ในช่วงแรกจะเลี้ยงปลาเทวดาให้มีอายุตั้งแต่ 10 เดือนขึ้นไป

มาเป็นพ่อแม่พันธุ์ โดยเลือกตัวเมียที่ลักษณะท้องพูนๆ ที่เหมือนจะมีไข่อยู่ในท้อง และเลือกตัวผู้ที่ตัวมีลักษณะค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่พิการ มาเพาะพันธุ์เข้าด้วยกัน

“การผสมพันธุ์ เราก็จะเน้นให้ลูกที่ออกมามีลักษณะเป็นพื้นฐานแบบที่ตลาดต้องการ ก็คือ จะเป็นลายหินอ่อน โดยเอาพ่อแม่พันธุ์มาจับใส่ลงในตะกร้าแยกภายในบ่อแบบคู่ใครคู่มัน ใช้เวลาประมาณ 24 ชั่วโมง ปลาตัวเมียก็จะวางไข่ลงบนแผ่นกระเบื้องที่วางไว้ให้ภายในตะกร้า ซึ่งไข่เราก็จะสามารถเก็บได้วันต่อวัน จากนั้นก็นำไข่ไปฟักต่ออีกที่หนึ่งที่ไม่ได้รวมกับพ่อแม่พันธุ์” คุณฐาปกรณ์ บอก

จากนั้นนำไข่ที่ติดกระเบื้องมาใส่ไว้ในที่สำหรับฟัก พร้อมทั้งเปิดออกซิเจนใส่ภายในน้ำอยู่ตลอดเวลา โดยไข่จะอยู่ภายในที่ฟัก ประมาณ 7 วัน ก็จะเริ่มฟักออกมาเป็นตัวให้เห็น โดยในระยะฟักนี้ต้องค่อยหมั่นเช็กไข่อยู่ทุกวัน เพราะในกระเบื้องที่วางไข่บางแผ่นจะมีไข่ที่เสียไม่ได้รับการผสม จึงจำเป็นต้องนำออกไปทิ้งทันที เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับไข่ที่อยู่ในกระเบื้องแผ่นอื่นๆ

จากนั้นนำลูกปลาเทวดาที่ได้ไปอนุบาลลงในบ่อดิน ขนาด 10×10 เมตร ปล่อยลูกปลาเทวดาอนุบาลอยู่ที่ 5,000 ตัว ต่อบ่อ อาหารที่ใช้เลี้ยงในระยะนี้ จะเน้นให้กินลูกไร เป็นเวลาอย่างน้อยประมาณ 1 เดือน แล้วจึงหัดให้กินอาหารเม็ดควบคู่ไปกับการกินลูกไร เมื่อมองเห็นว่าลูกปลาเทวดากินอาหารเม็ดจนเก่ง มีความเคยชินแล้วก็จะงดให้กินลูกไรทันที

“ลูกปลาเทวดากว่าจะได้ไซซ์ขนาดที่ขายได้ เราก็จะเลี้ยงตั้งแต่หลังออกจากไข่มา ก็ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ความยาวตัวปลาก็จะได้อยู่ที่ 1.5 นิ้ว ถึง 2 นิ้ว แต่ส่วนมากเราก็จะเลี้ยงให้ใหญ่กว่านี้ขึ้นไปหน่อย ส่วนเรื่องโรคไม่ค่อยเจอปัญหามากนัก แต่ต้องระวังมากที่สุดก็จะเป็นเรื่องการย้ายปลาส่งขาย โดยเราจะต้องนำมาพักในบ่อซีเมนต์อย่างน้อย 2-3 วันก่อน แล้วจึงค่อยส่งขายเพื่อให้ปลาได้ปรับสภาพความคุ้นชินก่อนที่จะถึงมือลูกค้า” คุณฐาปกรณ์ บอก

ในเรื่องของการตลาดเพื่อจำหน่ายปลาเทวดานั้น คุณฐาปกรณ์ บอกว่า จะส่งไปยังตลาดกลางปลาสวยงามอยู่ที่จังหวัดราชบุรี และตลาดอีกส่วนหนึ่งจะเป็นแม่ค้าจากตลาดนัดจตุจักรมารับถึงที่ฟาร์ม โดยตลาดหลักๆ จะเน้นเป็นแบบขายส่งเพียงอย่างเดียว จะไม่ทำตลาดแบบขายปลีก

“ปลาเทวดานี่ยังถือว่าตลาดปลาสวยงามยังมีความต้องการ เพราะส่วนมากแล้วคนก็ยังมีความชอบเลี้ยง เลยทำให้ตลาดยังถือว่าค่อนข้างไปได้ดี ซึ่งที่ฟาร์มผมก็จะมีขายส่งอยู่ ที่ตัวละ 2.50 บาท หรือบางไซซ์ขนาดก็ขึ้นไปถึง 5 บาท ซึ่งราคาปลาชนิดนี้ก็ยังขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด อย่างบางคนเขาก็จะรับไปทำไซซ์ใหญ่เลี้ยงต่อไป เพื่อที่จะเอาไปขายเป็นไซซ์ใหญ่ ราคาอยู่ที่ 10-15 บาท ขึ้นไปก็มี” คุณฐาปกรณ์ บอกถึงเรื่องการตลาด

สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงปลาเทวดา คุณฐาปกรณ์ แนะนำว่า สามารถเลี้ยงรวมกันเป็นจำนวนมากๆ ภายในตู้ได้ เมื่อเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จและรู้ถึงลักษณะนิสัยของปลาเป็นอย่างดีแล้ว ขั้นต่อไปก็เรียนรู้เรื่องการผสมพันธุ์ ก็จะสามารถทำได้ง่ายๆ สามารถทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักที่สร้างรายได้เป็นเงินให้เห็นได้อย่างแน่นอน

ไอคอนสยาม เดสติเนชั่นแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดงาน “ไอคอนสยาม เจ้าพระยา ริเวอร์ ออฟ ไลฟ์” (ICONSIAM CHAO PHRAYA RIVER OF LIFE) ร่วมสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีไทยในเทศกาลลอยกระทงรักษ์โลก ตั้งแต่ 19–22 พฤศจิกายน 2561 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม
กรุงเทพฯ – “ไอคอนสยาม” อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน

จัดงาน “ICONSIAM CHAO PHRAYA RIVER OF LIFE” (ไอคอนสยาม เจ้าพระยา ริเวอร์ ออฟ ไลฟ์) ตั้งแต่วันที่ 19–22 พฤศจิกายน 2561 ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมและอนุรักษ์ประเพณีลอยกระทงแบบรักษ์โลกของไทย ส่งเสริมการใช้กระทงจากวัสดุธรรมชาติ ลดการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การใช้ชีวิตริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืนตลอดไป โดยพิธีเปิดจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในวันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2561 เวลา 18.00 น. โดยได้รับเกียรติจากท่านเอกอัครราชทูตทั้ง 13 ประเทศ แขกผู้มีเกียรติ และศิลปินดารา ปราง -กัญญ์ณรัณ วงศ์ขจรไกล และ เต้ย – พงศกร เมตตาริกานนท์ ที่จะมาร่วมทำกิจกรรมลอยกระทงที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมร่วมกัน

นายณรงค์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด กล่าวว่า “นโยบายของไอคอนสยามให้ความสำคัญในการร่วมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนและอยู่คู่เคียงแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างสมศักดิ์ศรีสืบไป จึงได้ดำเนินพันธกิจต่อสังคม 3 เรื่องหลักอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาโดยรอบ, มีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนและส่งเสริมต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตนอย่างยั่งยืน

และการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทยอันดีงามที่อยู่คู่กับวิถีคนริมน้ำเจ้าพระยามาช้านาน ล่าสุดไอคอนสยาม ได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ดิ ไอคอนสยาม ซูเปอร์ลักซ์ เรสซิเดนซ์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด, บริษัท ดิ ไอคอนสยาม เรสซิเดนซ์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม,

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จํากัด, บริษัท วิริยะประกันภัย จํากัด (มหาชน) และ ชุมชนต่างๆ ที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จัดงาน “ไอคอนสยาม เจ้าพระยา ริเวอร์ ออฟ ไลฟ์” ตั้งแต่วันที่ 19–22 พฤศจิกายน 2561 เพื่อสืบสานประเพณีลอยกระทงของไทยที่มีมายาวนาน และร่วมรณรงค์ให้ใช้กระทงจากวัสดุธรรมชาติ ครอบครัวละ 1 กระทง หรือร่วมลอยกระทงผ่านแอปพลิเคชั่นออนไลน์ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา

ไอคอนสยาม นับว่าเป็นเดสติเนชั่นแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เปิดเมืองต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่านให้ได้มาร่วมกิจกรรมมากมายในช่วงเทศกาลลอยกระทงเป็นครั้งแรก โดยภายในงานจะตื่นตาตื่นใจกับกระทงดิจิตอลยักษ์ที่ประดิษฐ์จากนวัตกรรมสุดล้ำ ผ่านการใช้เทคนิคการนำเสนอผ่านจอแอลอีดีที่ล้ำสมัย สูงกว่า 6.5 เมตร พร้อมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย อาทิ นบสักการะพระจุฬามณี, ราชินีแห่งสายน้ำ, การแสดงกลองยาวต่อตัว, การแสดงลาวกระทบไม้ลีลา และการฟ้อนสี่ภาค ณ ริเวอร์ พาร์ค

และชมกระทงที่ออกแบบแทนสัญลักษณ์ทั้ง 5 ภาคของไทย ผ่านการสร้างสรรค์จากนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง อาทิ 1. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 2. มหาวิทยาลัยรังสิต 3. มหาวิทยาลัยศิลปากร 4. วิทยาลัยเพาะช่าง และ 5. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์

พร้อมชมนิทรรศการกระทงจาก 13 สถานทูต ที่ร่วมสร้างสรรค์ประติมากรรมกระทง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศที่ได้แรงบันดาลใจจากประเพณีลอยกระทงของไทย จัดแสดงอยู่บริเวณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M

ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรม 4 ภาค ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาแสดงทุกวัน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมกันนี้ยังสามารถอิ่มอร่อยกับของดีและอาหารจาก 77 จังหวัด ที่จะมาร่วมเปิดร้านในนิทรรศการงานวันอินเตอร์ แถมท้ายด้วยการร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปประดิษฐ์กระทงจากวัสดุธรรมชาติ ณ สุขสยาม

นอกจากนี้ ยังมีการลอยกระทงรักษ์โลกผ่านแอปพลิเคชั่น ที่ชื่อว่า “กระทง” (Kra Thong) ซึ่งทุกคนสามารถดาวน์โหลดฟรีผ่านเพลย์สโตร์ และแอปสโตร์ เพื่อดีไซน์กระทงแบบ DIY เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเองผ่านมือถือโดยกระทงจะปรากฏบนจอมัลติมีเดียของกระทงยักษ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและสามารถลอยกระทงผ่านแอปพลิคเคชั่นได้เลย

เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีไทยในเทศกาลลอยกระทงรักษ์โลก ตั้งแต่วันที่ 19–22 พฤศจิกายน 2561 ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-495-7000

ถ้าพูดถึงอวัยวะข้างในร่างกาย ตับถือว่าเป็นเครื่องในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญมาก แต่หลายคนก็ยังคงมองข้ามเครื่องในอย่างตับไป และไม่เคยรู้ว่าตับสำคัญอย่างไร ตับมีหน้าที่อะไรในร่างกายเรา จนกระทั่งเมื่อมีปัญหาสุขภาพอันเกี่ยวเนื่องมาจากตับ จึงเริ่มใส่ใจตับกันมากขึ้น

ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น ควรรู้หน้าที่ของตับ ว่าตับทำหน้าที่อะไร แล้วเราควรดูแลตับยังไงให้โรคภัยไม่ถามหา

หลายๆ คนคงเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า เมื่อตับดี สุขภาพก็ดีตามไปด้วย ทางที่ดีเราควรฟื้นฟูตับแบบค่อยเป็นค่อยไป และวิธีที่ใช้ก็คือ การรับประทานอาหารนี่เอง จะอย่างไรมาดูผัก ผลไม้ ที่ช่วยฟื้นฟูตับกันเถอะ

ลิ้นจี่ (ผลไม้บำรุงตับ) รู้หรือไม่ว่า ลิ้นจี่ อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน กลูโคส ซูโครส วิตามิน เอ, บี, และกรดซิตริก โดยตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน ลิ้นจี่ถือเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์อุ่น ช่วยบำรุงตับและบรรเทาอาการตับอักเสบ ได้คำแนะนำคือ ผู้ที่มีอาการคอแห้ง เจ็บคอ ปวดฟัน หรือท้องผูกไม่ควรรับประทานลิ้นจี่ในปริมาณที่มาก เพราะลิ้นจี่มีฤทธิ์อุ่น ซึ่งอาจส่งผลให้อาหารเหล่านี้ทวีคูณ

แครอต (ผลไม้บำรุงตับ) รู้หรือไม่ว่า แครอตไม่ได้ช่วยแค่เรื่องผิวพรรณหรือดวงตาเท่านั้นนะ แต่ยังช่วยในเรื่องของตับด้วย เพราะแครอตอุดมไปด้วยวิตามินหลากชนิด ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ, บี 1, บี 2, ซี, ดี และวิตามินเค รวมทั้งยังมีกรดโฟลิก ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี และทองแดง ในด้านการแพทย์แผนจีนนับว่าแครอตเป็นผักที่มีฤทธิ์อุ่น จึงช่วยบำรุงตับ บำรุงเลือดได้ดี และช่วยแก้อาการอาหารไม่ย่อยได้อีกด้วย

เกรปฟรุต (ผลไม้บำรุงตับ) ผลไม้ชนิดนี้อุดมไปทั้งวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็น 2 ตัวช่วยที่สำคัญในการล้างพิษตับและช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งตับ โดยเราสามารถรับประทานแบบสดๆ หรือจะนำไปคั้นน้ำดื่มก็ได้
อะโวกาโด (ผลไม้บำรุงตับ) นอกจากกรดไขมัน โอเมก้า 3 และ 6 ที่อุดมอยู่ในอะโวกาโดแล้ว กลูต้าไธโอนยังเป็นจุดเด่นของอะโวกาโดอีกด้วย สิ่งนี้คือสิ่งที่ช่วยดูแลตับได้เป็นอย่างดี เจ้าอะโวกาโดช่วยล้างพิษที่สะสมในตับและช่วยลดโอกาสเกิดโลหะหนักสะสมในตับได้อีกด้วย
วอลนัท (ผลไม้บำรุงตับ) สิ่งที่ตับต้องการจากวอลนัทก็คือ กรดไขมันโอเมก้า 3 และกลูต้าไธโอน ตัวช่วยสำคัญในกระบวนการขับสารพิษออกจากตับ ช่วยบำรุงการทำงานของตับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

กะหล่ำปลี (ผักช่วยบำรุงตับ) สำหรับคนที่ต้องรับประทานยารักษาโรคเป็นประจำ แถมยังต้องเผชิญมลภาวะตามท้องถนนที่แออัดเร่งรีบ จนอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับพิการ รู้หรือไม่ว่ากะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารกลูต้าไธโอนที่มีคุณสมบัติช่วยล้างควันพิษและสารเคมีจากยาที่สะสมในตับได้ด้วย
ผักใบเขียว (ผักช่วยบำรุงตับ) ไม่ว่าจะเป็นผักโขม ผักกาดหอม รวมถึงผักใบเขียวชนิดอื่นๆ มีคุณสมบัติป้องกันการเกิดโลหะหนักในตับและชะล้างสารเคมีที่สะสมในตับ โดยเฉพาะสารเคมีประเภทยาฆ่าแมลงที่ร่างกายมักจะได้รับจากการบริโภคอาหารที่ไม่สะอาด คำแนะนำคือควรบริโภคผักปลอดสารหรือผักริมรั้วที่ปลูกได้เอง

ชาเขียว (ผักช่วยบำรุงตับ) ชาเขียวถือว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างดีเยี่ยม และแน่นอนว่ามันย่อมช่วยในเรื่องของการบำรุงตับด้วย แถมยังมีสรรพคุณช่วยป้องกันมะเร็งตับได้เป็นอย่างดี

ผักประเภทหัว (ผักช่วยบำรุงตับ) นอกจากกะหล่ำปลียังมีบร็อกโคลี่ มันเทศ ที่มีกลูโคโซโนเลต สารอาหารที่หาได้จากพืชผัก แต่มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการผลิตเอนไซม์ในตับอ่อนเพื่อช่วยต่อต้านสารพิษ และยังมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อย รู้ไหมว่าการย่อยเกี่ยวกับอะไร เมื่อระบบย่อยทำงานได้เป็นปกติก็ถือว่าตับได้ล้างสารพิษออกจากตัวเองด้วยเช่นกัน

ขมิ้นชัน (สมุนไพรช่วยบำรุงตับ) ถ้าต้องการขับพิษออกจากตับ ขมิ้นชันคือคำตอบที่ตรงใจที่สุด นอกจากช่วยขับพิษสะสมในตับแล้ว สรรพคุณของขมิ้นชันยังช่วยบำรุงฟื้นฟูและล้างสารพิษออกจากตับได้ เราสามารถเลือกรับประทานขมิ้นชันแบบแคปซูลก่อนนอน เพื่อบำรุงตับ และควรกินวันละ 5,000-8,000 มิลลิกรัม ต่อวัน

เก๋ากี้ (สมุนไพรช่วยบำรุงตับ) ขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดของแหล่งสารอาหาร ประโยชน์ของเก๋ากี้ไม่สามารถบรรยายตรงนี้ได้ครบ เอาเป็นว่าช่วยป้องกันไขมันพอกตับ ช่วยให้ตับทำงานได้ดีขึ้น สามารถรับประทานได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นต้มชาดื่ม ปรุงเป็นโจ๊ก หรือนำไปเป็นส่วนผสมของแกง ต้มจืด เครื่องตุ๋นยาจีน เป็นต้น

กระเทียม (สมุนไพรช่วยบำรุงตับ) เนื่องจากกระเทียมมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นให้ตับผลิตเอนไซม์ตัวที่ช่วยขับสารพิษออกไป อีกทั้งกระเทียมยังมีสารอัลลิซินและซีลีเนียม สององค์ประกอบนี้เป็นส่วนสำคัญจากธรรมชาติที่ช่วยดีท็อกซ์พิษตับออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ
มะขามป้อม (สมุนไพรช่วยบำรุงตับ) รู้หรือไม่ว่า มะขามป้อม มีวิตามินซีมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า ซึ่งวิตามินซีในมะขามป้อมจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนักในตับ และลดความเสี่ยงโรคมะเร็งตับได้

