โนนป่ายาง “ศรีสะเกษ” ทวงที่ดินทำกิน พบหดหายกว่าเดิมสองพันไร่

ศรีสะเกษ – นางทองคำ ไชยชาญ อายุ 75 ปี เผยว่าตนและชาวบ้านโนนป่ายาง ขอเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ 4,125 ไร่ เพราะเหตุใดจึงเหลือเพียง 1,531 ไร่ ที่ดินหดหายไปไหน 2,594 ไร่ ทั้งนี้ชาวบ้านทั้ง 8 หมู่บ้านเข้ามาอาศัยทำกินในเขตโนนป่ายางมานานหลายชั่วอายุคนแล้ว โดยทำกินมาก่อนปี 2468 ต่อมาปี พ.ศ.2468 ทางราชการ ประกาศให้บริเวณที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ที่เป็นที่ดินทำกินให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ โดยระบุว่ามีเนื้อที่ 4,125 ไร่ แต่ว่าเมื่อชาวบ้านร้องขอเอกสารสิทธิที่ดิน เจ้าหน้าที่ออกมาตรวจสอบปรากฏว่า โนนป่ายางมีที่ดินเหลือเพียง 1,531 ไร่ กลุ่มชาวบ้านสงสัยว่า เพราะเหตุใดที่ดินจึงหดหายไป

ส่วนการที่จะให้แกนนำชาวบ้านส่งตัวแทนเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบสิทธิ์ที่ดินทำกินในเขตโนนป่ายางนั้น นางทองคำกล่าวว่า ชาวบ้านปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ เนื่องจากว่า เมื่อยังไม่มีการตรวจสอบพื้นที่ที่ดินของโนนป่ายางจะเข้าไปตรวจสอบสิทธิ์ได้อย่างไรเป็นการข้ามขั้นตอน หากยังไม่มีการตรวจสอบ จะเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรม

ด้าน นายสรายุทธ แก้วกุลปรีชา ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ไม่ได้บอกรายละเอียดแนวเขตชัดเจน เพราะว่าสมัยนั้นปี พ.ศ. 2460 คนไทยเขียนหนังสือได้เพียงไม่กี่คน เพราะฉะนั้นหลักฐานโบราณๆ แบบนี้จะเอาไปเป็นตัวหนังสือไม่ได้ละเอียด ตอนนั้นภาพถ่ายทางอากาศยังไม่มีเลย รั้วก็ยังไม่ได้ทำ ที่สาธารณะที่ใดจะมีการทำรั้วกั้นไว้ แต่หากว่ามีการสอบสวนสิทธิ์ชาวบ้านก็จะได้ประโยชน์ชัดเจนว่า ใครสมควรได้โฉนดหรือใครควรที่จะเช่าที่ของรัฐเพื่ออยู่อาศัยทำกิน ถ้าไปหาแนวเขตตนเห็นว่าไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้าน แต่วันนี้ชาวบ้านกลับมาเรียกร้องให้หาแนวเขตโนนป่ายาง ซึ่งการไปหาแนวเขตนั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้าน ถ้าหาแนวเขตที่สาธารณประโยชน์โนนป่ายาง มาได้แล้ว ชาวบ้านจะได้ประโยชน์จากการครอบครองที่ดินมาก่อนได้อย่างไร

นครราชสีมา – นายวิชัย ปักกาเวสูง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนครบุรีใต้ซับก้านเหลียง เผยว่า โครงการมุ้งเขียวนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 รับการสนับสนุนสปสช.กว่า 300,000 บาท ส่วนหนึ่งจัดซื้อมุ้งเขียว 40,000 ชิ้น แจกจ่ายให้กับชาวบ้านกว่า 2,000 หลังคาเรือนทั่วทั้งตำบล มัดปิดปากภาชนะใส่น้ำที่ไม่มีฝาปิด ไม่ให้ยุงลงไปวางไข่ใส่น้ำที่อยู่ภายในภาชนะได้ ลดการแพร่พันธุ์ของยุง ยังกันฝุ่นละออง ลดการใช้ทรายอะเบต ส่วนที่เหลือก็ใช้พ่นหมอกควันกำจัดยุงลาย กำจัดแหล่งที่มีน้ำขังและปรับภูมิทัศน์รอบๆ บ้านเรือน ตัดวงจรการแพร่ระบาดของยุง

ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือตั้งแต่หลังจากที่มีการเริ่มดำเนินการโครงการมุ้งเขียวมาตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ที่มีการลงทุนซื้อมุ้งเขียวครั้งเดียวจำนวนผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกลดลง จนกระทั่งในช่วง สามปีให้หลังจนถึงวันนี้ ยังไม่พบผู้ป่วยจากโรคไข้เลือดออกเกิดขึ้นในตำบลครบุรีได้เกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการจัดงานเฮลท์แคร์ 2018 สายตาดีมีสุข มหกรรมสุขภาพซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), รพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน), ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งหน่วยงานและธุรกิจด้านสุขภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยเดินทางเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยกิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากคือการตรวจโรคทางตา คัดกรองต้อกระจกของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ด้วยการตรวจตาระบบดิจิทัล ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจวัดค่าสายตาและตรวจหาค่าความผิดปกติของสายตา ตรวจดูเบาหวานขึ้นตา ตรวจเส้นเลือดในจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา และคัดกรองผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกฟรี 100 ราย, การตรวจคัดกรองโรคทางตาของ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ตรวจหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้าผ่านเครื่องอีเคจีของโรงพยาบาลสุขุมวิท การตรวจความเสี่ยงของโรคเบาหวาน จับชีพจรโดยแพทย์แผนจีน ตรวจมวลกระดูกของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น บริการกายภาพบำบัดช่วงคอ บ่า ไหล่ ออฟฟิศซินโดรมของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน รวมถึงบริการนวดแผนไทย คอ บ่า ไหล่ เท้า ของกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก บูธผักพื้นบ้านบำรุงสายตาของกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก โดยมีบริการ น้ำอัญชันใบเตยให้ลองชิมฟรีอีกด้วย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานมากเป็นพิเศษ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากนี้ยังมีบริการตรวจสุขภาพอีกมากมาย อาทิ บริการตรวจสุขภาพ-ทำฟันฟรี, บริการตรวจวิเคราะห์ฟันพร้อมอุด ถอน ขูดหินปูน และผ่าฟันคุดกับคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาฯ, บริการตรวจสุขภาพทั่วไปกับ 16 โรงพยาบาลชั้นนำ, บริการตรวจสุขภาพ รับคำปรึกษาด้านโภชนาการ และฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ในราคาพิเศษกับคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี และตรวจเอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่องเมมโมแกรมกับศูนย์ถันยรักษ์ ศิริราช เป็นต้น

จากนั้นมีการแจกต้นพันธุ์สมุนไพรว่านเปราะหอม โดยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร รอบที่ 1 จำนวน 50 ต้น

ทั้งนี้ พิธีเปิดงานมี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ภาคประชารัฐรวมพลังทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมาร่วมมือกัน หากรัฐบาลทำอย่างเดียวจะไม่สำเร็จ ทั้งประเทศเรามี อสม. 1 ล้าน 4 หมื่นคน มี รพ.ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลอีก 9,860 แห่ง แต่ก็ยังมีคนตาเป็นต้อดำเกิดขึ้นได้ในไทย

ทั้งนี้ งานเฮลท์แคร์ 2018 “สายตาดีมีสุข” จะจัดไปจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม เวลา 10.00-20.00 น. ที่เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ “ครึ่งหลังปี 2561 ยังมี 2 พืชสำคัญที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด คือ ข้าวและมันสำปะหลัง จึงได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ลงพื้นที่สำรวจทั้งหมด เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งพืชเกษตรจะปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยดินฟ้าอากาศ เมื่ออากาศเปลี่ยน สิ่งที่พยากรณ์ไว้ก็เปลี่ยนไป” นางสาวชุติมา กล่าว

สำหรับสถานการณ์การผลิตข้าวปี 2561/62 กระทรวงเกษตรฯประกาศพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวนาปี 58.2 ล้านไร่ ผลผลิตข้าวเปลือก 25.3 ล้านตัน ตามกรอบเป้าหมายความต้องการใช้ข้าวภายใต้การตลาดนำการผลิต ส่วนสถานการณ์ราคาข้าวเดือนพฤษภาคม ข้าวเจ้าความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 8,017.94 บาท มันสำปะหลังเฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.55 บาท ปาล์มน้ำมันเฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.15 บาท ยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 กิโลกรัมละ 45.68 บาท และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ความชื้น 14.5%) เฉลี่ยกิโลกรัมละ 8.48 บาท

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปสังเกตการณ์การจำหน่ายสับปะรดตามริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายลำปาง-งาว-พะเยา เขต ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ที่มีเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจากหลายหมู่บ้านของ ตำบลบ้านเสด็จ และ ตำบลบ้านแลง อำเภอเมืองลำปาง นำผลผลิตมาวางขายริมถนน โดยบรรยากาศเงียบเหงา เนื่องจากไม่ค่อยมีผู้ซื้อเดินทางมา หรือจอดรถซื้อผลผลิตสับปะรดของเกษตรกรมากนัก

นางไหว สุขยิ่ง อายุ 58 ปี เกษตรกรบ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ กล่าวว่า อยากวอนไปถึงทางผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยผ่อนปรนให้รถกระบะบรรทุกสับปะรดได้เข้ามารับซื้อผลผลิตด้วย เพราะไม่เพียงแต่ตนเองเท่านั้น เกษตรกรรายอื่นก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เพราะหากไม่มีใครมารับซื้อ แน่นอนว่าผลผลิตจะเสียไปในแต่ละวัน

“ขณะนี้ที่ไร่สับปะรดมีผลสับปะรดเน่าคาต้นแล้วกว่า 40,000 ลูก จากจำนวนไร่ที่ปลูกกว่า 70 ไร่ ผลผลิตกว่า 100,000 ลูก ซึ่งปีนี้ยอมรับว่าปัญหาหนักจริงๆ ผลผลิตที่ขายก็ขายไม่ดี ต่อไปปัญหาภาวะหนี้สินก็จะตามมา ซึ่งครอบครัวกู้หนี้ยืมสินจากธนาคารมาปลูกสับปะรด เมื่อขายไม่ได้และขาดทุน ก็ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้คืนธนาคาร” นางไหว กล่าว

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศได้จัดงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ (World Tapioca Conference 2018: WTC 2018) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย มีคนในวงการมันสำปะหลัง ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักวิชาการและสื่อมวลชน ทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจมาเข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน โดยไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการตอกย้ำและสร้างความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับรู้และยอมรับศักยภาพของไทยว่าเป็น ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิต การค้า และการ ส่งออกของไทยในอนาคต

“ในงานได้จัดให้มีเวทีเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการของไทยกับผู้นำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ จีน ตุรกี ญี่ปุ่น อินเดีย และอินโดนีเซีย โดยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ในการซื้อขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังปริมาณสูงถึง 1,490,000 ตัน มูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท ซึ่งปริมาณดังกล่าวสามารถรองรับผลผลิตหัวมันสดของไทยได้เป็นจำนวนมาก และยังจะส่งผลดีทำให้ราคาหัวมันสดปรับตัวดีขึ้นได้ต่อเนื่อง” นายสนธิรัตน์ กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังได้แสดงให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ได้เห็นถึงศักยภาพการผลิต การแปรรูป และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ไทยยังได้จัดให้มีการประชุมหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (CLVT) ประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เวียดนาม และไทย เพื่อกำหนดแนวทางที่จะร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการผลิตและการตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพราคามันสำปะหลังอย่างยั่งยืน และทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของแต่ละประเทศมีความกินดีอยู่ดี

