ใช้จอบเล็กๆ หน้าบางๆ ขูดเปลือกลำต้นให้เห็นแผลเชื้อราใช้

พลาสติกรองรับเปลือกที่ขูดเชื้อราออกเพื่อนำไปเผาทำลาย ถ้าปล่อยให้ร่วงลงโคนต้นจะลาม ทำให้เกิดโรครากเน่าจากเชื้อราได้
เตรียมอุปกรณ์พ่นแก๊ส ใช้แก๊สเป็นกระป๋องและใส่หัวสเปรย์ จุดไฟและให้แก๊สพ่นความร้อน เผาบริเวณที่เป็นแผลเชื้อรา โดยเฉพาะตรงขอบเพื่อไม่ให้ลุกลามประมาณ 3-5 นาที ทิ้งให้เย็นลงสักครู่

ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าผสมน้ำ อัตราส่วน 250 กรัม : น้ำ 1 ลิตร กวนผสมให้เข้ากัน (มีเกษตรกรบางรายใช้น้ำมังคุดหมัก อัตราส่วน 1 : 1 ได้ผลเช่นเดียวกัน)
ใช้แปรงจุ่มน้ำเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าทาบริเวณที่เป็นแผลที่ลนความร้อนไว้ให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้จะช่วยป้องกันโรคโคนเน่า
หรืออาจจะใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่าป้องกันโรค “ใบติด” โดยให้ในระบบน้ำที่รดทุเรียน อัตราส่วนเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร ได้ผลเช่นกัน

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่าน ในช่วงที่ลมร้อนพัดผ่านผิวกาย อดมิได้ที่จะส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาขนลุกซู่ ด้วยกระอายไอร้อนจากแสงแดดที่แผดกล้า หันไปมองต้นไม้ก็หดหู่ใจยิ่งนัก ใบเหี่ยวหรุบรู่ ครั้นจะหาน้ำมารดก็อาจเป็นภาระที่หนักหนา ด้วยว่าน้ำในแหล่งน้ำตามธรรมชาติก็ลดน้อยลง จะเข้าโครงการปลูกพืชดูจะเป็นการยากไปเสียทุกอย่าง

ปัจจัยหลายๆ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปลูกพืช ขยายพันธุ์พืช กระทั่งการให้ผลผลิตจากพืชนั้นๆ นอกจากดิน น้ำ ปุ๋ย แสงแดดที่พอเหมาะแล้ว สภาพอากาศก็ส่งผลอย่างหนัก ดูง่ายๆ มะละกอในช่วงนี้ดอกร่วง ติดผลน้อย หรือแทบไม่ติดผล ส่อเค้าว่าในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของปีนี้ มะละกอผลสุกอาจราคาแพงกว่าทุกปี

ในวงการไม้ดอก ดาวเรืองก็เป็นอีกหนึ่งชนิดที่มีการปลูกเพื่อการค้า ที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้โดยไม่ขัดสนนัก กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องตั้งแต่ผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ผู้จำหน่ายปุ๋ย ผู้จำหน่ายยารักษาโรค ไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าขายดอกไม้สด ขายพวงมาลัยในงานพิธีต่างๆ กระทั่งในการหาเสียงของผู้สมัคร สส. ที่ผ่านมา หรือในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่กำลังจะมาถึง ด้วยชื่อของดาวเรือง ที่มีเสียงพ้องกับความรุ่งเรือง และเป็นไม้ดอกสีเหลืองสำหรับผู้ที่เกิดวันจันทร์อีกด้วย

ปัจจุบัน เมล็ดพันธุ์ดาวเรืองถูกพัฒนาขึ้นให้ดอกมีสีเหลืองหลายเฉด เช่น เหลืองทอง เหลืองอมแดง และพัฒนามาเพื่อการปลูกในช่วงฤดูกาลก็ต่างกัน หน้าแล้งก็สายพันธุ์หนึ่ง หน้าฝนก็สายพันธุ์หนึ่ง หน้าหนาวก็อีกสายพันธุ์หนึ่ง หรือกระทั่งการปลูกลงดินก็สายพันธุ์หนึ่ง ปลูกเป็นไม้กระถางหรือไม้ในถุงดำก็อีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่สำคัญก็คือเมล็ดพันธุ์มีราคาค่อนข้างสูงและไม่สามารถเก็บเมล็ดไปปลูกต่อได้ ทำให้ต้นทุนในการปลูกแต่ละรอบจะต้องมีค่าเมล็ดพันธุ์อยู่เสมอ

ผมได้นัดพบกับ พี่วโรชา จันทโชติ เจ้าของสวนและสายพันธุ์มะนาวแป้นวโรชาอันโด่งดังแห่ง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทองนั่นเอง ก่อนนั้นพี่วโรชาก็คลุกคลีอยู่กับมะนาวเป็นหลัก วันๆ ทั้งตอนกิ่ง ชำกิ่ง ปลูก ดูแล และเปิดอบรมให้ผู้ที่สนใจเข้ามาไม่ขาดสาย แต่ยังมีอีกหนึ่งอาชีพที่เคยทำจนสอนลูกศิษย์ไปได้มากมาย นั่นก็คือการทำไม้ถุง ทั้งไม้ดอกและไม้สวนครัว และดาวเรืองก็เป็นศาสตร์วิชาการเกษตรที่หารายได้พิเศษอยู่เสมอ

“ไม้พวกนี้ทำเงินให้เราไว ต้นทุนไม่มากนัก และเป็นสินค้าที่ใช้แล้วหมดไป เราสามารถทำมาขายได้ทั้งปี”

“ยังไงครับพี่”

“ก็ดูดาวเรืองนี่แหละ คนซื้อไปตอนดอกตูมๆ ให้ไปบานที่บ้านหรือจุดตั้งโชว์ รดน้ำบ้าง ใส่ปุ๋ยบ้าง แต่ด้วยขนาดพื้นที่อันจำกัด รากไม้แน่นถุงหมดแล้ว เขาให้ดอกหมดก็ทิ้งต้น คนก็หาซื้อใหม่มาทดแทน เป็นแบบนี้ตลอด”

ดาวเรืองสายพันธุ์ที่พี่วโรชาปลูกก็เป็นสีเหลืองทอง ทรงดอกซ้อนเป็นพุ่มสวยงาม มีอายุตั้งแต่เริ่มเพาะเมล็ดจนถึงให้ดอกอยู่ที่ 70 วัน เริ่มจากการเพาะเมล็ดในถาดเพาะด้วยวัสดุพีทมอสส์ รดน้ำพอชุ่ม ปักเมล็ดลงไปตามหลุมเพาะ จากนั้นนำกระดาษหนังสือพิมพ์มาปิดหน้า ใช้สเปรย์พ่นน้ำให้ชุ่มกระดาษอีกครั้ง เก็บไว้ในที่ร่มประมาณ 3 วัน ก็เริ่มงอก เปิดกระดาษได้ ในช่วงนี้ก็จะให้ปุ๋ยด้วยการพ่นโชยเบาๆ ด้วยสูตรเสมอ 16-16-16 และรดน้ำซ้ำ เมื่ออายุครบ 20 วัน หรือต้นมีขนาดความสูงไม่ต่ำกว่า 10 เซนติเมตร แล้วก็เด็ดยอดเอาไปชำต่อไป

การเด็ดยอดชำ เป็นการขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เมล็ด โดยเราจะเลือกยอดจากต้นแม่ที่มีความยาวไม่น้อยกว่า 2 นิ้ว และมีใบเลี้ยงตั้งแต่ 2 ใบขึ้นไป เด็ดให้ขาดในครั้งเดียวยอดจะได้ไม่ช้ำ หรือหากเรายังมือใหม่ก็แนะนำให้ใช้มีดคมๆ ตัดไปก่อน จากนั้นนำไปปักชำในถาดชำที่ใช้วัสดุพีทมอส ปักชำไว้ในร่มไม่ให้ถูกแสงแดด วันแรกที่ปักชำให้เราใช้ยาฆ่าเชื้อราสเปรย์ที่โคนต้น เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่จะติดมาในช่วงที่เราเด็ดหรือตัดออกมาจากต้นแม่ ซึ่งวิธีนี้ยังใช้ได้กับการขยายพันธุ์มะเขือเทศ พริก มะเขือ โหระพา ได้อีกด้วย เรียกว่าเมล็ดเดียวสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้อีกมากมาย ที่สำคัญคือประหยัดต้นทุนค่าเมล็ดและประหยัดเวลา โดยต้นใหม่ที่เราเด็ดหรือตัดมาจากต้นแม่ เมื่อปักชำแล้ว จะนับวันต่อเพื่อรอดอกได้เลย ไม่ต้องนับหนึ่งเหมือนช่วงเพาะเมล็ด เรียกว่าหากเราชำครบ 1 สัปดาห์ พอได้รากใหม่แล้ว ก็นำไปปลูกและดูแลอีกประมาณ 30-40 วัน ก็จะออกดอกสะพรั่งทุกต้นแน่นอน นี่คือข้อดีของการขยายพันธุ์ปลูกแบบนี้ รับรองออกดอกพร้อมกันสะพรั่งแน่นอน

