โดยในการสัมมนาครั้งนี้ จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม

กาแฟตลอดห่วงโซ่มูลค่าเข้าร่วม ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ โรงคั่วกาแฟ ร้านกาแฟ ผู้ประกอบการ ตลอดจนถึงผู้ส่งออก เป็นต้น เพื่อหารือเรื่องโอกาสและการเตรียมการรับมือการเปิดเสรี โดยเฉพาะความตกลง FTA ไทย – ออสเตรเลีย ที่จะปลอดภาษีนำเข้าในปี 2563 ขณะเดียวกันก็จะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและอัตลักษณ์ของกาแฟไทยซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและเศรษฐกิจในชุมชนได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา สมาคมกาแฟไทย ผู้ผลิตกาแฟท้องถิ่น ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นวิทยากร

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า สินค้าเมล็ดกาแฟและผลิตภัณฑ์กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยไทยมีพื้นที่เพาะปลูกกว่า 250,000 ไร่ทั่วประเทศ ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟเป็นอันดับที่ 8 ของโลก โดยผลิตภัณฑ์กาแฟส่วนใหญ่ที่ส่งออกเช่น กาแฟ 3 in 1 และกาแฟสำเร็จรูป ไปยังประเทศในอาเซียน เช่น เมียนมา ลาว และฟิลิปปินส์ และเนื่องจากปัจจุบันการบริโภคกาแฟของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมกาแฟไทยก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน พิจารณาจากความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปในประเทศไทยในปี 2560 ที่สูงกว่า 90,000 ตันต่อปี

เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 20 จากปี 2557 ขณะที่ไทยผลิตเมล็ดกาแฟได้ 25,000 ตันต่อปี จึงมีการนำเข้าเมล็ดกาแฟประมาณ 60,000 ตันต่อปี ในการนี้ เนื่องจากความต้องการกาแฟของโลกเพิ่มสูงขึ้นและมีความหลากหลาย ทำให้ไทยมีโอกาสในการส่งออกเมล็ดกาแฟและผลิตภัณฑ์กาแฟเพิ่มมากขึ้นด้วย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจึงลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและผู้ประกอบการกาแฟตลอดห่วงโซ่มูลค่าเพื่อชี้โอกาสกาแฟไทยในโลกการค้าเสรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 มกราคม 2561) ที่ห้องประชุมโรงแรมรอยัลนาคารา อ.เมืองหนองคาย นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย แถลงข่าวการจัดโครงการคลังปัญญาพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่โอท็อปจังหวัดหนองคาย ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.หนองคาย ร่วมกับพัฒนาชุมชน และพาณิชย์จังหวัด โดยภายในงานนำผลิตภัณฑ์จากกลุ่มอาชีพ กลุ่มนักเรียน กลุ่มผู้สูงอายุในแต่ละอำเภอมาจัดแสดงและจำหน่าย เช่น อาหารแปรรูป เครื่องประดับตกแต่งจากวัสดุเหลือใช้ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผลิตภัณฑ์ไล่แมลงจากธรรมชาติ เป็นต้น

นายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า จังหวัดหนองคายจะจัดมหกรรมคลังปัญญาพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่โอท็อปจังหวัดหนองคาย ในวันศุกร์ที่ 20 เมษาบน 2561 ณ ลานวัฒนธรรม จ.หนองคาย โดยภายในงานจะมีการจัดนิทรรศการ การแสดงผลิตภัณฑ์ผลงานของคลังปัญญาผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์ของบุคคลและองค์กรด้านสตรี กลุ่มอาชีพคนพิการจากเงินกู้ยืมกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กลุ่มอาชีพผู้สูงอายุจากเงินกู้ยืมกองทุนผู้สูงอายุ องค์กรด้านการจัดสวัสดิการสังคม องค์กรสวัสดิการชุมชน องค์กรสาธารณประโยชน์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเด็กและเยาวชน ทั้ง 9 อำเภอ จำนวน 45 บูท ซึ่งจะมีการประกวดผลิตภัณฑ์คลังปัญญาที่เหมาะสม โดดเด่น และยั่งยืน รวม 35 รางวัล รางวัลรวมกว่า 70,000 บาท พร้อมเกียรติบัตรให้ผู้นำผลิตภัณฑ์เข้าร่วมประกวด

