ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ได้มอบนโยบายและเน้นเรื่องส่งเสริมการนำมาตรฐาน GAP มาใช้เป็นแนวทางในการผลิตพืชผักปลอดภัย พร้อมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรลดละการใช้สารเคมีทางการเกษตร และหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค และยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานเพื่อเป็นที่ต้องการของตลาด และในอนาคตหากมีปริมาณผักมากพอ อาจเชื่อมโยงกับห้างโมเดิร์นเทรดเพื่อกระจายผักปลอดภัยสู่ผู้บริโภค ในนาม “ผักปลอดภัยอุทัยธานี”

“หลังจากที่นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ตั้งแต่ปี 2559 วันนี้ได้มาติดตามผลการดำเนินงานและเก็บรวบรวมความเป็น “อุทัยธานีโมเดล” ที่มีการส่งเสริมการผลิตแบบครบวงจร มีการรวมกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง ในตอนนี้พบว่าเกษตรกรมีความพร้อมในเรื่องของการผลิตที่ได้คุณภาพ และการเปิดตลาดครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการเปิดแห่งแรกที่จะมีการรวบรวมสินค้าเพื่อส่งต่อไปยังตลาดในกรุงเทพฯ

ซึ่งตลาดสินค้าเกษตรจะช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งหลังจากที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมสนับสนุนด้านการพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ จนถึงขณะนี้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง ซึ่งภาครัฐเป็นเพียงผู้เริ่มต้น ความสามัคคีกลมเกลียวอยู่ที่สหกรณ์เป็นผู้ขับเคลื่อน ที่สำคัญ การดำเนินโครงการครั้งนี้จะขยายผลไปสู่การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่อีกด้วย ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวในอำเภอลานสักแล้วจับจ่ายซื้อสินค้าเกษตรที่ดีมีคุณภาพในตลาดแห่งนี้ได้ ซึ่งในอนาคต จะมีการขยายอุทัยธานีโมเดลไปยังจังหวัดอื่นๆ เพื่อให้เกษตรกรทุกพื้นที่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น” นางสาวมนัญญา กล่าว

สสว.จับมือ ส.อ.ท จัดโครงการ“Business Networking” เอสเอ็มอี กลุ่มธุรกิจเกษตร เปิดช่องเข้าถึงแหล่งทุนพร้อมเชื่อมช่องทางการตลาดทั้งในโมเดิร์นเทรด-ตลาดออนไลน์

คุณลักขณา ตั้งจิตนบ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจ SMEs สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยมีพื้นฐานการเกษตร SMEs ธุรกิจการเกษตรของไทยยังมีปัญหาหลายประการ เช่น ด้านการตลาด ขาดแหล่งเงินทุน ขีดจำกัดด้านการบริหารและการจัดการ ที่ผ่านมา สสว. มีโครงการและกิจกรรมต่างๆ มากมายที่ช่วยแก้ปัญหา Pain Point เหล่านี้ให้กับ SMEs หลากหลายตามศักยภาพกลุ่ม SMEs

สำหรับโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Early- Stage) เป็นโครงการที่มุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการทั้งภาคธุรกิจทั่วไป และภาคการเกษตร พัฒนาศักยภาพ ให้เป็น SMEs ที่เข้มแข็ง สร้างรายได้มั่นคงให้กับธุรกิจ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ GDP ของประเทศ โดยกิจกรรม “Business Networking” เป็นโอกาสที่ SMEs จะได้เพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ การเพิ่มช่องทางการตลาดโดยเฉพาะตลาดในประเทศที่ยังเป็นตลาดสำคัญของ SMEs คาดว่าจะสร้างโอกาสทางการค้า หรือการลงทุนที่เกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายอย่างน้อย 10 ล้านบาท

​“สสว. คาดหวังว่าผู้ประกอบการ SMEs จะได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่าย (Networking) เพื่อเชื่อมคู่ค้าธุรกิจในด้านการตลาด เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ สร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป”

