ในปี 2561 ที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ส่งเสริมองค์ความรู้

ในการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนมให้กับสมาชิกของสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด และจัดสรรงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของรัฐบาลให้สหกรณ์จำนวนกว่า 9 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องบรรจุนมถุงจำนวน 6 ตัว เครื่องฮอโมจีไนเซอร์ เครื่องพาสเจอร์ไรซ์ 1 ชุด ห้องแล็บพร้อมอุปกรณ์ตรวจคุณภาพน้ำนมดิบ และรถห้องเย็นแบบ 4 ล้อ ซึ่งอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ที่ได้รับทำให้สหกรณ์มีความพร้อมในการรองรับปริมาณน้ำนมดิบจากสมาชิกได้เพิ่มขึ้น และช่วยพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบและการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์ให้ได้มาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

สำหรับหน่วยงาน สถาบันการศึกษาและสหกรณ์โคนมอื่นๆ ที่สนใจจะเข้ามาศึกษาดูงานการผลิตและแปรรูปนมพร้อมดื่มของสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด ทางสหกรณ์มีความพร้อมด้านสถานที่ มีห้องประชุมและอาคารอเนกประสงค์ มีลานจอดรถที่กว้างขวาง ซึ่งสหกรณ์ได้เตรียมกิจกรรมให้ผู้สนใจได้เยี่ยมชมในส่วนของการบริหารจัดการฟาร์มโคนมของเกษตรกร การรวบรวมน้ำนมดิบของศูนย์รวบรวมนม การผลิตและการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมชนิดต่างๆ

รวมถึงกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ รวมทั้งการเข้าเยี่ยมชมร้านจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ เพื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นมซึ่งเป็นสินค้าของสหกรณ์ และสินค้าจากชุมชน เพื่อสร้างรายได้กลับคืนให้กับชาวบ้าน โดยสหกรณ์มีความตั้งใจที่จะดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน ให้ผลิตนมที่มีคุณภาพ ดังคำขวัญของสหกรณ์ “นมสดนครปฐม นมเพื่อสุขภาพ” ให้คงอยู่กับจังหวัดนครปฐมต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร เผยปี 2562 ประเทศไทยเกิดภาวะฝนแล้งและฝนทิ้งช่วง ส่งผลอุณหภูมิสูงกว่าปกติและปริมาณน้ำฝนน้อย พร้อมแนะเกษตรกรเตรียมรับมือดูแลผลผลิตลิ้นจี่และลำไยภาคเหนือให้ได้คุณภาพ

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ผลผลิตผลไม้ภาคเหนือปีการผลิต 2562 ได้แก่ ลิ้นจี่และลำไย พบว่า ปริมาณผลผลิตลิ้นจี่จะมีจำนวน 26,278 ตัน โดยจะออกมาก (Peak) ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และปริมาณผลผลิตลำไยมีจำนวน 624,321 ตัน จำแนกเป็นลำไยในฤดู 341,028 ตัน และลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน

โดยลำไยในฤดูจะออกมาก (Peak) ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าประเทศไทยจะเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) ส่งผลให้มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติและมีปริมาณน้ำฝนต่ำกว่าปกติร้อยละ 10-20 ซึ่งอาจทำให้ส่งผลกระทบกับลิ้นจี่และลำไยของภาคเหนือได้

ดังนั้น เพื่อเป็นการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่และลำไยให้สอดคล้องตามข้อมูลประมาณการผลผลิตและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือออกให้คำแนะนำพร้อมแจ้งแนวทางการปฏิบัติของเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่และลำไยในช่วงสภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วงโดยเร่งด่วน ดังนี้ การผลิตลิ้นจี่ เน้นส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ “พัฒนาลิ้นจี่คุณภาพ” โดยใช้เทคโนโลยีการห่อช่อผลในช่วงผลเริ่มติดสี หรือก่อนเก็บเกี่ยว 45 วัน เพื่อลดเปอร์เซ็นต์การเข้าทำลายของหนอนเจาะขั้วผล รวมทั้งควรเก็บผลผลิตในระยะผลแก่ (หลังดอกบานประมาณ 4 เดือน) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

ซึ่งปีนี้ลิ้นจี่มีปริมาณผลผลิตลดลงจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศและอุณหภูมิไม่เอื้ออำนวยต่อการติดดอกออกผล รวมทั้งเนื้อที่ให้ผลลดลงสาเหตุจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นแทน ฉะนั้น คาดว่าลิ้นจี่จะไม่มีปัญหาด้านราคา

สำหรับ การผลิตลำไย จะส่งผลกระทบทำให้การตอบสนองของต้นลำไยลดลง ลำไยจะมีการพัฒนาของดอกและผลเปลี่ยนแปลง ทำให้ออกดอกหลายรุ่น และติดผลจำนวนมาก ซึ่งเมื่อฝนตกปริมาณน้อยและล่าช้ากว่าปกติลำไยได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอจะทำให้การพัฒนาของผลไม่เต็มที่ ผลมีขนาดเล็ก เปลือกบาง ผลแตก และเสียหายได้ แนวทางเน้นการส่งเสริม “ผลิตลำไยคุณภาพ” รวมทั้งให้เกษตรกรตระหนักและเตรียมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงโดย

1. แจ้งเตือนและให้คำแนะนำเกษตรกรปรับตัว เพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตและปฏิบัติดูแลจัดการสวนลำไยอย่างถูกต้องและเหมาะสมในช่วงสภาพอากาศแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วงที่อาจจะเกิดขึ้น

2. ประเมินสถานการณ์การติดผล และตัดแต่งช่อผล เพื่อเพิ่มขนาดผลลำไย (เพิ่มสัดส่วนเกรด) ขนาดผลให้มีความสม่ำเสมอ และอายุการเก็บเกี่ยวเร็วขึ้น หลักการตัดแต่งช่อผลที่สำคัญ ได้แก่ ต้นที่ควรตัดแต่งช่อผล คือ ต้นลำไยที่ติดดก ติดทั้งต้นหรือแต่ลำช่อมีจำนวนผลมากกว่า 60 ผล ต่อช่อ ระยะเวลาที่เหมาะสมควรตัดแต่งช่อผลในช่วงที่ผลมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง หรือไม่เกินขนาดมะเขือพวง โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตร วิธีการตัดแต่งช่อผลทำได้ 2 รูปแบบ คือ 1) เลือกตัดแต่งทุกช่อ โดยตัดปลายช่อลำไยทิ้งร้อยละ 50 ของช่อผล หรือเหลือผลไว้ประมาณ 60 ผล ต่อช่อ 2) เลือกตัดทิ้งทั้งช่อ โดยเลือกตัดช่อที่ไม่สมบูรณ์หรือมีมากทิ้ง ทั้งนี้ สามารถใช้วิธีการตัดแต่งช่อผลแบบผสมผสานได้ทั้ง 2 รูปแบบ

3. ใช้วัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นลำไย เพื่อป้องกันหรือการระเหยของน้ำจากผิวดินในช่วงฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งช่วง รวมทั้งช่วยทำให้อุณหภูมิในดินไม่สูงหรือต่ำเกินไปในช่วงกลางวันและกลางคืน ตลอดจนเป็นการควบคุมวัชพืชต่างๆ ไม่ให้งอก และเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้กับดิน ซึ่งวิธีการให้ใช้วัสดุคลุมโคนต้น เช่น ฟางข้าว เศษหญ้าแห้ง หรือใบไม้แห้ง โดยคลุมให้หนาประมาณ 8-10 เซนติเมตร จากโคนต้นไปยังชายทรงพุ่ม ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่

โครงการกาญจนบารมี เกิดขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2539 ครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงรับเป็นองค์ประธานในการจัดสร้างศูนย์บำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในมหามงคลวโรกาสเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นปีที่ 50 และต่อมามีพระราชดำริให้จัดตั้งเป็นมูลนิธิกาญจนบารมี ในปี พ.ศ. 2540

