ให้การต้อนรับ ตำบลโพธิ์งาม อำเภอประจันตคามจังหวัดปราจีนบุรี

โดยนายสุรสิทธิ์ พลชู ประธานแปลงใหญ่ เป็นผู้กล่าวความเป็นมาและแนวทางการตลาดของแปลงใหญ่ไผ่เขียวอีสาน โดยแปลงใหญ่ไผ่เขียวอีสานแปลงนี้ มีสมาชิก 27 ราย พื้นที่ปลูก 374 ไร่ ต้นทุนการผลิต 14,648 บาท/ไร่/ปี ผลผลิตเฉลี่ย 3,000 กิโลกรัม/ไร่/ปี มีวิธีการลดต้นทุนโดยใช้ปุ๋ยมูลขี้ไก่และมูลโค ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ระบบน้ำแบบสปริงเกอร์และปั๊มน้ำ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรับรอง GAP ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาอุปกรณ์ในการผลิตสินค้า สร้างแบรนด์ของสินค้า และขยายตลาดต่อไป

นายสุรสิทธิ์ กล่าวว่า “ผลจากการเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ไผ่เขียวอีสานนี้ ทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้ปลูกไผ่ มีอำนาจในการต่อรองในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงอีกทางหนึ่ง รายได้จากการขายผลผลิตเพิ่มขึ้น และในอนาคต กลุ่มจะเป็นจุดรวบรวมผลผลิตของสมาชิกเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ หน่อไม้ต้มบรรจุถุงสูญญากาศ และหน่อไม้อบแห้ง”

เช้านี้ นายขจรศักดิ์ คำดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่วะ อ.เถิน จ.ลำปาง ได้ออกสำรวจพื้นที่หลายหมู่บ้านใน ต.แม่วะ อ.เถิน ซึ่งเป็นอำเภอทางตอนใต้ของ จ.ลำปาง ตั้งอยูใกล้เขาสูงในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วะ หลังจากในพื้นที่เกิดฝนตกหนักลงมามากถึง 84 มิลลิเมตร ก่อนที่จะเกิดน้ำป่าหลากลงมาจากยอดเขาสูงในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วะ เมื่อคืน วันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยหลากมาตามลำห้วยในพื้นที่ ก่อนที่จะล้นทะลักท่วมบ้านเรือนราษฎรในหมู่บ้านแม่วะแล้ง ม.4 ต.แม่วะ อ.เถิน จ.ลำปาง ไปประมาณ 30 หลังคาเรือน ระดับน้ำท่วมสูง 30 เซนติเมตร ซึ่งน้ำป่าที่หลากลงมาไม่ได้สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนมากนัก เป็นเพียงการไหลผ่านพื้นที่ไปเท่านั้น

นายก อบต. แม่วะ ยังออกสำรวจพื้นที่ประสบภัยในหลายหมู่บ้าน โดยพบน้ำป่าหลากท่วมพื้นที่การเกษตร และกระทบถนน และสิ่งสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหายในหลายจุด ซึ่งก็ได้รายงานให้ทาง อ.เถิน และทางสำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย จ.ลำปาง สาขาเถิน ได้รับทราบ เพื่อให้เข้ามาสำรวจพื้นที่

สถานการณ์ล่าสุดเช้าวันนี้ ปริมาณน้ำป่าที่หลากท่วมพื้นที่ และบ้านเรือนได้ลดลง จนแห้งแล้ว ทำให้ อบต. แม่วะ ได้เร่งออกสำรวจพื้นที่อย่างละเอียดอีกครั้งในวันนี้ ส่วนชาวบ้านก็ได้เริ่มทำความสะอาดบ้านเรือนในจุดที่มีดินโคลนไหลมาติดตามบ้านเรือน อย่างไรก็ตาม หมู่บ้านใน ต.แม่วะ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน ได้ประสบภัยปีนี้แล้ว 3 ครั้ง โดยทุกปีมักจะเกิดน้ำป่าทะลักลงมาหลายครั้ง จากฝนที่ตกหนัก และบ้านเรือนตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน

สภาพัฒน์แจงไตรมาส 1/61 หนี้ครัวเรือนยังขยายตัวต่อเนื่องโต 7.1% สินเชื่อรถยนต์เพิ่มขึ้น 10.6% คนว่างงานรวม 4.7 แสนคน ขณะที่กระทรวงคลังฟุ้งเศรษฐกิจรากหญ้าโตดี ด้านแบงก์ชาติระบุส่งออกเม.ย.ขยายตัว 14.6%

นางชุตินาฎ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ภาวะสังคมไทยไตรมาส 1/2561 แนวโน้มหนี้ครัวเรือนขยายตัวต่อเนื่อง ยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคในส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 6.1% ใน ไตรมาส 4/2560 เป็น 7.1% โดยยอดสินเชื่อสิ้นปี 2560 อยู่ที่ 11.98 ล้านล้านบาท ส่วนสินเชื่อเพื่อซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์ขยายตัวเพิ่มขึ้น 10.6% ความสามารถในการชำระหนี้ พิจารณาสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อเกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 2.68% ในไตรมาส 4/2560 เป็น 2.7% ในไตรมาสนี้

นอกจากนี้ พบว่าการจ้างงานลดลง 0.2% โดยเฉพาะจากแรงงานภาคนอกเกษตรลดลงจากปีที่แล้ว ภาพรวมการจ้างงานยังคงหดตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ส่วนหนึ่งจากการใช้เทคโนโลยีมาช่วยประกอบธุรกิจ ขณะที่การจ้างงานภาคเกษตรขยายตัว 6.0% รวมอัตราการว่างงานเท่ากับ 1.2% เท่ากับไตรมาส 1/2560 มีผู้ว่างงาน 4.7 แสนคน รายได้แรงงานเพิ่มขึ้น 2.3% ภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 2.5%

นายจิตเกษม พรประพันธ์ ผอ.ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน 2561 ขยายตัวดี โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออก การบริโภคภาค เอกชนที่ขย่ายตัวในเกือบทุกหมวด ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมขยายตัว การใช้จ่ายภาครัฐกลับมาขยายตัวจากรายจ่ายลงทุน มูลค่าส่งออกสินค้าขยายตัวที่ 14.6% เช่นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี สินค้าเกษตร ฯลฯ มูลค่านำเข้าขยายตัว 22.7% เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.07% เพิ่มขึ้น 0.79%

นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจฐานราก ปีนี้ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายตัวดีขึ้น ทั้งข้าว ยางพารา หรือทุเรียน ทำให้เศรษฐกิจฐานรากดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจฐานรวมมีมาเป็น 10 ปี เดี๋ยวดีเดี๋ยวไม่ดี นอกจากขึ้นอยู่กับการช่วยเหลือของรัฐ และราคาพืชผลทางการเกษตรแล้ว ประชาชนฐานรากต้องหาอาชีพเสริมด้วย

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว ยกเว้นภาคใต้ กรมชลประทานดำเนินการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางช่วงฤดูฝน ปี 2561 ที่ได้วางไว้ สถานการณ์ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางมีปริมาณน้ำ รวม 45,848 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 60% ของความจุ ปริมาณน้ำใช้การได้ 21,929 ล้านลบ.ม. หรือ 42% ของความจุรับน้ำได้อีก 30,089 ล้านลบ.ม.

4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 12,979 ล้านลบ.ม. หรือ 52% ปริมาณน้ำใช้การได้ 6,283 ล้านลบ.ม. หรือ 35% มากกว่าปี 2560 ประมาณ 2,039 ล้านลบ.ม.

มีแนวทางบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานวางมาตรการที่ไม่ใช้สิ่งก่อสร้าง เช่น คาดการณ์และติดตามสภาวะทางอุตุฯ อทุกวิทยา การบิรหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกัก ตรวจสอบความพร้อมใช้งาน ระบบพยากรณ์และเตือนภัย การเชื่อมโยงข้อมูลและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากปัญหาราคาอ้อยตกต่ำในฤดูการผลิต ปี 2560/61 และต่อเนื่องถึงปี 2561/62 สมาคมชาวไร่อ้อย 4 องค์กรหลัก ประกอบด้วย สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบัน ชาวไร่อ้อยภาคอีสาน จึงนัดให้สมาชิกสมาคมต่างๆ ทั่วประเทศรวมตัวกันตามจังหวัดต่างๆ อาทิ จังหวัดนครราชสีมา กำแพงเพชร กาญจนบุรี สระบุรี เป็นต้น เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด ผ่านไปถึงรัฐบาลให้เร่งรัดแก้ปัญหา ก่อนที่ทางโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศจะมีการเปิดหีบในฤดูกาลผลิตปี 2561/62 ทั้งนี้ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือ สมาชิกสมาคมชาวไร่อ้อยจากทั่วประเทศ จะรวมตัวเดินทางเข้ามาร้องเรียน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ด้วยตัวเองที่ทำเนียบรัฐบาล

ด้าน นายเกียรติภูมิศรี จันทร์วัฒน์ นายกสมาคมชาวไร่อ้อยสุรนารี ระบุว่า นโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงนโยบายปี 2560/2561 ส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อน ความเสียหายต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายส่งเสริมให้ชาวนาหันมาปลูกอ้อย ทำให้ปริมาณอ้อยเพิ่มขึ้นจาก ปีที่ผ่านมา 92.95 ล้านตัน เป็น 134.45 ล้านตัน ทำให้ราคาอ้อยตกต่ำจากปีที่แล้วเคยขายได้ตันละ 880 บาท ปัจจุบันตกต่ำเหลือราคาตันละ 700 บาท น้ำอ้อยเข้าหีบได้หมด การกำหนดนโยบายการนำเข้า แรงงานต่างด้าวที่เข้มงวด สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรที่พึ่งพาแรงงานต่างด้าวในการเก็บเกี่ยวด้วย

โดยได้ยื่นข้อเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ให้มีการปรับปรุงการเพิ่มรายได้จากการผลิตอ้อยและน้ำตาลทราย ตลอดจนผลพลอยได้เพื่อให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีราคาอ้อยที่เพิ่มสูงขึ้น และขอให้ทางราชการได้มีการสำรวจปริมาณอ้อยที่ยังคงเหลือแต่ละพื้นที่และช่วยเยียวยาให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะให้เร่งหาแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ก่อนจะมีการเปิดหีบในฤดูการผลิต 2561/2562 เพื่อไม่ให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยรวมตัวกันไปเรียกร้องต่อรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ต่อไป

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม สถานการณ์ราคากุ้งขาวแวนนาไมที่ตกต่ำลงอย่างหนักในรอบหลายสิบปีจนทำให้เกษตรกรหลายจังหวัดภาคใต้รวมตัวกันเรียกร้องจนได้รับความช่วยเหลือในโครงการรักษาเสถียรภาพราคากุ้ง แต่จนถึงขณะนี้นั้นการดำเนินการทำได้ล่าช้า อีกทั้งผู้ประกอบการห้องเย็นที่รับซื้อกุ้งจากเกษตรกรมีข้อจำกัดมาก ทำให้ยังไม่ได้เริ่มโครงการทั้งที่กำหนดจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา

นายกาจบัณฑิต รามมาก ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสงขลา กล่าวว่า เมื่อราคากุ้งขาวตกต่ำ การช่วยเหลือของรัฐบาลทำได้ไม่เต็มที่ มีข้อจำกัดมากและปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการจับกุ้งที่มีปัญหากับทางห้องเย็น ทางชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสงขลา-นครศรีธรรมราช ได้จับมือกับห้างค้าส่งยักษ์ใหญ่ หรือห้างแม็คโคร จัดโครงการ เทศกาลกินกุ้งไทยต่อลมหายใจเกษตรกร ทางชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสงขลาร่วมกับ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา นำกุ้งขาวแวนนาไมจากเกษตรกรผู้เลี้ยงเข้ามาส่งขายในห้างแม็คโคร สาขาหาดใหญ่ เป็นการนำร่องตลาด กระตุ้นให้ประชาชนบริโภคกุ้งขาวจากเกษตรกรโดยตรงจะเริ่มเปิดโครงการในวันที่ 1 มิถุนายน

นายกาจบัณฑิต กล่าวว่า จะนำกุ้งขาวขนาด 50 ตัว ต่อกิโลกรัม มาส่งขายถึงมือผู้บริโภค ในราคากิโลกรัมละ 199 บาท จะทำให้เกษตรกรได้ราคาเพิ่มขึ้นจากการขายส่งให้ห้องเย็นเฉลี่ยกิโลกรัมละ 5-10 บาท ขณะที่ผู้บริโภคจะได้กุ้งคุณภาพดี ราคาถูกกว่าที่อื่นๆ ที่กุ้งขนาดนี้ในท้องตลาดขายกิโลละ 240 บาท หลังจากนั้น หากการทดลองตลาดได้ผลก็จะนำกุ้งจากผู้เลี้ยงส่งเข้าจำหน่ายที่ห้างแม็คโคร 5 สาขา ในภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ หาดใหญ่ พัทลุง ตรัง สตูล และอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถระบายกุ้งของเกษตรกรได้วันละ 1-2 ตัน นอกจากนั้น ยังเตรียมที่จะเจรจากับห้างสรรพสินค้าอีกหลายแห่งเพื่อเปิดตลาดกุ้งให้กว้างมากขึ้น

ที่บริเวณริมถนนศรีตรัง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง สหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจังหวัดตรังร่วมกับชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดตรัง สำนักงานประมงจังหวัดตรัง และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรัง ร่วมกันเปิดตลาดนำกุ้งขาวแวนนาไมที่จับจากบ่อเลี้ยงกุ้งของสมาชิก มาจำหน่ายทั้งปลีกและส่งในราคาพิเศษ ซึ่งถูกกว่าและสดกว่าท้องตลาดทั่วไปไม่ต่ำกว่า 20% ต่อกิโลกรัมในท้องถิ่น

บรรยากาศได้รับความสนใจจากประชาชนผู้บริโภคเดินทางมาซื้ออย่างต่อเนื่อง มีทั้งหมด 4 ขนาด 4 ราคา ประกอบด้วย กุ้งขนาด 50 ตัว/กิโลกรัม ขายกิโลละ 260 บาท, ขนาด 40 ตัว/กิโลกรัม ขาย กิโลละ 200 บาท, ขนาด 50 ตัว/กิโลกรัม ขายกิโลละ 190 บาท และ ขนาด 70 ตัว/กิโลกรัม ขาย กิโลละ 170 บาท

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พล.ต.ต. พัฒนา เพศยนาวิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.) ประจวบคีรีขันธ์ ปล่อยขบวนรถบรรทุกสับปะรดตามโครงการระดมพลังไทยช่วยไทยบรรเทาปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการรับซื้อผลผลิตเบื้องต้น จำนวน 4 ตัน จากนั้นได้นำไปแจกจ่ายให้กับตำรวจในสังกัดทั้ง 16 สภ.เพื่อรับประทานผลสด ช่วยระบายผลผลิตส่วนเกินหลังจากโรงงานสับปะรดกระป๋องชะลอการสั่งซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรทำให้มีปัญหาสับปะรด ล้นตลาดหลายหมื่นตัน

นายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้หน่วยงานทุกภาคส่วนในจังหวัดได้ระดมพลังช่วยกันรับซื้อสับปะรดของเกษตรกร และได้ขอความร่วมมือโรงแรมให้ใช้สับปะรดผลสด หรือน้ำสับปะรดต้อนรับนักท่องเที่ยว หรือใช้ในการจัดเลี้ยงระหว่างการประชุมสัมมนา ขณะที่การประชุม เจ้าหน้าที่ของหน่วยราชการในจังหวัดได้เสิร์ฟน้ำสับปะรดแทนเครื่องดื่มประเภทอื่น

