ได้มีการใช้พ่อวัวซีบูหลายๆ แหล่งมาผสมและคัดเลือกพันธุ์

เน้นลักษณะของซีบูเป็นสำคัญกับแม่วัวพันธุ์ต่างๆ ที่เลี้ยงอยู่รอบๆ อ่าวเม็กซิโก ทำกันมาอย่างน้อย 5 ชั่ว (generation), (31/32) เน้นไปที่ลักษณะของความเป็นซีบู และมีเนื้อมากด้วย

– พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) เกษตรกรที่เลี้ยงวัวซีบูทั้งหมด ได้รวมตัวกันจัดตั้งสมาคม เพื่อปรับปรุงวัวซีบูของตนขึ้นมาโดยเฉพาะ เรียกว่า American Brahman Breeders Association มี J.W. Sartwell เมือง Houston Texas เป็นเลขาคนแรกของสมาคม ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์คัดเลือกพันธุ์ต่อเนื่องจากปี พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) จนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) นับเป็นเวลาถึง 92 ปี และยังคงปรับปรุงพันธุ์สนับสนุนแพร่กระจายวัวพันธุ์นี้ออกไปทั่วโลก จนมีผู้เลี้ยงทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 71 ประเทศ เขาสรุปได้ความว่า เขาใช้นิวเคลียสของวัวบราห์มันมาจากตัวเมีย 22 ตัว และของตัวผู้ทั้งหมด 266 ตัว

วัวบราห์มันดีอย่างไร คงพูดกันได้ไม่รู้จบ ขอกล่าวสั้นๆ ที่สุดได้ดังนี้

– ทนร้อน ทนชื้น (วัวไม่ชอบความชื้น โดยเฉพาะวัวฝรั่ง)

– ทนเห็บ ทนแมลง (กลิ่นตัวแรง สั่นผิวหนังเฉพาะที่ได้)

– คลอดลูกง่าย แม่เลี้ยงลูกเก่ง (บั้นท้ายค่อนข้างลาดและหวงลูก)

– กินอาหารคุณภาพต่ำก็รอดได้ (ลำไส้ยาวกว่า)

– เปอร์เซ็นต์เนื้อไม่แพ้วัวฝรั่ง

– ที่อุณหภูมิ 40 ถึง 45 องศาเซลเซียส ก็ทนได้

– ที่อุณหภูมิ 0 ถึง -13 องศาเซลเซียส ก็ทนได้

– จุดอ่อนที่เห็นได้ง่ายคือ ระยะอุ้มท้องนานไปหน่อย (290-295 วัน) ถ้าเลี้ยงดีๆ อาจได้ Calving interval ราว 385 วัน และควรทำให้ได้ วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 พันตำรวจโท หม่อมหลวงกิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มี นางระนอง จรุงกิจกุล เกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน มี นายนันธวัช เจริญวรรณ ปลัดจังหวัดกระบี่ นายศรัทธา ทองคำ นายอำเภอเมืองกระบี่ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงาน ณ โรงเรียนบ้านทับปริก ตำบลทับปริก อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่

นางระนอง จรุงกิจกุล เกษตรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก่เกษตรกรในการแก้ไขปัญหาการผลิตด้านการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว อย่างทั่วถึงและสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพัฒนาฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเป็นการปฏิบัติงานในเชิงรุกที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายที่มีปัญหาให้ได้รับบริการทางการเกษตร เช่นการวิเคราะห์ดิน การวินิจฉัยโรคพืช โรคสัตว์ โรคสัตว์น้ำ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกอบรมความรู้ด้านการเกษตรเพิ่มเติมควบคู่กันไปด้วย

