ในการนี้ สศก. ได้ติดตามประเมินผลโครงการช่วงต้นปี 2560

ในพื้นที่ 4 ภาค รวม 15 จังหวัด จากเกษตรกรตัวอย่าง 70 ราย โดยสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่โครงการ และเกษตรกรที่ใช้น้ำเชื้อจากโครงการ พบว่า ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ 9 ปี สามารถ คัดเลือกแม่โคพันธุ์ลูกผสมพื้นเมือง-บราห์มัน เพื่อมาผสมกับน้ำเชื้อชาโรเลส์ได้จำนวน 26,316 ตัว คิดเป็นร้อยละ 105 จัดส่งน้ำเชื้อชาโรเลส์ให้เกษตรกร 16,617 โด๊ส คิดเป็นร้อยละ 83

ทำการคัดเลือกลูกโคเพศผู้หลังหย่านมจากการผสมน้ำเชื้อดังกล่าวมาเลี้ยงและทดสอบสมรรถภาพจำนวน 250 ตัว คัดเลือกโคพ่อพันธุ์กำแพงแสนคุณภาพดีที่ผ่านการทดสอบไว้ผลิตน้ำเชื้อจำนวน 50 ตัว ครบตามเป้าหมาย และคัดเลือกพ่อพันธุ์ที่มีพันธุกรรมยอดเยี่ยมได้ 24 ตัว มาผลิตน้ำเชื้อกำแพงแสนเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรได้รวม 93,832 โด๊ส คิดเป็นร้อยละ 89 ของเป้าหมาย เกษตรกรนำน้ำเชื้อกำแพงแสนไปผสมกับแม่โคกำแพงแสนในฟาร์ม คิดเป็นร้อยละ 64

ปัจจุบันมีน้ำเชื้อกำแพงแสนที่เหลืออยู่ในโครงการจำนวน 62,500 โด๊ส ทางโครงการฯ จะประสานกรมปศุสัตว์ ซึ่งมีหน่วยงานในพื้นที่ และมีความพร้อมด้านอุปกรณ์ในการผสมเทียม ช่วยดำเนินการกระจายน้ำเชื้อที่เหลือให้กับเกษตรกรผู้ที่สนใจต่อไป

สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสนแบบขุนขาย พบว่ามีต้นทุนจำนวน 39,682.50 บาทต่อตัว หรือ 70.86 บาทต่อกิโลกรัม น้ำหนักเฉลี่ยที่ขาย 560 กิโลกรัมต่อตัว ส่วนต้นทุนการเลี้ยงโคเนื้อทั่วไปจำนวน 40,237 บาทต่อตัว หรือ 90.62 บาทต่อกิโลกรัม น้ำหนักเฉลี่ยที่ขาย 444 กิโลกรัมต่อตัว

จะเห็นได้ว่าต้นทุนการเลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสนต่ำกว่าต้นทุนในการเลี้ยงโคเนื้อลูกผสมทั่วไปจำนวน 19.76 บาทต่อกิโลกรัม และเกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสนสามารถจำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ย 112.50 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่โคเนื้อทั่วไปจำหน่ายได้ราคาเฉลี่ย 102.90 โดยราคาโคเนื้อกำแพงแสนสูงกว่าราคาโคเนื้อทั่วไป 9.60 บาทต่อกิโลกรัม

ดังนั้น เกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสน มีรายได้สุทธิจากการเลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสน 23,317.50 บาทต่อตัว ในขณะที่เกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อทั่วไปมีรายได้สุทธิ 5,450.60 บาทต่อตัว เกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสนมีรายได้สุทธิสูงกว่าเกษตรกรที่เลี้ยงโคเนื้อทั่วไป 17,866.90 บาทต่อตัว ทำให้เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อการดำเนินโครงการในระดับมาก

อย่างไรก็ตาม พบว่าบางกิจกรรมที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่กำหนด เนื่องจากเกิดโรคระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย และปัญหาราคาโคเนื้อในท้องตลาดตกต่ำในช่วงแรกของการดำเนินโครงการ ทำให้เกษตรกรบางส่วนขายโคในโครงการทิ้ง จึงควรมีการจัดทำแผนหรือมาตรการรองรับปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ได้แก่ โรคระบาดต่างๆ โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย หรือราคาโคเนื้อตกต่ำเพื่อจะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อกำแพงแสนของเกษตรกรต่อไป

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ช่วงเดือนตุลาคม – มีนาคมของทุกปี เป็นฤดูกาลที่ประเทศไทยนำเข้าส้มแมนดารินจากสาธารณรัฐประชาชนจีนจำนวนมากโดยผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง กรมวิชาการเกษตร ซึ่งที่ผ่านมาพบปัญหาการมีใบและกิ่งส้มติดมากับผลส้มไม่เป็นไปตามพ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507และข้อตกลงตามพิธีสารไทย-จีน ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืช ที่อาจติดมากับใบและกิ่งส้ม จะทำให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในประเทศไทย รวมทั้ง เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร ด่านตรวจพืชแหลมฉบังจึงจัดทำแผนเฝ้าระวังและควบคุมการนำเข้าส้มแมนดารินจากจีน โดยจัดประชุมร่วมกันระหว่าง เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ผู้ประกอบการและตัวแทนผู้ประกอบการนำเข้า เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติการตรวจปล่อยและนำเข้าผลส้มแมนดารินให้เป็นไปตามเงื่อนไขการนำเข้าของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

โดยขอความร่วมมือกำหนดสถานที่ตรวจร่วมสินค้าเกษตร ระหว่างศุลกากรกับด่านตรวจพืชแหลมฉบัง พร้อมกับกำหนดวิธีสุ่มตรวจ โดยเปิดสินค้าทุกตู้คอนเทรนเนอร์ 100 % กำหนดรูปแบบในการสุ่มเปิดตรวจ 2 รูปแบบ โดยพิจารณาจากประวัติการนำเข้าของผู้นำเข้าแต่ละรายที่มีประวัติการนำเข้าดีไม่ผิดเงื่อนไขการนำเข้า จะได้รับการพิจารณาสุ่มตรวจ 1 : 3 ของจำนวนตู้สินค้าทั้งหมดที่นำเข้าในวันนั้น พร้อมกับได้วางมาตรการติดตามและเฝ้าระวังหลังการตรวจปล่อย จากด่านตรวจพืชแล้ว โดยขอความร่วมมือสารวัตรเกษตรและตำรวจเศรษฐกิจตรวจสอบการครอบครองส้มแมนดารินของผู้นำเข้า ณ ตลาดไทย ตลาดไทยไอยรา ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดค้าส่งอื่นๆ ด้วย

นายสุวิทย์ กล่าวว่า การดำเนินการเมื่อตรวจพบแมลงศัตรูพืชทั่วไปที่มีชีวิต ให้กำจัดโดยการรมยา โดยผู้นำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว จึงอนุญาตให้นำเข้าได้ แต่หากพบศัตรูพืชกักกันจะรมยาแล้วให้ผู้นำเข้าส่งสินค้ากลับไปยังประเทศต้นทางพร้อมหนังสือแจ้งเตือน กรณีตรวจพบกิ่งและใบส้มติดมาให้ผู้นำเข้าดำเนินการกำจัดใบและกิ่งออกให้หมด โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชั่วโมง ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช

“การนำเข้าส้มแมนดารินจากประเทศจีนตั้งแต่เดือนตุลาคม – ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการนำเข้าส้มแมนดารินมาในประเทศแล้ว 24 ราย จำนวน 314 ชิปเม้นท์ ปริมาณการนำเข้า 9.25 พันตัน มูลค่า 277.14 ล้านบาท ซึ่งการนำเข้าในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ยังไม่พบการปฏิบัติที่ผิดเงื่อนไขการนำเข้าแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจพบผู้นำเข้ารายใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการนำเข้าสิ่งต้องห้าม ได้แก่ การลักลอบนำเข้า การปลอมแปลงเอกสาร จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ” นายสุวิทย์ กล่าว

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน นายรุจน์ประทีป ธรรมรพีภัทร์ นายอำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.ศุภวัฒน์ ธีรเนตร ผบ.โรงเรียนนายสิบทหารบก และนายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานวังไกลกังวล แขวงการทาง ตำรวจ ทหาร และกลุ่มจิตอาสาชาวหัวหิน ร่วมพัฒนาทำความสะอาดบริเวณหน้าประตูเสด็จวังไกลกังวลและหน้าค่ายนเรศวรเพื่อร่วมกิจกรรม “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และเพื่อร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี ของการเสด็จสู่สวรรคตของ “ในหลวง รัชกาลที่ 9” ประชาชนชาวหัวหินได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวจัดงานจุดเทียนถวายความอาลัยและกิจกรรมถวายอาลัยจากหน่วยงานต่างๆ หลังจากงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ผ่านไปทุกหน่วยงานจึงพร้อมใจพัฒนาทำความสะอาดและปรับปรุงทัศนียภาพพื้นที่บริเวณรั้วกำแพงทั้งสองฝั่งด้วยการเก็บกวาดขยะ ทาสีรั้วกำแพงและขอบฟุตบาทถนนเพชรเกษมให้กลับมาสวยงามดังเดิม

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีมีการนำเสนอข่าวการพบหนอนตัวแบนนิวกินีในประเทศไทยและสำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้มีหนังสือประสานมายังกรมวิชาการเกษตรให้ตรวจสอบพื้นที่การระบาด การประเมินความเสี่ยงผลกระทบและวิธีการควบคุมกำจัดหนอนตัวแบบนิวกินี พร้อมเผยแพร่ข้อมูลสร้างความรู้ความเข้าใจที่ที่ถูกต้องแก่สาธารณะนั้น

กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการเบื้องต้นแล้วพบว่าหนอนตัวแบนนิวกินีไม่ใช่ศัตรูพืชกักกันตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 แต่เป็นสิ่งมีชีวิตในกลุ่มปรสิต หรือพยาธิ มิใช่ศัตรูพืช แต่เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่อาจมีขึ้นในประเทศไทย มีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นหน่วยงานประสานกลาง ในการควบคุม ดูแลชนิดพันธุ์ต่างถิ่นดังกล่าว โดยกรมวิชาการเกษตรพร้อมให้ร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินการกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะ เพื่อควบคุมกรณีดังกล่าว

“จากการตรวจสอบข้อมูลทางวิชาการในเบื้องต้นพบว่าหนอนตัวแบนนิวกินีไม่ใช่ศัตรูพืชกักกันตามพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 โดยที่ยังไม่มีรายงานพบความเสียหายของระบบนิเวศน์หรือการเข้าทำลายพืชเศรษฐกิจแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตร และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ จะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและเฝ้าระวังในระบบการปลูกพืชของประเทศเพื่อคลายข้อกังวลของประชาชนโดยเร็ว”

บีบีซีรายงานสถานการณ์การลักลอบค้าสัตว์ป่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าอินโดนีเซียจับกุมผู้ร่วมขบวนการ 4 ราย ลอบขนนกแก้วและนกกระตั้วพันธุ์หายาก ด้วยการจับนกยัดเข้าไปในท่อน้ำเพื่ออำพรางถึง 125 ตัว ในจำนวนนี้เป็นนกแก้วอิเลกตัส 84 ตัว และนกกระตั้วขาว 41 ตัว ซึ่งอยู่ในบัญชีสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ หรือ IUCN

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีการลักลอบขนส่งสัตว์ป่าอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ส่งออกไปขายในตลาดใหญ่ ส่วนกรณีล่าสุดนี้ เจ้าหน้าที่สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าอินโดนีเซียพบว่ามีจุดหมายปลายทางส่งไปฟิลิปปินส์ ซึ่งมีเครือข่ายลอบส่งสินค้านกแก้วอยู่ที่นั่น ส่วนนกที่ตกเป็นเหยื่อ เชื่อว่าถูกจับโดยพรานที่หาเงินจากการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย

องค์กร IUCN ระบุว่า มีนกกระตั้วขาวเหลืออยู่ในโลก 43,000 – 183,000 ตัว ขณะที่ลดจำนวนลงเรื่อยๆ เนื่องจากมีการล่าและบุกรุกทำลายป่า เมื่อสองปีก่อน อินโดนีเซียเคยตรวจยึดได้ ขณะนกถูกจับใส่ขวดน้ำพลาสติก

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีทำรายได้ 7 เดือนกว่า 110 ล้านบาท นักท่องเที่ยวเข้าชม 1.8 แสนคน กระทรวงทรัพย์มอบองค์การสวนสัตว์ดูแล ระบุการเปลี่ยนผ่านจากพิงคนครไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ผู้บริหาร พนักงาน

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยที่จังหวัดเชียงใหม่ ถึงการเตรียมความพร้อมของโครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ภายใต้การกำกับขององค์การสวนสัตว์ ว่า ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านการบริหารของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ซึ่งจากเดิมอยู่ภายใต้การบริหารของสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) และขณะนี้ได้เข้ามาอยู่ในการกำกับขององค์การสวนสัตว์

โดยแนวทางการบริหารจะนำมืออาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องสัตว์โดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันมีคณะกรรมการหรือบอร์ดจากองค์การสวนสัตว์ที่มีความชำนาญเรื่องสัตว์มาตรฐานระดับโลกเข้ามาดูแลในรูปแบบคณะทำงานร่วมกัน

ทั้งนี้รัฐบาลเน้นย้ำเรื่องการบริหารในโครงสร้างใหม่ จะต้องไม่กระทบกับประชาชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง และเจ้าหน้าที่ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีที่มีอยู่กว่า 300 คน ขณะเดียวกันตำแหน่ง เงินเดือน รายได้ต่าง ๆ ก็จะเหมือนเดิม นอกจากนั้นในระยะต่อไปจะต้องมีการรับสมัครและคัดสรรซีอีโอเข้ามาดูแลเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวว่า โครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเป็นพื้นที่ระดับเวิลด์คลาส ซึ่งปัจจุบันอยู่ในการกำกับดูแลขององค์การสวนสัตว์ มั่นใจว่าบริหารจัดการได้ไม่ยาก และศักยภาพของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับ จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและมีทิศทางที่ดีมาก มีรายได้ในระดับ 100 ล้านบาท ซึ่งอนาคตก็ต้องมีการกำหนดเป้าหมายของรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีมีรายได้กว่า 110 ล้านบาท ปัจจุบันมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าชมจำนวน 180,000 คน โดยในปี 2559 มีรายได้อยู่ที่ราว 173 ล้านบาท

ลูกหว้า เป็นผลไม้ 1 ใน 8 อย่างที่ถูกบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก ว่าสามารถนำมาทำน้ำปานะ หรือน้ำอัฐบานให้พระภิกษุสงฆ์ฉันได้หลังยามวิกาล หากเรามาพิจารณาให้ดีๆ แล้วนั้น น้ำปานะดังกล่าว มิได้เป็นเพียงเครื่องประทังความหิวในยามวิกาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคุณประโยชน์ทางการรักษาโรคอีกด้วย

หว้า มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Jambolan ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium cumini (L.) วงศ์ : Myrtaceae วงศ์เดียวกับชมพู่ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10-35 เมตร ผลสามารถนำมารับประทานได้ โดยผลสดมีลักษณะรูปรีแกมรูปไข่ ฉ่ำน้ำ มีสีม่วงดำ ผิวเรียบมัน รสชาติเปรี้ยวฝาดอมหวาน คนไทยสมัยก่อนมักจะปลูกไว้บริเวณตามคันนา เนื่องจากต้นหว้าเป็นต้นไม้ที่ชอบความชุ่มน้ำ และเป็นดัชนีชี้วัดปริมาณน้ำฝนที่ตก หากปีใดลูกหว้าดก ออกช่อสีม่วงตามท้องนา แสดงว่าปีนั้นน้ำฝนมาก

นอกจากจะเป็นต้นไม้ที่ให้บอกความเป็นไปของสภาพอากาศแล้ว ผลของต้นหว้ายังเป็นผลไม้ชูกำลังให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี และเป็นยารักษาโรคได้ เนื่องจากผลหว้ามีลักษณะสีม่วงดำและประกอบไปด้วยสาร “แอนโธไซยานิน” ซึ่งสารนี้มักพบในพืชผัก ผลไม้ที่มีสีม่วงเข้มหรือสีแดง สารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ เสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายลดความเสื่อมของเซลล์ มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ ลดน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และยังมีส่วนประกอบของสาร “แทนนิน” ซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วยรักษาอาการท้องเสีย และรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

วิธีทำน้ำลูกหว้าหรือน้ำปานะ ก่อนอื่นนำผลลูกหว้าสุกไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วฝานเนื้อลูกหว้าเป็นชิ้นๆ ใส่น้ำต้มให้เดือด จากนั้นกรองกากออก ปรุงรสด้วยน้ำเชื่อม เกลือ และน้ำมะนาว แล้วทิ้งไว้ให้เย็น ใส่น้ำแข็งดื่ม

คงไม่ยากเกินไปสำหรับขั้นตอนการทำน้ำลูกหว้า นอกจากจะทำไว้ดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพแล้ว เรายังสามารถนำน้ำลูกหว้านี้ไปถวายที่วัด เพื่อเป็นน้ำปานะได้อีกด้วยนายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ ได้รับมอบหมายจากนายทรงพันธ์ จันทร์สว่าง เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ พร้อมออกรณรงค์ให้เกษตรกร หรือชาวนาในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เก็บเกี่ยวข้าวระยะพลับพลึง

การเก็บเกี่ยวข้าว เป็นขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญในการทำนา ซึ่งส่งผลให้ได้ผลผลิตข้าวที่ดี ในแง่ของคุณภาพ ประกอบด้วย ความชื้น สิ่งเจือปน เปอร์เซ็นต์กะเทาะ รวมทั้งการป้องกันการสูญเสียร่วงหล่นของเมล็ดข้าว จุดที่ควรพิจารณา ระยะเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยวข้าว คือ ช่วงระยะที่เรียกว่า “พลับพลึง” หรือบางภาคเรียกว่า “ระยะเหลืองกล้วย” สังเกตง่ายๆ คือ ข้าวในแต่ละรวงสุกเหลืองประมาณ 3 ใน 4 ส่วน หรือเกษตรกรอาจใช้วิธีนับวัน คือ ประมาณ 28-30 วัน หลังจากที่ข้าวออกรวง 80% ก่อนเก็บเกี่ยวถ้ามีน้ำขังในแปลงนา ควรระบายน้ำออกจากแปลงนา ก่อนประมาณ 7-10 วัน เพื่อให้ข้าวสุกสม่ำเสมอ

เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ กล่าวว่า การเก็บเกี่ยวข้าวในระยะนี้จะได้ข้าวที่มีคุณภาพดี คือ เมื่อนำไปลดความชื้นแล้วสีเป็นข้าวสาร จะได้ข้าวเต็มเมล็ดหรือต้นข้าวมาก ข้าวหักน้อย ซึ่งทำให้ข้าวเปลือกที่เกษตรจำหน่ายราคาดี นอกจากนี้ข้าวในระยะพลับพลึงจะยังคงมีความชื้นสูง 21-24 % ซึ่งในระยะนี้เมล็ดข้าวร่วงหล่นได้ยาก จึงทำให้เกิดการสูญเสียน้อยลงแต่เกษตรกรจะต้องลดความชื้นข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวได้ในทันที ด้วยการอบด้วยเครื่องอบลดความชื้น หรือ การตากแดด 3-4 แดด เพื่อให้ความชื้นเมล็ดข้าว ไม่เกิน 14% ก่อนบรรจุกระสอบ เก็บรักษา และจำหน่ายต่อไป

อำเภอสุวรรณภูมิ มี 15 ตำบล 199 หมู่บ้าน พื้นที่ทำนา 360,000 ไร่ อยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 10 ตำบล 136 หมู่บ้าน ร้อยละ 80 คือข้าวหอมมะลิ ชาวนากำลังเก็บเกี่ยวข้าว ในเวลานี้ ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีกำลัง ออกสู่ตลาด ของดีมีน้อย พ่อค้าต้องเร่งรีบไปจับจอง ครับ

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการส่งเสริมระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างรายได้เพิ่ม ในส่วนของกรมหม่อนไหมได้ให้ความสำคัญในการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าว โดยในปีงบประมาณ 2560 ได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหมด้วยระบบแปลงใหญ่ ในพื้นที่ 9 แห่ง 7 จังหวัด ประกอบด้วย อำเภอลานสัก

จังหวัดอุทัยธานี อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร อำเภอบ้านแท่น และอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ และอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ พื้นที่รวมทั้งสิ้น 3,244 ไร่ จำนวนเกษตรกร 1,316 ราย ซึ่งผลจากการดำเนินโครงการแปลงใหญ่ทั้ง 9 แปลง ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ “แปลงใหญ่หม่อนผลสด จังหวัดน่าน” ตั้งอยู่ที่ บ้านน้ำรี หมู่ 12 ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนผลสดได้รวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกหม่อนผลสดภูพยัคฆ์ และขอรับรองเป็นแปลงใหญ่ในปี 2559 โดยมีสมาชิกกลุ่มจำนวน 167 ราย มีพื้นที่รวม 334 ไร่

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า กรมหม่อนไหมเข้าไปให้การสนับสนุนการดำเนินงานของเกษตรกร “แปลงใหญ่หม่อนผลสด จังหวัดน่าน” โดยเน้นถ่ายทอดความรู้การผลิตตามหลักวิชาการและวิธีการผลิตที่เหมาะสม ส่งเสริมและสนับสนุนปัจจัยการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนผล เช่น การทำน้ำหม่อนพร้อมดื่ม น้ำหม่อนเข้มข้น แยมหม่อน หม่อนอบแห้ง เป็นต้น

ซึ่งผลจากการดำเนินงานหลังจากมีการรวมกลุ่มเกษตรกรจัดตั้งเป็นแปลงใหญ่ สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิต(ค่าปุ๋ย ค่าแรงงาน) ลงได้ ร้อยละ 22.80 มีปริมาณผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น จากเดิม 141,200 กิโลกรัม/ปี เป็น 242,000 กิโลกรัม/ปี ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมประมาณ 29,550 บาท/ราย/ปี เป็น 50,718 บาท/ราย/ปี หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 71.63 นอกจากนี้ยังสามารถยกระดับแปลงใหญ่หม่อนผลสดให้ได้รับการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับหม่อนเพื่อผลิตผล (มกษ.1003-2555) เพื่อสร้างมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าของผลผลิต ช่วยจัดหาตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนให้แก่เกษตรกร ให้การสนับสนุนการบริหารจัดการด้านการตลาด และมาตรฐานสินค้า สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้รับซื้อและผู้บริโภคมากขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับในปีงบประมาณ 2561 กรมหม่อนไหมจะดำเนินโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหมด้วยระบบแปลงใหญ่ต่อเนื่อง ทั้งในแปลงเดิมที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 จำนวน 9 แปลง โดยเน้นการจัดทำแผนพัฒนารายแปลง การพัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer การพัฒนาสินค้าหม่อนไหมให้ได้มาตรฐาน (GAP/มกษ.) และในส่วนของพื้นที่แปลงใหม่ จำนวน 16 แปลง ซึ่งประกอบด้วย อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร อ.แม่จัน จ.เชียงราย อ.ดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ อ.หนองพอก และ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ อ.เมือง และ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ อ.เมืองชัยภูมิ อ.คอนสวรรค์ และ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ โดยจะดำเนินการรวมกลุ่มเกษตรกรและรวมพื้นที่ จัดทำข้อมูลแปลงและแผนการดำเนินงาน พัฒนาศักยภาพเกษตรกรด้านหม่อนไหม จัดทำแปลงหม่อน/โรงเลี้ยงไหมต้นแบบ และ ให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

“ท็อปส์ พลาซ่า” ศูนย์การค้าขนาดย่อม 20,000 ตร.ม. valenth.com พร้อมดีเดย์จะอวดโฉมเดือนธันวาคม นำร่องที่แรกเมืองชาละวัน “พิจิตร” จากนั้นเดือนมกราคม 2561 ปล่อยโฉมสาขา 2 ที่ “พะเยา” ต่อทันที โดย “ท็อปส์ พลาซ่า” จะเข้ามาเติมเต็มและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ โดยมี “ท็อปส์” ที่ปรับมาในบทบาทมาเป็นดีเวลอปเปอร์บริหารและขายพื้นที่ ควบคู่กับการดึงแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ทั้งร้านอาหาร แฟชั่น หรือโรงหนังเข้ามาเปิดร่วมทัพไปด้วยกัน

จากที่ผ่านมา ท็อปส์จะอยู่ในบทบาทของแม็กเนตของการเป็นผู้เช่าในพื้นที่ศูนย์การค้าทั้งในศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัล อย่างเซ็นทรัลพลาซา หรือโรบินสัน รวมถึงการเข้าไปเช่าพื้นที่เปิดในศูนย์การค้าท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดสาขาพิจิตรที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการธันวาคมนี้มีขนาด 2 หมื่นตร.ม. ซึ่งท็อปส์จะเป็นแม็กเนตหลักด้วยขนาดพื้นที่ 7,000 ตร.ม. ที่เหลืออีก 13,000 ตร.ม.จะเป็นพื้นที่พลาซ่าให้ร้านต่าง ๆ
“ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด เล่าว่า เป็นทิศทางการขยายธุรกิจของท็อปส์ ซึ่งจะไปในจังหวัดที่ขนาดย่อม ถ้านับตามรูปแบบการลงทุนศูนย์การค้าของกลุ่มเซ็นทรัล เซ็นทรัลพัฒนาจะไปในเมืองขนาดใหญ่และหัวเมืองท่องเที่ยวหลัก ๆ ส่วนโรบินสันจะไปลงทุนในเมืองที่ระดับรองลงมา และอาจพูดได้ว่าโมเดลท็อปส์ พลาซ่าจะไปในเมืองระดับ 3 เป็นการแบ่งกันตามขนาดของเมือง ประชากร และไลฟ์สไตล์ตามพื้นที่นั้น ๆ

“ถามว่าโมเดลนี้ เราชนกับไฮเปอร์มาร์เก็ต เทสโก้ และบิ๊กซี หรือเปล่า กลุ่มลูกค้าก็จะคล้าย ๆ กัน เราจะมีความหลากหลายของสินค้าในท็อปส์ ขณะเดียวกันร้านค้าต่าง ๆ ที่ไปด้วยกันก็จะตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ เรามีโรงหนังเข้ามาด้วย”

สอดคล้องกับทิศทางการขยายสาขาของท็อปส์โมเดลต่าง ๆ ในปัจจุบันที่จะเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ด้วยเป้าหมายครอบคลุม 302 สาขาในสิ้นปีนี้ แบ่งเป็นซูเปอร์คุ้ม 102 สาขา, ฟู้ดฮอลล์ 8 สาขา, ท็อปส์ มาร์เก็ต 93 สาขา, ซูเปอร์สโตร์ 4 สาขา, ท็อปส์ เดลี่ 67 สาขา และร้านกาแฟเซกาเฟโด้ 26 สาขา เป็นต้น

พร้อมกันนี้ ผู้บริหาร “เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล” ฉายภาพตลาดซูเปอร์มาร์เก็ตในช่วงปลายปี โดยเฉพาะตลาดกระเช้าของขวัญที่จะเข้ามาเป็นสีสันกระตุ้นกำลังซื้อโค้งท้าย ว่าภาพรวมตลาดในปีที่ผ่านมามูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท แต่ปีนี้คาดว่าการขยายตัวกว่า 2,400 ล้านบาท ซึ่งท็อปส์จะเน้นคัดสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟจากทั่วโลกจัดลงกระเช้าดีไซน์หลากหลายกว่า 140 แบบ พร้อมโปรโมชั่นส่วนลดเงินสดหรือบัตรของขวัญรวมสูงสุด 35% หรือเลือกรับเงินคืนเพิ่มสูงสุด 18% รวมถึงการผ่อนชำระ 0% สูงสุด 3 เดือน