นายแพทย์สมยศ ดีรัศมี ประธานมูลนิธิกาญจนบารมี เปิดเผยว่า หน่วยคัดกรองมะเร็งเต้านมได้ออกบริการให้แก่ผู้ด้อยโอกาสมาแล้ว 231,900 คน นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา โดยในแต่ละครั้งหน่วยคัดกรองจะออกตระเวนครบทุกจังหวัด ซึ่งได้ให้บริการประชาชนมาแล้ว 5 รอบ ตรวจพบและให้การรักษาผู้เป็นมะเร็งแล้ว 300 ราย

รถตรวจคัดกรองมะเร็งเคลื่อนที่ มูลนิธิกาญจนบารมี มีอุปกรณ์ตรวจทันสมัยที่สุดในภูมิภาค ให้ผลการตรวจรวดเร็ว ทำให้ประชาชนในชนบทได้รับบริการที่ดี โดยแต่ละปีมูลนิธิฯ จะใช้งบประมาณระหว่าง 8-10 ล้านบาท

สำหรับในปี 2562 ซึ่งเป็นปีแห่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้ หน่วยคัดกรองได้เริ่มออกบริการแก่ประชาชน และคาดว่าจะให้บริการครบสามแสนรายในการออกหน่วยของรอบนี้ สกว. กสิกรไทย เผยความสำเร็จโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา กว่า 6 ปี ในพื้นที่ 135 โรงเรียน สร้างห้องเรียนเป็นมิตร ครูเปลี่ยนวิธีสอน เด็กเปลี่ยนวิธีเรียน เสริมทักษะสอดรับทักษะศตวรรษที่ 21 พร้อมเดินหน้าขยายผลสู่พื้นที่จังหวัดน่าน

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ บมจ. ธนาคารกสิกรไทย จัดกิจกรรมเยี่ยมชมปฏิบัติการเพาะพันธุ์ปัญญา ที่โรงเรียนบ้านไร่ ตำบลอวน อำเภอปัว จังหวัดน่าน 1 ในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการแล้วเด็กนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ภายในงานดังกล่าวยังมีกิจกรรมสาธิตห้องเรียนเพาะพันธุ์ปัญญา “Active Learning” ห้องเรียนที่ถูกออกแบบให้นักเรียนเรียนอย่างมีความสุขและสนุก เป็นเจ้าของการสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูผู้สอนที่เข้าใจจริตการเรียนรู้ของนักเรียนที่หลากหลาย ออกแบบการสอนที่ให้นักเรียนทั้งหมดร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน และ กิจกรรม “ฝึกทักษะชีวิตบนการสอนโครงงานฐานวิจัย” ที่มีครูพี่เลี้ยงโค้ชคุณครูสอนวิชา “ทักษะชีวิตผ่านการสอนโครงงานฐานวิจัย”

รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ หัวหน้าหน่วยจัดการกลางโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา เปิดเผยข้อมูลว่า โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาดำเนินการขึ้นมาตั้งปีแต่ปี 2556 และกำลังสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม 2562 โดยมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 135 โรงเรียน 842 ห้องเรียน ครูเข้าร่วมโครงการ 4,579 โครงการ และนักเรียนร่วมโครงการ 2,4612 คน แม้ว่าโครงการจะกำลังสิ้นสุดลง แต่ในพื้นที่น่านได้รับความสนใจให้มีการขยายผล ภายใต้โครงการ “น่าน แซนด์บอกซ์” Nan Sandbox เนื่องจากภาคนโยบายเล็งเห็นว่าโครงการวิจัยดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยฟื้นฟูทรัพยากร จังหวัดน่าน

ทั้งนี้ โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดหลักสำคัญว่า การศึกษาที่แท้จริงควรพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้ดำรงชีวิตได้ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้บนพื้นฐานความสนใจของแต่ละบุคคล มีการตั้งคำถามเพื่อแสวงหาคำตอบที่ถูกต้อง ผ่านกระบวนการวิทยาศาสตร์ ที่เข้าใจความเป็นเหตุเป็นผลของปรากฏการณ์ โดยโครงการเพาะพันธุ์ปัญญามีรูปแบบการเรียนรู้จากการทำโครงงานฐานวิจัยจากเรื่องราวใกล้ตัว โดยครูเป็นผู้อำนวยการจัดการเรียนรู้ด้วยเครื่องมือสำคัญ 3 ประการ คือ การตั้งคำถามกับผู้เรียน (ถามคือสอน) การชวนผู้เรียนสะท้อนความคิด (สะท้อนคิดคือเรียน) และการให้ผู้เรียนเขียนงานวิชาการและความคิดความรู้สึกขณะทำงาน (เขียนคือคิด) โดยผู้เรียนจะทำงานกลุ่มตั้งแต่กำหนดเรื่องราวที่สนใจ แล้วออกแบบวิธีการหาคำตอบด้วยการทำวิจัย จึงเรียกการเรียนรู้แบบนี้ว่า RBL (Research-Based Learning)

ตลอด 6 ปีของการทำงาน เพาะพันธุ์ปัญญาเกี่ยวข้องกับครูประมาณปีละ 700 คน นักเรียน 4,000 คน มีโรงเรียนที่ผ่านโครงการทั้งสิ้น 135 โรง มีโรงเรียนต้นแบบ 16 โรง เพื่อทำหน้าที่หว่านขยายกล้าพันธุ์แห่งปัญญาที่เป็นผลพวงจาก 6 ปีของเพาะพันธุ์ปัญญา ความสำเร็จสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเด็กคือ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมีลักษณะดังนี้ 1. ความกล้า (คิด พูด ทำ ทดลอง เสี่ยง) 2. ความอดทนมุ่งมั่น (รับมือกับการเริ่มใหม่เมื่อผิด การแก้ไข และทำซ้ำได้ดีขึ้น) 3. ทำงานเป็นระบบ (มีผังกระบวนการ ทำตามขั้นตอน มอบหมายความรับผิดชอบ ตรวจประเมิน และปรับแก้) 4. มีเหตุผลและวุฒิภาวะ (คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ควบคุมอารมณ์ได้เมื่อคิดต่าง) 5. สนใจปรากฏการณ์ในชุมชน (กล้าเผชิญโลกที่แปลใหม่จากความเคยชิน สนใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดในชุมชน) 6. เปลี่ยนวิธีเรียน (สืบค้นมากกว่าฟัง ทดลองก่อนตัดสินใจเชื่อ เรียนรู้ด้วยความสนุก มีจิตอาสาในสิ่งที่ตนเองถนัด กำกับการเรียนรู้ของตนเองได้)

ด้าน นายรัตน์ จันทโคตร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านไร่ ให้ข้อมูลว่า โรงเรียนบ้านไร่เข้าร่วมโครงการเพาะพันธุ์ปัญญาเมื่อปี 2561 โดยดำเนินโครงการกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งมีนักเรียนจำนวน 19 คน โดย คุณครูปิ่นรัก วิยา และ คุณครูทัศนีย์ จันทโคตร ครูแกนนำโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา คือได้นำแนวคิดการจัดการเรียนการสอนเพาะพันธุ์ปัญญามาใช้ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา ดำเนินโครงงานฐานวิจัยภายใต้หัวข้อหลักเรื่องข้าวหลาม ซึ่งแบ่งเป็นโครงงานในสาระวิชาวิทยาศาสตร์ 3 เรื่อง สาระวิชาสังคมศาสตร์ 1 เรื่อง สาระวิชามนุษยศาสตร์ 1 เรื่อง