ในพระราชวโรกาสอันเป็นมิ่งมงคลนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กำหนดจัดงานทุกจังหวัดพร้อมกันทั่วประเทศระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2562 กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การลงนามถวายพระพร นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ การฝึกอบรมอาชีพด้านการเกษตรเฉลิมพระเกียรติ และเปิดให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ จำนวน 17 คลินิก ได้แก่ คลินิกดิน, คลินิกพืช, คลินิกปศุสัตว์, คลินิกประมง, คลินิกสหกรณ์, คลินิกกฎหมาย ส.ป.ก., คลินิกบัญชี คลินิกชลประทาน, คลินิกยางพารา, คลินิก ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร, คลินิกอารักขาพืช, คลินิกสุขภาพเกษตรกร,คลินิกสภาเกษตรกร, คลินิกประเมินผล, ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันกระบี่, ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ และคลินิกอื่นๆ ประกอบด้วย นิทรรศการส่งเสริมการเกษตร นิทรรศการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ การฝึกอาชีพ การจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร และการให้บริการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มจำกัด (มหาชน), บริษัท ยูนิวา นิชน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) และการให้บริการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะมีเกษตรกรมาร่วมงานและเข้ารับบริการทางการเกษตรไม่น้อยกว่า 300 คน

พันตำรวจโท หม่อมหลวงกิติบดี ประวิตร กล่าวว่า โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เป็นรูปแบบหนึ่งของการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมกับถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรไปในคราวเดียวกัน เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง เพราะเกษตรกรจะได้รับบริการแบบครบวงจรในทุกๆ ด้าน ซึ่งเป็นการนำบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ และองค์ความรู้ด้านการเกษตรมาให้บริการแก่พี่น้องเกษตรกรถึงในพื้นที่ พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรที่มาร่วมงานในวันนี้ ขอให้ใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตัวท่านเอง โดยเข้ารับบริการหรือปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในส่วนของข้าราชการเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมาปฏิบัติงานในครั้งนี้ ขอให้ท่านดำเนินงานอย่างเสียสละ มีจิตอาสา ให้บริการแก่พี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มใจ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องเกษตรกร ด้วยความภาคภูมิใจ

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมไทย ด้วยการสร้างสรรค์คุณค่าเครื่องสำอางตามเอกลักษณ์ท้องถิ่น” หรือ “Thai Cosmetopoeia” และปาฐกถาพิเศษในหัวข้อเรื่อง “นโยบายแผนการขับเคลื่อนโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bio base) ด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม”

ซึ่ง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ผนึกกำลังร่วมกับ 24 ภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ดำเนินโครงการโดยมีเป้าหมายมุ่งคืนกำไรสู่สังคมอย่างยั่งยืน พร้อมนำร่อง 10 โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวอัตลักษณ์เครื่องสำอาง (innovative identity cosmetic) ที่มีความโดดเด่นและได้มาตรฐาน จากทรัพยากรฐานชีวภาพที่มีความเป็นเอกลักษณ์ในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ในพื้นที่ 10 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุม Salon A โรงแรม Swissotel Bangkok Ratchada กรุงเทพฯ

ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า บทบาทของกระทรวง อว. มี 2 ภารกิจ หลักๆ แต่มีความสำคัญของประเทศอย่างมาก กล่าวคือ 1. ต้องเป็นกระทรวงที่เตรียมคนไทยไปสู่ศตวรรษที่ 21 เพื่อสร้างให้คนไทยพันธุ์ใหม่ที่พร้อมรับมือกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ก้าวต่อไปของ อว. เราต้องสร้างเทคโนโลยีของเรา เพื่อใช้กับคนและทรัพยากรในบ้านเรา สร้างการเติบโตของประเทศแบบรากแก้ว มีรากฐานที่มั่นคง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากนอกบ้านให้น้อยลง

2. ต้องเป็นกระทรวงหลักในการปฏิรูประบบเศรษฐกิจสังคมไปสู่ฐานนวัตกรรม (Innovation-driven economy) โดยเน้นการใช้องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ แทนการเน้นทรัพยากรพื้นฐาน ที่นับวันจะหมดลงเรื่อยๆ เพื่อ สร้าง “ความได้เปรียบในการแข่งขัน” “สร้างมูลค่า” แทนที่จะเป็นแค่ “เพิ่มมูลค่า” เน้น “ทำน้อยได้มาก” รวมทั้งสร้างแรงงานคุณภาพ Higher skill ไม่เน้นแรงงาน (Labor intensive) ไม่ให้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา

“…แนวทางการขับเคลื่อนกระทรวง อว. เน้นหนักให้นักวิจัยทำงานตอบโจทย์ภาคเอกชน สังคม และภาคประชาชนให้มากขึ้น สร้างนวัตกรรมที่ทำได้จริง สร้างธุรกิจ โดยทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ให้ทำงานเชื่อมโยงกัน มีทิศทางที่ชัดเจน ก่อให้เกิดงานวิจัยขนาดใหญ่ ที่สร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมสูงต่อประเทศ จะทำให้งานวิทยาศาสตร์มีพลังมากขึ้น สร้างความแตกต่าง และเอกลักษณ์เด่น โดยเฉพาะเอกลักษณ์ไทย นำไปผสมผสานภูมิปัญญา Local wisdom ที่ทรงคุณค่า

โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งเริ่มที่พวกเราก่อน จึงค่อยเชื่อมโยงสู่อาเซียน สู่ประชาคมโลกต่อไป ซึ่งโครงการ Thai Cosmetopoeia นำนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาผสมกับอัตลักษณ์ของทรัพยากรท้องถิ่นไทย (Innovation + Identity) ก่อให้เกิดนวัตอัตลักษณ์ขึ้นมาให้ผู้ประกอบการนำไปสร้างจุดเด่น หรือสร้างโอกาสในการแข่งขันเชิงธุรกิจ

ซึ่งโครงการมีการทำงานเกือบครบทุกมิติ รวมจุดแข็งของแต่ละหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ มีพี่ใหญ่ในแวดวงธุรกิจมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนด้วยและมีสถาบันการศึกษาเข้ามาเชื่อมโยงโจทย์จากท้องถิ่น ส่งต่องานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง สร้างโอกาสในการแข่งขันและสร้างการรับรู้ Concept ของโครงการนี้คือ ทุกโครงการต้องคืนกำไรสู่สังคมอย่างยั่งยืน Sustainable Creation of Shared Values เม่ื่อนำทรัพยากรไปใช้ประโยชน์ ผู้ใช้ประโยชน์จะต้องคืนหรือทดแทนให้กับทรัพยากรหรือสิ่งแวดล้อมที่ใช้ไป

เพื่อเป็นต้นทุนและสร้างสมดุลอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต ก่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในท้องถิ่น ส่งผลต่อการจ้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ ลดการกระจุกตัวของแรงงานในเมืองลง เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม โครงการ Thai Cosmetopoeia ส่งผลกระทบเชิงบวกทุกมิติ หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จคาดว่า จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและตอบโจทย์การขับเคลื่อนประเทศภายใต้ Thailand 4.0 ได้อย่างแท้จริง…”ปลัดกระทรวง อว. กล่าว

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมไทยด้วยการสร้างสรรค์คุณค่าเครื่องสำอางตามเอกลักษณ์ท้องถิ่น (Thai Cosmetopoeia) ตามยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ วว. ในการวิจัยและพัฒนาด้านเครื่องสำอาง ปี 2020 มีแนวคิดนำเอกลักษณ์หรืออัตลักษณ์ของฐานชีวภาพในพื้นที่ประเทศไทยมาพัฒนา ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ผ่านการนำเสนอในรูปแบบเครื่องสำอาง เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพื้นที่และส่งเสริมอัตลักษณ์ในระดับชาติและนานาชาติ โดยนำเรื่องราวภูมิปัญญาของท้องถิ่น อัตลักษณ์ของพื้นที่ เศรษฐกิจชุมชน บรรจุอยู่ในเครื่องสำอางแต่ละชิ้นที่ผ่านการพัฒนาเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน

วว. ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายนำร่อง 24 หน่วยงาน ในภาคพื้นที่ระดับจังหวัด ภาคธุรกิจในพื้นที่ ภาคธุรกิจรายใหญ่ ภาคงานวิจัยและพัฒนา สถานที่ผลิตมาตรฐาน GMP ภาคการเงินทุน ภาคการตลาด ภาคสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ดังกล่าวถูกนำเสนอในระดับชาติและนานาชาติ สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยด้านอุตสาหกรรมเครื่องสำอางเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและก่อให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรรวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ยั่งยืน

โดยมีระยะเวลาโครงการ 5 ปี มีขอบเขตความร่วมมือในการร่วมกันดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับการปลูก สายพันธุ์ กระบวนการแปรรูป การสกัด การทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพและเภสัชวิทยา ของพืชเป้าหมาย เพื่อใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเวชสำอาง รวมทั้งการทดสอบประสิทธิภาพและการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และร่วมกันสนับสนุน ผลักดัน ให้เกิดการนำผลงานวิจัยหรือผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยที่เกิดจากความร่วมมือนี้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

“…ภาคีเครือข่ายนำร่อง 24 หน่วยงาน ที่ผนึกกำลังร่วมดำเนินงานกับ วว. ครั้งนี้ ได้แก่ 1. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 2. อินฟอร์มา มาร์เก็ต 3. บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท มิตรผลวิจัย พัฒนาอ้อยและน้ำตาล จำกัด 5. บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 6. บริษัท เอส ซี จี เคมีคอลล์ จำกัด 7. บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด 8. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ 9. บริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ จำกัด 10. สถาบันโรคผิวหนัง 11. บริษัท เอสแอนด์เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นเตอร์ไพรส์ พลับบลิค จำกัด 12. บริษัท ควอลิตี้ พลัส เอสเทติค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 13. บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด 14. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง) 15. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ประธานกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ) 16. หอการค้าจังหวัดน่าน 17. หอการค้าเชียงใหม่ 18. หอการค้าแม่ฮ่องสอน 19. บริษัท นอร์ทเทอร์สยามซีดแลด จำกัด 20. บริษัท ประชารัฐ รักสามัคคี (แพร่) 21. องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) 22. บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด 23. บริษัท เอเดนอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และ 24. สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบูรณ์

ความร่วมมือบูรณาการระหว่าง วว. และภาคีเครือข่าย มีความสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาลในการสนับสนุน ส่งเสริม และเสริมสร้างความเข้มแข็งของด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอาง และผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากทรัพยากรธรรมชาติของไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนและสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรของท้องถิ่น…” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า ปีแรกของการดำเนินงานโครงการ Thai Cosmetopoeia ในปี 2020 จะนำร่องในชื่อ “โครงการพัฒนานวัตกรรมเครื่องสำอางจากทรัพยากรฐานชีวภาพเอกลักษณ์ภูมิภาคไทย” ภายใต้แนวคิด “มหัศจรรย์ความงามพฤกษาสู่ธารารัตน์” โดยคัดเลือกพืชที่มีความเป็นเอกลักษณ์จากจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย จากภาคเหนือ กลาง และใต้ มาเป็นพืชหลักและนำเข้าสู่กระบวนการวิจัยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพในเชิงการค้า ได้แก่ 1. ใบหมี่ น่าน 2. ห้อม แพร่ 3. ครั่ง ลำปาง 4. ชาเมี่ยง เชียงใหม่ 5. บัวตอง แม่ฮ่องสอน 6. สับปะรดห้วยมุ่น อุตรดิตถ์ 7. ถั่วเหลือง อุดรธานี 8. ชะลูด ระยอง 9. มะพร้าวน้ำหอม สมุทรสงคราม และ 10. น้ำพุร้อนเค็ม กระบี่

“…คาดการณ์ว่าในปี 2562 ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย จะเติบโตมากถึง 2.7 แสนล้านบาท จากปี 2560 ที่มีมูลค่า 2 แสนล้านบาท (Euromonitor,2562) ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นฮับในการผลิตเครื่องสำอางที่สำคัญในอาเซียน ไม่ว่าจะผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศหรือส่งออกก็ตาม โดยมีปัจจัยการันตีคือ ความน่าเชื่อถือ กระบวนการผลิตที่ครบครันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และส่วนผสมจากธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ ทำให้เครื่องสำอางที่ผลิตในไทยได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันไทยถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเป็นอันดับที่ 3 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและเกาหลี และยังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง โดยศักยภาพของเครื่องสำอางแบรนด์ไทยนอกจากการเติบโตในประเทศแล้ว หากได้รับการผลักดัน การเสริมองค์ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ๆ ก็จะสามารถเข้าไปสร้างการยอมรับในตลาดโลกได้ไม่ยาก งานวิจัยและพัฒนาจากความเชี่ยวชาญของ วว. รวมทั้งศักยภาพของภาคีเครือข่ายที่ร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันสร้างการรับรู้แบรนด์ไทยในตลาดโลกให้ได้มากขึ้น…” นายสายันต์ ตันพานิช กล่าว

