ในนามของประชาชนชาวกระบี่ ขอขอบคุณหอการค้าญี่ปุ่นกรุงเทพฯ

มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท สพฐ. และซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยสำหรับเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ” รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าว

คุณบรรเจิด หอมบุญมา รองกรรมการผู้จัดการบริหาร สายธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท สพฐ. และหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ สนับสนุนโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันนักเรียนในรูปแบบที่โรงเรียนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนภายใต้โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 ช่วยลดปัญหาทุพโภชนาการของนักเรียน โดยในปีนี้ได้สนับสนุนโรงเรียน 5 แห่ง คือ 1. โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ 2. โรงเรียนวัดอรัญคามวารี อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3. โรงเรียนชุมชนบ้านเขาหลาง อำเภอละแม จังหวัดชุมพร 4. โรงเรียนบ้านทองอินทร์ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ 5. โรงเรียนวัดหัวค่าย (พิศาลอุปถัมภ์) อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช

ที่ผ่านมา ซีพีเอฟสนับสนุนโครงการใน 3 ด้านหลัก คือ 1. ด้านการให้ความรู้ ให้คำปรึกษา การเลี้ยง และการบริหารจัดการ ซึ่งปัจจุบันได้จัดทำเป็นคู่มือการดำเนินงานโครงการสำหรับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้สามารถดูแลและติดตามได้อย่างครบถ้วนทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจัดทำคู่มือการเลี้ยงไก่ไข่สำหรับครูและนักเรียน เพื่อให้เลี้ยงและจัดการได้อย่างเป็นระบบ ถูกต้องตามหลักวิชาการและการสุขาภิบาล ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการเลี้ยงได้ตามเกณฑ์ตามมาตรฐาน 2. การสนับสนุนปัจจัยการผลิต ได้แก่ พันธุ์สัตว์ และอาหารสัตว์ แก่โรงเรียน ผ่านระบบสมาชิกโครงการ และ 3. ร่วมติดตามโครงการ โดยเจ้าหน้าที่สัตวบาลจะไปเยี่ยมโรงเรียนในเขตพื้นที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง

ด้าน คุณชินจิ นาคาโนะ ประธานส่วนการศึกษา คณะกรรมการฝ่ายความช่วยเหลือสังคม หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) กล่าวว่า ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา JCC ได้ร่วมสนับสนุนโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันมาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลรวม 117 โรงเรียน มูลค่ารวม 25.42 ล้านบาท โดยในปีนี้ซึ่งเข้าสู่ปีที่ 19 ได้สนับสนุนและส่งมอบโครงการให้แก่ 5 โรงเรียน มูลค่ารวม 1.55 ล้านบาท ซึ่งรูปแบบการดำเนินการ JCC ให้การสนับสนุนงบประมาณสำหรับก่อสร้างโรงเรือน การติดตั้งอุปกรณ์การเลี้ยง พันธุ์ไก่ไข่ อาหารสัตว์สำหรับการเลี้ยง เกิดประโยชน์ต่อนักเรียน ครู ชุมชน และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารโปรตีน มีไข่ไก่สดบริโภคในชุมชน ก่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

“หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ มีการดำเนินกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น การสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม และการพัฒนาด้านการศึกษา ซึ่งการดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ส่งผลให้โรงเรียนมีเงินกองทุนหมุนเวียนขยายผลสู่กิจกรรมอื่นๆ เกิดการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน เด็กนักเรียนกว่า 34,000 คน และครู 900 คน ได้เรียนรู้การบริหารจัดการ ผลผลิตจากโครงการยังเอื้อประโยชน์ต่อเยาวชน ได้บริโภคไข่ไก่สดในราคาที่เหมาะสม” ประธานส่วนการศึกษา คณะกรรมการฝ่ายความช่วยเหลือสังคม หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ กล่าว

คุณบำรุง ฤทธิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ เขต 1 สพฐ. กล่าวว่า โรงเรียนในส่วนของ สพฐ. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาทุพโภชนาการของนักเรียนแต่ไม่พอเพียง การที่ JCC เข้ามาร่วมสนับสนุน ถือเป็นการบูรณาการงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน ส่งผลให้นักเรียนมีอาหารอิ่มท้องและมีภาวะโภชนาการที่ดี ส่งเสริมนักเรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เกิดการฝึกทักษะอาชีพแบบครบวงจร ทั้งการผลิต การจัดการ และการตลาด การดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 ของภาคีความร่วมมือ แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการมีส่วนร่วมพัฒนาเยาวชนของชาติให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ เป็นกำลังที่สำคัญของประเทศต่อไป

ทั้งนี้ มูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์พัฒนาชีวิตชนบท และซีพีเอฟ น้อมนำแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงห่วงใยเรื่องภาวะโภชนาการของเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร มาดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน นับตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปัจจุบัน มีจำนวนโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 718 โรงเรียน ซึ่งการส่งมอบโครงการในวันนี้ ณ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 37 จังหวัดกระบี่ เป็นโรงเรียนลำดับที่ 719 ของโครงการ

บวบ นับเป็นพืชผักที่มีคุณประโยชน์สูง สายพันธุ์บวบที่เกษตรกรนิยมปลูกอย่างแพร่หลายคือ บวบเหลี่ยม บวบหอม นอกจากนี้ยังมีบวบอยู่พันธุ์หนึ่งซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักกันแพร่หลายนัก คือ บวบงู แค่ฟังชื่อ สาวๆ ที่กลัวงู อาจจะไม่ถูกชะตากับชื่อผักชนิดนี้สักเท่าไหร่ หากใครมีโอกาสลิ้มลองรสชาติของบวบงู เชื่อว่าร้อยทั้งร้อย คงต้องยอมซูฮกให้ เพราะผลอ่อนเอ๊าะๆ ของบวบงูมีรสชาติหวาน อร่อยมาก สามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้สารพัดเมนู ไม่ว่าจะเป็นเมนูผัดกับ ไข่ หมู กุ้ง ต้มจิ้มกับน้ำพริกรสจัด หรือปรุงเป็นเมนูแกงส้ม แกงเลียง ก็อร่อยยอดเยี่ยมทุกเมนู

นอกจากมีจุดเด่นในเรื่องรสชาติความอร่อยแล้ว บวบงู ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่กำลังได้รับความนิยมสูงในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคอีสาน “ บุญทา ดวงอ้อย ” เกษตรกรผู้ปลูกบวบงู ที่บ้านทับพุง ต.หนองแสง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี เป็นพยานยืนยันข้อเท็จจริงได้ในเรื่องนี้ เพราะ 10 ปีที่ผ่าน บวบงู กลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่ทำเงิน สร้างฐานะและความเป็นอยู่ของครอบครัวแห่งนี้ให้เติบโตอย่างมั่นคง

บุญทา ยึดอาชีพปลูกผักมากกว่า 20 ปี เขาปลูกพืชผักตามกระแสความต้องการของตลาดเป็นหลัก พืชตัวไหนที่ปลูกง่าย ขายดี ตลาดต้องการสูง เช่น ผักกาด แตงกวา ผักชีลาว หรืออ้อย เขาลงทุนปลูกมาหมดแล้ว

ที่ผ่านมา ชาวอีสานจำนวนมากนิยมบริโภคพืชประจำท้องถิ่น คือ “ บวบงู ” ที่มีชื่อพื้นบ้านอีสาน ว่า บักงอเงี้ยว บักงูเงี้ยว หรือบักกะดิง ส่วนคนเหนือ เรียกว่า มะนอยงู คนอีสานนิยมนำผักชนิดนี้ไป ลวก หรือนึ่ง จิ้มแจ่ว กินแซบหลายๆ

บวบงูที่นิยมปลูกแพร่หลายในถิ่นอีสานมี 2 พันธุ์ คือ “ พันธุ์สีขาว ” ที่มีขนาดผลใหญ่ บางผลมีความยาวถึง 1 เมตร แต่มีข้อเสีย คือ มีรสชาติไม่ค่อยอร่อย เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกบวบงู “ พันธุ์ลายเขียวขาว ” ซึ่งมีขนาดผลเรียว สั้น รสชาติดีกว่าชนิดแรก

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว บุญทาเริ่มปลูกบวบงู บนเนื้อที่ 3- 4 ไร่ ซึ่งเป็นบวบงูสายพันธุ์พื้นเมือง ผิวไม่สวย ผลมีลักษณะงอบิดเบี้ยว เมื่อนำผลผลิตออกจำหน่ายที่ตลาดอุดรเมืองทองจำนวน 1 คันรถ โดยขายส่งในราคาก.ก.ละ 5 บาท ปรากฎว่า ทั้งวันขายบวบงูได้แค่ครึ่งคันรถเท่านั้น บุญทาบอกว่า สาเหตุที่ขายสินค้าไม่ได้ในช่วงนั้น เพราะคนอีสานบางท้องที่ก็ยังไม่รู้จักพืชผักชนิดนี้ บางคนรู้จักแต่ไม่ซื้อเพราะไม่ชอบกลิ่นฉุนของบวบงู

ความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ไม่ทำให้บุญทาเกิดความย่อท้อ เขาหันไปใช้เมล็ดพันธุ์บวบงูคุณภาพดีที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ทดลองปลูกบวบงูมาแล้วหลายยี่ห้อ แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเลือกปลูก “ บวบงูพันธุ์ สเน็กกี้ 004 ” ของบริษัทเจียไต๋ จำกัดแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากบวบงู พันธุ์สเน็กกี้ มีการเจริญเติบโตและแตกแขนงดีมาก ทนโรค ให้ผลผลิตสูง ผลมีสีเขียว มีลายทางสีขาวแซม รสชาติหวานกรอบ ขนาดผล 3.0-3.5×45-50 เซนติเมตร น้ำหนัก 170-200 กรัมต่อผล อายุการเก็บเกี่ยว 50 วันหลังปลูก

คำกล่าวที่ว่า “ หัวใจสำคัญของการปลูกพืช คือเมล็ดพันธุ์ ถ้าเมล็ดพันธุ์ดีได้มาตรฐานก็จะให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพ เวลาจำหน่ายก็ได้ราคาดีด้วย ” น่าจะเป็นสัจจธรรมที่ตรงกับชีวิตของบุญทาในช่วงที่ผ่านมา เพราะหลังจากเขาเปลี่ยนมาปลูกบวบงูพันธุ์ สเน็กกี้ ก็ทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ของเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขี้น

“ บวบงูเป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย ใช้เวลาปลูก 2 เดือน เก็บเกี่ยวผลผลิตไป 50 -60 วัน ปัจจุบันผมเก็บผลผลิตออกขาย ที่ตลาดอุดรเมืองทอง เฉลี่ยวันละ 150 ถุงๆ ละ 5 ก.ก. ขายส่งถุงละ 60 – 80 บาท เฉลี่ย ก.ก.ละ 12 – 16 บาท แม่ค้าที่รับซื้อจะนำไปขายปลีกในราคาก.ก.ละ 20-25 บาท แม่ค้าบางรายนำเหมาบวบงูไปขายต่อที่จังหวัดกาฬสินธ์ ในราคาขายส่งถุงละ 100 บาท ” บุญทากล่าว

เมื่อสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้บุญทาตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกบวบงูอย่างเดียวถึง 20 ไร่ โดยทั่วไป บวบงู สามารถเพาะปลูกได้ทุกเดือน แต่ช่วงที่ให้ผลผลิตสูงสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกันยายน บุญทาวางแผนการปลูกบวบงูอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งเนื้อที่ปลูกบวบงู 5 ไร่ ทะยอยปลูกใหม่ทุกๆ 4 เดือน เพื่อให้มีสินค้าป้อนเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

บวบงู สามารถเติบโตได้ดีในดินแทบทุกชนิด การเตรียมดินเริ่มจากขุดหลุมปลูกกว้างประมาณ 40 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุม 1 เมตร ตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 4-5 วัน หลังจากนั้นใส่ปุ๋ยคอกหลุมละ 2-3 กิโลกรัม ปูนขาว 1 กระป๋องนมข้นหวาน ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดีแล้วทิ้งไว้ 2-3 วัน จึงจะนำต้นกล้ามาปลูก

การเตรียมต้นกล้า ใช้เมล็ดพันธุ์ แช่ในน้ำอุ่นประมาณ 2 ชั่วโมง นำขึ้นมาห่อด้วยผ้าทิ้งไว้ 2-3 วัน เมล็ดเริ่มแตกหน่อ นำไปเพาะในถาดเพาะกล้า ซึ่งบรรจุด้วยปุ๋ยดินหมักชีวภาพ ดิน และแกลบดำ อย่างละเท่า ๆกัน เมื่อต้นกล้าแตกใบจริงคู่ที่ 2 จึงย้ายปลูก

หากฝนไม่ตก ควรรดน้ำทุกวัน ให้พอดินชุ่ม น้ำไม่ขังในแปลงปลูก ดูแลใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หลังปลูกได้ 1 อาทิตย์ ประมาณ 1 กำมือ ต่อหลุมห่างจากต้นประมาณ 1 ฝ่ามือแล้วทำการกลบดินบริเวณรอบหลุมใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินอีก 1 กระป๋องนม หลังจากนั้นใส่ปุ๋ย13-13-21ห่างกัน 15 วัน ต้นละ 1 กำมือ

เนื่องจากบวบงูเป็นประเภทไม้เถา ควรเตรียมค้างหรือร้าน โดยใช้ไม้ไผ่ทำร้านสูงประมาณ 2 เมตร ให้สามารถเดินได้สะดวก เมื่อทำโครงเรียบร้อยแล้ว ใช้อวนตาข่ายขึงด้านบนให้ตึง บวบสามารถเลื้อยบนร้านได้ตลาด ยอดไม่ตกหรือย้อยลงด้านล่าง

การดูแล ขณะต้นกล้าที่ย้ายมา ยังเล็กอยู่ จะมีเต่าทองมาคอยทำลาย เจาะใบ ควรป้องกันโดยการล้อมกรอบ ต้นกล้าด้วยหนังสือพิมพ์ โดยปักหลัก 4 หลัก ควรใช้ต้นกล้วยมาผูกเถาของบวบงู ติดค้างจนถึงร้านบวบงู คอยปลิดแขนงออก ให้มียอดเถาเดียว ขึ้นร้าน แต่เมื่อขึ้นบนร้านให้มีหลายแนงยิ่งดี จะมีผลดก

นอกจากนี้ ควรเติมปุ๋ยหมักชีวภาพอยู่เสมอ ๆ ทุก ๆ 15 วัน และรดน้ำให้ชุ่ม ฉีดพ่นน้ำหมักสะเดา ทุกสัปดาห์ ทำการตัดใบที่เป็นโรค ยอดที่ไม่สมบูรณ์ออก ไม่ปล่อยให้ใบบวบทับซ้อนกัน แสงแดงสามารถส่องถึงใบได้ทุกใบในระหว่างแถวบวบ โดยทั่วไป บวบเป็นพืชที่ทนต่อโรคและแมลง จึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีนัก หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช ในบริเวณแปลงบวบควรอนุรักษ์ผึ้ง เพื่อทำหน้าที่ผสมเกสร ช่วยเพิ่มผลผลิต ควบดูแลจัดผลไม่ให้ค้างหรือตั้งอยู่บนตาข่ายเพื่อให้รูปทรงไม่คดงอ การปลูก 1 ครั้ง สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน 50 -60 วัน

ปัจจุบัน ครอบครัวบุญทามีรายได้จากการขายบวบงูถึง 324,000 บาท/5 ไร่/5 เดือน เรียกว่า แต่ละเดือนจะมีรายได้เข้ากระเป๋าเฉลี่ย 13,000 บาทต่อไร่ทีเดียว บุญทาบอกอีกว่า ทุกวันนี้ ผมปลูกบวบงูส่งขายที่ตลาดอุดรเมืองทองแค่แห่งเดียว ก็ขายดิบขายดี จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาดแล้ว

“ ตลาดต้องการ บวบงู พันธุ์สเน็กกี้จำนวนมาก เพราะบวบงูพันธุ์นี้มีลักษณะเด่นคือ ผลตรง ยาวเรียว สวยงาม เนื้อกรอบนุ่ม มีรสหวานอร่อยน่ารับประทาน ส่วนเมล็ดพันธุ์บวบงูยี่ห้ออื่น เมื่อนำมาปลูก แม้จะได้ผลตรง ยาวเรียวเช่นกันแต่มีเนื้อหยาบ กินแล้วไม่นุ่มปาก เนื้อก็ไม่ค่อยหวาน แม่ค้าแผงผักและผู้ซื้อส่วนใหญ่พึงพอใจรสชาติความอร่อยของ “พันธุ์สเน็กกี้”มากกว่า ทุกวันนี้ผมตัดสินใจเลือกปลูกบวบงูพันธุ์สเน็กกี้แต่เพียงอย่างเดียว ”

ที่ผ่านมา บวบงู นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมสูงในพื้นที่ภาคอีสาน เจียไต๋ ได้สำรวจสายพันธุ์บวบงูพันธุ์พื้นบ้าน พบว่า มีจุดอ่อนเรื่องผลผลิตต่ำ ต้นละ 1-2 กก. ผลมีสีเขียวเข้มลายพร้อยชัดเจน ผู้บริโภคมองเป็นบวบแก่ไม่น่ารับประทาน นำไปวางขายได้เพียง 2 วันก็จะเหี่ยว เจียไต๋จึงวางแผนปรับปรุงสายพันธุ์บวบงูให้มีคุณภาพดีขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพที่มั่นคงแก่เกษตรกร

นิธิกร อินทวารี ผู้ปรับปรุง “ บวบงูสายพันธุ์สเน็กกี้ 004 ” ของ เจียไต๋ เล่าว่า ปี 2539 เจียไต๋ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์บวบงู มีชื่อการค้าว่า พันธุ์ “สเน็กกี้” ที่มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตต่อต้นดก 5-6 กก. ต้นแข็งแรงแตกแขนงได้มากขึ้น ในแต่ละแขนงบางข้อให้ลูกเป็นคู่ ผิวสีเขียวสดใสดูอ่อนวัย วางตลาดได้นานเป็น 3-5 วัน หลังเปิดตลาดจนถึงทุกวันนี้ บวบงู พันธุ์ “สเน็กกี้” ของ เจียไต๋ ได้รับความนิยมจากเกษตรกรปลูกบวบงูตลอดระยะเวลา 17 ปี สามารถครองส่วนแบ่งตลาดบวบงูได้ถึง 80%ทีเดียว

สำหรับหนุ่มสาวคนใด ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้เขียนอยากแนะนำให้เลือกบริโภคบวบงูเป็นพืชผักประจำบ้าน เพราะบวบงู เป็นพืชที่มีแคลอรี่และไขมันต่ำ มีกากไฟเบอร์สูง ทำให้ย่อยง่าย ดีต่อระบบขับถ่ายและเหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้ บวบงู ยังเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารมากมาย ทั้งแคลเซียม เหล็ก และฟอสฟอรัส ผลอ่อนของบวบงูที่นิยมนำมารับประทานนั้นมีสรรพคุณทางสมุนไพร เช่น แก้ท่อน้ำดีอุดตัน ขับพยาธิ ช่วยระบายความร้อนจากร่างกาย ช่วยล้างสารพิษได้ดี จึงเหมาะที่จะใช้ในกระบวนการดีท็อกซ์

ประการต่อมา รากบวบงู ยังมีสรรพคุณเป็นยาชูกำลังและยาระบายอ่อน ๆ น้ำที่สกัดจากใบของบวบงู ช่วยลดอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับหัวใจ เช่นใจสั่น น้ำที่สกัดจากบวบงู เมื่อนำมาใช้นวดผม จะช่วยผมร่วงและกำจัดรังแค แต่ระวังอย่ารับประทานเมล็ดบวบงูเข้าไปปริมาณมาก เพราะจะทำให้มีอาการคลื่นไส้และท้องเสียได้

พิษพายุปาบึก ฝนถล่มเมืองชุมพร น้ำท่วมหนักหลายจุด ถนนสายเอเชีย สี่แยกปฐมพร น้ำท่วม 30 ซม. ยาวกว่า 2 กิโลเมตร รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ เจ้าหน้าที่ต้องอำนวยความสะดวกให้ไปใช้เส้นทางเลี่ยง
พายุปาบึก / เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ที่ศูนย์ประสานงานเตรียมความพร้อมแก้ปัญหาพายุปาบึก ศาลากลางจังหวัดชุมพร นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ผู้อำนวยการจังหวัดศูนย์ พร้อมด้วย ผบ.มทบ.44 นายสมพร ปัจฉิมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร และรอง ผบก.ภ.จว.ชพ. ร่วมติดตามสถานการณ์ผลกระทบจากพายุปาบึก พร้อมแถลงข่าวสรุปสถานการณ์ต่อสื่อมวลชน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบสถานการณ์ที่ชัดเจนจากทางราชการ โดยล่าสุดผ่านไปด้วยดี ไม่มีผู้เสียชีวิต

สำหรับความเสียหายโดยรวมยังไม่สามารถสรุปได้ กำลังรอรายงานผล ส่วนผลกระทบที่ตามมาคือพื้นที่ที่มีฝนตกหนักคือ อ.สวี มีปริมาตรน้ำฝน 180 มิลลิเมตร อำเภอเมือง 192 มิลลิเมตร โดยน้ำในคลองชุมพรกำลังไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร์ในพื้นที่ ต.วังใหม่ ต.วังไผ่ ต.บ้านนา ต.ตากแดด และต.ถ้ำสิงห์

โดยพื้นที่ที่กำลังได้รับผลกระทบจากน้ำป่าคลองชุมพร ขณะนี้คือถนนสายเอเชีย 441 สี่แยกปฐมพร มุ่งหน้าไปยังหน้าสถานีบขส. ทั้งขาขึ้นขาล่อง ระดับน้ำท่วมผิวจราจรยาวกว่า 2 กิโลเมตร โดยท่วมผิวจราจรกว่า 30-40 เซนติเมตร รถเล็กไม่สามารถผ่านได้

ให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางที่ทางแขวงทางหลวงกำหนดเป็นสายรองเอาไว้ โดยมีเจ้าหน้าที่ของแขวงทางหลวง และตำรวจอาสากู้ภัยคอยอำนวยความสะดวก

ส่วนพื้นที่บ้านนาตากแดด ถนนสายระนองชุมพรเข้าเมือง ระดับน้ำยังท่วมผิวถนนพื้นที่ ม.7 ต.ตากแดด อ.เมือง ริมถนนสายวัดประเดิม คลองนาคราช ที่น้ำกำลังท่วมสูง

พ.ต.อ.ภคพล. ทวิชศรี รอง ผบก.ภ.จว.ชุมพร มาตรวจสภาพการจราจรและสภาพน้ำท่วมบริเวณสี่แยกปฐมพร ถนนสายเอเซีย 41 พบมีน้ำท่วมผิวจราจรสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ระยะทางประมาณ 300 เมตร รถใหญ่สามารถผ่านได้ แต่รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ เจ้าหน้าที่จัดกำลังตำรวจ คอยแนะนำเส้นทางให้กับประชาชนพร้อมชี้แจง และจัดเส้นทางเลี่ยง

ผบก.สภ.จว.สระแก้ว จะสอบสวนข้อเท็จจริง ตำรวจรีดไถ ชาวสวนลำไย เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน ถ้าผิดจริงดำเนินการทางวินัยอีกด้วย

กรณี ที่ชาวสวนลำไย จ.สระแก้ว ยื่นหนังสือร้องเรียน เพื่อขอความเป็นธรรม ที่ สภ.เขาฉกรรจ์ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว โดยกล่าวหาว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขาฉกรรจ์ เรียกรับผลประโยชน์ จากการนำเข้าแรงงานจากประเทศกัมพูชา ทำให้ชาวสวนลำไยเดือดร้อน ทำให้ผลผลิตเกิดความเสียหายนั้น

ทางด้าน พล.ต.ต.สุรจิต ชิงนวรรณ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เผยว่า กรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจตำรวจในท้องที่ อ.เขาฉกรรจ์ ได้เรียกรับผลประโยชน์ จากผู้ประกอบการปลูกลำไย ทำให้ชาวสวนได้รับความเดือดร้อนนั้น เรื่องดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ทราบแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เที่ยวไปขอเงินเขา แต่ชาวสวนลำไยไม่ยอมให้ และขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว โดยมอบหมายให้ ผู้กำกับ สภ.เขาฉกรรจ์ ดำเนินการแล้ว และกำลังดำเนินการสอบสวนอยู่ เสร็จแล้วให้รายงานผล คาดว่าใช้เวลาประมาณ 7 วัน และสอบทางวินัยด้วย ขณะนี้ได้ให้ตำรวจคนนั้น ย้ายมาทำงานธุรการ ไม่ให้ไปสัมผัสกับประชาชนอีก

ทางด้านนาย สหัส นุ่มนวล อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน เกษียณอายุราชการมาแล้ว 7 ปี ได้มาประกอบกอาชีพปลูกลำไย ที่บ้านคลองสอ ต.ผักขะ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว กล่าวว่า หลังจากเกษียณอายุราชการมาแล้ว ได้ทำการปลูกลำไย ในพื้นที่ 10 ไร่ จำนวน 270 ต้น โดยทำเป็นครอบครัว ทำมาแล้ว 7 ปี และเก็บผลผลิตมาแล้ว 3 ปี ปีนี้ได้ผลมากที่สุด และมีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ โดยล้งมาติดต่อซื้อเพียงกิโลกรัมละ 13 บาท ถ้าขายต่ำกว่ากิโลกรัมละ 20 บาทจะอยู่ไม่ได้ และขณะนี้ได้ขายอยู่หน้าสวน 3 กิโลกรัม 100 บาท และทางสวนไม่ได้ใช้แรงงานต่างด้าว แต่อย่างใด เป็นการทำกันในครอบครัวช่วยกัน จึงไม่มีปัญหาเรื่องแรงงาน จะมีปัญหาเฉพาะ กลุ่มเกษตรกร ที่ปลูกลำไยจำนวนมาก และล้งมารับเหมาทั้งสวน จะต้องเก็บลำไยให้ทันเวลา ถ้าไม่ทันจะทำให้ลำไยเสียหาย เช่น ผลลำไยแตก บ้าง นกมากินบ้าง ผลร่วงบ้าง

นายสหัส นุ่มนวล กล่าวอีกว่า ขณะนี้เกษตรกรปลูกลำไย ประสบปัญหา แมลงมารบกวน เกิดจากแมลงชนิดหนึ่งเรียกว่ามวลผีเสื้อ ถ้าลำไยมีรสหวาน มันจะออกหากินตอนกลางคืน เวลาประมาณ หนึ่งทุ่มกว่าๆ ผีเสื้อกลางคืนชนิดนี้ จะออกมาแล้วมาหากิน เจาะลำไย ดูดน้ำหวานแล้วก็เจาะไปเอย ๆ ทำให้ลำไยเสีย เน่าแล้วจะร่วงเหมือนลูกพุทรา สาเหตุอื่นที่ทำให้ลำไยแตก การให้น้ำลำไยมากเกินไป หรือเก็บลูกลำไยเอาไว้มากไม่เด็ดทิ้งบ้างลูกลำไยแย่งอาหารกัน มันดันลูก แตกเหมือนกัน เปลือกบางมากขาดแคลเซียม จะร่อน ที่เสียหายเฉพาะต้นเล็ก ๆ ต้นใหญ่ไม่เสียหายมากนัก หรืออาจจะเป็นที่พันธุ์หรือปล่าไม่ทราบกำลังศึกษาอยู่ ส่วนธงขาว ที่ทำด้วยพลาสติก ผู้ไว้บนยอดต้นลำไย ที่ผูกไว้กันนก เมื่อธงสะบัดนกได้ยินเสียงก็จะหนีไป นกตกใจจะกลัว ถ้าอยู่นิ่งกินได้หลายลูก พอธงสะบัด นกก็ตกใจหนีไป กินได้ลูกเดียว แต่ที่นี่นกรบกวน แมลงรบกวนเพราะปลูกแปลงเดียว ค้างคาวก็มี ใช้ตาข่ายดัก