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม นพ. อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการอาชีวศึกษาพรีเมียม เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมหารือปัญหาการดำเนินการต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา โดยภายหลังวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการ 27 แห่ง เปิดการเรียนการสอนแล้ว พบว่าสามารถรับเด็กได้ 70-80% แต่ส่วนใหญ่ประสบปัญหารับเด็กได้ไม่เต็มใน 2 สาขา คือ สาขาระบบขนส่งทางราง และสาขาแม็กคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ อาจเป็นเพราะโครงการอาชีวศึกษาพรีเมียมเปิดรับช้า และเด็กบางคนได้ที่เรียนแล้ว นอกจากนี้ ผู้ปกครองกังวลใจเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะโครงการกำหนดว่าผู้เรียนจะต้องเดินทางไปฝึกปฏิบัติงานจริงที่สาธารณรัฐประชาชนจีน 1 ปี โดย ศธ.เจรจาตกลงความร่วมมือกับวิทยาลัยจีน 4 แห่ง คือ วิทยาลัยการคมนาคมขนส่งสาธารณะฉ่งซิ่ง,

มหาวิทยาลัยซานตง เจียวทง, วิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาการรถไฟหวู่ฮั่น และวิทยาลัยเทคนิค เทียนจิน ดังนั้น เพื่อให้แต่ละวิทยาลัยรับเด็กได้ตามเป้าหมาย ที่ประชุมจึงมีมติให้วิทยาลัยที่ยังรับ เด็กไม่เต็มใน 2 สาขาดังกล่าว ขยายการรับนักเรียนออกไปจนถึงวันที่ 10 มิถุนายน

“โครงการอาชีวะพรีเมียม เป็นการเรียนหลักสูตรพันธุ์ใหม่ ในสาขาที่ตอบโจทย์ ตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เด็กจะมีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะสูง เรียนจบแล้วเข้าทำงานเลย แต่ผู้ปกครองกลัวเรื่องค่าใช้จ่ายช่วงที่จะไปฝึกงานที่จีน ผมจึงหาวิธีโดยให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้ทุนสนับสนุน แต่อาจจะยังไม่พอ จึงขอให้ สอศ.ไปเจรจากับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ต้องการเด็กสาขาเหล่านี้ มาร่วมให้ทุนสนับสนุนด้วย เพราะเด็กเหล่านี้เมื่อเรียนจบ จะมีสมรรถนะสูง และทำงานได้จริง เพื่อจะไปช่วยพัฒนาการทำงาน” นพ. ธีระเกียรติ กล่าว

นพ. ธีระเกียรติ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังขอให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดคอร์สอบรมให้กับครูอาชีวะ และมอบหมายให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงในเรื่องสมาร์ทฟาร์มมิ่งให้กับวิทยาลัยเกษตร 5 แห่ง ซึ่งเรื่องนี้คิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะบางวิทยาลัยอาจมีครูในวิชานี้แต่ยังไม่เพียงพอ หรืออาจจะมีแต่ยังไม่เก่ง

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นายสมนึก ธนเดชากุล นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี เป็นประธานเปิดกิจกรรมรับซื้อผักตบชวาและวัชพืชในคลองเทศบาลนครนนทบุรี ตามโครงการกำจัดมูลฝอยอย่างยั่งยืน ที่ห้องประชุมชั้น 5 สำนักงานเทศบาลนครนนทบุรี อาคาร 2 นายสมนึก กล่าวว่า เทศบาลจะรับซื้อผักตบชวาจากประชาชนในเขตเทศบาล ในราคากิโลกรัมละ 25 สตางค์ เพื่อเสริมสร้างความตระหนัก และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และร่วมกันแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืชที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และสร้างปัญหาในการใช้ประโยชน์จากน้ำ ปัญหาการสัญจรของประชาชน รวมถึงปัญหาการระบายน้ำในเขตเทศบาล

โดยหวังว่า เมื่อดำเนินโครงการนี้คลองต่างๆ ในเขตเทศบาลจะปราศจากผักตบชวา อันจะนำไปสู่การพัฒนาเป็น นครนนทบุรีเมืองน่าอยู่ สู่ความยั่งยืน ปัญหาผักตบชวาเป็นปัญหาใหญ่ของทุกท้องถิ่นยากแก่การกำจัดให้หมดไป แต่หากเราอาศัยความร่วมมือจากพี่น้องชุมชน เชื่อว่าวิกฤตผักตบชวาในบ้านเราน่าจะดีขึ้น และสำหรับโครงการนี้จะถือเป็นต้นแบบให้กับท้องถิ่นต่างๆ ที่จะนำเอาไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในชุมชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งกิจกรรมนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน โดยโรงสีไฟข้าวหงษ์ทอง จำกัด มอบเงินสนับสนุนกิจกรรม รับซื้อผักตบชวาและวัชพืช จำนวน 30,000 บาท

คุณนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการป้องกันแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคเหนือ ได้ประมาณการผลผลิตลำไยในฤดู 8 จังหวัดภาคเหนือ ปี 2561 มีพื้นที่ที่ให้ผลผลิต 637,127 ไร่ และคาดการณ์ผลผลิต จำนวน 386,303 ตัน มากกว่าผลผลิตลำไยในฤดู ปี 2560 ประมาณ ร้อยละ 2.28 ซึ่งผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ประมาณ 329,254 ตัน หรือประมาณ ร้อยละ 85.23 และที่สำคัญสาธารณรัฐอินโดนีเซียมีการงดนำเข้าลำไยสดในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ทำให้เกิดผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตสดลำไยที่ไม่สามารถนำเข้าได้ ประมาณ 28,000 ตัน

ทางคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit board) จึงได้ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการโครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ ให้ผลผลิตลำไยเป็น เกรด AA เพื่อกระตุ้นการบริโภคสดภายในประเทศและลดการพึ่งพาตลาดอินโดนีเซีย โดยใน ปี 2561 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการตัดช่อผล เพื่อผลิตลำไยเป็น เกรด AA ให้แก่ Core Team และนำไปขยายผลสู่เกษตรกร โดยผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า (ศพก.) และการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป้าหมาย จำนวน 6,543 ราย พื้นที่ 44,790 ไร่

ผศ. พาวิน มะโนชัย สาขาไม้ผล ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้กล่าวว่า ทางรอดของเกษตรกรชาวสวนลำไย จำเป็นต้องทำในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต การปรับปรุงผลผลิตให้ได้คุณภาพ เน้นความปลอดภัยของผลผลิต เพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้สูง เลือกช่วงการผลิตให้เหมาะสม สร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาด จากการศึกษาทดลองของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พบว่า คุณภาพของลำไยไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย ได้แก่ พันธุ์ลำไย ความสมบูรณ์ของต้น สภาพแวดล้อม การเข้าทำลายของโรคและแมลง การปฏิบัติดูแลรักษา บ่อยครั้งที่เกษตรกรมักพบอยู่เสมอว่าผลผลิตลำไยด้อยคุณภาพ คือมีผลขนาดเล็ก เนื้อแฉะน้ำ ทั้งๆ ที่ต้นลำไยสมบูรณ์และได้รับการปฏิบัติดูแลรักษา เช่น ให้น้ำ ให้ปุ๋ย ป้องกันโรคและแมลงอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ยังมีผลขนาดเล็ก สาเหตุหลักเนื่องมาจากต้นลำไยติดผลดก จึงทำให้เกิดการแก่งแย่งอาหารที่ใบสร้างขึ้น จนไม่เพียงพอที่จะนำไปสร้างผลที่มีคุณภาพ

แนวทางในการปฏิบัติที่ได้ผลดีและมีการทดลองในหลายๆ พื้นที่ พบว่า มี 2 วิธี ที่ได้ผลแน่นอนในการทำลำไยคุณภาพ เกรด AA คือ