บริษัท ยันม่าร์ เอส.พี.จำกัด ร่วมกับสโมสรเซเรโซ โอซาก้า จัดการแข่งขันฟุตบอลเซเรโซคัพ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2562 เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สนามมูลนิธิยามาโอกะฮานาซากะ รังสิตคลองสี่

ด้วยเจตนารมณ์ของยันม่าร์ ในการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมศักยภาพของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ยันม่าร์ เอส.พี. จึงได้จัดการแข่งขันฟุตบอลเซเรโซคัพขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยเชิญชวนเยาวชนไทยและญี่ปุ่นอายุระหว่าง 8-14 ปี เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเล่นกีฬาและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ผ่านการเล่นฟุตบอล อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองมีโอกาสออกกำลังกายมากขึ้นอีกด้วย

การแข่งขันฟุตบอลเซเรโซคัพครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 3 ประจำปี 2562 โดยฤดูกาลนี้มีเยาวชนสมัครเข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 648 คน หลังจบการแข่งขัน นายชินจิ ซุเอนางะ ประธานบริษัทยันม่าร์ เอส. พี. จำกัด ได้เป็นประธานมอบเหรียญและถ้วยรางวัลให้แก่ผู้ชนะ ทั้งนี้ยันม่าร์จะเดินหน้าส่งเสริมให้เยาวชนได้รู้จักการทำงานร่วมกันเป็นทีม และพัฒนาความเป็นเลิศของตนผ่านกีฬาฟุตบอล

“ยันม่าร์มีกิจกรรมเพื่อสังคมหลากหลายภายใต้แนวคิด “สร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืน” ในทุกประเทศที่ยันม่าร์ดำเนินธุรกิจเรามุ่งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนคนรุ่นใหม่และการส่งเสริมวัฒนธรรม” นายชินจิ ซุเอนางะ กล่าว

ภญ.วัจนา ตั้งความเพียร เขียนลงในคอลัมน์ คนงามเพราะแต่ง ในวารสารอภัยภูเบศร ปีที่ 12 ฉบับที่ 133 ประจำเดือนกรกฎาคม 2557 เกี่ยวกับการสปาหน้า บัว ไผ่ ข้าว

ระบุว่า ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปเยือนสปาหลายแห่ง ได้ทดลองบริการสำหรับผิวหน้า พบว่า มีขั้นตอนการให้บริการที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เริ่มตั้งแต่การทำความสะอาดหน้าด้วยครีมหรือน้ำมันสำหรับล้างเครื่องสำอาง ล้างทำความสะอาดอีกครั้งด้วยโฟมหรือเจลล้างหน้า จากนั้นก็จะขัดผิวด้วยสครับเพื่อขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก สุดท้ายก็เป็นการบำรุงด้วยครีมบำรุงผิว

สำหรับขั้นตอนการขัดผิว จะบอกว่า เราต้องเลือกให้ดีกันสักนิด เพราะว่าผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้อก็มีการเลือกเอาผงสครับหรือเม็ดบีดส์มาใช้ที่แตกต่างกัน มีทั้งแบบที่เป็นเม็ดบีดส์สังเคราะห์ที่มีลักษณะกลมมน และมีขนาดแตกต่างกันไป หากขนาดเล็กมาก เราก็อาจจะรู้สึกเหมือนใช้กระดาษทรายเบอร์ละเอียดมาขัดหน้าได้ สำหรับคนหน้ามันคงดีที่ได้ขัดผิวแบบนี้ แต่ถ้าคุณหน้าแห้งก็ต้องบอกว่า ทำให้รู้สึกเจ็บได้แน่ๆ ถ้าขัดบ่อยเกินไป

