ให้ข้อมูลว่า การกวนมะม่วงให้รสชาติดีควรใช้มะม่วงอย่างน้อย

และควรมีมะม่วงน้ำดอกไม้เป็นมะม่วงหลัก 1 ชนิด ทุกการกวน เช่น น้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น หนองแซง หรือ น้ำดอกไม้ โชคอนันต์ แก้ว หรือ น้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น โชคอนันต์ เป็นต้น ในบางครั้งในพื้นที่มีมะม่วงชนิดอื่นก็สามารถนำมารวมกันได้ เช่น บริเวณสวนของคุณปิยาภรณ์ มีมะม่วงอีโน มะม่วงอินทผลัม ก็สามารถนำมาผสมทำมะม่วงกวนได้เช่นกัน

เหตุที่ควรใช้มะม่วงน้ำดอกไม้ เพราะเป็นพันธุ์ที่ให้น้ำขณะกวนมากกว่าพันธุ์อื่น หากไม่มีมะม่วงน้ำดอกไม้ เนื้อมะม่วงกวนจะเข้มข้นเกินไป กรณีที่ไม่มีมะม่วงน้ำดอกไม้เลย อาจใช้มะม่วงเพชรบ้านลาดแทนได้ เพราะให้น้ำมากขณะกวนเช่นเดียวกัน หรือมะม่วงฟ้าลั่น เป็นมะม่วงที่ให้เนื้อเป็นแป้งมากขณะกวน ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนทำว่าต้องการให้เนื้อมะม่วงกวนมีลักษณะอย่างไร

ถ้าต้องการให้มีรสชาติหวาน ควรใช้มะม่วงแก่จัด ถ้าต้องการให้เนื้อมะม่วงกวนตกทราย ให้ใช้มะม่วงงอมจนเละกับมะม่วงทั่วไปผสม หรือใช้มะม่วงอกร่องทำจะได้เนื้อตกทรายทุกครั้ง

ถ้าไม่ต้องการให้แมลงมาตอม ขึ้นอยู่กับการกวน หากกวนให้ส่วนผสมรัดเข้ากันทุกอย่างแล้ว พื้นผิวด้านหน้ามะม่วงกวนจะตึง แมลงจะไม่มากวน ยกเว้น ตัวมิ้มกับตัวต่อ ที่จะมาอาศัยดูดเอาน้ำหวานไปเท่านั้น ในอดีต มะม่วงกวน จะทำเมื่อผลผลิตมะม่วงในบ้านหรือสวนมีเหลือจำนวนมาก เป็นการแปรรูปชนิดหนึ่งที่สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน แต่ปัจจุบัน เมื่อมะม่วงกวนกลายเป็นการค้า คุณปิยาภรณ์ จะเริ่มกวนมะม่วงเมื่อผลผลิตเริ่มออกราวปลายเดือนมีนาคม และต้องซื้อมะม่วงจากพ่อค้าคนกลาง มากกว่ามะม่วงที่ให้ผลผลิตบริเวณบ้านหรือสวน เพราะความต้องการมะม่วงกวนในตลาดมีมาก

เดือนมีนาคม พ่อค้าคนกลางจะขายมะม่วงให้ ในราคากิโลกรัมละ 8 บาท

เดือนเมษายน มะม่วงให้ผลผลิตมาก ราคามะม่วงที่พ่อค้าคนกลางขายให้ กิโลกรัมละ 2-3 บาท ทุกปี คุณปิยาภรณ์ จะเริ่มทำมะม่วงกวนราวปลายเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายน แต่สำหรับ ปี 2559 คุณปิยาภรณ์ บอกว่า ภาวะแล้ง ส่งผลให้มะม่วงออกผลล่าช้ากว่าเดิมมาก มะม่วงกวนที่เคยทำขายทันในช่วงเทศกาลสงกรานต์แต่ละปี ปีนี้คงทำไม่ทันขาย เพราะไม่มีผลผลิตมาทำมะม่วงกวน หรือถ้าจะมีก็ราคาสูงกว่าปกติ

