โรงงานน้ำตาลยัน อ้อยทุกต้นได้เข้าหีบแน่ ผลผลิตปีนี้พุ่ง 96.91

ล้านตัน เร่งให้ทันก่อนสงกรานต์โรงงานน้ำตาล ยันรับผลผลิตอ้อยทุกต้นเข้าหีบ แต่เร่งให้ทันก่อนสงกรานต์ ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูฝน

นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด (TSMC) เปิดเผยว่า โรงงานน้ำตาลทรายทั่วประเทศทั้ง 54 โรง ขอให้ความมั่นใจแก่ชาวไร่อ้อยทั่วประเทศว่า ทุกโรงงานจะยังไม่มีการปิดรับผลผลิตอ้อยทุกตันของชาวไร่อ้อยคู่สัญญาเข้าหีบที่ยังตกค้าง แม้ปีนี้จะคาดการณ์ว่า ปริมาณผลผลิตอ้อยจะสูงกว่าฤดูปีที่ผ่านมา แต่ทางโรงงานน้ำตาลทุกแห่งได้เตรียมความพร้อมในการหีบอ้อยเพื่อรองรับผลผลิตไว้เรียบร้อยแล้ว โดยโรงงานทุกแห่งมีเป้าหมายดำเนินการหีบอ้อยให้แล้วเสร็จ ก่อนเข้าสู่ช่วงสงกรานต์ หรือก่อนเข้าสู่ฤดูฝนในปีนี้

ทั้งนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะไม่มีแรงงานตัดอ้อย อีกทั้งหากเข้าสู่ช่วงฤดูฝน จะทำให้รถบรรทุกและรถตัดอ้อยเข้าไปจัดเก็บผลผลิตยาก และอ้อยจะมีสิ่งปนเปื้อนเพิ่มขึ้น มีผลให้ประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานลดลง และทำให้ผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย (ยิลด์) ลดลงตามไปด้วย ส่วนการประกาศปิดหีบอ้อยประจำฤดูการผลิตปี 2560/61 นั้น ทางโรงงานน้ำตาลทรายทุกแห่งยืนยันว่าจะต้องได้รับการอนุมัติจาก สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) และประกาศให้ชาวไร่อ้อยคู่สัญญาทราบล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 7 วัน ก่อนสิ้นสุดการหีบอ้อย เพื่อแจ้งให้แก่ชาวไร่อ้อยทั่วประเทศได้รับทราบ

“โรงงานน้ำตาลทุกโรงต้องการผลผลิตอ้อยอยู่แล้ว จึงขอให้ชาวไร่คู่สัญญาทุกคนได้มั่นใจได้ว่า โรงงานน้ำตาลจะรับผลผลิตอ้อยเข้าหีบทุกต้นจากชาวไร่อ้อยคู่สัญญา และจะยังไม่มีการปิดหีบ หากยังมีปริมาณอ้อยคงเหลือในพื้นที่เพาะปลูก” นายสิริวุทธิ์ กล่าว

สำหรับสถานการณ์หีบอ้อยประจำฤดูการผลิตปี 2560/61 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2560 – 12 มี.ค.2561 หรือคิดเป็นระยะเวลา 102 วัน พบว่า โรงงานน้ำตาลทรายทั่วประเทศ ได้รับผลผลิตอ้อยจากชาวไร่เข้าหีบแล้วจำนวน 96.91 ล้านตันอ้อย เพิ่มขึ้น 11.95 ล้านตัน เมื่อเทียบกับระยะเวลาการหีบอ้อยในช่วงเดียวกันของฤดูการหีบอ้อยปีก่อน ที่มีอ้อยเข้าหีบ 84.96 ล้านตัน ซึ่งเป็นผลมาจากโรงงานน้ำตาลทรายทั่วประเทศได้เตรียมพร้อมด้านการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีปริมาณผลผลิตอ้อยเข้าหีบสูงสุดเฉลี่ย 1.21 ล้านตันต่อวัน