​ด้าน คุณปภาวี สุธาวิวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร (IAI) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กิจกรรม “Business Networking” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (Early-Stage) ปี 2562 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สสว. กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อเป็นการต่อยอดการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มการเกษตรให้มีศักยภาพมากขึ้นในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการตลาดและการเงิน ซึ่งมี SMEs เข้าร่วมสร้างเครือข่ายธุรกิจกว่า 100 ราย

ด้าน คุณโอภาส ธันวารชร กรรมการสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร เสริมว่า “วันนี้สภาอุตสาหกรรมฯ เน้นการเชื่อมโยง SMEs ใน การเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศให้กับ SMEs กลุ่ม Start up”

​ทั้งนี้ นอกจากการส่งเสริมผู้ประกอบการภายใต้โครงการ Early-Stage แล้ว สถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร ยังมีกิจกรรมอื่นที่จะส่งเสริม SMEs ภาคการเกษตร อีกหลายหลายกิจกรรม ไม่ว่าการส่งเสริม SMEs เข้าสู่องค์กรนวัตกรรม การให้ความรู้สำหรับการค้าต่างประเทศ เป็นต้น ในฐานะของภาคเอกชนต้องการการส่งเสริมผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทุกมิติ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ

จังหวัดอุทัยธานี เป็นจังหวัดที่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินโครงการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนตามนโยบายรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ป่าสงวนหวงห้ามของรัฐ โดยนำที่ดินในเขตพื้นที่ตำบลระบำ อำเภอลานสัก 3,239-2-39 ไร่ มาจัดสรรแบ่งให้ชาวบ้าน 486 ราย เข้าอยู่อาศัย และจัดเป็นแปลงเกษตรให้รายละ 4.5 ไร่ และส่งเสริมให้เกษตรกร ในพื้นที่รวมกลุ่มจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งทาง คทช. จังหวัดอุทัยธานี ได้อนุญาตให้สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด เช่าที่ดินดังกล่าว พร้อมทั้งยกเว้นค่าเช่า 3 ปี เพื่อให้สหกรณ์บริหารจัดการ ในรูปแบบแปลงรวม ใช้ระบบสหกรณ์เข้ามาแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมามอบหนังสือสัญญาเช่าที่ดินให้กับสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559

ปัจจุบัน พื้นที่ คทช. ตำบลระบำ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พื้นที่ที่เคยเป็นดินลูกรัง แห้งแล้ง กลับพลิกฟื้นกลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมีสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการตลาด การผลิต และการถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงให้เป็นที่พึ่งของเกษตรกรสมาชิก เพื่อให้เกษตรกรและชุมชนมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) มีหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกรที่อยู่อาศัยในพื้นที่โครงการ พร้อมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจและการบริหารจัดการผลผลิตให้กับเกษตรกร ในพื้นที่ตำบลระบำ ซึ่งพื้นที่ทำกินของเกษตรกร ได้มีการวางระบบการผลิตรวมกันให้เป็นแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิต มีการบริหารจัดการผลผลิตร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนพื้นที่ตำบลระบำ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ทำการเกษตรผสมผสาน ทั้งปลูกพืชผัก หม่อนไหม พืชไร่ ทำประมง และเลี้ยงสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ใช้หลักตลาดนำการผลิต เป็นแนวทางในการส่งเสริมด้านการเกษตรให้กับสมาชิก

โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมแปลงเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด จำนวน 2 ราย ได้แก่ นางอมรรัตน์ ปัญญาสิทธิ์ ซึ่งก่อนที่จะเข้ามาร่วมโครงการนี้ เคยอยู่ในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พืชที่ปลูกเสียหาย ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ เพราะมีช้างป่าและสัตว์ป่าลงมากินผลผลิต ต่อมาได้ลงมาอยู่ในพื้นที่ คทช. ลองปลูกบวบ ในพื้นที่ 1 ไร่ ในเวลา 45 วัน เก็บผลผลิตขายได้ 82,746 บาท ตอนนี้กำลังขยายการผลิตด้วยการทำผักกางมุ้ง และปลูกพืชผักรอบๆ บ้าน ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีรายได้เลี้ยงครอบครัว ทั้งรายได้รายวัน รายเดือน และรายปี มีเงินเก็บเล็กๆ น้อยๆ สะสมไว้ลงทุนรอบหน้า

ส่วน นายวีรชาติ ช้างชุ่ม เรียนจบ ชั้น ป.6 เริ่มทำการเกษตรตั้งแต่ออกจากโรงเรียน แต่เดิมอาศัยอยู่ที่บ้านห้วยคต เป็นพื้นที่ป่า ไม่มีเอกสารสิทธิ ทำเกษตรโดยปลูกมันสำปะหลังกับข้าวโพด ใช้เวลา 10 เดือน ได้เงินไม่ถึง 10,000 บาท ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เมื่อได้ที่ดินในพื้นที่ คทช. ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 เป็นโฉนดรวมของ ส.ป.ก. แม้จะขายสิทธิ์ไม่ได้ แต่สามารถทำกินไปจนชั่วลูกชั่วหลาน จึงหันมาปลูกผัก ทดลองปลูกมะระจีนผสมผสานกับพืชผักชนิดอื่นๆ ในพื้นที่ 2 ไร่ ขุดสระ ใช้น้ำระบบสปริงเกลอร์ เพี่อเป็นการประหยัด สารชีวภาพและปุ๋ยหมักบำรุงดิน ลงทุนเพียง 15,000 บาท ใช้เวลา 45 วัน เก็บขายได้ 90,000 บาท ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง แม้บางครั้งราคาพืชผลของพืชบางชนิดจะตก ก็ยังมีพืชชนิดอื่นมาทดแทน ทำให้มีรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี

สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ได้เชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ คทช. ระบำ ปลูกผัก ตั้งแต่ต้นปี 2562 มีเกษตรกร 25 ราย หันมาทำแปลงผัก ปลูกบวบ แตงร้าน ถั่วฝักยาว แฟง ฟักทอง และกวางตุ้ง ใช้ระยะเวลา 3 เดือน เกษตรกรจะรวบรวมผักทุกชนิดส่งขายที่ตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการไทยนิยมยั่งยืน ตั้งแต่ ปี 2561 วงเงิน 1,983,000 บาท เพื่อเป็นจุดรวบรวมและจำหน่ายผลผลิตจากสมาชิกและเกษตรกรในชุมชนสู่ผู้บริโภคหรือพ่อค้า

โดยสหกรณ์ทำหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่ และบริหารตลาดให้เกิดความยุติธรรมในการซื้อ-ขาย โดยเปิดขายทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ภายในตลาดมีเกษตรกรรายย่อย 15 ราย นำผักจากแปลงของตนเองมาวางขาย และยังมีเกษตรกรอีกกว่า 60 ราย รวบรวมผักบรรจุใส่ถุงขนาดใหญ่มาขายส่งให้กับพ่อค้าและผู้บริโภค เบื้องต้น คาดว่าปริมาณผักที่จะจำหน่ายในตลาดแห่งนี้ ประมาณ 5 ตัน/วัน ในอนาคตทางสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด จะส่งเสริมให้สมาชิกทั้งสองสหกรณ์ปลูกผักได้มาตรฐาน GAP ทุกแปลง และจะพัฒนาแพ็กกิ้งให้สวยงาม

น่าซื้อและคงความสดใหม่ของผักให้อยู่ยาวนาน รวมถึงจะเชื่อมโยงกับห้างโมเดิร์นเทรดเพื่อส่งผักของสมาชิกสหกรณ์ไปจำหน่ายสู่ผู้บริโภค ความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด และสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด เป็นการสร้างเครือข่ายแบบพี่ช่วยน้อง ทั้งด้านการผลิตและการตลาด มีการจัดการระบบที่ดีและสร้างมาตรฐานให้ดี สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้ อีกทั้งยังสร้างแรงจูงใจเกษตรกรในพื้นที่ว่า เมื่อปลูกมีที่ขายแน่นอน เนื่องจากมีตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์ตั้งอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้โดยใช้เวลาผลิตในระยะสั้น หากเกษตรกรปลูกพืชผักหมุนเวียน ก็จะมีรายได้ทุกวัน ทำให้มีเงินใช้จ่ายในครอบครัวและช่วยลดปัญหาเรื่องหนี้สินให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย

ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายและเน้นเรื่องส่งเสริมการนำมาตรฐาน GAP มาใช้เป็นแนวทางในการผลิตพืชผักปลอดภัย พร้อมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรลดละการใช้สารเคมีทางการเกษตร และหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภค และยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นที่ต้องการของตลาด และในอนาคตหากมีปริมาณผักมากพอ อาจเชื่อมโยงกับห้างโมเดิร์นเทรดเพื่อกระจายผักปลอดภัยสู่ผู้บริโภค ในนาม “ผักปลอดภัยอุทัยธานี”

“หลังจากที่นายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินให้แก่สหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี ตั้งแต่ปี 2559 วันนี้ได้มาติดตามผลการดำเนินงานและเก็บรวบรวมความเป็น “อุทัยธานีโมเดล” ที่มีการส่งเสริมการผลิตแบบครบวงจร มีการรวมกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง ในตอนนี้พบว่าเกษตรกรมีความพร้อมในเรื่องของการผลิตที่ได้คุณภาพ และการเปิดตลาดครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการเปิดแห่งแรกที่จะมีการรวบรวมสินค้าเพื่อส่งต่อไปยังตลาดในกรุงเทพฯ

ซึ่งตลาดสินค้าเกษตรจะช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งหลังจากที่กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมสนับสนุนด้านการพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ จนถึงขณะนี้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง ซึ่งภาครัฐเป็นเพียงผู้เริ่มต้น ความสามัคคีกลมเกลียวอยู่ที่สหกรณ์เป็นผู้ขับเคลื่อน ที่สำคัญการดำเนินโครงการครั้งนี้จะขยายผลไปสู่การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวให้กับพื้นที่อีกด้วย ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวในอำเภอลานสักแล้วจับจ่ายซื้อสินค้าเกษตรที่ดีมีคุณภาพในตลาดแห่งนี้ได้ ซึ่งในอนาคตจะมีการขยายอุทัยธานีโมเดลไปยังจังหวัดอื่นๆ เพื่อให้เกษตรกรทุกพื้นที่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น” นางสาวมนัญญา กล่าว

กรมวิชาการเกษตร สบช่องแทรนด์ “ขมิ้นชัน” ในอุตสาหกรรมยา-เครื่องสำอาง-อาหารเสริม มาแรง เร่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์ขมิ้นชันปลอดโรคสายพันธุ์ตรัง 1- ตรัง 84-2 เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต-ขยายพันธุ์ดี ปลอดโรค พร้อมหนุนส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเชิงการค้า รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมขมิ้นชันทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ เผยสรรพคุณให้ “สารเคอร์คิวมินอยด์” สูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพร 120% ทำให้เป็นที่ต้องการสูง

นายสนอง จรินทร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบัน ขมิ้นชัน เป็นพืชสมุนไพรเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่ต้องการสูงของอุตสาหกรรมยาแผนโบราณ-ยาแผนปัจจุบัน อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โดยในปี 2560 ตลาดอุตสาหกรรมสารสกัดขมิ้นชันมีมูลค่ารวม 49 ล้านบาท ในขณะที่ปริมาณผลผลิตหัวสดซึ่งยังผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของอุตสาหกรรมขมิ้นชันในประเทศ

ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยพืชสวนได้รับการติดต่อจากองค์การเภสัชกรรมเพื่อขอซื้อพันธุ์ขมิ้นชันคุณภาพปลอดโรค เพื่อนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรในเครือข่ายปลูกเชิงการค้า เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตให้เพียงพอกับอุตสาหกรรมขมิ้นชันหลายแขนงที่กำลังขยายการเติบโต ซึ่งในเบื้องต้นองค์การฯ มีความต้องการใช้ขมิ้นชันตากแห้ง ประมาณปีละ 90 ตัน

ปัจจุบัน ได้มีการนำสารเคอร์คิวมินอยด์ที่สกัดจากขมิ้นขึ้นทะเบียนเป็นยาพัฒนาจากสมุนไพรแผนปัจจุบันรายการแรกของประเทศไทยสำหรับใช้บรรเทาอาการปวดในโรคข้อเข่าเสื่อม เพื่อนำมาผลิต ผลิตภัณฑ์แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันทดแทนยาแผนปัจจุบัน สำหรับสรรพคุณของขมิ้นชันมีสารออกฤทธิ์ที่มีประโยชน์ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มน้ำมันระเหย (Volatile oil) และกลุ่มสารสีเหลืองส้ม หรือที่เรียกว่า สารเคอร์คิวมินอยด์ (curcuminoid)

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับการขยายการเติบโตของตลาดขมิ้นชัน กรมวิชาการเกษตร กำลังเร่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์ขมิ้นชันปลอดโรคระบบวัสดุปลูก (Substrate Culture) หรือการปลูกที่ใช้วัสดุอื่นที่ไม่ใช่ดินในขมิ้นชัน 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ตรัง 1 และ สายพันธุ์ตรัง 84-2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาโรคระบาดและการปนเปื้อนจากสารเคมีตกค้างในดินที่อาจมีผลต่อการเจริญเติบโต และสารเคมีตกค้างในผลผลิตขมิ้นชันซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้นกว่าการปลูกในดิน

ส่วนการขยายพันธุ์ได้ใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแทนการใช้หัวและแง่ง เพื่อเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ได้มากขึ้น สามารถรองรับความต้องการของเกษตรกรที่จะนำขมิ้นชันพันธุ์นี้ไปปลูกเชิงการค้าในอนาคต โดยการวิจัยดังกล่าว ดำเนินการในศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2560 และจะแล้วเสร็จในปี 2564 นี้ และหากสำเร็จก็พร้อมแจกจ่ายขมิ้นชันสายพันธุ์ปลอดโรคไปยังกลุ่มเกษตรกรต่างๆ ต่อไป

สาเหตุที่เลือกสายพันธุ์ตรัง 1 และสายพันธุ์ตรัง 84-2 เนื่องจากเห็นว่าเป็นสายพันธุ์ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากให้สารเคอร์คิวมินอยด์และน้ำมันหอมระเหยในปริมาณที่สูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพรไทย สำหรับขมิ้นชันสายพันธุ์ตรัง 84-2 ให้ผลผลิตหัวสด 2.59 ตัน/ไร่ ให้สารเคอร์คิวมินอยด์ เฉลี่ย 11.04 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 120.80 เปอร์เซ็นต์ ให้น้ำมันหอมระเหย เฉลี่ย 7.78 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 29.67 เปอร์เซ็นต์

ส่วน ขมิ้นชันสายพันธุ์ตรัง 1 ให้ผลผลิตหัวสด 2.23 ตัน/ไร่ ให้สารสำคัญเคอร์คิวมินอยด์ เฉลี่ย 10.62 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพรไทย 112.4 เปอร์เซ็นต์ และให้น้ำมันหอมระเหย เฉลี่ย 7.99 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่ามาตรฐานสมุนไพรไทย 33.17 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ได้มีการกำหนดมาตรฐานยาสมุนไพรจะต้องมีสารกลุ่มเคอร์คิวมินอยด์ไม่น้อยกว่า 5% และมีน้ำมันหอมระเหยไม่น้อยกว่า 6% สำหรับสถานการณ์ผลิตในปี 2559

แหล่งปลูกขมิ้นชัน

ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 4,000 ไร่ จำนวนเกษตรกรผู้ปลูก 1,000 ครัวเรือน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,500 กก./ไร่ ให้ผลผลิตรวมทั่วประเทศ 3,500 ตัน แบ่งเป็นวัตถุดิบใช้ในประเทศ 98% และส่งออกเพียงแค่ 2% ในรูปแบบน้ำมันขมิ้นชันไปยังสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น โดยข้อได้เปรียบทางการตลาดคือ ขมิ้นชันไทย มีคุณภาพและคุณสมบัติที่ดีกว่าประเทศอื่น โดยจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด 3 จังหวัด กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี และลำปาง

สำหรับสารเคอร์คิวมินอยด์ ถือว่าเป็นสารสำคัญหลักในขมิ้นชันที่มีฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์มากมายและเป็นที่ต้องการของเภสัชกรรม อาทิ มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ลดการอักเสบในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันตับจากสารพิษและลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยบำรุงผิวพรรณและชะลอความแก่ เป็นต้น

ขณะที่ทางประเทศที่มีการพัฒนาขมิ้นชันเพื่อช่วยรักษาโรคมะเร็ง ในขณะกลุ่มน้ำมันระเหยจะถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังผลักดันให้ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรระดับชาติเหมือนกับโสมเกาหลี โดยส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น เมื่อนักท่องเที่ยวมาเมืองไทยจะซื้อผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันกลับไป

“จากกระแสความต้องการของตลาดสมุนไพรที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิจัย และการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย และทดแทนการนำเข้ายาแผนปัจจุบันจากต่างประเทศ และการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและผลักดันให้ขมิ้นชันเป็นสินค้าส่งออกของประเทศไทยในอนาคตด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP และอินทรีย์ในทุกพื้นที่ที่เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญ ตลอดจนเร่งกระจายขมิ้นชันพันธุ์ปลอดโรคระบบวัสดุปลูกหรือไม่ใช้ดินให้กว้างขวางมากขึ้น รวมทั้งเร่งวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเนื้อเยื่อเพื่อให้ได้ปริมาณต้นพันธุ์คุณภาพมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมขมิ้นชันและเป็นทางเลือกให้เกษตรกรนำไปปลูกเพื่อการค้า ป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศในอนาคต” นายสนอง กล่าว

การปลูกขมิ้นชัน

ด้าน นางสาวชิญญา ศรีสุข นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ได้กล่าวเพิ่มเติม เกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบวัสดุปลูก (Substrate Culture) ว่า เป็นการปลูกโดยใช้วัสดุอื่นแทนการใช้ดิน เช่น วัสดุอนินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ที่ราคาไม่สูง หาง่ายตามท้องถิ่นแต่ต้องมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของขมิ้นชันและคุณภาพผลผลิตวัตถุดิบที่ตรงตามมาตรฐาน เช่น ทราย แกลบดิบ แกลบเผา กาบมะพร้าวสับ ซังข้าวโพดสับ เป็นต้น

แล้วนำต้นขมิ้นชันมาปลูกในกระบะ กระถางหรือถุงดำสำหรับปลูกที่มีขนาดใหญ่เพียงพอกับการเจริญเติบโตของเหง้าขมิ้นชัน การใช้วัสดุปลูกที่เหมาะสมจะส่งเสริมให้มีการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ผลผลิตมีคุณภาพและปลอดโรค ซึ่งแตกต่างจากการปลูกในดินมีความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดสูง เช่น บางโรคก็ติดมาจากท่อนพันธุ์ที่นำมาปลูก หรือมีการตกค้างของสารเคมีในดินจนทำให้ตกค้างอยู่ในผลผลิตขมิ้นชันได้

สายพันธุ์ขมิ้นชัน

ปัจจุบัน มีสายพันธุ์ขมิ้นชันได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมวิชาการเกษตรแล้ว มีจำนวน 5 สายพันธุ์ ด้วยกันคือ ขมิ้นชันทับปุก (พังงา) ขมิ้นชันตาขุน (สุราษฎร์ธานี) ขมิ้นชันแดงสยาม ขมิ้นชันสมปรารถนา และขมิ้นชันเหลืองนนทรี และมีสายพันธุ์ที่ผ่านการรับรอง จำนวน 2 พันธ์ุด้วยกัน คือ ขมิ้นชันสายพันธ์ุตรัง 1 และขมิ้นชันสายพันธุ์ตรัง 84-2

ผศ.น.สพ.ดร. คงศักดิ์ เที่ยงธรรม คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ตามที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับสุนัขพันธ์ุเกรทเดน จำนวน 13 สุนัขอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ และโปรดให้มารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตามที่ได้มีการประชาสัมพันธ์ไปแล้วนั้น เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อสุนัขพันธุ์เกรทเดนใหม่ โดยชื่อพระราชทานเป็นกลุ่มชื่อดอกไม้ที่มีอยู่ในประเทศไทย ดังนี้

1. คุณนนทรี (บิซาโร่) เพศผู้ อายุ 2 ปี 3 เดือน น้ำหนัก 48.3 กก. มาร์คกิ้ง : หน้ากากขาว คอขาว
2. คุณพวงแสด (เบนลิซ่า) เพศเมีย อายุ 2 ปี 3 เดือน น้ำหนัก 35.2 กก. มาร์คกิ้ง : หน้าดำ คอขาว
3. คุณทองกวาว (ไบรโอนี่) เพศเมีย อายุ 2 ปี 3 เดือน น้ำหนัก 43.2 กก. มาร์คกิ้ง : จุดขาวบริเวณใบหน้า
4. คุณกาหลง (ชาลี) เพศผู้ อายุ 11 เดือน น้ำหนัก 34.2 กก. มาร์คกิ้ง : ดำล้วน
5. คุณบัวตอง (เชอริล) เพศเมีย อายุ 11 เดือน น้ำหนัก 30.2 กก. มาร์คกิ้ง : ดำล้วน
6. คุณโสน (โทโร่) เพศผู้ อายุ 5 เดือน น้ำหนัก 14.2 กก. มาร์คกิ้ง ลายด่าง
7. คุณทุ้งฟ้า (หมอทรัพย์) เพศผู้ อายุ 5 เดือน น้ำหนัก 14.3 กก. มาร์คกิ้ง : คอขาว
8. คุณลำดวน (กาสะลอง) เพศเมีย อายุ 5 เดือน น้ำหนัก 12.4 กก. มาร์คกิ้ง : หน้ากากขาว คอขาว
และอีก 5 สุนัข ปัจจุบัน ยังอยู่ในห้องสัตว์ป่วยวิกฤต
9. คุณจำปูน (แดรี่) เพศเมีย อายุ 5 เดือน น้ำหนัก 11 กก. มาร์คกิ้ง : ลายเหมือนวัวนม
10. คุณเฟื่องฟ้า (อาร์ยา) เพศเมีย อายุ 5 เดือน น้ำหนัก 10.8 กก. มาร์คกิ้ง : หน้ากากสีขาว
11. คุณบานบุรี (เบลล่า) เพศเมีย อายุ 5 เดือน น้ำหนัก 9.3 กก. มาร์คกิ้ง : ตัวสีขาว หูสีดำ
12. คุณพิกุล (คิมเบอรี่) อายุ 5 เดือน น้ำหนัก 12.5 กก. มาร์คกิ้ง : หน้ากากขาว หลังคอขาว
13. คุณกระดังงา (บาตู) เพศผู้ มาร์คกิ้ง : หน้ากากขาว คอหลังขาว ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2562