ใช้งบสะสมกระตุ้นศก.ยังติดขัด สภาอปท.ขัดแย้ง-ไม่เห็นชอบ

“อ.สถ.” แนะส่งเสริมใช้ยางพารา นายสุทธิพงศ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (อ.สถ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สถ.ได้เร่งซักซ้อมวางระเบียบแบบแผนและแนวทางให้ อปท.ใช้งบประมาณตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดอย่างเข้มงวด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หน่วยงานตรวจสอบภายใน สถ. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบ หาก อปท.แห่งใดทำผิดกฎระเบียบหรือใช้งบฯ ไม่โปร่งใส ขอชี้แจงว่าระยะเวลาในการตรวจสอบสามารถทำได้ แม้ว่าผู้บริหาร อปท.จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว ผู้เกี่ยวข้องจะสามารถเรียกเงินคืนได้หากพบความผิดชัดเจน

นายสุทธิพงศ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สถ.ได้แจ้งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ กรณีการใช้งบฯ สะสมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล โดยแจ้งเวียนครั้งที่ 2 เนื่องจากแนวทางที่กำหนดยังไม่เห็นผลชัดเจน ขณะที่ สถ.เน้นแนวทางให้ อปท.ส่งเสริมการการใช้วัตถุดิบยางพารา ยอมรับว่าขณะนี้ยังมีสัดส่วนการใช้ยางพาราของ อปท.ประมาณ 1 หมื่นตัน เท่านั้น ไม่สามารถกระตุ้นให้ราคายางสูงขึ้นได้ตามเป้าหมาย ส่วนการใช้งบฯ สะสมยอมรับว่า หาก อปท.บางแห่งไม่ได้กำหนดไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น ก็ไม่สามารถนำมาใช้จ่ายได้เพื่อป้องกันไม่ให้ สตง.ทักท้วง

นายศักดิพงศ์ ธรรมอาชวกุล ประธานสมาพันธ์ปลัดเทศบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การใช้จ่ายเงินสะสมของเทศบาลขนาดใหญ่บางแห่งในภาคอีสาน ฝ่ายบริหารเสนอ 38 โครงการ ขออนุมัติใช้จ่ายเพียง 39 ล้านบาท ขณะที่เงินสะสมมีกว่า 2,000 ล้านบาท แต่สมาชิกสภาเทศบาลไม่ให้ความเห็นชอบ เนื่องจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีความขัดแย้งเป็นตัวอย่างของปัญหาของการใช้งบฯ สะสม ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล

นายทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล ประธานมูลนิธิปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวทางการใช้งบฯ สะสมของ อปท.เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ผ่านมามีปัญหาในการใช้จ่ายพอสมควร ทำให้การใช้งบฯ ส่วนนี้มีไม่มาก ไม่เป็นไปตามเป้า เนื่องจากต้องใช้จ่ายตามความจำเป็นในวาระเร่งด่วน ขณะที่การบริหารงานโครงการต่างๆ จะใช้งบฯ ปกติที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนา ดังนั้น หากรัฐบาลประสงค์จะให้ อปท.ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรยกเว้นการใช้ระเบียบสำหรับ อปท.ที่มีงบฯ สะสมจำนวนมาก เพื่อตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม จากนั้นกำหนดให้นำงบฯ ไปทำโครงการที่เป็นไปตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ในระยะสั้นเพื่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง อนุญาตให้เอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย 3 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐไนจีเรีย สหภาพยุโรป และสาธารณรัฐเปรู เข้าพบและหารือด้านความร่วมมือทางการเกษตร ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับเอกอัครราชทูตทั้ง 3 ประเทศ โดย กระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้ความร่วมมือและการสนับสนุนด้านวิชาการในด้านต่างๆ อันจะส่งผลอันดีต่อการขยายความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกันในอนาคต

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ได้หยิบยกหารือ ประกอบด้วย 1. ประเทศไทยสนับสนุนการฝึกอบรมทางวิชาการด้านเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปข้าวแก่สาธารณรัฐไนจีเรีย ซึ่งประเทศไทยขอให้ไนจีเรียส่งข้อเสนอโครงการผ่านกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (Thailand International Cooperation Agency : TICA)

นอกจากนี้ ประเทศไทยหารือเกี่ยวกับการขยายตลาดสินค้าสัตว์ปีกจากไทยไปไนจีเรีย เนื่องจากเมีโอกาสในการนำเข้า มีประชากรมุสลิมร้อยละ 50 ของประชากรทั้งหมด (180 ล้านคน) และไทยมีสินค้าฮาลาลที่ได้มาตรฐานสากล 2. เอกอัครราชทูต สหภาพยุโรป แสดงความชื่นชมในความร่วมมือระหว่างอียู และกรมปศุสัตว์ ในคณะทำงานอย่างไม่เป็นทางการ (informal contact group) ติดตามประเด็นเร่งด่วนด้านสุขอนามัยและพืชเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ พร้อมนี้ อียู ยังชื่นชมการทำงาน ในการแก้ไขปัญหาประมง IUU ของไทย

3. กระทรวงเกษตรฯ แจ้งความคืบหน้าของการเดินทางไปตรวจรับรองอะโวกาโดจากประเทศเปรู ก่อนการส่งออกในช่วงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ และได้มอบหมายกรมวิชาการเกษตร พิจารณาการเปิดตลาดให้กับเปรูตามกระบวนการ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งรัดการ จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านหม่อนไหม ในการ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี (know-how) ที่แต่ละฝ่ายมีความ เชี่ยวชาญ

วันน้ำโลกปีนี้จัดใต้แนวคิด “วิถีน้ำ วิถีธรรมชาติ” เน้นจัดการน้ำในทุกด้านแบบยั่งยืน สำรวจพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำ ปีนี้เสี่ยงสูง คือ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ สายด่วน Green Call 1310 กด 5 ติดตามสถานการณ์น้ำได้ 24 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงว่า ปี 2561 สหประชาชาติได้กำหนดหัวข้อการจัดการวันน้ำโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 22 มีนาคม ว่า “Nature-based Solutions for Water” และเพื่อให้สอดคล้องกับหัวข้อของสหประชาชาติปีนี้ ประเทศไทยจึงมีการจัดงานสัปดาห์อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำแห่งชาติและวันน้ำโลกขึ้น ภายใต้แนวคิด “วิถีน้ำ วิถีธรรมชาติ” โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญเรื่องการจัดการน้ำในทุกด้านอย่างยั่งยืน ด้วยวิถีทางธรรมชาติ ตามแนวทางศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ภายในงานจะมีเวทีปาฐกถา และเสวนา เรื่องการจัดการน้ำจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีประสบการณ์ และนักวิชาการด้านการจัดการน้ำ นอกจากเวทีเสวนาแล้ว กรมทรัพยากรน้ำได้นำสินค้าจากกลุ่มเกษตรกรภายใต้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำของ ทส. ร่วมจำหน่ายในราคาย่อมเยา

นายวรศาสน์ กล่าวว่า ทส.ได้ดำเนินการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวงมหาดไทยจะรับผิดชอบโครงการที่มีขนาดความจุต่ำกว่า 2 ล้าน ลบ.ม. (ลูกบาศก์เมตร) จำนวน 3,013 แห่ง ทส.รับผิดชอบในโครงการที่มีขนาดความจุที่เกินกว่า 2 ล้าน ลบ.ม. จำนวน 469 แห่ง ทั้งนี้ โครงการพัฒนาระบบกระจายน้ำดังกล่าว จำนวน 3,482 โครงการ จะเป็นแหล่งน้ำที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้และครอบคลุมการใช้ทั้ง 3 ฤดู

“สำหรับการเตรียมการรับภัยแล้ง ปีนี้ กรมทรัพยากรน้ำได้ประเมินความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่นอกเขตชลประทานระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2561 คาดว่ามีความต้องการใช้น้ำประมาณ 3,994 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่นอกเขตชลประทานมีอยู่ประมาณ 3,681 ล้าน ลบ.ม. ขณะเดียวกัน กรมทรัพยากรน้ำร่วมกับกรมชลประทานได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งระดับอำเภอทั้งในพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่ในเขตชลประทาน พบว่า มีพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งใน 23 จังหวัด 74 อำเภอ

