ในปี 2560 คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากกว่าปี 2559 เนื่อง

จากสภาพอากาศที่ดีเอื้อต่อการปลูกทุเรียน รวมถึงที่ผ่านมามีพายุฤดูร้อนกว่า 3 ระลอก ทำให้มีปริมาณฝนเพียงพอ ช่วยบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้งไปได้ โดยประมาณการผลผลิตจะออกในช่วงเดือนพฤษภาคม 10% มิถุนายน 25% กรกฎาคม 50% และสิงหาคม 15% รวมผลผลิตทั้งหมด 29,244 ตัน แยกเป็นหมอนทอง 23,736 ตัน หลงลับแล 1,320 ตัน หลินลับแล 78 ตัน และพันธุ์พื้นเมือง 4,109 ตัน ทั้งนี้ผลผลิตเฉลี่ย 1 ไร่ ประมาณ 1,000 ตัน

ทั้งนี้ทุเรียนพันธุ์หมอนทองจะส่งออกไปประเทศจีนประมาณ 80% ซึ่งจะมีล้งและพ่อค้าคนกลางมารับซื้อตามจุดรับซื้อขนาดใหญ่ 10 กว่าจุดทั้งจังหวัด เนื่องจากผลผลิตทุเรียนของจังหวัดอุตรดิตถ์จะออกหลังจากผลผลิตทางภาคตะวันออก เมื่อผลผลิตของภาคตะวันออกลดน้อยลง พ่อค้าคนกลางก็จะมารับซื้อทางภาคเหนือ รวมทั้งบางส่วนส่งออกไปประเทศเวียดนาม และอีกประมาณ 20% จำหน่ายในประเทศ

ขณะที่พันธุ์พื้นเมือง หลงลับแล และหลินลับแล จำหน่ายในประเทศเท่านั้น เนื่องจากลักษณะของเปลือกทุเรียนจะบาง หากส่งไปต่างประเทศอาจจะทำให้เปลือกแตก นอกจากนี้ยังส่งผลให้โมเดิร์นเทรดต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต บิ๊กซี และเทสโก้ โลตัส เป็นต้น ซึ่งเกษตรกรจะตัดทุเรียนส่งออกที่ความสุกประมาณ 70% ถ้าจำหน่ายในประเทศจะตัดที่ความสุกประมาณ 80%

สำหรับราคาจำหน่ายหน้าสวน พันธุ์หมอนทองอยู่ที่ 60 บาท/กิโลกรัม (กก.) พันธุ์พื้นเมือง 20 บาท/กก. พันธุ์หลงลับแล 300-350 บาท/กก. พันธุ์หลินลับแล 450-500 บาท/กก. (ราคาขายปลีกในกรุงเทพฯลูกละประมาณ 800-1,000 บาท) จึงคาดการณ์มูลค่าการจำหน่ายทุเรียนในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1,863 ล้านบาท โดยมาจากทุเรียนพันธุ์หมอนทอง 1,424 ล้านบาท พันธุ์หลงลับแล 330 ล้านบาท พันธุ์หลินลับแล 27 ล้านบาท และพันธุ์พื้นเมือง 82 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือ ทุเรียนอ่อน แต่ยังพบไม่มากนัก เนื่องจากพื้นที่ปลูกทุเรียนส่วนใหญ่เป็นภูเขา ทำให้การเดินทางเข้าไปดูแลหรือเก็บเกี่ยวผลผลิตค่อนข้างลำบาก เกษตรกรหรือเจ้าของสวนมักจะเป็นผู้ดูแลเอง ไม่จ้างแรงงานมาเก็บ จึงทำให้รู้รายละเอียดต่าง ๆ เลือกเก็บเฉพาะทุเรียนที่มีความสุกพอดีและมีคุณภาพดีมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคเท่านั้น ประกอบกับทางจังหวัดมีมาตรการที่เข้มงวด หากพบเกษตร ผู้ประกอบการ หรือผู้จำหน่าย มีการจำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ หรือซื้อขายทุเรียนอ่อน จะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ซึ่งจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ทางจังหวัดยังมีการแต่งตั้งคณะทำงานปฏิบัติการเฉพาะกิจด้านการจำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นสำนักงานเกษตรจังหวัดซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ พาณิชย์จังหวัด ดูแลด้านการตลาด รวมถึงหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายอำเภอหรือปลัดอำเภอของท้องที่นั้น ๆ เพื่อกำกับดูแลการแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดตลอดฤดูการผลิต และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ซื้อ-ผู้ขาย ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากการจำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค และสร้างภาพลักษณ์ทุเรียนของจังหวัดอุตรดิตถ์ให้เป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวภายหลังเปิดงาน Thailand Amazing Durian & Fruit Fest 2017 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ว่า กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดเทศกาลบุฟเฟ่ต์ทุเรียน และสุดยอดผลไม้ไทย กระตุ้นให้เกิดการบริโภคผลไม้ พร้อมตอกย้ำว่า ไทยเป็นจุดหมายแห่งผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก โดยเน้นใน 3 เมืองท่องเที่ยว ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต หวังให้เกิดเป็นอีเวนต์แห่งชาติที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องหาโอกาสมาชิม คาดว่าผลไม้ 6 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ลำไย และลิ้นจี่ จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดถึง 2,300,000 ตัน

นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกก.ผจก.ใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหาร เซ็นทรัล ฟูดฮอลล์ และ ท็อปส์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาได้คัดผลไม้มาจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต 66 รายการ จาก 62 จังหวัด กว่า 7,000 ตัน ได้แก่ กล้วย แตงโม เมล่อน ทุเรียน ส้ม มะม่วง ฯลฯ ปีนี้ตั้งเป้ายอดขาย 10,000 ตัน ผ่าน 232 สาขา ถือเป็นช่องทางกระจายสินค้าและสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร

งานนี้ จัดใน 3 จังหวัด ดังนี้ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 24-31 พฤษภาคม ณ Square A ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เชียงใหม่ วันที่ 7-13 มิถุนายน ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่, ภูเก็ต วันที่ 28 มิถุนายน-4 กรฎาคม ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างหารือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำศิลปะ วัฒนธรรมความเป็นไทย ทั้งเรื่องของประวัติศาสตร์ ตำนาน อาหาร และผ้าพื้นเมือง มาออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยว ซึ่งในระยะอันใกล้นี้เตรียมจะเปิดตัวเส้นทางขี่จักรยานเพื่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ชอบปั่นจักรยาน (นิชมาร์เก็ต) แต่ยังไม่ได้สรุปว่าระยะทางในการปั่นจะยาวกี่กิโลเมตร และผ่านจังหวัดใดบ้าง โดยคาดว่าเส้นทางที่จะออกแบบได้เสร็จก่อนเส้นทางอื่นๆ คือ เส้นทางที่จะปั่นเลียบแม่น้ำโขง ในแถบจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อบอกเล่าตำนานพญานาค โดยเส้นทางจักรยานที่เตรียมเปิดตัวจะขี่ผ่านหลายจังหวัด อาทิ เลย นครพนม สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ อุบลราชธานี เป็นต้น ซึ่งทุกจังหวัดที่ปั่นจักรยานผ่านต่างล้วนมีเรื่องเล่าตำนานพญานาค และผลจากการศึกษาพบว่า พญานาคในตำนานมีมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ มีตำนานเล่าขานต่างๆ กันที่น่าจะทำให้นักท่องเที่ยวสนใจมากยิ่งขึ้น

“เส้นทางจักรยานจะผูกโยงกับเรื่องตำนานพญานาค จึงอยากนำกระแสของคำชะโนดที่มีตำนานพญานาคโด่งดังในช่วงนี้มาเป็นตัวชูโรง แต่ต้องยอมรับว่าพื้นที่ภาคอีสานกว้างขวางใหญ่โต มีระยะจากจุดหนึ่งไปถึงอีกจุดไกลกันมาก จึงจะหยิบเรื่องของผ้าถิ่นมาร้อยเรื่องราว และบางพื้นที่มีเรื่องของอาหารถิ่นที่โดดเด่นก็จะถูกนำเสนอเช่นกัน เพื่อแสดงให้นักปั่นเห็นและได้ลิ้มรสความหลากหลายของอาหารอย่างส้มตำในแต่ละพื้นที่ก็มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ปี 2560 คาดว่ารายได้ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะอยู่ที่ 7.45 หมื่นล้านบาท” นางกอบกาญจน์ กล่าว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 ชูเศรษฐกิจการเกษตรอาสาตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี นายบรรลุ นาถสีทา ผู้ผันตนเองทำการเกษตรผสมผสานจนประสบผลสำเร็จ สร้างรายได้กว่า 232,500 บาท/ปี บนพื้นที่ 31 ไร่ ทั้งนาข้าว สวนปาล์ม ยางพารา บ่อน้ำ ไม้ผล ผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ ยึดแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง พร้อมเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผิตสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรเข้ามาศึกษานำไปปรับใช้ต่อไป

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) ได้ลงพื้นที่ศึกษาต้นแบบการทำเกษตรผสมผสาน นายบรรลุ นาถสีทา เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) จังหวัดอุดรธานี ซึ่งประสบความสำเร็จสามารถสร้างรายได้ 232,500 บาท/ปี โดยนายบรรลุ นาถสีทา มีพื้นที่ทำการเกษตร 31 ไร่ 2 งาน เป็นที่ดอน เดิมทีทำนาปลูกข้าวนาปี แต่ได้ผลผลิตไม่ค่อยดี เนื่องจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ยิ่งทำนาปลูกข้าวก็ยิ่งมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงไปหารับจ้างเก็บกาแฟที่จังหวัดชุมพร

จุดเริ่มต้นครั้งนั้น ทำให้ได้เห็นคนในพื้นที่ทางภาคใต้ปลูกไม้ผล และมีรายได้ดี จึงคิดอยากจะปลูกไม้ผลในที่ของตนบ้าง ต่อมาในปี 2527 จึงเริ่มทำการขุดบ่อ เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ทำการเกษตร และได้เริ่มนำไม้ผล เช่น เงาะ ลิ้นจี่ มะม่วง พุทรา มาปลูกเป็นครั้งแรก โดยได้มีโอกาสเข้าร่วมฝึกอบรมโครงการพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรแบบผสมผสาน ไร่นาสวนผสม ซึ่งน่าจะเหมาะกับพื้นที่ของตน จึงได้นำเอาความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้ ลองผิดลองถูกเรื่อยมา

ปัจจุบัน พื้นที่ 31 ไร่ 2 งาน ได้จัดแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานดังนี้ นาข้าว 10 ไร่ (ข้าวเหนียว 5 ไร่ ข้าวเจ้า 5 ไร่ ขายข้าวได้ 12,000 บาท/ปี) สวนปาล์มน้ำมัน 10 ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตแล้ว (ขายผลผลิตได้ 71,000 บาท/ปี) ยางพารา 6 ไร่ (จะเปิดกรีด ปี 2560) บ่อน้ำสำหรับใช้ในการเกษตรและเลี้ยงปลา 3 ไร่ (4 บ่อ เลี้ยงปลาแบบธรรมชาติ ขายได้ 16,000 บาท ต่อปี) ไม้ผลที่ปลูกไว้ อาทิ เงาะ ลิ้นจี่ มะม่วง พุทรา ก็ให้ผลผลิตแล้ว (ขายได้ 21,000 บาท/ปี)

สำหรับพื้นที่ว่างรอบบ่อ ได้ปลูกพืชผักสวนครัว เช่น พริก มะเขือ ฟักทอง บวบ มะละกอ เสาวรส (ขายได้ 13,000 บาท/ปี) นอกจากนี้ ยังได้นำไก่ไข่มาเลี้ยงจำนวน 200 ตัว (ขายไข่ไก่ได้ประมาณ 450 บาท/วัน) เป็ดไข่จำนวน 80 ตัว (ขายไข่เป็ดได้ประมาณ 125 บาท/วัน) ไก่พื้นบ้าน 200 ตัว (ขายได้ 14,000 บาท/ปี) และที่สำคัญยังได้ทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่งด้วย

นับเป็นความสำเร็จในรูปแบบของเกษตรผสมผสานของเกษตรกร นายบรรลุ นาถสีทา ด้วยการจัดสรรพื้นที่ได้อย่างลงตัว มีเป้าหมายผลิตทุกอย่างไว้ทั้งใช้บริโภคในครอบครัว และนำออกจำหน่าย สามารถลดรายจ่าย ขณะเดียวกันก็มีรายได้เสริมจากการค้าขายพืชผักสวนครัว ท่านจึงอยากตอบแทนชุมชนและสังคม โดยเปิดให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผิตสินค้าเกษตร ตั้งอยู่ที่ 44 หมู่ที่ 9 บ้านเหล่าอุดม ต.บ้านจันทร์ อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี เพื่อผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ต่อไป

สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนขนาดใหญ่รุมค้านเกณฑ์กำกับดูแลฉบับใหม่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ “พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ” พร้อมรับไปหารือคลัง และ ธปท. ลดเกณฑ์อีกรอบ

รายงานข่าวจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่องเกณฑ์กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนของกรมส่งเสริมสหกรณ์จากตัวแทนสหกรณ์ทั้ง 2 ประเภท ที่มีสินทรัพย์รวมมากกว่า 5,000 ล้านบาท กว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ที่โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ ไปเมื่อเร็วๆ นี้นั้น นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ประเด็นที่ตัวแทนสหกรณ์ทั้ง 2 ประเภทคัดค้านคือ เรื่องอัตราส่วนหนี้สินต่อหุ้นบวกทุนสำรองไม่เกิน 2 เท่า และระยะสุดท้าย 1.5 เท่า เรื่องอัตราเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วของสมาชิกไม่เกิน 6% ต่อปี และจ่ายปันผลไม่เกิน 80% ของกำไรสุทธิ ประเด็นสัดส่วนการลงทุนที่กำหนดไม่เกิน 10% ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองและการลงทุนได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่มีเรตติ้งระดับ AA ซึ่งในตลาดมีอยู่น้อยมาก ทางกรมพร้อมจะนำกลับไปหารือกับกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไป

ในเรื่องของอัตราส่วนหนี้สินต่อหุ้นบวก ทุนสำรองไม่เกิน 1.5 เท่า อาจมีการขยายระยะเวลาและอัตราส่วนเกินกว่า 1.5 เท่า เนื่องจากปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ก็มีอัตราส่วนเกินกว่า 1.5 เท่า อยู่ที่ระดับ 8-9 เท่า ส่วนอัตราเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วของสมาชิกไม่เกิน 6% ต่อปี ถือเป็นเรื่องที่สหกรณ์คัดค้านมาก ก็อาจจะพิจารณาให้เพิ่มขึ้น รวมถึงเรื่องสัดส่วนการลงทุนที่กำหนดให้ไม่เกิน 10% ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรอง ก็อาจพิจารณาขยายให้เป็น 30-50% และอาจผ่อนเกณฑ์หลักทรัพย์ที่กำหนดเรตติ้งให้อยู่ในระดับ AA ลงมา เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น ทั้งนี้ หากปรับแก้ไขหลักเกณฑ์เหล่านี้ได้ทันก็พร้อมประกาศใช้พร้อมกับหลักเกณฑ์อื่นๆ ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ แต่ถ้าไม่สามารถปรับแก้ได้ทันก็จะทยอยออกต่อไป

รายงานข่าวกล่าวต่อว่า ส่วนการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่…) พ.ศ….ขณะนี้มีร่าง พ.ร.บ. ทั้งหมด 3 ชุดคือ ร่างของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่างของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และร่างของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ฯลฯ จะมีการรวบรวมความเห็นส่งต่อคณะกรรมการทฤษฎีกาต่อไป คาดว่าจะส่งร่างแก้ไข พ.ร.บ. สหกรณ์รวมต่อ สนช. พิจารณาได้ภายในเดือนมิถุนายนศกนี้

โดยสาระสำคัญที่จะเพิ่มเติม ได้แก่ การให้อำนาจนายทะเบียนสหกรณ์ฟ้องร้องบุคคลภายนอกที่ทำให้สหกรณ์เสียหายได้ หากสหกรณ์ไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดี การปรับปรุงระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์โดยยกเลิกเรื่องการเว้นวรรคตำแหน่ง การกำหนดความรับผิดชอบของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กรณีทำให้สหกรณ์เสียหาย การกำหนดให้มีทุนรักษาเสถียรภาพระบบสหกรณ์

ให้นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดคุณสมบัติวิธีการรับสมัครและการขาดจากการเป็นผู้ตรวจสอบกิจการรวมถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ตรวจสอบกิจการ การกำหนดให้มีส่วนราชการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกองทุนรักษาเสถียรภาพระบบสหกรณ์ เนื่องจากเงินกองทุนดังกล่าวมาจากการจัดสรรกำไรสุทธิของสหกรณ์ ซึ่งเป็นเงินของสมาชิกและกองทุนนี้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด ทั้งนี้ นายทะเบียนสหกรณ์ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์ เพื่อนำเงินดังกล่าวไปใช้ตามวัตถุประสงค์และสมประโยชน์ของระบบสหกรณ์ เป็นต้น

ยกนิ้วให้ ฉบับนี้ ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ นักศึกษา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ในการแข่งขันกล้าใหม่สร้างชุมชน โครงการกล้าใหม่ใฝ่รู้ ปี 11 ซึ่ง นายชวนะพล น่วมสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาโครงงาน ออกแบบลวดลายและพัฒนารูปแบบเครื่องนุ่งห่มจากผ้าไหมอีรี่ ระบุว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นักศึกษา มข.ได้รางวัลในการจัดทำโครงการดังกล่าว โดยชูความโดดเด่นด้านทุนทางวัฒนธรรมของภาคอีสาน คือลวดลายผ้าไหมอีรี่ที่เป็นเอกลักษณ์ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสื้อคลุม ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดยุคใหม่ เพิ่มคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมอีรี่ของชุมชนหนองหญ้าปล้อง อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น จนได้รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ในการแข่งขันกล้าใหม่สร้างชุมชน โครงการกล้าใหม่ใฝ่รู้ ปี 11 ได้สำเร็จ

นางสาววีรินทร์ สันติวรรักษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 เล่าว่า ชาวบ้านในชุมชนทอผ้าลายดั้งเดิม เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป เทรนด์แฟชั่นโลกก็เปลี่ยนไปด้วย เราจึงเข้าไปให้ความรู้ด้านลายผ้าที่ตอบโจทย์ สอนการตัดเย็บ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามต้องการของตลาด จุดเด่นข้อนี้จึงทำให้คว้ารางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 นอกเหนือจากรางวัลที่ได้รับ เวทีนี้ทำให้เราได้ประสบการณ์มากมายที่หาไม่ได้จากในห้องเรียน

วันที่ 26 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามี 2 พี่น้อง ชาวบ้านหมู่ 1 ต.ธาตุ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ยึดอาชีพเก็บลูกตาลขาย มีรายได้งามตกวันละ 2,000 บาท จึงเดินทางไปตรวจสอบพบนายสมหมาย ภิญโญ อายุ 35 ปี และนายอรุณ ภิญโญ อายุ 30 ปี ซึ่งยึดอาชีพขายลูกตาลสด และของป่าตามฤดูกาล นอกเหนือจากการทำไร่นา โดยในแต่ละวันจะพากันไปปีนเก็บลูกตาลอ่อนจากต้น ที่ปลูกตามหัวไร่ปลายนาที่เจ้าของให้เก็บฟรี ก่อนนำมาเฉาะบรรจุใส่ถุงๆ ละประมาณ 10 ลูก ขายในราคาถุงละ 30 บาท ซึ่งวางขายตามตลาดนัดตำบลธาตุ เป็นตลาดนัดชุมชน แต่ละวันมีแม่ค้า-แม่ค้า เดินทางมาจากต่างอำเภอ และชาวบ้านในพื้นที่ตำบลธาตุ จะพากันนำสินค้าหลากหลายมาวางขาย โดยเฉพาะสินค้าตามฤดูกาล เช่น เห็ดนานาชนิด, ผักป่า และในแต่ละวัน 2 พี่น้อง จะมีรายได้จากการขายลูกตาลสดอ่อนประมาณ 1,500–2,000 บาท

นายสมหมาย เล่าว่า สินค้าตามฤดูกาลที่สร้างกำไรดีและขายง่ายที่สุดคือลูกตาลอ่อน ต้นทุนมีแค่ค่าน้ำมันรถกับค่าแรงลูกน้อง ส่วนลูกตาลตนไปเอาตามหัวไร่ปลายนาที่เจ้าของนาให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย วิธีเอาลูกตาลใช้ไม้ไผ่ยาวเท่ากับความสูงของต้นตาลที่ปลายไม้ไผ่ ติดเสียมลับให้คมเพื่อกระแทกทะลายลูกตาล วันหนึ่งจะมีรายได้ 1,500-2,000 บาท ทำแบบนี้มา 3 ปีแล้ว ซึ่งในหนึ่งปีจะเก็บผลลูกตาลได้ในเดือน มกราคม-กรกฏาคม เท่านั้น จากนั้นก็จะหมด หากเหลือลูกตาลก็จะแก่ แข็งรับประทานไม่ได้ ตนก็จะปล่อยให้สุกเพื่อเก็บมาทำขนมต่อไป

กลุ่มเกษตรกร นาโส่ จังหวัดยโสธร career-evolution.net อีกหนึ่งความสำเร็จในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์คุณภาพได้มาตรฐานตามระบบงานเกษตรอินทรีย์ สู่การส่งออกทั้งในและต่างประเทศ ย้ำจุดยืน เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดยโสธรและระดับประเทศให้ก้าวไกลสู่สากล

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรในการทำนาข้าวอินทรีย์ จากการถอดบทเรียนกลุ่มเกษตรกรทำนา นาโส่ ตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เพื่อการส่งออกทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจากการติดตามการดำเนินงานของกลุ่มโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า กลุ่มเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากการใช้สารเคมีมาเป็นการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย ระบบงานเกษตรอินทรีย์ IFOAM (IFOAM Accreditation Program) มีการจำหน่ายข้าวอินทรีย์ในต่างประเทศผ่านสหกรณ์ กรีนเนท จัดตั้งตลาดนัดสีเขียวในระดับชุมชน อำเภอ และจังหวัด เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแปลง ทั้งข้าวอินทรีย์ ผัก ผลไม้ ตามฤดูกาล อาหารแปรรูป เป็นต้น

กลุ่มเกษตรกรทำนา นาโส่ มีจำนวนสมาชิกทั่วไป 53 คน เนื้อที่รวม 10,620 ไร่ สมาชิกปลอดสารพิษ 320 คน เนื้อที่รวม 6,582 ไร่ สมาชิกเกษตรอินทรีย์ 265 คน เนื้อที่รวม 7,269 ไร่ ได้ผลผลิตที่รับรองมาตรฐาน เช่น ข้าวหอมมะลิทั่วไป 2,500 ตัน ข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ 1,000 ตัน ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 800 ตัน ข้าวมะลิแดง 20 ตัน ข้าวเหนียว กข6 20 ตัน โดยบรรจุภัณฑ์ ติดป้ายระบุมาตรฐานชัดเจน ใช้ตราทุ่งรวงทอง

ทำการส่งออกต่างประเทศ โดยสหกรณ์กรีนเนท จำกัด ในระบบแฟร์เทรดขนส่งทางเรือ ส่วนตลาดภายในประเทศ ขายปลีกหน้าโรงสี ขายส่งเครือข่ายสหกรณ์และพ่อค้า ตลาดสีเขียวเมืองยโสธร ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม บริษัทเอกชน กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนสวัสดิการแฟร์เทรด ถึงตรงผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการผลิตข้าวไรซ์เบอรรี่อินทรีย์ จากสมาชิก 70 ครอบครัว เนื้อที่รวม 387 ไร่ รับซื้อจากสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม เก็บสต็อกในฉางเก็บ บรรจุกระสอบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และส่งมอบบริษัทสยามออร์แกนิค โดยรถขนส่งของกลุ่ม

ทั้งนี้ ทางกลุ่มยังมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดยโสธร และขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ระดับประเทศ ในการร่วมจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และสัตว์น้ำ เพื่อให้เป็นจังหวัดต้นแบบการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ก้าวไกลสู่สากล ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา และยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป ท่านที่สนใจสามารถขอทราบรายละเอียดการดำเนินงานของกลุ่มเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี