ในขณะที่นักวิชาการหลายรายให้ความเห็นว่าโดยภาพรวมการเลี้ยง

ปลานิลให้รอดและเกิดโรคระบาดน้อย ต้องเลี้ยงปลาไม่หนาแน่น ต้องบริหารจัดการเลี้ยงปลาให้ดีช่วงร้อนเกิน 32 องศาเซลเซียส ช่วงฝนตกขณะมีความร้อนสูง น้ำหลาก ออกซิเจนในน้ำต่ำ สารอินทรีย์สะสมในแหล่งเพาะเลี้ยงมากเกินไป เพราะเป็นปัจจัยให้ปลาเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่ายหลายชนิด นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงต้องใช้ไข่และพ่อแม่พันธุ์ปลอดโรค ใช้ PCR ตรวจคัดกรองพ่อแม่พันธุ์ ลูกปลา การตรวจภูมิคุ้มกันและพัฒนาวัคซีน การเลี้ยงปลาอายุเดียวกัน เพื่อลดการแพร่เชื้อและควบคุมเชื้อในแหล่งน้ำ โดยเฉพาะการเลี้ยงในกระชังที่ป้องกันเชื้อโรคได้ยาก รายงานข่าวกล่าว

น้ำท่วมซ้ำอีกระลอกนาข้าวหอมมะลิภาคอีสาน พื้นที่การเกษตรลุ่มน้ำชีสาหัสทั้งมหาสารคาม ร้อยเอ็ด ขณะที่ราคาข้าวถีบตัวสูงขึ้นแตะเกวียนละ 14,000 บาท ด้านผู้ประกอบการโรงสีรุกส่งออกเอง ลดพึ่งพ่อค้ารายใหญ่

นายสมเกียรติ ชัยคณารักษ์กูล ประธานหอการค้าจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า เขื่อนอุบลรัตน์จะระบายน้ำออกจากเขื่อนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวบางส่วนอาจมีระดับน้ำสูงถึง 2 เมตร ต้องดูพายุฝนที่จะมาว่ารุนแรงมากน้อยแค่ไหน

“ตอนนี้พื้นที่ปลูกข้าวใน จ.ร้อยเอ็ดที่เสียหายไม่น้อยกว่า 5 แสนไร่ น้ำระลอกใหม่จากเขื่อนคงจะขยายพื้นที่เพิ่ม แต่ภายในตัวเมืองไม่กระทบเท่าไหร่ มีเพียงพื้นที่ลุ่มน้ำทำการเกษตร บริเวณพนังกั้นลำชีที่เป็นทางเดินน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนลำปาวไหลมารวมกันในลำน้ำชีสู่ที่ราบลุ่มของ จ.ร้อยเอ็ด”

ด้านนางจวงจิรา สุริยวนากุล ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ปีนี้ราคาข้าวมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะฤดูการผลิตปี 2560/2561 ที่จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตปลาย ต.ค.-พ.ย.60 ราคาเริ่มปรับสูงขึ้นแล้ว เนื่องจากผลผลิตออกมาน้อย ความต้องการของตลาดในช่วงปลายปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ดมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 3.2 ล้านไร่ เสียหายปีละ 20% เนื่องจากฝนแล้งและอุทกภัย ปกติจะได้ผลผลิตประมาณ 80% จากพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 2.5 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 ประมาณ 1.8 ล้านไร่ ซึ่งจะได้ผลผลิตประมาณ 440 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวเหนียว 7 แสนไร่ ผลผลิต 500 กิโลกรัมต่อไร่

ทั้งนี้ ในปีการผลิต 2559/2560 น้ำน้อยฝนแล้ง พื้นที่ปลูกข้าวนาดอน (พื้นที่สูง) ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ แต่ในปี 2560/2561 เกิดน้ำท่วมในช่วงต้นฤดูการผลิต ทำให้พื้นที่นาดอนได้ผลผลิตดี แต่นาลุ่มได้รับความเสียหายแทน จึงคาดว่าผลผลิตในปีนี้จะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แม้จะมีข้อมูลว่าพื้นที่ปลูกข้าวประสบภัยน้ำท่วม 7-8 แสนไร่ แต่บางพื้นที่น้ำลดเร็ว เกษตรกรสามารถกลับมาฟื้นฟูและปลูกข้าวรอบใหม่ได้ ขณะที่บางพื้นที่ผลผลิตเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูได้

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมความเสียหายของนาข้าวทั้งจังหวัดน่าจะอยู่ที่ 15-20% ขณะที่ผู้ประกอบการโรงสียังประมาณการราคาได้ไม่แน่ชัด ต้องรอดูตลาดต่อไป แต่คาดว่าราคาข้าวหอมมะลิ 105 จะปรับราคาสูงขึ้น เพราะในปัจจุบัน (ก.ย.-ต.ค. 60) ราคาอยู่ที่ 14,000 บาท/เกวียน เพิ่มขึ้นมาจากราคาเดิม 11,000 บาท/เกวียนจากเดือน มี.ค.-เม.ย. นับเป็นปรากฏการณ์ที่คาดไม่ถึงสำหรับราคาข้าวที่เพิ่มขึ้น 3,000-4,000 บาทภายในปีเดียวกัน จึงคาดว่าปีหน้าราคาจะเริ่มต้นที่ 12,000 บาท/เกวียนขึ้นไป

ขณะที่ตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยยังเป็นตลาดจีน ปัจจุบันเริ่มมีผู้ประกอบการโรงสีหันมาทำการส่งออกด้วยตัวเอง โดยไม่ผ่านบริษัทตัวแทนผู้ส่งออก เช่นเดียวกับ จ.ร้อยเอ็ด เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะได้เดินทางไปหาตลาดเพื่อส่งออกข้าวไปยังสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง แต่มีสัดส่วนไม่ถึง 5% ยังคงต้องพึ่งพาผู้ส่งออกรายใหญ่

ด้านนายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ราคาข้าวหอมมะลิยังประเมินไม่ได้ ต้องดูปริมาณน้ำฝนในช่วงเดือน ต.ค.นี้ และกังวลว่าปริมาณน้ำจะส่งผลให้คุณภาพข้าวมีความชื้นสูงและเก็บเกี่ยวยาก เพราะเกษตรกรจะเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ กข 15 ในช่วงกลางเดือน ต.ค. ส่วนข้าวหอมมะลิ 105 จะเริ่มเก็บเกี่ยวในเดือน ธ.ค.นี้

ส่วนราคาข้าวที่สูงขึ้นในปัจจุบันเกิดจากปัจจัยหลักคือการสต๊อกข้าวของผู้ประกอบการโรงสี ฉะนั้นปีนี้ราคาไม่น่าจะต่ำกว่าปีที่แล้ว คาดว่าราคาขั้นต่ำที่ความชื้น 15% ไม่น่าจะต่ำกว่า 12,000 บาท/เกวียน

สำหรับที่ จ.มหาสารคาม รายงานข่าวแจ้งว่ามีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบหนักที่ อ.โกสุมพิสัย และเมืองกว่า 8 หมื่นไร่ ส่วน อ.กันทรวิชัย และเชียงยืนนั้นตัวเลขยังไม่นิ่งเนื่องจากมวลน้ำยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ คาดว่าน้ำจะท่วมกว่า 1 แสนไร่ ผลผลิตเสียหายไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นตัน มูลค่าเกือบ 400 ล้านบาท หากนับรวมความเสียหายตั้งแต่เดือน ก.ค.60 ในพื้นที่ 4 อำเภอจนถึงปัจจุบันรวมกว่า 2.3 แสนไร่ ผลผลิตเสียหายกว่า 9 หมื่นตัน มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ที่วัดสามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ จิตอาสาด้านโยธาและบริการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คุณครู และชาวบ้านในพื้นที่ต่างช่วยกันตัดดอกดาวเรืองที่ออกดอกบานสะพรั่ง และมีดอกขนาดใหญ่จนกิ่งหัก บางส่วนถูกลมฝนที่ตกลงมาใส่จนลำต้นหักเช่นกัน เพื่อไปให้แม่ครัวจิตอาสานำไปประกอบอาหารเป็นทอดมันดอกดาวเรือง

น.ส.อรอุมา เรืองวงษ์ จิตอาสาบริการชาวสามร้อยยอด กล่าวว่า ขณะนี้บ้านเรือนประชาชนเกือบทุกหลังปลูกดอกดาวเรืองไว้ประดับบ้าน ซึ่งหากปล่อยให้ดอกดาวเรืองร่วงโรยไปก็น่าเสียดาย พ่อครัวแม่ครัวซึ่งเป็นจิตอาสาที่สามร้อยยอดจึงได้คิดนำดอกดาวเรืองมาปรุงเป็นทอดมันดอกดาวเรือง ส่วนผสมในการทำทอดมันดอกดาวเรือง คล้ายกับการทำทอดมันทั่วไป แต่มีส่วนผสมที่สำคัญคือดอกดาวเรือง ซึ่งซึ่งพบว่ามีรสชาดอร่อยไม่แพ้การทำทอดมันสูตรอื่น

โดยวิธีทำเมื่อตัดดอกดาวเรืองทั้งหมดมาแล้วก็จะนำมาล้างน้ำสะอาด ก่อนฉีกกลีบดอกดาวเรืองออกพักไว้ จากนั้นนำแป้งทอดกรอบมาเทใส่ภาชนะสำหรับคลุกเคล้า ใส่ไข่ ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาลตาล พริกแกง คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนำกลีบดอกดาวเรืองที่เตรียมไว้มาใส่แล้วนวดให้เข้ากัน เมื่อได้ทีแล้วนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆทอดให้เหลืองหอม เมื่อสุกได้ที ก็สามารถรับประทานได้

ซึ่งทอดมันดอกดาวเรืองนี้จะเตรียมไว้ปรุงเป็นอาหารแจกประชาชนที่มาร่วมงานพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ วัดสามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ด้วย

น้ำท่วมซ้ำอีกระลอกนาข้าวหอมมะลิภาคอีสาน พื้นที่การเกษตรลุ่มน้ำชีสาหัสทั้งมหาสารคาม ร้อยเอ็ด ขณะที่ราคาข้าวถีบตัวสูงขึ้นแตะเกวียนละ 14,000 บาท ด้านผู้ประกอบการโรงสีรุกส่งออกเอง ลดพึ่งพ่อค้ารายใหญ่

นายสมเกียรติ ชัยคณารักษ์กูล ประธานหอการค้าจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า เขื่อนอุบลรัตน์จะระบายน้ำออกจากเขื่อนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวบางส่วนอาจมีระดับน้ำสูงถึง 2 เมตร ต้องดูพายุฝนที่จะมาว่ารุนแรงมากน้อยแค่ไหน

“ตอนนี้พื้นที่ปลูกข้าวใน จ.ร้อยเอ็ดที่เสียหายไม่น้อยกว่า 5 แสนไร่ น้ำระลอกใหม่จากเขื่อนคงจะขยายพื้นที่เพิ่ม แต่ภายในตัวเมืองไม่กระทบเท่าไหร่ มีเพียงพื้นที่ลุ่มน้ำทำการเกษตร บริเวณพนังกั้นลำชีที่เป็นทางเดินน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนลำปาวไหลมารวมกันในลำน้ำชีสู่ที่ราบลุ่มของ จ.ร้อยเอ็ด”

ด้านนางจวงจิรา สุริยวนากุล ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ปีนี้ราคาข้าวมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะฤดูการผลิตปี 2560/2561 ที่จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตปลาย ต.ค.-พ.ย.60 ราคาเริ่มปรับสูงขึ้นแล้ว เนื่องจากผลผลิตออกมาน้อย ความต้องการของตลาดในช่วงปลายปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ดมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 3.2 ล้านไร่ เสียหายปีละ 20% เนื่องจากฝนแล้งและอุทกภัย ปกติจะได้ผลผลิตประมาณ 80% จากพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 2.5 ล้านไร่ แบ่งเป็นข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 ประมาณ 1.8 ล้านไร่ ซึ่งจะได้ผลผลิตประมาณ 440 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวเหนียว 7 แสนไร่ ผลผลิต 500 กิโลกรัมต่อไร่

ทั้งนี้ ในปีการผลิต 2559/2560 น้ำน้อยฝนแล้ง พื้นที่ปลูกข้าวนาดอน (พื้นที่สูง) ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ แต่ในปี 2560/2561 เกิดน้ำท่วมในช่วงต้นฤดูการผลิต ทำให้พื้นที่นาดอนได้ผลผลิตดี แต่นาลุ่มได้รับความเสียหายแทน จึงคาดว่าผลผลิตในปีนี้จะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แม้จะมีข้อมูลว่าพื้นที่ปลูกข้าวประสบภัยน้ำท่วม 7-8 แสนไร่ แต่บางพื้นที่น้ำลดเร็ว เกษตรกรสามารถกลับมาฟื้นฟูและปลูกข้าวรอบใหม่ได้ ขณะที่บางพื้นที่ผลผลิตเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูได้

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมความเสียหายของนาข้าวทั้งจังหวัดน่าจะอยู่ที่ 15-20% ขณะที่ผู้ประกอบการโรงสียังประมาณการราคาได้ไม่แน่ชัด ต้องรอดูตลาดต่อไป แต่คาดว่าราคาข้าวหอมมะลิ 105 จะปรับราคาสูงขึ้น เพราะในปัจจุบัน (ก.ย.-ต.ค. 60) ราคาอยู่ที่ 14,000 บาท/เกวียน เพิ่มขึ้นมาจากราคาเดิม 11,000 บาท/เกวียนจากเดือน มี.ค.-เม.ย. นับเป็นปรากฏการณ์ที่คาดไม่ถึงสำหรับราคาข้าวที่เพิ่มขึ้น 3,000-4,000 บาทภายในปีเดียวกัน จึงคาดว่าปีหน้าราคาจะเริ่มต้นที่ 12,000 บาท/เกวียนขึ้นไป

ขณะที่ตลาดส่งออกข้าวหอมมะลิของไทยยังเป็นตลาดจีน ปัจจุบันเริ่มมีผู้ประกอบการโรงสีหันมาทำการส่งออกด้วยตัวเอง โดยไม่ผ่านบริษัทตัวแทนผู้ส่งออก เช่นเดียวกับ จ.ร้อยเอ็ด เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะได้เดินทางไปหาตลาดเพื่อส่งออกข้าวไปยังสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง แต่มีสัดส่วนไม่ถึง 5% ยังคงต้องพึ่งพาผู้ส่งออกรายใหญ่

ด้านนายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ราคาข้าวหอมมะลิยังประเมินไม่ได้ ต้องดูปริมาณน้ำฝนในช่วงเดือน ต.ค.นี้ และกังวลว่าปริมาณน้ำจะส่งผลให้คุณภาพข้าวมีความชื้นสูงและเก็บเกี่ยวยาก เพราะเกษตรกรจะเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ กข 15 ในช่วงกลางเดือน ต.ค. ส่วนข้าวหอมมะลิ 105 จะเริ่มเก็บเกี่ยวในเดือน ธ.ค.นี้

ส่วนราคาข้าวที่สูงขึ้นในปัจจุบันเกิดจากปัจจัยหลักคือการสต๊อกข้าวของผู้ประกอบการโรงสี ฉะนั้นปีนี้ราคาไม่น่าจะต่ำกว่าปีที่แล้ว คาดว่าราคาขั้นต่ำที่ความชื้น 15% ไม่น่าจะต่ำกว่า 12,000 บาท/เกวียน

สำหรับที่ จ.มหาสารคาม รายงานข่าวแจ้งว่ามีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบหนักที่ อ.โกสุมพิสัย และเมืองกว่า 8 หมื่นไร่ ส่วน อ.กันทรวิชัย และเชียงยืนนั้นตัวเลขยังไม่นิ่งเนื่องจากมวลน้ำยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ คาดว่าน้ำจะท่วมกว่า 1 แสนไร่ ผลผลิตเสียหายไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นตัน มูลค่าเกือบ 400 ล้านบาท หากนับรวมความเสียหายตั้งแต่เดือน ก.ค.60 ในพื้นที่ 4 อำเภอจนถึงปัจจุบันรวมกว่า 2.3 แสนไร่ ผลผลิตเสียหายกว่า 9 หมื่นตัน มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท

สังคมญี่ปุ่นที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวส่อเค้าปัญหาหนักขึ้น ล่าสุดมีรายงานออกมาว่า อนาคตอันใกล้ธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 1.2 ล้านกิจการ มีความเสี่ยงจะปิดตัวลง เนื่องจากผู้ประกอบการไม่มีทายาทสืบทอดต่อ ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งจะทำให้ญี่ปุ่นสูญเสีย “นวัตกรรม” สำคัญต่าง ๆ ไปด้วย

นิกเคอิ เอเชียน รีวิว รายงานว่า กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ระบุว่า ปัจจุบันธุรกิจขนาดกลางและย่อมหรือเอสเอ็มอีในญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เจ้าของกิจการหรือผู้ดูแลธุรกิจจะเป็นผู้สูงอายุระหว่าง 65-69 ปี และคาดว่าในปี 2025 กว่า 60% ของกิจการเอสเอ็มอี 2.45 ล้านแห่ง จะมีผู้ดูแลกิจการที่มีอายุ 70 ปีหรือมากกว่านั้น และในจำนวนนั้นราว 1.27 ล้านบริษัทระบุว่าพวกเขาไม่มีผู้สืบทอดกิจการ ทำให้กิจการอาจต้องยุติลงเมื่อพวกเขาเกษียณ

รายงานระบุว่า การยุติกิจการดังกล่าวอาจจะส่งผลให้ในปี 2025 ญี่ปุ่นอาจสูญเสียงานกว่า 6.5 ล้านตำแหน่ง และสูญเสียจีดีพีไปอีกกว่า 194,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากผลสำรวจของ “Tokyo Shoko Research” ระบุว่า ในปี 2016 มีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในญี่ปุ่นปิดตัวไป 29,583 ราย หนึ่งในเหตุผลหลัก ๆ มาจากปัญหาประชากรที่ลดลงและสังคมผู้สูงอายุทำให้ไม่มีผู้สืบทอดกิจการ และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากปี 2007 ที่มีการปิดกิจการไปประมาณ 21,000 ราย

และสำหรับปีนี้สถานการณ์ก็ไม่ต่างไปจากเดิม หลายกิจการยังทยอยปิดตัว ขณะที่ศาสตราจารย์อิชิโร ยูเอะสึกิ จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัย ฮิโตสึบาชิ ระบุว่า หากการปิดตัวของกิจการที่ประสบปัญหาขาดทุนถือว่าเป็นเรื่องถูกต้อง แต่สำหรับธุรกิจที่มีกำไรต่อเนื่อง แต่ติดปัญหาที่ “ไม่มีคนสืบทอดกิจการ”สิ่งนี้จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นโดยรวมในอนาคต

อย่างไรก็ตาม มีหลายบริษัทได้หาผู้สืบทอดจากภายนอกตระกูลเพื่อแก้ไขปัญหา เช่น ผู้ผลิตสาเกเซมปุกุ “มิยาเกะ คิโยสุกุ” ได้จ้างคนที่มาจากบริษัทตัวแทนจัดหางานมาช่วยบริหารงาน เนื่องจากลูกชายของเขายังอยู่ในวัย 20 ปีเศษเท่านั้น จึงคิดว่าหากมีใครสักคนที่เข้ามาช่วยวางแผนระยะกลางได้ก่อนก็จะดี

นี่จึงกลายเป็นความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวงของรัฐบาล หากญี่ปุ่นสูญเสียกิจการต่าง ๆ เหล่านี้ไป เพราะไม่ใช่เพียงแค่ “อุตสาหกรรมญี่ปุ่น” จะอ่อนแอลงเท่านั้น แต่จะกลายเป็นว่า ญี่ปุ่นได้สูญเสีย “นวัตกรรม” ต่าง ๆ

เช่นเมื่อราว 2 ปีก่อนหน้านี้ บริษัทผู้ผลิตชอล์กเทคโนโลยีไร้ฝุ่น “ฮาโกโรโม” ได้ปิดตัวลง ท่ามกลางความเสียดายของคนทั่วโลก โดยเฉพาะบรรดานักคณิตศาสตร์ ทำให้ “ทาคายาสุ วาตานาเบะ” ประธานบริษัทได้ตัดสินใจปิดตัวกิจการลงเนื่องจากไร้ผู้สืบทอด

“เราได้รับแฟกซ์และโทรศัพท์มากมาย และเราแทบจะรับมือกับออร์เดอร์ที่เข้ามาไม่ไหว” วาตานาเบะกล่าวถึงช่วงเวลาเมื่อ 2 ปีก่อน ภายหลังปิดบริษัทลง เขาส่งต่อเครื่องจักรผลิตชอล์กไปต่อยังเกาหลีใต้

“โอคาโนะ โคเกียว” วัย 84 ปี เจ้าของบริษัทอุตสาหกรรมเหล็ก files-store.com ผู้ผลิตเข็มฉีดยาเทคโนโลยีขนาดเล็กพิเศษ เพื่อช่วยลดอาการเจ็บปวด ในเขตสุมิดะ กรุงโตเกียว ซึ่งก่อตั้งในปี 1924 กล่าวถึงอนาคตของบริษัทว่า เขาคิดถึงเรื่องการปิดกิจการเหมือนกันภายใน 2 ปีข้างหน้า ธุรกิจที่โอคาโนะก่อตั้งมานาน ได้กลายเป็นต้นแบบของเทคโนโลยีด้านเบ้าหลอมและแรงดัน ซึ่งมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อื่น ๆ และบริษัทอุตสาหกรรมอื่น ๆ นำไปใช้ แม้ว่าจะมีความสำคัญระดับนี้ แต่โอคาโนะก็บอกถึงโอกาสในการปิดตัวว่า “เขามีลูกสาว 2 คน ซึ่งเลือกทางเดินชีวิตอื่น ดังนั้นภายหลังจากเขาเกษียณ กิจการผลิตเข็มฉีดยาจะถูกควบรวมไปกับบริษัท “เทรุโม” ซึ่งผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ และแชร์สิทธิบัตร รวมถึงไลน์การผลิตกับบริษัทของโอคาโนะมาก่อนหน้านี้

ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้พยายามสร้างเทรนด์การหาผู้สืบทอดกิจการจากภายนอกบริษัท โดยหอการค้าญี่ปุ่นได้ให้คำปรึกษาบริษัทต่าง ๆ เรื่องผู้สืบทอดไปแล้วกว่า 800 กรณี และคาดว่าจำนวนผู้ต้องการรับคำปรึกษาจะเพิ่มถึงปีละ 2,000 กรณีใน 5 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดกิจการ ด้วยการออกกฎหมายลดภาษีในการซื้อหรือควบรวมกิจการของธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงการสนับสนุนนโยบายเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่อยากลงทุนในธุรกิจของครอบครัวต่อไป

อีกทางรอดหนึ่งซึ่งมีข้อเสนอแนะว่า ทางการญี่ปุ่นควรจะเปิดโอกาสสำหรับกิจการที่ต้องการควบรวมหรือส่งไม้ต่อ เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เช่นที่ในประเทศฝรั่งเศสมีการจัดตั้งเครือข่ายออนไลน์สำหรับบริษัทที่ต้องการขายกิจการ

ประเทศในเอเชียหลายแห่งมีความสนใจในกิจการของญี่ปุ่น ดังนั้นทางออกจาก “ต่างแดน” อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อช่วยให้ธุรกิจอยู่รอด และช่วยให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังดำเนินต่อไปได้

ภาพเขียน “จิตรกรรม” ที่ใช้ประกอบพระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในครั้งนี้ นับว่ามีความงดงาม และสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะภาพเขียนจิตรกรรมฉากบังเพลิงแต่ละภาพ ที่ผู้เขียนบรรจงถ่ายทอดเรื่องราว คติความเชื่อตามหลักเทวนิยม ว่าพระมหากษัตริย์คือสมมุติเทพ ซึ่งอวตารมาจากพระนารายณ์ รวมถึง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขณะที่ภาพเขียนจิตรกรรมในพระที่นั่งทรงธรรม ได้ถ่ายทอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่โดดเด่นของในหลวง รัชกาลที่ 9

“ฉากบังเพลิง” เครื่องกั้นทางขึ้นลงพระเมรุมาศ มักเขียนเป็นรูปเทวดา มีลักษณะเป็นฉากพับได้ ติดไว้กับเสาทั้ง 4 ด้าน บริเวณบันไดขึ้นลงพระเมรุมาศ เพื่อใช้บังลม และไม่ให้เห็นการถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยพระเมรุมาศในรัชกาลที่ 9 ประกอบด้วยฉากบังเพลิง 4 ด้าน ล้อมรอบพระจิตกาธาน ด้านหน้า และด้านหลัง จะเขียนภาพจิตรกรรมที่แตกต่างกัน แนวคิดการออกแบบพระเมรุมาศในรัชกาลที่ 9 ยึดคติความเชื่อตามหลักเทวนิยมที่ว่า “พระมหากษัตริย์” คือ “สมมุติเทพ” ซึ่งอวตารมาจากพระนารายณ์ ด้วยเหตุนี้ ภาพเขียนจิตรกรรมฉากบังเพลิงจึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับ “พระนารายณ์อวตาร 9 ปาง” โดยปางที่ 9 คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงประทับอยู่ในพระบรมโกศ