ผงขัดอีกแบบก็เป็นผงขัดที่ทำจากสมุนไพรบดละเอียด หรือเป็นเมล็ดธัญพืชบด เช่น เมล็ดวอลนัท ฮาเซลนัท เป็นต้น ผงลักษณะนี้ให้ความรู้สึกนุ่มนวลกว่า แต่หากบดไม่ละเอียดก็อาจบาดผิวได้ การเลือกผลิตภัณฑ์ขัดผิว จึงต้องใส่ใจกันนิด หากท่านมีผิวหน้าแห้ง ใช้ผงขัดที่หยาบเกินไปและขัดบ่อยเกินไปจะเป็นการทำร้ายผิว ขัดเพียงสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ

หากผิวมันต้องขัดบ่อยเพิ่มขึ้นแต่ไม่ใช่ทุกวัน เพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ผิวหน้าที่มันจะลดลงอย่างชัดเจน เพราะรูขุมขนไม่อุดตัน ต่อมน้ำมันในผิวระบายได้สะดวก การขัดผิวสม่ำเสมอ ในความถี่ที่เหมาะสมเป็นส่วนสำคัญให้ผิวสุขภาพดีด้วย เพราะจะทำให้ครีมบำรุงต่างๆ ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น หลังเสร็จสิ้นกระบวนการขัดก็เป็นการบำรุงผิวด้วยครีมหรือซีรั่ม ผลิตภัณฑ์ที่บำรุงก็ไม่ได้แตกต่างมากนัก หากเป็นสปาระดับ 5 ดาว ก็มีการผสมน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ อย่างลาเวนเดอร์ลงไปด้วย เพื่อเพิ่มคุณค่าและยังเป็นการช่วยผ่อนคลาย ผสมผสานกับการนวดศีรษะสบาย

จากการไปทดลองมาหลายแห่งนี้ ต้องบอกว่าทำให้ภูมิใจกับบริการนวดหน้าอภัยภูเบศร (เปิดบริการมานานพอๆ กับนวดไทยอภัยภูเบศรทีเดียว เพียงแต่หลายท่านอาจจะไม่ทราบ) ที่มีขั้นตอนบริการและผลลัพธ์หลังนวดไม่แตกต่างกับสปาระดับ 5 ดาว ทีเดียว และนำบริการนวดหน้าไปต่อยอดเป็นสปาหน้าบัว ไผ่ ข้าว สูตรบำรุงผิวชุ่มชื้น อ่อนเยาว์ ประยุกต์เอาขั้นตอนดีๆ จากประสบการณ์ที่สั่งสมมา นำมาเปิดให้บริการที่อภัยภูเบศร เดย์ สปา เรียบร้อยแล้ว

นักวิจัยวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มทร.ธัญบุรี สร้างผลงานการจัดการ ‘การติดตามตรวจสอบการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน’ สามารถให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบกิจการโรงงาน 12 ประเภท ตามกฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนฯ

ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมนับวันยิ่งทวีความรุนแรง ส่วนหนึ่งจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐจึงได้มีการบังคับใช้กฎกระทรวงควบคุมการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงาน พ.ศ. 2559 โดยกำหนดให้โรงงานอุตสาหกรรม 12 ลำดับตามกฎหมาย ต้องมีการเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารอันตรายสู่สิ่งแวดล้อม มีการจัดทำบัญชีรายชื่อสารเคมีและของเสียอันตราย กำหนดเกณฑ์การปนเปื้อน กำหนดทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน เพื่อติดตั้งบ่อสังเกตการณ์น้ำใต้ดิน และเก็บตัวอย่างดินและน้ำใต้ดิน เพื่อติดตามตรวจสอบการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินภายในบริเวณโรงงานอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเฝ้าระวังการประกอบกิจกรรมต่างๆ และเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของสารพิษสู่สิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร. ธรรมศักดิ์ โรจน์วิรุฬห์ อาจารย์นักวิจัยประจำสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) จึงได้ดำเนินโครงการ “การติดตามตรวจสอบการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินบริเวณโรงงาน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (Industrial Technology Assistance Program: ITAP) ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ล่าสุดได้นำไปจัดแสดงและนำเสนอรายละเอียดของการดำเนินโครงการดังกล่าว งานนวัตกรรมสร้างสรรค์ RT62 ที่หอประชุม มทร.ธัญบุรี