ในระยะนี้อุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร เตือนพืชตระกูลแตง

ให้ระวัง 2 แมลงศัตรูพืชในระยะนี้อุณหภูมิลดต่ำลง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลแตง อาทิ แตงกวา แตงโม เมล่อน แคนตาลูป ฟักทอง มะระจีน และบวบ ให้เกษตรกรหมั่นสังเกตการเข้าทำลายของแมลงวันหนอนชอนใบ และด้วงเต่าแตงแดง ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืชตระกูลแตง สำหรับแมลงวันหนอนชอนใบ มักพบตัวหนอนชอนไชอยู่ในใบ ทำให้เกิดรอยเส้นสีขาวคดเคี้ยวไปมา เมื่อนำใบพืชมาส่องดูจะพบหนอนตัวเล็กสีเหลืองอ่อนโปร่งใสอยู่ภายในเนื้อเยื่อใบพืช กรณีระบาดรุนแรง จะทำให้ใบเสียหายและร่วงหล่น ซึ่งอาจมีผลต่อผลผลิตได้

หากพบเริ่มระบาด ให้เกษตรกรเก็บเศษใบพืชที่ถูกทำลายนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จะสามารถช่วยลดการแพร่ระบาดได้ เนื่องจากหนอนชอนใบและดักแด้หนอนชอนใบที่อาศัยอยู่ตามเศษใบพืชบนพื้นดินจะถูกทำลายไปด้วย จากนั้นให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพเบตา-ไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ เกษตรกรควรเฝ้าระวังด้วงเต่าแตงแดง จะพบตัวด้วงเข้าทำลายแทะกัดกินใบยอด หากระบาดรุนแรง อาจทำให้ต้นพืชชะงักการทอดยอดได้ หากพบการเข้าทำลายของด้วงเต่าแตงแดง เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจดูสวนในเวลาเช้าที่แดดยังไม่จัด โดยให้ใช้วิธีกลในการจับตัวด้วงเต่าแตงแดงมาทำลายด้วยมือ จะสามารถช่วยลดการระบาดลงได้มาก ขณะเดียวกันภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรถอนทำลายต้นทิ้ง เก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือ และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อทำลายแหล่งอาศัยของด้วงเต่าแตงแดงต่อไป

สำหรับการใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดด้วงเต่าแตงแดง ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

เมื่อวันที่ 19 มี.ค. กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนโดยทั่วไป และมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ อนึ่ง ในช่วงวันที่ 20-23 มีนาคม 2561 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ รวมถึงฟ้าผ่า

โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกจะได้รับผลกระทบ ในวันที่ 20 มีนาคม 2561 ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบในวันถัดไป (21 มีนาคม 2561) จึงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนโดยทั่วไป ในขณะที่ลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ เวลา 06.00 น. วันนี้ ถึง 06.00 น. วันที่ 20 มี.ค.นี้ ภาคเหนือ อากาศร้อน กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณ จ.เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา อุณหภูมิต่ำสุด 19-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-38 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศร้อน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดอำนาจเจริญ ยโสธร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 21-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศร้อน กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 21-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 20-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-37 องศาเซลเซียส ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ปีนี้ผลผลิตนาปรัง อยู่ที่ 7-9 ล้านตันข้าวเปลือก ใกล้เคียงกับทุกปีที่ผ่านมา หากมองผิวเผินเหมือนจะไม่มีความผิดปกติ แต่กลับกันเกิดปรากฏการณ์ความผันผวนของราคาข้าวสารปรับราคา 3 รอบ ในวันเดียว เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2561 สร้างความปั่นป่วนกับตลาดข้าวในประเทศไม่น้อย “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “เกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์” นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ถึงปรากฏการณ์นี้

Q : สถานการณ์ความผันผวนราคา

ช่วง 3-4 ปี ถือว่าค้ายาก การคาดการณ์ไม่ค่อยแม่นยำ โรงสีอยู่ในสถานการณ์ที่แข่งขันกันเอง ตอนนี้มีโรงสีจำนวนมาก กำลังการผลิตรวมของโรงสีทั้งประเทศ 120 ล้านตัน/ปี เกินกว่าผลผลิตข้าว 29-30 ล้านตัน/ปี ฉะนั้น คำว่า โรงสีกดราคา ผมคิดว่ามันน่าจะหมดสมัย เพราะการแข่งขันซื้อข้าวเปลือกสูง การขายข้าวต้องดูจังหวะ ระมัดระวังการขาดทุน โรงสีส่วนหนึ่งมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ดังนั้น การจะรักษาสต๊อกไว้ยาวๆ เพื่อดึงราคามีขีดจำกัด ทำให้ผู้ซื้อเห็นช่องทางโอกาสจากเรื่องความสามารถในการถือสต๊อกของเราน้อย ทำให้เกิดจังหวะซื้อขาย

เป็นเรื่องสะสมมานาน ย้อนไป 2-3 ปีก่อน ราคาข้าวหอมมะลิลงรุนแรง จากตันละ 15,000 บาท ลงเหลือ 12,000 บาท โรงสีที่มีสต๊อกขาดทุนหมด เมื่อสายป่านการบริหารผิดจังหวะ ทำให้เกิดภาวะต้นทุนแฝงสำหรับผู้ที่มีปัญหาต้องส่งเงินกู้ธนาคาร ซึ่งกรณีปัญหาสภาพคล่องโรงสีแยกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่แข็งแกร่งไม่ได้รับผลกระทบ 2) กลุ่มโรงสีที่กำลังไปได้ ถ้าแบงก์ยังสนับสนุนอยู่ และ 3) กลุ่มที่มีปัญหา ซึ่งจริง ๆ ทุกธุรกิจต่างมีปัญหา แต่แบงก์ตกใจไปเหมารวมโรงสีทั้งหมด เท่ากับเร่งอาการของโรค ให้ยาผิดคนไข้ก็แย่ ถ้าแยกคนที่ไปได้จะไม่จมน้ำไปทั้งหมด ที่ผ่านมาเราส่งสัญญาณไปถึงภาครัฐหลายครั้งให้รู้ว่ามีปัญหา มีผลกระทบต่อกำลังซื้อเหมือนคำที่ว่า “ยามดีก็เรียกใช้ ยามไข้ไม่รักษา” เราเพียงขอให้แบงก์อย่ามองโรงสีแบบเหมารวม ขอให้แยกแยะ ผมเชื่อว่าธุรกิจไม่ได้มีอะไรที่เป็นศูนย์ ไม่มีวันที่โรงสีจะไม่เหลือสักโรง และไม่มีวันที่ชาวนาจะไม่ทำนา แต่มันจะปรับสมดุลโดยธรรมชาติ

ส่วนใหญ่ยังเข้มงวด แต่เริ่มพิจารณาโรงสีเป็นรายๆ เริ่มปรับโครงสร้าง เริ่มเดินได้ วันนี้ปัญหามาถึงจุดต่ำสุดแล้ว ภาพมันนิ่งชัดแล้ว จะให้ยาอะไรก็รู้ ถ้าให้ยาแล้วไปไม่ไหวก็เป็นเรื่องธรรมดาจริงๆ

การปล่อยเม็ดเงินใหม่เป็นเรื่องยากในสถานการณ์ปัจจุบัน บางแบงก์ที่ปล่อยเยอะๆ 60-80% ของวอลุ่มโรงสี ควรต้องผ่อนคลายต้องแก้ปัญหาเฉพาะจุด

Q : โรงสีหาเงินจากไหน

ถ้าแบงก์ไม่ให้เงินก็ไปไม่ได้ ต้องลดสัดส่วนการบริหารลง ให้แมตช์กับเงินที่มีอยู่ ต้องยืนบนธุรกิจเราให้ได้ การซื้อขายต้องมีกำไร คนมีเงินเห็นข้าวราคานี้อยากซื้อเก็บเพื่อบริหารการขายในช่วงที่ว่างเว้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว อารมณ์แบบนี้หายไป วันนี้อยากจะซื้อเก็บไม่มีเงินซื้อ ทำให้ราคาข้าวไม่ขยับเท่าที่ควร เพราะทุกคนต้องซื้อและขายหมุนเงินกลับมา

เมื่อผู้ซื้อข้าวต่อจากโรงสีรู้อารมณ์เป็นแบบนี้ ก็ค่อยๆ รอให้โรงสีซื้อจนอิ่มแล้วทนไม่ไหวต้องขายออกมา เป็นจังหวะที่เห็นราคาขึ้นลง วันละ 3 เวลา เพราะตอนแรกคิดว่าจะซื้อได้ถูก แต่ซื้อไม่ได้พอดีเรือเข้ามาจำเป็นต้องซื้อ เลยกระชากราคาขึ้นมาช่วงสั้นๆ ถือว่าเจ็บตัวทีเดียว แล้วทุกอย่างก็นิ่งไปสู่ปกติ มันไม่สะท้อนกลับไปสู่ราคาข้าวเปลือก เพราะจังหวะสั้นๆ แต่ถ้าโรงสีโรงไหนที่ไปตื่นเต้นตามกระชากราคาข้าวเปลือกขึ้นก็เจ็บตัว สถานการณ์นี้ต้องระวัง

Q : โรงสีเสียเปรียบผู้ส่งออก

เสียเปรียบมานานแล้ว เพราะไม่สามารถกำหนดอะไรได้เลย เราซื้อข้าวเปลือกเงินสด แต่ขายข้าวให้ผู้ส่งออกเครดิต 30-40 วัน ระบบการค้าข้าวของไทยยังอาศัยความเชื่อใจ สัญญาไม่มี บางโกดังผู้ส่งออกไม่คืนใบชั่ง โรงสีโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ปัญหาวันนี้เราต้องทำธุรกิจให้เดินหน้าไปได้ บางโรงสีหันไปส่งออก

Q : ความได้เปรียบโรงสีที่ทำส่งออก

ระบบโรงสีขายข้าวให้ผู้ส่งออก โดยผ่านหยง มีค่าหยง 1-2% ค่าขนส่ง แต่ถ้าหันไปส่งออกยังเสียค่าใช้จ่ายเหมือนกัน แต่เป็นการเปิดโอกาสช่องทางการตลาดให้ตัวเองมากขึ้น ส่วนเรื่องเครดิต 1 เดือน เหมือนเดิม แต่บางรายไม่ชอบก็เลยเลือกขายให้ผู้ส่งออกดีกว่า

Q : รัฐควรวางนโยบายข้าวอย่างไร

เห็นด้วยกับ 1) นโยบายนาแปลงใหญ่ให้ชาวนาปลูกข้าวประณีต ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต แต่อยากเห็นต้นทุนการปลูกแต่ละภูมิภาคเป็นเท่าไร หากชาวนาทำข้าวคุณภาพดี โรงสีไม่เคยปฏิเสธซื้อในราคาที่แพงขึ้น แต่ต้องตั้งดัชนีชี้วัดให้ได้จากอะไร 2) พยากรณ์การเพาะปลูกแม่นยำเพื่อให้ข้อมูลชาวนาวางแผนการผลิต ชาวนาจะดูเทรนด์ปีนี้แล้วปลูกปีหน้า ถ้ามองผิดก็ผิดเลย

น่าสังเกตว่า หลายปีที่ผ่านมายึดข้อมูลผลิตข้าวปีละ 29-30 ล้านตัน และบวกกับสต๊อก 14 ล้านตัน ทำไมตลาดไม่เละ ต้องดูพื้นที่ปลูกให้นิ่ง พื้นที่เมืองขยายตัวกี่เปอร์เซ็นต์ เกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นกี่เปอร์เซ็นต์ ยังใช้ตัวเลขเดิมได้หรือไม่

โรงสีขยายกำลังการผลิตมากกว่าปริมาณผลผลิตข้าว นับตั้งแต่ ปี 2540 ที่รัฐลอยตัวค่าบาท ธุรกิจอื่นได้รับผลกระทบหมด ยกเว้นธุรกิจเกษตร ทำให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้โรงสีมากขึ้น พอผ่านมาถึงปี 2551 ราคาข้าวดีขึ้นจากโครงการรับจำนำ โรงสีบางแห่งขยายไปสร้างโกดัง ธุรกิจเติบโต สุดท้ายกำลังซื้อไม่มีก็ฟุบ ก็เหมือนกับอาชีพทั่วไปที่มีคนล้มคนเลิกเป็นเรื่องปกติ

จะเห็นว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีโรงสีล้ม มีประกาศขายผ่านเฟซบุ๊ก สาเหตุไม่ใช่ปัญหาสภาพคล่องอย่างเดียว บางแห่งไม่มีผู้สืบทอดกิจการ และยังไม่เห็นโรงสีขนาดใหญ่ล้ม ทุกธุรกิจมีความเป็นไปตามวัฏจักร สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนในอดีตที่โตผิดธรรมชาติ แต่ทุกคนโตขึ้นด้วยความเป็นจริง

วันนี้โรงสีมีศักยภาพครบหมด มีเครื่องจักรทันสมัย ส่วนหนึ่งไปทำแบรนด์ตลาดข้าวถุงในประเทศ ช่วง 4-5 ปี จะเห็นแบรนด์ข้าวถุงเกิดเต็มไปหมด อีกกลุ่มพยายามส่งออก ประเมินว่าตัวเลขส่งออกข้าวโดยโรงสี 3,000,000 ตัน หรือ 30% ของทั้งประเทศ บางส่วนหันไปทำอาชีพอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย วันนี้ถือว่าเราอยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว ทั้งด้านการเงิน ลงทุน ราคา แต่ต้องประคองตัวไปให้ได้ ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม มองว่าระบบการค้าข้าวจะดีขึ้น เพราะปัจจุบันผู้เล่นในตลาดส่งออกมีน้อยราย ทำให้อำนาจต่อรองโรงสีน้อยแทบจะไม่มีทางเลือกขาย แต่เมื่อมีโรงสีไปทำส่งออกจึงมีตัวเลือก/ช่องทางระบายสินค้ามากขึ้น ใครที่นิสัยไม่ดี ไปตัดราคา ไปโกง จะหมดไป เพราะทุกอย่างต้องแข่งขันกันหมด ทั้งความเชื่อถือและคุณภาพ

อนาคต 10 ปีข้างหน้า คิดว่าโรงสีน่าจะมีสัดส่วนส่งออกเพิ่มขึ้นไปถึง 50% ของการส่งออกข้าวทั้งหมด วันนี้โครงสร้างธุรกิจกำลังเปลี่ยนจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง คนรุ่นใหม่มีหลักการทำธุรกิจเปลี่ยนไปจากคนรุ่นอดีต มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพียงแต่ธุรกิจนี้ยังจำเป็นต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการคาดการณ์และวิเคราะห์เรื่องการผลิต ส่งออก การกำหนดราคา

อาชีพขายนกสวรรค์อบกรอบ ตามตลาดจุดผ่อนปรนไทย-ลาว กำลังสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับชาวบ้านในพื้นที่

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ตามตลาดจุดผ่อนปรนชายแดนไทย-ลาว ระหว่าง จ.หนองคาย กับ สปป.ลาว รวม 4 จุด คือ อ.สังคม, บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่, อ.โพนพิสัย และ บ้านเปงจาน อ.รัตนวาปี ที่ส่วนใหญ่เปิดจุดละ 2 วัน ต่อสัปดาห์ กำลังคึกคักอย่างมาก มีสินค้าหลากหลายไปวางขายในตลาดจุดผ่อนปรน โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร ของป่า เสื้อผ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ทั้งนี้ พบว่า นกกระทาอบกรอบ เป็นหนึ่งในอาหารที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวลาว สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งผู้ค้าหลายคนระบุว่า ภายใน 3 ปี ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

น.ส. อุไรวรรณ อินจีน แม่ค้าขายนกสวรรค์อบกรอบ ชาว จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า เดิมขายไส้กรอก แต่พบว่าในตลาดมีร้านขายไส้กรอกจำนวนมาก นอกจากมีคู่แข่งแล้ว ยังต้องลงทุนมาก จึงหันไปขายอาหารจำพวกยำต่างๆ แต่ก็ยังไม่ได้กำไร ต่อมาเปลี่ยนไปขายเสื้อผ้ามือสอง

“ในช่วงแรกก็ขายดี ซึ่งช่วงนั้นเป็นฤดูหนาว แต่พอขายไปเรื่อยๆ ก็กลายเป็นว่ายังตามแฟชั่นไม่ทัน เพราะต้องเปลี่ยนรูปแบบของเสื้อผ้าไปตามฤดูกาล และการเปลี่ยนแต่ละครั้งยังมีการลงทุนที่สูงมาก แล้วยังมีความเสี่ยงอีกด้วย แต่หลังจากไปพบว่า มีการขายนกกระทา ที่ จ.มหาสารคาม จึงลองทำมาขายดู ซึ่งที่ จ.หนองคาย ยังไม่มีใครขายเท่าไร” น.ส.อุไรวรรณ กล่าวและว่า รับวัตถุดิบนกกระทามาจาก จ.ลพบุรี นำมาเสียบไม้ ไม้ละ 3 ตัว แล้วอบในโอ่งหรือถัง ใช้เตาแก๊สให้ความร้อน ซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ง่าย ใช้เวลาอบประมาณ 15-20 นาที ก็จะได้นกกระทาที่กรอบ หอม และมีรสชาติที่อร่อยพร้อมขาย ส่วนราคาขาย 1 ไม้ มี 3 ตัว ขายไม้ละ 20 บาท แต่ถ้าซื้อ 3 ไม้ จะลดให้เหลือ 50 บาท ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างดี ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวลาว แต่ละวันมียอดขายประมาณ 900 ตัว หรือ 300 ไม้ ขณะนี้ขายนกกระทามา 3 ปี จนสามารถซื้อรถและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เป็นเรื่องที่ได้รับการแชร์กว่า 6 หมื่นครั้ง เมื่อสมาชิกเฟซบุ๊ก ส้มฉุน ส้มฉุน ได้โพสต์เรื่องราวที่หลายคนคิดไม่ถึงว่า ขยะชิ้นเล็กๆ อาจสร้างความเจ็บปวดและอันตรายให้กับพนักงานเก็บขยะหลายๆ คน จนกลายเป็นปัญหา ที่หากทุกคนสามารถช่วยกันได้ ก็จะทำให้ลดอันตรายในส่วนนี้ลงได้ด้วย

โดยโพสต์ดังกล่าว ระบุว่า “สนับสนุนคนไทย หักไม้ลูกชิ้นที่ทานเสร็จแล้วเป็น 4 ส่วน มัดด้วยหนังยาง แล้วจับใส่ในถุงพลาสติก มัดถุงพลาสติก หรือรัดด้วยหนังยางอีกชั้นให้แน่น ก่อนทิ้งลงถังขยะอีกที

เหตุผลคือ…สงสารพนักงานเก็บขยะของ กทม. หลายครั้ง หลายคน เคยโดนไม้เสียบลูกชิ้นทิ่มมือ บางรายเลือดไหลโชกเลยนะคะ ที่บ้าน เคยถึงขั้นต้องหยิบอุปกรณ์ทำแผลออกมา ล้างแผล พันแผล ให้พี่ๆ พนง. เก็บขยะ เห็นพี่คนนึง เดินหน้าซีดมาแต่ไกล ถามได้ความว่า ผมโดนไม้ลูกชิ้นเสียบเข้าที่มือ

รายล่าสุดที่คุณแม่ของทรายเคยทำแผลให้คือ เลือดอาบฝ่ามือ เห็นแต่เลือด คุณยายบอก โอ๊ย!!!!! ชั้นจะเป็นลม ทำในส่วนของเรา ที่เราพอจะทำได้ ช่วยๆ กัน เห็นใจพวกพี่เค้า”

เทศบาลตำบลทัพทัน ระดมเจ้าหน้าที่จากกองสาธารณสุข สมาชิกเทศบาล ออกฉีดวัคซีนให้สุนัขและแมวกว่า 3,500 ตัว ในพื้นที่ทั้ง 4 ตำบล ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม เวลา 10.00 น. นางสรัญญา ประสงค์ดี นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทัพทัน อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เป็นประธานปล่อยขบวนจักรยานยนต์ รณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ จากกองสาธารณสุขเทศบาลตำบลทัพทัน พนักงาน พร้อมด้วย สมาชิกเทศบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เร่งปูพรมออกฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ให้กับสุนัข และแมว ในเขตพื้นที่ทั้ง 4 ตำบล ประกอบด้วย เทศบาลตำบลทัพทัน ตำบลหนองหญ้าปล้อง ตำบลเขาขี้ฝอย และตำบลทุ่งนาไทย

ซึ่งมีเป้าหมายตามประชากรสุนัขและแมวที่ประชาชนได้ลงทะเบียนและมีการสำรวจ จำนวนกว่า 3,500 ตัว โดยจะฉีดวัคซีนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะครบจำนวนภายใน 1 สัปดาห์ ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

นอกจากการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ยังได้ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้า พร้อมให้คำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพสัตว์ เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงสุนัขและแมวอย่างถูกวิธี มีความรับผิดชอบ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งในคนและสัตว์ ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า อีกด้วย

นายวรินทร์ ชำนาญผา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้เยี่ยมชมผลงานนักเรียนโรงเรียนบ้านไร่พิทยาคม อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย สังกัด สพม. เขต 38 ซึ่งประดิษฐ์พัดจากใบลอตเตอรี่เก่า เนื่องจากใบลอตเตอรี่ทำมาจากกระดาษเนื้อดี มีสีสันสวยงาม และมีขนาดเท่ากัน จึงนำมาประดิษฐ์งานฝีมือ ได้เรียนรู้การนำสิ่งของเหลือใช้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ฝึกสมาธิ และยังสามารถช่วยคลายร้อนได้อีกด้วย

ไม่ต้องเรียนจบสูงก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นนายตัวเองได้ หากมีไอเดีย และลงมือทำ เหมือนกับ คุณเก่ง-อารีรัตน์ ราโพธิ์ วัยเพียง 23 ปี สาวสิงห์บุรี เจ้าของร้าน ถั่วปั่น 5 สี ธุรกิจเล็กๆ แต่สร้างรายได้ได้จริง เธอเล่าว่า เรียนจบเพียง ชั้น ม.3 ทำงานมาหลากหลายอาชีพ จนรู้สึกว่าอยากมีกิจการเป็นของตัวเอง จึงหันมาค้าขายปรับเปลี่ยนจนเป็นร้านถั่วปั่น 5 สี ขายมานานร่วม 2 ปี

“ตอนแรกทำน้ำถั่วปั่นกินเองอยู่เป็นประจำ อีกอย่างมีแฟรนไชส์น้ำถั่วปั่นค่อนข้างเยอะ แต่เราไม่ได้ซื้อมา เห็นว่าน่าสนใจและดีต่อสุขภาพ ลองมาทำกินเอง หาสูตรจนลงตัวแล้วยึดเป็นอาชีพ”

เจาะกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพ แก้วละ 30 บาท รายได้ต่อวันประมาณ 3-4 พันบาท ตื่นแต่เช้าเตรียมวัตถุดิบออกขายราว 6 โมงเช้า จนถึงบ่ายโมงโดยประมาณ

ใช้ถั่วซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก 5 ชนิด วันละ 5 กิโลกรัม นำไปนึ่ง 8 ชั่วโมง โดยถั่วแต่ละชนิดจะมีสรรพคุณ ดังนี้