ในวันที่ 7 มิถุนายน ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์กำหนด

ให้เป็นวันสหกรณ์นักเรียน และมีการจัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วประเทศ สำหรับวันสหกรณ์นักเรียนปี 2562 นี้ ส่วนกลางจะจัดขึ้นที่โรงเรียนวัดบึงทองหลาง (พิทักษ์วิทยาคาร) เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยมีครูและนักเรียนจากโรงเรียนที่ดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร 28 แห่ง เข้าร่วมงานกว่า 400 คน ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ

พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่องานสหกรณ์ พร้อมนำเสนอผลงานและคู่มือสื่อการสอนวิชาสหกรณ์ กิจกรรมฐานเรียนรู้การสหกรณ์ การมอบเกียรติบัตรให้กับโรงเรียน ที่ผ่านการประกวดโรงเรียนจัดการเรียนรู้การสหกรณ์ระดับภาค มีตลาดนัดผลิตภัณฑ์สหกรณ์นักเรียน จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่นักเรียนได้ร่วมกันผลิตขึ้น ทั้งสินค้าประเภทอาหารแปรรูป ขนม และงานหัตถกรรม กิจกรรมประกวดทำอาหาร ร้องเพลง การเขียนเรียงความและวาดภาพระบายสี เพื่อให้นักเรียนได้แสดงผลงานที่เกิดจากการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียนและมีการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวคิดในการพัฒนากิจกรรมสหกรณ์นักเรียนร่วมกัน

พนักงานจิตอาสาเอสซีจีกว่า 200 คน นำโดย นายชลณัฐ ญาณารณพ รองผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ระดมพลังปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบเอสซีจี สำนักงานใหญ่ ภายใต้โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ด้วยการทาสีเสาใต้สะพานสูง ทาสีผนังและบันไดทางเดินสะพานข้ามฝั่ง รวมถึงทำความสะอาดสถานที่ใต้สะพาน เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ โดยได้ส่งมอบพื้นที่ให้กับสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตบางซื่อ เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์กับชุมชนโดยรอบเอสซีจี

นายชลณัฐ ญาณารณพ รองผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “กิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย การทาสีเสาใต้สะพานสูง ทาสีผนังและบันไดทางเดินสะพานข้ามฝั่ง รวมถึงการทำความสะอาดสถานที่ใต้สะพาน บริเวณด้านหน้าเอสซีจี สำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นการดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเริ่มจากกิจกรรมที่ตนเองสามารถปฏิบัติได้ในพื้นที่ส่วนรวมที่ทุกคนต้องใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเอสซีจีได้สนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับใช้ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม และส่งมอบพื้นที่ให้แก่สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตบางซื่อ เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์กับชุมชนโดยรอบเอสซีจี ตลอดจนเพื่อเป็นการร่วมเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชสดุดี เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์”

เอสซีจี ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนพนักงานให้เป็นจิตอาสาในโครงการ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ตลอดจนสร้างเครือข่ายจิตอาสาทั่วประเทศ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่ายเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” และ โครงการ “เฉลิมราชย์ราชา” ผ่านการดำเนิน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาบรรเทาภัยแล้ง” กิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสารักษ์น้ำ” และกิจกรรม “เฉลิมราชย์ราชา จิตอาสาพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั่วไทย” เพื่อสร้างพลังที่เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่การผลักดันสังคม และชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้เกิดความยั่งยืน และสร้างโลกที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมเป็นจิตอาสาในโครงการ “เฉลิมราชย์ราชา” สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการ SME กลุ่มอุตสาหกรรมผักและผลไม้ ภายใต้โครงการ “ยกระดับผักและผลไม้ไทย : โอกาสสำหรับพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน” ด้วยการส่งเสริมให้จัดทำมาตรฐาน ThaiGAP 2 in 1 ที่สามารถตรวจร่วมกันทั้งมาตรฐาน ThaiGAP และ Q GAP เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอาเซียน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในด้านความปลอดภัยของสินค้าเกษตร พร้อมเพิ่มความสะดวกในการขอรับรองมาตรฐานให้ง่ายขึ้นด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชั่น 2 in 1 GAP Platform Service

โดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยและพัฒนา มาตรฐานสินค้าเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ร่วมกับภาคเอกชน บริษัท สเต็ม เอ็ดดูเคชั่น แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด โดยในงาน THAIFEX 2019 มีบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่ได้รับรองมาตรฐาน ThaiGAP แบบ 2 in 1 ต้นแบบรายแรกของไทย ร่วมออกบู๊ธแสดงผลงาน

นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมคุณภาพเกษตรไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมีการผลักดันและมุ่งเน้นให้ผู้ประกอบการด้านผักและผลไม้ไทยได้นำมาตรฐาน ThaiGAP ไปใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารให้แก่คู่ค้าและผู้บริโภค โดยมีผลิตผลทางการเกษตรผักและผลไม้ที่เข้าร่วมโครงการกว่า 70 ชนิด เช่น มะพร้าวน้ำหอม กล้วย เมล่อน อินทผลัม พริก และผักต่างๆ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการจำนวนกว่า 130 ราย บนพื้นที่กว่า 6,000 ไร่ ยอดขายหลังการได้รับการรับรองเพิ่มมากขึ้น รวมมีมูลค่ามากกว่าพันล้านบาท

ซึ่งสภาหอการค้าฯ มุ่งมั่นที่จะพัฒนามาตรฐาน ThaiGAP เทียบเคียงกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการส่งออก และสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางเกษตรให้เข้าไปขายในห้างค้าปลีก ได้แก่ แม็คโคร โลตัส ท็อปส์ และบิ๊กซี รวมทั้งพัฒนา 2 in 1 GAP Platform Service ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการบันทึกข้อมูลเพื่อใช้ในการตรวจรับรอง ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังร่วมกับสมาคมกาแฟไทยสร้างมาตรฐานระบบผลิตกาแฟคุณภาพของภาคเอกชน “ThaiGAP Green Coffee Standard” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทยอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญให้ผู้ปลูกและผู้เกี่ยวข้องทำการเกษตรควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการทำธุรกิจที่เป็นธรรม

น.ส.ชนากานต์ สันตยานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. กล่าวว่า โปรแกรม ITAP สวทช. มีภารกิจที่เน้นส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้มีความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงขีดความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยในปี 2562 มุ่งเน้นไปที่ผู้ประกอบการในกลุ่มอาหาร ผัก และผลไม้ เพื่อให้เกิดผลผลิตที่มีความปลอดภัยและได้มาตรฐาน ซึ่งจากการดำเนินโครงการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่า ผู้ประกอบการในกลุ่มอาหาร ผักและผลไม้ ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงการสนับสนุนจากภาครัฐในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงยังขาดความรู้เพื่อจะสร้างผลผลิตที่มีความปลอดภัยและได้มาตรฐาน

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2561-2562 โปรแกรม ITAP จึงได้เพิ่มเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการขึ้นมา 2 อย่าง คือมาตรฐาน ThaiGAP 2 in 1 และ แอปพลิเคชั่น 2 in 1 GAP Platform Service โดยมาตรฐาน ThaiGAP 2 in 1 เป็นการบูรณาการ 2 มาตรฐาน ได้แก่ ThaiGAP โดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ Q GAP ของกรมวิชาการเกษตร เพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการขอการรับรอง 2 มาตรฐานในคราวเดียวกัน พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่เป็นต้นแบบของมาตรฐาน ThaiGAP 2 in 1 คือ บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด โดยมีแปลงปลูกที่สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย เช่น โรสแมรี่ เปปเปอร์มินท์ เลมอนไทม์ เห็ดหอม ชา บลูเบอรี่ พุทรา เมล่อน เป็นต้น

ขณะที่แอปพลิเคชั่น 2 in 1 GAP Platform Service อยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการอันจะเป็นการยกระดับวิธีการทำงานและการดำเนินงานภายใต้ข้อกำหนดของมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย เนื่องจาก Platform นี้จะช่วยผู้ประกอบการให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูล การตรวจประเมิน การรายงานผล ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบที่เป็นระบบดิจิตอล เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลและควบคุมและติดตามทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าการเกษตรที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน โดย Platform เสร็จสิ้นแล้วในเดือนมิถุนายน 2562

ด้านผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP ในโครงการ ผศ.ดร.ชัยณรงค์ รัตนกรีฑากุล ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กล่าวเสริมว่า การพัฒนาระบบให้คำปรึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานการผลิตทางการเกษตร ทางโครงการได้มีการส่งเสริมศักยภาพการผลิตของเกษตรกรผู้ผลิต เพื่อส่งเสริมคุณภาพผลผลิตไปสู่ผู้บริโภค โดยเพิ่มระบบการให้คำปรึกษามาตรฐานการผลิต 2 มาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐาน ThaiGAP และมาตรฐาน Q GAP พร้อมกัน โดยมีการนำร่องดำเนินการที่สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้เพิ่มเติมในด้านระบบการผลิต การพิจารณาสารเคมีเพื่อความปลอดภัย และการพัฒนาบุคลากรด้านเทคนิคการผลิต ทั้งนี้ การให้คำปรึกษาระบบการผลิตของทางโครงการ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่มาตรฐานของประเทศไทย แต่ยังรวมไปถึงมาตรฐานสากล Global Gap ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการในการจัดส่งสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ

สำหรับแอปพลิเคชั่นที่ผู้เชี่ยวชาญในโครงการร่วมพัฒนากับภาคเอกชน นายสัณห์ อุทยารัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สเต็ม เอ็ดดูเคชั่น แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด เผยว่า “การพัฒนาแอป 2 in 1 GAP Platform Service เริ่มจากความต้องการช่วยเหลือเกษตรกร โดยริเริ่มจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการนำรูปแบบการตรวจสอบมาตรฐาน มาพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของดิจิตอล และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาลดการใช้กระดาษ และเพิ่มพูนองค์ความรู้ผ่านแอปพลิเคชั่นให้แก่เกษตรกร ผนวกกับความต้องการสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย รวมถึงรับทราบว่ายังขาดมาตรฐานส่วนใด เพื่อที่จะพัฒนาให้ได้รับมาตรฐาน GAP ทั้ง ThaiGAP และ Q GAP โดยดำเนินการผ่านระบบ Web Application ผสมกับ Mobile Application เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรเป็นหลัก ซึ่งแอปนี้จะสามารถลดต้นทุนในการให้คำปรึกษาของเกษตรกรในการตรวจรับรอง เป็นการนำใช้เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม และในอนาคตสามารถที่จะวิเคราะห์ข้อมูลในการให้องค์ความรู้เพิ่มเติมในหัวข้อที่เกษตรกรมีข้อสงสัยหรือบริหารจัดการไม่ถูกวิธี โดยจะเน้นกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งาน 2 กลุ่มหลัก คือ

1. กลุ่มสหกรณ์หรือเกษตรกร เพื่อที่จะสามารถจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานภายในแปลง และทราบว่ายังต้องพัฒนางานในส่วนใดบ้างเพื่อที่จะได้รับมาตรฐาน GAP ซึ่งสามารถที่จะทดลองตรวจรับรองเพื่อสร้างความมั่นใจ และเก็บข้อมูลบน Cloud และ 2. ที่ปรึกษาหรือผู้ตรวจสอบภายใน ลดเวลาในการเข้าแปลงเกษตร และสามารถทำงานผ่านระบบ Web Application ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

ด้านผู้ประกอบการต้นแบบรายแรกของไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP 2 in 1 นายพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์คเชียงราย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้บริโภคเป็นสำคัญ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นปรัชญาในการดำเนินธุรกิจมาตลอดระยะเวลา 86 ปี ทำให้บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ และบริษัทในเครือ ให้ความสำคัญสูงสุดในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงสุด โดยสิงห์ปาร์คซึ่งเป็นบริษัทในเครือบุญรอดฯ ได้ดำเนินตามปรัชญานี้ตลอดมา เมื่อมีองค์กรอย่าง สวทช. และสภาหอการค้า ที่เข้ามาให้คำแนะนำและช่วยเหลือใน การทำ ThaiGAP ตั้งแต่การยกระดับการปลูก การเตรียมแปลง จนถึงกระบวนการแพ็กและการขาย ถือเป็นการยกระดับ Food Safety ให้กับผลผลิตทางการเกษตรของเรา บริษัทเล็งเห็นความสำคัญในการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยเหล่านี้เป็นที่สุด

โดยผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP 2in1 ประกอบด้วย ผักและสมุนไพร ได้แก่ เคล เปปเปอร์มินท์ เลมอนไทม์ ออริกาโน่ ยูเอสมินท์ โรสแมรี่ อิตาเลี่ยนพาสเลย์ พาสเลย์ เห็ดหอม ชา ผลไม้ บลูเบอร์รี่ พุทรา เมล่อน หม่อน มะม่วง อะโวกาโด มะนาว และมะละกอ ซึ่งผลตอบรับทางการตลาดจากการได้รับรองมาตรฐานแล้วนั้น พบว่า ผลตอบรับดีมาก ตอนนี้ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เป็นเจ้าใหญ่ๆ ของประเทศไทยเล็งเห็นความสำคัญของ ThaiGAP แล้ว โดยถือเป็นมาตรฐานสำคัญในการเลือกผู้ผลิตผักผลไม้ ผลผลิตต้องได้รับการรับรองจึงจะสามารถรับผลผลิตไปขายได้ นอกจากนั้น ยังทำให้ผู้บริโภคได้ซื้อของดี สะอาด ปลอดภัย และยังสามารถทำให้เราแข่งขันได้ในระดับโลกด้วย

“การทำ ThaiGAP เป็นการจัดระเบียบข้อมูลและกระบวนการในการผลิต ที่พยายามยกระดับให้มีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งต่อไปในอนาคต เรื่องของ Food Safety ในประเทศไทยกำลังเติบโตไปในมาตรฐานเดียวกันกับของโลก ไม่ว่าช้าเร็วต่อไปคนไทยก็ต้องเข้าระบบของโลกให้ทัน บริษัทไทยทุกรายที่ทำกิจการทางการเกษตรจึงควรจะพยายามยกระดับให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้เรามีศักยภาพในการแข่งขันในระดับโลก” กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์คเชียงราย จำกัด กล่าวปิดท้าย

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับคู่ธุรกิจเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์ผู้ปลูกข้าวโพด มันสำปะหลังขายพืชอาหาสัตว์ป้อนสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อและโคนม ชี้ส่งผลดีกับทั้งสองฝ่าย ฝั่งสหกรณ์ผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์มีตลาดรองรับชัดเจน ฝั่งสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพผลิตเป็นอาหารสัตว์จำหน่ายเกษตรกรสมาชิกในราคายุติธรรม ปริมาณความต้องการใช้อาหารสัตว์ของเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคไม่น้อยกว่าปีละ 29,281.20 ตัน

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดประชุมเชื่อมโยงเครือข่ายและเจรจาธุรกิจระหว่างสหกรณ์ที่จำหน่ายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลังกับสหกรณ์ผู้เลี้ยงโค เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผลิตพืชอาหารสัตว์ จำนวน 122 แห่ง และสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อและโคนม จำนวน 60 แห่ง ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาการผลิตและการตลาดสินค้าพืชอาหารสัตว์ให้อยู่ภายในเครือข่ายของสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้มากขึ้น รวมทั้งพัฒนาเรื่องการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และส่งเสริมให้สหกรณ์ผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาด

ปัจจุบัน สหกรณ์ผู้ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีจำนวน 102 แห่ง ปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สหกรณ์ผลิต แบ่งเป็นข้าวโพดแบบฝัก 10,451 ตัน และแบบเมล็ด 237,100 ตัน ต่อปี ส่วนสหกรณ์ผู้ผลิตมันสำปะหลัง มี 80 แห่ง ปริมาณการผลิตมันสำปะหลังในระบบสหกรณ์ แบ่งเป็นแบบหัวมันสด 201,236 ตัน และมันเส้น 19,937 ตัน ต่อปี ขณะที่สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อมี 75 แห่งและสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม 100 แห่ง ปริมาณความต้องการใช้อาหารสัตว์ของเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคมีจำนวน 29,281.20 ตัน ต่อปี

“มันสำปะหลังและข้าวโพด ทุกส่วนสามารถผลิตเป็นอาหารสัตว์ได้หมด มันสำปะหลัง หัวมันไปทำแป้ง มีโปรตีนเยอะ และถ้าแปรรูปเป็นมันเส้นสะอาด เน้นคุณภาพ ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าขายได้ราคาดี ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สามารถขายได้แบบทั้งต้น ซึ่งจะเป็นอาหารชั้นเลิศในการผลิตนมมีคุณภาพ และเป็นอาหารหยาบที่มีคุณค่าทางอาหารสูงสำหรับโคเนื้อ ซึ่งช่วยสร้างเนื้อได้ ซึ่งหากสหกรณ์ไปแนะนำให้สมาชิกปลูกข้าวโพด ใช้เวลาเพียง 70-80 วัน ตัดต้นขาย พื้นที่ปลูกข้าวโพด 1 ไร่ มีข้าวโพดประมาณ 5-6 พันต้น สามารถนำมาสับแล้วส่งขายให้กับสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อและโคนมได้ราคาดีกว่าขายแบบฝัก ดังนั้น การจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างสหกรณ์ผู้ปลูกข้าวโพด มันสำปะหลังกับสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อและโคนม

จะได้รับทราบความต้องการของแต่ละฝ่าย และสามารถกำหนดได้ว่าต้องการใช้วัตถุดิบแบบไหน ให้ฝั่งสหกรณ์ผู้ผลิตพืชอาหารสัตว์นำข้อมูลกลับไปส่งเสริมสมาชิกปลูกตามที่ตลาดต้องการ และเจรจาเรื่องราคาที่จะซื้อขายต่อกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจนทั้งในเรื่องปริมาณที่จะสั่งซื้อและราคาและต้องตระหนักในความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน สิ่งสำคัญคือต้องเน้นเรื่องคุณภาพของพืชที่จะนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ การผลิตข้าวโพดต้องไม่มีสารตกค้าง เนื่องจากเมื่อนำไปให้โคเนื้อและโคนมกิน จะส่งผลต่อผลผลิตน้ำนมหรือเนื้อโคที่จะป้อนสู่ตลาดเพื่อให้ผู้บริโภครับประทานด้วย ดังนั้น หากสามารถเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างกันระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตพืชอาหารสัตว์กับสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคได้ ก็จะเป็นตลาดที่มั่นคงชัดเจน และช่วยต่อยอดธุรกิจให้กับเครือข่ายสหกรณ์ต่อไปในอนาคตด้วย

กรมวิชาการเกษตรอินเทรนด์หนุนการท่องเที่ยวสีเขียว เปิดตัวกิจกรรม “คัดแยกขยะก่อนทิ้ง-ลดการใช้ถุงพลาสติก” เพื่อรณรงค์และสร้างจิตสำนึกนักท่องเที่ยวที่เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัย ภายใต้โครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร 22แห่งทั่วประเทศ

นายจำรอง ดาวเรือง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวสีเขียว ที่กำหนดให้มีแผนลดการใช้พลาสติกในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวลงให้ได้ร้อยละ 50 ในปี 2563 ควบคู่กับรณรงค์ให้การท่องเที่ยวรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กรมวิชาการเกษตรได้จัดกิจกรรม“ประชาสัมพันธ์การรณรงค์คัดแยกขยะก่อนทิ้งและลดการใช้ถุงพลาสติกโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร” ขึ้นในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรทั่วประเทศจำนวน 22 แห่ง

ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยฯของกรมวิชาการเกษตรที่ดำเนินการโครงการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตรร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ในการรณรงค์คัดแยกขยะก่อนทิ้ง และลดการใช้ถุงพลาสติกและให้ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง การแยกประเภทขยะและประโยชน์ของการแยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันแก่นักท่องเที่ยวและผู้เข้ามาเยี่ยมชม เพื่อสร้างจิตสำนึกการท่องเที่ยวที่ใส่ใจกับคุณค่าสิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้กรมวิชาการเกษตร ได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดซื้อถังขยะและจัดทำป้ายให้ความรู้และรณรงค์การคัดแยกขยะก่อนทิ้ง และลดใช้ถุงพลาสติก ให้แก่ศูนย์ท่องเที่ยว 22 แห่ง โดยแต่ละศูนย์ท่องเที่ยวฯ ได้รับถังขยะแบบแยกประเภท ศูนย์ละ 2 ชุด (1 ชุด มี4 ใบ) รวมจำนวน 8 ใบ โดยแต่ละชุดประกอบด้วยถังขยะ 4 ประเภท คือ 1.สีน้ำเงิน ขยะทั่วไป 2.สีเหลือง ขยะรีไซเคิล 3.สีเขียว ขยะอินทรีย์/ขยะย่อยสลาย และ 4.สีแดง ขยะอันตราย นอกจากนี้ ยังได้มีมาตรการและกิจกรรมในองค์กรจัดเตรียมถังขยะแยกประเภทประจำอาคาร ติดประกาศห้ามทิ้งขยะนอกบริเวณที่กำหนด ให้ถูกต้องตามประเภทขยะ

นายจำรอง กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และความเชื่อมโยงกับแผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้านการเกษตร เป็นการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นการกระจายการท่องเที่ยวในมิติพื้นที่ และรายได้สู่ชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการท่องเที่ยวทั้งระบบ ที่จะต้องรักษาจุดเด่นของประเทศในด้านขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อัตลักษณ์ความเป็นไทย ตลอดจนให้คุณค่ากับสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายจำรอง กล่าวด้วยว่า จากปัญหาปริมาณขยะที่ล้นเมือง ปัญหาการบริหารจัดการขยะ ที่ส่งผลกระทบและเกิดปัญหาในด้านต่างๆมากมายในภาพรวมทั้งสภาพแวดล้อมและสังคม รัฐบาลได้กำหนดนโยบายให้มี “แผนรณรงค์แยกขยะก่อนทิ้ง” เพื่อขับเคลื่อนการจัดการขยะมูลฝอย ประจำปี 2562 มีเป้าหมายให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศสร้างการรับรู้และความเข้าใจ เสริมสร้างจิตสำนึกในการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง ตั้งแต่ต้นทางคือที่บ้าน และการบริหารจัดการขยะกลางทางและปลายทาง โดยให้ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันรณรงค์และขับเคลื่อนให้มีการคัดแยกขยะอย่างจริงจัง เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการกำจัดขยะ ทำให้ภาครัฐมีเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นในการพัฒนาสังคม การศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน และการให้บริการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศ

กรมส่งเสริมการเกษตร เซ็น MOU รับมอบ สถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ 102 สถานี จาก สวทช วางเป้านำข้อมูลที่ได้ มาวิเคราะห์ และลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการการเกษตร

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 62 นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการบูรณาการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร (สถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ) กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ 102 สถานีจาก สวทช โดยปัจจุบันนำมาติดตั้งที่ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ รวมถึง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

โดยอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นที่วัดสภาพบรรยากาศ เพื่อเก็บวัดข้อมูลการพยากรณ์อากาศ เช่น อุณหภูมิความชื้น ความเร็วลม ความเข้มแสง ทิศทางลม และปริมาณน้ำฝน โดยข้อมูลจะแสดงผลแบบ real- time โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ดำเนินการติดตั้งสถานีวัดสภาพอากาศอัตโนมัติ และนำข้อมูลที่ได้มาเก็บเป็นฐานข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเกษตร สามารถวิเคราะห์ข้อมูล และนำไปใช้ประโยชน์ได้

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มว่า ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อเป็นฐานในการวิเคราะห์ ความสำคัญต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภาคการเกษตรจึงจำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการเกษตร โดยการเก็บสถิติของข้อมูลที่มีผลแบบ real-time รวมทั้งการใช้ประโยชน์ในการ ตัดสินใจวางแผนการผลิตสินค้าเกษตร ด้านการปลูกพืช การดูแลรักษา เช่น ให้น้ำ ใส่ปุ๋ย การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช ให้เหมาะสมต่อสภาพพื้นที่และสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงมาวางแผนนโยบาย ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การทำการเกษตรแบบแม่นยำ เพื่อสอดคล้องกับแนวการผลิตที่จะเกิดขึ้นและเพื่อลดความเสียหายในการเพาะปลูกจากปัจจัยสภาพภูมิอากาศ