ในปัจจุบันการเดินทางสะดวกมาก ทั้งทางรถยนต์และทางเครื่องบิน

มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย สมกับเป็นเมือง สามธรรม คือ “ธรรมะ ธรรมชาติ และวัฒนธรรม” ใครได้ไปเยือนถือว่ามีบุญมาเกิด ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณ ธัญญาหารหลากหลาย พืชเศรษฐกิจหลักทำรายได้เข้ามีมากมาย อาชีพหลักทำนาข้าว อาชีพรองงานค้าขาย รับจ้าง พืชที่มีความโดดเด่นในด้านภูมิศาสตร์ คือหมากเม่า หรือเม่า ผักหวานป่า และหวาย เป็นพืชประจำถิ่นที่มีมาช้านาน ทางด้านปศุสัตว์ ที่เลื่องชื่อคือ โคขุนโพนยางคำ ไก่ดำภูพาน และหมูดำ ทางด้านประมง คือ ปลาหมอน้ำจืดตัวใหญ่ (ปลาเข็งยักษ์)

หลายท่านที่เป็นนักอ่าน คงจะจำผู้เขียนได้ เพราะเคยเขียนบทความ เรื่องไผ่จีนเขียวเขาสมิง มานาน และเป็นประธานชมรมไผ่เศรษฐกิจไทย ปัจจุบันชมรมก็ยังมีอยู่แต่ลดบทบาทลงไปชั่วคราว ยังมีสมาชิกโทรศัพท์สอบถามถึงการจัดอบรม เรียนรู้เรื่องไผ่อยู่เป็นประจำ ก็ตอบได้เลยว่าในอนาคตคงต้องผนวกกับกิจกรรมอื่นๆ คือ เสริมให้มีหลากหลายขึ้น ปลายปีอาจจะจัดอบรมด้านการทำเกษตรผสมผสาน ที่เป็นรูปแบบศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ก็ด้วยเหตุผล ถ้ามีกิจกรรมหลากหลาย โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะช่วยเสริมความรู้หรือความตั้งใจของผู้ที่จะพัฒนาพื้นที่ของตนเอง

โดยส่วนตัวแล้วต้องการที่จะช่วยพี่น้องเกษตรกร และท่านที่เป็นข้าราชการทั้งก่อนเกษียณและหลังเกษียณอายุราชการ ที่ไม่ยอมให้ใครมาว่า อายุมากแล้วไม่มีประโยชน์ ก็คอยติดตามนะครับ ต่อไปนี้จะใช้เวลาว่างเขียนบทความส่งกองบรรณาธิการ หนังสือดีๆ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” มาให้อ่านเสริมความรู้กันไป

แต่ฉบับนี้ ขอนำเสนอผลงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร ที่คว้ารางวัลดีเด่นระดับประเทศมาครองคือ ประเภทสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ กลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น ปี 2560 ฟังความในใจยุวเกษตรกรดีเด่น เข้ารับรางวัลโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในวันพืชมงคลประจำปี 2560

กลุ่มยุวเกษตรกรโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 โรงเรียนเต่างอยพัฒนศึกษา อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร เป็นกลุ่มที่ตั้งขึ้นเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพเกษตร พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่แบบมืออาชีพ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ และสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเกษตรสู่ครอบครัว ชุมชนได้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดมะเขือเทศ การปลูกหม่อน เสาวรส และกระเจี๊ยบแดง โดยได้รับการสนับสนุนจากโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) มาตั้งแต่ปี 2556

ในวันพืชมงคลที่ผ่านมา กลุ่มยุวชนเกษตรกร ได้รับคัดเลือกให้เป็นกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ โดย น้องอ๊อด – เด็กชายจักรพงศ์ กงแก่นทา ประธานกลุ่มยุวเกษตรกรโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 โรงเรียนเต่างอยพัฒนศึกษา พูดถึงความรู้สึกของตนเองว่า

“จากเดิมผมไม่เคยมีความคิดว่าจะทำอาชีพเกษตรเลย เพราะเห็นพ่อกับแม่ และหลายๆ คนที่ทำเกษตรมีความเป็นอยู่ที่ยากจน ลำบาก สิ่งที่ผมสนใจมาโดยตลอดก็คือเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จนวันหนึ่ง อาจารย์สุชญา ก็ชักชวนผมว่า ชอบงานด้านวิทยาศาสตร์ใช่ไหม งั้นมาทำกิจกรรมร่วมกันสิ”

“ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผมก็เลยตอบตกลงกับอาจารย์ไป พอมาถึงสิ่งที่อาจารย์ให้ผมได้เรียนรู้ก็คือ การทำปุ๋ยชีวภาพ ผมก็คิดว่านี่น่ะหรือวิทยาศาสตร์ แต่ด้วยความที่ตกลงกับอาจารย์แล้ว ก็เลยยังคงมาเข้าร่วมกิจกรรมต่อไป”

“ตอนนั้นผมกับรุ่นพี่ก็ได้เข้ามาทำกิจกรรม เรียนรู้เรื่องการต่อยอดมะเขือเทศที่โรงงานหลวงฯ ซึ่งช่วงนั้นเองที่ทำให้ความคิดของผมเริ่มเปลี่ยนไป ผมรู้สึกสนุกกับการทำการเกษตร และได้เรียนรู้ว่า เกษตร มันไม่ใช่แค่การมานั่งปลูกต้นไม้ แต่มันยังมีอะไรที่มากกว่านั้น ผมกับพี่ๆ เพื่อนๆ ได้เรียนรู้และน้อมนำเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับการจัดพื้นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและมีชีวิตอย่างยั่งยืน มาใช้กับที่บ้านและทำเป็นฐานการเรียนรู้ที่โรงเรียน”

“ในปีนี้พวกเรามีความดีใจ ภาคภูมิใจ และนับเป็นเกียรติอย่างสูงสุดของวงศ์ตระกูล ของโรงเรียน ที่เราได้รับเลือกให้เป็นกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ และได้เข้ารับรางวัลโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในวันพืชมงคลประจำปี 2560 ซึ่งผมกับทุกคนในกลุ่มก็ตั้งใจที่จะสานต่อและขยายความรู้ที่เราได้รับมาจากโรงงานหลวงฯ ไปให้กับคนในชุมชนต่อๆ ไป”

เมื่อพูดถึงอนาคตหลังจากจบการศึกษาที่โรงเรียนแล้ว น้องอ๊อดตอบโดยไม่ลังเล “ผมจะเรียนวิทยาศาสตร์การเกษตร แล้วนำเอาความรู้กลับมาพัฒนาในชุมชนต่อไปครับ สุดท้าย ผมอยากจะฝากถึงเยาวชนทุกคน ให้ลองเปลี่ยนมุมที่เคยมองอาชีพเกษตรในแบบเดิมๆ มาเป็นเกษตรกรแนวใหม่ๆ ที่น้อมนำเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ การนำเอาเทคโนโลยี นำเอาวิทยาศาสตร์เข้ามา แล้วจะพบว่าอาชีพเกษตรนี่เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจครับ”

เป็นอย่างไรบ้างท่านผู้อ่าน บทความ นี่แหละคือผลงานที่ภาคภูมิใจ ผลงานนี้เป็นผลงานที่ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาคือปี 2559

อันที่จริง เมื่อปี 2559 กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนท่านผู้หญิงจันทิมาพึ่งบารมี อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ก็ได้รับรางวัลกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศและมีตัวแทนเข้าเฝ้ารับโล่พระราชทานแล้วเช่นกัน ผลงานดีเด่นของจังหวัดสกลนครยังมีอีกหลายกิจกรรม ผู้เขียนก็จะทยอยนำมาเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบอีก สนใจเข้าชมหรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ งานประชาสัมพันธ์สำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร โทร. (089) 245-1411 นายทรงยศ พุ่มทับทิม

ท้ายบทความนี้ ขอฝากผลงานด้านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรสกลนคร ซึ่งไม่เป็นสองลองใคร นับต่อจากประสบการณ์การสร้างศูนย์เรียนรู้หลายแห่ง การสั่งสมประสบการณ์และทีมงาน ทำให้เราคือผู้นำการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร ปัจจุบันมีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมจำนวนมาก ผ่านการอบรมมาหลายรุ่น วิทยากรผู้ถ่ายทอดสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ได้ดีเยี่ยม เปิดเป็นที่ดูงาน มีให้เลือกหลายกิจการ พืช สัตว์ ประมง แปรรูปการเกษตร ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ท่านที่สนใจ ด้านใด ก็โทร. ติดต่อได้ที่ (089) 245-1411 ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ในกรณีมาเป็นหมู่คณะต้องติดต่อล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ บอกถึงความต้องการมา เราจัดให้ได้ตามเงื่อนไข

ฉบับนี้ขอลาไปก่อน พบกับบทความชาวเกษตรสกลนครใหม่ ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทุกวันที่บริเวณปางช้างบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ผู้คนทั่วไป และกลุ่มควาญช้างจะพบเห็นนายเจมส์ แดม อายุ 58 ปี สัญชาติแคนาดา มีภรรยาเป็นคนไทยพักอยู่ที่บ้านสันป่ายาง ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย นำรถจักรยานยนต์พ่วงหลังด้วยรถเข็น 2 ล้อมาเก็บขี้ช้างเพื่อนำไปเป็นปุ๋ย โดยไม่สนใจสายตาของคนทั่วไปและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวบริเวณดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญไม่รังเกียจกับขี้ช้างที่ทั้งแห้งแล้ว และที่เพิ่งถ่ายมูลออกมาใหม่แต่อย่างใด

นายเจสรู บีเจ๊ะ อายุ 58 ปี คนเลี้ยงช้าง บอกว่า เห็นฝรั่งคนนี้ใช้รถจักรยานยนต์พ่วงมาขนเอาขี้ช้างไปใช้นานแล้ว ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไร จึงสอบถามถึงได้รู้ว่าเอาไปทำปุ๋ยเพื่อใส่สวนผักที่ปลูกและใส่ต้นไม้เพื่อปรับปรุงดิน และเอาไปแจกจ่ายเพื่อนบ้าน แถมยังบอกว่าขี้ช้างคือทองคำสำหรับเขา แต่คนทั่วไปเห็นว่าเป็นขยะ

นายเจมส์กล่าวว่า เคยเป็นช่างซ่อมเฮลิคอปเตอร์อยู่ที่ประเทศแคนาดา หลังจากเกษียณแล้วได้เดินทางมาแต่งงานกับภรรยาชาวไทยอาศัยอยู่ในบ้านที่ ต.แม่ยาว นานกว่า 3 ปี ซึ่งที่บ้านภรรยาได้ปลูกผักเพื่อไว้บริโภคเอง และถ้าหากมีเหลือก็ส่งขายในตลาด เมื่อตนมาเห็นขี้ช้างถูกทิ้งขว้างจึงเสียดายได้ทดลองนำไปใช้เป็นปุ๋ยคอกใส่แปลงผักของตนเองปรากฏว่าได้ผลดี ผักเจริญงอกงาม ทำให้ดินมีสภาพดีขึ้น

นายเจมส์กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญขี้ช้างสามารถมาเอาได้ฟรีๆ เพราะคนเลี้ยงช้างมองว่าขี้ช้างเป็นภาระต้องนำไปทิ้งเพื่อทำความสะอาดคอกช้างทุกวันแต่ตนมองว่าขี้ช้างคือปุ๋ยชั้นยอด จึงเป็นโอกาสดีที่ตนมาขนเอาไปเป็นการช่วยผ่อนแรงของคนเลี้ยงช้างและยังเป็นการประหยัดที่ตนลงทุนปลูกผักแล้วไม่ต้องเสียเงินไปซื้อปุ๋ยมาใส่ต้นผักอีกด้วย นอกจากนี้ เมื่อจำนวนขี้ช้างที่ขนไปมีมากเกินความต้องการตัวเองก็ได้นำไปแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้านเพื่อใช้แทนปุ๋ย ทำให้มีความสุขที่ได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2560 นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยว่า 12 สมาคม อาทิ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ, สมาคมผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ, สมาคมผู้เลี้ยงโค, สมาคมชาวนา, สมาคมโรงสี, สมาคมพืชไร่ และสมาคมเวชภัณฑ์ยา ฯลฯ รวม รวมตัวกันแสดงจุดค้านการนำเข้าสุกรจากประเทศสหรัฐฯ จะกระทบต่อผู้เลี้ยงสุกรไทย

นายปรีชาเปิดเผยว่า นอกจากผู้เลี้ยงสุกรไทยอยู่ไม่ได้แล้ว ไร่ข้าวโพด ชาวนาอยู่ไม่ได้ด้วย เพราะกระทบกันเป็นลูกโซ่หลายตัว ราคาจะตกต่ำหมด ที่ตกต่ำอยู่แล้วและถึงกับต้องเลิกกิจการ

นายปรีชาเปิดเผยว่าสุกรในประเทศสหรัฐ ต้นทุนการผลิตถูกกว่าของประเทศไทยประมาณครึ่ง เพราะการเลี้ยงสุกรสหรัฐใช้เทคโนโลยีที่นำเข้ามา ประชาชนสหรัฐ ไม่บริโภค เช่น ส่วนหัว ส่วนเครื่องในและส่วนขา และการเลี้ยงสุกรยังมีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ที่ทางองค์การอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่อนุญาตด้วย ที่ส่งมาขายในประเทศไทย ส่วนใหญ๋จะเป็นสุกรที่ตลาดในสหรัฐไม่ต้องการ

กลายเป็นประเด็นร้อนหลังมีการปูดข่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำที่รัฐบาลผลักดันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เตรียมเรียกเก็บภาษีน้ำ ทั้งจากแม่น้ำ ลำคลอง บึง แยกเป็นถ้าใช้การเกษตร-เลี้ยงสัตว์ เก็บไม่เกิน 50 สตางค์ต่อ ลบ.ม. ส่วนโรงแรม-ที่พัก-ร้านอาหาร เก็บ 1-3 บาทต่อ ลบ.ม. ธุรกิจสนามกอล์ฟ-ผลิตพลังงานไฟฟ้า เก็บไม่เกิน 3 บาทต่อ ลบ.ม.

ขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เก็บไม่ต่ำกว่า 3 บาทต่อ ลบ.ม. สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้าน กม.ฉบับนี้ดังมาทุกสารทิศ โดยเฉพาะเสียงของบรรดาเกษตรกรที่รับผลกระทบโดยตรง

นางธัญชนก ศิลปผดุง เกษตรกรสวนส้มวัย 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38/24 หมู่ 7 ต.บึงบา อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า ทำสวนส้มอยู่ประมาณ 65 ไร่ การที่รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีน้ำจะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนเพราะว่าในช่วงนี้พืชผลทางการเกษตรนั้นก็ตกต่ำอยู่แล้ว ปัจจุบันนี้ต้นทุนการผลิตก็สูงอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลง ตลอดจนค่าแรงงานหรือภัยธรรมชาติ ภาวะราคาผลผลิตไม่คงที่หรือค่าน้ำเชื้อเพลิงในการสูบน้ำเข้า-ออกสวน ทั้งนี้จะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กลุ่มเกษตรกรอย่างแน่นอน ดังนั้นควรจะมีการยกเว้นให้กับกลุ่มเกษตรกรและอยากฝากทางรัฐบาลได้มีการทบทวนการออกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวด้วยเพื่อไม่ให้ส่งผล กระทบต่อเกษตรกรทุกอาชีพ หากจะจัดเก็บควรจะเก็บผู้ที่ทำในเชิงธุรกิจหรืออุตสาหกรรมมากว่าไม่ใช่มาขูดรีดกับเกษตรกร

ขณะที่ นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แปลกใจ เชื่อว่าคนที่คิดออก พ.ร.บ.ไม่ได้ทำการเกษตร คิดค่าน้ำเพียงแต่อ้างว่าให้เกษตรกรประหยัดน้ำ เพราะภาครัฐเองยังต้องช่วยเหลือต้นทุนการเกษตรกรอยู่และเมื่อเร็วๆนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอาเงิน 2.2 หมื่นล้านบาทมาอุดหนุนเกษตรกรอยู่เลย แต่ตอนนี้จะมาเก็บค่าน้ำกับเกษตรกรซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนการเกษตรอีก สวนทางกับนโยบายก่อนหน้านี้ 