ทั้งนี้ จ.หนองคาย และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.หนองคาย ได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมพัฒนาเครือข่ายด้านคลังปัญญาผู้สูงอายุ บุคคลและองค์กรด้านสตรี กลุ่มอาชีพคนพิการ กลุ่มอาชีพผู้สูงอายุ องค์กรเด็กและเยาวชน ที่มีความสามารถผลิตและจำหน่ายสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่ยังขาดการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องเพื่อเข้าสู่ตลาดอย่างยั่งยืนได้

บรรยากาศการท่องเที่ยวที่จังหวัดหนองคายยังคงคึกคัก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม คือ “ทุ่งดอกทานตะวัน” ข้างสำนักงานเทศบาลตำบลหาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย ขณะนี้เริ่มออกดอกบานสะพรั่งสวยงาม หลังจากมีการถ่ายรูปลงในสื่อโซเชียลมีเดีย นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเดินทางมาถ่ายรูปคู่กับดอกทานตะวันเป็นจำนวนมาก

เมื่อช่วงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แห่ไปถ่ายรูปและเซลฟี่กับ”ดอกทานตะวัน”ที่กำลังเบ่งบานเหลืองอร่ามเต็มพื้นที่กว่า 3 ไร่ บริเวณสำนักงานเทศบาลตำบลหาดคำ

ความเป็นมาของทุ่ง”ดอกทานตะวัน” แห่งนี้ เป็นโครงการของเทศบาลตำบลหาดคำ อบรมให้ความรู้ และสาธิตการปลูกดอกทานตะวัน ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่ปลูก ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวอย่างดี “ดอกทานตะวัน”บานสะพรั่งเหลืองอร่ามตั้งแต่เดือนม.ค.ไปจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาถ่ายรูปคู่กับ”ดอกทานตะวัน”เป็นจำนวนมาก

ปีนี้เป็นปีที่สอง ที่เทศบาลตำบลหาดคำตั้งเป้าไว้ในช่วงเทศกาลแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ อยากให้มีดอกไม้สวยงามไว้ให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาถ่ายรูป เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของเทศบาลตำบลหาดคำ และจังหวัดหนองคาย ทำให้การท่องเที่ยวที่หนองคายเริ่มกลับมาคึกคัก

อีกทั้ง ทุ่งทานตะวันแห่งนี้ ยังเดินทางสะดวกสบาย ห่างจากตัวเมืองหนองคายเพียง 14 กิโลเมตร ใช้เส้นทางถนนเลียบริมแม่น้ำโขง หนองคาย-บ้านหินโงม อ.เมือง จ.หนองคาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 มกราคม 2561) หลังจากระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ จ.หนองคาย ลดลงจนอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งล่าสุดวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ มีระดับน้ำเพียง 3.04 เมตร ต่ำกว่าตลิ่งถึง 9.16 เมตร และพรุ่งนี้มีแนวโน้มลดลงอีกเล็กน้อย เนื่องจากระดับน้ำโขงทางตอนเหนือคือ ที่สถานีเชียงคาน จ.เลย วันนี้มีระดับลดลง 14 ซม. ทำให้มีโขดหินทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่นับพัน ๆ โขด โผล่ขึ้นจากแม่น้ำโขง หรือเรียกว่า “พันโขดแสนไคร้” ซึ่งมีตั้งแต่เขตบ้านห้วยค้อ บ้านหนอง บ้านภูเขาทอง และบ้านม่วง ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย เป็นบริเวณกว้างประมาณ 300 เมตร ระยะทางยาวตามแม่น้ำโขงกว่า 5 กิโลเมตร โดยนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เดินทางผ่านเส้นทาง อ.สังคม จ.หนองคาย-อ.ปากชม จ.เลย ต่างหยุดรถชมความงามและถ่ายรูปความสวยงามของพันโขดแสนไคร้กันจำนวนมาก