ขณะเดียวกันคุณภาพของอ้อยเข้าหีบ เมื่อเทียบระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีค่าความหวานเฉลี่ย 12.34 ซี.ซี.เอส. จากปีก่อนอยู่ที่ 12.22 ซี.ซี.เอส. และมีปริมาณผลผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อย (ยิลด์) อยู่ที่ 107.52 กิโลกรัมต่อตันอ้อย เทียบกับปีก่อนที่มียิลด์ 106.52 กิโลกรัมต่อตันอ้อย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1 กิโลกรัมต่อตันอ้อย ส่งผลให้ช่วงระยะเวลา 102 วันที่มีการเปิดหีบอ้อย สามารถผลิตน้ำตาลทรายได้แล้วทั้งสิ้น 10.41 ล้านตัน

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Attawut Pislok เจ้าของร้านโวยวายคาเฟ่ได้ลงข้อความเชิญชวนให้ไปลิ้มลองอาหารลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน คือ ซูชิไข่มดแดง แต่ต้องสั่งจองล่วงหน้า 1 วัน ปรากฏว่ามีคนสนใจสั่งจองกันจำนวนมาก โดยร้านโวยวายคาเฟ่แห่งนี้ตั้งอยู่ในสวนดีปาร์ค ริมถนนสีหราชเดโชชัย ต.บ้านคลอง อ.เมืองพิษณุโลก เป็นร้านเล็กๆ ตกแต่งร้านสไตล์ศิลปินที่สวยงามแต่เรียบง่าย ขายกาแฟ น้ำปั่น สลัด ซูชิ โก๊ยเจ๋ง ปีกไก่หม่าล่า ยำต่างๆ เช่น ยำเบอร์รี่กุ้งสด ยำไข่แดงเค็ม ยำสาหร่าย และโวยวายเบอร์เกอร์ แต่ที่เป็นเมนูเด็ดเฉพาะกิจเวลานี้ก็คือ ซูชิไข่มดแดง และมะปรางปั่น

นายอรรถวุฒิ บุญจันทร์ อายุ 35 ปี เจ้าของร้านโวยวายคาเฟ่ เปิดเผยว่า ตนเรียนจบจากวิทยาลัยเพาะช่างจากกรุงเทพฯ จึงมีอาชีพหลักในการวาดภาพ ตอนแรกเช่าร้านเพื่อไว้สำหรับวาดภาพและรับรองเพื่อนศิลปินวาดภาพด้วยกัน แต่ด้วยร้านนี้เดิมเป็นร้านอาหารมีเคาน์เตอร์สำหรับทำอาหารอยู่แล้ว เลยขายกาแฟและอาหารด้วย เพราะตนชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ปู่และย่าสอนให้ทำอาหารทานเอง และตนก็ชอบทำด้วย เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาเห็นว่าที่ตลาดใต้ หรือตลาดสดเทศบาล 1 มีไข่มดแดงจำหน่าย ตนจึงคิดว่าน่าจะลองทำเป็นซูชิไข่มดแดงในรูปแบบก้อยทางอีสาน โดยคิดสูตรดัดแปลงเองด้วยการนำข้าวเหนียวมาแทนข้าวปั้น ห่อด้วยสาหร่ายแล้วปรุงไข่มดแดงกับน้ำยำที่คิดสูตรขึ้นมาเองแซ่บจัดจ้าน นำมาโรยบนหน้าข้าวเหนียวในห่อสาหร่าย ก็จะกลายเป็นซูชิไข่มดแดง ที่ให้รสชาติเหมือนกินก้อยกับข้าวเหนียวแต่เป็นไปในรูปแบบสไตส์ลูกครึ่ง คือ ญี่ปุ่นกับอีสาน ตอนนี้ผลตอบรับดีมากมีคนสั่งจองกันมากเลยทีเดียว

กรมส่งเสริมสหกรณ์สร้างวิทยากรถ่ายทอดความรู้ศาสตร์พระราชาสู่สมาชิกสหกรณ์ทุกอำเภอทั่วประเทศ คัดตัวแทนสมาชิกสหกรณ์จาก 5 ลุ่มน้ำในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ 230 ราย ฝึกปฏิบัติจากของจริงที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี เน้นเสริมสร้างการเรียนรู้วิธีการบำรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ การอนุรักษ์ป่าและแหล่งน้ำ การผลิตข้าวอินทรีย์ และการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ดำเนินชีวิตและพัฒนาสหกรณ์

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำโครงการสร้างวิทยากรตัวคูณภายใต้ศาสตร์พระราชา ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นงานสำคัญในการสร้างวิทยากรต้นแบบที่จะเข้ามาทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการน้อมนำศาสตร์พระราชาและหลักเศรษฐกิจพอเพียงให้กับบุคลากรของสหกรณ์ระดับอำเภอ โดยผู้เข้าอบรมแบ่งออกเป็น 2 รุ่น ๆ ละ 115 คน รวม 230 คน ประกอบไปด้วยผู้แทนของสหกรณ์ ในพื้นที่เป้าหมายในเขต 5 ลุ่มน้ำ ได้แก่ 1.ลุ่มน้ำปิง ตำบลบ้านทับ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ตำบลโป่งแดง อำเภอเมือง จังหวัดตาก 2.ลุ่มน้ำยม ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ตำบลขุนไกร อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย 3.ลุ่มน้ำน่าน ตำบลยอด อำเภอนาไร่หลวง อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ตำบลน้ำพี้ ตำบลป่าคาย อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ 4.ลุ่มน้ำป่าสัก ตำบลหนองแขม ตำบลวังจั่น อำภอโคกสำโรง ตำบลสระโบสถ์ อำเภอสระโบสถ์ ตำบลโคกเจริญ ตำบลโคกแสมสาร อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี และ 5.ลุ่มน้ำห้วยโสมง ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี

ระยะเวลาการฝึกอบรม คือ รุ่นแรก ระหว่างวันที่ 5-9 มี.ค.2561 และรุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 25-29 มี.ค.2561 ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติจริง เน้นการดูแลบำรุงดิน ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ การอนุรักษ์ป่าไม้และแหล่งน้ำธรรมชาติ การผลิตข้าวอินทรีย์ การดูแลสุขภาพด้วยวิถีแบบธรรมชาติ การผลิตไบโอดีเซลเพื่อเป็นพลังงานทดแทนและการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ ซึ่งคาดหวังว่าสมาชิกสหกรณ์ที่ผ่านการอบรมครั้งนี้จะสามารถนำความรู้และศาสตร์พระราชา ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้อย่างประสบสำเร็จ การวางแผนขยายผลสู่สมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อช่วยยกระดับความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ทั่วประเทศ

ผู้เข้ารับการอบรมวิทยากรตัวคูณภายใต้ศาสตร์พระราชา กรมฯคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถในการสื่อสาร สื่อความ ตอบคำถามได้อย่างเข้าใจ และรักในการเป็นวิทยากร พร้อมทั้งแสวงหาความรู้ใหม่อยู่เสมอ อีกทั้งต้องมี ความพร้อมในการทำหน้าที่เป็นวิทยากรตัวคูณ ถ่ายทอดความรู้เรื่องศาสตร์พระราชาภายในหน่วยงานของตนได้ ซึ่งตลอดระยะเวลาของการอบรมจะเน้นสร้างความเข้าใจถึงหลักและแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การสร้างกระบวนการ มีส่วนร่วม การสร้างภาวะผู้นำ การปรับเปลี่ยนวิธีคิดและสร้างจิตสำนึกใหม่แบบพึ่งตนเอง การเรียนรู้และเท่าทัน ในกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบัน

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ คาดหวังว่าผู้ผ่านการอบรมจะสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปถ่ายทอดแนวความคิดเรื่องศาสตร์พระราชาสู่สมาชิกสหกรณ์รายอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถให้ข้อเสนอแนะด้านการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการจัดทำแผนปฏิบัติงานและการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์ที่เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอสามารถนำความรู้ศาสตร์พระราชาไปใช้ปฏิบัติเห็นผลได้จริง และยกระดับสู่ความเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

จากกระแสโซเชี่ยลที่มีการเผยแพร่ข่าวประชาชนได้รับพิษปลากระเบนจนทำให้เกิดเนื้อตาย สร้างความตื่นตกใจให้กับผู้เลี้ยงมือใหม่ กรมประมงจึงออกโรงแจงเทคนิคการเลี้ยงและดูแลปลากระเบนทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ให้ถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นไปตามระเบียบไซเตส