การตัดแต่งกิ่ง รูปทรงของการตัดแต่งกิ่งมีผลต่อคุณภาพของผลผลิต จากการทดลองแต่งกิ่งลำไย 4 ทรง คือ ทรงฝาชีหงาย ทรงเปิดกลางพุ่ม ทรงสี่เหลี่ยม และทรงครึ่งวงกลม พบว่า ทรงฝาชีหงาย ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีกว่าทรงอื่นๆ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะมีจำนวนกิ่งต่อต้นน้อย และผลผลิตส่วนหนึ่งของทรงฝาชีหงายเกิดจากกิ่งกระโดงที่สมบูรณ์ เมื่อผลแก่ช่อผลจะโน้มหลบในทรงพุ่ม ทำให้ผลมีขนาดใหญ่และสีผิวเหลือง
การปลิดผลและตัดช่อผล การเพิ่มขนาดและคุณภาพของผลลำไยจากต้นที่ติดผลดก ได้ทดลองตัดช่อผลลำไยออกบางส่วน พบว่า สามารถเพิ่มขนาดของผลลำไยได้ โดย

ใช้กรรไกรตัดปลายช่อผล ประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวช่อ หรือไว้ผลไม่เกิน 50 ผล ต่อช่อ หรือ
อาจตัดช่อเว้นช่อทิ้งเป็นช่องไฟ ระยะห่าง ประมาณ 25-30 เซนติเมตร หรือ
ใช้วิธีผสมผสานกัน ทั้งตัดช่อผลและตัดช่อเว้นช่อทิ้งเป็นช่องไฟ ก็สามารถเพิ่มขนาดผลได้อย่างชัดเจน และมีรายได้ต่อต้นมากกว่าต้นที่ไม่ตัดช่อ ระยะตัดที่เหมาะสม ควรตัดในระยะที่ผลลำไยมีขนาดไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร หรือผลลำไยมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว

วิธีตัดช่อถ้าเป็นต้นเล็กใช้กรรไกร ในกรณีที่ต้นสูงควรใช้กรรไกรด้ามยาวตัด ถึงแม้จะเป็นวิธีการที่ยุ่งยาก สิ้นเปลืองแรงงาน แต่เป็นวิธีการที่ได้ผลแน่นอน ในอนาคตถ้ามีการจัดทรงพุ่มลำไยให้ต้นเตี้ย ก็สามารถปฏิบัติง่ายขึ้น ปัญหาที่สำคัญคือ เกษตรกรยังเสียดาย ไม่กล้าตัดช่อผล แต่ที่สวนของ “ป้าลำดวน” อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้ทดลองตัดช่อผล 3 ต้น สามารถขายลำไยได้มากกว่าลำไยที่ปล่อยให้ติดดกตามธรรมชาติ 20 ต้น”

สำหรับการปรับปรุงสีผิวลำไยให้สวยสีเหลืองทองที่ตลาดต้องการ มีแนวทางดังนี้ ใช้เทคนิคการตัดแต่งกิ่ง หลักการคือ ทำอย่างไร ให้ผลผลิตอยู่ในทรงพุ่มหรือช่อผลหลบเข้าทรงพุ่ม

การห่อผล โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อก่อนที่ผลลำไยจะแก่ ประมาณ 1-2 เดือน และต้องป้องกันเชื้อราด้วย พร้อมทั้งผูกมัดกระดาษด้านปลายช่อให้หลวม เพื่ออากาศจะได้ระบาย ลำไยต้นหนึ่งๆ อาจไม่จำเป็นต้องห่อทุกช่อ ช่อผลที่อยู่ในร่มหรือใกล้กับพื้นดินโดยปกติจะมีสีผิวที่สวยอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องห่อผล
การป้องกันโรคและแมลง โรคที่สำคัญที่มีผลต่อคุณภาพของผลคือ โรคราดำ สังเกตได้จากมีคราบสีดำเกาะตามผิวผล ซึ่งจะเกิดหลังจากที่มีแมลงพวกเพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอยเข้าทำลาย โดยดูดกินน้ำเลี้ยง แล้วถ่ายมูลหวานออกมา ซึ่งเป็นอาหารของพวกเชื้อรา การป้องกันกำจัด จึงควรป้องกันที่ต้นเหตุคือ ป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย โดยใช้ปิโตรเลียมออยล์หรือสารคลอไพรีฟอสฉีดพ่น การใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ควรพ่นก่อนการเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 1 เดือน