ไก่พม่าง่อน ส.ตรัยเพชร ฟาร์ม ราชบุรี ฟอร์มดี ไม่มีตก

ในอดีตกีฬาชนไก่ เป็นกีฬาพื้นบ้านยอดฮิตของผู้ชาย ได้รับการส่งเสริม สนับสนุน ตามยุคสมัย ต่อเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน ไก่ชน และ สนามชนไก่ กลับกลายเป็นกีฬาในหมู่หรือเฉพาะกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบกีฬาชนไก่เท่านั้น แม้ว่าสนามชนไก่จะมีทุกจังหวัดก็ตาม ปัจจุบัน สนามชนไก่ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ คือ สนามกีฬาไก่ชนเทิดไท ตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ

เกมกีฬาชนิดนี้ ต้องขึ้นกับความชอบแต่ละบุคคล บางรายเพียงแค่ได้ชมชั้นเชิง และการออกลวดลายการชนไก่ ก็เท่ากับได้ผ่อนคลายสบายอารมณ์ แต่บางรายอาจมีการพนันขันต่อเข้ามาเกี่ยวข้อง ขึ้นกับความชอบและความสมัครใจ

หากไก่ชนตัวใด ได้เข้าชิงชัยในสนามชนไก่ มีจำนวนไฟต์เป็นเครื่องการันตี มูลค่าราคาไก่ก็สูงขึ้นตามลำดับ

ส.ตรัยเพชร ฟาร์ม เป็นแหล่งที่มาของไก่ชนที่มากไฟต์ และที่สำคัญในหลายไฟต์ที่ชน ลงในสนามไก่ชนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ อย่างสนามกีฬาไก่ชนเทิดไท

คุณจักริน รัตนารามิก หรือ คุณขิง ผู้ดูแล ส.ตรัยเพชร ฟารม์ มาตั้งแต่เริ่มแรก เล่าว่า เดิมทีธุรกิจของครอบครัวเป็นธุรกิจฟาร์มสุกร ทำให้ซึมซับการดูแลและการจัดการภายในฟาร์มมาโดยตลอดตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านการบริหารธุรกิจ จึงหันกลับมาช่วยครอบครัวดูแลฟาร์มสุกร ขณะเดียวกันเมื่อวัยเด็กคุณขิงได้ติดตามคุณพ่อไปดูการชนไก่ ซึ่งเป็นงานอดิเรกที่สร้างความสุขให้กับคุณพ่อ มีโอกาสเห็นการชนไก่ การซ้อมไก่ ทำให้รู้สึกว่า กีฬาชนไก่ เป็นกีฬาอย่างหนึ่งที่น่าสนุก ทั้งยังได้ดูแลไก่ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงอีกชนิดหนึ่งด้วยตัวเอง

“10-12 ปี ที่ผ่านมา ผมกับคุณพ่อเริ่มจริงจังกับการผสมพันธุ์ไก่ชน เพื่อให้ได้ไก่ชนสายพันธุ์ดี ไว้สำหรับกีฬาชนไก่ ในช่วงแรกก็ซื้อไก่ชนจากฟาร์มทั่วไป ในราคา 20,000-30,000 บาท มาผสม แต่ก็ไม่ได้ลูกไก่ที่มีความเก่งอย่างที่ต้องการ ทำให้ต้องเฟ้นหาไก่ชนสายพันธุ์ดีมาผสม ตัวแรกที่ซื้อมา ชื่อเจ้ายอดขนุน เป็นไก่ชนที่ลงสนามชนเพียงไฟต์เดียว แต่เดิมพันในไฟต์นั้นสูงถึงข้างละ 1 ล้านบาท และครั้งนั้น เจ้ายอดขนุนก็ชนะ แต่เสียดวงตาไป 1 ข้าง”

คุณขิง เล่าว่า เจ้ายอดขนุนเป็นพ่อพันธุ์ที่ดีตัวหนึ่ง แม้จะปลดระวางจากการชนในสนาม เพราะเสียดวงตาในครั้งนั้น แต่ก็ให้ลูกที่ดีหลายครอก ซึ่งต่อๆ มาพยายามหาแม่พันธุ์ที่สายพันธุ์ดีมาผสมกับเจ้ายอดขนุน เมื่อได้ลูก ก็หาไก่เพศผู้สายพันธุ์ดีมาผสมกับเพศเมียที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่ดีขึ้น ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถึงปัจจุบัน ฟาร์มเราได้ลูกไก่สายพันธุ์ดีและได้มาตรฐานไก่ชนแล้ว”

ที่ ส.ตรัยเพชร ฟาร์ม ใช้ไก่เพียง 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์พม่า และ สายพันธุ์เวียดนาม หรือ ไซง่อน ข้อดีของสายพันธุ์พม่า คือ ฉลาด มีชั้นเชิง มีความแม่นยำในการตี และว่องไว แต่มีข้อเสีย คือ โครงร่างเล็ก ส่วนสายพันธุ์ไซง่อน มีข้อดีตรงที่ มีโครงร่างใหญ่ กระดูกใหญ่ หนังหนา มีความแข็งแกร่ง แต่ข้อเสียของสายพันธุ์นี้ คือ เชื่องช้า และชั้นเชิงน้อย

การนำสองสายพันธุ์มาผสมกัน และคัดเลือกให้ได้สายพันธุ์ที่ดีในท้ายที่สุด จะได้ไก่ชนที่มีลักษณะเด่น คือ โครงร่างใหญ่ ว่องไว แข็งแกร่ง ฉลาด มีชั้นเชิง มีความแม่นยำในการตี กลบข้อเสียของ 2 สายพันธุ์นี้ไปหมด เรียกสายพันธุ์ที่ผสมขึ้นนี้ว่า สายพันธุ์พม่าง่อน

การผสมให้ได้สายพันธุ์ดีในไก่ชน ของ ส. ตรัยเพชร ฟาร์ม คุณขิง เล่าให้ฟังว่า คุณพ่อเป็นผู้ผสมเพียงคนเดียว ส่วนเขาทำหน้าที่คัดเลือกไก่ ซ้อมไก่ให้ได้ตามโปรแกรม และคัดเลือกไก่เก่งออกสนามชนไก่ นอกจากนี้ ยังต้องควบคุมทุกขั้นตอนหลังการผสมต่อจากคุณพ่อ เช่น การแยกกรงหลังจากแม่ไก่ออกไข่ การฟักไข่ การอนุบาลลูกไก่ เป็นต้น

การผสมพันธุ์ จะปล่อยพ่อพันธุ์ไว้กับแม่พันธุ์จนกว่าจะแน่ใจว่า แม่ไก่ได้รับการผสมแล้ว หรือ ใช้วิธีจับพ่อไก่ทับแม่ไก่ เพื่อให้แน่ใจว่าแม่ไก่ได้รับการผสมแล้วแน่นอน หลังจากนั้น เมื่อแม่ไก่เริ่มออกไข่ ให้แยกไก่เพศผู้ออก และรอให้แม่ไก่ออกไข่จนครบ จากนั้นย้ายไก่และแม่ไก่ไว้ที่ห้องฟัก ทิ้งให้แม่ไก่ฟักไข่ตามธรรมชาติ หลังจากฟักครบทุกใบแล้ว ก็ย้ายแม่ไก่และลูกไก่ไว้ห้องเลี้ยง ทิ้งให้แม่ไก่เลี้ยงลูกเองตามธรรมชาติ จนลูกไก่อายุ 30-45 วัน จึงแยกลูกไก่ออกมาในกรงอนุบาล เพื่อดูเพศ ทำวัคซีนตามโปรแกรม ก่อนฝังไมโครชิปที่ปีก และจดบันทึกประวัติ

“ที่นี่ให้แม่ไก่ฟักไข่และเลี้ยงลูกเอง การปล่อยให้แม่ไก่ฟักเองด้วยวิธีธรรมชาติ อัตราการรอดของลูกไก่เกือบ 100% และโอกาสพิการมีน้อยมาก พื้นในห้องฟักใช้หญ้าเป็นวัสดุรองและมีความโค้ง ช่วยให้ลูกไก่ทรงตัวได้ดี”

คุณขิง บอกด้วยว่า อาหารที่มีโปรตีนสูง จำเป็นสำหรับลูกไก่และไก่ชนที่ฟิตซ้อมเพื่อลงสนามมาก ดังนั้น ไก่ที่มีอายุตั้งแต่ 45 วัน ขึ้นไป ถึง 7 เดือน ยังเป็นไก่ที่ปล่อยให้หากินตามธรรมชาติ และให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็นปกติ มีให้อาหารหมู สร้างโปรตีนบ้าง แต่หลังจากไก่อายุ 7 เดือนขึ้นไป จะเลือกไก่ที่มีความพร้อมเข้าสู่สนามชนไก่ นำมาครอบสุ่ม เพื่อเข้าสู่โปรแกรมการออกกำลังกายและฟิตซ้อม ก่อนคัดเลือกไก่ที่มีแววเป็นแชมป์ ลงแข่งขันในสนาม

ไก่อายุ 7 เดือนขึ้นไป เป็นไก่ที่เตรียมก่อนออกสู่สนามชนไก่ ต้องอาบน้ำทุกวัน เวลาประมาณ 08.00-09.00 น. หลังอาบน้ำ ต้องตากแดดให้ขนแห้ง ประมาณ 30 นาที และการตากแดดในทุกครั้งเป็นการรีดไขมันให้กับไก่ จากนั้นนำไปออกกำลังกายตามโปรแกรมที่วางไว้ เช่น การกระโดดข้ามกล่อง ความสูง 1.20 เมตร ส่วนอาหารของไก่อายุ 7 เดือนขึ้นไป จะเสริมอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อต้มหรือหมูต้ม 1-2 ชิ้น ต่อวัน และเสริมด้วยสมุนไพรตำละเอียดปั้นเป็นลูกกลอน วันละ 1-2 เม็ด

หลังอาบน้ำไก่ในตอนเช้า จะเข้าขั้นตอนการซ้อม เช่น ลงนวม พันเดือย ปล้ำโดยใส่กระจับปาก ฝึกจนเห็นว่าไก่เหนื่อยก็หยุด หากเห็นว่าไก่หายเหนื่อยแล้วก็ฝึกต่อ ทำอย่างนี้จนถึงเย็น อย่างไรก็ตาม ไก่ที่มีแววจะลงสนามแข่งได้ ก่อนการแข่งขัน ประมาณ 3 สัปดาห์ ไก่ชนตัวนั้นจะต้องเพิ่มโปรแกรมพิเศษ คือ การฝึกซ้อมหนักกว่าเดิมเท่าตัว และอาบน้ำเช้า-บ่าย ด้วย

ส.ตรัยเพชร ฟาร์ม มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “ซุ้มจักริน” ซึ่งคุณขิง บอกว่า ไก่ชนจากซุ้มจักรินเริ่มต้นลงสนามด้วยราคาเดิมพันหลักหมื่น 1-2 ครั้ง จากนั้นจะก้าวสู่สนามที่มีเดิมพันสูงหลักแสน

ปัจจุบัน พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ ของ ส.ตรัยเพชร ฟาร์ม มีมากถึง 50 ตัว และทุกตัวไม่ขาย

คุณขิง ให้ข้อมูลว่า การพิจารณาเลือกซื้อไก่ชน มูลค่าหรือราคาไก่จะสูงแค่ไหน ขึ้นกับชั้นเชิงของไก่ที่ลงสนามชน จำนวนไฟต์ และสายพันธุ์ ซึ่งที่ผ่านมาไก่จาก ส.ตรัยเพชร ฟาร์ม เคยมีไก่ชนที่มีคนมาติดต่อขอซื้อในราคาหลักแสนและหลักล้านบาทมาแล้ว

ก่อนหน้านี้ 1 ปี ลูกไก่จาก ส.ตรัยเพชร ฟาร์ม จะมีจำหน่ายแก่ผู้ที่รักและสนใจไก่ชน แต่ราว 1-2 ปี ที่ผ่านมา ส.ตรัยเพชร ฟาร์ม งดจำหน่ายลูกไก่ชนชั่วคราว เนื่องจากไก่เก่งที่สุดต้องเข้าสนามชน เหลือเพียงไก่เก่งรอง ดังนั้น หากจะขายลูกไก่หรือไก่ชนที่ไม่ได้เก่งที่สุดให้กับผู้ซื้อ เท่ากับเป็นการเอาเปรียบผู้ซื้อ คุณขิงและคุณพ่อ จึงตัดสินใจงดจำหน่ายชั่วคราว แต่คาดว่าภายในปีหน้า จะสามารถเปิดจำหน่ายลูกไก่และไก่ชน ให้กับผู้ที่รักและสนใจไก่ชนได้

สนใจขอความรู้เพิ่มเติมได้ที่ ส.ตรัยเพชร ฟาร์ม เลขที่ 95/1 หมู่ที่ 6 ตำบลวัดแก้ว อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ส.ตรัยเพชร ฟาร์ม ยินดีให้คำแนะนำจำปีด่างศรีเกษม น้อยคนนักที่จะรู้จัก คงสงสัยว่าเป็นยังไง แตกต่างจากจำปีทั่วไปไหม ลักษณะสีของใบจะต่างกันมากน้อยแค่ไหน แต่สวนของลุงจ้อยไม่ได้มีแค่นี้ ยังมีมะกรูดหวาน ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ทางเทคโนโลยีชาวบ้านของเราได้รับความกรุณาจาก คุณสุชิน ศรีเกษม (ลุงจ้อย) จากจังหวัดฉะเชิงเทรา มาแนะนำจำปีด่าง ให้เราได้รู้จักกันคุณสุชิน ศรีเกษม เกิดปี พ.ศ. 2491 อยู่บ้านหนองหว้า เลขที่ 2/1 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาในปี 2517 ได้แต่งงานกับ คุณวันทอง พึ่งเกษม จากนั้นประกอบอาชีพทำไร่มันสำปะหลังต่อจากแม่ภรรยาที่แบ่งที่ดินให้

แต่พบว่าพืชไร่รายได้ไม่ดี จึงเริ่มปลูกไม้ผลประเภท มะม่วง ขนุน กล้วย และไม้ผลพื้นเมืองต่างๆ ซึ่งช่วงแรกทำเงินไม่ได้เลย

อยู่มาระยะหนึ่ง ได้รู้จักกับคนบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เขาบอกว่าต้นไม้สามารถขยายพันธุ์ได้โดยไม่ต้องอาศัยเมล็ด และได้แนะนำการทาบกิ่งมะม่วง หลังจากนั้นก็ลองทำเอง ผิดบ้างถูกบ้าง พอมีกิ่งพันธุ์ไม้ก็นำมาขาย แต่ไม่ค่อยมีคนซื้อเพราะตอนนั้นยังขายไม่เก่ง

มะม่วงที่ปลูกอยู่มีไม่ต่ำกว่า 30 พันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ฟ้าลั่น เขียวเสวย โชคอนันต์ อาร์ทูอีทู จักรพรรดิ งาช้างแดง ซานหลิน ราคาประมาณต้นละ 50 บาทขึ้นไป แล้วแต่ขนาดต้น มะม่วงที่ขอแนะนำเป็นกรณีพิเศษจริงๆ คือมะม่วง “ขายตึก” มะม่วงยอดนิยมของจังหวัดฉะเชิงเทรา

ที่สวนยังมีไม้ประดับด้วย…ที่ขายดีที่สุด ก็จะเป็นพวกว่าน คือว่านเสน่ห์จันทน์ขาว แล้วก็มีไม้ด่าง อย่าง ส้มเช้งด่าง กล้วยด่าง จั๋งด่าง ละมุดด่าง จันทน์ผาด่าง แล้วก็มีใบจามจุรีขาย ปลูกในพื้นที่ 20 ไร่

จามจุรีที่ครอบครัวนี้ปลูก เก็บใบขายได้ต่อเนื่อง โดยที่การจัดการไม่มีอะไรมาก ปีแรกๆ อาจจะต้องกำจัดวัชพืชให้ แต่เมื่ออายุของต้นมากขึ้น ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องกำจัดวัชพืช ผลผลิตใบก้ามปูมีคนมาซื้อไปเป็นวัสดุปลูกต้นไม้ ถึงแม้ราคาขายไม่แพง แต่ต้นทุนการผลิตต่ำ

ดาวเด่นตอนนี้คือ จำปีด่าง และมะกรูดหวาน

จำปีด่าง “ศรีเกษม” ไม้สุดสวย

ลุงจ้อย บอกว่า ตนเริ่มขยายพันธุ์ไม้ประดับ พวกจำปี-จำปา แล้วบังเอิญมีต้นจำปีเกิดการกลายพันธุ์ออกมากิ่งหนึ่ง เป็นจำปีด่างใบเหลือง หลังจากนั้นก็นำมาทดลองขยายพันธุ์ ทาบกิ่งบ้าง ติดตาบ้าง ทดลองไปมาอยู่ไม่ต่ำกว่า 15 ปี ไม่กล้าขายกลัวมันกลายกลับมาเป็นใบสีเขียว ทำจนแน่ใจว่าใบจะไม่กลายกลับไปเป็นสีเขียวอีกแล้ว จึงเริ่มเผยแพร่

“แน่นอนรับรองได้เลย ไม่กลับเป็นใบเขียวแล้ว สีของดอกจะเป็นสีขาว แต่ช่วงที่กำลังโตดอกจะมีลายเป็นสีเขียวตามกลีบ แล้วหลังจากโตก็กลายมาเป็นสีขาวเหมือนเดิม ดอกมีทั้งปี ช่วงที่ออกดอกมาก อยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แล้วได้ตั้งชื่อว่า จำปีศรีเกษม ตั้งตามนามสกุล” ลุงจ้อย บอก

วิธีการขยายพันธุ์…ใช้การทาบกิ่ง ติดตา แต่วิธีพวกนี้จะทำยากกว่าไม้ใบเขียวนิดหน่อย

ดินที่ใช้ปลูก…ดินร่วนปนทราย ที่แฉะน้ำหรือชุ่มจะไม่ดี…ปุ๋ยก็ใส่ไม่มาก ส่วนใหญ่ปล่อยตามธรรมชาติ

“จำปีด่างของผมมี 2 เบอร์ ตัวแรก เบอร์ 1 จำหน่ายมานานแล้ว ความด่างนั้นมีสีเขียวแซมปนที่ใบ ราคาต้นนละ 100 บาท ส่วนเบอร์ 2 ด่างเหลืองชัดเจน…ยังไม่ได้นำออกจำหน่าย อีกทั้งยังไม่ได้ตั้งราคา เมื่อหนังสือที่มาสัมภาษณ์นี่ออกวางแผง โทร.มาถามได้” ลุงจ้อย บอก

ลุงจ้อย ยังบอกอีกว่า ที่สวนของลุงไม่ได้มีแค่จำปีด่างอย่างเดียว ที่น่าสนใจยังมีมะกรูดหวาน

ในช่วงปี 2547 ที่ลุงเริ่มปลูกมะกรูดเพื่อจะเพาะพันธุ์ไว้ขายตั้งเป็นพันต้น บังเอิญปีนั้นมันแห้งแล้งจัดมะกรูดที่เพาะไว้ตาย

“บังเอิญว่ามะกรูดต้นที่มันกลายพันธุ์มันไปอยู่ใกล้กับต้นมังคุด ซึ่งคนงานเขารดน้ำต้นมังคุดมันเลยรอดอยู่ เมื่อไปดูปรากฏว่าหนามมันยาวและมากผิดปกติ หนามมันยาวมาก ก็เลยรู้ว่ามันกลายแต่ไม่รู้ว่ามันจะกลายเป็นดีหรือเสีย เลยบอกให้คนงานดูแลไม้ต้นนี้หน่อยมันกลายพันธุ์แล้ว รอดูลูกอีกทีว่ามันเป็นแบบไหน อยู่มานานจนออกลูก ผมเองก็ไม่ได้ไปดูจนคนงานเข้ามาบอก มะกรูดของลุงมันหวานนะ จึงได้รู้ว่ามันออกลูกมาได้ 2-3 ปีแล้ว ถึงได้รู้ว่ามันมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ผลก็ไม่ได้ใหญ่มาก จึงตั้งชื่อพันธุ์ว่า มะกรูดพันธุ์…หวานแปดริ้ว”

วิธีการขยายพันธุ์…มีทั้งติดตา ทาบกิ่ง

วิธีการเตรียมดินปลูก…ลุงจ้อย แนะนำว่า อย่างแรกเลยคือขุดหลุมเอาหน้าดินมากองไว้แถบหนึ่ง แล้วเอาดินก้นหลุมมากองไว้อีกด้านหนึ่ง พอเสร็จแล้วก็ตากดินไว้ให้แห้งดี ประมาณ 1 เดือน แล้วพอดินแห้งดีก็เอาดินข้างบนที่ตากไว้ลงไปในหลุม พอเสร็จแล้วก็นำต้นไม้มาลง ตามด้วยเอาดินจากก้นหลุมกลบข้างบน เพราะดินข้างบนมีปุ๋ยและวัชพืชอยู่แล้วต้นไม้ชอบ ส่วนดินก้นหลุมไม่ค่อยมีปุ๋ยและวัชพืชก็เลยเอามาไว้ข้างบนและจะทำให้หญ้าขึ้นช้าด้วย

การเตรียมดินในลักษณะอย่างนี้ ใช้กับไม้ชนิดอื่นได้

ลุงจ้อย บอกว่า มะกรูดหวาน ใบกลิ่นไม่หอมเหมือนมะกรูดทั่วไป แต่รสชาติเด่น กินเป็นผลไม้ อย่างพืชตระกูลส้ม “มะกรูดออกผลทั้งปี มากบ้างน้อยบ้าง เริ่มทำกิ่งพันธุ์แล้ว เพราะมีผู้สนใจ” ลุงจ้อย บอก

หากใครสนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือซื้อต้นพันธุ์ สอบถามได้ที่เบอร์โทร. (081) 855-0654 (ลุงจ้อย) บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี.จำกัด ร่วมกับสโมสรเซเรโซ โอซาก้า จัดการแข่งขันฟุตบอลเซเรโซคัพครั้งที่ 2 ประจำปี 2562 เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ผ่านการแข่งขันฟุตบอล โดย มร. ชินจิ ซุเอนางะ ประธานบริษัทยันม่าร์ เอส พี จำกัด เป็นประธานเหรียญและถ้วยรางวัลให้กับเยาวชนที่ชนะเลิศในรุ่น 8 ปี 10ปี 12 ปี และ 14 ปี ณ สนามมูลนิธิยามาโอกะฮานาซากะ รังสิต คลองสี่

สัมผัสเมืองกรุงในเส้นทาง Siam Hop กับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์”

สัมผัสคุณค่าแห่งสยาม สืบสานเอกลักษณ์และวิถีชีวิตอันมีเสน่ห์ ณ ชุมชนเจริญไชย กรุงเทพมหานคร เสพศิลป์กลิ่นอายประวัติศาสตร์ที่มิวเซียมสยาม พร้อมลิ้มรสอาหารคาวหวานเจ้าเก่าชื่อดังย่านท่าพระอาทิตย์ อิ่มเอมท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขรอบเมืองกรุงไปกับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์”

ท่องเที่ยวเส้นทางรอบกรุงกับ “Siam Hop” รถบัสท่องเที่ยวแสนสบาย พร้อมบริการนักท่องเที่ยวถึง 4 เส้นทาง ซึ่งฝรั่งหัวใจไทยอย่าง “แดเนียล เฟรเซอร์” จะพาแฟนรายการ “หลงรักยิ้ม” ไปสัมผัสเส้นทางสายประวัติศาสตร์ หลงเสน่ห์วิถีชีวิตพื้นบ้าน ณ ชุมชนเจริญไชย แวะชมพิพิธภัณฑ์บ้านเก่าเล่าเรื่อง แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีน พร้อมสืบสานวิธีพับกระดาษในพิธีไหว้เจ้าในยุคโบราณ ครื้นเครงไปกับนิทรรศการชุดถอดรหัสไทยได้ที่ มิวเซียมสยาม จากนั้นไปขอพรไหว้พระที่ “ศาลเจ้าพ่อเสือ” พลาดไม่ได้กับความอร่อยจากร้านซาลาเปาเจ้าเก่าชื่อดัง และกาแฟขึ้นชื่อที่ต้องไปลอง ณ ร้าน “Foxhole” ต้อนรับด้วยเมนูซิกเนเจอร์อย่าง “กาแฟผสมกะทิ” ส่งท้ายความอร่อยกันที่ถนนพระอาทิตย์จาก “ร้านการิมโรตีมะตะบะ” ร้านอาหารขึ้นชื่อที่เปิดให้บริการมากกว่า 80 ปี โดยมีสองเมนูขั้นเทพอย่าง “โรตีและมะตะบะ” ที่เป็นตัวชูโรง อีกทั้งยังคงรสชาติแบบดั้งเดิมไว้อย่างลงตัว

อิ่มท้องกับอาหารตระการตรา สัมผัสเสน่ห์ถนนสายประวัติศาสตร์ เที่ยวเมืองกรุงกับฝรั่งยิ้มกว้าง แดเนียล เฟรเชอร์ ในรายการหลงรักยิ้ม วันที่ 9 มีนาคม2562 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) พร้อมรับข่าวสารต่างๆ ของรายการได้ทา

สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมได้มากกว่า 900 ล้านบาท/ปี ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 30% สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำความเชี่ยวชาญนวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยพัฒนาและจัดระเบียบองค์ความรู้ ถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการให้เกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area based) มุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศได้มากกว่า 900 ล้านบาท ต่อปี ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30

ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว.นำความเชี่ยวชาญนวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยพัฒนาและจัดระเบียบองค์ความรู้แล้ว ไปถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการให้เกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area based) ที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านการดำเนินงานโครงการสำคัญ อาทิ โครงการยกระดับโอท็อปในพื้นที่ 10 จังหวัดยากจน โครงการคูปองวิทย์เพื่อโอท็อป และโครงการบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ เป็นต้น

โดยการดำเนินงานของ วว. ให้ความสำคัญในการบูรณาการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ให้มีช่องทางเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการเชิงพื้นที่ได้อย่างชัดเจน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ผ่านการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภายในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กลไกประชารัฐ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยราชภัฏ สถาบันอาชีวศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาในพื้นที่ สถาบันการเงิน ห้างร้านจำหน่ายสินค้า มากกว่า 20 เครือข่าย ตลอดตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดและค้าขายได้จริง อันนำไปสู่การพัฒนางานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) อย่างต่อเนื่อง

“…วว.เสริมสร้างความรู้ทางนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการ (Innovative Literacy) โดยมีจำนวนผู้เข้ารับการถ่ายทอดความรู้และเรียนรู้ด้าน วทน. ในปี 2561 จำนวน 2,895 ราย จำนวนประชาชนในชนบทได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี 2,803 ราย ถ่ายทอดเทคโนโลยีทักษะเข้มข้น (Skill Intensive) ให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน จำนวน 430 ราย มีมูลค่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area based) จากการประเมินโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถด้านวัตถุดิบ

ผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์กระบวนการ มาตรฐาน และเครื่องจักร ตลอดจนประชาชนที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีเชิงสังคม สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศได้มากกว่า 900 ล้านบาท ต่อปี ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30 ของปีที่ผ่านมา และสรุปผลการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ของโครงการยกระดับโอท็อป 10 จังหวัดยากจน คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 2,946.2267 ล้านบาท SROI = 1 : 7.75 (1 บาท ได้คืน 7.75 บาท) ส่งผลให้ GDP 10 จังหวัดขยายตัว 0.92% ต่อปี…” ผู้ว่าการ วว.กล่าวถึงความสำเร็จในการดำเนินการสร้างรายได้วิสาหกิจชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต กล่าวต่อว่า การสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและชุมชนในระดับฐานราก วว. มุ่งเน้นแนวคิดการแปรรูปผลิตผลจากทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีจุดเด่นเอกลักษณ์เป็นของตนเองที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมในท้องถิ่น โดยได้นำนวัตกรรม ปัญญา เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เข้าไปมีส่วนสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ดังนี้ 1. ส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีพร้อมใช้อย่างทั่วถึง เพื่อพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และความสามารถในการผลิตสินค้าโอท็อป

โดยบูรณาการหลายหน่วยงานให้ดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพัฒนา เทคโนโลยีมุ่งเป้าเพื่อแก้ไขปัญหารายพื้นที่ และรายผลิตภัณฑ์ 2. พัฒนาและยกระดับด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้การรับรองมาตรฐาน (Product Certification) เพื่อสร้างความแตกต่างและยกระดับผลิตภัณฑ์ ด้วยการให้บริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพและมาตรฐานสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และ 3. พัฒนาด้านบริหารจัดการโดยช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายให้เกิดการรวมกลุ่มร่วมผลิต ร่วมจำหน่ายสินค้า เชื่อมต่อการเข้าแหล่งทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา ช่องทางการตลาดเพื่อขยายโอกาสทางการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายช่องทางการตลาดใหม่ๆ เช่น การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) และ e-Market