ลูกเล็กๆ กลมๆ สีเขียว มองดูคล้ายมะเขือพวง แต่บางลูกเป็นสีแดง ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า เป็นผักหรือผลไม้ชนิดใดกันแน่ สอบถามผู้รู้ได้ความว่า เป็น “พริกตุ้ม” ผักพื้นบ้านของจังหวัดระยอง มีมากแถบอำเภอแกลง ช่วงเดือนธันวาคม จะมีพริกตุ้มมากที่สุด

พริกตุ้ม เป็นพริกที่ไม่เรียวยาวเหมือนพริกทั่วไป แต่มีลักษณะกลม คล้ายมะเขือพวง แต่เนื้อในของพริกตุ้มแน่นกรอบ หากเคี้ยวทั้งเม็ดให้แตกในปาก จะได้รสชาติเผ็ดหอม แต่หายเผ็ดเร็วกว่าพริกขี้หนู

แก่จัด มีสีเขียวเข้ม แก่จัดจนสุดจะมีสีแดงจัด เมื่อนำไปประกอบอาหารให้เด็ดขั้วออกแล้วใส่ทั้งเม็ด

ชาวระยองนิยมใส่ในแกงป่า แกงเขียวหวาน และผัดเผ็ด เพื่อเพิ่มรสชาติให้อาหารผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า ชาวสวนยางพาราเมืองตรังหันทำเกษตรแบบไร่นาผสมหลังราคายางตกต่ำ สร้างรายได้ปีละ 5 แสนบาท ขณะที่บางรายตัดสินใจโค่นยางบางส่วนนำไม้ไปขาย ทิ้งไว้แต่ตอไม้ยางไว้ทำค้างปลูกเสาวรสแทน สามารถทำเงินได้นับพันบาทต่อวัน

นายยุทธพงศ์ คงรอด ผู้จัดการสวนปันสุข เลขที่ 129/1 ต.น้ำผุด อ.เมืองตรัง จ.ตรัง เปิดเผยว่า จากปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งล่าสุดราคาน้ำยางสดมาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 32 บาท (ข้อมูลวันที่ 16 พ.ย.) ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย เพราะขณะนี้ขายยางพารา 3 กิโลกรัม จึงจะซื้อหมู 1 กิโลกรัมได้ ดังนั้นชาวสวนยางจึงพากันหันไปประกอบอาชีพเสริมเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า สำหรับตนเมื่อก่อนนั้นมีอาชีพทำสวนยางพาราเพียงอย่างเดียว หลังราคายางตกต่ำต่อเนื่องทำให้รายได้ไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้จ่ายในครัวเรือน ทำให้ตนต้องหาอาชีพอื่นเสริม แต่ตนคิดต่างจากคนอื่นๆ ตรงที่ว่าตนได้ใช้พื้นที่ของตนเอง จำนวน 13 ไร่ แบ่งเป็นส่วนๆ ในการทำเกษตรผสมผสาน มีการใช้พื้นที่ปลูกยางพารา เลี้ยงปลา ทำนา ทำสวนพริกไทย และพืชผักสวนครัว เรียกว่าปลูกทุกอย่างที่กินได้ นอกจากจะนำผลผลิตมาใช้บริโภคในครัวเรือนเพื่อลดรายจ่าย ส่วนที่เหลือก็นำออกจำหน่ายให้เพื่อนบ้านและตลาดในชุมชน ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทำให้มีรายได้จากการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปีละประมาณ 4-5 แสนบาท