โดยปกติ มะม่วงในฤดูจะนำมาใช้ทำมะม่วงกวนและหมดปลายเดือนพฤษภาคม หากบ้านไหนต้องการทำมะม่วงกวนขายต่อ ก็ต้องสั่งซื้อจากพ่อค้าคนกลาง ที่ปัจจุบันจะเข้าไปยังล้งจังหวัดต่างๆ ที่มีล้งรับซื้อมะม่วง เช่น สุพรรณบุรี พิจิตร หรือตลาดไท ตลาดกลางสินค้าเกษตรจังหวัดต่างๆ

แต่ละปี คุณปิยาภรณ์ จะทำมะม่วงกวนจากผลผลิตในสวนของตนเอง ประมาณ 700 กิโลกรัม และซื้อจากพ่อค้าคนกลางมาทำมะม่วงกวนเพิ่มอีกประมาณ 500 กิโลกรัม แต่บางบ้านที่ทำมะม่วงกวนเป็นอาชีพ อาจสั่งผ่านพ่อค้าคนกลางให้ซื้อมะม่วงมาส่งมากกว่าจำนวนนี้

“การกวนมะม่วง เมื่อก่อนใช้มือกวน ติดเตาถ่าน กวนครั้งละชั่วโมงกว่า ใช้วัตถุดิบเป็นมะม่วง เกลือ น้ำตาล ถ้ามะม่วงที่ใช้ไม่มีส่วนผสมของมะม่วงน้ำดอกไม้ ให้เติมน้ำเป็นส่วนผสมไปด้วย ใน 1 กาละมัง จะใช้มะม่วง 20 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 25 กิโลกรัม ใช้น้ำตาลทรายขาวได้เพียงอย่างเดียว หากใช้น้ำตาลทรายแดง สีของมะม่วงกวนจะเข้มเกินไป ใส่เกลือเม็ดเท่านั้น ไม่ควรใช้เกลือไอโอดีน เพราะเนื้อมะม่วงที่กวนออกมาจะแปลกไป ปัจจุบัน มีเครื่องกวน แต่ก็ยังคงต้องใช้แรงงานคนในการปอกมะม่วง และคนก้นกาละมัง ป้องกันไม่ให้เนื้อมะม่วงกวนไหม้ติดก้นกาละมัง”

มะม่วงกวน ที่ครอบครัวคุณปิยาภรณ์ผลิตออกมาจำหน่าย มีลูกค้าประจำออเดอร์ไปขายยังเชียงใหม่ ชลบุรี และอีกหลายจังหวัด ส่วนใหญ่นำไปแปรรูปอีกทอดให้เป็นมะม่วงหยี หรือนำไปเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ แล้วติดฉลากยี่ห้อของตนเอง

คุณปิยาภรณ์ ใช้ประโยชน์จากมะม่วงได้มาก เนื้อมะม่วงนำไปทำมะม่วงกวน เม็ดมะม่วงนำไปเพาะกล้า ขายในราคาต้นละ 5-7 บาท เปลือกมะม่วงนำไปเทใต้ต้นมะม่วงเป็นปุ๋ย

มะม่วงกวนแต่ละแหล่งผลิตจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน สำหรับมะม่วงกวนของคุณปิยาภรณ์ จะทำไซซ์ใหญ่ ความกว้างประมาณ 3 นิ้ว หากนำมาม้วนจะเป็นมะม่วงกวนที่มีรสชาติหวาน แต่ถ้าแบบกลม (ไม่ม้วน) รสชาติเปรี้ยว ราคาขายที่บ้าน (ราคาส่ง) กิโลกรัมละ 50 บาท ราคาขายปลีก กิโลกรัมละ 55 บาท ยกเว้นในฤดูที่มะม่วงขาดแคลนจริงๆ จะขายในราคากิโลกรัมละ 60 บาท

จุดเด่นของมะม่วงตลาดเก่า คุณปิยาภรณ์ คือ กวนมะม่วงโดยไม่ใส่สารใดๆ แม้จะมีข้อเสียคือ หากเก็บมะม่วงกวนไว้นานเกิน 2 เดือน มะม่วงกวนจะเปลี่ยนสี คล้ำมากกว่าเดิม แต่รสชาติไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่ได้กับผู้บริโภค คือ ได้รับประทานสินค้าที่ไม่มีส่วนประกอบของสารใดๆ เจือปน และรสชาติได้ตามความอ่อนแก่ของมะม่วงที่ใช้เป็นวัตถุดิบ

สอบถามเทคนิคการทำมะม่วงกวน ส้มแผ่น ส้มลิ้ม หรือจะสั่งซื้อมะม่วงกวนปลอดสารของดีวังทอง ได้ที่ คุณปิยาภรณ์ สังข์ทอง บ้านเลขที่ 55 หมู่ 4 บ้านบางสะพาน ตำบลวังทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ 090-4563015 ยินดีต้อนรับ

ขอบคุณ : แม่เชลี่ยม ศรีจำเริญ และ พี่รัตน์ (แม่ให้พรปุ๋ย) ที่อำนวยความสะดวกตลอดการทำงานที่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก อาจารย์เคมีแนะสรรพสามิต ตรวจ ‘แอลกอฮอล์’ ณ จุดตรวจ แก้ปัญหาแยกยาก ‘ข้าวหมาก-สาโท’

จากกรณีเจ้าหน้าที่สรรพสามิตบุรีรัมย์ตรวจจับ นางเสน่ห์ ป่วงรัมย์ อายุ 60 ปี แม่ค้าขายข้าวหมาก ข้อหาจำหน่ายสาโทโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันว่า เป็นการจับการขายเหล้าสาโท ขณะที่ยายออกมายืนยันว่า เป็นน้ำข้าวหมากไม่ใช่สาโทนั้น

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า น้ำข้าวหมากและสาโท มีลักษณะเหมือนกัน เพราะมีวิธีในการผลิตออกมาเหมือนกัน เพียงแต่แตกต่างกันที่สูตรของลูกข้าวแป้งที่จะเอามาใช้หมัก ที่ทำให้ได้ปริมาณแอลกอฮอล์หรือดีกรีที่ต่างกัน โดยน้ำข้าวหมากปริมาณแอลกอฮอล์จะต่ำกว่ามาก ส่วนสาโทปริมาณแอลกอฮอล์จะเข้มข้น แต่ไม่เกิน 15 ดีกรี จึงต้องถามว่า เจ้าหน้าที่สรรพสามิตตอนตรวจจับได้มีการตรวจระดับแอลกอฮอล์หรือไม่ ว่าเป็นน้ำข้าวหมาก หรือสาโท กันแน่ ซึ่งกรมสรรพสามิตก็มีชุดทดสอบในการวัดปริมาณแอลกอฮอล์อยู่แล้ว

รศ.ดร.วีรชัย กล่าวว่า กระบวนการในการทำ “ข้าวหมาก” คือ จะใช้ข้าวเหนียวมาหุงเพื่อฆ่าเชื้อและนำมาหมักกับ “ลูกข้าวแป้ง” ซึ่งประกอบด้วย เชื้อราและยีสต์ โดยเชื้อราจะมีเอนไซม์เดียวกับน้ำลายของคน คือ เอนไซม์อะไมเลส ที่จะเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลกลูโคส ซึ่งให้พลังงานสูงมาก ร่างกายสามารถดึงไปใช้โดยไม่ต้องย่อย ส่วนยีสต์จะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอล์ ซึ่งสังเกตได้จากกลิ่นและการเกิดฟอง เพราะกระบวนการเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์จะเกิดการดึงคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งการทำข้าวหมาก จะหมักแค่ 3 วัน ก็ตักใส่กระทงขายได้เลย ส่วนน้ำที่เหลือคือ “น้ำข้าวหมาก” ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่สูง แต่หากปล่อยทิ้งไปเรื่อยๆ ยีสต์ก็จะทำงานต่อ ปริมณแอลกอฮอล์จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ

รศ.ดร.วีรชัย กล่าวว่า ส่วนการทำสาโทนั้น จะใช้ลูกแป้งเหมือนกัน แต่เป็นคนละสูตรกับข้าวหมาก โดยใช้สูตรที่มียีสต์มากขึ้นหรือยีสต์สายพันธุ์ที่ช่วยเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นแอลกอฮอล์เร็วขึ้น เพราะหากจะทำสาโทขาย คงไม่ใช้สูตรลูกแป้งข้าวหมากที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้แอลกอฮอล์สูงแบบสาโท จึงใช้สูตรลูกแป้งสาโทโดยเฉพาะในการทำ ซึ่งจะช่วยให้ได้ปริมาณแอลกอฮอล์มาก และใช้เวลาในการหมักสั้นลง เมื่อกรองเอาน้ำออกมาก็จะได้น้ำสาโทที่ปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 15% แบบเดียวกับพวกไวน์ขาว ไวน์แดง ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์พอๆ กัน และหากเอาสาโทไปกลั่นก็จะได้เหล้าขายที่มีแอลกอฮอล์ 55-70%

“การขายข้าวหมาก ที่เป็นของแข็งเลยนั้น ไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะได้รับการยกเว้นชัดเจนว่า ไม่ผิด แต่หากนำน้ำข้าวหมากมาขายด้วยก็มีความสุ่มเสี่ยง เพราะลักษณะเหมือนกับสาโท เพียงแต่ดีกรีแอลกอฮอล์น้อย อาจไม่ถึง 0.5% ด้วยซ้ำ แต่หากปล่อยทิ้งไว้นานขึ้นน้ำข้าวหมากก็จะมีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มอย่างช้าๆ เพราะยีสต์ยังคงทำงาน ซึ่งการตรวจจับมองว่าต้องตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ตรงนั้นเลยว่า เป็นน้ำข้าวหมากหรือสาโทกันแน่ ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์จะบอกได้ แต่หากมาตรวจตอนหลังแล้ว ปริมาณแอลกอฮอล์ของน้ำข้าวหมากย่อมเพิ่มแน่นอน ตรงนี้ก็จะไม่ยุติรรม เหมือนเวลาไปตรวจผับ ตรวจปัสสาวะก็ต้องตรวจเดี๋ยวนั้นเลย” รศ.ดร. วีรชัย กล่าว

รศ.ดร. วีรชัย กล่าวว่า จริงๆ อยากให้กรมสรรพสามิตไปสนใจการตรวจในงานแฟร์ต่างๆ มากกว่า เพราะภายในงานมีการหมักไวน์กันแบบโต้งๆ เลย แต่บอกว่าขายน้ำผลไม้ ทั้งที่จริงแล้วมีฟองก๊าซเกิดขึ้น นั่นคือเกิดแอลกอฮอล์ แล้วมาแปะฉลากว่าเป็นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ ทั้งที่จริงไม่ใช่เลย อยากให้ไปตรวจสอบตรงนี้ด้วยมากกว่า ส่วนเรื่องนี้เป็นเรื่องดรามาที่ต้องมองกันหลายมุม อย่างเรื่อของความเมตตาที่ควรจะมีการตักเตือนกันก่อนหรือไม่ หรือเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะอย่างที่บอกว่าเมื่อขายเป็นน้ำก็มีความสุ่มเสี่ยง เพราะอาจเป็นสาโทก็ได้ และหากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ก็อาจเกิดการทำเหล้าเถื่อนอย่างเสรี

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และ นาย Naing Kyi Win อธิบดีกรมวิชาการเกษตร (Director General, Department of Agricultural Research, DAR) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการและงานวิจัย เพื่อดำเนินการวิจัยและพัฒนา สร้างขีดความสามารถ และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการเกษตรของ 2 หน่วยงาน

สืบเนื่องจากการดำเนินโครงการความร่วมมือของ สวทช. กับประชาคมลุ่มน้ำโขงในการใช้เทคโนโลยีชีวภาพและด้านจีโนม ในการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวประเทศลุ่มน้ำโขงทั้งประเทศกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยมี ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา นักวิจัยอาวุโส หน่วยวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืช ไบโอเทค สวทช. และ นาย Thant Lwin Oo รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เมียนมา ร่วมเป็นสักขีพยาน

ดร.ณรงค์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากประเทศสมาชิกของอาเซียนยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการก้าวไปสู่ตลาดการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ดังนั้น สวทช. โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จึงได้ริเริ่มโครงการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่ปี 2544 เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงส่งเสริมการสร้างเครือข่ายนักวิจัยในภูมิภาค เพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์ของภูมิภาคอาเซียนในปี 2563 ที่ต้องการขับเคลื่อนการแข่งขันทางเทคโนโลยี ทั้งในเชิงกลยุทธ์และการพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพ เพื่อเสริมขีดความสามารถของประเทศเพื่อนบ้านให้ก้าวหน้าและเติบโตไปด้วยกัน

“โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการที่ศูนย์ไบโอเทค สวทช. ผลักดันให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของภูมิภาค และช่วยสร้างความสามารถทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพให้กับภูมิภาคอาเซียน โดยการให้ทุนสำหรับนักวิจัยเพื่อทำวิจัยในห้องปฏิบัติการวิจัยของไบโอเทค สวทช. เป็นเวลา 3-6 เดือน หลักสูตรฝึกอบรมเน้นการให้ความรู้พื้นฐานทางเทคโนโลยีชีวภาพและการปฏิบัติจริง โดยมีนักวิจัยพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำในการทำโครงการวิจัยกว่า 16 ปี มีนักวิจัยชาวต่างชาติได้ทุน 179 ทุน โดยจำนวนหนึ่งได้ทุนการศึกษาขั้นสูงเรียนต่อในประเทศต่างๆ นอกจากนั้นแล้ว นักวิจัยที่จบการศึกษาแล้วกลับไปทำงานที่สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยต้นสังกัดในประเทศต่างๆ ยังสร้างความร่วมมือใหม่ๆ กับนักวิจัยไบโอเทค สวทช. อย่างต่อเนื่อง”

ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าวผ่านการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการที่มีการปฏิบัติงาน ระยะยาวโดยใช้โจทย์วิจัยของแต่ละประเทศเป็นหัวข้อในการฝึกอบรม การสนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ทดสอบลักษณะสำคัญทางการเกษตรต่างๆ ซึ่งกรมวิชาการเกษตร สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประสบความสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์ข้าวและได้รับการรับรองพันธุ์แล้ว จำนวน 3 พันธุ์ คือ

พันธุ์ตูก้าหมุย (ThuKha Hmwe) ได้จากการปรับปรุงพันธุ์มานอวตูก้า (Manawthukha) ให้มีคุณภาพการหุงต้มคล้ายพันธุ์บาสมาติ (Basmati)
พันธุ์ซ้อลท์ทอลซินทัวแลต (Saltol Sin Thwe Latt) ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ซินทัวแลต (Sin Thwe Latt) ให้ทนเค็ม
และ 3. พันธุ์เย็มโยคคาน (Yemyokekhan-3) เป็นข้าวที่มีการปรับตัวต่อสภาพน้ำมากและน้ำน้อยได้ดี ให้มีความหอม และคุณภาพการหุงต้มที่ดีขึ้น

โดยปี 2560 ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร สาธารณรัฐสหภาพเมียนมา ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ ประมาณ 2 ตัน เพื่อกระจายให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งจะช่วยสร้างความสามารถทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพให้กับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ในการบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งการพัฒนาบุคลากรและการวิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนร่วมกัน

สำหรับความสำคัญของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการและงานวิจัยของทั้ง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ อาทิ ความร่วมมือในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีผลผลิตสูง การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดให้ต้านทานโรคและมีคุณภาพดี การปรับปรุงพันธุ์ข้าวสาลีให้ต้านทานโรค โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือก (Marker Assisted Selection: MAS) เป็นต้น จะเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศต่อไป

ด้าน นาย Naing Kyi Win อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา กล่าวว่า ด้วยสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาเป็นประเทศพื้นฐานด้านเกษตรกรรม จึงต้องการความช่วยเหลือ การส่งเสริม สนับสนุน และความร่วมมือทางด้านการวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการสร้างความสามารถและการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร โดยเฉพาะเทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์พืช ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรได้

ทั้งนี้ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีลักษณะทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจที่มีความใกล้ชิดกัน ซึ่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและประเทศไทยมีความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่เด่นชัดมากขึ้นในภูมิภาคนี้ และเพื่อให้เกิดการขยายตัวในเรื่องการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยคำนึงการคุ้มครองสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้น การแลกเปลี่ยนสินค้าทางด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกประเทศต้องเร่งเพิ่มการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศในภูมิภาคนี้มีความเข้มแข็งอย่างเป็นหนึ่งเดียวกันในระดับสากล

อธิบดีกรมวิชการเกษตร สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับวัตถุประสงค์ในความร่วมมือด้านวิชาการและงานวิจัยครั้งนี้ เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือในการวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการสร้างความสามารถของบุคลากรวิจัย (การฝึกอบรมระยะสั้นและระยะยาวสำหรับบุคลากรระดับปริญาโทและปริญญาเอก) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร โดยเฉพาะเทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์พืช อีกทั้งเพื่อสร้างกรอบการทำงานและความร่วมมือในการเก็บรวบรวมและประเมินเชื้อพันธุกรรมของข้าว ข้าวโพด และพืชอื่นๆ โดยอาศัยการจำแนกสายพันธุ์ด้วยเทคโนโลยีฟีโนไทป์และจีโนไทป์ ตลอดจนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานร่วมกันในเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในด้านการวิจัยและนวัตกรรมของทั้งสองประเทศ หรือโครงการต่างๆ ที่มีแผนว่าจะจัดทำขึ้นต่อไปในอนาคต

กลับมาอีกครั้ง หลังกองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เคยเปิดประเด็นการปลูกอินทผลัมด้วยต้นเพาะเนื้อเยื่อทั้งสวน ซึ่งสวนภูผาลัม อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นสวนแรกๆ ที่เริ่มลงปลูกด้วยต้นพันธุ์เพาะเนื้อเยื่อ และครั้งนี้เป็นการพูดคุยเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าของผู้ปลูกอินทผลัมรายแรกๆ ของประเทศ ว่าประสบความสำเร็จหรือพบกับปัญหาอุปสรรคอย่างไร

ที่นี่ปลูกต้นอินทผลัมทั้งพันธุ์แบบเพาะเมล็ด พันธุ์จากการแยกหน่อ รวมถึงพันธุ์ที่ซื้อต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาปลูก โดยนำเข้ามาจากต่างประเทศในกลุ่ม UAE ซึ่งสามารถคัดแยกเพศ พร้อมกับระบุสายพันธุ์ได้อย่างชัดเจน พร้อมกับขายผลผลิตที่ปลูก แล้วยังขายต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต่างประเทศ

ต้นพันธุ์ที่ คุณอภิชน สั่งซื้อมา เป็นต้นอินทผลัมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนำเข้า ซื้อมาหลายพันธุ์จากทาง UAE เขาให้เหตุผล เพราะต้องการทดสอบปลูกในแต่ละพันธุ์เพื่อหาความเหมาะสมในพื้นที่ แต่พันธุ์ที่เน้นมากคือ บาร์ฮี (Barhi) เพราะเป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการรับประทานผลสดโดยเฉพาะ

สัดส่วนระหว่างต้นตัวเมียและต้นตัวผู้ควรมีความเหมาะสม อย่างที่ได้ศึกษามาหลายแห่ง พบว่า จะให้ต้นตัวผู้มี 1 ต้น ต้นตัวเมีย 30-40 ต้น ซึ่งเป็นต้นที่สมบูรณ์ แต่ถ้าในไทยคิดว่า น่าจะมี 1 ต้นตัวผู้ ต่อต้นตัวเมีย 10 ต้น แต่ต้องเป็นต้นตัวผู้ที่นำเข้ามาเป็นเนื้อเยื่อ