โดยนายชำนาญ พงษ์ศรี รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กระเบนน้ำจืดและน้ำเค็มจะมีพิษอยู่บริเวณปลายเงี่ยงหาง ภาษาคนเลี้ยงทั่วไปจะเรียก ”เมือกพิษ” แต่ไม่ได้ร้ายแรงมาก เบื้องต้นคนที่ได้รับพิษจะมีอาการปวด แต่ไม่ต้องตกใจเพราะอาการปวดจะคล้ายกับที่เราโดนสัตว์มีพิษอื่นๆ ถ้าเทียบกับปลาก็เหมือนเงี่ยงปลาดุก ปลากด สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจะต้องสลายพิษออกไป จากร่างกายก่อน โดยผู้เลี้ยงปลากระเบนส่วนใหญ่จะใช้วิธีประคบร้อนบริเวณปากแผล โดยประคบไปเรื่อยๆจนกว่าอาการจะทุเลา บางรายจะใช้วิธีจุ่มแผลลงน้ำร้อนเท่าที่จะทนไหวทำไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ยังมีการใช้วิธีรีดพิษออกตรงจากแผลพิษปลากระเบนจะมีลักษณะเป็นเมือกสีคล้ำๆ ออกจากตัว หลังจากการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสร็จเรียบร้อยแล้วให้รักษาแผลแบบทั่วไปอาจจะใช้ยารักษาแผลสด และรักษาแผลให้แห้งอยู่เสมอ จะช่วยทำให้อาการจะดีขึ้น ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับอาการแพ้ของแต่ละคน บางคนแพ้มากก็จะปวดหลายวันบางคนแพ้น้อยจะปวดประมาณ 1-2 วันก็ทุเลาลง ในบางรายที่แผลมีขนาดใหญ่ อาจจะเกิดเนื้อตายบริเวณแผลต้องปรึกษาแพทย์ ซึ่งเมื่อรักษาหายแล้วเนื้อจะขึ้นมาใหม่ทดแทนเนื้อที่ตายไป

“คนที่เลี้ยงปลากระเบน หากเผลอไปโดนกระเบนทิ่มเข้าผิวหนัง ไม่ต้องตกใจให้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างที่แจ้งข้างต้น สำหรับบางรายที่มีอาการแพ้หนักและกังวลสามารถไปโรงพยาบาลเพื่อให้ทางแพทย์ช่วยดูแลไม่ให้แผลอักเสบหรือลุกลาม สำหรับผู้เลี้ยงปลากระเบนที่จะต้องให้อาหารหรือล้างตู้ปลาก็อาจจะมีการป้องกันไม่ให้โดนเงี่ยงปลาที่มีพิษที่บริเวณหาง ซึ่งผู้เลี้ยงส่วนใหญ่จะนิยมตัดปลายเงี่ยงหางออก(ตรงส่วนปลายที่แหลม) หรืออาจจะใช้สายออกซิเจนตัดเป็นท่อนเล็กๆเสียบเข้าไปบริเวณเงี่ยงหาง เวลาที่ต้องให้อาหารปลา ดูแลปลาหรือรบกวนปลาในบ่อจะป้องกันการโดนเงี่ยงปลากระเบนได้”

ด้านกฎหมายคุ้มครองปลากระเบน หลังจากที่คณะอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora : CITES) ได้ขึ้นทะเบียนปลากระเบนน้ำจืดอยู่บัญชีไซเตสหมายเลข 3 (Appendix III) กล่าวคือ เป็นปลาชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วขอความร่วมมือประเทศภาคีสมาชิกให้ช่วยดูแลการนำเข้า คือจะต้องมีหนังสือรับรองการส่งออก จากประเทศถิ่นกำเนิดปลากระเบน ดังนั้นการนำเข้า-ส่งออก หรือนำผ่าน จะต้องมีใบ Cites permit หรือ สป. 5

นางอรุณี รอดลอย หัวหน้ากลุ่มวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่ปลากระเบนน้ำจืดสกุล Potamotrygon spp. ได้รับการบรรจุอยู่ในบัญชีไซเตสหมายเลข 3 (Appendix III)
ทางกรมประมงได้มีการประชาสัมพันธ์แจ้งให้เกษตรกร ที่ต้องการส่งออกไปต่างประเทศมาแจ้งการครอบครองกับทางกรมประมง (ภายใน 15 มีนาคม 2560) ซึ่งหลังจากที่แจ้งครอบครองเรียบร้อยแล้ว หากผู้ประกอบการ บางรายต้องการที่จะเพาะขยายพันธุ์ปลากระเบน จะต้องมาขอขึ้นทะเบียนฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่อยู่ในอนุสัญญาไซเตส ซึ่งทางกรมฯ จะให้ทางฟาร์มจดบันทึกจำนวนปลาในฟาร์มที่เพาะพันธุ์ได้และแจ้งให้ทางกรมฯ ทราบเพื่อเก็บเป็นฐานข้อมูลประกอบการออกใบอนุญาต Cites permit หรือ สป. 5 ดังนั้นหากเกษตรกรขึ้นทะเบียน

ทะเบียนถูกต้องก็จะสามารถส่งออกปลากลุ่มนี้ได้ โดยมาขออนุญาตส่งออกจากทางกรมประมง ทางเกษตรกรจะได้รับใบ Cites permit หรือ สป. 5 ก็จะสามารถส่งออกสัตว์น้ำที่อยู่ในอนุสัญญาไซตสได้ เช่นเดียวกันกับการนำเข้าสัตว์น้ำหรือปลาที่ขึ้นทะเบียน บัญชีไซเตสหมายเลข 3 ทางกรมประมงจะต้องดูใบ Cites permit จากประเทศต้นทาง เพื่อเป็นการช่วยกันดูแล และอนุรักษ์ สัตว์น้ำที่ถูกจัดอยู่ในบัญชีไซเตส ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกคุกคามจนอาจสูญพันธุ์

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมประมงได้รายงานผลการประชุมคณะกรรมการจัดสรรใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์รอบปีการประมง 2561-2562 โดยที่ประชุมได้มีมติหกำหนดวันการจับปลาทั้ง 3 ระดับ คือ ประมงหน้าดิน ประมงผิวน้ำ และประมงกะตัก บริเวณฝั่งทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ซึ่งเพิ่มจำนวนวันการทำประมงจากรอบปี 2559-2560 ประเภทละอีก 20 วัน

แยกเป็น ฝั่งอ่าวไทย ทำประมงหน้าดินปี 2561-62 จำนวน 240 วัน จากเดิมในปี 2559-60 จำนวน 220 วัน ทำประมงผิวน้ำ ปี 2561-62 จำนวน 240 วัน จากเดิมในปี 2559-60 จำนวน 220 วัน และประมงกะตัก ปี 2561-62 จำนวน 255 วัน จากเดิมในปี 2559-60 จำนวน 235 วัน

ขณะที่ฝั่งอันดามัน ทำประมงหน้าดินปี 2561-62 จำนวน 270 วัน จากเดิมในปี 2559-60 จำนวน 250 วัน ทำประมงผิวน้ำ ปี 2561-62 จำนวน 255 วัน จากเดิมในปี 2559-60 จำนวน 235 วัน และประมงกะตัก ปี 2561-62 จำนวน 225 วัน จากเดิมในปี 2559-60 จำนวน 205 วัน

ทั้งนี้ เรือประมงพาณิชย์สามารถรับใบอนุญาตการทำประมงที่กำหนดรอบวันทำประมงรอบปี 2561-2562 ได้ที่สำนักงานประมงอำเภอ 22 จังหวัดชายทะเลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (16 มี.ค. 2561) เป็นต้นไป ซึ่งใบอนุญาตเดิมจะหมดอายุในวันที่ 1 เม.ย.นี้

“การเพิ่มวันทำประมงครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู ระหว่างรัฐบาล ชาวประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผลให้การประมงเริ่มมีทิศทางเข้าสู่การทำประมงที่ยั่งยืนตามเป้าหมายของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องยึดแนวทางการทำงานที่ได้ดำเนินการมาและพัฒนาปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่อไป เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำของไทยเกิดความยั่งยืนเพียงพอต่อการคงไว้ซึ่งอาชีพประมง การทำประมง และอุตสาหกรรมประมงให้สามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้”

ประเทศไทย โดยการยางแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “ถนนผสมยางพาราและศักยภาพการใช้ยาง” เชิญประเทศสมาชิกในสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) ร่วมสัมมนา เน้นสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกฯ เพื่อต่อยอด – พัฒนางานวิจัยถนนผสมยางพาราและเพิ่มศักยภาพการใช้ยาง

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง ในฐานะประธานเปิดงานสัมมนาฯ เผยว่า สมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) ได้เล็งเห็นและตระหนักถึงการส่งเสริมการใช้ยางในกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการนำยางพาราไปใช้ในกิจกรรมหรืออุตสาหกรรมคมนาคม จึงมอบให้ประเทศไทย โดยการยางแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนาเรื่อง ถนนผสมยางพาราและศักยภาพการใช้ยาง (Seminar on Economics of Rubberized Roads) ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์การศึกษา วิจัย และพัฒนาถนนยางพารา ซึ่งเป็นการสัมมนาร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสมาชิกสมาคม ประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ ได้แก่ บังคลาเทศ ปาปัวนิวกีนี ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย รวมถึงสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB) ทั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ทูตพาณิชย์ สถานทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ด้วย

นายณกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาฯ ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ ผลักดันผลจากการนำงานวิจัยไปสู่ภาคปฏิบัติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มยางพาราในเชิงพาณิชย์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งนอกเหนือไปจากการแลกเปลี่ยนความรู้ ยังมีการศึกษาดูงาน การผลิตยาง master batch (ยางผสม) และโรงงานผสมยางพาราในเชิงพาณิชย์ ตลอดจน การเยี่ยมชนถนนยางพาราของกรมทางหลวง ทั้งหมดนี้เป็นการนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ และเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้น

“การส่งเสริมและสนับสนุนการนำยางพารามาผสมเพื่อทำถนน เป็นการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศและโลกให้สูงขึ้น ถือเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ช่วยส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐด้วย ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ หากทุกประเทศต่างร่วมมือกันพัฒนางานวิจัย ให้สามารถเกิดการนำไปใช้ได้จริง จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีพการทำสวนยาง การแปรรูปในภาคอุตสาหกรรมยาง ตลอดจนวงการยางพาราทั้งปัจจุบันและในอนาคต” รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวทิ้งท้าย

หลังปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาเป็น “ประยุทธ์ 5” เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2560 รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับราคาสินค้าเกษตรเป็นพิเศษ โดยเฉพาะยางพารา ที่ พล.อ.ประยุทธ์ลั่นวาจาต้องแก้ปัญหาราคาตกต่ำให้เห็นเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน

เมื่อนายกฤษฎา บุญราช เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เสนอ 6 มาตรการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำต่อคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) และ ครม. ก่อนส่งท้ายปีเก่า 2560 ได้แก่ 1) มาตรการการให้สินเชื่อผู้ประกอบกิจการยางแห้งวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะซื้อยางได้ประมาณ 3.5 แสนตัน รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 3% ต่อปี 2) มาตรการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐเป้าหมาย 2 แสนตันต่อปี 3) มาตรการควบคุมผลผลิต โดยมีเป้าหมายลดผลผลิตจากเกษตรกรเร่งโค่นยางไปปลูกพืชอื่นในช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ จะได้รับเงินเร็วเพิ่มขึ้นอีกรายละ 4,000 บาท เป้าหมาย 2 แสนไร่ และให้หน่วยงานรัฐที่มีสวนยางหยุดกรีดยางประมาณ 1 แสนไร่

4) มาตรการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยาง วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ย สถาบันเกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยจริงเพียง 0.01% ต่อปี 5) มาตรการชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี ให้สินเชื่อสถาบันเกษตรกรรวบรวมยางวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และ 6) มาตรการชดเชยดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบกิจการผลิตภัณฑ์ยางวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ใช้ในการขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักร

ยังไม่รวมความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย จับมือกันลดการส่งออกยางในไตรมาสแรกปีนี้ รวม 3.5 แสนตัน โดยไทยลดส่งออก 2 แสนตันเศษ อินโดนีเซีย 9.5 หมื่นตัน และมาเลเซีย 2 หมื่นตัน ทั้งนี้มาตรการทั้ง 6 และการลดการส่งออกมีเป้าหมายในการผลักดันราคายางขึ้นสู่เป้าหมาย กก.ละ 60 บาท

อย่างไรก็ตาม ราคายางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่ประมูลผ่านตลาดกลางในเดือน ม.ค.-ก.พ. 2561 ราคาส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง กก.ละ 43-47 บาทเท่านั้น ทำให้ผู้บริหารในรัฐบาลชุดนี้วิตกว่า หากมีการเปิดกรีดยางฤดูใหม่ในเดือน พ.ค.ศกนี้เป็นต้นไป ยางที่จะออกสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ จะส่งผลให้ราคาทรุดตัวลงมาได้ อาจได้เห็นยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาตกต่ำหนักสุดท้ายเหลือเพียง กก.ละ 33 บาท เหมือนในช่วงเดือน ก.พ. 2559 กลับมาอีกก็ได้ ซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อรัฐบาลที่จะมีการจัดการเลือกตั้งภายในต้นปี 2562

ดังนั้น จึงเหลือไม่กี่ทางเลือกที่จะดันราคายางให้สูงกว่าต้นทุนการผลิต กก.ละ 64.90 บาท คือ ชาวสวนยางต้องขายยางให้ถึง กก.ละ 80 บาท พอเหลือกำไรให้จับจ่ายใช้สอยในครัวเรือน หนีไม่พ้นการให้ชาวสวนยางหยุดกรีดยาง เพื่อลดซัพพลายผลผลิตส่วนที่เกินความต้องการทั่วโลกประมาณปีละ 3-4 แสนตันออกไป และลำพังไทยหยุดกรีดเพียงประเทศเดียว การดันราคายางขึ้นสู่ กก.ละ 80 บาท อาจจะไม่ได้ผลหรือต้องใช้เวลานานรวมทั้งใช้งบประมาณมากเกินไป เพราะการให้ชาวสวนยางหยุดกรีดยาง ก็ต้องมีการจ่ายชดเชยรายได้

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯได้วางแผนหยุดกรีดไว้ 2 แนวทาง คือ หยุดกรีด 3 เดือน จำนวน 3 ล้านไร่ จะจ่ายชดเชยให้ชาวสวนรายละ 4,500 บาท ไม่เกินรายละ 10 ไร่ หรือแนวทางหนึ่งคือหยุดกรีดยางทั้งปี ซึ่งใน 1 เดือนจะกรีดยาง 15 วัน หยุดกรีด 15 วัน แต่ทั้ง 2 แนวทางยังไม่ยุติ ต้องนำไปพิจารณาโดยละเอียดอีกรอบ

ขณะที่การหารือระหว่างไทยกับทูตตัวแทนประเทศผู้ผลิต ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2561 มีอินโดนีเซียเท่านั้นที่ให้ความสนใจในมาตรการนี้เป็นพิเศษ เพราะมีพื้นที่ให้ผลผลิตยางเป็นอันดับสองรองจากไทยประมาณ 4 ล้านตัน และเกษตรกรชาวสวนยางมีอาชีพเสริมไว้รองรับราคายางตกต่ำ ขณะที่ไทยมีผลผลิตยางปีละ 4.5-4.6 ล้านตัน ส่วนเวียดนามและมาเลเซียมีผลผลิตยางใกล้เคียงกันประมาณปีละ 1 ล้านตันบวกลบ เมื่อหักการใช้ในประเทศเหลือส่งออกไม่มาก โดยเฉพาะมาเลเซียที่นำเข้าน้ำยางสดจากไทยปีละหลายแสนตันไปผลิตถุงมือยาง

หาก 4 ประเทศร่วมมือกันหยุดกรีดยางได้จริง จะลดซัพพลายยางที่ล้นตลาดได้มาก การดันราคายางขึ้นสู่เป้าหมาย กก.ละ 80 บาทย่อมทำได้ แต่ถ้าความร่วมมือทั้ง 4 ประเทศล้มเหลว ไทยทำเพียงประเทศเดียว เป้าหมายราคา กก.ละ 80 บาทอาจล้มเหลว มหากาพย์การแก้ปัญหาราคายางตกต่ำอาจยืดเยื้อต่อไปอีกนาน หลังจากที่ราคายางตกต่ำต่อเนื่องจาก กก.ละ 180 บาท มาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2554 ซึ่งกินเวลายาวนานมากว่า 7 ปี

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2560 ได้มีมติสั่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำอย่างเร่งด่วนภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะยางพาราที่ค้างอยู่ในสต๊อก 1 แสนตัน ให้นำไปใช้ในหน่วยงานรัฐให้มากขึ้น และจะไม่มีนโยบายนำยางที่ค้างสต๊อกมาขายแข่งในตลาดอย่างแน่นอน