ทั้งนี้ มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของไทยกว่า 500,000 ครัวเรือน สามารถผลิตหัวมันสดได้ประมาณ 28-30 ล้านตัน/ปี โดยส่งออก 70% และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี นำรายได้เข้าประเทศปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.15 บาท/กก. สูงสุดในรอบ 10 ปี และในช่วง 4 เดือนของปี 2561 (มกราคม-เมษายน) ไทยส่งออกมันสำปะหลังรวมปริมาณ 3.625 ล้านตัน ลดลง 7.99% มูลค่า 1,178 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.26% และคาดว่าปีนี้จะส่งออกได้ปริมาณ 10.6 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2560 ที่ส่งออกได้ 11 ล้านตัน มูลค่าเท่ากันที่ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

SIMA ASEAN Thailand 2018 งานแสดงสินค้าเพื่ออุตสาหกรรมการเกษตรระดับภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 4 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการเป็นเวทีกลางรวบรวมผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตรจากทั่วโลก ทั้งเกษตรกรไทย และอาเซียน ผู้ซื้อผู้ขาย ตัวแทนจำหน่าย ผู้ผลิตเครื่องจักรกล และสมาคมที่เกี่ยวข้อง ไว้ในงานเดียว โดยมีผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกษตร เกษตรกร และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 9,000 รายจาก 30 ประเทศ และมีผู้ประกอบการกว่า 200 บริษัทและแบรนด์ ร่วมแสดงสินค้าภายในงาน นอกจากนี้ยังมีผู้ซื้อที่มีศักยภาพกว่า 118 รายจากทั่วเอเชีย เช่น สมาคมผู้ผลิตข้าวเปลือกประเทศพม่า, สหกรณ์การเกษตรหนองแค, สหพันธ์ธุรกิจประเทศกัมพูชา, เวียดนามฟาร์ม, และสมาคมผู้ประกอบการด้านการเกษตร เข้าร่วมงาน

มิสวาเรลลี่ เลสคอต ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ สหภาพผู้ผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตร แอ็กซิมา “งาน SIMA เป็นงานแสดงสินค้าที่เก่าแก่งานหนึ่งของโลก ในปัจจุบันนี้มีการจัดงานครอบคลุมทวีปยุโรปกับงาน SIMA Paris ทวีปอัฟริกากับ งานSIPSA-SIMA และทวีปเอเชียกับงาน SIMA ASEAN ซึ่งประเทศในภูมิภาคอาเซียนมีความสำคัญต่อเรามาก เพราะยังมีโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรร่วมกันได้อีกมาก โดยเฉพาะการจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2018 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ภายในงานมีผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกษตร เกษตรกร และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 9,000 รายจาก 30 ประเทศ และมีผู้ประกอบการกว่า 200 บริษัทและแบรนด์

ร่วมแสดงสินค้าภายในงาน นอกจากนี้ยังมีผู้ซื้อที่มีศักยภาพกว่า 118 รายจากทั่วเอเชีย เช่น สมาคมผู้ผลิตข้าวเปลือกประเทศพม่า, สหกรณ์การเกษตรหนองแค, สหพันธ์ธุรกิจประเทศกัมพูชา, เวียดนามฟาร์ม, และสมาคมผู้ประกอบการด้านการเกษตรเข้าร่วมงาน นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ได้รับรองการจัดประชุมเกษตรกรแห่งชาติ หรือศาสตร์พระราชาและนวัตกรรมการเกษตร จัดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และกระชับความสัมพันธ์ในกลุ่มเกษตรกร โดยนำหัวหน้าสหกรณ์ เกษตรกร และผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตรกว่า 2,000 ราย จากทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเข้าร่วมฟังบรรยายในหัวข้อที่น่าสนใจเช่น ประเทศไทย 4.0 กับอุตสาหกรรมการเกษตร และเทคนิคสุดล้ำสำหรับปศุสัตว์ เป็นต้น พร้อมกันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังนำ12 หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดนิทรรศการเรื่อง “ศาสตร์ พระราชาและนวัตกรรมการเกษตร” บนพื้นที่ 972 ตารางเมตร เพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้ใกล้ชิดกับ นวัตกรรม เทคโนโลยี งานวิจัย ด้านการเกษตร ”

ด้านผู้เข้าร่วมแสดงสินค้า นางสาวดวงหทัย พงษาพันธ์ ในฐานะ Country Manager บริษัท ซี.เอ็น.เอช อินดัสเทรียล ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “SIMA ASEAN เป็นงานที่ดีมาก พบกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ เป็นประโยชน์ต่อการขยายธุรกิจเข้าไปในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

นายเกรียงศักดิ์ อัศวรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์ทวี เอ็นจีเนียร์ริ่ง จำกัด (แทรคเตอร์ แชมป์) ผู้จัดจำหน่าย แทรคเตอร์แชมป์ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท วายทีโอ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทตัดสินใจเข้าร่วมงาน SIMA ASEAN ในนาทีสุดท้าย และดีใจที่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมงาน เป้าหมายของเราคือ ต้องการให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและยอมรับในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในช่วงสามวันการจัดงาน และจะกลับมาร่วมงานอีกครั้งในปีหน้า”

มิสเตอร์แมททู โพรคูเฮเออร์ HR & Marketing Projects Specialist APAC บริษัท MANITOU Group กล่าวว่า “การจัดงาน SIMA ASEAN ในครั้งนี้เป็นผลดีกับ MANITOU Group ผู้เข้าชมงานมีความความกระตือรือร้นและความสนใจต่อผลิตภัณฑ์ของเรา เรามีโอกาสได้พบกับผู้เชี่ยวชาญที่มาจากอาเซียน โดยเฉพาะจากประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม และในขณะเดียวกันที่มีการจัดประชุมเกษตรกรแห่งชาติ ทำให้เราสามารถประชาสัมพันธ์แบรนด์กับกลุ่มเกษตรกรตัวจริง”

บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด คือ บริษัทชั้นนำที่จัดงานแสดงสินค้าในประเทศไทย อิมแพ็คฯ เป็นทั้งผู้จัดงานและผู้บริหารการจัดงานแสดงสินค้าที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมงาน งานแสดงสินค้าที่มุ่งเน้นการเจรจาธุรกิจ การจัดอบรมสัมมนา การจัดประชุม โดยมีประสบการณ์ในการดำเนินงานร่วมกับสมาคมทางการค้าระดับนานาชาติ ผู้จัดงานจากทั่วโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม อิมแพ็คฯ มีเป้าหมายที่จะสร้างเวทีทางการค้าที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นผู้ดำเนินงานด้านการจัดงานแสดงสินค้าแบบครบวงจร ครอบคลุมด้านการค้นคว้าข้อมูลทางการตลาด การประชาสัมพันธ์งานที่จะช่วยดึงดูดทั้งผู้เข้าร่วมแสดงงานและผู้เข้าชมงาน การขายพื้นที่แสดงสินค้า การทำกิจกรรมทางการตลาด การบริหารจัดการทั่วไป รวมไปถึงการขนส่งสินค้าเข้ามายังพื้นที่จัดแสดงงานข้อมูลเพิ่ม

บริษัท COMESXPOSIUMหนึ่งในบริษัทผู้นำด้านการจัดงานของประเทศยุโรป จัดงานมากกว่า 114 งานสำหรับประชาชนทั่วไปและผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ ครอบคลุม 17 ประเภทของการจัดงานในหลากหลายอุตสาหกรรม ติดอันดับการจัดงาน 5 ใน 10 งานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศฝรั่งเศส ได้แก่ งาน SIAL, Intermat, Salon International de l’Agriculture, SIMA และFoire de Paris. ข้อมูลเพิ่มเติม: www.comexposium.com

สหภาพผู้ผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรของประเทศฝรั่งเศส AXEMAหนึ่งในผู้ร่วมจัดงาน SIMA PARIS สมาชิกของAXEMAประกอบด้วยผู้ผลิตอุปกรณ์การเกษตรในฝรั่งเศสและต่างประเทศสำหรับภาคส่วนต่างๆของพืชผลและการผลิตทางการเกษตรของปศุสัตว์และผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับการดูแลรักษาพื้นที่สีเขียว

ฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” ควงดาราสาว “เปรี้ยว อนุสรา วันทองทักษ์” สวีทใกล้กรุง บุกตลาดน้ำอัมพวาสัมผัสวิถีชุมชนริมน้ำสุดคึกคัก พร้อมชิลไปกับบรรยากาศสุดผ่อนคลาย และไฮไลท์เด็ดล่องเรือนวดแผนไทย เติมความหวานชื่นมื่นด้วยคาเฟ่น่ารักๆ ที่สาวๆ จะต้องหลงใหล กับทริปสุดพิเศษเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ ณ จังหวัดสมุทรสงคราม

“รายการหลงรักยิ้ม” ร่วมกับ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.” จัดทริปเส้นทางพิเศษเอาใจ Lady ชวนเที่ยวภาคกลางเที่ยวง่ายใกล้กรุง โดยฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล” ควงน้องสาวสุดซี้ “เปรี้ยว อนุสรา” สัมผัสสมุทรสงคราม กับแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้หญิงจะต้องติดใจ เริ่มต้นกันที่ร้าน The Kittens Koffie Arts ‘n Eats แวะมาถ่ายรูปชิคๆ พร้อมลิ้มรสชาติเมนูแสนอร่อย พิซซ่า บราวนี่เซท โคลด์ดริปเสาวรส ท่ามกลางบรรยากาศร้านที่ถูกรังสรรค์ไปด้วยคอนเซ็ปต์แมวน้อยน่ารัก ไม่ว่าจะเป็น จาน แจกัน ภาพวาด ตุ๊กตา เป็นต้น จากนั้นไปชมหมู่บ้านน่ารัก บ้านแมวไทยโบราณ สถานที่อันรวบรวมแมวพันธุ์แท้ของไทยไว้ จากนั้นไปคลายเมื่อยบนเรือนวดที่อัมพวา ตลาดน้ำสุดคึกคัก โดยเรือหัตถาธารา จะล่องไปตามแม่น้ำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศริมสองฝั่งของแม่น้ำแม่กลอง พร้อมทำขนมมงคลโบราณ “คันเหลว” ที่ชุมชนบ้านริมคลอง ขนมทำจากมะพร้าวมีสาวเปรี้ยวคอยเป็นลูกมือ และพลาดไม่ได้กับบรรยากาศของที่พักแสนสวย ดินเนอร์สุดโรแมนติก ที่โรงแรมบ้านอัมพวารีสอร์ท

ประวัติศาสตร์เมื่อครั้งเกิดการรบพุ่งในกรุงศรีอยุธยาช่วงปี พ.ศ. 2310 บันทึกไว้ว่า ได้มีกองกำลังมอญกลุ่มหนึ่งได้อพยพเข้าอาณาจักรสยามทางด่านเจดีย์สามองค์ ได้นำไม้ไผ่มาต่อทำแพ ล่องมาตามแม่น้ำแควน้อย จนถึงบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จากนั้นทิ้งแพแล้วขึ้นมาพักที่บริเวณ ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี แล้วเดินทางเข้ากรุงศรีอยุธยา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางลัดเลาะจากเมืองกาญจนบุรี ผ่านพื้นที่สุพรรณบุรี ถึงเมืองอุทัยธานี ซึ่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ ตำบลอุทัยเก่า อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ขณะนั้นมีนายทองดีเป็นเจ้าเมืองอุทัย จึงต้อนรับมอญกลุ่มนี้โดยให้ไปตั้งถิ่นฐานทางทิศตะวันออกของเมือง ยกพื้นที่ให้ปลูกสร้างบ้านเรือนและทำมาหากินตามลำคลอง ปัจจุบันยังคงเรียกว่า “คลองมอญ”

ครั้นกรุงศรีอยุธยาแตก พม่าเข้าปกครองสยาม พร้อมกับประกาศว่า มอญพำนักอยู่ที่ใดจะล้างผลาญให้สิ้นซาก เป็นเหตุให้นายทองดีหนีไปพักอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ได้จัดกำลังพลเคลื่อนย้ายทางเรือไปสมทบกำลังกับเจ้าพระยาจักรี

เมืองอุทัยธานี ในช่วงเวลานั้นได้เกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดอย่างหนัก ผู้คนชาวมอญล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือจึงคิดสร้าง “วัดทุ่งทอง” เพื่อให้ลูกหลานคนมอญได้บวชเรียนหนังสือไทยควบคู่ไปกับหนังสือมอญ

พร้อมกันนี้ได้สร้างโบสถ์โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพื่อให้รำลึกนึกถึงกรุงหงสาวดี อีกทั้งได้รับพระประธานองค์ใหญ่จากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งฉลองกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2325 ปรากฏจารึกพุทธศักราชไว้ที่ฐานพระ พระราชโอรสและพระราชธิดาของพระยาทะละ กษัตริย์แห่งกรุงหงสาวดี ซึ่งได้พาผู้คนชาวมอญอพยพมาอยู่ที่เมืองอุทัยธานีคราวนั้น ได้ทรงสร้างเจดีย์ทรงมอญไว้ที่ใจกลางชุมชน เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุประจำตระกูลกษัตริย์มอญไว้ให้ลูกหลานมอญได้สักการะแทนเจดีย์ชเวดากองในเมืองมอญ

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น ก็ได้สร้างวัดขึ้นมาอีกหนึ่งแห่งชื่อว่า “วัดโบสถ์” อยู่ไม่ไกลกับเจดีย์ทรงมอญที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมมีรับสั่งกับคนมอญที่ใกล้ชิดว่า หลังจากพระองค์สวรรคตแล้ว ให้สร้างพระเจดีย์ไว้บนหลุมฝังพระศพของพระองค์และน้องทั้งสองพระองค์ไว้เป็นอนุสรณ์ด้วย ยังคงพบเห็นพระเจดีย์ที่ประดิษฐานคลุมหลุมพระศพทั้งสามพระองค์อยู่ด้านหลังโบสถ์ แม้จะเก่าแก่เป็นปูชนียวัตถุยืนนานมาหลายศตวรรษ แต่เจดีย์ทรงมอญยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ อาจชำรุดทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม วัดโบสถ์ได้กลายเป็นวัดร้างไปแล้วในปัจจุบัน

ร.อ.เสริม นิยม คุณเปรื่อง ศรีขาว คุณชยทัศน์ วิเศษศรี และ คุณจำรูญ คำสิทธิ์ ได้เขียนบทความเรื่อง “บ้านมอญอุทัยธานี” ลงตีพิมพ์ในวารสาร เสียงรามัญ ปีที่ 3 ฉบับที่ 17 กันยายน-ตุลาคม 2551 มีข้อความบ่งชี้ถึงความเป็นมาของชุมชนมอญเมืองอุทัยธานีว่า แต่เดิมเป็นพื้นที่ชุมชนกะเหรี่ยง ในช่วงที่เกิดสงครามครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา พระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) หรือพระอักษรสุนทร ได้รวบรวมคนมอญขึ้นมาปกครองดูแลเมืองอุทัยธานี ปรากฏข้อมูลว่า