โดยส่วนมากมีความเสี่ยงในระดับปานกลาง ยกเว้นอำเภอเดียวที่มีความเสี่ยงสูง คือ อำเภอ ท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ และเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน กรมทรัพยากรน้ำได้ จัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องจักร และเครื่องมือต่างๆ ประจำในพื้นที่พร้อมช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ประกอบด้วย รถยนต์บรรทุกน้ำ จำนวน 106 คัน เครื่องสูบน้ำ จำนวน 304 เครื่อง รถแจกจ่ายน้ำ จำนวน 22 คัน ตู้ผลิตน้ำดื่ม จำนวน 6 เครื่อง และเครื่องผลิตน้ำประปา จำนวน 6 เครื่อง นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อให้มีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น

โดยระหว่างปี พ.ศ. 2557-2560 มีแหล่งน้ำที่ใช้ในการบรรเทาปัญหาภัยแล้ง จำนวน 3,658 โครงการ ซึ่งสามารถจัดหาน้ำเพิ่มเติมได้ 1,003 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนได้รับประโยชน์ 2.69 ล้านครัวเรือน และสนับสนุนพื้นที่การเกษตรได้ 652,373 ไร่ นอกจากนี้ กรมทรัพยากรน้ำได้บูรณาการข้อมูลกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และได้เตรียมความพร้อมของจุดจ่าย น้ำบาดาลถาวร จำนวน 89 แห่ง ทั่วประเทศ นอกเขตชลประทาน จำนวน 52 แห่ง และอยู่ในเขต ชลประทาน จำนวน 37 แห่ง ขอรับความช่วยเหลือได้ทางสายด่วน Green Call 1310 กด 5 และสามารถติดตามสถานการณ์น้ำได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทาง www.dwr.go.th

‘สนธิรัตน์’ นั่งปธ.ประชุม นบขพ. เห็นชอบตั้งคณะอนุกรรมการฯ หาทางออกปมร้อน ‘โรงงานอาหารสัตว์’ ขอลดมาตรการซื้อข้าวโพด 3 ส่วน แลกสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน ขีดเส้น 30 วัน สรุป

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2561 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบในการจัดตั้งคณะอนุกรรมการทำงานซึ่งมีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน เพื่อศึกษาและพิจารณาความเป็นไปได้ ในการหามาตรการที่เหมาะสมเข้ามาดูแลมาตรการนำเข้าข้าวสาลี เพื่อใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ รวมถึงมาตารการทางภาษี ให้ระยะเวลาในการศึกษา 30 วัน ก่อนที่จะนำมาเสนอที่ประชุม นบขพ. พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับคณะอนุกรรมการที่จัดตั้งขึ้นมานั้น จะต้องไปศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการที่เหมาะสม จากเดิมที่มีมาตรการซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร 3 ส่วน เพื่อแลกสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน (มาตรการ 3:1)

พร้อมกันนี้ยังได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการอีก 1 ชุด ซึ่งมีอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานในการพิจารณาการขยายการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย ทั้งหมดนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรภายในประเทศ รวมไปถึงวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ด้วย “จะขึ้นภาษีเท่าไร จะใช้มาตรการอย่างไร ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ต้องรอให้คณะอนุกรรมการ ได้ทำงานและศึกษามาก่อน และมาตรการที่จะออกมา จะมีระยะเวลาการใช้เท่าไรก็ต้องรอให้มีการศึกษาอย่างรอบคอบด้วยเช่นกัน ต้องขอเวลาในการทำงานก่อน”

สำหรับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขณะนี้ อยู่ที่ราคา 10 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่ผลผลิตที่คาดออกมาอยู่ที่ 4.7 ล้านตัน ดังนั้น กรมการค้าภายในจึงต้องการดูแลข้าวโพดให้เกิดเสถียรภาพทั้งระบบและก็ต้องติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

กรมการค้าภายใน จับมือ ธ.ก.ส. ระบายข้าวเปลือก 9 แสนตัน หลังสิ้นสุดโครงการชะลอเก็บเกี่ยวฝากเก็บยุ้งฉางปี 60/61 เร็วๆ นี้ พร้อมยืนยันราคาข้าวถุงไม่ได้ปรับขึ้น แค่ลดโปรโมชั่น

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้กรมฯ อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เพื่อเตรียมนำข้าวเปลือกที่เข้าโครงการชะลอเก็บเกี่ยวข้าวนาปี (ยุ้งฉาง) ปีการผลิต 2560/2561 ปริมาณ 900,000 ตัน ออกมาระบายสู่ตลาด ว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อไม่ให้กระทบต่อตลาดโดยรวม อีกทั้งไม่ให้ข้าวที่ออกมากระจุกตัวจนเกินไป ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปและสามารถนำข้าวออกมาระบายได้ในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ ข้าวที่เข้าร่วมโครงการนั้นสามารถนำเอาออกมาระบายได้แล้ว เนื่องจากครบกำหนดเงื่อนไข 1 เดือน อีกทั้งขณะนี้ราคาข้าวปรับตัวดีขึ้น จากราคาที่เกษตรกรนำเข้าร่วมโครงการที่กำหนด ราคาอยู่ที่ 10,800 บาท ต่อตัน โดยการนำข้าวออกมาระบายนั้นสามารถดำเนินการได้ ทั้งผ่านช่องทางของ ธ.ก.ส. เอง รวมไปถึงเกษตรกรที่ต้องการไถ่ถอนและนำไปจำหน่ายได้ ซึ่งได้กำหนดระยะเวลาไถ่ถอนไว้ 5 เดือน

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า กรณีที่ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปีนี้ปรับขึ้นไป เฉลี่ยตันละ 17,000 บาท ส่งผลให้ราคาข้าวสารหอมมะลิปรับขึ้นไป ตันละ 33,000 บาท ไม่ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการข้าวถุงปรับขึ้นราคา แต่ที่อาจจะเห็นข้าวถุง (ขนาด 5 กก.) ราคาถุงละเกินกว่า 200 บาท เนื่องจากการปรับลดโปรโมชั่นลงของห้างสรรพสินค้า ห้างโมเดิร์นเทรดทำให้ผู้ผลิตจึงต้องปรับมาขายในราคาเดิมเท่ากับที่จำหน่ายช่วงปกติ

“กรมฯ ยังยืนยันว่า ราคาข้าวถุงในขณะนี้อยู่ในระดับราคาที่มีเสถียรภาพไม่มีการปรับขึ้นเกินไป แต่หากพบว่ามีการปรับขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนมาได้ที่ สายด่วน 1569 กรมฯ พร้อมที่จะเข้าตรวจสอบทันที และหากผู้ประกอบการจะมีการปรับขึ้นราคาก็ต้องให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง และขึ้นในระดับราคาที่เหมาะสม ส่วนสถานการณ์ราคาข้าวนั้น ระยะต่อไปอาจจะมีปรับขั้นบ้างตามสถานการณ์ของตลาดและผลผลิต แต่อย่างไรก็ดี ทางผู้ผลิตนั้นยืนยันว่าปริมาณข้าวถุงมีอยู่ในสต๊อก และราคาข้าวถุงไม่ได้มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างไร”

สำหรับราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่กรมการค้าภายในสำรวจล่าสุด ราคา 15,000-17,000 บาท ต่อตัน ข้าวเจ้า ราคา 7,900-8,000 บาท ต่อตัน ข้าวเหนียว ราคา 9,500 -11,000 บาท ต่อตัน ข้าวหอมปทุม ราคา 10,300-14,000 บาท ต่อตัน ส่วนราคาข้าวสารหอมมะลิ 33,700-33,800 บาท ต่อตัน ข้าวสารขาว 5% ราคา 11,700-11,800 บาท ต่อตัน ข้าวเหนียว 19,600-19,900 บาท ต่อตัน

ขณะที่คาดการณ์ผลผลิตข้าวปี 2561/2662 จะมีปริมาณ 30.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากผลผลิตข้าวทั้งปี 2560/2561 ซึ่งมีปริมาณ 29.53 ล้านตัน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลป่วน จัดประชุมด่วน หลัง “น้ำตาลครบุรี” ส่งจม.ด่วนถึงกองทุนอ้อย-กระทรวงอุตฯ-พาณิชย์ ชี้ประกาศเข้าข่าย “เสี่ยงไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เพียบ
แหล่งข่าวจากวงการอ้อยน้ำตาล เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้เกิดปัญหาความปั่นป่วนอย่างหนักในการลอยตัวราคาน้ำตาล เพราะภาครัฐไม่สามารถหาข้อยุติเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องให้กับโรงงานน้ำตาล และชาวไร่อ้อยได้ โดยเฉพาะประกาศต่างๆ ที่ออกมาทางโรงงานน้ำตาลส่วนใหญ่เห็นว่า อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจทำให้ผิดข้อตกลงกับบราซิลและองค์การการค้าโลก (WTO) เพราะรัฐบาลยังคงควบคุมราคา และให้การอุดหนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ดังนั้น สมาคมโรงงานน้ำตาลไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตน้ำตาลไทย และสมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาลได้นัดประชุม เพื่อหารือเรื่องดังกล่าวในสัปดาห์นี้

หลังรัฐบาลใช้ ม.44 ประกาศลอยตัวราคาน้ำตาลทราย เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 61 ให้ยกเว้นการใช้บังคับมาตรา 17 (18) ของ พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 เรื่องหลักเกณฑ์การจำหน่ายและกำหนดราคาน้ำตาลทรายภายในประเทศ แต่ในวันที่ 23 ม.ค. 61 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามในประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 21 เรื่องการกำหนดราคาและหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการจำหน่ายน้ำตาลทราย โดยให้ผู้ประกอบการจำหน่ายน้ำตาลทรายไม่สูงกว่าราคาที่กำหนด โดยราคาขายปลีกน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ 22.85 บาท/กก. น้ำตาลทรายขาว 21.35 บาท/กก. และน้ำตาลทรายขาว สีรำที่ 21.35 บาท/กก. และให้บวกภาชนะบรรจุได้ไม่เกิน 0.75 บาท/กก.

และในวันที่ 6 ก.พ. 61 นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการ คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ได้ออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เรื่องราคาส่วนต่างระหว่างราคาเฉลี่ยของน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักรที่ขายได้จริงในหนึ่งเดือนกับราคาน้ำตาลทรายขาวตลาดลอนดอน หมายเลข 5 บวกพรีเมี่ยมน้ำตาลทรายไทยที่เกิดขึ้นในหนึ่งเดือนประจำเดือน ม.ค. 61 เพื่อจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยฯ สรุปได้ว่า สอน. ได้สำรวจราคาน้ำตาลทรายขาวภายในประเทศ เฉลี่ยราคา 17.22 บาท/กก. น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เฉลี่ย 18.33 บาท/กก. ทำให้มีผลต่างน้ำตาลทรายขาวเดือน ม.ค. 61 ที่ราคา 5.19 บาท/กก. และผลต่างน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ 5.95 บาท/กก. และให้โรงงานนำส่งเงินส่วนต่างเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ภายในวันที่ 15 ก.พ. 61

ล่าสุด นายทัศน์ วนากรกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ. น้ำตาลครบุรี ได้ทำหนังสือถึงกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายและส่งสำเนาถึง กอน., คณะกรรมการบริหาร และรัฐมนตรีว่าการ 3 กระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อโต้แย้งและขอให้ทบทวนหนังสือกองทุนอ้อยฯ ที่ ว.013/2561 ลงวันที่ 8 ก.พ. 2561 เนื่องจากเป็น บมจ. ไม่อาจดำเนินการที่เป็นการเสี่ยงว่าจะขัดต่อกฎหมายหลายประการได้ จึงขออุทธรณ์คำสั่งตามประกาศของ สอน. เรื่องราคาส่วนต่างฯ และขอเรียกเงินที่ส่งกองทุนอ้อยฯ 46,073,766 บาทคืน โดยขอคิดดอกเบี้ย ร้อยละ 15 และขอให้พิจารณาประกาศ และระเบียบต่างๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

สำหรับ 4 เรื่อง ที่เสี่ยงจะขัดต่อกฎหมายตามที่ บมจ. น้ำตาลครบุรี ยื่นจม.มา พอสรุปใจความว่า คือ 1.ช่วงเวลาที่ถูกนำมาใช้คำนวณราคาส่วนต่าง ตามระเบียบ ข้อ 5 กำหนดว่า ให้ สอน. ดำเนินการสำรวจหาราคาเฉลี่ยของน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักรที่ขายได้จริงในหนึ่งเดือนเป็นประจำทุกเดือน แต่การสำรวจราคาเฉลี่ยเดือน ม.ค. 61 เกิดขึ้นช่วงวันที่ 15-31 ม.ค. 61 หลังประกาศลอยตัวไม่ครบ 1 เดือน จึงขัดต่อระเบียบ ย่อมมิอาจเป็นราคาเฉลี่ยที่ใช้เป็นตัวแปรในการคำนวณส่วนต่างที่บริษัทต้องชำระเงินเข้ากองทุนได้ หนังสือของกองทุนอ้อยฯ ย่อมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ

2.ราคาเฉลี่ยของน้ำตาลทรายที่ขายได้ในราชอาณาจักรมิใช่ราคาที่ขายได้จริง เนื่องจาก สอน. มิได้เรียกร้องให้บริษัทหรือโรงงานอื่นใดนำส่งเอกสารหรือหลักฐานเกี่ยวกับราคาขายที่แท้จริง ไม่ปรากฏหลักเกณฑ์วิธีการที่ชัดเจน เป็นราคาที่ สอน. สำรวจขึ้นเองจากการสุ่มสำรวจด้วยวิธีการที่ไม่ชัดเจน ไม่เป็นที่ยอมรับของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงมิใช่ราคาที่แต่ละโรงงานขายได้อย่างแท้จริง จึงเป็นราคาเฉลี่ยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หนังสือของ สอน. ที่ประกาศเดือน ม.ค. 61 เรียกให้บริษัทนำส่งราคาส่วนต่างเข้ากองทุนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3.ราคาส่วนต่างตามประกาศเดือน ม.ค. 61 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจจะขัดกับ มาตรา 50 พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า 2560 ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดกระทำการในลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด…ปรากฏชัดเจนว่า สอน. มิได้สำรวจราคาเฉลี่ยของน้ำตาลทราย แต่เป็นการสุ่มสำรวจ เป็นการเปิดช่องกำหนดราคาขายน้ำตาลอย่างไม่เป็นธรรม อาจจะเป็นความผิดอาญา มาตรา 27 พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้าฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน ร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือทั้งจำทั้งปรับ

4.หลักเกณฑ์ว่าด้วยการเรียกเก็บราคาส่วนต่างตามระเบียบเป็นหลักเกณฑ์ที่ขัดต่อกฎหมาย เพราะมีลักษณะใกล้เคียงกับการเก็บเงินเข้ากองทุน 5 บาท จากน้ำตาลโควต้า ก. ในอดีตที่ยกเลิกไปแล้ว ซึ่งเข้าข่ายการอุดหนุนการส่งออก และขัดต่อพันธกรณีของ WTO ที่บราซิลฟ้องร้องไทยอยู่ หลักเกณฑ์การคำนวณราคาส่วนต่างจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับเจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร จากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. เข้าตรวจสอบ บริษัท เอ็ม จี ที แพลนท์โกรท จำกัด เลขที่ 285/7 หมู่ที่ 5 ต.ท่าระหัด อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ตามที่ได้รับแจ้งเบาะแส

ซึ่งจากการเข้าตรวจสอบ พบว่ามีไว้ในครอบครองและจำหน่ายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 5 รายการ และพบการผลิตปุ๋ยเคมีทีไม่มีการขอขึ้นทะเบียน จำนวน 5 รายการ เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตร จึงดำเนินการอายัดวัตถุอันตรายที่ไม่ถูกต้อง จำนวน 428 กิโลกรัม 4,440 ลิตร และอายัดปุ๋ยที่ไม่มีทะเบียน จำนวน 18,043 กิโลกรัม 956 ลิตร รวมมูลค่าประมาณ 13 ล้านบาท และเก็บตัวอย่างวัตถุอันตรายและปุ๋ยเคมี เพื่อไปตรวจสอบคุณภาพ จำนวน 10 รายการ

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นพบประเด็นความผิด ดังนี้

1. มีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ

2. จำหน่ายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