สำหรับต้นแม่ที่ถูกเด็ดยอดไปแล้ว ก็จะให้ปุ๋ยสูตรเร่งแขนง 25-7-7 อีก 7-10 วัน เราก็เด็ดหรือตัดเอามาขยายพันธุ์ได้อีก ขอเพียงอย่าให้ต้นแม่ติดดอก หากเจอตุ่มตาดอกก็เด็ดทิ้ง ใน 1 ต้นแม่จะสร้างแขนงลูกเพื่อไปปลูกต่อได้ไม่น้อยกว่า 50 ต้นเลยทีเดียว จากนั้นก็ใช้สูตรเสมอดูแลไปจนกว่าจะออกดอก หากปลูกลงดินก็ใช้สูตรเร่งดอก 13-13-21 สัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น

สำหรับการให้น้ำต้นดาวเรืองในช่วงที่ยังไม่มีดอก ก็จะเป็นการใช้สปริงเกลอร์เป็นหลักเช้า-เย็น ไม่ต้องพรางแสงให้ออกแดดได้เต็มที่เลย ต่อเมื่อดาวเรืองเริ่มมีดอก การให้น้ำจะต้องให้ที่โคนต้นเท่านั้น จะรดน้ำไม่ให้โดนช่อดอก เพราะจะทำให้มีน้ำขังในดอก ทำให้ดอกเน่าและลามไปสู่ต้นอื่นๆ ได้

รายได้ในการปลูกดาวเรืองในถุง หากจำหน่ายทั่วไปก็จะมีราคาตั้งแต่ 20-35 บาท แต่ที่สำคัญ นอกจากขายขาดแล้ว ดาวเรืองในถุงยังมีการให้เช่าไปวางประดับงานต่างๆ ด้วย คิดราคาค่าเช่า ดูแล รับ-ส่งอยู่ที่ถุงละ 10 บาท ซึ่งแต่ละงานก็ใช้ตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพันต้นก็มี เมื่อมีดอกมากๆ ส่วนหนึ่งก็ยังตัดขายให้แม่ค้าพวงมาลัยหารายได้อีกด้วย ตกดอกละ 1 บาท เรียกว่าในแค่วงจรชีวิตหนึ่งของดาวเรืองก็สร้างเงิน สร้างงานให้กับเกษตรกรและชุมชนได้ไม่น้อย

“ที่นี่จะรับเด็กมาเป็นลูกมือด้วยครับ ช่วงปิดเทอมแบบนี้เด็กๆ ก็มากรอกดินลงถุง ปักชำดาวเรือง รดน้ำ ให้ปุ๋ย เรียกว่าให้เด็กมาเรียนรู้ครบวงจร แถมมีรายได้ในช่วงปิดเทอมได้อีกด้วย”

“เหมือนว่าสวนวโรชาเปลี่ยนไป”

“ไม่เปลี่ยนครับ ยังเหมือนเดิม เพียงแต่เพิ่มกิจกรรมให้มากขึ้น”

“ที่นี่ยังเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้อยู่ไหมครับ”

“เปิดครับ ที่นี่เราเปิดอบรมทั้งปลูกมะนาว ดาวเรือง การทำอาหารไทย ญี่ปุ่น ตอนนี้ก็เปิดเป็นฟาร์มสเตย์ด้วย แนะนำให้พาครอบครัวมาพักผ่อนเรียนรู้ที่ไม่ไกลกรุงเทพฯ มาไหว้พระใหญ่ที่วัดม่วงได้อีกด้วยครับ”

“ผลผลิตจากสวนยังมีจำหน่ายไหมครับพี่” “ก็ยังมีครับ มะนาว ดาวเรือง ไม้ถุงต่างๆ หรือเสาร์-อาทิตย์จะมาพักผ่อนรับประทานอาหารอร่อยๆ ทั้งอาหารไทย อาหารญี่ปุ่นที่นี่ก็มีพร้อมครับ รับรองรสชาติอร่อย ราคาเบาๆ”

“ติดต่อพี่ได้ทางไหนครับ”

“โทร.มาล่วงหน้าได้ครับ (092) 412-3167 ยินดีต้อนรับทุกท่าน ยิ่งหากติดหนังสือเทคโนโลยีชาวบ้านเล่มนี้มาด้วย ผมลดราคาให้พิเศษเลย ถือว่าคอเดียวกัน”

“ขอบคุณครับ”

ผมกลับบ้านพร้อมมะนาวแป้นวโรชาในถุงชำ 2 ต้น ไม่ไหว ช่วงหน้าแล้งคราใดมะนาวราคาพุ่งไปลูกละเกือบ 10 บาททุกที ต้องปลูกไว้กินเองบ้างแล้ว อ้อ! งานนี้ผมจะปลูกดาวเรืองไว้รองานพระราชพิธีด้วยเลยครับ ขอบคุณทุกท่านครับ

นายสถิตย์ ริยะตานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด กล่าวว่า การเจริญเติบโตในธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยในปัจจุบัน มีการพัฒนาการใช้ระบบพลังงานทางเลือกมากขึ้น และจากการที่รัฐบาลมีนโยบายให้หันมาใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 นั้น ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งหลายแห่งสนใจเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงทางเลือก อย่างไรก็ตาม โดยปกติน้ำมัน B20 จะมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันสูงกว่าน้ำมันดีเซลเล็กน้อย ดังนั้นสแกนเนียได้คิดพัฒนาโปรแกรมระบบในการฉีดน้ำมันที่หัวฉีดสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร เพื่อช่วยให้ประหยัดพลังงาน และใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากเดิม ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายในการปรับแต่งนี้เล็กน้อย และจะต้องเป็นรถสแกนเนียที่ผลิตตั้งแต่ปี 2008 ขึ้นไป นำมาเข้าศูนย์บริการเพื่อเปลี่ยนอะไหล่บางส่วน รวมถึงลงระบบซอฟต์แวร์ใหม่ ซึ่งลูกค้าสามารถพูดคุยสอบถามรายละเอียดกับเราก่อนได้

ทั้งนี้จากภาพรวมของสแกนเนียทั่วโลก ได้มีนโยบายในการเลือกใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Sustainable Transport) เป็นหลัก มีการพัฒนาเพื่อช่วยให้ระบบการขนส่งของเราสะอาดปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการจราจรติดขัด และลดอุบัติเหตุ การผสานอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมพร้อมและเพิ่มประสิทธิภาพของยานพาหนะ เป็นพื้นฐานของโซลูชั่นของเรา ซึ่งจะสามารถเพิ่มผลกำไรให้กับลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยสแกนเนียมีหลัก 3 ประการ เพื่อพัฒนาไปสู่ระบบการขนส่งอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 1. การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy efficiency) หรือก็คือความประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง 2. พัฒนาการใช้พลังงานทางเลือกและระบบขับเคลื่อนโดยไฟฟ้า (Alternative fuels and electrification และ 3. พัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะและปลอดภัย (Smart and safe transport) จากหลักเหล่านี้

สแกนเนียได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่สามารถลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ได้อย่างมาก ซึ่งด้านผลิตภัณฑ์สแกนเนียเป็นผู้ผลิตรถขนาดใหญ่รายแรกในยุโรปที่นำเครื่องยนต์มาตรฐานการปล่อยไอเสียยูโร 6 เข้ามาใช้จริงในตลาด และรถหลากหลายรุ่นที่รองรับพลังงานทางเลือกได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงล่าสุดกับระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า โดยทั้งหมดมีอัตราประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีมากและปล่อยปริมาณไอเสียที่ต่ำมาก เมื่อรวมกับการออกแบบภายนอกตามหลักอากาศพลศาสตร์ และเทคโนโลยีสนับสนุนการขับขี่ของรถบรรทุกรุ่นใหม่สแกนเนีย ช่วยให้อัตราประหยัดเชื้อเพลิงดีขึ้นถึง ร้อยละ 5 เลยทีเดียว

ด้านบริการ สแกนเนีย พัฒนาการบำรุงรักษาเพื่อการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ (Flexible maintenance) ช่วยให้การบำรุงรักษารถยืดหยุ่นเหมาะสมตามการใช้งานของแต่ละคัน และระบบบริหารจัดการฟลีทรถ หรือ (Fleet Management System) ช่วยให้ลูกค้าที่มีรถจำนวนมากทราบได้ว่ารถแต่ละคันปฏิบัติงานอยู่บริเวณใด มีอัตราการใช้เชื้อเพลิงเป็นอย่างไร พฤติกรรมการขับขี่แต่ละคันเป็นแบบใด และยังสามารถนำผลมาวิเคราะห์และปรับปรุงเพื่อพัฒนาในการขับขี่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สแกนเนียยังมีสัญญาซ่อมและบำรุงรักษา (Repair and Maintenance Contract) ช่วยให้ลูกค้าดำเนินธุรกิจโดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องรถ มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมและบำรุงรักษาคงที่ คาดการณ์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เรามีบริการฝึกอบรมพนักงานขับให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรธุรกิจให้ลูกค้า

นายสถิตย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “เพื่อพัฒนางานบริการหลังการขาย สแกนเนีย ในประเทศไทยได้จัดกิจกรรมพิเศษ ที่เรียกว่า Professional Maintenance Competition ซึ่งเป็นกิจกรรมแข่งขันเพิ่มทักษะ และศักยภาพด้านการบำรุงรักษารถสแกนเนีย ซึ่งจัดให้มีขึ้นทุกศูนย์บริการสแกนเนียทั่วประเทศไทย โดยมีระยะดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนกรกฎาคมนี้”

ศรีสะเกษเป็นจังหวัดหนึ่งของบ้านเราที่มีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่หลากหลายกลุ่ม และนอกจากจะมีวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว ที่นี่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง อย่างเช่น อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ผามออีแดง ฯลฯ ที่สำคัญยังมีชื่อเสียงเรื่องผ้าไหมอีกด้วย โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนสามัคคี ตำบลพรหมสวัสดิ์ อำเภอพยุห์ ที่มี คุณทองคำ กาญจนหงส์ นั่งเป็นประธานกลุ่ม

วันนี้ใครไปเยือนบ้านโนนสามัคคีในฐานะเป็นชุมชนโอท็อปนวัตวิถี ใช่จะได้ยลโฉมผ้าไหมสวยๆ เท่านั้น ยังจะได้ชมกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่การปลูกต้นหม่อน เลี้ยงไหม แล้วนำไหมมาผ่านกระบวนการต่างๆ จนเป็นผ้าไหมให้ได้สวมใส่กัน พร้อมกันนั้น สามารถใช้บริการรถอีแต๋นนำเที่ยวชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนที่มีอาชีพเกษตรทำไร่ทำนาเป็นหลัก พอมีเวลาว่างก็ทอผ้าเป็นอาชีพเสริม

ด้วยความที่มีครบทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งศึกษาดูงานในการทอผ้าไหมของคนในประเทศและต่างประเทศ

ก่อนอื่นมารู้จักบ้านโนนสามัคคีกันก่อน ในอดีตนั้นชื่อบ้านโนนสว่าง ต่อมาแยกตัวออกมาเป็นบ้านโนนสามัคคี ในหมู่บ้านแม้จะมีทั้งห้วย หนอง คลองต่างๆ แต่เก็บน้ำไม่อยู่ เนื่องจากสภาพดินเป็นดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์ดี เพราะสามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งในแต่ละบ้านล้วนปลูกหม่อนเลี้ยงไหม อันเป็นอาชีพดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา

คุณทองคำเองแม้จะเป็นคนร้อยเอ็ด แต่ต่อมาย้ายมาอยู่ที่บ้านโนนสามัคคี ก็เริ่มเรียนรู้จากการช่วยพ่อแม่เลี้ยงไหม สาวไหม ฟอกย้อม มัดหมี่ และทอผ้า จนกระทั่งรวบรวมสมาชิกที่ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนสามัคคี ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง

คุณทองคำ เล่าว่า มีสมาชิกในกลุ่มที่เป็นผู้หญิง 100 กว่าคน มีคนปลูกหม่อนเลี้ยงไหม 105 คน ตั้งกลุ่มเมื่อปี 2539 โดยกลุ่มทำตั้งแต่การเลี้ยงไหมวัยอ่อน ขายรังไหม ขายเส้นไหม และขายผ้า ซึ่งผ้าก็มีทุกชนิด ทั้งผ้ามัดหมี่ ผ้าลายลูกแก้ว ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ ทำผ้าพื้น และผ้าโสร่ง ลูกค้ารายไหนสั่งอะไรก็จะขายตามที่ต้องการ

ส่วนผ้าไหมจะไปขายตามงานที่ทางราชการจัดให้ไป และก็มีขายอยู่ในหมู่บ้านด้วย โดยจะนำผ้าของสมาชิกที่กระจัดกระจายอยู่ตามบ้านมาขายรวมกัน และมีบางบ้านที่ใช้ใต้ถุนบ้านเป็นโชว์รูมขายผ้าชนิดต่างๆ ที่ทำขึ้นเอง รวมถึงของที่ระลึกต่างๆ ที่ทำจากเศษผ้าหรือรังไหม

เทคนิคย้อมสีธรรมชาติ

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า ชาวบ้านที่นี่เลี้ยงไหมและทอผ้ากันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนในชุมชนบ้านโนนสามัคคีจะมีความรู้ความสามารถในเรื่องการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าชนิดต่างๆ เป็นอย่างดี เรียกว่าเชี่ยวชาญตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำเลยทีเดียว ซึ่งก็มีหลายหน่วยงานของรัฐมาให้การสนับสนุน

คุณทองคำแจกแจงถึงขั้นตอนการเลี้ยงไหมว่า สมาชิกจะเลี้ยงไหมกันทุกบ้าน รวมถึงปลูกต้นหม่อนด้วย ซึ่งตัวไหมมี 2 ประเภท คือไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้าน ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม พันธุ์ไทยลูกผสมจะมี 2 อย่าง คือพันธุ์เหลืองสระบุรี และดอกบัวจากอุบลราชธานี ซึ่งเลี้ยงแบบเดียวกัน แต่เส้นไหมแตกต่างกัน ไหมไทยพื้นบ้านดีกว่า เส้นไหมจะไม่แตก และเส้นไหมจะเหนียวและสวยกว่า ถ้าเป็นไหม 2 กิโลกรัม จะได้ผ้าประมาณ 10 ผืน

ในการเลี้ยงตัวไหมนั้น จะเลี้ยงในโรงเรือน ซึ่งผู้มาเยือนสามารถเข้าไปชมตัวไหมในแต่ละช่วงวัยได้ จะมีสมาชิกของกลุ่มคอยให้คำอธิบายรายละเอียดต่างๆ พอดูการเลี้ยงไหมเสร็จก็จะไปดูกระบวนการสาวไหม ต้มไหม ย้อมไหม จนถึงการทอผ้าไหม

ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนสามัคคีพูดถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่นี่ว่า อยู่ที่การย้อมผ้าสีธรรมชาติ และยังมีผ้าหมักโคลนด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผิวพรรณ ใส่ได้สบาย และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ในส่วนของการย้อมสีธรรมชาตินั้นมีหลากหลายสี อาทิ ถ้าเป็นสีดำจะใช้มะเกลือ และเปลือกสมอ จะเป็นสีเหลือง ส่วนสีชมพูจะใช้ครั่ง หรือใช้เปลือกมะพร้าวแห้งที่หาได้ง่ายที่สุดใช้ทำผ้าลายลูกแก้ว

สำหรับเทคนิคการย้อมสีธรรมชาติให้ติดคงทนนั้น คุณทองคำสาธยายให้ฟังว่า ถ้าเป็นครั่งจะใช้มะขามเปียก ใส่ตอนต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่สารส้มเข้าไปด้วย พอน้ำเดือดจะใส่น้ำมะขามเปียกเข้าไป พร้อมคนให้เข้ากัน จากนั้นนำไหมลงสารส้มจะช่วยให้สีเข้มขึ้น

ผ้าไหมของกลุ่มนี้แม้จะราคาแพงกว่าผ้าไหมที่อื่นๆ แต่ก็เป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบผ้าไหม เนื่องจากเป็นผ้าไหมที่มีคุณภาพ อย่างที่คุณทองคำให้ข้อมูลว่า จุดเด่นของกลุ่มอยู่ตรงที่ใช้ไหม ถ้าใช้ไหมอย่างไหนจะบอกลูกค้าตามนั้น อย่างเช่น ไหมที่สาวจากเส้นไหมน้อย จะบอกว่าเป็นเส้นไหมน้อย ถ้าจากเส้นไหมไทยลูกผสม พันธุ์ไทยลูกผสม จะบอกว่าพันธุ์ไทยลูกผสม และถ้าเส้นยืนมาจากเส้นไหมจุลโรงงาน จะบอกว่าอันนี้คือไหมจุลโรงงาน

ส่วนเส้นผ้ามัดหมี่จะใช้เส้นยืนเป็นไหมจุลโรงงาน แล้วไหมเป็นมัดหมี่ ถ้าลูกค้ารับได้พอใจก็ซื้อ ถ้าอยากได้ไหมแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ จะพาไปดู ไปซื้อกับสมาชิกที่ทำ ซึ่งอยู่ในชุมชนเดียวกัน

ขายดักแด้ไหมกิโลกรัมละ 120 บาท

สำหรับตัวไหมนั้นเมื่อต้มเสร็จและได้รังไหมเรียบร้อยแล้ว สามารถขายตัวไหมหรือที่เรียกว่าดักแด้ได้อีก กิโลกรัมละ 120 บาท ถือเป็นผลพลอยได้ บางวันขายได้ถึง 4 กิโลกรัม สนใจผลิตภัณฑ์ของกลุ่มสั่งซื้อได้ที่โทร. (064) 694-8306

ผู้ที่มาเยือนที่นี่มักจะได้ลิ้มลองเมนูที่ทำจากดักแด้หลากหลายเมนู ซึ่งเมนูเด็ดก็คือผัดเผ็ดดักแด้ แค่คิดก็เปรี้ยวปากแล้ว ความอร่อยอยู่ตรงที่ตัวดักแด้มีความมันอยู่ในตัว วันที่ไปนั้นมีเมนูดักแด้คั่วเคล้าเกลือให้ชิม ปกติไม่เคยกินดักแด้มาก่อน แต่เมื่อชิมแล้วก็ติดใจต้องกินซ้ำอีกหลายรอบ

สูตรของผัดเผ็ดดักแด้นั้น ใช้พริกขี้หนูกับกระเทียมโขลกให้เข้ากัน สูตรเดียวกับผัดกะเพรา แล้วนำไปใส่ในกระทะร้อนที่มีน้ำมันพอประมาณ พอพริกกับกระเทียมเหลืองได้ที่ก็ใส่ตัวดักแด้เข้าไป เติมรสชาติด้วยน้ำปลา พลิกกลับไปกลับมาไม่กี่นาทีเป็นอันเสร็จ จะใส่กะเพราหรือโรยด้วยมะกรูดฝอยหั่นก็ได้แล้วแต่ชอบ

ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนสามัคคีบอกด้วยว่า การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของสมาชิกและการทอผ้า เป็นอาชีพเสริมหลังจากทำนา ซึ่งทำให้มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว โดยในเดือนๆ หนึ่ง กลุ่มมีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ประมาณ 50,000 บาท และแบ่งรายได้กันตามจำนวนผ้าของแต่ละคนที่ขายได้

เมื่อปีที่แล้วหลังจากได้รับงบประมาณจากกรมพัฒนาชุมชนมาดำเนินการหมู่บ้านท่องเที่ยวโอท็อปนวัตวิถี ก็ได้นำงบฯ ดังกล่าวมาสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว และจัดภูมิทัศน์ของหมู่บ้านให้ดูสวยงาม

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ปีเพาะปลูก 2561/62 ที่ปลูกระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2561 ถึงกุมภาพันธ์ 2562 ในเขตภาคเหนือตอนล่างของแหล่งผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำคัญใน 5 จังหวัด เปรียบเทียบกับข้าวนาปรัง หลังจากเกษตรกร เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาของรัฐบาล โดยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแทนข้าวรอบ 2 (ข้าวนาปรัง) ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 (สศท.12) จังหวัดนครสวรรค์ (ข้อมูล ณ 19 เมษายน 2562) พบว่า

กำแพงเพชร เกษตรกรมีต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4,768 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 14.5%) ราคากิโลกรัมละ 8.00 บาท ได้ผลตอบแทน 7,357 บาท/ไร่ คิดเป็นรายได้สุทธิ 2,589 บาท/ไร่ ในขณะที่ข้าวนาปรัง เกษตรกรมีต้นทุน 4,231 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 15%) ราคากิโลกรัมละ 7.40 บาท ผลตอบแทน 5,325 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 1,095 บาท/ไร่

พิจิตร ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4,604 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 14.5%) ราคากิโลกรัมละ 7.90 บาท ผลตอบแทน 6,708 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 2,105 บาท/ไร่ ในขณะที่ข้าวนาปรัง ต้นทุน 3,992 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 15%) ราคากิโลกรัมละ 7.70 บาท ผลตอบแทน 5,287 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 1,294 บาท

นครสวรรค์ ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5,190 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 14.5%) ราคากิโลกรัมละ 8.27 บาท ผลตอบแทน 8,426 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ ไร่ละ 3,236 บาท/ไร่ ในขณะที่ข้าวนาปรัง ต้นทุน 4,227 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 15%) ราคากิโลกรัมละ 7.44 บาท ผลตอบแทน 5,433 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 1,206 บาท/ไร่

อุทัยธานี ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5,212 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 14.5%) ราคากิโลกรัมละ 7.75 บาท ผลตอบแทน 8,032 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 2,820 บาท/ไร่ ในขณะที่ข้าวนาปรัง ต้นทุน 4,334 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 15%) ราคากิโลกรัมละ 7.99 บาท ผลตอบแทน 5,710 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 1,376 บาท/ไร่

เพชรบูรณ์ ต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5,021 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 14.5%) ราคากิโลกรัมละ 7.95 บาท ผลตอบแทน 7,529 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 2,509 บาท ในขณะที่ข้าวนาปรัง ต้นทุน 4,144 บาท/ไร่ เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 15%) ราคากิโลกรัมละ 7.48 บาท ผลตอบแทน 5,313 บาท/ไร่ รายได้สุทธิ 1,169 บาท/ไร่

จากการสำรวจจะเห็นได้ชัดเจนว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าข้าวนาปรัง และจากข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2562) พบว่ามีเนื้อที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ใน 5 จังหวัด รวม 278,038 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 19,520 ราย โดยผลผลิตที่เก็บเกี่ยวจะออกตลาดช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2562 รวมปริมาณ 267,190 ตัน ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรในโครงการฯ และนำรายได้เข้าสู่ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ไม่ต่ำกว่า 2,147.61 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 756.45 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าการปลูกข้าวรอบสองถึงร้อยละ 127 เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกในพื้นที่เท่ากัน

มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ร่วมมือกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สานต่อการดำเนินงาน ศูนย์ Labour Voices Hotline by LPN ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพิ่มงานเชิงรุกเพื่อสร้างความโปร่งใสในการจัดจ้างแรงงานต่างชาติ ช่วยคุ้มครองและดูแลคุณภาพชีวิตของแรงงานต่างชาติ และป้องกันปัญหาค้ามนุษย์และแรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน

นายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการของมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ ร่วมกับซีพีเอฟ ดำเนินโครงการศูนย์รับเรื่องของพนักงาน ศูนย์ Labour Voices Hotline by LPN และ Worker Training ในปีนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยเพิ่มการทวนสอบกระบวนการจ้างแรงงานต่างชาติตั้งแต่ประเทศต้นทางจนถึงบริษัท เพื่อให้ทราบข้อมูลที่มาเชิงลึกของแรงงาน และให้มั่นใจว่ากระบวนการสรรหาและจัดจ้างในประเทศต้นทางจนถึงไทยดำเนินการอย่างโปร่งใส ยึดมั่นตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกัน จะเพิ่มทักษะของแรงงานเป็นผู้ช่วยเหลือเพื่อนแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อน หรือถูกเอาเปรียบ เพื่อเสริมให้การดำเนินงานการรับเรื่องร้องเรียนของศูนย์ฮ็อตไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น