“นอกจากนี้ ผมยังใช้พื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ทำเป็นศูนย์เรียนรู้ โดยให้ครู นักเรียน และผู้ปกครอง นำนักเรียน บุตรหลาน มาเรียนรู้ชีวิตเกษตรกร โดยมีการสอนการปลูกต้นไม้ การทำไข่เค็ม การทำสบู่ การวาดภาพ และที่น่าสนใจคือ ให้เด็กๆ ที่มาศึกษาดูงานได้ดำนาด้วย ทั้งนี้เด็กที่มานั้นต้องลงมือทำเองทุกสิ่งที่เรียนรู้ เพื่อให้เด็กๆ เข้าใจในชีวิตเกษตรกร และเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่นักเรียนได้ลงมือทำและเห็นของจริง ซึ่งจะได้ประโยชน์มากกว่าการเรียนในห้องเรียน เพราะการที่เด็กๆ เห็นและสัมผัสของจริงนั้นจะทำให้เด็กๆ รู้สึกตื่นเต้นมาก อีกทั้งผู้ปกครองก็มีความพึงพอใจที่บุตรหลานได้เรียนรู้และลงมือทำด้วยตนเอง ผมคิดว่าทางรอดของเกษตรกร ณ เวลานี้คือ การหันมาทำไร่นาแบบผสมผสาน เพราะจะช่วยลดรายจ่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี”

ด้าน นายเฉลิม ศรีสุข อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 256 หมู่ที่ 3 ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรัง เปิดเผยว่า ตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ประสบปัญหาจากราคายางพาราตกต่ำ ทำให้มีรายได้ลดลงเป็นอย่างมาก จึงได้ตัดสินใจโค่นต้นยางพาราอายุ 15 ปี ในพื้นที่กว่า 2 ไร่ ซึ่งเป็นยางเปิดกรีดมาประมาณ 8 ปี ทั้งๆ ที่ยางพารามีอายุการกรีดน้ำยางกว่า 27 ปี โดยนำไม้ยางพาราส่วนหนึ่งไปขาย เหลือไว้เฉพาะตอไม้ยางพารา ความสูงประมาณ 1.5-2 เมตร เพื่อทำเป็นค้างไว้สำหรับปลูกต้นเสาวรส ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องแปลกตาเป็นอย่างมากเพราะยังไม่มีเกษตรกรคนไหนที่ใช้ตอไม้ยางพารามาทำเป็นค้างปลูกต้นเสาวรส

และเมื่อหันมาใช้พื้นที่ว่างปลูกต้นเสาวรสมาประมาณปีกว่าๆ โดยได้ซื้อหาพันธุ์มาเอง ทางรัฐบาลไม่ได้มาหนุนเสริมแต่อย่างใด การปลูกต้นเสาวรสก็ได้รับความนิยมมากขึ้น ผลผลิตที่มีอยู่ตอนนี้ก็มีไม่พอขาย จึงตัดสินใจโค่นต้นยางเพื่อมาปลูกต้นเสาวรสแทน ซึ่งตนได้คิดทำแบบนี้คนแรก เพราะหากซื้อเสาปูน ตกเสาร้อยกว่าบาท ซึ่งต้องใช้หลายเสาและต้องลงทุนเยอะ จึงยอมโค่นต้นยางพาราทิ้ง

“ตอนนี้ปลูกเสาวรสจะดีกว่ากรีดยางพาราแน่นอน เพราะสามารถเก็บเสาวรสขายได้ตลอด แม้จะเข้าช่วงหน้าฝนก็ตาม ต่างกับการกรีดยางที่พอฝนตกก็ไม่สามารถกรีดยางได้ อย่างน้อยขายเสาวรสมีรายได้ต่อวันละ 500-1,000 บาท ส่วนกรีดยางพาราในแต่ละวันมีรายได้แค่ 100 บาท เท่านั้น โดยผมเองจะขายเสาวรสอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 40 บาท เสาวรสที่ผมปลูกเป็นพันธุ์สีม่วง ประมาณ 200 ต้น นอกจากจะปลูกเสาวรสแล้ว ยังมีมะม่วงหาวมะนาวโห่ พร้อมเตรียมวางแผนปลูกทุเรียนไว้อีกด้วย สามารถทำรายได้มาจุนเจือครอบครัวเป็นอย่างดี”

แหนแดง เป็นพืชตระกูลเฟิร์นชนิดลอยน้ำ เจริญเติบโตลอยอยู่บนผิวน้ำในที่ที่มีน้ำขังในเขตร้อนและเขตอบอุ่น แหนแดงที่พบอยู่ทั่วโลกมีอยู่ด้วยกัน 7 ชนิด ในประเทศไทยมีอยู่เพียงชนิดเดียว คือ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata)

ต้นแหนแดง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ คือ ลำต้น ราก และใบ แหนแดงมีกิ่งแยกจากลำต้น ใบของแหนแดงเกิดตามกิ่งเรียงสลับกันไป ใบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือใบบนและใบล่าง มีขนาดใกล้เคียงกัน ใบล่างค่อนข้างโปร่งใส มีคลอโรฟิลล์น้อยมาก ใบบนเป็นสีเขียวมีคลอโรฟิลล์เป็นองค์ประกอบ

ดร. ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า แหนแดงที่ขึ้นอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติในบ้านเรา เป็นแหนแดงสายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) มีขนาดเล็กกว่าแหนแดงสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ประมาณ 10 เท่า ทำให้ขยายพันธุ์ได้ช้ากว่า

แหนแดง มีประวัติการใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว ในประเทศสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาชนจีนมานานหลายศตวรรษแล้ว“กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัยค้นคว้า เรื่องแหนแดง มาตั้งแต่ ปี 2520 ช่วงเวลาดังกล่าวกรมได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ส่งเสริมให้มีการใช้แหนแดงเป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวทั่วไปในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งความจริงประเทศจีนได้มีการใช้แหนแดงในนาข้าวก่อนประเทศอื่นๆ เป็นเวลาเกือบ 100 ปีแล้ว

ดังได้กล่าวมาแล้ว แหนแดง มีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ ประมาณ 7 สายพันธุ์ แต่ที่เหมาะสำหรับประเทศไทยมีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ อะซอลล่า พินนาต้า (Azolla pinnata) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมในประเทศไทย กับสายพันธุ์ อะซอลล่า ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรนำเข้ามาเพื่อคัดพันธุ์

ดร. ศิริลักษณ์ เล่าว่า หลังจากที่เราคัดเลือกได้สายพันธุ์แหนแดงที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยแล้ว เราก็ได้ปรับปรุงพันธุ์โดยการฉายแสง แล้วคัดพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วขึ้น มีความเหมาะสมสามารถทนอยู่ในสภาพแวดล้อมในบ้านเราได้ดี เมื่อเทียบคุณสมบัติกับแหนแดงสายพันธุ์ที่มีอยู่ในบ้านเรา พบว่า มีคุณสมบัติที่ด้อยกว่า คือ ตรึงไนโตรเจนได้น้อยกว่า ขนาดของต้นเล็กกว่า ขยายพันธุ์ได้ช้า

กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาพันธุ์และขยายพันธุ์แหนแดงสายพันธุ์ไมโครฟิลล่า (microphylla) มาตั้งแต่ ปี 2520 ได้มีการรักษาพันธุ์มาเรื่อยๆ และได้เงียบหายไประยะหนึ่ง เมื่อประเทศไทยหันมาส่งเสริมเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ แหนแดงของกรมวิชาการเกษตรจึงได้นำมาพัฒนาการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์อีกครั้งหนึ่ง ใน ปี 2540

คุณสมบัติของ แหนแดง พันธุ์กรมวิชาการเกษตร

เนื่องจากกาบใบบนด้านหลังของแหนแดงมีโพรงใบและมีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินอาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง เมื่อนำมาวิเคราะห์ พบว่า มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ สูงถึง 4.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าพืชตระกูลถั่วที่มีอยู่ ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อหว่านแหนแดงไปในนา 1 ไร่ จะมีผลผลิตแหนแดง 3,000 กิโลกรัม (3 ตัน) เทียบได้กับปุ๋ยยูเรีย 7-10 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของข้าว