“หาก พ.ร.บ.ออกมา เกษตรกรเดือดร้อนต้องออกมาต่อต้าน สุดท้ายภาครัฐคงต้องใช้ ม.44 มาระงับอย่างแน่นอน ฝากถึงนายกรัฐมนตรีถ้าจะเก็บค่าน้ำจริงๆ ก็ควรเรียกกลุ่มผู้นำเกษตรหรือเกษตรกรส่วนที่เกี่ยวข้องและแกนนำเกษตรกรเข้าไปแสดงความคิด อยากฝาก สนช.ว่าวิธีคำนวณค่าน้ำเอาจากระบบไหน การออก พ.ร.บ.มาแบบนี้เท่ากับรังแกเกษตรกร”Ž นายมนัสระบุ

นายจำรัส ลุมมา เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ในฐานะประธานสหพันธ์เกษตรกรเชียงใหม่-ลำพูน เผยว่า ไม่เห็นด้วย เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนแก่เกษตรกร จึงรู้สึกแปลกใจที่ สนช.และรัฐบาลผลักดันกฎหมายฉบับดังกล่าว ทั้งที่รัฐควรช่วยเหลือเกษตรกรมากกว่า เนื่องจากผลผลิตการเกษตรมีราคาตกต่ำอยู่แล้ว ถือเป็นการกดขี่และซ้ำเติมเกษตรกรมากขึ้น สวนทางกับนโยบายรัฐบาลที่ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เชียงใหม่-ลำพูน มีผลผลิตที่สำคัญ อาทิ ข้าว ลำไย ลิ้นจี่ ข้าวโพด หอมหัวใหญ่และพืชผักสวนครัว เป็นหลัก หากเก็บค่าน้ำ ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่ม 5-10% แต่ขายข้าวเหนียวได้ตันละ 5,500 บาท ซึ่งต้นทุนการผลิต 4,900-5,000 บาท/ตัน เหลือกำไรเพียงตันละ 500-600 บาทเท่านั้น แต่เกษตรกรอยากขายตันละ 7,000-8,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นอีก 30% เพื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น พออยู่ได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่ใช่เพิ่มภาระต้นทุน และสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรมากขึ้น

“ได้ปรึกษาคณะกรรมการสหพันธ์เกษตรกรเชียงใหม่-ลำพูนเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านเรื่องดังกล่าวไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประสานไปยัง สนช.ให้พิจารณาทบทวนเรื่องดังกล่าวหาก สนช.และรัฐบาล ยังเดินหน้ากฎหมายฉบับดังกล่าว จนมีผลบังคับใช้ ทางกลุ่มจะเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่ เพื่อคัดค้านเรื่องดังกล่าวจนถึงที่สุด”

นายธนาชัย เกตุโรจน์ กรรมการสภาทนายความภาค 8 ในฐานะเกษตรกรชาวสวน จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคิดอะไรกัน กฎหมายได้กำหนดประเภทการใช้น้ำไว้ 3 ประเภทคือ ประเภทที่ 1 ใช้นํ้าเพื่อการดำรงชีพ ไม่ต้องเสียค่าใช้นํ้า ประเภทที่ 2 ใช้นํ้าด้านการเกษตร เลี้ยงสัตว์เพื่อการพาณิชย์ เก็บค่าน้ำไม่เกิน 50 สตางค์ต่อ ลบ.ม. ด้านการท่องเที่ยว โรงแรม สถานที่พักผ่อน ร้านอาหาร เก็บค่าน้ำ 1-3 บาทต่อ ลบ.ม. และธุรกิจสนามกอล์ฟ การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาสัมปทาน เก็บค่าน้ำไม่เกิน 3 บาทต่อ ลบ.ม. และประเภทที่ 3 สำหรับภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ และ กิจการอื่นๆ ที่ใช้น้ำในปริมาณมากตามมติ ของกนช. เก็บค่าน้ำไม่ต่ำกว่า 3 บาทต่อ ลบ.ม.

“ผมมองว่าด้านการท่องเที่ยว โรงแรม สถานที่พักผ่อน ร้านอาหาร เก็บค่าน้ำ 1-3 บาทต่อ ลบ.ม. และธุรกิจสนามกอล์ฟ การผลิตพลังงานไฟฟ้า ไม่น่าห่วง เพราะผู้ประกอบการก็ไปคิดเพิ่มจากผู้ใช้บริการได้ แต่ประเภทที่ 3 ภาคเกษตรกรรม ผมว่าทุกวันนี้คนที่เป็นเกษตรกรกล้ำกลืนฝืนทน ผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง รัฐยังไม่ได้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง แต่คิดที่จะจัดการบริหารน้ำ ด้วยการจัดเก็บภาษีภาคเกษตร ยกตัวอย่างชาวนา หากคิด 50 สตางค์ต่อ ลบ.ม. พื้นที่ทำนา 1 ไร่ จะต้องใช้น้ำประมาณ 1,600 ลบ.ม. ต้องจ่ายค่าน้ำประมาณ 800 บาท ถ้ามี 10 ไร่ จะต้องเสียเงินเท่าไหร่”Ž 

“ภาครัฐกล้าพอที่จะการันตีกับเกษตรกรได้หรือไม่ว่า หากมีการจัดการเก็บภาษีไปแล้ว ห้ามน้ำท่วม ห้ามแล้ง และทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย วาตภัย รัฐยื่นมือมาช่วยอย่างจำกัดจำเขี่ย หากรับปากได้จ่ายเป็น 2 เท่า หรือ 3 เท่าของการจัดเก็บภาษีน้ำจากเกษตรกร จะห้ามได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมมองว่าต้องหาทางออกในการจัดเก็บภาษี อย่ามาขูดเลือดปูอีกเลย เกษตรกรที่มีอยู่ก็จะตายกันหมดแล้ว หากรัฐเป็นอย่างนี้ ไม่ยื่นมือช่วย ยังมาร่วมเหยียบซ้ำŽ” นายธนาชัยกล่าวทิ้งท้าย

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากบรรดาชาวไร่ชาวนา เกษตรกรที่เปรียบเสมือนเป็นกระดูกสันหลังที่เสียงอาจดังไม่ถึงหูของผู้บริหารประเทศ… เสียงร้องเรียนอย่างหนักของชาวบ้านในหลายจังหวัดต่อกรณี “ความโปร่งใส” ในขั้นตอนการดำเนิน “โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” วงเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบ ดูเหมือนจะกลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตา

เพราะงานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงกับไล่บี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้กุมบังเหียนแม่ทัพใหญ่กระทรวงเกษตรฯ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง ตั้งแต่ประชุม ครม.สัญจรที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มาถึงการประชุม ครม.ครั้งล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินโครงการในพื้นที่หลายจังหวัดที่ได้รับการร้อง เรียนมา

พร้อมย้ำว่า “โครงการนี้เป็นโครงการที่ทำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ถ้าใครจะโกง ก็ต้องลงโทษสถานหนัก ตอนนี้ได้สั่งการให้ลงไปตรวจสอบ และสรุปผลขึ้นมาให้ทราบ ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก ทุกอย่างมีกลไกตรวจสอบอยู่แล้ว”

2 หมื่น ล.เบิกจ่ายใน 2เดือนครึ่ง

หลังประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2560 มีมติอนุมัติงบประมาณกลาง จำนวน 22,752.50 ล้านบาท ให้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าฯ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอ

ถึงวันนี้ผ่านไปเพียง 2 เดือนครึ่ง daddyuploads.com ปรากฏว่าล่าสุดโครงการ 9101 อนุมัติกิจกรรมไปแล้ว 24,760 กิจกรรม วงเงิน 20,054.62 ล้านบาท ประกอบด้วย สมาชิกกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณให้ดำเนินโครงการ 1.56 ล้านราย และเกษตรกรที่คาดว่าได้รับประโยชน์จากโครงการทั้งประเทศ 7.78 ล้านราย จึงถือเป็นโครงการที่มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณไปใช้อย่างรวดเร็วอย่างน่า อัศจรรย์ยิ่ง หากเทียบกับการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของโครงการปกติทั่ว ๆ ไป

โดยหลักการของโครงการ เพื่อพัฒนาชุมชน ตามความต้องการของชุมชน ให้ชาวบ้านร่วมกันคิด ช่วยกันทำ ไม่ใช่การสั่งการจากเจ้าหน้าที่ แล้วรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเป็นค่าแรง ค่าวัสดุอุปกรณ์ ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท จำนวน 9,101 ชุมชน ก่อให้เกิดการจ้างงาน เกษตรกรมีรายได้ทันที และเกษตรกรได้นำความรู้ไปทำการเกษตรที่ถูกต้องพร้อมกำหนดขั้นตอนการ ดำเนินโครงการ คือ เมื่อแต่ละชุมชนเสนอโครงการขึ้นมา จะมีคณะกรรมการระดับอำเภอพิจารณาอนุมัติ จากนั้น สงป.เขต (CBO) พิจารณาอนุมัติงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้าง โดยชุมชนดำเนินการเอง

สำหรับการจ่ายค่าจ้างแรงงาน กำหนดเงื่อนไขไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของงบประมาณโครงการ เพราะต้องการให้เกษตรกรได้รับการจ้างงาน มีรายได้ทันที สามารถไปต่อยอดทำการเกษตรได้ แต่ละชุมชน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 500-1,000 ครัวเรือน จะมีรายได้ 1,200-3,000 บาทต่อครัวเรือน

“ฉัตรชัย” แจงโปร่งใส-ไม่ทุจริต

ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่ว่าโครงการ 9101 อาจจะมีการ “ทุจริต” เกิดขึ้นหรือไม่นั้น พล.อ.ฉัตรชัยยอมรับว่า ระยะเวลาของโครงการน้อย ทำให้การทำงานมีการเร่งรีบเบิกจ่ายเกินไป ทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง ซึ่งปัจจุบันได้มอบให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจสอบข้อร้อง เรียนทั้ง 14 จังหวัด และให้มารายงานในสัปดาห์นี้ !”

สาเหตุที่ โครงการถูกร้องเรียนเข้ามามาก เพราะ 1.โครงการมีจำนวนมาก กระจายในทุกพื้นที่ 2.การจัดซื้อจัดจ้างที่ดำเนินการโดยชุมชนเอง ไม่ได้จัดซื้อจัดจ้างแบบเดิม อาจจะทำให้เสียผลประโยชน์ 3.ประชาชนในพื้นที่มีความสับสนกับโครงการอื่น ๆ และ 4.บางพื้นที่มีความขัดแย้งการเมืองท้องถิ่นจึงหาทางโจมตีกันและกัน และยังกล่าวว่า โดยพื้นฐานของโครงการนี้ไม่ได้คิดเพื่อการสร้างประชานิยม ไม่ได้หวังผลต่างตอบแทนเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวอีกว่า เรื่องร้องเรียนที่เกิดเป็นดาบสองคม คือ คมแรก ก่อให้เกิดการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้อง คมที่สอง ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีกับทุกชุมชน และส่งผลให้ประชาชนมองโครงการ 9101 ในแง่ลบ ชุมชนเข้าร่วมโครงการ 9,101 ชุมชน มีโครงการ 24,168 โครงการ ซึ่งได้รับเรื่องร้องเรียน 14 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 0.058 ของโครงการทั้งหมด

ชาวบ้าน 14 จังหวัดร้อง

เรื่องร้อง เรียนที่เข้ามา นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการร้องเรียนทั้งหมด 14 จังหวัด ดำเนินการตรวจสอบแล้ว 6 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา อุตรดิตถ์ สงขลา แม่ฮ่องสอน ไม่พบหลักฐานการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ และไม่พบข้อเท็จจริงตามที่ร้องเรียน อาทิ จ.สุรินทร์ ถูกร้องเรียนว่า เกษตรอำเภอเปิดให้ผู้รับเหมาประมูลงานผลิตปุ๋ย แล้วจัดหาอุปกรณ์มาให้ชาวบ้านแทนจ้างคนในหมู่บ้านตามจุดประสงค์โครงการ หลังสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าไม่เป็นความจริงตามที่ร้องเรียนมี 8 จังหวัดอยู่ระหว่างตรวจสอบได้แก่ แพร่ กาญจนบุรี สระแก้ว เชียงราย สุพรรณบุรี สตูล พระนครศรีอยุธยา ลำปาง โดยจังหวัดที่มีปัญหาคือ พระนครศรีอยุธยา เสนอโครงการส่งเสริมการใช้สารชีวภัณฑ์ ตั้งราคาสูงเกินจริง โดย หจก.เพิ่มพูนทรัพย์ ครุภัณฑ์ ได้ทำหนังสือชี้แจง ตรวจสอบแล้วไม่ถือว่าเข้าข่ายกระทำผิด