ในส่วนของคลองระบายน้ำ D1 ความยาว 20 กิโลเมตรสามารถ

ในการระบายน้ำได้ 550 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาทีนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและวางแผนก่อสร้างให้แล้วเสร็จในปี 2564 ทั้งนี้ หากดำเนินการก่อสร้างคลองระบายน้ำแล้วเสร็จทั้งหมด จะสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 800 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที (จากสถิติน้ำหลาก 25 ปี) ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างได้

นายจอมศักดิ์ ภูติรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศจะผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เติบโตถึง 5.5% ต่อปีนั้นว่า สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การผลักดันให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลต้องการจะผลักดันให้ภาคตะวันออกเป็นเขตอุตสาหกรรมทางเทคโนโลยีระดับสูง และมีจังหวัดจันทบุรีและตราดเป็นเมืองที่รองรับความเจริญเติบโต

ซึ่งนโนบายนี้ นับเป็นการจุดประกายให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศที่เป็นเมืองอุตสาหกรรมการผลิตด้วยเทคโนโลยีระดับสูง แต่นโยบายนี้จะเกิดผลดีได้ ให้ประเทศไทยก้าวเป็นประเทศชั้นนำทั้งในอาเซียนและในเอเชียได้ก็ต้องผลักดันให้ฐานรากมีความเข้มแข็ง และเกิดความมั่นคงด้วย

นายจอมศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีฐานทางการผลิตทางด้านเกษตรที่มีศักยภาพสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในโลก การจะทำให้ประเทศไทยเจริญเติบโตอย่างมั่งคั่ง มั่นคง ถาวรนั้นจะต้องผลักดันสินค้าเกษตรให้มีราคาสูงและมีการพัฒนายกระดับให้มีคุณภาพ และขายได้ในราคาที่สูงมากกว่าการที่จะเน้นการผลิตที่เอาปริมาณเพื่อขายให้ได้มูลค่ามากๆ แต่จะต้องผลักดันให้สินค้าเกษตรที่มีคุณภาพที่มีน้อย แต่ขายมูลค่าสูง ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดี

แต่การจะผลักดันให้เกิดการเติบโตและไปในทิศทางนี้ได้นั้นจะต้องใช้เทคโนโลยีในการแปรรูปสินค้าทางการเกษตร และการส่งเสริมให้มีการวิจัยสินค้าทางการเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น เพราะวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศไทยมีมากเพียงพอที่จะดำเนินการในเรื่องนี่ได้

“3-4 ปี ที่ผ่านมา ราคายางพาราตกต่ำ ปัจจุบัน ราคาก็ยังไม่สูงขึ้น ในขณะที่ข้าวมีราคาที่ดีขึ้น และมีอนาคต ส่วนสินค้าเกษตรอย่างอื่น โดยเฉพาะผลไม้ ราคาทุเรียนเมื่อ 5-6 ปี ที่ผ่านมา มีราคากิโลกรัมละ 30 บาท แต่วันนี้ราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นกว่า 1 เท่าตัว และยังสามารถพัฒนายกระดับคุณภาพได้เป็นอย่างดี หอการค้า จ.จันทบุรี ได้พยายามผลักดันในการสร้างตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้สินค้าทางการเกษตรของจันทบุรีส่งไปยังประเทศทั่วโลกได้ แต่รัฐบาลยังไม่สามารถที่จะผลักดันในด้านการแปรรูปสินค้าทางการเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีมาดำเนินการได้ ซึ่งงบประมาณในแต่ละปี ในเรื่องของงานวิจัยและการใช้เทคโนโลยีนั้นมีเพียงน้อยนิด และแนวคิดของรัฐบาลโดยเฉพาะ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และทีมเศรษฐกิจ ทางรัฐบาลควรจะนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรฐานรากให้ได้ประโยชน์ในเรื่องการแปรรูปและงานวิจัย ที่ไม่ใช่ได้งานวิจัยมาแล้วส่งไปให้บริษัทใหญ่เพื่อไปดำเนินการ แต่ควรจะส่งมาให้เกษตรกรในระดับฐานราก” นายจอมศักดิ์ กล่าว

นายจอมศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลปรับปรุงกฎหมายต่างด้าว เพราะที่ผ่านมา ผู้ประกอบการที่รับแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตเข้ามาทำงาน จะได้รับโทษ ทั้งปรับและจำคุก โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวเองจะต้องถูกจำคุก ส่งผลให้แรงงานต่างด้าวไม่กล้าเดินทางมาทำงานในประเทศไทย

โดยเฉพาะที่จันทบุรีที่ต้องขาดแรงงานเป็นอย่างมาก ทั้งแรงงานด้านการเกษตร ภาคการก่อสร้าง และงานบริการ ที่ปัจจุบันขาดแคลน และมีความต้องการสูง นอกจากนี้ การขยายการลงทุนของทางผู้ประกอบการที่ยังจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าวอยู่ กับต้องเผชิญกับอุปสรรคจากกฎหมายที่รัฐบาลได้เข้มงวด ซึ่งเมื่อมีการปรับปรุงแล้ว น่าจะเกิดผลดีต่อการลงทุนในภาคส่วนต่างๆ ด้วย

นายจอมศักดิ์ บอกว่า ธุรกิจที่จะได้ประโยชน์จากการที่รัฐบาลแก้ไข พ.ร.ก. ก็คือ ธุรกิจด้านประมง ธุรกิจด้านการเกษตร โดยเฉพาะแรงงานที่เก็บผลผลิตทางการเกษตร เช่น สะละ ลำไย ที่ต้องใช้แรงงานตลอดทั้งปี ซึ่งในระยะ 1-2 เดือนนี้ จะมีความต้องการสูงมาก

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลได้มีการแก้ไข ปัญหาเหล่านี้แล้ว ควรจะแก้ไขกระบวนการรับแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะที่รัฐบาลบอกว่า จะเป็น ONE STOP SERVICE แต่สุดท้ายกลับไม่ใช่ เพราะยังต้องใช้เวลาทำ 15-30 วัน สิ่งเหล่านี้รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม นพ.เมธิพจน์ ชาตะเมธีกุล ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าร้อนของทุกปี โรคติดต่อที่มากับอาหารและน้ำ เช่น โรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ หรือบิด โรคอหิวาห์ตกโรค โรคไข้ไทฟอยด์ หรือ ไข้รากสาดน้อย ฯลฯ มักระบาด

ผู้ป่วยจะมีอาการตั้งแต่ถ่ายเหลวเป็นน้ำมูกเลือด หรือเป็นน้ำซาวข้าว มีไข้ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง แล้วแต่ชนิดของเชื้อโรค สาเหตุอาจเกิดจากกินอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ หรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารทำให้เกิดอาการดังกล่าว

ทั้งนี้ กองสุขาภิบาลอาหาร กทม. ได้ตรวจวิเคราะห์อาหาร ปี 2559 พบว่า ในกลุ่มอาหารดิบ เช่น ผลไม้ สลัด ส้มตำ มีการปนเปื้อนเชื้ออีโคไลมากที่สุด ส่วนกลุ่มอาหารทะเลพบเชื้ออหิวาต์เทียม (V.parahaemolyticus) มากที่สุด สำหรับอาหารปรุงสุกทั่วไป พบว่าข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ปนเปื้อนเชื้ออีโคไลมากที่สุด ขณะที่น้ำแข็งบดพบมีการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์ม (coliforms) มากที่สุด

นพ.เมธิพจน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ โรคลมแดดก็ต้องระมัดระวัง เพราะหากเป็นอาจเสียชีวิตได้ ทั้งนี้สามารถป้องกันได้โดย ดื่มน้ำอย่างน้อย วันละ 6-8 แก้ว ใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลือกออกกำลังกายช่วงเช้าและเย็น

ผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีความเสื่อมทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม อันเป็นความเปราะบางทางธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งด้วยระบบ เศรษฐกิจและสังคมของไทยในขณะนี้ก็มีการคาดการณ์ว่าผู้สูงอายุในอนาคตจะถูกทอดทิ้ง ถูกละเมิดสิทธิจำนวนมากขึ้น

จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อม ในการคิดหามาตรการและนโยบาย เพื่อคุ้มครองพิทักษ์ผู้สูงอายุในทุกเรื่องและทุกคน นำเสนอผ่านผลการศึกษาในงานวิชาการสาธารณะ เรื่อง สิทธิของผู้สูงอายุไทยในสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ที่โรงแรมแมนดาริน ถนนพระราม 4 กรุงเทพฯ

ผู้สูงวัยถูกละเมิดสิทธิด้านจิตใจสูงสุด

ดร.ภัทรพร คงบุญ ผู้จัดการชุดโครงการการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ มส.ผส. กล่าวว่า นักวิจัยของ มส.ผส.ได้ศึกษาสถานการณ์ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุต่อการถูกละเมิดสิทธิ พบดังนี้ ในปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่ถูกละเมิดสิทธิเพิ่มขึ้นกว่าในอดีต และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเภทความรุนแรงที่พบมากที่สุดคือ ด้านจิตใจ ที่บ่อยครั้งอาจสื่อสารไม่เข้าใจกัน แล้วผู้สูงอายุถูกบ่น ด่า พูดจาไม่ดี จนเกิดความน้อยใจ โกรธ กระทั่งรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า รองลงมาคือการทอดทิ้งละเลย ไม่ดูแลหรือดูแลไม่เหมาะสม ซึ่งพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะช่วยเหลือตัวเองได้น้อยหรือไม่ได้เลย รวมถึงการเอาประโยชน์จากทรัพย์สินเงินทองและหลอกลวง

“เรายังพบว่าสถานที่ที่ผู้สูงอายุถูกละเมิดสิทธิมากที่สุดคือ บ้าน เนื่องจากคนในครอบครัวมักละเมิดสิทธิผู้สูงอายุมากที่สุด โดยเฉพาะบุตร รองลงมาคือ คู่สมรส รวมถึงญาติพี่น้องและหลาน ขณะที่ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว มีความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิมากเช่นกัน เมื่อถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต เช่น ต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัวที่เป็นที่พึ่งพิงของผู้สูงอายุ ต้องเจ็บป่วยจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ สมองเสื่อม เมื่อนั้นผู้สูงอายุจะถูกเอารัดเอาเปรียบได้ง่าย ซึ่งการละเมิดสิทธิที่พบมากสุดคือ การเอาประโยชน์จากทรัพย์สิน เช่น หลอกขายสินค้า ขายประกันสุขภาพโดยไม่บอกข้อมูลให้ครบถ้วน” ดร.ภัทรพรกล่าว

แนะจัดการมรดกตั้งแต่ช่วงแข็งแรง

ในงานวิจัยยังเสนอให้ผู้สูงอายุที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่จะยกแก่บุตรหลาน ควรไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินให้แก่ตนเองและคู่สมรสกับกรมที่ดิน เพื่อให้ตนเองยังมีสิทธิในที่ดินและบ้านในระหว่างที่ยังมีชีวิตแม้จะยกให้แก่บุตรหลานแล้ว

ป้องกันกรณีปัญหาที่อาจถูกบุตรหลาน เขย สะใภ้ไล่ บีบคั้น บิดามารดาหรือปู่ย่าตายายซึ่งเป็นผู้ยกบ้านและที่ดินให้ ต้องออกไปจากที่ดินและบ้านก่อนเสียชีวิต ขณะเดียวกันควรเขียนพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องรอให้เจ็บป่วย เพื่อป้องกันปัญหาวุ่นวายที่จะตามมา

ซึ่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดแบบของพินัยกรรมไว้หลายแบบ โดยที่แนะนำผู้สูงอายุมี 3 แบบ คือ 1.พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ซึ่งเหมาะกับพินัยกรรมที่มีรายการทรัพย์สินหรือจำนวนทายาทไม่มาก และผู้ทำพินัยกรรมไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้ข้อความในพินัยกรรมนี้ จนกว่าจะถึงวันเปิดพินัยกรรม

2.พินัยกรรมแบบธรรมดา ประเภทนี้สามารถใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์ได้ โดยมีพยานอย่างน้อย 2 คน ลงลายมือกำกับทุกหน้า และ 3.พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ซึ่งเป็นพินัยกรรมที่ต้องแจ้งความประสงค์ที่จะทำพินัยกรรมให้ผู้อำนวยการเขต หรือนายอำเภอ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทราบ โดยจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 60 บาท จากนั้นผู้อำนวยการเขตจะเก็บรักษาต้นฉบับไว้ที่ที่ว่าการเขต และออกใบรับพินัยกรรมไปดำเนินการตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม

ดร.ภัทรพร กล่าวว่า จากงานวิจัยพบว่ามาตรการและกฎหมายที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ยังคงเป็นแค่นามธรรม ไม่เพียงพอต่อความต้องการ และไม่ทำให้สังคมเกิดความตระหนักในคุณค่าผู้สูงอายุ ฉะนั้นจึงเสนอ 4 เรื่องสำคัญเพื่อทำให้สูงวัยอย่างมีคุณภาพคือ

1.การส่งเสริมให้ชุมชนเป็นฐานป้องกันและเฝ้าระวังการละเมิดสิทธิผู้สูงวัย ในการให้เพื่อนบ้านช่วยกันดู โดยอาจเพิ่มบทบัญญัติการคุ้มครองผู้แจ้งเหตุโดยสุจริตไม่มีความผิด เหมือนกฎหมายครอบครัว เวลาที่เห็นผู้สูงอายุถูกทำร้ายและละเมิดสิทธิต่างๆ เพื่อนำมาสู่การได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

2.ให้มีกลไกตรวจสอบผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ผู้สูงอายุว่าสามารถทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน ดูแลอย่างไร เพราะปัจจุบันเมื่อศาลได้พิจารณาให้ได้บุคคลเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ดังกล่าวแล้ว ก็จะทำหน้าที่ไปตลอดจนผู้สูงอายุเสียชีวิต ซึ่งบางครั้งอาจดูแลไม่ดี

3.อยากให้หน่วยงานรัฐบูรณาการการทำงานอย่างแท้จริง เพราะอย่างเวลาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล เขาจะต้องประสานงานเองทุกอย่างแผนกนั้นแผนกนี้ บางครั้งต้องเดินข้ามตึกไปๆ มาๆ หลายรอบ บางครั้งมาถึงโรงพยาบาลครึ่งวันผ่านไปแล้วก็ยังไม่ได้อะไรเลย ซึ่งอาจมีหน่วยงานที่มาเป็นเจ้าภาพชัดเจน อาทิ ศูนย์ช่วยเหลือสังคม ที่คอยประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้

และ 4.อยากให้หน่วยงานรัฐทำงานเชิงรุก ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยสะดวกไปใช้บริการรัฐ สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐได้ ขณะที่ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการต้องเป็นมิตร เพราะที่ผ่านมาก็เจอเคสที่ว่าจะไปเปลี่ยนบัตรประชาชนเป็นสมาร์ทการ์ด เพื่อใช้สวัสดิการผู้สูงอายุ แต่ปรากฏว่าถูกเจ้าหน้าที่ปฏิเสธเพราะมองว่าแก่แล้ว ไม่ต้องทำหรอก

พม.พร้อมขับเคลื่อน

ขณะที่ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีว่า ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุสำคัญอย่างมาก เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ โดยเฉพาะกับคนในครอบครัว ทั้งนี้ พม.ได้พยายามขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ผู้สูงอายุให้เป็นรูปธรรมอยู่ แต่ก็พร้อมรับฟังข้อมูลจากงานวิจัย และรับจะไปหามาตรการมาป้องกันเพิ่มเติม และทำให้เข้มข้นขึ้น

วันที่ 7 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดเกือบ 37 องศาเซลเซียส ในพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ส่งผลกระทบต่อปลาทับทิมที่เลี้ยงในกระชัง ของเกษตรกรภายในลำน้ำมูล ต.ในเมือง อ.พิมาย ทำให้ปลาทับทิมเริ่มไม่กินอาหารและทยอยตายวันละ 1-2 ตัว โดยเกษตรกรสันนิษฐานว่า มาจากสาเหตุที่สภาพอากาศร้อนจัด ออกซิเจนในน้ำจึงลดลง ปลาทับทิมจึงเกิดอาการขาดอากาศฉับพลันและตายลงในที่สุด

นางบัวหลัน ทองประดิษฐ์ อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมในกระชังในแม่น้ำมูล กล่าวว่า ปลาทับทิมที่เลี้ยงนั้น เป็นปลาที่กำลังจะโตเต็มที่เพื่อเตรียมจับส่งขาย แต่ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ปลาทยอยตายลงทุกวัน แต่ปลาที่ตายไม่มีอาการของโรคใดๆ จึงคิดว่าน่าจะเกิดจากสภาพที่ร้อนจัด ทำให้ออกซิเจนในน้ำน้อย นอกจากนี้ยังมีเพื่อนเกษตรกรอีกหลายรายกำลังประสบกับปัญหาเดียวกัน ซึ่งหลังจากนี้เข้าปรึกษาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาวิธีแก้ไขต่อไป

วันที่ 7 มีนาคม นายสาย อินคำ คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (บอร์ดยาง) กล่าวว่า วันนี้จะเข้ายื่นหนังสือยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และในฐานะประธาน คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) และนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีทำถนนพาราซอยล์ซิเมนต์ จากผลประชุมร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

“ในการทำถนนยางพาราซอยล์ซีเมนต์เอาแต่น้ำยางข้นไปทำ ไม่ใช่น้ำยางสด ซึ่งหากใช้น้ำยางข้น จะไม่ตอบโจทก์ เพราะทางภาคเหนือและภาคอีสานและสถาบันเกษตรกรไม่มีเครื่องจักรผลิตน้ำยางข้น และการใช้น้ำยางข้นจะทำให้เกษตรกรยางพาราเสียโอกาส” นายสายกล่าว

นายสายกล่าวว่า ภาคเหนือ ภาคอีสาน ไม่ได้มีการแปรรูปเป็นน้ำยางข้น มีเฉพาะแต่ภาคใต้ นอกจากนี้ ราคาน้ำยาง 2 ชนิดต่างกัน น้ำยางข้นผ่านกระบวนการผลิต ค่าบริหารจัดการ 4.50 บาทต่อ กก. และค่าขนส่ง 13 บาทต่อ กก. รวมแล้วราคาต้นทุนจะสูงขึ้น

หม่อมราชวงศ์ ดิศนัดดา ชี้ไทยจะมีภาระทางการเงินอีกมากจากคนจนและคนชรา ควรเอาจริงกับการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เผยตัวอย่างพื้นที่ปิดทองหลังพระฯ รายได้เพิ่มอีก 28%

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวในการรายงานผลการทำงานประจำปีว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจของโลกจะเริ่มฟื้นตัว และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นศูนย์กลางการเติบโตก็ตาม ประเทศไทยยังเผชิญกับความท้าทายอีกมากทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ

ปีที่ผ่านมามีประชาชนมาลงทะเบียนเป็นคนจน 14 ล้านคน นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประชากร 66 ล้านคน นอกจากนี้ไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมคนชรา ซึ่งจะทำให้ประเทศต้องเตรียมความพร้อมในการจัดสวัสดิการ

“ทุกรัฐบาลจัดสรรงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมาตลอด แต่กลับมีคนจนมากถึง 14 ล้านคน และในขณะนี้ประเทศมหาอำนาจต่างๆ ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีนก็ก่อเค้าว่าจะทำสงครามเศรษฐกิจกันอีก ประเทศไทยแม้จะเล็กแต่ก็อุดมสมบูรณ์ ถ้าเราพากันหันมาเอาจริงกับแนวพระราชดำริ ผมมั่นใจว่าเราปลอดภัยและมีความสุข”

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา กล่าวว่า มูลนิธิปิดทองหลังพระและสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ ฯ เพิ่งดำเนินงานมาแปดปี พบว่าประชาชนมีความพร้อมและต้องการที่จะพัฒนาตนเอง เมื่อมีความสนับสนุนอย่างเหมาะสมก็สามารถเห็นผลได้ในระยะเวลาอันสั้น

ปิดทองหลังพระฯก้าวสู่ปีที่ 9 จึงใช้คำขวัญ “สืบสาน เบิกบานใจ” เพื่อกระตุ้นการทำงานตามแนวพระราชดำริอย่างมีความสุขเพื่อให้สัมฤทธิ์ผลเกิดการ“สืบสาน รักษา ต่อยอด”ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ปิดทองหลังพระฯ ขยายผล 7 พื้นที่ต้นแบบใน 9 จังหวัด และต่อยอดการพัฒนาระบบน้ำจนมีพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้น 41,668 ไร่ในปีที่แล้ว รวมกันเป็นทั้งสิ้น 217,557 ไร่ ทำให้เกิดโอกาสทางอาชีพเพิ่มขึ้น ประชาชนในพื้นที่ต้นแบบมีรายได้เสริมจากอาชีพประจำเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 102.4 ล้านบาท

สำหรับการขยายงานในพื้นที่ต้นแบบ 7 หมู่บ้านของสามจังหวัดชายแดนใต้นั้น หม่อมราชวงศ์ ดิศนัดดา กล่าวว่าข้อมูลการสำรวจพบว่าชาวบ้านมีหนี้สินรวมกว่า 73.6 ล้านบาทหรือเฉลี่ยครัวเรือนละ 60,652 บาท เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขจากปัญหาสะสมในพื้นที่ การพัฒนาจึงต้องทำอย่างตรงจุดมากที่สุดทั้งด้านความต้องการและความสามารถของคนในพื้นที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วม

“นอกจากเรื่องรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้ว เรามีความดีใจที่รายงานการสำรวจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่า ชาวบ้านเห็นว่าตนเองมีความรู้มากกว่าเดิม และมีความมั่นใจในการประกอบอาชีพมากขึ้น นี่เป็นตัวบ่งชี้ถึงโอกาสที่จะพัฒนาให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต ตามแนวพระราชดำริที่พระราชทานไว้อย่างแท้จริง เมื่อเขามีความรู้ มีความมั่นใจเขาจะเดินต่อได้เอง นี่ควรเกิดขึ้นมากๆ แล้วประเทศก็จะมั่นคง”

ส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนในการพัฒนานั้น ปิดทองหลังพระฯ ได้ขยายความร่วมมือออกไปอย่างกว้างขวางเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างมากจากทุกภาคส่วน โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมกันกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และสถาบันการศึกษาต่างๆ ทำงานกันทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย

ในปีที่ผ่านมาก็ได้ริเริ่มความร่วมมือกับพันธมิตรภาคธุรกิจ ให้เข้าร่วมสืบสานแนวพระราชดำริ ซึ่งปัจจุบันรวมตัวกันภายใต้ชื่อ “ทีมดี” ประกอบด้วย 4 มูลนิธิคือ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ปิดทองหลังพระฯ รากแก้ว และ มั่นพัฒนา ส่วนภาคเอกชน ได้ ทรู ธนาคารกรุงศรีฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เอสซีจี บางจาก น้ำตาลมิตรผล ไทยเบฟฯ และเทสโก้-โลตัสและบริษัทประชารัฐฯ

“ในตอนนี้ต้องเรียกว่า ทีมดี ยังอยู่ในขั้นดูใจกัน ยังคาดหวังอะไรมากไม่ได้ เพราะไม่เคยร่วมงานกันใกล้ชิดมาก่อน แต่ผมก็หวังว่าธุรกิจใหญ่ๆ ที่ทำกำไรมากๆ จากประชาชน จะเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ซึ่งก็เป็นไปได้”

ปัจจุบัน “ทีมดี” ริเริ่มทดลองทำงานด้วยกันในพื้นที่อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น โดยมีบริษัทน้ำตาลมิตรผล และเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นแกนนำ ส่งเสริมการเกษตรและส่งเสริมการทำแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่

ปิดทองหลังพระฯ ยังจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้สื่อมวลชนมีบทบาทมากขึ้นในการร่วมพัฒนาประเทศผ่าน “ชมรมสื่อมวลชนพัฒนาชนบท” (หรือชมรมสื่อบ้านนอก) ที่จะริเริ่มงานวิชาการตีแผ่ความจริงชนบทไทยทุกๆ ปี เริ่มจากปลายปีนี้ โดยได้รับความร่วมมือทางวิชาการจากทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

“เราเคยมีแต่ประชุมประจำปีว่าเศรษฐกิจโตเท่าไหร่ แต่การเติบโตนั้นกระจายไม่ทั่วถึง จึงมีคนจนมากถึง14 ล้านคน ฉะนั้นเมื่อสื่อมวลชนเห็นความสำคัญที่จะเอาเรื่องจริงในชนบทมาเปิดให้เห็น ให้ตระหนักกัน จึงเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง”

ผลิตภัณฑ์จากยางพาราฝุ่นตลบ ราคาร่วง-ออร์เดอร์หด หลังทุนจีนโดดตั้งโรงงานผลิตในไทยดัมพ์ราคาแข่ง แถมล็อกคอทัวร์จีนซื้อ ด้านสหกรณ์ยาง วิสาหกิจชุมชนยาง กลุ่มยาง ฮึดสู้เตรียมแจ้งเกิดสินค้าใหม่ พนักพิงหลัง เสื่อโยคะ รองเท้าแตะ ยางรัด แบรนด์ดังแนะทางออก สินค้าต้องหลากหลาย-ขายผ่านเว็บไซต์ บริษัทประชารัฐฯ ร้องรัฐตั้งหน่วยงานดูแล ลั่นพร้อมสนับสนุนทำตลาดเต็มสูบ

นางถนอม พงศ์แก้ว ประธานกรรมการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพ สหกรณ์บ้านพังดาน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมายอดขายเริ่มตกลง เนื่องจากออร์เดอร์ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศเริ่มลดลง โดยเฉพาะออร์เดอร์จากจีนส่วนหนึ่ง เนื่องจากที่ผ่านมามีนักลงทุนจากจีนหลายรายที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพาราในแถบจังหวัดปทุมธานี และมีการดัมพ์ราคาเพื่อแข่งกับสินค้าของกลุ่มสหกรณ์ยาง กลุ่มสถาบันเกษตรกรยางที่ผลิตสินค้าแปรรูปออกมาขาย

นอกจากนี้ปัจจัยในเรื่องของเศรษฐกิจกำลังซื้อในประเทศที่ไม่ดีนัก ประกอบกับผลิตภัณฑ์จากยางพารา ไม่ว่าจะเป็นหมอนหรือที่นอน หากซื้อไปแล้วก็จะมีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างนาน คือ ใช้ได้ 6-7 ปี ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ยอดขายเริ่มชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสหกรณ์ก็พยายามคิดค้นและผลิตสินค้าแปรรูปจากยางพาราใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่ม เช่น พนักพิงหลังที่ใช้กับโต๊ะทำงาน พนักพิงหลังที่ใช้ในรถยนต์ รวมถึงเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ คือ หุ่น ที่ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) มีคำสั่งผลิต เพื่อให้คณะแพทยศาสตร์ สำหรับหุ่นไว้ประกอบการสอนวิชาอนาโตมี การสาธิตวิธีการปั๊มหัวใจให้กับนักศึกษาคณะแพทย์ โดยผลิต ทยอยส่งแล้ว จากเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นหมอน ที่นอน

นางสาวตติยา เจริญรมย์ ฝ่ายการตลาด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเนินสว่าง หมู่ 6 ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพาราแบรนด์ Kaika (ไก่กา) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันการแข่งขันผลิตภัณฑ์จากยางพาราค่อนข้างสูง โดยเฉพาะที่นอนและหมอนยางพารา โดยมีจีนลงทุนทำหมอนยางพาราในไทยประมาณ 3-4 ราย ทำให้เกษตรกรมีปัญหา เนื่องจากทำผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วไม่รู้จะขายใคร เพราะเมื่อทัวร์นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาก็จะซื้อผลิตภัณฑ์จากของโรงงานจีน ด้านผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ก็พยายามหาสถานที่ให้จำหน่าย เช่น ปั๊มน้ำมัน แต่ปริมาณยังน้อย หากสามารถเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวได้ก็น่าจะดี

สำหรับแบรนด์ Kaika ดำเนินธุรกิจผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากยางพารามากว่า 1 ปีแล้ว มีผลิตภัณฑ์กว่า 20 ชนิด ได้แก่ เบาะรองนั่ง ที่นอน หมอน และหมอนรองคอ เป็นต้น และเน้นช่องทางการจำหน่ายทางเว็บไซต์ www.KaikaRubber.com ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนไทยที่มีการบอกต่อกันและกลับมาซื้อสินค้า เมื่อปลายปี 2560 ได้มีการเปิดตลาดต่างประเทศ และเริ่มมีการสั่งซื้อเป็นลอต ได้แก่ จีน อเมริกา และไต้หวัน

ขณะที่นางสาวรวีพลอย ยุทธเจริญกิจ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า ตอนนี้ทั้งการแข่งขันราคายางยังทรงตัว เพราะประเทศไทยยังได้รับผลกระทบจากโควตาในการส่งออก ค่อนข้างติดปัญหา ส่งผลไปยังลูกค้าปลายทาง เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งแจ้งเรื่องการส่งออกในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้โควตาการส่งออกมีการปรับ ปัญหาจึงอยู่ที่ผู้ประกอบการ แม้ราคาจะขยับขึ้นแต่ก็ส่งออกไม่ได้อยู่ดี ในกลุ่มของสหกรณ์เองก็มีการแปรรูป ทั้งยางรมควัน ยางแท่ง str 20 ผลิตภัณฑ์ยังขายในตลาดไทยได้ตามปกติ แต่ยางแท่ง str 20 จะตีตลาดได้ดีกว่าแผ่นยางรมควัน

ดิ้นผลิตสินค้าใหม่ขายสู้

นายชาย คงแก้ว ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สหกรณ์จังหวัดพัทลุง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ปัจจุบันแม้ว่าภาพรวมของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารายังมีทิศทางที่ดี และยังมีโอกาสทางการตลาดอีกมาก แต่ล่าสุดสถานการณ์ด้านราคาเริ่มมีทิศทางที่ลดลง โดยปีที่ผ่านมาเครือข่ายสถาบันยาง จ.พัทลุง สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3-4 ล้านบาท แต่ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา จนถึงล่าสุดปีนี้ พบว่ายอดขายลดลงประมาณ 50-60% บางเดือนขายได้เพียงประมาณ 1 ล้านบาทเท่านั้น