ได้ขอบคุณทางสมาคมเพื่อนชุมชน โดยกล่าวว่า

ทางสมาคมเปรียบเสมือนเพื่อนคู่คิดที่ช่วยคิด ช่วยทำ ช่วยแก้ปัญหา ทั้งยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานให้โรงเรียนวัดกรอกยายชาได้ทำงานกับทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันพัฒนาสิ่งแวดล้อมในชุมชนใหัดีขึ้น โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ทุกคนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีรายได้เสริม สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเกื้อกูลกันอย่างมีความสุข

เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พุทธศักราช 2562 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำ “โครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสสำคัญนี้

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ในไร่นาและชุมชน ลดการเผาวัสดุเหลือใช้ และส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นปัจจัยการผลิตและพลังงานชีวมวล ซึ่งจากสถานการณ์ที่ผ่านมาได้เกิดปัญหาวิกฤตหมอกควันปกคลุม และเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยมีสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง คือ การเผาในพื้นที่การเกษตร ซึ่งการเผาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังส่งผลเสียต่อการทำอาชีพการเกษตรโดยตรง กล่าวคือ การเผาในพื้นที่การเกษตรเป็นการทำลายโครงสร้างและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรม ขาดความอุดมสมบูรณ์ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และผลผลิตที่ได้รับต่ำกว่าที่ควรจะเป็นด้วย ดังนั้น จึงได้สนับสนุนการนำเศษวัสดุการเกษตรมาทำประโยชน์ เพิ่มมูลค่า ทดแทนการเผา

รูปแบบการดำเนินงานได้ใช้กลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า เกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ 882 แห่ง ร่วมกับศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ซึ่งมีผู้นำเกษตรกรที่มีความเข้มแข็งและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรที่มีเครือข่ายครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ มาดำเนินการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร จำนวนไม่น้อยกว่า 26,460 ราย โดยมีกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ก่อให้เกิดความสามัคคีในชุมชน อีกทั้งสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับวัสดุการเกษตรเหลือใช้ในไร่นา เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมสร้างสมดุลระบบนิเวศในชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ประเทศไทย มีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นจำนวนมากถึง 43 ล้านตัน ต่อปี แต่มีการนำมาใช้ประโยชน์เป็นส่วนน้อย และได้ถูกปล่อยทิ้งไว้ในพื้นที่เพาะปลูกหรือถูกเผาทิ้ง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมลพิษหมอกควัน กรมส่งเสริมการเกษตรตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และได้ดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่ ปี 2557 และสำหรับในปี 2562 ได้จัดทำ “โครงการรวมพลังสร้างมูลค่าจากไร่นาสู่สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติถวายในหลวง รัชกาลที่ 10 ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้ ซึ่งโครงการได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2562 – พฤษภาคม 2563 โดยรณรงค์ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ในไร่นาและชุมชน ผ่านกิจกรรมการอบรมถ่ายทอดความรู้เรื่องการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรและการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อจำหน่ายเป็นพลังงานชีวมวลให้แก่ผู้รับซื้อผ่านการเชื่อมโยงตลาด โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และศูนย์เครือข่ายทั่วประเทศ เป็นผู้ขับเคลื่อนดำเนินงาน เพื่อสร้างทางเลือกในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดมูลค่า ซึ่งเกษตรกรจะมี 8 ทางเลือก ในการดำเนินกิจกรรม ดังนี้

ทางเลือกในการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้การเกษตรให้เกิดมูลค่า ได้แก่ ทางเลือกที่ 1 การไถกลบตอซังฟางข้าว ใบอ้อย หรือเศษซากพืช เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ ของดิน คืนชีวิตให้ดิน ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้รับผลผลิตสูง มีรายได้เพิ่มขึ้น ทางเลือกที่ 2 นำเศษตอซังฟางข้าว หรือเศษวัสดุการเกษตรอื่นๆ ที่เหลือทิ้งในแปลงเพาะปลูก มาทำปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทางเลือกที่ 3 นำเศษวัสดุการเกษตรมาใช้เลี้ยงสัตว์ เช่น นำมาอัดก้อน หรือนำมาทำอาหารหมักเพื่อใช้เลี้ยงโค ทางเลือกที่ 4 นำมาใช้ประโยชน์เป็นพลังงานทดแทน

โดยนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งหรืออัดก้อน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการอุตสาหกรรม หรือนำมาใช้ทำอาหารในครัวเรือน ทางเลือกที่ 5 นำมาเพาะเห็ด นำมาผลิตกระดาษ หรือของประดับ ทางเลือกที่ 6 นำเศษใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้าแห้งมาคลุมบริเวณโคนต้นพืช เก็บรักษาความชื้น “อุ้มน้ำ อุ้มปุ๋ย” ทางเลือกที่ 7 นำเปลือกซังข้าวโพดหรือฟางมาทำวัสดุเพาะปลูกทดแทนการเผา ซึ่งจะช่วยลดการเผา และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และทางเลือกที่ 8 จำหน่ายวัสดุเหลือใช้การเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษไม้กากปาล์ม กากมัน ซัง ข้าวโพด เศษไม้ ขยะ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานชีวมวล (Biomass)

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นพลังงานชีวมวล ระหว่างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) กับ บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) นำร่องดำเนินการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่แจ่ม, สารภี, ดอยหล่อ, เชียงดาว และดอยเต่า

โดยพิจารณาศักยภาพความพร้อมของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) และเครือข่ายว่ามีความพร้อมและความต้องการขายเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ไม่สามารถย่อยสลายหรือนำมาทำเป็นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์ได้ และมีคุณสมบัติที่สามารถนำมาเป็นปัจจัยการผลิตพลังงานชีวมวล และพื้นที่ต่อไปที่คาดว่าจะมีความพร้อมและความต้องการขายเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อผลิตเป็นพลังงานชีวมวลของ ศพก. อีกหนึ่งแห่ง คือ อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งนี้ ในส่วนของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการจะดำเนินกิจกรรมร่วมกับเกษตรกรในการสร้างคุณค่าและมูลค่าของเศษวัสดุทางการเกษตร ให้ความรู้ ความเข้าใจ กับชุมชนถึงประโยชน์จากเถ้า จากโรงไฟฟ้าชีวมวล ส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชน และเกษตรกรในการนำไปต่อยอดสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

พร้อมทั้งการนำเถ้าชีวมวลไปพัฒนาเป็นปุ๋ยอินทรีย์และการปรับปรุงดิน ตลอดจนกำหนดพื้นที่ในการรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรมาสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มที่เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร นับเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือในการดำเนินการร่วมกันเพื่อสร้างมูลค่าจากวัสดุการเกษตรของเกษตรกร ลดการเผาวัสดุการเกษตร เสริมสร้างรายได้แก่เกษตรกร สร้างสมดุลระบบนิเวศแก่ชุมชนต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร เชื่อมั่นว่า โครงการดังกล่าว จะเป็นโครงการดีๆ อีกหนึ่งโครงการที่มีส่วนช่วยผลักดันให้คนไทยหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพด้านการเกษตร ก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีในชุมชน เป็นการทำความดีด้วยหัวใจ ลดพิษภัยสิ่งแวดล้อม ถวายในหลวง รัชกาลที่ 10 และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับวัสดุการเกษตรเหลือใช้ในไร่นา เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมสร้างสมดุลระบบนิเวศในชุมชนอย่างยั่งยืน และนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้นต่อไป

เสน่ห์เมืองเล็กริมฝั่งโขง “หนองบัวลำภู” สัมผัสวิถีพื้นบ้าน กับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” พาท่องเที่ยวสุดม่วนภายใต้คอนเซ็ปต์ “ม่วนคักฮัก ISAN” ชมวิถีชีวิตอันเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ ลิ้มรสอาหารพื้นบ้านชื่อแปลก เรียนรู้กลยุทธ์การขุดปูนาจำศีล เพลินเพลิดไปกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านจากภูมิปัญญาโบราณ

เยือนแหล่งท่องเที่ยวแห่งความศรัทธา ชมบันได 528 ขั้นที่ถ้ำผาเจาะ อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู ถ้ำภูเขาหินแกรนิตสุดอันซีน พร้อมสัมผัสวิถีชาวไร่ ณ หมู่บ้านกุดฮู อำเภอสุวรรณคูหา โดยปราชญ์ชาวบ้านสอนวิธีการขุดปูนาจำศีล เพื่อนำไปเป็นส่วนประกอบในอาหารพื้นบ้าน พร้อมลิ้มรสชาติอาหารสุด แซ่บสไตล์อีสาน ไม่ว่าจะเป็น นิลจาก้อง ขุนทองคะนองลำ ผัดนางฟ้าชมสวน และกอดน้องแน่นๆ เรียกได้ว่าเป็นเมนูที่มีชื่อไม่คุ้นหูเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้บ้านกุดฮูยังมีหัตถกรรมสุดประณีตอย่าง ผ้าคลุมไหล่ทอมือ ผลงานขึ้นชื่อประจำหมู่บ้าน จากนั้นไปชมของเล่นพื้นบ้านจากภูมิปัญญาโบราณอย่าง บาซูก้า หรือเรียกอีกอย่างว่า บั้งโผ ที่หมู่บ้านหนองโสน อำเภอนากลาง บาซูก้ามีลักษณะคล้ายท่อ ภายในเจาะรูไว้บรรจุกระสุนลูกไม้ เป็นของเล่นอันโปรดปราดของเด็กๆ ในหมู่บ้านเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีเครื่องดนตรีพื้นบ้านภูมิปัญญาโบราณที่เรียกว่า โหวด หรือ โบด เป็นเครื่องดนตรีในภาคอีสานประเภทเครื่องเป่า หรือ แกว่ง มีรูปร่างคล้ายบั้งไฟ

สัมผัสวัฒนธรรมไทยอีสาน เรียนรู้หัตถกรรมจากภูมิปัญญาโบราณ กับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันเสาร์ ที่ 1 มิถุนายน 2562 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD)

เอไอเอส คว้ารางวัลเวทีระดับโลก WSIS Prizes 2019 จาก UN และ ITU ในฐานะองค์กรที่นำเทคโนโลยีดิจิทัล สร้างอาชีพแด่ผู้พิการได้อย่างยั่งยืน
เอไอเอส คว้ารางวัลเวทีระดับโลก – จากรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านคนพิการในประเทศไทย โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เดือนเมษายน 2562 ที่ผ่านมา พบว่า ในประเทศไทย มีผู้พิการที่ได้รับการออกบัตรประจำตัวคนพิการ จำนวน 1,995,767 คน หรือร้อยละ 3.01 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้มีจำนวนคนพิการในวัยทำงานที่สามารถประกอบอาชีพได้ แต่ยังไม่ได้ประกอบอาชีพ มีจำนวนถึง 151,150 คน คิดเป็นร้อยละ 17.96

เอไอเอส ได้จัดโครงการ “Work Wizard” the digital platform for disability นำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่มีอยู่ภายในองค์กรมาสร้างอาชีพแด่ผู้พิการ เพื่อช่วยลดช่องว่างที่เกิดขึ้นในสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ยืนหยัดอยู่ในสังคมได้อย่างยั่งยืน ซึ่งประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลระดับโลก Champion of WSIS Prizes 2019 จัดขึ้นโดย สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) และ องค์การสหประชาชาติ (United Nation: UN)

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “การดำเนินธุรกิจภายใต้บริบทของภาคเอกชนไทยที่พร้อมช่วยเหลือสังคมในทุกโอกาสและครอบคลุมในทุกหน่วยของสังคม เพื่อช่วยพัฒนาและส่งเสริมให้สังคมเข้มแข็ง เติบโตอย่างยั่งยืน นับเป็นอีกหนึ่งพันธกิจสำคัญที่ เอไอเอส ยึดถือมาตลอด 29 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งโครงการ “Work Wizard” the digital platform for disability เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ เอไอเอส คือพยายามผลักดันและส่งเสริมให้ผู้พิการได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกครอบครัว เอไอเอส สร้างโอกาสทางอาชีพด้วยการนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยผลักดันให้ผู้พิการสามารถปฏิบัติงานได้เทียบเท่ากับคนปกติซึ่งนอกเหนือจากเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคง สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้แล้วเรายังตระหนักถึงคุณค่าในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และศักยภาพของผู้พิการอย่างทัดเทียม

โดยปัจจุบัน เอไอเอส มีพนักงานคอลล์ เซ็นเตอร์ผู้พิการ รวมทั้งสิ้น จำนวน 113 คน แบ่งออกเป็น
ผู้พิการทางการมองเห็น จำนวน 57 คน ผู้พิการทางการได้ยิน จำนวน 9 คน และผู้พิการทางร่างกาย จำนวน 47 คน โดยได้นำเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ซึ่งสนับสนุนต่อความต้องการของผู้พิการที่แตกต่างกัน สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานผู้พิการทางการมองเห็น ได้ติดตั้งโครงข่าย Online สำหรับฮาร์ดแวร์ พร้อมติดตั้งโปรแกรม PPA ตาทิพย์ (Text to Speech ภาษาไทย) เป็นโปรแกรมสังเคราะห์เสียงภาษาไทยช่วยให้พนักงานสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ด้วยตนเองได้อย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ส่วนผู้พิการทางการได้ยิน ได้จัดให้มีซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ Web Cam (iSign) สำหรับการให้บริการ Call Center ภาษามือ ผ่านทาง Web Cam ช่วยให้ทำงานได้สะดวก และสื่อสารได้อย่างเข้าใจมากยิ่งขึ้น และสำหรับพนักงานผู้พิการทางร่างกาย ได้มีการจัดสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ลิฟต์โดยสาร ห้องน้ำ ทางลาด และราวจับ เพื่อให้ผู้พิการทุกคนได้รับความสะดวกและปลอดภัยตลอดช่วงเวลาทำงานอีกด้วย ซึ่ง เอไอเอส เอาใส่ใจดูแลในทุกมิติอย่างรอบด้าน นอกจากนี้

เอไอเอส ยังได้ร่วมมือกับองค์การเพื่อผู้พิการทั่วทั้งประเทศ อาทิ มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ซึ่งได้จัดตั้งศูนย์คอลล์ เซ็นเตอร์ผู้พิการ ในต่างจังหวัด เพื่อเป็นการกระจายการสร้างอาชีพและโอกาสสู่ต่างจังหวัดด้วย เอไอเอส เล็งเห็นว่าผู้พิการจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาและเติบโตไปพร้อมกัน”

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสมาชิกสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ 9 ประเทศ ประกอบด้วย บังกลาเทศ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา พม่า และไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและหาแนวทางในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน หวังสร้างความยั่งยืนยางพาราทั้งระบบ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวว่า ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบที่สำคัญและเป็นกลยุทธ์เชิงอุตสาหกรรมที่มีการใช้ในหลายภาคส่วน รวมถึงการขนส่ง การก่อสร้าง การกีฬาการตกแต่ง และของใช้ในครัวเรือน นอกจากนี้ การทำสวนยางยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการสร้างและรักษาพื้นที่สีเขียว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2555 อุตสาหกรรมยางพาราประสบกับปัญหาด้านราคาทำให้ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์และอุปทานวัตถุดิบยางโลกที่ไม่สมดุล ดังนั้น ประเทศสมาชิกสมาคมผู้ผลิตยางธรรมชาติ

The Association of Natural Rubber Producing Countries (ANRPC) ทั้ง 13 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา พม่า จีน เวียดนาม ปาปัวนิวกินี สิงคโปร์ และไทย จึงมีความเห็นร่วมกันในการหาแนวทาง รูปแบบ และนโยบายในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนการผลิตยางควบคู่กัน การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ภายใต้หัวข้อ ประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ดำเนินการต่อเนื่องจากปี 2561 ณ จังหวัดสงขลา ซึ่งประเทศสมาชิก ANRPC ให้ความสำคัญและความสนใจอย่างยิ่งต่อกระบวนการพัฒนาตลาดกลางยางพาราและการพัฒนากลุ่มเกษตรกรของไทย นับว่าเป็นต้นแบบที่ดีในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานยางพาราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายณกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในฐานะประเทศเจ้าภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสัมมนาครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกผู้ผลิตยางธรรมชาติทุกประเทศ ในการร่วมกันหาแนวทาง หรือรูปแบบในการแก้ปัญหาราคายาง และความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานยางธรรมชาติและเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยางอย่างยั่งยืนทั้งระบบต่อไป”

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ได้กำหนดกรอบแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ เพิ่มสัดส่วนการตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศ รวมทั้งยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตามวิถีพื้นบ้านไปสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ได้การรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล ซึ่งการรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากลจำเป็นต้องมีการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระภายนอกและอาจไม่เหมาะสมกับบริบทการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อขายผลผลิตในท้องถิ่นจึงได้มีการนำระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems : PGS) มาใช้เพื่อให้สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตและชุมชน สามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตในท้องถิ่นด้วยกันเองได้

สศก. จึงได้ดำเนินการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS กรณีศึกษาภาคเหนือ เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรหันมาให้ความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์ โดยจากการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องการรับรองแบบ มีส่วนร่วม พบว่า สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด ถือเป็นต้นแบบเกษตรอินทรีย์ที่เข้มแข็ง มีเป้าหมายส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่หันมาปลูกพืชแบบอินทรีย์แทนการปลูกพืชแบบใช้สารเคมี

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ปัจจุบันมีสมาชิกที่ผ่านการอบรมการทำเกษตรอินทรีย์กว่า 300 ราย โดยมีสมาชิกที่ได้รับการรับรองการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม จำนวน 109 ราย บริหารจัดการโดย นางจันทร์ทอน เสาร์แก้ว ผู้จัดการสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด สำหรับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของสหกรณ์ฯ

ได้แก่ ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องหอมมะลิแดง ข้าวกล้องหอมมะลิ 105 ข้าวเหนียวดำ เมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้าน เต้าเจี้ยว และ ซีอิ๊วขาว ทั้งนี้ ช่องทางการตลาดของสหกรณ์ฯ และสมาชิกสหกรณ์ฯ ประกอบด้วย ร้านค้าสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ที่ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ (ตลาดนัดเจเจมาร์เก็ต) ตลาดต้องชมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เครือข่ายร้านค้าสหกรณ์ในจังหวัดและต่างจังหวัด รวมทั้งยังเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์ อาทิ Facebook และ Line ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ สศก. ได้พุดคุยกับสมาชิกสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด นางขวัญชนก สัตยพานิช ประธานวิสาหกิจชุมชนฮักมีไม้ผล ผู้ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์โดยการรับรองแบบมีส่วนร่วม ได้บอกเล่าว่า ปี 2555 ได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน รวมกลุ่มกันเพื่อต้องการอำนาจต่อรองในการซื้อปัจจัยการผลิตและขายผลผลิตของกลุ่ม จากนั้นจึงเริ่มทำเกษตรอินทรีย์เรื่อยมา จนปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนฮักมีไม้ผล มีสมาชิก 28 คน พื้นที่เกษตรอินทรีย์รวม 100 ไร่ ทำการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ประเภทพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร รวมทั้งมีการแปรรูป โดยผลิตสินค้ามีความหลากหลาย เช่น สะระแหน่ กะเพรา ใบมะกรูด ตะไคร้ ขิง ข่า ใบเตย รวมถึงไม้ผล เช่น เสาวรส มะม่วง สับปะรด ซึ่งเป็นพืชที่ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี โดยผลผลิตของกลุ่มมีตลาดรองรับแน่นอน ได้แก่ ตลาด วันนิมมาน ตลาดศิริวัฒนา ในอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และ CMU Shop ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจการทำเกษตรอินทรีย์โดยการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด โทร. (0 53) 844-357 ซึ่งยินดีให้คำแนะนำแก่ผู้สนใจทุกท่าน

สโลว์ไลฟ์ท่ามกลางธรรมชาติ สัมผัสชนบทวิถีสไตล์ “น่าน” เนิบๆ พาแอ่วเมืองเหนือล้านนาตะวันออก ยลเสน่ห์งานหัตถศิลป์โบราณอันเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา ชื่นชมคุณค่าสถาปัตยกรรมอันงามวิจิตร หนึ่งในมรดกประวัติศาสตร์แห่งน่านนคร

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ รายการ สมุดโคจร On The Way ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์ชุมชน เดินหน้าสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ตลอดจนการสร้างรายได้เข้าชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “เที่ยววิถีเท่” โดย “จ๊อบ-นิธิ สมุทรโคจร” นักเดินทางขาลุยประจำเมืองไทย รับหน้าที่ไกด์อาสาพาเที่ยวเมืองน่านสุดประทับใจ

ต๊ะต่อนยอนออนทัวร์กันที่ บ้านบ่อสวก ดินแดนศิลปะโบราณแห่งชายแดนล้านนาตะวันออก สถานที่ท่องเที่ยวที่มากไปด้วยเสน่ห์แห่งอัตลักษณ์ชุมชน ชมแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาโบราณขนาดใหญ่ บ้านจ่ามนัส อายุราว 600 ปี ซึ่งมีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง เครื่องปั้นดินเผาลายอินธนู และลายปั้นแปะบ่อสวกโบราณ มีตำนานเล่าขานอันยาวนาน หากบ้านหลังไหนมีเครื่องปั้นดินเผาลายบ่อสวก จะถือว่าเป็นบ้านเจ้าขุนเจ้านายมีฐานะนั่นเอง จากนั้นไปชมจิตรกรรมฝาผนังอันโด่งดังภาพกระซิบรักบันลือโลก “ปู่ม่านย่าม่าน” ที่วัดภูมินทร์ พร้อมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง พร้อมชมทิวทัศน์เมืองน่านที่วัดพระธาตุเขาน้อย สัมผัสความอลังการของที่ประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร บนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก 27 บาท

เที่ยว “น่าน” แบบเนิบๆ เท่อย่าบอกใคร แล้วออกมาเติมเต็มไลฟ์สไตล์แบบคูลๆ ด้วยกัน ในรายการ สมุดโคจร On The Way: เที่ยววิถีเท่ –น่าน วันเสาร์ ที่ 1 มิถุนายน 2562 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ที่

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหม่ (Thailand Tech Startup Association – TTSA) เปิดเผยผลสำรวจระบบนิเวศวิสาหกิจเริ่มต้นประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2561 (STARTUP ECOSYSTEM SURVEY: THAILAND 2018) สอวช. แนะ นอกจากการผลักดันให้เกิดมาตรการสนับสนุนสตาร์ทอัพจากทั้งภาครัฐและเอกชนแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะสามารถผลักดันสตาร์ทอัพสู่เวทีโลกได้ คือการสร้างให้เกิด Global partnership ของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย ที่จะต้องมีหุ้นส่วนความร่วมมือในการประกอบธุรกิจ (Strategic Partnership) เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ในระดับโลก ผ่านการทำงานร่วมกับนานาชาติได้อย่างไม่เสียเปรียบ