สำหรับพระนารายณ์อวตาร 8 ปาง ที่ปรากฏบนฉากบังเพลิง จะเป็นเรื่องราวพระนารายณ์อวตาร ฉบับพระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ 6 ดังนี้ ทิศเหนือ ปางที่ 1 มัสยาอวตาร (ปลากรายทอง) ปางที่ 2 กูรมาวตาร (เต่า) ทิศตะวันออก ปางที่ 3 วราหาวตาร (หมูป่า) ปางที่ 4 นรสิงหาวตาร (นรสิงห์) ทิศใต้ ปางที่ 6 ปรศุรามาวตาร (พราหมณ์ปรศุราม หรือผู้ใช้ขวานเป็นอาวุธ) ปางที่ 7 รามาวตาร (พระรามในรามเกียรติ์) ทิศตะวันตก ปางที่ 8 กฤษณาวตาร (พระกฤษณะ) ปางที่ 10 กัลกยาวตาร (มนุษย์ขี่ม้าขาว)

นอกจากนี้ ยังมีภาพเขียนกลุ่ม “เทวดา” ที่สื่อความหมายว่าเหล่าเทวดามารับเสด็จในวาระเสด็จสู่สวรรคาลัย

ความพิเศษอีกประการคือ การอัญเชิญ “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่คัดสรรโครงการเด่นๆ 24 โครงการ จากกว่า 4,000 โครงการ มาถ่ายทอดบนฉากบังเพลิง ตามหมวดดิน น้ำ ลม และไฟ โดยทิศเหนือ หมวดน้ำ ทิศตะวันออก หมวดดิน ทิศใต้ หมวดไฟ และทิศตะวันตก หมวดลม ทิศเหนือ ประกอบด้วย โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหมวดน้ำ 6 โครงการ ได้แก่ ฝนหลวงแก้ปัญหาความแห้งแล้งในภาคอีสาน เลือกพื้นที่วนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝายต้นน้ำ เพื่อชะลอน้ำ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ อ่างเก็บน้ำเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ในช่วงเวลาที่ขาดแคลนน้ำ โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องกลเติมอากาศ บำบัดน้ำเสีย

ทิศตะวันออก โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหมวดดิน 6 โครงการ ได้แก่ ดินกรวด ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ดินเค็ม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ดินทราย ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน และโครงการหุบกะพง-ดอนห้วยขุน ดินดานลูกรัง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย ดินพรุ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง ดินเปรี้ยว ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง

ทิศใต้ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหมวดไฟ 6 โครงการ ได้แก่ สบู่ดำ ปลูกเพื่อสกัดน้ำมัน สามารถใช้แทนน้ำมันดีเซล ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน โรงงานผลิตไบโอดีเซล ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง เชื้อเพลิงอัดแท่ง แกลบอัดแท่ง โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ก๊าซชีวภาพ โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ ผลิตกระแสไฟฟ้า ใช้ไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์รับส่งสัญญาณดาวเทียม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ กังหันน้ำผลิตไฟฟ้าที่ประตูน้ำคลองลัดโพธิ์

ทิศตะวันตก โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในหมวดลม 6 โครงการ ได้แก่ กังหันลม โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ บ้านหนองคอไก่ จ.เพชรบุรี เพื่อการผันน้ำจากที่ต่ำชักน้ำขึ้นที่สูง กังหันลม โครงการสถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริดอยม่อนล้าน จ.เชียงใหม่ กังหันลม โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมและกังหันลมสูบน้ำ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบวาตภัยแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช เป็นที่มาของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ และบางกระเจ้า ปอดของกรุงเทพฯ พระราชดำริพื้นที่บางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นพื้นที่สีเขียวและเป็นปอดของกรุงเทพฯ เนื่องจากลมมรสุมจากอ่าวไทยจะพัดเอาอากาศบริสุทธิ์ที่ผลิตจากพื้นที่แห่งนี้เข้าฟอกอากาศเสียในกรุงเทพฯ เป็นเวลากว่าปีละ 9 เดือน