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2561 สนามที่ 3 “สนามบ้านเนินหว้า” จ.สุโขทัย วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2561 สนามที่ 4 “สนามบึงแม่ระหัน” จ.พิษณุโลก วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน 2561 และสนามที่ 5 “สนาม อ.บางบัวทอง” จ.นนทบุรี วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม 2561 รถที่ได้คะแนนสะสมมากที่สุดจะได้รับรางวัลชนะเลิศ

สามารถร่วมให้กำลังใจเกษตรกรนักซิ่งในศึกชิงจ้าวความเร็วพร้อมแสดงสมรรถนะจากยันม่าร์ได้ ณ สนามจัดการแข่งขันดังกล่าว หรือชมการถ่ายทอดสดได้ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เวลา 14.05-16.00 น.

ราคาปาล์มน้ำมันในประเทศร่วงหนัก หลังสต๊อกทะลัก 380,000 ตัน ส่งออกไม่ได้ จับตาช่วงพีกเดือนพฤษภาคมมีสิทธิ์ดิ่งเหว กรมการค้าภายในขึงขังบังคับให้รับซื้อน้ำมันดิบ กก.ละ 19 บาท ด้านโรงงาน B100 ชี้สต๊อกใกล้เต็ม

เกษตรกรชาวสวนปาล์มกำลังเผชิญกับภาวะราคาผลปาล์มทะลายตกต่ำลงเป็นประวัติการณ์ หลังจากที่ตลาดการค้าน้ำมันปาล์มโลกตกอยู่ในภาวะซบเซา ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มรายใหญ่อย่างอินเดียปรับขึ้นภาษีนำเข้าจาก 15% เป็น 40% สหภาพยุโรปลดการใช้น้ำมันปาล์มจากการแก้ไขกฎหมายทางด้านพลังงานทดแทน มีผลทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงมาเหลือ กก.ละ 19.50 บาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ กก.ละ 26 บาทถือเป็นราคาน้ำมันที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี

นายพันศักดิ์ จิตรัตน์ ประธานสภาเกษตรกร จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ราคาผลปาล์มเทกองลดลงเหลือ กก.ละ 2.70 บาท ส่วนราคาผลปาล์มทะลาย (เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18%) อยู่ที่ กก.ละ 3.20 บาท ถือเป็นราคาต่ำสุด ขณะที่ต้นทุนเกษตรกรอยู่ที่ กก.ละ 3.70 บาท “สถานการณ์ปาล์มแย่มาก จนชาวสวนปาล์มน้ำมันต้องรวมตัวกันที่สุราษฎร์ธานีและยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปยังนายกรัฐมนตรีขอให้เจ้าหน้าที่เร่งแก้ไขปัญหาด่วนเพราะ เกษตรกรพยายามทำปาล์มคุณภาพดีเพื่อยกระดับราคาแล้ว”