ในส่วนของ อ.แม่สอด จ.ตาก อยู่ระหว่างพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป

ที่ผ่านมาได้ศึกษาพบว่า กล้วยตากในตลาดปกติมีขนาดใหญ่-เล็กต่างกัน ดังนั้น จึงออกแบบแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์กล้วยตากสี่เหลี่ยมลูกเต๋า เคลือบช็อกโกแลตคล้ายกับขนม ตั้งเป้าหมายจะวางจำหน่ายเป็นขนมที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว (Souvenir) บรรจุถุงเล็ก ขนาด 5-6 เม็ด ในแพ็กใหญ่มี 30 ซอง จะมีน้ำหนักเบา สะดวกต่อการรับประทาน คาดว่าในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ได้

ปัจจุบันทางบริษัทดูฟู้ด ยังได้พัฒนาและเปิดตัวสินค้าใหม่ในงานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX 2017 ซึ่งเป็นแกงกะทิผลไม้กึ่งสำเร็จรูปพร้อมปรุง “Curry Pop” หลายรสชาติ เช่น ทุเรียน แกงลิ้นจี่ แกงมะม่วง แกงสับปะรด สามารถนำไปปรุงได้สะดวกเพียงใส่เนื้อสัตว์ลงไป และอุ่นร้อน ทั้งนี้ แกงกะทิผลไม้กึ่งสำเร็จรูปสามารถเก็บได้นาน 2 ปีโดยไม่ต้องแช่เย็น มุ่งตลาดกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยว มีแผนวางจำหน่ายที่ร้านปลอดภาษีคิง เพาเวอร์ ราคากล่องละ 90 บาท

“เราต้องการเป็นผู้นำในการผลิตอาหารพร้อมทาน และเห็นพฤติกรรมลูกค้าจีนที่นิยมรับประทานผลไม้ไทย เช่น มีการนำทุเรียนไปทำหม้อไฟทุเรียน เราจึงนำมาต่อยอดเป็นอาหารคาว”

นอกจากนี้ ได้มีการลงทุนโรงงาน “All Thai Fruit” ผลิตผลไม้แช่เย็นแช่แข็ง (ฟรีซดราย) ขึ้นที่ จ.ระยองอีกแห่ง โดยซื้อโรงงานเฟอร์นิเจอร์เก่า ขนาด 8,000 ตร.ม. มาปรับเปลี่ยนเครื่องจักรด้วยงบประมาณ 100 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ภายใน 1-2 เดือน ทั้งนี้ โรงงานรองรับการแปรรูปผลไม้สดเป็นผลไม้แช่เย็นแช่แข็งกำลังผลิต 2 ตันต่อวัน จะใช้วัตถุดิบประมาณ 20 ตันต่อวัน เริ่มนำร่องในกลุ่มทุเรียนก่อน โดยเลือกทุเรียนขนาดที่ไม่ได้มาตรฐานไม่สามารถขายสดได้ เพราะอาจใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปนำมาแปรรูป

“ที่ลงทุนแตกไลน์ทำผลไม้แช่เย็นแช่แข็ง เพราะไทยเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญ ทั้งมะม่วง ทุเรียน ขนุน มังคุด เงาะ และมีตลาดรองรับโดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่นิยมผลไม้ไทยจำนวนมาก แต่ละปีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาประเทศไทยกว่า 9 ล้านคน ปีนี้คาดว่าจะมีถึง 12 ล้านคน เราผลิตและวางจำหน่ายที่ร้านคิง เพาเวอร์ จับกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ซึ่งจะซื้อกลับเป็นจำนวนมาก ๆ เพื่อนำไปรวมกับการขนส่งกับสินค้าอื่น ๆ เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่ง”

นายเดวิดให้ความเห็นถึงปัญหาการรับซื้อของล้งจีนว่า การมีล้งช่วยเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาดี จากสมัยก่อนราคาทุเรียนที่สวน กก.ละ 10-12 บาทจนเกษตรกรต้องออกมาประท้วง ปัจจุบันทุเรียนอยู่ที่ กก.ละ 50-60 บาท เมื่อมีการแข่งขันทำให้เกษตรกรขายได้ราคาสูงขึ้น

สำหรับสินค้าอาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัท ส่งซัพพลายให้กลุ่มลูกค้าสายการบิน 17 สายการบินทั่วโลก ได้แก่ กลุ่มการบินไทย คาเธ่ย์แปซิฟิค สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ลุฟท์ฮันซ่า สายการบินเกาหลี สายการบินคูเวต แอร์เอเชีย และไทยไลอ้อนแอร์ เป็นต้น และแต่ละตลาดมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี อาศัยจุดแข็ง คือ เน้นการให้บริการผลิตและจำหน่ายสินค้าตามความต้องการของลูกค้า และรักษามาตรฐานสินค้า จึงเป็นตลาดที่ไร้คู่แข่ง และไม่ต้องประมูลตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา

“เราเข้าไปออกแบบสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละรายที่ไม่เหมือนกัน จึงเรียกว่าไม่มีคู่แข่ง เช่น เราผลิตอาหารยาก อาหารฮาลาล หรืออาหารมังสวิรัติ หรือช่วยลูกค้าแก้ปัญหา เช่น เที่ยวบินจากฟิลิปปินส์ไปปักกิ่งใช้เวลา 5 ชม.บิน และจอด 1 ชม. ซึ่งขากลับกว่าจะเสิร์ฟอาหารหลังจากนั้นอีก 1.30 ชม. รวมใช้เวลา 7.30 ชม. เพื่อเสิร์ฟอาหารชุดที่ 2 หากเป็นอาหารโฟรเซ่น น้ำแข็งแห้งที่ใส่ไปพร้อมกับอาหารส่วนใหญ่ละลายหมด อาหารอาจจะเสีย แต่อาหารพร้อมรับประทานผลิตโดยผ่านการฆ่าเชื้อและใช้เทคโนโลยีทำให้เก็บ รักษาไว้ได้ 2 ปีในดรายสโตร์ เสิร์ฟเมื่อไรก็ได้”

ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) เพื่อเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ ปี 2560 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช(ศพก) สวนนายเสริม หาญชนะ กิจกรรม : การผลิตทุเรียน ต.พราน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยี และปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมร่วมกับความรู้และภูมิปัญญาในการผลิตทุเรียน เงาะและพืชสวนอื่นๆ

สำหรับ ศพก.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกทุเรียนหมอนทอง ซึ่งมีพื้นที่ปลูก2,799 ไร่ เกษตรกร 295 ราย และมีเกษตรกรปลูกเงาะโรงเรียน อีก 55 ราย ในพื้นที่ปลูก 165 ไร่ สินค้าเกษตรเด่นคือทุเรียนหมอนทองศรีสะเกษ หรือ ทุเรียนภูเขาไฟ โดยเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำความรู้ที่ได้จาก ศพก. ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการผลิตพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่จำนวน 200 คน เข้าร่วมงาน

เมื่อพูดถึงเกาะฮอกไกโด หรือจังหวัดฮอกไกโด ของญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวจะกล่าวถึงกัน หากไม่ใช่เรื่องหิมะน้ำแข็ง ก็ต้องเป็นเนื้อวากิว และปูฮอกไกโด เพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นอาหารอร่อยที่มีถิ่นกำเนิดที่เกาะฮอกไกโดนี่เอง

ประเทศญี่ปุ่น ผู้คนเขานิยมการบริโภคเนื้อวัวเป็นหลัก ส่วนเนื้อหมูและเนื้อแกะนั้นมีน้อยมาก เนื้อวัวที่เลื่องชื่อมานานในญี่ปุ่น คือเนื้อโกเบ ซึ่งเป็นที่กล่าวขานว่าเนื้อนุ่มมาก จนเอาตะเกียบฉีกได้โดยไม่ต้องใช้มีด ที่นุ่มอย่างนี้เพราะวิธีการเลี้ยงเนื้อที่เมืองโกเบนี้จะต้องดูแลวัวอย่างดี ไม่ให้วิ่งมาก มีการเอาเหล้าให้วัวกินเพื่อให้วัวกินหญ้าแล้วนอนเสียเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ทศวรรษนี้ คนไทยและคนทั่วโลกต่างก็ได้รู้จักเนื้อแบรนด์ใหม่ที่ชื่อวากิว ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นที่เต็มยศ เรียกว่า “คูโรเกะวากิว” (Kuroke Wagyu) โดย คูโรเกะ แปลว่าขนดำ วา แปลว่าญี่ปุ่น กิว แปลว่าวัว ก็คือวัวขนดำของญี่ปุ่นนั่นเอง จะมีถิ่นกำเนิดที่เมืองไหนไม่ทราบ แต่ที่เกาะฮอกไกโดมีอากาศหนาวเย็นนาน มีทุ่งราบสำหรับปลูกหญ้าเลี้ยงวัวกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งนี้ เพราะเนื้อที่ของเกาะฮอกไกโดนี้มีขนาดเกือบเท่าภาคเหนือของประเทศไทยทั้งภาค

ขอพูดเรื่องเนื้อวากิวอีกหน่อย เนื้อพันธุ์นี้มีมานานแล้วที่ญี่ปุ่นผู้เลี้ยงวัวพันธุ์นี้เขาตั้งเป็นชมรมคุ้มกันหนาแน่นไม่ให้หลุดไปแพร่พันธุ์ที่ไหน แต่เมื่อประมาณ 20-30 ปีที่ว่า วัวเนื้อพันธุ์วากิวขนดำนี้ได้หลุดไปที่ประเทศออสเตรเลีย จึงได้ขยายพันธุ์กันแพร่หลายที่นั่น โดยเฉพาะที่เกาะแทสเมเนีย (Tasmania) ซึ่งอยู่ใต้สุดของออสเตรเลีย มีอากาศหนาวดีมาก เนื้อที่ก็กว้างใหญ่ขนาด 3-4 เท่า ของเกาะภูเก็ต

ปัจจุบัน หากขับรถไปตามถนนรอบเกาะแทสเมเนียก็จะพบเห็นวัวพันธุ์วากิวฝูงใหญ่ๆ เดินกินหญ้ากันเป็นแถว การเลี้ยงวัวพันธุ์นี้อย่างมากของออสเตรเลีย มุ่งทั้งเพื่อการบริโภคในประเทศและส่งออก ซึ่งปัจจุบันคนไทยสามารถบริโภคเนื้อวากิวได้ในราคาที่ถูกลงมาก

มาถึงเรื่องปูฮอกไกโด ปูชนิดนี้ตัวใหญ่มาก สีแดงจัด เนื้อแข็งแน่น และอร่อยมาก ไม่ว่าจะนึ่ง ต้ม หรือย่าง ปกติถิ่นที่อากาศหนาวมาก เช่น ฮอกไกโด แคนาดา หรือแถบขั้วโลกก็จะมีปูตัวใหญ่แบบนี้มาก ไม่เฉพาะปูปลาน้ำลึกดีๆ ก็อาศัยอยู่ในแถบอากาศหนาวทั้งนั้น ดังนั้น ปูฮอกไกโดในญี่ปุ่นจึงมีราคาไม่ค่อยแพงนัก ร้านอาหารญี่ปุ่นบางร้านที่ขายปู มีภาษาไทยเขียนกำกับในเมนูก็มี เพราะคนไทยจำนวนมากชอบเดินทางไปท่องเที่ยว และใช้เงินด้วยการไปหาปูฮอกไกโดรับประทาน