“ตลาดในไทยนิยมสายพันธุ์ทานสด เพราะคนไทยนิยมผลไม้ทานสดที่ไม่แปรรูป ในความเห็นส่วนตัวแล้วสายพันธุ์ทานแห้ง ไม่เหมาะกับการปลูกในบ้านเรา เพราะต้องผ่านกระบวนการกรรมวิธี อีกทั้งอุณหภูมิในบ้านเราในช่วงเก็บผลผลิต ซึ่งตรงกับช่วงที่ยังมีฝน จึงอาจเกิดปัญหาเรื่องการดูแลและเชื้อรา”

คุณอภิชน ให้ข้อมูลว่า อินทผลัมกินผลสดที่เหมาะกับบ้านเรา และเป็นที่รู้จักแพร่หลายในขณะนี้ คือ สายพันธุ์บาร์ฮี แท้จริงแล้วยังมีสายพันธุ์อื่นอีกที่กินผลสด แต่เพิ่งมีไม่กี่สายพันธุ์ที่นำเข้ามาปลูกและได้ผลผลิตในประเทศไทย เช่น สายพันธุ์อัมเอ็ดดาฮาน (UM ED DAHAN) และสายพันธุ์โคไนซี่ (KHONAIZI) ซึ่งสายพันธุ์อัมเอ็ดดาฮาน ได้ลงปลูกภายในสวนแล้ว และปีที่ผ่านได้ผลผลิตไม่มากนัก แต่จำหน่ายออกสู่ตลาดของคนที่รู้ และราคาจำหน่ายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท เพราะปริมาณผลผลิตที่ไม่มากนัก และเป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างจากสายพันธุ์บาร์ฮีเดิมที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ส่วนสายพันธุ์โคไนซี่นั้น ปัจจุบันสวนภูผาลัมลงปลูกไปแล้วในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ได้ผลผลิตแต่ยังคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร คาดว่าฤดูกาลผลิตในปี 2562 จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างแน่นอน

ปีที่ผ่านมา ผลผลิตอินทผลัมในสวนภูผาลัม ได้ประมาณ 4 ตัน ในปีนี้คาดว่าจะได้ผลผลิตราว 10 ตัน และปีหน้า น่าจะได้ผลผลิตมากกว่าอีกเท่าตัวของปีนี้

คุณอภิชน บอกว่า แม้ว่าปริมาณผลผลิตจะมากขึ้นตามลำดับ เพราะความสมบูรณ์ของต้นและพื้นที่ปลูกที่เพิ่มมากขึ้น ก็ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาทางการตลาดแม้แต่น้อย เพราะผลผลิตที่ได้ อย่างไรก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคแน่นอน

“ตอนนี้ อินทผลัมกินผลสด เป็นที่รู้จักแพร่หลายและนิยมกันมากแล้วในคนไทย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง และสภาพภูมิอากาศไม่สามารถปลูกอินทผลัมได้ดีเหมือนบ้านเรา ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคสูง เฉพาะในประเทศผมยังประเมินว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการ”

หากจะเปรียบเทียบเรื่องของราคาจำหน่ายอินทผลัมกินผลสด แม้ว่าปีที่ผ่านมา ราคาอินทผลัมกินผลสด จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 700-900 บาท ปีนี้ราคาอินทผลัมกินผลสดลดลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ 500-700 บาท ซึ่งปีต่อๆ ไป ปริมาณผลผลิตอินทผลัมกินผลสดจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ดังนั้น ราคาน่าจะลดลงอีกก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชาวสวนหรือผู้ปลูกอินทผลัมกินผลสดขาดทุน เหมือนพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น เพราะเมื่อพิจารณาต้นทุนการปลูกอินทผลัม การให้ผลผลิตแล้ว แม้ราคาอินทผลัมจะลดลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ 100 บาท เกษตรกรหรือผู้ปลูกอินทผลัมก็ยังสามารถอยู่ได้

คุณอภิชน มองว่า จำนวนผู้ปลูกอินทผลัมกินผลสด เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จากการพิจารณาจำนวนสั่งนำเข้าต้นพันธุ์เพาะเนื้อเยื่อจากต่างประเทศที่มาก จนปัจจุบันทำให้แล็บเพาะเนื้อเยื่อในต่างประเทศหลายแห่งผลิตไม่ทัน มียอดออเดอร์รอคิวนำเข้ายาว 2-3 เดือนทีเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ถือเป็นปัญหา เพราะตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ยังมีอีกมาก

“ปัญหาของผู้ปลูกอินทผลัม ไม่ใช่เรื่องของตลาด เพราะยังไปได้อีกไกลมาก แต่ปัญหา คือ หากผู้ปลูกอินทผลัมดูแลได้ไม่ทั่วถึง เพราะปลูกจำนวนมาก ปัญหาเรื่องของคุณภาพในผลอินทผลัมจะตามมา เพราะสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยปัจจุบันแปรปรวนมาก และมีฝนทิ้งช่วงท้ายในปริมาณมาก แม้ว่าอินทผลัมจะเป็นพืชที่ต้องการปริมาณน้ำ 2,000-2,500 มิลลิลิตร ต่อต้น ต่อปี ก็ตาม แต่ถ้าฝนตกในช่วงที่ติดผลแล้ว จะมีผลทำให้ความหวานในผลอินทผลัมลดลง และอาจมีโรคราหรือโรคไรตามมา เพราะความชื้นในอากาศสูง”

โดยปกติอินทผลัม เริ่มแทงจั่นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม แต่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพภูมิประเทศ ทั้งนี้ เมื่อผลผลิตเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นควรห่อด้วยกระดาษฟอยล์ เพื่อทำให้ผิวมีสีสวยและสม่ำเสมอ เป็นการสร้างมูลค่า สำหรับกระดาษฟอยล์มีต้นทุน แผ่นละ 8 บาท แล้วยังสามารถนำมาใช้ได้หลายครั้ง

หากต้นใดที่สมบูรณ์เต็มที่และมาจากสายพันธุ์ดี จะได้ผลผลิตเฉลี่ยอย่างต่ำราว 50 กิโลกรัม ต่อต้น หรือเฉลี่ยพวงละ ประมาณ 10 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม สำหรับผลผลิตที่เกิดขึ้นในครั้งแรก คุณอภิชนแนะว่า ควรเด็ดผลออกบางส่วน เพราะป้องกันไม่ให้ต้นแม่โทรมเร็ว

“เรื่องของความหวานของผลอินทผลัม ในช่วงที่ฝนตก จะทำให้ความหวานลดลง ผมทดลองหาเทคนิคและพบว่า อินทผลัมสามารถสร้างความหวานกลับไปที่ผลได้เร็ว โดยการเปิดให้พวงผลรับแสงแดดบ้าง ก็จะช่วยให้ความหวานของผลกลับคืนมาได้ ทำคุณภาพอินทผลัมได้ดีตามเดิม”

ผิวผลสวย ก็เป็นการสร้างคุณภาพผลอินทผลัมเช่นกัน คุณอภิชน บอกว่า การห่อผลเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผิวสวย เทคนิคการห่อผลให้ผิวอินทผลัมสวย ควรห่อหลังการผสมเกสรประมาณ 2 เดือน

ส่วนการแยกหน่อเพื่อขยายพันธุ์นั้น สวนภูผาลัมทำเป็นปกติ และไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งการแยกหน่อต้องดูหน่อที่สมบูรณ์ มีรากมากพอที่จะทำให้ต้นสามารถเจริญเติบโตได้เองหลังลงปลูก ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีผู้สนใจสั่งนำเข้าหน่อพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาแล้ว

สำหรับเหตุผลของการสั่งนำเข้าหน่อพันธุ์นั้น คุณอภิชน บอกว่า เพราะบางสายพันธุ์แล็บไม่นำมาเพาะเนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ที่ต้องการปลูกสายพันธุ์ที่แล็บไม่ได้นำมาเพาะเนื้อเยื่อ ต้องการต้นพันธุ์ไปปลูก ต้องหาวิธีขยายพันธุ์ ซึ่งทำได้วิธีเดียวคือการแยกหน่อ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ปลูกด้วยการแยกหน่อ ต้นเพาะเนื้อเยื่อ หรือแม้แต่ยังมีผู้สนใจการเพาะด้วยเมล็ดก็ตาม ผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในทุกๆ สายพันธุ์ขณะนี้ ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค