ใช้เทคโนโลยี AR กับธุรกิจเมล็ดพันธุ์การจัดงานในครั้งนี้ เจียไต๋

ได้ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านเกษตรกรรม ยุค 4.0 โดยนำเสนอเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัยและน่าสนใจทั่วบริเวณจัดงาน เริ่มจาก “แอปพลิเคชั่น Chia Tai Fair” แค่ผู้เข้าชมงานโหลดแอปพลิเคชั่น “เจียไต แฟร์” เทคโนโลยี AR จะนำเที่ยวชมงานในรูปแบบ 3 มิติ แค่ยกโทรศัพท์ทุกเครือข่ายส่องไปบนตัวแผนที่ จุดไฮไลต์ต่างๆ เด้งออกมาเป็น 3 มิติ มี “ลุงยิ้ม” ตัวการ์ตูนเป็นไกด์นำทางเสริมความสนุกในการเที่ยวชมงานในครั้งนี้ นักท่องเที่ยวจะไม่พลาดทุกโซนสำคัญในงาน เจียไต๋ แฟร์ เรียกว่าเดินชมงานสนุกเพลิดเพลินแบบไม่รู้เบื่อ

นอกจากนี้ เจียไต๋ ยังนำเทคโนโลยี AR มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ช่วยให้การปลูกผักเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว ด้วยไอเดีย “ฉลากพูดได้” ลูกค้าที่ซื้อเมล็ดพันธุ์พืชผักเจียไต๋ซองเล็กกว่า 300 สายพันธุ์ ไปใช้งานพร้อมโหลดแอปพลิเคชั่น “Chia Tai Fun” เมื่อนำโทรศัพท์มือถือทุกระบบไปส่องที่บาร์โคดหน้าซองเมล็ดพันธุ์เจียไต๋ จะมีตัวการ์ตูน “ลุงยิ้ม” เด้งออกมาสอนวิธีปลูกผักแบบ 3 มิติ ที่สดใส เข้าใจง่าย ทำให้การปลูกผักกลายเป็นเรื่องสนุกสำหรับคนทุกเพศทุกวัย สนุกแค่ไหน ต้องลองไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์เจียไต๋ซองเล็กมาทดลองเล่นกัน

ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกสนใจพัฒนาเทคโนโลยีโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ที่มีมูลค่าสูง และสามารถเพิ่มปริมาณพืชอาหารให้เพียงพอต่อการบริโภคของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีโรงงานผลิตพืชตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างดี ขณะเดียวกันยังช่วยยกระดับการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม สู่การเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นด้านการบริหารจัดการและเทคโนโลยี (Smart Farming) ด้านการผลิตที่เน้นคุณภาพ (Value-Based Product) และด้านการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation) และมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly)

เทคโนโลยีโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ที่เจียไต๋นำมาจัดแสดงในครั้งนี้ เป็นเทคโนโลยีการปลูกพืช ที่ประเทศญี่ปุ่นได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 20 ปี เป็นฟาร์มปลูกพืชผักระบบปิด ที่สามารถปลูกพืชได้จำนวนมาก ในพื้นที่จำกัด โดยปลูกผักบนโต๊ะปลูกที่มีมากกว่า 5 ชั้น ช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เทคโนโลยีโรงงานผลิตพืช สามารถปลูกพืชผักสมุนไพรได้หลากหลายชนิด โรงเรือนปลูกพืชระบบปิดนี้ สามารถควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ความเข้มแสง แร่ธาตุอาหารสำหรับพืช ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่พืชใช้ในการเจริญเติบโตได้อย่างครบถ้วน ภายในโรงเรือนติดตั้งหลอดไฟแอลอีดี (LED) เป็นแหล่งกำเนิดของแสง ซึ่งให้ความร้อนน้อยกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์และประหยัดไฟมากกว่า และใช้ชนิดสีของแสงไฟเป็นตัวกำหนดการเจริญเติบโต ยกตัวอย่าง เช่น ใช้แสงไฟสีน้ำเงินเร่งการเจริญเติบโตช่วงทำใบ แสงไฟสีแดง เร่งการทำดอก เป็นต้น

แสงไฟเทียมสำหรับการปลูกพืชระบบโรงงานผลิตพืช คือวัตถุดิบของกระบวนการสังเคราะห์แสง พลังงานจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานเคมีเพื่อให้พืชใช้ในการเจริญเติบโตในโรงงานผลิตพืช แสงไฟเทียมที่ผลิตจากหลอดไฟ เช่น หลอดแอลอีดี หลอดฟลูออเรสเซนต์ สามารถใช้ในการเพาะปลูกพืชได้ ทั้งนี้พบว่า แสงไฟแอลอีดี เข้ากันได้ดีกับตัวรับแสงในพืช เนื่องจากพืชจะนำเฉพาะแสงที่มองเห็นได้ด้วยตา (Visible light wavelength) ไปใช้ในการสังเคราะห์แสงเพื่อผลิตสารอาหาร แร่ธาตุ หรือวิตามินให้เกิดผลิตภาพที่ดีที่สุด

สำหรับแสงไฟสีแดง (625-700 nm) จะเพิ่มปริมาณแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ในกะหล่ำใบแดง เพิ่มปริมาณ สารลูทีน (Lutein) ในผักเคล (Kale) ผักใบสีเขียวเข้มที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดของอาหาร หรือ Super Food นอกจากนี้ ยังช่วยลดปริมาณไนเตรตในผักสลัด แกรนด์แรปิดส์ (Grand Rapids Lettuce) ซึ่งเป็นผักที่มีสารต้านทานอนุมูลอิสระหลายชนิด

แสงไฟสีเขียว (490-550 nm) ลดปริมาณไนเตรตในผักสลัด Baby leaf. ผักสลัดพันธุ์ใหม่ ไซซ์เล็ก กะทัดรัดที่ตลาดให้ความนิยม ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินซี (ascorbic acid) ในผักกาดแก้ว ซึ่งวิตามินซีจัดเป็นสารสำคัญที่มีผลต่อการทำงานหลายระบบของร่างกาย ส่วนแสงไฟสีน้ำเงิน (425-490) เพิ่มเบต้าแคโรทีนในผักเคล (Kale) เพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผักสลัดใบแดง

เทคโนโลยีโรงงานผลิตพืช สามารถเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ คาร์บอนไดออกไซด์ นับเป็นวัตถุดิบสำคัญในกระบวนการสังเคราะห์แสงเช่นเดียวกับแสงและน้ำ ดังนั้น การเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงงานผลิตพืชที่ระดับ ประมาณ 1,000 ส่วน ในโรงเรือน จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณผลผลิตได้

ผักไมโครกรีน… ตลาดนี้น่าจับจอง

ภายในโรงเรือนแห่งนี้ นำเสนอการปลูกผักไมโครกรีน (micro. Greens) คือ ต้นกล้าต้นอ่อนขนาดเล็ก เพาะจากเมล็ดพืชผักสมุนไพร เจริญเติบโตจนมีใบสองถึงสามใบ จึงสามารถนำไปรับประทานได้ ผักไมโครกรีน มีคุณค่าสารอาหารมากกว่าผักทั่วไป 5-40 เท่า ผักไมโครกรีนมีรูปทรงและสีสันสวยงามน่ารับประทาน อายุการเติบโตสั้น ใช้เวลา 7-10 วันก็สามารถเก็บผักนำมารับประทานหรือนำออกขายได้

ผักไมโครกรีน มีคุณค่าทางอาหารสูงกว่า “ต้นอ่อน” เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ยิ่งกล้ามีอายุมากขึ้น สารอาหารก็จะถูกใช้ไปในการเจริญเติบโตเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่เหมาะสม เมื่อนำไปทำอาหาร ผู้บริโภคจะได้รับคุณค่าทางอาหารสูงไปด้วย พืชผักไมโครกรีนเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัยผู้ที่ชอบรับประทานผักอยู่แล้ว การเพิ่มพืชผักไมโครกรีนในอาหารจะยิ่งช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารเพิ่มมากขึ้น ส่วนผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผักแค่ใส่พืชผักไมโครกรีนในอาหารเล็กน้อย ก็ได้รับสารอาหารเทียบเท่ากับรับประทานผักจานใหญ่เช่นกัน

ทีมนักศึกษาสถาปัตย์ มทร.ธัญบุรี ซิวแชมป์ BEC Award 2018 สำเร็จ ออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน ด้วยแนวคิดพึ่งพาธรรมชาติและผสมผสานกับวัสดุอุปกรณ์ทันสมัย

นักศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี นายพงศธร กลิ่นเทียน ‘จิ๋ว’ และ นางสาวณัฐสุกานต์ คำสิริจรัส ‘ดรีม’ ชนะเลิศผลงานกิจกรรมประกวดออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ประเภทนักศึกษาออกแบบสถานศึกษา ในชื่อผลงาน ‘โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มทร.ธัญบุรี’ School of Energy Project โดยมี ผศ.ดร. วรากร สงวนทรัพย์ และ อาจารย์โสพิศ ชัยชนะ เป็นที่ปรึกษา ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ภายใต้กิจกรรม ‘แบบอาคาร BEC ที่มีประสิทธิภาพพลังงานระดับดีเด่น’

พงศธร เล่าถึงแนวคิดในการออกแบบ มี 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือ Passive Design ที่เน้นการพึ่งพาธรรมชาติด้วยแนวคิดการแบ่งสมองซีกซ้าย-การเรียน และสมองซีกขวา-การเล่น โดยออกแบบพื้นที่ของอาคารที่เน้นช่องเปิดโล่งให้ลมสามารถเข้าออกได้สะดวก ตามทิศทางของลม และนำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้พื้นที่ใช้สอยได้รับบรรยากาศในสภาวะที่สบาย กลมกลืนไปกับธรรมชาติ ส่วนที่สองคือ Active Design ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยประหยัดการใช้พลังงานในอาคาร

วัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่เลือกใช้ประกอบด้วย 1. การปกปิดผิวอาคารด้วยเมทัลชีท 2. ผนังอาคารใช้คอนกรีตมวลเบาฉาบเรียบ 2 ด้าน ภายนอกทาสีอ่อน 3. ติดตั้งกระจกใสสีเขียว เพื่อให้แสงส่งผ่านเข้ามาได้เพียง 40% 4.ติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ประมาณ 130 แผง ทางทิศใต้และทิศตะวันตก 5. ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ใช้เทคนิคการออกแบบติดตั้งสวิตช์ปิด-เปิดแบบแยกตามแนวอาคารที่มีแสงสว่างจากภายนอกเข้าถึง และเลือกใช้หลอดไฟ LED 6. เครื่องปรับอากาศ จะเลือกติดตั้งเฉพาะพื้นที่ที่มีความจำเป็น 7. แผงกันแดดเป็นวัสดุเดียวกับหลังคาชั้นบน และ 8. การเลือกตำแหน่งสระน้ำ เพื่อให้ลมช่วยพัดพาความเย็นเข้าสู่ตัวอาคาร

“ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังให้ความสนใจอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และเริ่มใช้แนวทางตามมาตรฐาน BEC นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก อยากให้มีการรณรงค์ สนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากช่วยลดรายจ่ายด้านพลังงานของประเทศได้อีกด้วย สำหรับการประกวดครั้งนี้นับเป็นประสบการณ์ที่ดี และเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการเรียนในห้องเรียนมาสู่สนามจริง” พงศธร กล่าว

ขณะที่ ณัฐสุกานต์ กล่าวเสริมว่า ก่อนหน้านี้อาคารเรายังไม่ผ่านเกณฑ์การประกวดที่จะต้องประหยัดพลังงานทั้งอาคารให้ได้มากกว่า 70% เราจึงได้เลือกใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ เป็นพลังงานทางเลือก และผลลัพธ์คือ สามารถช่วยประหยัดพลังงานทั้งอาคารได้อีก 6.5% ขณะเดียวกันการตกแต่งสภาพแวดล้อมบริเวณรอบอาคารให้ร่มรื่นก็มีผลต่อความเย็นสบายของผู้ใช้อาคาร และสามารถลดการใช้พลังงานได้ด้วย หลังจากออกแบบเบื้องต้นแล้วได้นำข้อมูลวัสดุไปคำนวณด้วยโปรแกรม Building Energy Code : BEC ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้ตรวจสอบความสอดคล้องของแบบอาคารต่อเกณฑ์มาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร ซึ่งผลอาคารประหยัดพลังงานที่ออกแบบเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานสามารถประหยัดพลังงานถึง 71% ผ่านเกณฑ์ฉลากระดับดีเด่นประเภทอาคารสถานศึกษา

ณัฐสุกานต์ กล่าวอีกด้วยว่า อาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานเป็นเรื่องราวที่สอดคล้องกับงานสถาปัตยกรรมและพลังงานโดยตรง ตนได้ฝึกคิดและลงมือปฏิบัติโดยเฉพาะการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสม และมีคุณภาพตามมาตรฐาน BEC การดำเนินกิจกรรมในอาคารจำเป็นต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ถ้าเราวางแผนตั้งแต่แรกเริ่มของงานสถาปัตย์ จะทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ และมีความฝันอยากเป็นสถาปนิก และมองว่า

“ความยั่งยืนของสถาปัตยกรรม ส่วนหนึ่งมาจากด้านพลังงาน” ขอบคุณประสบการณ์ที่ดีครั้งนี้ และจะเป็นแรงผลักดันในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นอื่นต่อไป

รศ.ดร. นันทศักดิ์ ปิ่นแก้ว ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พบผีเสื้อกลางคืนสกุลใหม่ของโลก และตั้งชื่อว่า “Kasetsarta” ผีเสื้อกลางคืน “สกุลเกษตรศาสตร์ (genus Kasetsartra)” ที่พบนี้เป็นผีเสื้อกลางคืนสกุลใหม่ของโลกซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร ZOOTAXA 4532(1) : 95-103 ในวันที่ 17 ธันวาคม 2561 โดยตั้งชื่อสกุลเพื่อเป็นเกียรติให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผีเสื้อสกุลใหม่ของโลกนี้เป็นผลจากการวิจัยในปี พ.ศ. 2553 จากโครงการศึกษาความหลากหลายของผีเสื้อหนอนม้วนใบในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พบการแพร่กระจายเฉพาะในป่าเต็งรังของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้ตัวอย่างผีเสื้อสกุลนี้ทั้งสิ้น 149 ตัวอย่าง เป็นเพศผู้ 90 ตัวอย่าง และเพศเมีย 59 ตัวอย่าง ตัวอย่างต้นแบบ (Holotype) ได้เก็บรักษาไว้ที่ห้องพิพิธภัณฑ์แมลงสุธรรม อารีกุล ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

ผีเสื้อสกุลใหม่นี้เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก จัดอยู่ในวงศ์ผีเสื้อหนอนม้วนใบ (Family Tortricidae) วงศ์ย่อย Olethreutinae เผ่า Enarmoniini ปีกแผ่กว้างเพียง 1.3 – 1.5 เซนติเมตร ปีกคู่หน้ามีพื้นปีกสีเหลืองปนน้ำตาลอ่อน และมีแถบสีเหลืองทองสะท้อนแสงพาดตามขวางปีกทั้งสองข้าง จำนวน 6 แถบ ขอบปีกด้านบนมีขีดเล็กๆ สีน้ำตาลอ่อนจำนวนมากเรียงกันเป็นระเบียบ ปีกคู่หลังมีสีขาว บริเวณมุมปลายปีกเป็นสีเหลืองอ่อน เพศผู้และเพศเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก แตกต่างกันอย่างชัดเจนที่ลักษณะของอวัยวะสืบพันธุ์ ในงานวิจัยนี้ยังมีการรายงานผีเสื้อชนิดใหม่ของโลกในสกุล Kasetsartra จำนวน 1 ชนิด คือ Kasetsartra fasciaura โดยเฉพาะชื่อชนิด fasciaura นั้นมาจากรากศัพท์ภาษาละติน 2 คำ คือ fascia แปลว่า “แถบ” และ aura แปลว่า “สีทอง” ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของแถบสีทองสะท้อนแสงที่ปรากฏในปีกคู่หน้าจำนวนข้างละ 3 แถบ นั่นเอง