เกาะฮอกไกโดมีสถานะเป็นจังหวัด 1 ใน 47 จังหวัด ของประเทศญี่ปุ่น มีผู้กำกับดูแลด้านบริหารสูงสุดเรียกว่า ชิจิ (Chiji) เทียบเท่ากับผู้ว่าราชการจังหวัดของไทยเรา แต่ชิจิมาจากการเลือกตั้งทุก 4 ปี ชิจิที่ประชาชนในจังหวัดรัก จะสมัครกี่ครั้งก็ได้ แต่ละจังหวัดจะประกอบด้วยเมืองซึ่งจะเรียกว่า City หรือเมืองใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 14 เมืองในญี่ปุ่น เช่น โตเกียว โอซาก้า ฟูกูโอกะ เกียวโต นาโกย่า โยโกฮาม่า โกเบ ซัปโปโร เป็นต้น ที่เหลือนอกจากนี้เป็นเมืองเล็ก เมืองใหญ่จะได้อำนาจบริหารมากกว่าเมืองเล็กในด้านการจัดสวัสดิการให้ประชาชน หัวหน้าผู้กำกับดูแลบริหารเมืองใหญ่เรียกว่าชิโช (Shicho) ซึ่งเทียบเท่ากับนายกเทศมนตรี ส่วนเมืองขนาดกลางเล็กลงมาเรียกว่าโชโจ (Chocho) และเมืองขนาดเล็กเรียกว่า ซอนโจ (Soncho) ผู้บริหารสูงสุดของเมืองขนาดต่างๆ เหล่านี้ ล้วนมาจากการเลือกตั้งเช่นกัน

สรุปแล้วประเทศญี่ปุ่นที่มีการปกครองดูแลบ้านเมืองอย่างสงบเรียบร้อยด้วยความรักสามัคคีของประชาชน พร้อมจะต่อสู้กับภัยธรรมชาติทุกอย่าง ก็เพราะใช้ระบบเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยเป็นตัวนำ

แม้กระทั่งการบริหารแต่งตั้งตำรวจในเมืองส่วนท้องถิ่น ก็จัดการโดยคณะกรรมการตำรวจ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลในท้องถิ่นเป็นหลัก

ประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน นอกจากจะส่งสินค้าออกประเภทอุตสาหกรรมตั้งแต่หนักถึงเบาไปยังต่างประเทศแล้ว ยังส่งสินค้าประเภทอาหารออกมากด้วย ซึ่งรวมทั้งขนมนมเนยพร้อมสรรพ และถ้าพูดถึงด้านบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ประเทศญี่ปุ่นก็มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่แพ้ใครในโลกนี้ มีทั้งสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ยุคประวัติศาสตร์ จนถึงวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม บ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่ช่างน่ารักในทุกแห่ง และที่เตะตามากคือ ดอกไม้และต้นไม้ที่สวยงามไม่แพ้ประเทศแถวยุโรป

ประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ไม่มีรถติด ไม่มีบุหรี่ ขยะ หรือคราบโสโครกบนถนน ทั้งๆ ที่ในที่สาธารณะถังขยะมีไม่มาก เพราะไม่มีขยะจะทิ้ง คนมีขยะเมื่อไม่มีที่จะทิ้ง เขาจะเก็บเศษขยะของเขาใส่กระเป๋า ไปถึงที่ทิ้งขยะเมื่อไหร่ค่อยทิ้ง แต่ไปถึงที่ทิ้งแล้วไม่มีใครทิ้งขยะง่ายๆ เขาจะต้องมองก่อนว่า อันนี้เป็นเศษกระดาษ หรือเป็นกระป๋องโลหะ เป็นเศษพลาสติก ต้องแยกกันทิ้งครับ เด็กนักเรียนยืนอยู่ข้างหนึ่งของถนน มีเศษขยะจะทิ้งแต่ไม่มีถังขยะให้ทิ้ง แต่เห็นถังขยะอยู่อีกฝั่งตรงข้าม เขาก็ต้องเดินข้ามถนนตรงทางข้ามไปอีกฝั่งเพื่อเอาขยะไปทิ้งแล้วค่อยเดินกลับ

อย่างนี้ คนไทยจะทำได้ไหม ทำไม่ได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้หน้าที่พลเมืองดี ไม่สามารถแยกความสกปรกโสโครกกับความสะอาด ไม่เห็นความต่างของถนนและทางเท้าที่สะอาดกับที่สกปรกรกรุงรัง จะให้รัฐมนตรีหรือใครที่ว่าใหญ่แค่ไหนก็ตามมาสอนทางวิทยุและทีวีทุกสัปดาห์ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เป็นนิสัยไม่ดีเหล่านี้ของคนไทยได้อีกแล้ว เพราะไม่ได้มีการเน้นสอนโรงเรียนระดับต้นๆ กันมาเลย มาสอนกันทางทีวีตอนนี้ แต่ก่อนเรียกว่าเข้าหูซ้ายทะเลหูขวา

แต่เดี๋ยวนี้ไม่เข้าซักหูแล้ว

การที่รัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับให้คนไทยไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นโดยไม่ต้องมีวีซ่ามาร่วมสองปีกว่าแล้ว นับว่าเป็นบุญกุศลของคนไทยที่พอมีอันจะกินอย่างมากที่จะได้ไปเปิดหูเปิดตา เห็นสวรรค์บนดินเหมือนผู้คนประเทศอื่นบ้าง ไม่ถูกยัดเยียดให้ฟังและเห็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

รัฐบาลญี่ปุ่นเขาเลือกเปิดให้คนไปเที่ยวดูบ้านเมืองเขาเป็นบางประเทศเท่านั้นนะครับ คนญี่ปุ่นที่ชอบเมืองไทยมีมาก รัฐบาลเขาก็ชอบประเทศไทยมาก เขาจึงยอมให้คนไทยไปเที่ยวเมืองเขาง่ายขึ้น ไม่ต้องมีวีซ่า ใครที่มีกำลังเงินพอก็ควรจะไป ถ้ายังรักเมืองไทย

เมื่อกลับมาอยู่บ้านก็พยายามทำอย่างที่ชาวญี่ปุ่นเขาทำ เขาทั้งสุภาพ ให้เกียรติผู้อื่น รักษาความสะอาดเรียบร้อย มีระเบียบวินัย พูดคำไหนคำนั้น เชื่อฟังผู้ใหญ่ รักชาติยิ่งชีวิต เชื่อและเคารพผู้นำ แต่พร้อมจะหาผู้นำคนใหม่ถ้าเห็นว่าไม่ได้ความ ถึงเวลาต้องกลับบ้านเก่าได้แล้ว

“หัวโขน” เป็นงานศิลปะชั้นสูง ใช้สวมครอบศีรษะปิดบังส่วนหน้าของผู้แสดงโขน เป็นศิลปะประเภทประณีตศิลป์ที่ได้รับการสร้างสรรค์อย่างวิจิตรตระการตาตามแบบช่างไทย มีรูปลักษณะสวยงาม ถือเป็นงานศิลป์คู่วิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน

ด้วยความรักงานหัวโขน ยุธศักดิ์ ศิริสวัสดิ์ ศิลปิน วัย 49 ปี ชาวแม่กลอง ใช้พื้นที่บ้านพัก เลขที่ 74 หมู่ที่ 1 ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม สร้างหัวโขนด้วยทักษะฝีมือที่ร่ำเรียนมา แต่ปรับลดขนาดลงเป็น “หัวโขนจิ๋ว” ที่มีลักษณะสวยงาม น่ารัก ที่สำคัญเหมาะแก่การดูแลเก็บรักษาไว้ชื่นชมง่ายกว่าหัวโขนที่มีขนาดใหญ่

“ยุธศักดิ์” เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำหัวโขน เริ่มจากการเข้าไปเรียนในวิทยาลัยในวัง แนวอนุรักษ์ศิลปะไทยช่างสิบหมู่ ในโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเห็นว่า หากไม่อนุรักษ์การทำหัวโขนไว้นับวันจะสูญหายไป หลังเรียนจบได้รวมกลุ่มทำหัวโขนฝากร้านเพื่อนจำหน่ายในสวนจตุจักร กรุงเทพฯ เพราะเห็นว่านักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมซื้อ แต่วางขายได้ประมาณ 6 เดือน ปรากฏว่าขายได้เพียง 1 ชิ้น แม้ลูกค้าชมว่าสวยแต่มักบ่นว่ามีราคาแพง ในปี 2543 มีโอกาสได้ออกงานกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก ตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งได้รับเชิญไปสาธิตในงานนิยมไทย ที่สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ ซึ่งมีลูกค้าสนใจจำนวนมาก มียอดจำหน่ายและสั่งซื้อประมาณ 1,000 ชิ้น จึงตัดสินใจย้ายกลับบ้านเกิด มาตั้งชื่อกลุ่ม “ภูเตศวร” จัดทำหัวโขนจิ๋ว โดยได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อนามปากกาของ “อาจารย์แม้ว” ประพนธ์ วิพัฒนพร นักเขียนชื่อดังที่นับถือมานาน เพื่อเป็นสิริมงคล และหมายถึงพระศิวะเจ้า ผู้ทรงเป็นมหาเทพสูงสุดของศาสนาพรหมณ์ด้วย

“หัวโขนจิ๋วที่ทำเป็นแนวเชิงอนุรักษ์ที่ปัจจุบันหาดูยาก ทั้งวัสดุขั้นตอนการทำเป็นแบบโบราณทั้งหมด ใช้ทองคำแท้ โครงหน้าทำจากกระดาษสาลงรักปิดทองแบบโบราณ ประดับคริสตัล ส่วนฟันหรืองาช้างทำจากเปลือกหอยมุกที่ผ่านการเจียรเป็นชิ้นเล็กๆ ย่อส่วนเล็กลงมา การทำหัวโขนจิ๋วมีขั้นตอนการทำ 10 ขั้นตอน ใช้เวลาทำต่อชิ้น 15-30 วัน ส่วนใหญ่เป็นตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ ประมาณ 400 แบบ แต่คนไทยรู้จักประมาณ 40-50 หน้า โดยเฉพาะตัวเองของเรื่อง เช่น พระราม พระลักษมณ์ หนุมาน ทศกัณฐ์ และนางสีดา แบบหัวโขนที่ขายดีที่สุดเป็นหน้ายักษ์ เพราะการเขียนหน้ามีรายละเอียดค่อนข้างมาก ส่วนคนไทยที่นับถือด้านนาฏศิลป์จะนิยมบูชาหน้าพ่อแก่ ฤๅษี และหน้ายักษ์ ส่วนหน้าเทพ จะเป็นพระพิฆเนศ หรือช้าง ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ปิดด้วยทองคำแผ่นแท้ๆ ซึ่ง 1 หัวโขนต้องใช้ทองคำแผ่นประมาณ 100 แผ่น ส่วนเม็ดสีต่างๆ ที่ใช้ประดับมาจากแก้วคริสตัลแท้ ฟันกับเขี้ยวทำมาจากมุก”

“ยุธศักดิ์” กล่าวทิ้งท้ายว่า การดูแลรักษานั้น จากคุณสมบัติของทองคำแท้จะไม่หมอง ไม่ดำ เพียงดูแลไม่ให้ฝุ่นจับ อาจเก็บในตู้กระจก หรือนำโหลแก้วมาครอบกันฝุ่น หัวโขนจิ๋วอยู่ทนทานนานเป็นแรมปี ปัจจุบัน หัวโขนจิ๋วได้รับคัดเลือกเป็นสินค้าโอท็อป ระดับ 5 ดาว ของจังหวัดสมุทรสงคราม และได้รับคัดสรรเป็นสินค้าที่ระลึกมอบแด่ภรรยาผู้นำเอเปค ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ รวมทั้งได้ต่อยอดทำหัวโขนจิ๋วเป็นกรอบรูปนูนต่ำ งานปั้นลอยตัวจากวรรณคดีรามเกียรติ์ หุ่นกระบอกในตัวละคร เช่น อิเหนา บุษบา เงาะ รจนา ทศกัณฐ์ และนางสีดา เพื่อเพิ่มมูลค่า

“สนนราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 500-60,000 บาทเศษ วางจำหน่ายในเครือห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาชิดลม ลาดพร้าว สีลม และภูเก็ต ดิเอ็มโพเรียม สุขุมวิท คิงพาวเวอร์ ดิวตี้ฟรี 3 สาขา ผู้สนใจอยากเรียนรู้ สอบถามได้ที่ โทร. (081) 775-4118”

รศ.พญ. แจ่มใส เพียรทอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยว่า คณะนักวิจัย มข.ประกอบด้วย รศ.ภญ. ฉันทนา อารมณ์ดี และ รศ.ภญ. วัชรี คุณกิตติ จากคณะเภสัชศาสตร์ และ รศ.พญ. ทิพยา เอกลักษณานันท์ รวมทั้งตนจากคณะแพทยศาสตร์ ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยฟ้าทลายโจรโดยปรับสูตรโครงสร้างสารสำคัญเพื่อเพิ่มสารสำคัญทั้งฤทธิ์ต้านไวรัส ต้านแบคทีเรีย และต้านการอักเสบ กระทั่งได้ “แอนโดรกราโฟลายด์” ซึ่งเป็นสารที่แยกได้จากฟ้าทลายโจรมาสังเคราะห์จนพบสารอนุพันธ์ที่เรียกว่า “ไอพีเอดี” คณะนักวิจัยจึงนำทั้งสองสารมาทดลองโดยการเพาะเลี้ยงเชื้อเซลล์มะเร็งปากมดลูก ก่อนพบว่าสารทั้งสองทำให้โปรตีนก่อมะเร็งลดลง และเซลล์มะเร็งปากมดลูกตายภายใน 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเชื้อเริมได้เป็นอย่างดี โดยสารอนุพันธ์ไอพีเอดี มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการแสดงออกของยีนซึ่งมีผลต่อการเพิ่มจำนวนไวรัส

ด้าน รศ.ภญ. วัชรี คุณกิตติ กล่าวว่า สำหรับการนำผลการทดลองสู่กระบวนการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ยานั้น คณะวิจัยได้ทดสอบคุณสมบัติต่างๆ อยู่หลายครั้ง โดยการวิจัยทุกครั้งจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตำรับยาทุกขั้นตอน

ในที่สุดคณะวิจัยพบว่า รูปแบบผลิตภัณฑ์ยาที่มีคุณสมบัติในการคงสรรพคุณทางยาของสารสกัด แอนโดรกราโฟลายด์และไอพีเอดี ตลอดจนสามารถปลดปล่อยตัวยาได้ผลดีที่สุด คือผลิตภัณฑ์ยารูปแบบครีม โดยอยู่ในช่วงการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ หากผลงานวิจัยสำเร็จจนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์พร้อมจำหน่ายแล้ว จะมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับทราบ และได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจากงานวิจัย มข.

ส่วน รศ.ภญ.ฉันทนา กล่าวว่า คณะวิจัยยังได้คิดค้นชุดทดสอบและวัดปริมาณสารในฟ้าทลายโจร สำหรับเกษตรกรใช้วัดคุณภาพ เพื่อพัฒนาอาชีพการปลูกฟ้าทลายโจรให้มีรายได้ดีโดยขายได้ราคาสูงอีกด้วย ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมที่สนใจ สามารถเจรจาเทคโนโลยีการผลิตเหล่านี้ได้

ธ.ก.ส. ออกมาตรการช่วยเกษตรกรรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ต่อปี ทั้งลดหนี้ ปล่อยกู้แก้หนี้นอกระบบ และให้สินเชื่อฉุกเฉิน ล่าสุดดันมาตรการใหม่สินเชื่ออาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ใหม่ กู้รายละไม่เกิน 1 แสน เป้าหมาย 1 แสนราย

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า kodiakcamera.com ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมศึกษาเรื่องการออกมาตรการเพื่อดูแลเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไม่เกิน 3 หมื่นบาท ต่อปี ที่ได้ผ่านการลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 ภายใต้โครงการก้าวผ่านความยากจน โดยจะมีมาตรการครอบคลุมเรื่องการบริหารจัดการหนี้เดิมของลูกหนี้ที่มีหนี้กับ ธ.ก.ส. รายละไม่เกิน 3 แสนบาท