ความเปลี่ยนแปลงส่งผลเห็นได้ชัดในตัวเด็ก อย่างกรณีของ เด็กหญิงปิยอร นันศิริ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนบ้านไร่ ที่ได้ถูกถ่ายทอดกระบวนการคิด และการเรียนรู้ของกระบวนการเพาะพันธุ์ปัญญาผ่านครูแกนนำ เมื่อนำเสนอผลงานโครงงานวิจัยของตัวเองผ่านการประชุมวิชาการของโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา พบว่ามีความกล้าแสดงออก มีปฏิภาณและไหวพริบที่ดีในการตอบคำถาม ซึ่งเป็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้แบบองค์รวมของปิยอร นอกจากนี้ สัมฤทธิผลที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการเพาะพันธุ์ปัญญายังทำให้โรงเรียนบ้านไร่ ได้รับรางวัล ทรงคุณค่า สพฐ. ด้านการบริหารจัดการยอดเยี่ยมโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการยังมีคะแนนสอบ ONET เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ชาวนาโคราช ยอมเสี่ยงหว่านข้าวแห้งรอฝน 5 เขื่อนหลักใหญ่ในพื้นที่ น้ำเหลือเฉลี่ย 33%
ชาวนาโคราช – วันที่ 13 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนาในพื้นที่ ต.ดอนตะหนิน อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา ต่างพากันไถปรับดิน และหว่านข้าวบนผืนดินที่แห้งแล้ง ซึ่งที่ชาวนาเรียกกันว่า “หว่านแห้ง” บนพื้นที่นาหลายร้อยไร่ หลังจากเข้าสู่ช่วงฤดูทำนาปี มาเกือบ 2 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับปลูกข้าว เนื่องจากปีนี้ฝนทิ้งช่วงนาน จึงทำให้คลองธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำต่างๆ เหลือน้ำน้อย ทางสำนักชลประทานที่ 8 จึงงดจ่ายน้ำลงสู่คลองธรรมชาติ พร้อมทั้งประกาศให้เกษตรกรเลื่อนการทำนาปีไปอย่างไม่มีกำหนด

โดย นายอิ่ม กรวยสวัสดิ์ อายุ 53 ปี ชาวนา ต.ดอนตะหนิน เปิดเผยว่า ปีนี้ได้ลงทุนปลูกข้าวนาปี จำนวน 49 ไร่ โดยแต่ละปีจะหว่านข้าวนาปี ตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย. แล้ว แต่ปีนี้น้ำในคลองต่างๆ แห้งขอด ไม่สามารถสูบขึ้นมาใส่นาเพื่อที่จะหว่านข้าวได้ เพราะภาวะฝนทิ้งช่วงนาน ซึ่งหากรอนานกว่านี้ จะไม่ทันในฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปี จึงตัดสินใจยอมเสี่ยงหว่านข้าวแห้งเพื่อรอคอยฝนที่อาจจะตกลงมาบ้างในช่วงนี้

ขณะที่ปริมาณน้ำภายใน 5 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของ จ.นครราชสีมา ปริมาณน้ำใช้การได้ของทุกอ่างฯ อยู่ในเกณฑ์น้อย เฉลี่ยทั้ง 5 อ่างฯ เหลือน้ำใช้การประมาณ 33% โดยอ่างเก็บน้ำลำตะคอง ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำหลักสำหรับกักเก็บน้ำดิบไว้ผลิตประปาเพื่อการอุปโภคบริโภคใน 5 อำเภอ ของจังหวัดนครราชสีมา ล่าสุด มีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 175 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 56% ของความจุกักเก็บ โดยเป็นน้ำใช้การได้ 152 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพียง 52% ของความจุกักเก็บ

ส่วนอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง ยิ่งวิกฤตหนัก เหลือน้ำใช้การได้เพียง 27 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 17% เท่านั้น, อ่างเก็บน้ำลำนางรอง เหลือน้ำใช้การได้ 33 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 28%, อ่างเก็บน้ำลำมูลบน เหลือน้ำใช้การได้ 39 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 29% และอ่างเก็บน้ำลำแชะ เหลือน้ำใช้การได้ 103 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 38%

นายประเสริฐ ลือชาธนานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด เป็นประธานจัดกิจกรรม “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ภายใต้แนวคิด “รวมพลังจิตอาสา รักษาสิ่งแวดล้อม” จัดโดยสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดตราด ประชาชนจิตอาสา กลุ่ม Trash Hero ภาครัฐ ภาคเอกชน โรงเพาะฟักลูกกุ้งภาคตะวันออก (ตราด) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) โดยมี นางสาวพรทิพย์ ธนะประสพ ตัวแทนบริษัทฯ ให้ความรู้เรื่อง “การคัดแยกและการกำจัดขยะอินทรีย์ ด้วยถังหมักรักษ์ดิน” พร้อมนำเพื่อนพนักงานร่วมกันเก็บขยะจุดชมวิวและบริเวณหาดทรายขาว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 ณ คลองพร้าว อำเภอเกาะช้าง

ช่วงสายของวันหนึ่ง กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสพูดคุยกับ คุณนิยมรัฐ ไตรศรี และ คุณสมจิตร สุวรรณจักร ทั้งสองท่าน เดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ขณะที่พูดคุยได้เห็นภาพดอกไม้สวย รวมทั้งการจัดภูมิทัศน์ที่สวยงาม แทบไม่น่าเชื่อว่า ภาพงามๆ ดังสวรรค์บนดินนั้น ตั้งอยู่ที่เมืองปากซอง แขวงจำปาสัก

คุณนิยมรัฐ ไตรศรี อดีตเป็นนักวิชาการเกษตร 8 สังกัดสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เป็นที่ทราบกันดีว่า ท่านเก่งทางด้านกล้วยไม้ ส่วน คุณสมจิตร สุวรรณจักร เป็นนักธุกิจอยู่ที่นครเวียงจันทน์ ทั้งสองท่านมาเจอกันอย่างไร สวนดอกไม้งามๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วผู้ประกอบการในเมืองไทย ต้องการแรงงาน ต้องทำอย่างไร…สักครู่

สวนดอกไม้มนตราจำปาลาว
แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของลาวใต้

คุณนิยมรัฐ ในฐานะนักวิชาการเกษตรคนเก่งทางด้านกล้วยไม้ ได้คลุกคลีกับพืชชนิดนี้มาตลอดระยะการทำงาน ยามว่าง ท่านไปเป็นที่ปรึกษาให้กับสวนเกษตรที่ปลูกดอกไม้แห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรี ที่นี่เขาได้พบกับนักศึกษาจาก สปป.ลาว นักศึกษาลาวชื่อ “ใหญ่” คุยให้ฟังว่า เมืองปากซอง ดินดี อากาศดี จึงชวนเขาไปเที่ยว

คุณนิยมรัฐบอกว่า ตอนไปเป็นช่วงหน้าร้อน ขณะที่อยู่เมืองปากเซ ร้อนไม่น้อย จึงอยากกลับไทย อากาศก็ไม่ดีอย่างที่คุยไว้ แต่ใหญ่ชวนไปต่ออีกนิดหนึ่ง เมื่อย่างเข้าสู่เมืองปากซอง ปรากฏว่า อากาศเย็นสบาย ต้นไม้งอกงาม เจ้าตัวเริ่มติดใจ พอดีญาติของใหญ่ชวนทดลองปลูกสตรอเบอรี่ ในฐานะที่เป็นนักวิชาการเกษตร จึงทดลองดู ในพื้นที่ 1 เฮคแตร์ คือ 6.25 ไร่ แต่ปลูกไม่หมด ค่าเช่าที่ปีละ 500 บาท พันธุ์สตรอเบอรี่ นำไปจากไทย การปลูกและดูแลรักษาก็ทำง่ายๆ แต่ผลที่ออกมาดีเกินคาด รสชาติหวานกรอบ อร่อยกว่าที่อื่นๆ เมื่อนำดินไปตรวจ ปรากฏว่า บริเวณนั้นเป็นดินภูเขาไฟ

สตรอเบอรี่ สร้างชื่อให้กับท้องถิ่นอย่างมาก ใครผ่านไปถนนเส้นนั้นเป็นต้องแวะซื้อ ทั้งๆ ที่ขายค่อนข้างแพง ผลสำเร็จจากสตรอเบอรี่ ทำให้ญาติของใหญ่ ต้องการพัฒนาที่ดินบริเวณนั้นอย่างจริงจัง จึงตกลงหาที่ดินได้ 300 ไร่ ปลูกดอกไม้ ไม้ผล สร้างที่พักเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

คุณนิยมรัฐข้ามไปปี 2557 หลังจากนั้นไม่นาน โครงการใหญ่จึงเริ่มขึ้น ซึ่งตัวเขาเองมีหุ้นส่วน แต่บริหารงานเป็นผู้จัดการ ต่อมาสถานที่แห่งนี้รู้จักกันดีในนามสวนดอกไม้ “มนตราจำปาลาว” บริหารงานภายใต้ บริษัท มนตรา จำปาสัก จำกัด ซึ่งตั้งอยู่บ้านหลักที่ 11 เมืองปากซอง แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

คุณนิยมรัฐ บอกว่า งานพัฒนาสวนดอกไม้เพื่อการท่องเที่ยวก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ
“อุณหภูมิที่นั่นเฉลี่ย 25-28 องศาเซลเซียส ไม้ดอกเมืองหนาวปลูกได้ทุกชนิด กุหลาบที่นำไปจากเชียงใหม่ปลูกแล้วออกดอกดี มีโครงการปลูกฟาแลนนอปซิสส่งไปญี่ปุ่นแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะออกดอกมากเกินไป ไม่มีการพักตัว ดอกจึงไม่สมบูรณ์พอ ขณะนี้ยังมีอยู่ สำหรับฟาแลนนอปซิส หากทำเป็นการค้า ต้องทำที่ต่ำลงมา อย่างปากเซ แต่ต้องลงทุนสูง” คุณนิยมรัฐ อธิบาย

อดีตนักวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยพืชสวน เล่าต่อว่า ที่สวนดอกไม้ ปลูกดอกไม้หลากหลายเพื่อให้คนได้ไปเที่ยวชม สามารถพูดได้เลยว่า เป็นสวนดอกไม้ใหญ่สุดใน สปป.ลาว เนื่องจากมีคนไปเที่ยวกันไม่น้อย ทางเจ้าของจึงสร้างที่พัก สำหรับนักท่องเที่ยว มีจำนวน 17 หลังด้วยกัน แต่ละคืนรองรับได้ราว 34 คน สิ่งที่สร้างขึ้นทันสมัย ที่ขาดไม่ได้คือร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีลานกางเต็นท์

ในฐานะที่เป็นนักวิชาการเกษตร มีคนรู้จักในเมืองไทย ทำให้มีคนติดต่อข้ามไปเที่ยวทางฝั่ง สปป.ลาว ซึ่งทีมงานของคุณนิยมรัฐได้ประสานงาน พาเที่ยว อย่างต่อเนื่อง หลายคณะด้วยกัน แต่ละคณะต่างก็ประทับใจ บอกต่อกัน ทำให้คนไปเที่ยวกันมาก

พื้นที่ 300 ไร่ ปลูกดอกไม้อย่างเดียว คงลงทุนมหาศาล คุณนิยมรัฐบอกว่า ไม้ดอกและบ้านพัก ใช้พื้นที่ไม่มากนัก ที่เหลือจึงปลูกไม้ผลเมืองหนาว กาแฟเป็นพืชที่ท้องถิ่นนั้นปลูกได้ผลดี ปัจจุบันรู้จักกันดี ทางโครงการจึงไม่เสียเวลาที่จะทดลอง แต่ปลูกเป็นการค้า มีผลิตภัณฑ์จำหน่ายแล้ว ไม้ผลอื่นๆ ที่ปลูกเป็นงานกึ่งทดลอง บางชนิดหวังผลเป็นการค้าระยะยาว ได้แก่ ท้อ ลิ้นจี่ ลำไย มะคาเดเมียนัท อะโวกาโด

“ดอกไม้ต้นทุนสูง ไม้ผลน่าสนใจ แต่ก็รอเวลา ให้มีแรงงานที่เหมาะสม พืชที่ปลูกในท้องถิ่นแล้วให้ผลดีมานานคืออะโวกาโด เป็นพันธุ์พื้นเมือง เราก็พยายามหาพันธุ์ใหม่จากไทยเข้าไปปลูก” คุณนิยมรัฐ บอก ทุกวันนี้ มนตราจำปาลาว เป็นที่รู้จักกันดี

พร้อมส่งแรงงาน
จาก สปป.ลาว…สู่เมืองไทย

คุณสมจิตร สุวรรณจักร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มซี เอ็มพลอยเมนท์ เซอวิส โซล จำกัด เล่าว่า บริษัท เอ็มซีฯ อยู่ในเครือเดียวกับบริษัท มนตรา จำปาสัก จำกัด
บริษัท มนตราฯ มีกิจการสวนดอกไม้ แต่บริษัท เอ็มซีฯ ดูแลเรื่องแรงงาน จัดหางานให้กับคนในประเทศ ซึ่งใน สปป.ลาว มีบริษัทในลักษณะอย่างนี้ 26 บริษัท…บริษัท เอ็มซีฯ เป็น 1 ใน 26 บริษัทที่ได้รับอนุญาต

คุณสมจิตร บอกว่า ประเทศไทย รวมทั้งชาติอื่นๆ มีปัญหาเรื่องแรงงานขาดแคลน ขณะที่ สปป.ลาว มีแรงงานพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการที่ประเทศอื่นขาดอยู่ หากบริษัท เอ็มซีฯ สามารถเป็นตัวกลางได้ ก็จะช่วยยกฐานะความเป็นอยู่ของพี่น้องในชาติเดียวกัน ขณะเดียวกัน ก็จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศผู้ได้รับแรงงานให้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ในทางอ้อม แรงงานที่ออกจากท้องถิ่น ทำงานจนมีความชำนาญ เมื่อกลับประเทศก็จะนำความรู้ความเชี่ยวชาญไปพัฒนาท้องถิ่นของตนเองได้อย่างดี
ตัวกลางการจัดหางาน ของบริษัท เอ็มซีฯ มีรายละเอียดพอสมควร

คุณสมจิตร บอกว่า ทางบริษัทซึ่งมีใบอนุญาต ได้ติดต่อไปยังแรงงานแขวง (จังหวัด) แรงงานเมือง (อำเภอ) และนายบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน) เพื่อประชุมชี้แจงกับชาวบ้าน ว่าบริษัทต้องการแรงงานประเภทไหน ต้องการคุณสมบัติแรงงานอย่างไรบ้าง แล้วลงทะเบียนไว้ ขณะที่ประชุมก็ได้ชี้แจงกฎระเบียบต่างๆ ที่เข้าใจง่ายกับผู้สนใจ

สำหรับนายจ้างที่เมืองไทยและประเทศอื่น บริษัทจะมีแบบฟอร์มให้กรอก (คำร้องขอความต้องการจ้างแรงงานนำเข้า) ว่าต้องการแรงงานแบบไหน พร้อมรายละเอียดอื่นๆ
หากความต้องการตรงกัน ถ้าเป็นบริษัทห้างร้านใหญ่ๆ จะมีการเซ็นสัญญา แล้วดำเนินการตามขั้นตอน

คุณสมจิตร บอกว่า เริ่มส่งผ่านแรงงาน จากท้องถิ่นไปสู่ประเทศอื่นแล้ว ซึ่งมีเกาหลี ญี่ปุ่น และไทย จากการสอบถามแรงงานชอบประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด แต่ต้องมีการคัดเลือกคัดคุณสมบัติ ไม่ได้ส่งไปกันง่ายๆ

การหางานของแรงงาน มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งค่าดำเนินการต่างๆ แต่อยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการได้ โดยทั่วไปแล้ว คุณสมจิตร บอกว่า แรงงานไม่มีเงินจ่าย แต่จะหักจากแรงงานเมื่อทำงานแล้ว ซึ่งใช้เวลา 6 เดือน แรงงานก็ใช้คืนหมดแล้ว

คุณสมจิตร บอกว่า แรงงานที่สามารถส่งจาก สปป.ลาว มี 2 ประเภทด้วยกัน
ประเภทแรก เป็นแรงงานทั่วไป ความรู้ไม่สูง ประเภทที่สอง เป็นแรงงานที่มีความรู้ มีทักษะ เรียนจบอาชีวศึกษา หากเทียบกับไทยก็ระดับ ปวช. และ ปวส.
ด้วยเหตุนี้ ค่าแรงก็แตกต่างกันไป