วิธีการให้น้ำแก่สวนลําไย ที่ชาวสวนทํากัน แบ่งออกได้ 3 วิธี คือ วิธีให้น้ำทางผิวดิน วิธีโดยสปริงเกลอร์ และวิธีโดยน้ำหยด โดยการให้น้ำทั้ง 3 วิธี มีเป้าหมาย คือ ต้องการให้น้ำซึมลงเปียกดินในทรงพุ่ม ถึงความลึกประมาณ 40 เซนติเมตร ขึ้นไป เพราะรากลําไยส่วนใหญ่แพร่กระจายอยู่ในดินที่ระดับความลึกนี้

การให้น้ำแก่ต้นเล็กที่มีอายุ 1-2 ปี การให้น้ำแก่ต้นลําไยปลูกใหม่ในระยะ 2 ปีแรก เกษตรกรจะให้โดยวิธีใดก็ได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ แหล่งน้ำ และทุนทรัพย์ที่จะลงทุน ตั้งแต่การหาบน้ำรด ใช้ปั๊มน้ำท่อยางหรือวางระบบสปริงเกลอร์เล็กหรือน้ำหยด ถ้าจะวางระบบสปริงเกลอร์หรือน้ำหยดก็ควรพิจารณาวางระบบเผื่ออนาคตที่ต้นโตขึ้นด้วย โดยทั่วไปแล้วปริมาณน้ำที่ต้องรดให้แก่ต้นที่ปลูกในปีแรกประมาณ 20 ลิตร ต่อระยะ 4-5 วัน (รดให้ดินเปียกน้ำกว้าง 0.5 เมตร) และปีที่ 2 ประมาณ 60 ลิตร ต่อระยะ 4-5 วัน (รดให้ดินเปียกกว้าง 1.0 เมตร)

การให้น้ำแก่ต้นลําไย ที่มีอายุ 3 ปี ขึ้นไป การให้น้ำทางผิวดิน กรณีที่สวนลําไยอยู่ในบริเวณที่ลุ่ม และมีลําเหมืองไหลผ่านสวน การให้น้ำโดยทางผิวดินเป็นการให้น้ำที่ให้ครั้งหนึ่งๆ ปริมาณมาก เพื่อให้ดินที่ควรลึกอย่างน้อย 40 เซนติเมตร อุ้มน้ำไว้ให้มากที่สุด ทําให้ต้นลําไยค่อยๆ ใช้ได้หลายวัน ปริมาณน้ำที่ต้องให้ ครั้งหนึ่งๆ จึงขึ้นอยู่กับขนาดทรงพุ่ม และปริมาณน้ำที่ต้นลําไยใช้ประโยชน์ได้ของดินลึก 40 เซนติเมตร นํ้าที่ใช้ประโยชน์ได้ของดินแตกต่างกันไปตามความหยาบละเอียดของดิน โดยทั่วไปแล้วปริมาณน้ำเป็นความลึกของน้ำที่ใช้ประโยชน์ได้ที่ดิน เนื้อต่างๆ อุ้มไว้ให้พืชใช้ในความลึก 40 เซนติเมตร ต่อการให้นํา้หนึ่งครั้ง

การให้น้ำทางผิวดินที่ง่ายที่สุดคือ การไขน้ำเข้าท่วมขังในพื้นที่ทั้งสวนลําไย ให้ได้น้ำลึกเท่ากับความสูงที่ต้องการของดินเนื้อต่างๆ ตามตารางที่ 1 การที่จะทําเช่นนี้ได้พื้นที่สวนต้องราบเรียบเสมอกัน ถ้าสวนไม่ราบเรียบเสมอกันทั้งสวน ให้ทําคันดินรอบทรงพุ่มของต้นลําไยแต่ละต้น แล้วไขน้ำเข้าขัง ในคันให้ได้สูงตามต้องการของดินเนื้อต่างๆ ถ้าน้ำในเหมืองอยู่ต่ำกว่าสวน เกษตรกรก็ต้องสูบน้ำ

กรณีเช่นนี้ยิ่งมีความจําเป็นต้องทําคันดินรอบทรงพุ่ม เพราะจะทําให้ประหยัดน้ำมากกว่าสูบน้ำใส่ทั้งสวน เมื่อให้น้ำทางผิวดิน ดินในความลึก 40 เซนติเมตร จะอุ้มน้ำไว้ให้พืชค่อยๆ ใช้ได้หลายวัน ความบ่อยถี่ของการให้น้ำขึ้นกับฤดูกาล และเนื้อดินที่อุ้มน้ำไว้ได้มากน้อยต่างกัน ในฤดูร้อนที่กลางวันยาวและอากาศร้อน พืชย่อมดูดน้ำจากดิน และคายน้ำมากกว่าในฤดูหนาวที่กลางวันสั้น และอากาศเย็น ดินที่อุ้มน้ำไว้ได้น้อย เช่น ดินร่วนปนทรายจึงต้องให้น้ำถี่กว่าดินที่อุ้มน้ำไว้ได้มาก เช่น ดินเหนียว สวนลําไยในจังหวัดเชียงใหม่-ลําพูน ประมาณว่าควรมีรอบการให้น้ำในเดือน และดินเนื้อต่างๆ

การให้น้ำโดยใช้ท่อและสายยาง สําหรับสวนลําไยในที่ดอนมักต้องใช้น้ำบาดาล และสูบให้น้ำโดยใช้ท่อหรือสายยาง ถ้าดินเป็นดินร่วนหรือเหนียวที่ซึมน้ำได้ช้าก็อาจทําเช่นเดียวกับที่ลุ่ม คือทําคันดินรอบทรงพุ่มแล้วเอาน้ำขังในคันดินสูง ตามตารางที่ 1 แต่ถ้าเป็นดินที่น้ำซึมได้เร็ว (อาจจะเป็นดินทรายร่วนปนทรายหรือดินเหนียวสีแดง) การให้น้ำทางสายยางลงในคันให้ได้น้ำสูง 4-6 เซนติเมตร จะต้องใช้น้ำเกินความต้องการมากและจะสูญเสียโดยการซึมลึก ในกรณีเช่นนี้เกษตรกรควรจับเวลาและตวงวัดว่าท่อหรือสายยางนั้นให้น้ำได้นาทีละกี่ลิตร จากนั้นจึงคํานวณเวลาที่ต้องให้น้ำต้นละกี่นาที จึงจะได้น้ำเป็นจํานวนลิตร

การประหยัดน้ำเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับสวนเช่นนี้ เพราะต้นทุนค่าสูบน้ำจะแพงกว่าสวนในที่ลุ่ม และน้ำมีจํากัด เกษตรกรควรปรับดินในทรงพุ่มให้ราบเรียบเพื่อให้น้ำที่ให้กระจายซึมลงในดินในทรงพุ่มอย่างสม่ำเสมอ รอบการให้น้ำในกรณีให้โดยใช้ท่อ และสายยางเหมือนกับการให้น้ำโดยใส่น้ำเข้าขังในสวน หรือในทรงพุ่ม สําหรับความถี่ห่างนั้นขึ้นอยู่กับฤดูกาล และเนื้อดิน

การให้น้ำโดยสปริงเกลอร์และสปริงเกลอร์เล็ก สปริงเกลอร์ที่นําเข้าจากต่างประเทศมักมีราคาแพง แต่สปริงเกลอร์ และสปริงเกลอร์เล็ก (มินิสปริงเกลอร์) ทีผลิ่ตในประเทศไทยมีราคาพอซื้อหามาใช้ได้ สปริงเกลอร์ที่ผลิตในไทย เช่น เรนดรอป และดําน้ำหยด ให้น้ำได้ชั่วโมงละ 400 – 1,000 ลิตร เป็นพื้นที่วงกลมกว้าง 4 – 6 เมตร เมื่อใช้ความดันของน้ำเหมาะสม คือความดันที่ทําให้น้ำกระจายได้กว้างที่สุด โดยที่น้ำไม่แตกเป็นละออง ความดันน้ำ 8 – 12 เมตร ปัจจุบันมีหัวสปริงเกลอร์เล็ก และหัวพ่นนํ้า (หัวเจ็ท) ไทยทําที่มีขนาดเล็กกว่าเดิมอีกหลายยี่ห้อ เช่น อะกรู สามารถจ่ายน้ำอัตราต่างๆ กัน ตั้งแต่ 50 – 200 ลิตร ต่อชั่วโมง ในพื้นที่กว้าง 1 – 3 เมตร เกษตรกรสามารถเลือกซื้อหัวสปริงเกลอร์ สปริงเกลอร์เล็ก และสปริงเกลอร์หัวพ่นน้ำ (หัวเจ็ท, หัวผีเสื้อ) มาใช้หรือให้ผู้ขายออกแบบ และติดตั้งให้เหมาะสมกับสวนได้

เกษตรกรต้องรู้ว่าโดยเฉลี่ยหัวสปริงเกลอร์หรือหัวเจ็ทแต่ละหัวให้น้ำได้นาทีละกี่ลิตร แล้วคํานวณเวลาที่ต้องให้น้ำแต่ละครั้งเพื่อให้ได้น้ำ นอกจากนี้ การเลือกใช้หัวสปริงเกลอร์ยังต้องคํานึงถึงอัตราการซึมน้ำของดินอีกด้วย โดยต้องเลือกหัวสปริงเกลอร์ที่ให้น้ำด้วยอัตราที่ไม่เร็วกว่าน้ำซึมเข้าในดินได้ ไม่เช่นนั้นจะมีน้ำไหลล้นออกนอกทรงพุ่มและสูญเสียนํ้า เนื่องจากการให้นํ้าโดยสปริงเกลอร์และหัวพ่นนํ้า สามารถทําได้สะดวก เกษตรกรสามารถให้นํ้า เป็นราย 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วัน ได้โดยง่าย ดังนั้น แทนที่จะให้นํ้าแต่ละครั้งมากที่สุดที่ดินในความลึก 40 เซนติเมตร จะอุ้มไว้ได้ โดยให้เป็นระยะ 4 – 10 วัน ต่อครั้ง แล้วแต่ฤดูกาลและชนิดดิน เกษตรกรสามารถเลือกให้นํ้าทุก 3 – 4 วัน แล้วแต่เนื้อดิน ถ้าเป็นดินร่วนปนทรายให้ 3 วันครั้ง ถ้าเป็นดินเหนียวให้ 4 วันครั้ง เป็นต้น และให้แต่ละครั้งมากน้อยตามความต้องการนํ้ารายวันใน ตารางที่ 4 และคูณด้วยจํานวนวัน

การให้นํ้าโดยวิธีนํ้าหยด การให้นํ้าโดยวิธีนํ้าหยดมีเป้าหมายเพื่อให้ดินในทรงพุ่มเปียกชื้นประมาณ 50 เซนติเมตร เช่นเดียวกับสองวิธีที่กล่าวแล้ว การให้นํ้าโดยวิธีนํ้าหยดสามารถควบคุมให้นํ้าเปียกเฉพาะที่ที่ต้องการได้ ดีกว่าและมักให้นํ้าหยดตลอดเวลาแต่เกษตรกรก็สามารถดัดแปลงวิธีการให้เป็นการหยดเป็นระยะทุกวัน หรือ 2 วันก็ได้ ขึ้นอยู่กับอัตราการหยดของนํ้า หัวนํ้าหยดมีหลายแบบ และมีอัตราการหยดตั้งแต่ 4 – 10 ลิตร ต่อชั่วโมง ขึ้นอยู่กับแรงดันนํ้าในท่อ ชนิดของหัวนํ้าหยด และความต้องการนํ้ารายวันของทรงพุ่มลําไย

การตรวจสอบการให้น้ำ เพื่อให้แน่ใจว่าการให้น้ำได้ผลดี คือดินเปียกชื้นลึกประมาณ 40 เซนติเมตร จึงควรมีการตรวจสอบว่าดินเปียกชื้นตามต้องการหรือไม่ โดยการเจาะหลุมดู สําหรับการให้นํ้าแบบผิวดินและสปริงเกลอร์ การเจาะหลุมดูความชื้นดินต้องทําเมื่อหลังจากให้นํ้าแล้ว 24 ชั่วโมง สําหรับดินร่วน และ 48 ชั่วโมง สําหรับดินเหนียว สําหรับการให้นํ้าแบบนํ้าหยดสามารถเจาะดูได้ตลอดเวลาหลังให้นํ้า 24 – 48 ชั่วโมง ถ้าพบว่าดินเปียกไม่ถึง 40 เซนติเมตร ก็ต้องให้นํ้าเพิ่ม แต่ถ้าพบว่ามีนํ้าขังแฉะในดินล่างก็ต้องลดการให้นํ้า

สนใจรายละเอียดหรือข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาลำไย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 0-5349-9218 ทุกวันเวลาราชการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มอบรางวัลระดับดี ให้กับ นวัตกรรมการใช้เข็มผ่าตัดรักษาโรคนิ้วล็อคผ่านผิวหนังโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำ แห่ง โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ซึ่งเป็นนวัตกรรมรักษา “นิ้วล็อค” ให้หายขาดได้ใน 5 นาที จัดแสดงในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2562 พร้อมผลงานสิ่งประดิษฐ์ทั้งในและต่างประเทศอีกกว่า 1,500 ผลงาน

ศาสตราจารย์นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ร่วมกับสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2562” (Thailand Inventors’ Day 2019) ระหว่าง วันที่ 2 – 6 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร เป็นครั้งที่ 21 โดยรวบรวมความก้าวหน้าของสิ่งประดิษฐ์คิดค้นและนวัตกรรมพร้อมใช้ จัดแสดงภายในงานกว่า 1,500 ผลงาน และในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมมอบรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลผลงานวิจัย รางวัลวิทยานิพนธ์ และรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2562 และรางวัล 2018 TWAS Prize for Young Scientists in Thailand

โดยผลงานประดิษฐ์คิดค้น เรื่อง การใช้เข็มผ่าตัดรักษาโรคนิ้วล็อคผ่านผิวหนังโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำ เป็นผลงานของ นายแพทย์นรฤทธิ์ ล้วนจำเริญ แห่งกลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี
ที่ช่วยรักษาโรคนิ้วล็อคให้หายขาดได้ ใน 5 นาที เป็นนวัตกรรมและผลงาน ประดิษฐ์คิดค้นที่ได้รับรางวัลของสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2562 ในระดับดี สาขาวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ซึ่งเป็นการใช้เข็มผ่าตัดรักษาโรคนิ้วล็อคผ่านผิวหนังโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำ เป็นนวัตกรรมการรักษาโรคนิ้วล็อคที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย เป็นการรักษาที่ได้ผลดี สะดวก ประหยัด แม่นยำ ปลอดภัย ผู้ป่วยฟื้นตัวไว และมีความพึงพอใจสูง สามารถบริหารทรัพยากรที่มีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์นรฤทธิ์ ล้วนจำเริญ กลุ่มงานเวชศาสตร์ฟื้นฟูโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เจ้าของผลงาน กล่าวว่า ปัจจัยความสำเร็จเกิดจากการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์มาผสมผสานกับวัสดุอุปกรณ์พื้นฐานที่มีอยู่เดิมเพื่อประยุกต์ใช้ในการรักษาผู้ป่วย ข้อดีของการผ่าตัดจะประเมินด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ตลอดเวลา ทำให้สามารถมองเห็นโครงสร้างที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเลือด ปลอกหุ้มเส้นเอ็น เส้นเลือด และเส้นประสาท ทำให้สามารถผ่าตัดได้อย่างแม่นยำโดยไม่เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยรอบ ลดผลแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น ส่งผลให้การฟื้นตัวเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ผู้ป่วยได้รับบริการที่รวดเร็วไม่ต้องรอคิวนาน ที่สำคัญสามารถทำการผ่าตัดได้ที่แผนกผู้ป่วยนอก เนื่องจากมีระยะเวลาผ่าตัดประมาณ 5 นาที ต่อนิ้ว ในแง่ประสิทธิภาพของการรักษามีความแม่นยำสูง ไม่มีแผลเย็บ ลดอาการปวดหลังผ่าตัด ลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวด หายจากอาการนิ้วล็อคทันที สามารถใช้งานมือได้ปกติภายใน 2 วัน หลังผ่าตัด และลดโอกาสเกิดพังผืดซ้ำในอนาคต