กรณีที่เป็นเกษตรกรที่เสียชีวิต พิการ ทุพพลภาพ เจ็บป่วย ไม่สามารถประกอบอาชีพการเกษตร หรือมีหนี้สินเป็นภาระหนักได้รับการช่วยเหลือด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และลดดอกเบี้ยให้ทั้งหมดหรือไม่น้อยกว่า 50% ของจำนวนดอกเบี้ย มีเกษตรกรเป้าหมาย 200,000 ราย จำนวนหนี้รวม 21,700 ล้านบาท

ขณะที่เกษตรกรที่ไม่มีปัญหาการชำระหนี้สินและได้รับการคืนดอกเบี้ย 30% ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระ ปัจจุบันคืนดอกเบี้ยให้เกษตรกร 8.5 แสนราย เป็นเงิน 2,020 ล้านบาท

สำหรับการแก้หนี้นอกระบบ แบ่งเป็นระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เพื่อชำระหนี้สินแก้เจ้าหนี้นอกระบบ วงเงินให้กู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท หรือเพื่อสงวนที่ดินทำกินของตนเองหรือคนในครัวเรือน วงเงินให้กู้รายละไม่เกิน 1.5 แสนบาท วงเงินสินเชื่อรวม 1 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน กำหนดชำระคืนไม่เกิน 10 ปี

ที่ผ่านมามีเกษตรกรได้รับสินเชื่อและแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบกว่า 3.75 หมื่นราย จำนวนเงิน 3,400 ล้านบาท รวมการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 3.06 แสนราย จำนวนเงิน 3.15 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ มีโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินป้องกันการก่อหนี้นอกระบบ วงเงินให้กู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ย 0.5-0.85% ต่อเดือน กำหนดชำระคืนไม่เกิน 5 ปี

พร้อมกันนี้ธนาคารเตรียมเสนอมาตรการสร้างรายได้ใหม่ เช่น สินเชื่ออาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหรือค่าลงทุน ในการประกอบอาชีพเสริมนอกเหนือจากอาชีพการเกษตรเดิม วงเงินกู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท เป้าหมายจำนวน 1 แสนราย ดอกเบี้ย 0.59 ต่อเดือน

ประเภทของอาชีพเสริม การปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจปลูกพืชสมุนไพร ปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ปลูกไม้ผล การขายสินค้า เช่น ขายอาหารตามสั่ง ร้านชา กาแฟ ร้านขายของชำ ค้าขายรถเข็นแผงลอย ร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค หันมาบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ในอนาคตตลาดผลไม้แปรรูปลักษณะเป็นขนมขบเคี้ยวที่ทานได้ง่าย เช่น ผลไม้ทอด ทอฟฟี่ผลไม้ ผลไม้อบแห้ง จะขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นทั้งตลาดในและต่างประเทศ

ส่วนน้ำผลไม้จะปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นผลิตภัณฑ์แบบผง หรือพร้อมชงมากขึ้น ให้เข้ากับวิถีชีวิตผู้บริโภค ยังเป็นการลดต้นทุนค่าขนส่ง โดยนำเทคโนโลยีนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้

ส่วนผู้บริโภคต่างประเทศหันมานิยมบริโภคผลไม้อบแห้งเป็นขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ ทำให้การส่งออกเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันไทยมีการส่งออกผลไม้อบแห้งเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากตุรกี และสหรัฐ ตลาดส่งออกส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน จีน และฮ่องกง เป็นต้น

การส่งออกผลไม้สด สัดส่วนสูงสุด 27% จำนวน 32,412 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นทุเรียนสด 52% รองลงมา ลำไย มังคุด เงาะ ส่วนน้ำผลไม้ สัดส่วน 23% มูลค่า 27,256 ล้านบาท เป็นสับปะรดกระป๋อง 18%