โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

นิวโมค็อกคัส เมื่อเด็กติดเชื้ออาจมีอาการไข้สูง ซึม ชักเกร็ง แขนขาอ่อน พ่อแม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดเพราะเด็กเล็กไม่สามารถบอกอาการได้ หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบมาพบแพทย์

เนื่องจากเชื้อนิวโมค็อกคัส แพร่กระจาย ผ่านทางระบบทางเดินหายใจ ฉะนั้นจึงควรเลี่ยงพาเด็กไปในที่แออัด หรือหากเลี่ยงไม่ได้ควรใส่หน้ากากอนามัย และฉีดวัคซีนเสริมภูมิต้านทาน โดยฉีด เมื่ออายุ 2, 4 และ 6 เดือน และกระตุ้นซ้ำเมื่ออายุ 12-15 เดือน, ถ้าเริ่มฉีดในเด็กอายุ 7-11 เดือน ให้ฉีดสองครั้งห่างกันสองเดือน และกระตุ้นซ้ำเมื่ออายุ 12-15 เดือน, ส่วนเด็กอายุ 1-5 ขวบ ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนนี้ ให้ฉีดครั้งเดียว ยกเว้นในเด็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสชนิดรุนแรง โดยให้ฉีดสองครั้งห่างกันสองเดือน

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านอุดรบู๊ตังลิ้ม ตั้งอยู่ที่อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 497/10 ถนนโพศรี ตำบลหมากแข้ง เทศบาลอุดรธานี เพื่อพบกับ นายชูชาติ บูรรุ่งโรจน์ หรือ เฮียปิงปอง อายุ 43 ปี เจ้าของร้านขายไข่ผู้ใจบุญ ที่ประกาศในโลกโซเชียลว่า “บริจาคไข่ไก่ให้แก่องค์กร มูลนิธิ หรือแม้แต่ผู้ยากไร้ หากสถานที่ใดต้องการความช่วยเหลือ ให้ติดต่อมาทางร้าน”

นายชูชาติ กล่าวว่า ร้านไข่ของตนเป็นร้านเก่าแก่ เปิดมานานมากกว่า 40 ปี เป็นเจ้าแรกๆ ของเมืองอุดรธานี ค้าขายไข่แบบครบวงจร ปกติครอบครัวจะทำบุญ รวมทั้งบริจาคของเรื่อยๆ อยู่แล้ว โดยจะเป็นการบริจาคไข่ไก่สด และไข่ข้าว หรือไข่ที่มีเชื้อผสมเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ฟักเป็นตัว ไม่มีไข่แดง แล้วแต่จะมีการร้องขอมา ประมาณสัปดาห์ละ 300-1,500 ฟอง สถานที่ไหนใกล้บ้านก็ไปส่งเอง สถานที่ไหนอยู่ไกลก็จะขอให้มารับเองที่ร้าน

“ช่วงที่ว่างจะนั่งดูข่าวในโทรทัศน์ ได้เห็นข่าวผู้ยากไร้บ่อยครั้ง จึงคิดจะทำบุญบริจาคไข่ครั้งใหญ่ ขอบอกว่าไม่ได้อยากดัง แต่อยากจะเป็นแบบอย่างให้กับผู้มีอันจะกินคนอื่นได้เห็นถึงความตั้งใจนี้ แล้วหันมาช่วยเหลือผู้ยากไร้ จึงจะแบ่งกำไรเล็กน้อยเพื่อช่วยเหลือสังคม” นายชูชาติ กล่าวและว่า โดยการทำบุญครั้งใหญ่จะบริจาคไข่เดือนละ 2 แสนฟอง ติดต่อกัน 5 เดือน หรือ 1 ล้านฟอง เป็นไข่ไก่สดและไข่ข้าวแล้วแต่จะร้องขอมา หากสถานที่ใดต้องการไข่บริจาค สามารถติดต่อที่ร้านได้โดยตรง หรือเข้าไปสอบถาม รายละเอียดได้ในเพจเฟซบุ๊กของทางร้าน “ไข่บู๊ตังลิ้ม” หรือโทรศัพท์ (042) 244-075

ส่งหมอนทอง-ข้าว ขึ้นจรวดกรกฎานี้ วิจัยให้ ‘นักบิน’ กิน จิสด้า’ ดันครัวไทยไปครัวอวกาศ ส่ง ‘ทุเรียนหมอนทอง’ อบกรอบ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม นายอัมรินทร์ พิมพ์หนู หัวหน้าโครงการ National Space Exploration สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกสินค้าประเภทอาหารแปรรูปและอาหารสดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และเป้าหมายของประเทศไทยคือการเป็นครัวของโลก จิสด้าจึงทำงานวิจัยเรื่องอาหารไทยไปอวกาศ เพื่อพัฒนาศักยภาพอาหารไทยไปเป็นอาหารอวกาศ (Space Food) ได้จริงๆ

“เป็นการวิจัยพัฒนาทั้งด้านคุณค่าทางอาหาร การพัฒนาหีบห่อบรรจุ โดยยังคงเอกลักษณ์ความเป็นอาหารไทย เพื่อเป็นอาหารสำหรับนักบินอวกาศในอนาคต โดยความร่วมมือระหว่างคณะนักวิจัยที่มีความรู้ด้านการสำรวจอวกาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหารและบรรจุภัณฑ์ และกลุ่มบริษัทแปรรูปอาหารไทย โดยนำร่องการวิจัยด้วยการผลิตผลไม้อบกรอบ ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ซึ่งถือเป็นราชาแห่งผลไม้” นายอัมรินทร์ กล่าว

นายอัมรินทร์ กล่าวว่า การนำทุเรียนหมอนทองอบกรอบขึ้นไปบนอวกาศ ซึ่งเป็นอาหารไทยชนิดแรกที่จะได้ไปสู่อวกาศทั้งนี้ต้องผ่านกรรมวิธีทางโภชนาการเช่นเดียวกับการผลิตบนพื้นโลกทุกกระบวนการ แต่สิ่งที่แตกต่างคือ หลังจากส่งทุเรียนอบกรอบไปอยู่บนอวกาศนาน 4-5 นาที มันจะถูกส่งกลับลงมา เพื่อดูสภาพความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของอาหารและบรรจุภัณฑ์ว่าคงเดิมหรือไม่ นอกจากนี้ ยังดูผลกระทบของแรงโน้มถ่วงของโลกและสภาวะไร้น้ำหนักต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์นำมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้มีศักยภาพต่อการใช้งานในอนาคตที่เกี่ยวกับอาหารอีกด้วย ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่เหมาะสมก่อนจะผลิตเป็นอาหารที่พร้อมทานสำหรับนักบินอวกาศในอนาคต

หัวหน้าโครงการ National Space Exploration ของ จิสด้า กล่าวว่า ข้อเสนอโครงการ Thai Food to Space หรืออาหารไทยไปอวกาศ และได้รับการสนับสนุนด้านพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารโดย บริษัท เดลี่ฟู้ดส์ จำกัด ข้อเสนอนี้ได้รับคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ National Space Exploration ของจิสด้า ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยชาวไทยให้มีโอกาสสรรค์สร้างผลงานและองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ในด้านการทดลองในอวกาศและสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้เทียบเท่าประเทศอื่นๆ เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ และนำไปสู่พัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

“งานวิจัยอาหารไทยไปอวกาศนี้ ถือเป็นการสร้างคุณค่าของการวิจัยอาหารอวกาศ นอกจากเป็นการสนับสนุนสินค้าจากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของคนไทยแล้ว ยังช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า ทำให้นานาชาติรับรู้ถึงเอกลักษณ์ด้านอาหารของประเทศไทย และช่วยขยายขอบเขตการดำรงชีวิตและการสำรวจอวกาศของมนุษยชาติให้ก้าวไกลอีกด้วย สำหรับกำหนดการส่งอาหารไทยขึ้นสู่อวกาศคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนกรกฎาคมนี้” นายอัมรินทร์ กล่าว

นางสาวนภสร จงจิตตานนท์ เจ้าหน้าที่โครงการทดลองอวกาศในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง จิสด้า กล่าวว่า ทุเรียนหมอนทองอบแห้งที่ทางจิสด้าจะส่งขึ้นไปในอวกาศนั้น จะถูกนำส่งไปกับจรวดของบริษัทเอกชนที่ผลิตจรวดของสหรัฐอเมริกา โดยทางบริษัท มิว สเปช ซึ่งเป็นบริษัทที่ร่วมทำงานวิจัยโครงการทดลองในอวกาศในสภาวะไร้น้ำหนักกับจิสด้า ได้รับโควต้าพื้นที่ในจรวดดังกล่าว 11 กิโลกรัม เพื่อให้ส่งสิ่งของต่างๆ ไปในอวกาศ ซึ่งบริษัท มิว สเปชได้ติดต่อมาทางจิสด้า

“เรามีงานวิจัยเรื่องอาหารไทยไปในอวกาศอยู่แล้ว และเชื่อว่าผลไม้ของเรามีศักยภาพพอ จึงเลือกตัวอย่างชิ้นทุเรียนหมอนทองอบกรอบส่งไป ซึ่งทุเรียนไทยเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีความโดดเด่นในเรื่องการมีกลิ่นหอม เราอยากรู้ว่าเมื่อส่งทุเรียนออกไปอยู่ในสภาวะที่ไร้น้ำหนักแล้ว เมื่อนำกลับมา กลิ่น รส และรูปร่างจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้ต่อยอดงานวิจัย และพัฒนาในการนำส่งทุเรียนไปให้นักบินอวกาศรับประทานอย่างจริงจังต่อไปในอนาคต” นางสาวนภสร กล่าวและว่า สำหรับทุเรียนที่จะนำส่งไปพร้อมกับจรวดนั้น มีทั้งหมด 4 ห่อ แต่ละห่อจะพอดีคำ นอกจากทุเรียนแล้ว ยังมีข้าวไรซ์เบอร์รี่อีกจำนวนหนึ่งด้วย

มะกรูด สมุนไพรหลากสรรพคุณคู่ครัวไทย เป็นพืชในสกุลส้ม มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย-สปป.ลาวมาเลเซีย-อินโดนีเซีย เป็นอีกสมุนไพรไทยที่สารพัดประโยชน์ ใช้ได้ทั้งผลทั้งใบและเปลือก เพราะมีผู้นิยมใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด นำไปเป็นส่วนประกอบของอาหารชนิดต่างๆ เช่น ต้มยำ ผสมพริกทำแกง นอกจากนี้ยังมีรสชาติอร่อย สามารถทานสดๆ รวมทั้ง ยังสามารถนำมาใช้ในการบำรุงความงามได้อีกด้วย

เพราะเป็นผลไม้ที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “บุญมาล้อม” บ้านวังไคร้ ตำบลคลองคูณ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โดย “สมัชญา โพธิ์แก้ว” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบุญมาล้อม จึงมีแนวคิดรวมกลุ่มชาวบ้าน นำผลมะกรูดที่มีอยู่จำนวนมากในหมู่บ้านมาแปรรูปเป็นมะกรูดแก้ว รสหวานรับประทานง่าย เป็นของรับประทานเล่น และเป็นของฝากจากพิจิตร เพื่อจำหน่ายสร้างรายได้แก่เกษตรกรในชุมชน

สมัชญา บอกว่า ทางกลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 13 คน เกษตรกรกลุ่มนี้ได้รวมตัวกันทำมะกรูดแก้ว ซึ่งมะกรูดเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่คนเราจะนำใบและเปลือกของมะกรูดไปใช้ในการทำเป็นเครื่องเทศและเครื่องแกง ทางกลุ่มจึงมีความคิดว่าหากนำเนื้อในของมะกรูดมาแปรรูป อาจจะเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรได้ จึงรวมกลุ่มกันทำมะกรูดแก้วขึ้น โดยรับซื้อลูกมะกรูดจากสมาชิกและจากเกษตรกรในพื้นที่ ราคากิโลกรัมละ 3 บาท

“ขั้นตอนทำมะกรูดแก้วก็ไม่มีอะไรยาก นำผลมะกรูดมาล้างน้ำทำความสะอาด แล้วนำมาปอกเปลือกออกให้เหลือแต่เนื้อสีขาว แล้วผ่าครึ่งลูกนำไปบีบให้เนื้อในและเม็ดออกในน้ำสะอาด ผสมกับเกลือเล็กน้อย คั้นให้เหลือแต่เนื้อสีขาวของมะกรูด สำหรับขั้นตอนการล้างนั้นจะต้องล้างและขยำทั้งหมด 7 วัน วันละ 5 ครั้ง เพื่อให้เนื้อมะกรูดขาวและใส หากล้างเกินกว่านี้จะทำให้เนื้อมะกรูดช้ำไม่สวย และเมื่อเนื้อมะกรูดขาวใสแล้ว เข้าสู่ขั้นตอนการเชื่อม ส่วนผสมประกอบด้วยน้ำแครอต น้ำตาล เกลือ เนื้อมะกรูด”

สมัชญา บอกด้วยว่า จากนั้นให้นำน้ำแครอตใส่กระทะ พร้อมเกลือ น้ำตาล ตั้งไฟอ่อนๆ คนส่วนผสมให้เข้ากันแล้วนำเนื้อมะกรูดเทใส่ และทำการเชื่อม โดยใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จะได้มะกรูดแก้วแสนอร่อย รสชาติหวานหอมอร่อย ทั้งนี้ ผลมะกรูดยังมีสรรพคุณช่วยในการแก้อาการนอนไม่หลับ ขับลมในลำไส้ และมีสารตั้งต้นอนุมูลอิสระสูงช่วยต้านทานโรค เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ทางกลุ่มจะจำหน่ายกิโลกรัมละ 300 บาท มีแพคขนาด 35 บาท 3 กล่อง 100 บาท สามารถสร้างรายได้ให้กับทางกลุ่มเกษตรกรจำนวนไม่ต่ำกว่า 25,000 บาท ต่อเดือน

นับว่ามะกรูดสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรที่หลายคนมองข้ามอย่างผลมะกรูด รวมถึงสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชน ท่านใดสนใจติดต่อได้ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบุญมาล้อม บ้านวังไคร้ ตำบล คลองคูณ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (065) 440-5651, (064) 715-9566

กรมวิชาการเกษตร เตรียมสอยแก๊งค์ค้าต้นพันธุ์ทุเรียน หลังได้รับแจ้งเบาะแสที่ด่านสิงขร จ.ประจวบฯ หวั่นลักลอบนำพันธุ์ไปปลูกเป็นคู่แข่งกระทบเกษตรกรไทย ชี้ทุเรียน เป็น 1 ในพืชสงวน 11 ชนิด ห้ามส่งออก หากฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร ได้รับรายงานจากสภาเกษตรกร จังหวัดประจวบคิรีขีนธ์ ว่า มีการเปลี่ยนการขนถ่ายพันธุ์ทุเรียนซึ่งเป็นพืชสงวนตาม พระราชบัญญัติพันธุ์พืช ปี 2518 ณ ด่านสิงขร จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ออกไปตรวจสอบบริเวณที่ได้รับการร้องเรียนดังกล่าว โดยพบบริเวณบ้านพักตามที่ได้รับแจ้งมีการกักเก็บต้นพันธุ์ทุเรียนจำนวนมาก รวมถึงต้นพันธุ์มะขาม ลำไย มะนาว ชมพู่ และไม้ผลอื่นๆ

แต่ยังไม่พบเห็นการเคลื่อนย้ายต้นไม้ดังกล่าว ในเบื้องต้นได้ข้อมูลว่า ผู้ส่งออกเป็นคนไทยพลัดถิ่น (พม่าสัญชาติไทย) และนำต้นพันธุ์ทุเรียนมาจากแหล่งอื่น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่มีการปลูกทุเรียน เพราะสภาพดินและน้ำไม่เหมาะสม นอกจากนี้ จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ศุลกากร ได้รับแจ้งว่าไม่มีการส่งออกพันธุ์ทุเรียนหรือพืชสงวนอื่นๆ แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีการลักลอบส่งออกต้นพันธุ์ทุเรียนตามที่ได้รับรายงาน เนื่องจากพบเห็นต้นพันธุ์ทุเรียนในเขตด่านสิงขร ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่เขตปลูกทุเรียน และหากมีการลักลอบส่งออกไปฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน แสดงว่าจะต้องมีพื้นที่ปลูกจำนวนมากและมีที่พักสินค้าเพื่อรอการขนย้าย รวมทั้งยังพบว่ามีการใช้รถยนต์ที่ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนรอการขนส่ง นอกจากนี้อาจมีความเป็นไปได้ที่ขนส่งทางช่องทางอื่นโดยไม่ผ่านเจ้าหน้าที่

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับรายงานถึงข้อสังเกตดังกล่าว จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ซุ่มดูพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากจำนวนต้นพันธุ์ทุเรียนที่เห็นหากใช้รถขนส่งเพียงคันเดียว อาจต้องใช้เวลาขนส่งอีกประมาณ 3-4 วัน จึงจะขนส่งได้หมด โดยหากพบว่ามีการลักลอบขนส่งจริง จะแจ้งให้สภาเกษตรฯ แจ้งตำรวจกองปราบเพื่อดำเนินการดักจับในวันต่อไป เพื่อให้เกิดการรับรู้ถึงมาตราการป้องกันและกฎหมาย แต่หากไม่พบการเคลื่อนย้าย แสดงว่าผู้ประกอบการรับรู้และระวังตัว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชระนองมาเข้าเวรประจำทุกวันที่ด่านสิงขร เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและปรามการกระทำผิด และจัดทำป้ายติดประกาศทั้งภาษาไทยและพม่าถึงพืชสงวนของไทย และโทษของการลักลอบส่งออก โดยผู้ที่ฝ่าผืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ ซึ่งจุดมุ่งหมายที่มีการกำหนดพืชสงวนขึ้นในพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 เนื่องจากเกรงว่าหากพันธุ์พืชที่ดีเหล่านี้ถูกนำไปปลูกในต่างประเทศแล้วจะกลับมาเป็นคู่แข่งทางการค้าได้ จึงห้ามส่งออก พืชสงวนมีทั้งสิ้น 11 ชนิด คือ ทุเรียน ส้มโอ องุ่น ลำไย ลิ้นจี่ มะขาม มะพร้าว กวาวเครือ ทองเครือ สะละ และสับปะรด

กระบี่ – นายณัฐพล เลาจินธนะศรี รองปธ.ฝ่ายบริหารบ.โคคูณโมบิลิตี้ จำกัด และวิศวกร กล่าวตอนหนึ่งในการสาธิตต้นแบบยานยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับอัตโนมัติระดับ 4.5 AUTOMATED ROAD TRANSPORTATION (ART) ที่วารีรักฮอทสปริงสปา อ.คลองท่อม โดยมี ว่าที่ร.ต. อภินันท์ เผือกผ่อง รองผวจ.กระบี่ เข้าร่วมว่า ได้จัดตั้ง บ.โคคูน โมบิลิตี้ฯ เพื่อสร้างรถไฟฟ้าต้นแบบนี้ และจะขายได้ช่วงปลายปี 2562 คันละ 800,000 บาท ซึ่งได้ออกแบบวิจัยพัฒนาทดสอบและผลิตโดยคนไทย ภายใต้การสนับสนุนองค์ความรู้และความร่วมมือจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ควบคุมรถผ่านหน้าจอสัมผัส พร้อมขับเคลื่อนผ่านเซ็นเซอร์และซอฟต์แวร์อัจฉริยะขับเคลื่อนได้เหมาะกับทุกสภาพถนน “ยานยนต์นี้ออกแบบเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ และผู้พิการ เช่น การนำรถเข็นขึ้นได้ทั้งคันผ่านระบบสั่งการด้วยเสียงเป็นต้น ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประจุพลังงานไฟฟ้าบ้านหรือชาร์จ 1-2 ช.ม. แล่นได้ไกลถึง 80-100 ก.ม. มี 2 ที่นั่ง ความเร็วสูงสุด 45 ก.ม.ต่อช.ม. ปกติเฉลี่ย 20 ก.ม.ต่อช.ม.”

ที่ผ่านมาหน่วยราชการของไทยสนับสนุนเพื่อสร้างเป็นต้นแบบยานยนต์อนาคตจนสำเร็จ โดยความคิดสร้างสรรค์ด้านระบบควบคุมหรือสมองกลเป็นของวิศวกรชาวไทย ส่วนการสร้างตัวยานยนต์ เป็นหน้าที่ของพันธมิตรร่วมทุนชาวญี่ปุ่น

ด้าน นายศรีสุวรรณ ค้าของ เลขาฯ คณะกรรมการทำงานส่วนน้ำพุร้อนฯ กล่าวว่า นักท่องเที่ยวที่มา ท่องเที่ยวใน 3 Big Three คือ สระมรกต น้ำตกร้อน และน้ำพุร้อนเค็ม ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแร่เย็น และน้ำพุร้อน วารีบำบัดเพื่อสุขภาพ จำนวน 6 แสนคน ฉุด GDP อำเภอในปี 2560 ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 6,400 ล้านบาท และคาดว่าปี 2563 นักท่องเที่ยวจะถึง 1 ล้านคน นวัตกรรมยานยนต์ไร้คนขับ จึงตอบโจทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็น Tourism 4.5 ที่จะร่วมกันพัฒนาต่อไป

นครราชสีมา – นางเตะ รอดวินิจ ชาวบ้านบ้านโคกเพ็ด ตำบลเมืองคง อำเภอคง เผยว่า ฝนตกในพื้นที่ติดต่อกันหลายวัน จึงได้ชักชวนเพื่อนบ้านออกมาหาเห็ดหินบริเวณริมถนนสายเมืองคง-บ้านเหลื่อม ถ้าหาได้เยอะจะแบ่งใส่ถุงขายภายในหมู่บ้าน ถุงละ 20 บาท หรือกิโลกรัมละ 100 บาท ถือเป็นรายได้เสริม สำหรับเห็ดหินหรือสาหร่ายมุกหยกจะเป็นตะไคร่น้ำชนิดหนึ่งมีลักษณะที่มีสีเขียวเหมือนหยกเป็นก้อน

ลักษณะคล้ายเห็ดหูหนูแต่มีขนาดเล็กกว่า มีความนุ่มคล้ายวุ้น มักขึ้นตามดินหรือหินที่มีน้ำไหลผ่าน นำไปทำยำหรือกินแกล้มกับน้ำพริก สรรพคุณของเห็ดหินหรือสาหร่ายมุกหยกนั้น เชื่อกันว่ารักษาระบบกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมทั้งช่วยลดอาการร้อนใน

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์รายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ว่า สภาผู้ผลิตสุกรของสหรัฐอเมริกา ยื่นคำร้องขอให้สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) พิจารณาตัดสิทธิจีเอสพีสินค้าไทยบางตัว โดยกล่าวหาว่า ไทยไม่เปิดตลาดให้แก่สหรัฐจากการห้ามนำเข้าเนื้อสุกรจากสหรัฐที่มีสารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine)

ไทยแจ้งในการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนระหว่าง ไทย-สหรัฐ (TIFA JC) ว่า จะยอมรับค่าความปลอดภัยของสารเร่งเนื้อแดงตามมาตรฐานคณะกรรมาธิการ โครงการมาตรฐานอาหารขององค์การอาหาร และเกษตรแห่งสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก (CODEX) ต่อเมื่อมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวกับระดับความปลอดภัยของการใช้สาร Ractopamine รองรับความปลอดภัยของผู้บริโภค โดย 2 ฝ่ายได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามความคืบหน้าร่วมกัน โดยสหรัฐจะส่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้แก่ฝ่ายไทย เพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาต่อไป

กระเจี๊ยบเขียว ชื่อวิทยาศาสตร์ Abelmoschus esculentus (L.) Moench จัดอยู่ในวงศ์ชบา ถิ่นกำเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก ในประเทศซูดาน สันนิษฐานว่านำเข้ามาในประเทศไทยหลังปี พ.ศ. 2416 จัดเป็นพืชล้มลุก อายุ 1 ปี สูง 0.5-2.4 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านสีเขียว แต่บางครั้งมีจุดประม่วง ตามลำต้นมีขนอ่อนหยาบๆ ขึ้นปกคลุมเช่นเดียวกับใบและผล

ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ลักษณะใบคล้ายรูปฝ่ามือเรียงสลับกัน ใบมักเว้าเป็น 3 แฉก กว้างประมาณ 10-30 เซนติเมตร ปลายใบหยักแหลม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ก้านใบยาว ดอกสีเหลืองอ่อน ที่โคนกลีบดอกด้านในมีสีม่วงออกแดงเข้มรูปไข่กลับหรือค่อนข้างกลม ออกดอกตามง่ามใบ ผลเป็นฝักสีเขียวทรงเรียวยาว มักโค้งเล็กน้อย ปลายฝักแหลมเป็นจีบ ผิวฝักมีเหลี่ยมเป็นสัน ฝักอ่อนมีรสหวานกรอบอร่อย ส่วนฝักแก่เนื้อเหนียวไม่เป็นที่นิยม เจริญเติบโตได้ดีในอากาศกึ่งร้อน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ผู้ส่งออกข้าว เดินเกมชิงตลาดโลก ประกาศรับซื้อข้าวขาวพื้นนิ่มนำตลาด 500 บาท/ตัน หวังกระตุ้นชาวนาหันมาเพาะปลูกแทนข้าวขาวแบบเดิม ชี้ผู้บริโภคทั่วโลกนิยม มองส่งออกครึ่งหลังยังสดใสทะลุ 10 ล้านตัน ราคาข้าวขยับได้อีก หอมมะลิอาจทุบสถิติถึง 1,300 ดอลล์/ตัน

ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ตลาดส่งออกข้าวไทยครึ่งหลัง ปี 2561 แนวโน้มยังดีต่อเนื่อง จากความต้องการนำเข้าของประเทศต่างๆ มีอยู่มาก เช่น ล่าสุดฟิลิปปินส์นำเข้า 4 แสนตัน อินโดนีเซีย เตรียมประมูลเร็วๆ นี้ ตลาดข้าวนึ่งกลับมาอีกครั้ง รวมถึงข้าวหอมมะลิราคาสูงถึง 1,250 เหรียญสหรัฐ ถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นราคาข้าวเปลือกสูงถึงตันละ 17,000-18,000 บาท ซึ่งมีแนวโน้มราคาสูงต่อถึง 1,300 เหรียญสหรัฐในระยะสั้นๆ เพราะช่วง 2-3 เดือนจากนี้ปริมาณข้าวมีน้อย บางประเทศประสบภัยแล้ง แต่ความต้องการนำเข้าทั่วโลกยังสูง จึงเชื่อว่าทั้งปี 2561 ไทยจะส่งออกได้ตามเป้าเกิน 10 ล้านตัน แน่นอน จากช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ส่งออกข้าวแล้ว 4.21 ตัน เพิ่มขึ้น 6.2% เทียบช่วงเดียวปีก่อน โดยเป็นอันดับสองของโลก รองจากอินเดียส่งออกได้ 4.77 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 4.6% ตามด้วยเวียดนาม 2.52 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 16% ปากีสถาน 1.52 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 26%

ทั้งนี้ ในปีนี้สมาคมจะครบรอบ 100 ปี ก็จะเน้นส่งเสริมให้ชาวนาพัฒนาข้าวขาวพื้นนิ่ม เพื่อไม่ให้เสียเปรียบพม่าและเวียดนาม ที่มีการผลิตและส่งออกเป็นข้าวขาวพื้นนิ่ม โดยเฉพาะตลาดหลักคือ จีน นำเข้าถึงปีละ 7-8 ล้านตัน แต่ไทยไม่อาจตอบสนองได้เพราะไม่มีการปลูกอย่างจริงจัง ดังนั้น สมาคมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำโครงการพลังประชารัฐพัฒนาข้าวไทย โดยเดือนมิถุนายนจะร่วมกันสำรวจพื้นที่ 8 จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สุพรรณบุรี ราชบุรี นครปฐม เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้เป็นจังหวัดนำร่องในการปลูกข้าวนาปรัง 2561 ที่เป็นพันธุ์ข้าวขาวพื้นนิ่ม เช่น พันธุ์พิษณุโลก 80 พันธุ์ กข 21 พันธุ์ กข 71 และพันธุ์ กข 77 เบื้องต้นหารือกลุ่มเกษตรกรแล้วหมื่นไร่ คาดว่าปีแรกนี้จะได้ผลผลิตข้าวเปลือก 10,000 ตัน หรือข้าวสาร ประมาณ 20,000 ตัน

“สมาคมจะรับซื้อผลผลิตทั้งหมดและซื้อในราคานำตลาดตันละ 500 บาทสูงกว่าข้าวเจ้าทั่วไป ส่วนราคารับซื้อนั้นน่าจะเกิน 9,000 บาท/ตัน เพราะราคาส่งออกสูงกว่าข้าวขาวพื้นแข็งตันละ 60-150 เหรียญสหรัฐ เช่น ขณะนี้ข้าวขาว 5% ราคาตันละ 460 เหรียญสหรัฐ แต่เวียดนามส่งออกข้าวขาวพื้นนิ่ม ตันละ 500-600 เหรียญสหรัฐ ตามชนิดพันธุ์ข้าว และเมื่อข้าวพื้นนิ่มราคาดีขึ้นก็จะดึงราคาข้าวพื้นแข็งขึ้นตามด้วย โดยเป็นการปรับตัวให้สอดรับกับอนาคตค้าข้าว ให้แข่งขันได้ เมื่อไม่สต๊อกข้าวเก่าจากนี้ส่งออกจะเหลือ 9 ล้านตัน ไม่ถึง 10 ล้านตัน อีกทั้งคู่แข่งปรับตัวรับความต้องการผู้ซื้อ เช่น เวียดนาม พม่า หันปลูกข้าวพื้นนิ่มเป็นหลักเพราะตลาดโลกนิยม ต่อไปก็กัมพูชา ดังนั้น รัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันใช้การตลาดนำการผลิตโดยไม่กระทบตลาดข้าวหอมมะลิเพราะเป็นข้าวพรีเมียม” ร.ต.ท. เจริญ กล่าว