ทั้งนี้ความเป็นมานั้นเกิดจากที่แต่ละโขดหินจะมีต้นไคร้ขึ้นอยู่โดยทั่ว ๆ ไปนับแสนต้น เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาจึงถูกตั้งชื่อว่า “พันโขดแสนไคร้” ซึ่งหลายคนได้ยกให้เป็นแกรนค์แคนยอนกลางแม่น้ำโขง ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดหนองคายที่นักท่องเที่ยวเริ่มจะรู้จักและเดินทางมาเที่ยวชมมากขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อวันที่ 29 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเพจเฟซบุ๊กชื่อดัง “แหม่มโพธิ์ดำ” โพสต์ภาพน่าหดหู่ภายในฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ พร้อมข้อความระบุว่า #ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการมาตรฐานต่ำ #ลงสื่อไม่รู้กี่รอบทรมานสัตว์ #พอข่าวเงียบก็อีหรอบเดิม #วอนเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ สภาพนี้ บางกรงไม่มีน้ำกินเลย หดหู่ใจมากเลยควีน หลายตัวหิวน้ำมาก เราต้องซื้อน้ำให้มันกิน ถ้าเลี้ยงพวกมันได้แค่นี้ ให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบเถอะ สงสารสัตว์ ทั้งนี้มีผู้มาแสดงความเห็นอยากให้มีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์เหล่านี้ให้ดีขึ้น

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้เชิญชวนชาวนาเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 และโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนาปี 2560/61 โดยรัฐสนับสนุนเงินเป็นค่าใช้จ่ายการปลูกพืชทางเลือกอื่นไร่ละ 2,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่ ในพื้นที่ 53 จังหวัดนั้น ขณะนี้มอบหมายให้แต่ละจังหวัดเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรที่ประสงค์จะเข้าโครงการฯเร่งติดต่อขึ้นทะเบียนแจ้งและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่งใกล้บ้าน เพื่อรักษาสิทธิ์ในการสนับสนุนเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 ณ วันที่ 11 ม.ค. 2561 ขณะนี้มีเกษตรกรจาก 53 จังหวัดเป้าหมายเข้าร่วมแล้วจำนวน 40,635 ราย คิดเป็นพื้นที่ 342,678.25 ไร่ จากเป้าหมาย 450,000 ไร่ คิดเป็น 76.15 %

สำหรับเงื่อนไขในการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปปลูกพืชที่หลากหลาย กรมจะเน้นส่งเสริมการปลูกพืชตามความต้องการของเกษตรกร ยกเว้น หญ้าเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย เผือก พืชปุ๋ยสด ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผลไม้ยืนต้นและพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวมากกว่า 120 วันและพื้นที่ดังกล่าวต้องไม่ปลูกข้าวในช่วงวันที่ 1 พ.ย. 2560-30 เม.ย. 2561 ทั้งนี้ยกเว้นพื้นที่รับน้าที่มีประกาศให้ทำนาปีเร็วขึ้น โดยเกษตรกรสามารถเลือกช่วงระยะเวลาปลูกพืชหลากหลายได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 60-28 ก.พ. 2561

นายสมชาย กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ด้วยว่า ได้กำหนดให้ดำเนินการในพื้นที่ 31 จังหวัด พื้นที่เป้าหมายรวม 700,000 ไร่ เกษตรกร 47,000 ราย ข้อมูล ณ วันที่ 11 ม.ค. 2561 ขณะนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมแล้ว 84,581 ราย คิดเป็นพื้นที่รวม 615,313.31 ไร่

สำหรับคุณสมบัติของเกษตรกรที่เข้าโครงการ จะต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว (นาปี) ภายใน 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2560) อย่างน้อยหนึ่งปี และพื้นที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นพื้นที่นาที่ทางราชการออกเอกสารสิทธิ์ให้ราษฎรตามกฎหมาย ตั้งแต่ 1 ไร่ขึ้นไปแต่ไม่เกิน 15 ไร่ ในเขตชลประทาน หรือนอกเขตชลประทานที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งน้ำอื่นๆที่มีน้ำเพียงพอเหมาะสมกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนาตลอดฤดูปลูก และจะต้องไม่เป็นพื้นที่ที่ซ้ำซ้อนกับพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในฤดูนาปรังและจะต้องไม่ใช่พื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไปประกอบกิจกรรมอื่นเป็นการถาวรแล้ว

โดยเกษตรกรจะต้องรีบมายืนยันการปลูกและตรวจสอบสิทธิ์ภายใน 31 ม.ค. 2561 เท่านั้น และจากทำการปลูกพืชไปแล้ว 15 วันก็ให้จะมายื่นเรื่องแจ้งยืนยันการเพาะปลูกจริง โดยกรมจะส่งเกษตรจังหวัดจะเข้าไปตรวจสอบเพื่อรับรองสิทธิ์โดยเกษตรกรที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดเท่านั้นถึงจะรับเงินสนับสนุนจาก 2,000 บาท/ไร่จากธ.ก.ส.ได้

ส่วนกรณีเกษตรกรที่มีการเพาะปลูกพืชตามโครงการที่ตนเองเลือกแล้ว 15 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน ให้รีบมาแจ้งยืนยันการเพาะปลูกพืชกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอทราบ เพื่อทำการตรวจสอบพื้นที่ และบันทึกข้อมูลลงระบบว่าได้ทำการเพาะปลูกแล้ว เพื่อรอรับเงินสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ไร่ละ 2,000 บาท ต่อไป ซึ่งหากพ้นช่วงดังกล่าวจะถือว่าเกษตรกรปฏิบัติผิดเงื่อนไข จะต้องถูกตัดสิทธิเข้าร่วมโครงการในทันที

ตลาดข้าวไตรมาสแรกคึกคัก ไทยชนะประมูลอินโดนีเซีย 1.2 แสนตัน-มาเลเซีย 40,000 ตัน ดันราคาข้าวขยับ ปิดบัญชีส่งออกข้าวปี’60 ทะลุ 11.6 ล้านตัน “เอเซียโกลเด้นไรซ์” ครองเบอร์ 1 ด้าน “เมอร์รี่ไรซ์แลนด์” ลูก “อินดิก้า” ส่งออก 6 หมื่นตัน

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าว เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ตลาดส่งออกข้าวในไตรมาสแรกค่อนข้างคึกคัก มีมาเลเซียเปิดประมูลซื้อข้าวขาว 5% ไปแล้ว 40,000 ตัน ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2561 โดยมีบริษัท พงษ์ลาภ จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลไป

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หน่วยงานจัดซื้อข้าวรัฐบาลอินโดนีเซีย (Bulog) ได้ประกาศซื้อข้าวขาว 5% และข้าวขาว 25% ปริมาณ 346,000 ตัน จากปริมาณที่เปิดประมูลทั้งหมด 500,000 ตัน จากผู้ส่งออก 8 ราย จากไทย เวียดนาม ปากีสถาน และอินเดีย กำหนดส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์ 2561

ทั้งนี้ผู้ส่งออก 8 รายที่ชนะประมูล ได้แก่ เวียนนาฟู้ดส์ 1 ปริมาณ 70,000 ตัน ราคาตันละ 466 เหรียญสหรัฐ เวียนนาฟู้ดส์ 2 ปริมาณ 71,000 ตัน ตันละ 464 เหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกไทยชนะประมูลครั้งนี้ 3 ราย รวม 1.2 แสนตัน คือ บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด ปริมาณ 40,000 ตัน ตันละ 473 เหรียญสหรัฐ, บริษัทแคปปิตัลซีเรียล ในเครือนครหลวงค้าข้าว

ปริมาณ 40,000 ตัน ตันละ 472 เหรียญสหรัฐ และบริษัท เอเซีย โกลเด้นไรซ์ จำกัด ปริมาณ 40,000 ตัน ตันละ 472 เหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกปากีสถาน 2 ราย คือ Al Bukhsh ปริมาณ 50,000 ตัน ตันละ 440 เหรียญสหรัฐ และ Sindh Agro ปริมาณ 15,000 ตัน ตันละ 424 เหรียญสหรัฐ และ Amir Chand ผู้ส่งออกอินเดีย ปริมาณ 20,000 ตัน ตันละ 461 เหรียญสหรัฐ

“ขณะนี้ราคาข้าวขยับขึ้นเล็กน้อย จากช่วงหลังปีใหม่ โดยราคาข้าวขาว 5% ตันละ 13,000 บาท เพิ่มขึ้นจากราคา 11,500-11,700 บาท ส่วนราคาข้าวเปลือกเฉลี่ยตันละ 8,000-8,600 บาท จาก 7,300-7,700 บาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากพ้นช่วงตรุษจีนไป ราคาอาจลดลง เพราะการสั่งซื้อข้าวจากรัฐบาลบังกลาเทศ 150,000 ตัน ยังไม่มีความคืบหน้าในการลงนามในสัญญา เช่นเดียวกับการเจรจาส่งมอบข้าวรัฐบาลจีนที่ยังชะงักอยู่”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า กระทรวงพาณิชย์รายงานผลการส่งออกข้าวไทยปี 2560 มีปริมาณ 11,628,303 ตัน เพิ่มขึ้น 17.4% จากปี 2559 ที่มีปริมาณ 9,906,393 ตัน โดยปีนี้ถือเป็นปริมาณการส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในด้านมูลค่า 5,167 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.2% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 4,408 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งออกข้าวในเดือนธันวาคม 2560 มีปริมาณ 1,154,219 ตัน ลดลง 1.5% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน มีมูลค่า 549 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 11% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดส่งออกหลักขยายตัวทุกตลาด ทั้งเบนิน จีน สหรัฐ แอฟริกาใต้ แคเมอรูน บังกลาเทศ โกตดิวัวร์ โมซัมบิก ฮ่องกง ส่วนในปี 2561 กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกข้าวน่าจะได้ถึง 9.5 ล้านตัน รวมมูลค่า 4,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

และเป็นที่น่าสังเกตว่าปี 2560 ตลาดอิหร่านขยายตัวเพิ่มขึ้นในเชิงมูลค่า 2,631% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากมีผู้ส่งออกไทย คือ บริษัท ธนสรรไรซ์ จำกัด สามารถทำคำสั่งซื้อข้าวจากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่อิหร่านหยุดชะงักไป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ธนสรรไรซ์ ผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 3 ได้ปรับฐานการส่งออกรวมเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านตันเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี แต่ยังคงเป็นรองบริษัท เอเซีย โกลเด้นไรซ์ จำกัด ครองเบอร์ 1 มายาวนาน และนครหลวงค้าข้าวที่ครองเบอร์ 2

นอกจากนี้ สถิติใหม่ที่น่าสนใจคือ มีกลุ่มผู้ส่งออกข้าวรายกลาง-เล็กที่ไม่ใช่สมาชิกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ท็อป 10 อันดับ ได้แก่ โกลเด้นแกรนารี จำกัด ปริมาณ 226,016 ตัน, โอเรียลทัล โปรดิวซ์ 175,650 ตัน, ซิงตั๊ก กรุ๊ป 95,425 ตัน, กล้าทิพย์ 93,299 ตัน, กำแพงเพชรเอ็กซ์ปอร์ต 77,737 ตัน, เมอร์รี่ไรซ์แลนด์ (ในเครือสยามอินดิก้าเดิม) มีตัวเลขการส่งออกถึงเดือนสิงหาคม 2560 หลังจากนั้นหยุดการส่งออก รวมปริมาณได้ 63,200 ตัน, ชวิน เอ็กซปอร์ต 34,936 ตัน, อเมริเทค กรุ๊ป 32,428 ตัน, เอ็มโอไอ ฟู้ดส์ (ประเทศไทย) 25,085 ตัน และ ที.ซี.เอส. ไรซ์ 18,104 ตัน

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้ไม่เพียงสภาพอากาศหนาวเย็น ยังมีปัญหาเรื่องของภัยแล้ง พบว่าระดับน้ำโขงเริมลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ระดับประมาณ 5 -6 เมตร ส่งผลดีต่อชาวบ้าน ในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง อ.ธาตุพนม ได้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส จับจองสอนดอนทรายกลางแม่น้ำโขงหลังน้ำลด เป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อน ช่วงหน้าแล้ง สร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพื้นที่หาดแห่กลางแม่น้ำโขง ในพื้นที่ ต.น้ำก่ำ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ชาวบ้านเริ่มจัดเตรียมพื้นที่ จัดทำซุ้ม ร้านค้า ร้านอาหาร จำหน่ายอาหาร เมนูปลาน้ำโขง และเป็นที่เที่ยวพักผ่อน ในช่วงหน้าแล้ง สร้างรายได้ยาวไปถึง เทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากเป็นหาดกลางน้ำโขง ที่มีสภาพเหมาะต่อการเล่นน้ำ ระดับน้ำไม่ลึก สามารถเล่นน้ำคลายร้อน และจัดกิจกรรมท่องเที่ยวทางน้ำ ทำให้ทุกปี หาดแห่ เป็นแหล่งเที่ยวหน้าแล้ง ที่มีประชาชน นักท่องเที่ยว สนใจไปเที่ยวจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังเป็นเส้นทางท่องเที่ยว ที่อยู่ใกล้วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ที่ตั้งองค์พระธาตุพนม ทำให้ ประชาชน นักท่องเที่ยว ที่เดินทางมาเที่ยวทำบุญ และแวะไปเที่ยว พักผ่อน รับประทานอาหาร ท่ามกลางธรรมชาติสิงฝั่งโขง ยิ่งในช่วงนี้งานนมัสการองค์พระธาตุพนม ทำให้ประชาชน นักท่องเที่ยว เริ่มทยอยเดินทางไป รับประทานอาหารเมนูปลาน้ำโขง สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ เป็นอย่างดี ในช่วงฤดูแล้ง

วันที่ 30 มกราคม 2561 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ รายงานว่า เช้านี้ที่ยอดดอยอินทนนท์อากาศยังคงหนาวจัดอุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ 4 องศาเซลเซียส สูงสุด 15 องศาเซลเซียส จุดชมวิวกิ่วแม่ปาน อุณหภูมิต่ำสุด 4 องศาเซลเซียส สูงสุด 16 องศาเซลเซียส ทำให้เกิด ‘เหมยขาบ’ หรือน้ำค้างแข็ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามอีกครั้ง ลักษณะเป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ สีขาวแผ่กระจายเกาะอยู่บนบนยอดหญ้า สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

ส่วนบริเวณที่ทำการอุทยานฯ อุณหภูมิเฉลี่ย 16-25 องศาเซลเซียส หนาวเย็นตลอดทั้งวัน ท่ามกลางไม้ดอกเมืองหนาวบานสะพรั่งต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 3,000 คน ทางด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือรายงานว่า ในช่วงนี้จนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 สภาพอากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนอง 10-20% ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 14-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-15 องศาเซลเซียส ส่วนในวันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2561 จะมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง และมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 10-19 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 1-12 องศาเซลเซียส

ทุกสิ้นปี หลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนต่างจับเข่าคุยทบทวนความสำเร็จ-บทเรียนจากการทำงาน

เพราะแม้ศักราชจะโบกมืออำลาไปตามวาระ แต่นโยบายและโครงการเพื่อพัฒนาองค์กรและประเทศชาติยังต้องปรับปรุง-พัฒนาข้ามขวบปีต่อไป

ทั้งนี้ ในบรรดานโยบายตลอดปี 2560 “ประชารัฐ” คือส่วนที่ถูกขับเน้นอย่างโดดเด่นให้เป็น “กุญแจการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” ด้วยขุมกำลังทีมงานจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม วางเป้าหมายระยะยาว “เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตคน”

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา ที่ห้องสานพลังประชารัฐ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มี การแถลงผลงาน ความคืบหน้า ทิศทางในอนาคต รวมถึงจุดเน้นและเป้าหมายในปี 2561 ของ “คณะทำงานสานพลังประชารัฐ” ทั้ง 12 คณะ

มี นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจาก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้แถลงข่าวในนามหัวหน้าคณะทำงานภาครัฐ นายอิสระ ว่องกุศลกิจ หัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชน นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วมแถลง