ในภาคการผลิตได้วางเป้าหมายเพิ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์

หรือ 30,000 รายจากปัจจุบัน 10,000 ราย และเพิ่มพื้นที่ปลูกเกษตรอินทรีย์อีก 1 เท่าตัวจาก 300,000 เป็น 600,000 ไร่ทั่วประเทศ เนื่องจากยังเห็นโอกาสทางการค้าที่จะเติบโตในอนาคต ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยได้เพิ่มขึ้น

สำหรับคาดการณ์ ทิศทางการเติบโตของตลาดเกษตรอินทรีย์ในปี 2561 คาดว่าะขยายตัว 20-50%จากปีที่ผ่านมา โดยกรมฯ ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดคัดเลือกจังหวัดที่เหมาะสมเพื่อเข้าร่วม “โครงการจังหวัดเกษตรอินทรีย์”

โดยจังหวัดนั้นจะต้องเป็นจังหวัดที่มีเกษตรกรที่สามารถรวมตัวเป็นกลุ่ม/สหกรณ์ และต้องมีพื้นที่ปลูกเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 50% ของพื้นที่ที่เพาะปลูก ซึ่งเบื้องต้นทางพาณิชย์จังหวัดเสนอรายชื่อจังหวัดจันทบุรี กระบี่ สตูล ชลบุรี (จากปีก่อนที่มีจังหวัดชัยภูมิ นครพนม นครปฐม ฉะเชิงเทรา ยโสธร)

สำหรับจังหวัดที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการพัฒนาส่งเสริมทุกด้าน จะสนับสนุนการจดทะเบียนรับรองมาตรฐานให้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยในต่างประเทศด้วย เพื่อให้สามารถทำตลาดการค้า การส่งออกได้

นอกจากนี้ กรมจะขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้ารูปแบบ “ฟาร์มเอาต์เลต” ให้ครบเป้าหมาย 100 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า

สำหรับแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปีนี้ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ กรมฯ เตรียมจัดงานประกวดสินค้าที่ทำจากเกษตรอินทรีย์ จากนั้นในช่วงเดือนกรกฎาคม จะร่วมมือกับผู้จัดงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์จากเยอรมนี จัดงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ขึ้นที่ไทยเป็นครั้งแรก เพื่อจัดกิจกรรมเจรจาซื้อขาย เพื่อโปรโมตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เจ้าของสวนกุหลาบเชียงรายดิ้นปรับตัว ลดพื้นที่ปลูกกุหลาบปรับเพิ่มไม้ดอกประเภทอื่น “ทานตะวัน-พิทูเนีย” มาแรง พร้อมจัดโซนเป็นสถานที่ชมวิวบริการนักท่องเที่ยว เพิ่มไลน์ธุรกิจร้านอาหารเครื่องดื่ม

นายพูลศักดิ์ คิดมุ่ง เจ้าของสวนกุหลาบพูลศักดิ์ ตั้งอยู่เลขที่ 259 หมู่ 13 ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ในอดีตที่ผ่านมาสวนของตนเน้นการปลูกดอกกุหลาบต้นเป็นหลัก โดยปลูกเกือบเต็มทั้งสวนจนได้ชื่อว่าสวนกุหลาบพูลศักดิ์ อย่างไรก็ตาม พบว่าในช่วง 4-5 ปีหลังมานี้ ตลาดไม้ดอกไม้ประดับเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการสั่งซื้อดอกชนิดเดียวจากพ่อค้าแม่ค้าน้อยลง ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความนิยมของผู้บริโภค แหล่งปลูกมีมากขึ้น ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจสวนไม้ดอกไม้ประดับตนจึงได้ปรับตัวด้วยการปรับพื้นที่สวนให้มีความหลากหลายของสายพันธุ์พืชมากยิ่งขึ้น

นายพูลศักดิ์กล่าวว่า เมื่อหลายปีก่อนตนปลูกกุหลาบในสวนเดียวกว่า 20,000 ต้น ต่อมาลดลงเหลือเพียงประมาณ 5,000 ต้น กระทั่งปัจจุบันได้ปรับใหม่ด้วยการลดพื้นที่ปลูกกุหลาบลงเหลือเพียงประมาณ 20% ของพื้นที่สวนทั้งหมด ส่วนที่เหลือปลูกไม้ดอกไม้ประดับล้มลุกต่าง ๆ ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น เช่น พิทูเนีย กล้วยไม้ ดอกทานตะวัน เป็นต้น โดยมีการทำโรงเรือนกันฝนสำหรับพืชบางชนิดด้วย เพื่อจะได้ส่งจำหน่ายในตลาดได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น

“หลังการปรับตัว พบว่าทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้ เพราะพืชหลายชนิดใช้เวลาน้อย และมีมูลค่ามากกว่าพืชเดิม ๆ โดยเดิมกุหลาบใช้เวลาดูแลต้นเดียวกันตลอดทั้งปี และเมื่อผลิดอกก็มีอายุอยู่ได้เพียงประมาณ 7 วัน จำหน่ายช่อละประมาณ 30-40 บาท แต่พืชใหม่ เช่น ดอกทานตะวันใช้เวลาดูแลต้นละเพียงประมาณ 3-4 เดือน มีความคงทนกว่า และจำหน่ายดอกละกว่า 50 บาท ส่วนดอกพิทูเนียพบว่ามีอายุผลิดอกได้เรื่อย ๆ นานกว่า 5-6 เดือน ทั้งยังจำหน่ายได้ช่อละกว่า 30-40 บาท รวมทั้งหากดูให้เป็นพุ่มใหญ่จะมีราคาสูงกว่า 80-150 บาท” นายพูลศักดิ์กล่าว

รายงานข่าวจาก จ.เชียงราย แจ้งว่า นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่ปรับธุรกิจกันโดยถ้วนหน้า เช่น สวนดาวจำรัสแสง ต.ศรีค้ำ อ.แม่จัน มีการจัดเนื้อที่สวนประมาณ 50 ไร่ ให้มีพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวที่หลากหลายและยังจัดแบ่งเป็นโซนพื้นที่ให้บริการนักท่องเที่ยว เช่น ศูนย์อาหาร กาแฟ สถานที่ชมวิว จุดพักผ่อนชมสวนดอกไม้ เป็นต้น

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จัดโครงการเสริมสร้างประสบการณ์ทางด้านอายุรศาสตร์สัตว์ป่าและสัตว์ในสวนสัตว์แก่นักศึกษา ในำโดย น.สพ.อลงกรณ์ มหรรณพคณาจารย์และนักศึกษา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย และ ส.พญ. เบญจธรรม
ไทยธรรม จากโรงพยาบาลช้าง ร่วมกันออกหน่วยให้บริการตรวจสุขภาพ ฉีดยาบำรุง
และยาถ่ายพยาธิให้กับช้าง ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ทั้งหมด 7 ปาง ได้แก่ปางช้างอ่าวนาง ซาฟารี, ปางช้างอิลิเฟ้น ปาร์ค, ปางช้างภูนาคา,ปางช้างน้อยซี่ คลองสน, ปางช้างเขาพนมเบญจา ถ้ำเสือ, ปางช้างอ่าวนาง
จังเกิ้ล ทรีคกิ้ง และปางช้างห้วยโต้

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามงานในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ โดยมีนายพงศ์ศักดิ์ อรุณวิจิตรสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 และคณะเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ให้การต้อนรับ พร้อมบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา และผลการดำเนินกิจกรรมโครงการคลองสวยน้ำใส ร่วมใจกำจัดวัชพืช ณ ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 11 ปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 1.16 ล้านไร่ (จากแผน 1.1 ล้านไร่) อยู่ในเกณฑ์ที่ทางกรมชลประทานกำหนด ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ให้คงพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรัง และขอความร่วมมือเกษตรกรไม่ให้เพาะปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 ในพื้นที่ที่มีการเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ทางสำนักงานชลประทานที่ 11 ยังได้เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ จำนวน 6 เครื่อง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำทำการเพาะปลูกในฤดูแล้ง

สำหรับโครงการคลองสวยน้ำใส ร่วมใจกำจัดวัชพืช กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการบูรณาการกับหน่วยงานระดับจังหวัด ท้องถิ่น เกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ทุ่งรังสิต ร่วมมือกันเก็บวัชพืชตามสายคลองต่างๆ 10 สายคลอง ในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้สำนักชลประทานที่ 11 ซึ่งการดำเนินโครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จ สามารถเพิ่มศักยภาพในการกำจัดวัชพืชและผักตบชวา รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำและบรรเทาอุทกภัย และสามารถสร้างเครือข่ายดูแลรักษาทางน้ำสาธารณะได้อย่างเป็นรูปธรรม และได้รับรางวัลดีเด่น ความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี พ.ศ. 2560 ประเภทรางวัลพัฒนาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ชาวนาในตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เร่งสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อส่งเข้านาข้าวที่ฝืนทำการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ส่งผลให้ปริมาณน้ำ ตามคลองน้ำต่างๆ ในพื้นที่ เริ่มแห้งเหือด จนไม่เหลือน้ำอยู่ภายในลำน้ำ ขณะที่ชาวนาบางส่วนได้ทำการสูบน้ำไปเก็บไว้ภายในสระน้ำที่ขุดขึ้นเอง เพื่อกักตุนน้ำไว้ใช้ส่งให้กับนาข้าวของตน เนื่องจากในปีนี้ชาวนาทุกรายทราบดีว่าอ่างเก็บน้ำทุกแห่งมีน้ำไม่เพียงพอที่จะปล่อยให้ทำนาปรังได้เหมือนเช่นทุกๆ ปี โดยเฉพาะน้ำภายในเขื่อนพิมาย มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อยกว่าทุกปี

นายถกล แก้วมะเริง อายุ 50 ปี ชาวนาในตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย รายหนึ่งบอกว่า ตนเอง ได้ลงทุนปลูกข้าวนาปรัง ทั้งหมด 100 ไร่ เนื่องจากการทำนาปลูกข้าว ในช่วงนาปี ที่ผ่านมา ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ตนเองจึงหันมาปลูกข้าวนาปรังทดแทน หลังจะได้ผลผลิตเพิ่ม แต่ก็มาประสบกับปัญหา เริ่มจะขาดแคลนแหล่งน้ำใช้ในการเพราะปลูก โดยจากการสำรวจของทางสำนักงานเกษตรอำเภอพิมาย ล่าสุดพบว่าในพื้นที่อำเภอพิมาย มีเกษตรกรชาวนาฝืนทำการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วไม่ต่ำกว่า 200 ไร่

ซึ่งทางสำนักงานเกษตรอำเภอได้ประกาศเตือนเกษตรกรอย่างชัดเจนแล้วว่าขอให้งดทำการเพาะปลูกข้าวนาปรังในปีนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำภายในเขื่อนพิมาย ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำมูลมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอที่จะส่งน้ำเพื่อให้ทำการเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ โดยชาวนาที่ลงทุนปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว ต้องเสี่ยงต่อผลผลิตจะได้รับความเสียหาย หลังปริมาณน้ำในพื้นที่ แห้งลงอย่างรวดเร็ว

บ้านปูฯ เดินหน้าโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” ปีที่ 8 สร้าง SE School แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจพลังงานแห่งเอเชียที่มุ่งมั่นพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และ สถาบัน Change Fusion องค์กรไม่แสวงผลกำไรภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง สานต่อ โครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม ปีที่ 8” หรือ “Banpu Champions for Change 8 (BC4C)” พร้อมปรับรูปแบบโครงการฯ ให้ตอบสนองกับโลกยุคปัจจุบันและคนรุ่นใหม่ สร้างความน่าตื่นเต้นให้แก่ผู้ที่สนใจมากยิ่งขึ้น ผ่าน SE School (Social Enterprise School)

แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับผู้ที่มีใจรักที่จะเป็นผู้ประกอบธุรกิจไปพร้อมๆ กับสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่สังคมแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวเปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจการเพื่อสังคม ในขณะที่ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ BC4C ปีที่ 8 นี้ จะได้เรียนรู้องค์ประกอบที่จำเป็นเพื่อเพิ่มรากฐานที่แข็งแรงให้กับกิจการเพื่อสังคมของตนเอง ก่อนที่จะส่งแผนธุรกิจ เข้าร่วมแข่งขันเพื่อรับทุนสนับสนุนรวมกว่า 2 ล้านบาท ทั้งนี้จะเปิดรับสมัครผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งประเภทรายบุคคล หรือรวมกลุ่มไม่เกิน 4 คน อายุระหว่าง 20 – 35 ปี ตั้งแต่ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 30 มีนาคม 2561

นางอุดมลักษณ์ โอฬาร ผู้อำนวยการสายอาวุโส – องค์กรสัมพันธ์ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 7 ปี ที่ดำเนินโครงการฯ มา บ้านปูฯ ได้มอบการสนับสนุนแก่ผู้เข้าสมัครในทุกแง่มุมไม่ว่าจะเป็นเงินทุน กิจกรรมเวิร์คช็อป ตลอดจนสร้างเครือข่ายผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม และในปีนี้ ด้วยแนวคิดของบ้านปูฯ ที่ว่า พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา เราจึงพัฒนาโครงการฯ ไปอีกขั้นด้วย “SE School”แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์โดยบ้านปูฯ และ Change Fusion ร่วมออกแบบ เพื่อให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ และประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้และเข้าใจกระบวนการดำเนินงานของกิจการเพื่อสังคมมากยิ่งขึ้น โดยมีผู้ให้คำปรึกษาจากหลากหลายสาขาและรุ่นพี่ SE ที่มากด้วยประสบการณ์ ร่วมกันสร้างพื้นที่เล็กๆ ตรงนี้ ให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสของคนรุ่นใหม่ในการเรียนรู้และสร้างกิจการเพื่อสังคมด้วยตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและเดินไปสู่ความสำเร็จในอนาคต”

หลักจากที่ ผู้ประกอบการที่สนใจได้เรียนรู้และทดสอบตัวเองผ่าน SE School และส่งแผนธุรกิจพร้อมกับเป้าหมายทางธุรกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อมชัดเจนแล้ว ในรอบแรก 20 แผนธุรกิจจะได้รับการคัดเลือกให้เข้าเวิร์คช็อปเพื่อบ่มเพาะแผนธุรกิจให้แข็งแกร่ง จากนั้น 10 แผนธุรกิจที่โดดเด่นและสร้างประโยชน์ทางสังคม จะได้รับเลือกเพื่อรับทุนเบื้องต้นตลอดจนความรู้และทักษะเพิ่มเติมนำไปต่อยอดและดำเนินกิจการจริงเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดย 5 กิจการที่โดดเด่นในเชิงธุรกิจและสังคมมากที่สุด จะได้รับคัดเลือกเพื่อรับทุนสนับสนุนให้ดำเนินกิจการต่อเนื่องในระยะยาว รวมทุนสนับสนุนตลอดโครงการฯ กว่า 2 ล้านบาท

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยกรณี คดีกล้ายางล้านไร่ ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้กรมวิชาการเกษตรชำระเงินให้แก่บริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ (ซีพี)จำกัด เป็นเงิน 365 ล้านบาทไม่ได้สูงถึง 1.7 พันล้านบาท ตามที่เป็นข่าวนั้นว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการโครงการปลูกยางเพื่อยกระดับรายได้และความมั่นคงให้แก่เกษตรกรในแหล่งปลูกยางใหม่ระยะที่ 1 (ปี 2547-2549)

พื้นที่ 36 จังหวัดจำนวน 1 ล้านไร่ แบ่งเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 แสนไร่ และภาคเหนือ 3 แสนไร่ แบ่งระยะดำเนินการเป็น 3 ปี โดยใช้เงินจากโครงการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) จำนวน 1,440 ล้านบาท ผลิตต้นยาง 90 ล้านต้นและให้สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) ใช้รายได้จากค่าธรรมเนียมส่งออกยาง (CESS) ชำระคืน คชก. ในระยะเวลา 10 ปี

ต่อมากรมวิชาการเกษตรได้ประกวดราคาจ้างเหมาผลิตต้นกล้ายางชำถุง เมื่อ ปี 2546 ปรากฏว่าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด เป็นเงิน 1,397.7 ล้านบาท จึงได้ทำสัญญาจ้างผลิตต้นกล้ายางชำถุงกับบริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด โดยมีธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ทำหนังสือค้ำประกัน กำหนดส่งมอบต้นยางชำถุงแบ่งเป็น 12 งวด

โดยกรมวิชาการเกษตรจะจ่ายค่าจ้างเมื่อบริษัทฯ ส่งมอบต้นกล้ายางชำถุง และผ่านคณะกรรมการตรวจรับทำการตรวจรับเรียบแล้วตามมาตรฐานการผลิตต้นกล้ายางชำถุง ที่กำหนดในรายละเอียดเงื่อนไขการจ้างเหมาในแต่ละงวด

ภายหลังทำสัญญาจ้างบริษัทฯ ได้ส่งมอบต้นกล้ายางชำถุงงวดที่ 1-10 รวม 67.5 ล้านต้น เป็นเงิน 1,087.8 ล้านบาท ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ใช้เงินคชก.ชำระครบถ้วนแล้ว แต่ในงวดที่ 11 มีการส่งมอบต้นกล้ายางชำถุง เพียงบางส่วน จำนวน 6,355,611 ต้น ซึ่งคณะกรรมการตรวจรับได้ตรวจรับแล้ว แต่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ เนื่องจากการส่งมอบไม่ครบถ้วนตามสัญญางวดที่ 11

และทางบริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องมายังกรมวิชาการเกษตร เพื่อขอเลื่อนการส่งมอบต้นกล้ายางชำถุงในงวดที่ 11 และ 12 แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่ได้มีการขยายระยะเวลาการส่งมอบต้นกล้ายางชำถุงตามที่บริษัทฯ ร้องขอแต่อย่างใด จนกระทั่งต่อมากรมวิชาการเกษตรได้บอกเลิกสัญญาดังกล่าว

เป็นเหตุให้บริษัทฯ ฟ้องเรียกค่าเสียหายในการบอกเลิกสัญญาต่อศาล ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ กรมวิชาการเกษตรชำระเงิน แก่บริษัทจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด โจทก์ และธนาคารทหารไทยจำกัด (มหาชน) โจทก์ร่วม เป็น 2 ส่วน ดังนี้ ชำระเงินให้แก่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด เป็นค่าเสียหายของการผลิตต้นกล้ายางเป็นเงิน 127.8 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ

และชำระค่าต้นกล้ายางชำถุงบางส่วนของงวดที่ 11 ที่ได้รับมอบไว้ให้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องเป็นเงิน 83.8 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องสำนวนแรกไม่เกิน 6.8 ล้านบาท โดยรวมแล้วประมาณ 365 ล้านบาทเศษ

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังการประชุมร่วม 3 กระทรวงเพื่อหาผลกระทบจากการใช้พาราควอต สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชน เพื่อสรุปข้อมูลและส่งต่อไปยังคณะอนุกรรมกรรมการเฉพาะกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า สธ.ยืนยันตามตามมติเดิมของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง

และจากการสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีความเป็นห่วงสุขภาพของประชาชน ซึ่งควรระงับการใช้สารพาราควอตภายใน 2 ปี พร้อมทั้งให้มีการหาสารทดแทนนั้นจึงต้องมีการประชุม เพื่อสรุปผลกระทบจากการใช้สารเคมีพาราควอต และเสนอต่อยังคณะอนุกรรมกรรมการเฉพาะกิจ ที่มีนายภักดี โพธิศิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย เป็นประธาน เพื่อจะพิจารณาในช่วงเดือนมีนาคมนี้

“ ในการประชุมมาจากการที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการ ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ให้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพาราควอต และผลกระทบจากการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชดังกล่าว เพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว โดยมีการยืนยันตามมติเดิมให้มีการระงับการใช้พาราควอต ซึ่งการหยุดไปเลยจะส่งผลกระทบ ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดช่วงเวลา มีมาตรการและต้องมีการหาสารทดแทนให้ชัดเจน โดยจากมติคณะกรรมการฯ ก็กำหนดว่าต้องระงับการใช้ภายใน 2 ปี ซึ่งก็มีฝ่ายที่คัดค้านอ้างตามงานวิจัยว่าการใช้พาราควอตตามข้อกำหนดจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบ แต่เป็นงานวิจัยตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 หรือ 20 ปีที่แล้ว แต่งานวิจัยของปัจจุบันระบุว่าถึงใช้ตามนั้นก็กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อมีมติระงับก็ต้องดำเนินการตามนั้น หากบอกว่าการใช้สารทดแทนแพงกว่าก็ต้องเลือกเอาว่าราคาแพงกว่าเดิมกับสุขภาพประชาชนจะเลือกแบบใด” นพ.ปิยะสกล กล่าว

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 15 ก.พ. พ.ต.ต.สมพงษ์ บุตรรัตน์ สารวัตรกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามคุ้มครองผู้บริโภค(บก.ปคบ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปคบ.จำนวนหนึ่ง บุกเข้าตรวจค้นร้านแกะดอกยางรถยนต์ไม่มีชื่อเลขที่ 22/38 หมู่ 5 ต.คลองเจ็ด อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ริมถนนธัญบุรี-วังน้อย และจับกุมนายวีรพล เพ็งศรีโครต อายุ 28 ปีและนางดารุณี เมรีศรี อายุ 44 ปี พร้อมตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย 1.ยางรถยนต์ที่อยู่ภายในร้าน 2.แผ่นวัน เดือน ปี ที่ผลิตยางรถยนต์ และ3.อุปกรณ์การแกะดอกยางรถยนต์

จากการสอบสวนนายวีรพลรับสารภาพว่า ตนรับจ้างแกะดอกยางรถยนต์และเปลี่ยนวัน เดือน ปี ที่ผลิตยางรถยนต์จากยางเก่าให้เป็นยางใหม่ โดยได้ค่าจ้างเส้นละ 100 บาท ทำมา 10 ปีแล้ว ตนไม่ทราบว่าผิดกฎหมาย เมื่อมีคนนำยางรถยนต์ที่ดอกยางหมดมาให้ ตนก็จะใช้เครื่องแกะดอกยางให้ใหม่ เพื่อให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ส่วนวัน เดือน ปี ที่ผลิตยางรถยนต์นั้น ตนจะใช้คัตเตอร์ค่อยๆ แกะออกและใช้ยางดิบที่พิมพ์วัน เดือน ปี ที่ผลิตยางรถยนต์ใหม่ แล้วไปสวมกับยางรถยนต์เก่า จากนั้นทางเจ้าของยางก็จะมาเอาไปขายต่อเป็นยางเปอร์เซ็นต์

ด้านพ.ต.ต.สมพงษ์ กล่าวว่า ทางกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามคุ้มครองผู้บริโภค(ปคบ.) ได้รับแจ้งจากประชาชนทางภาคอีสานว่า ยางรถยนต์ซึ่งเป็นยางเปอร์เซ็นที่ซื้อมาใช้นั้นมีคุณภาพต่ำ แต่ พอดูวัน เดือน ปี ที่ผลิตแล้วยังเป็นของใหม่ ซึ่งไม่น่าจะระเบิด หรือเสื่อมคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว ทางเจ้าหน้าที่ปคบ.จึงออกหาข่าว กระทั่งทราบว่านายวีรพลเป็นคนรับแกะดอกรถยนต์พร้อมทั้งปั๊มวัน เดือน ปี ที่ผลิตยางรถยนต์ใหม่ จึงนำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมดังกล่าว

พ.ต.ต.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า ผู้ต้องหารายนี้เป็นที่รู้จักของผู้ค้าที่ขายยางเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นคนที่มีฝีมือดีคนหนึ่งในประเทศไทย เพราะแกะดอกยางรถยนต์สวย ส่วนมากรถยนต์ที่ใช้ยางเปอร์เซ็นต์ประเภทนี้จะเป็นรถกระบะที่บรรทุกหนัก และรถตู้โดยสารนั่งสาธารณะ เพราะมีราคาถูกกว่ายางตามศูนย์บริการขายยางรถยนต์ ทางปคบ.อยากฝากบอกถึงประชาชนว่า การจะซื้อยางเปอร์เซ็นต์มาใช้ ต้องตรวจดูให้ดีก่อนว่าเป็นยางเก่านำมาแกะดอกยางใหม่หรือไม่ และซื้อกับคนที่เราไว้ใจ นอกจากนี้ยางประเภทนี้จะขายพร้อมกับล้อแม็กซ์รถยนต์ที่ขายอยู่ตามข้างทาง หากประชาชนสงสัยว่ายางเปอร์เซ็นต์ที่ซื้อเป็นยางรถยนต์ที่ถูกแกะดอกหรือไม่ สามารถโทรศัพท์มาถามได้ที่สายด่วน บก.ปคบ. 1135

ภายหลังการสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหานายวีรพลและนางดารุณี ข้อหาร่วมกันประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ(เกี่ยวกับยานยนต์) โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพ.ร.บ.กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2535 และประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2558 ก่อนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.คลองห้า เพื่อดำเนินคดีต่อไป

เป็นภาพประทับใจ เมื่อพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จไปทรงเปิดงาน ทุ่งทานตะวัน ณ บ้านระไซร์ ครั้งที่ 3 ณ ศูนย์เรียนรู้การเกษตรอทิตยาทร บ้านระไซร์ ตำบลตั้งใจ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โอกาสนี้ เสด็จไปทอดพระเนตรการจัดกิจกรรมภายในงาน อาทิ กิจกรรมเวิร์คชอป การจัดสวนของขวัญ หัตถกรรมท้องถิ่น การทำกังหันลมทานตะวัน การทำผ้ามัดย้อม และเสด็จไปทอดพระเนตรกิจกรรมอื่นๆ อย่างใกล้ชิดกับพสกนิกรที่เฝ้ารับเสด็จ สร้างความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับการจัดงาน ทุ่งทานตะวัน จัดขึ้นที่ศูนย์เรียนรู้การเกษตรอทิตยาทร ระหว่างวันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ เพื่อเป็นตัวอย่างการส่งเสริมการปลูกพืชหลังนาภายหลังการเก็บเกี่ยวให้แก่สมาชิกศูนย์เรียนรู้การเกษตรอทิตยาทร และเกษตรกรในพื้นที่ เป็นการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้กับชุมชน ท้องถิ่น ในจังหวัดสุรินทร์

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้ส่งนักวิชาการกลุ่มสัตว์ทะเลหายาก นำโดย นายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน พร้อมเจ้าหน้าที่ นักบินชาวต่างชาติ นำเครื่องบินเล็ก มาบินสำรวจประชากรพะยูนในทะเลตรัง ในระหว่างวันที่ 12 – 16 กุมภาพันธ์

โดยการนำจำนวนประชากรพะยูนที่พบในแต่ละเที่ยวบินมาคิดคำนวณตามหลักวิชาการ เพื่อหาค่าเฉลี่ยประชากรพะยูนที่เหลืออยู่ เป็นการเก็บข้อมูลทางวิชาการอีกด้านหนึ่งใช้เป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์ให้พะยูนคงอยู่ในทะเลตรังตลอดไป เพราะพะยูนฝูงใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดตรัง บริเวณแหล่งหญ้าทะเล ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง นับจากบริเวณหัวแหลมเกาะมุกด์ – เกาะตะลิบง ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง