1.ARIPOLIS: ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบอัติโนมัติ

หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ 2. BIOPOLIS: ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ ตั้งอยู่ที่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ดำเนินการโดย สวทช. และ บริษัท ปตท. 3. SPACE KRENOVAPOLIS: ศูนย์กลางและฐานในการรังสรรค์นวัตกรรมจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ อยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ดำเนินการโดย GISDA

ปัจจุบันโครงการ EECi ได้มีการลงนามร่วมกันแล้วทั้งสิ้น 63 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันพัฒนา EECi บนพื้นที่ดังกล่าว ประกอบด้วยพื้นที่สีเขียว 40% พื้นที่วิจัย 40% และส่วนสนับสนุนการวิจัย (Incubation) 20% ทั้งนี้มีแผนการพัฒนาโครงการ EECi ในปี 2561 อาทิ การออกแบบอาคาร การใช้ศักยภาพของโปรแกรม ITAP ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเอสเอ็มอีในพื้นที่ นอกจากนี้ยังนำงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเกษตรของ หน่วยงาน สท. ลงพื้นที่ 50 ชุมชนทันที ทำงานร่วมกับหน่วยงานภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ทั้ง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และ กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) โดย สวทช. ลงพื้นที่ทำงานในรูปแบบ Area base สำรวจพื้นที่ และนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงไปจัดกลุ่ม พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับเกษตรกร รุ่นใหม่ ซึ่งเริ่มเข้าไปทำงานกับชุมชนในพื้นที่แล้ว และพยายามผลักดันพื้นที่ในระยะยาวต่อไป

อย่างไรก็ตามสิ่งต่างๆ ที่ สวทช. ขับเคลื่อนด้วยการบริหารงาน ยังได้ปรับปรุงและจัดเตรียมให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม ควบคู่กันไปด้วย พร้อมกันนี้ สวทช. ได้สนับสนุนพื้นที่บริการ ของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ปัจจุบันมีเอกชนอยู่ 90 ราย มีบุคลากรวิจัยของเอกชน ประมาณ 1,000 ราย เงินลงทุนวิจัยประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี รายได้ของภาคเอกชนประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี มีงานวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 84%

ที่สำคัญนอกเหนือจากการวิจัยและพัฒนาแล้ว สวทช. ยังพร้อมเป็นองค์กรเปิด (Open NSTDA) ให้ภาคเอกชนและหน่วยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยให้บริการ ด้านการบริการวิเคราะห์ทดสอบ ซึ่ง สวทช. มีศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ ให้บริการ 7 วัน 24 ชั่วโมง ให้บริการวิเคราะห์/ทดสอบมากกว่า 43,000 รายการ คิดเป็นมูลค่า 100 ล้านบาท และยังไม่หยุดที่จะพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับรองมาตรฐาน ISO 17025 แล้วทั้งสิ้นจำนวน 47 รายการทดสอบ ในปี 2560 จะเพิ่มอีกจำนวน 34 รายการทดสอบ เพื่อรองรับภาคเอกชน และเป็นกลไกขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีโครงการรถไฟความเร็วสูงและการทดสอบแบตเตอรี่

ทั้งหมดนี้ สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร พร้อมที่จะ Go Beyond Limits โดยใช้ศักยภาพของ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนเพื่อก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวพ้นคำว่า “ประเทศกับดักรายได้ปานกลาง” ไปสู่ ประเทศไทย 4.0 อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตลอดไป

ผู้สื่อข่าวรายงานจากการตรวจสอบแบบจำลองสภาพอากาศ(วาฟ-รอม) ของสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร(สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) พบว่า ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคมเป็นต้นไป ความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนจะเริ่มแผ่กำลังกำลังลงมายังประเทศไทยตอนบนทำให้อุณหภูมิประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบนมีอุณหภูมิลดลง

“อย่างไรก็ตามความกดอากาศสูงดังกล่าวนี้ ยังไม่แรงเพียงพอที่จะมาถึงกรุงเทพมหานคร จนกระทั่งวันที่ 19-21 ธันวาคม จะมีความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาสมทบเสริม ทำให้ความกดอากาศสูงมีกำลังแรงเพิ่มมากขึ้น เส้นความกดอากาศที่ 1018 เฮกโตปาสคาลจะลงมาถึงบริเวณภาคกลางตอนล่าง และเส้น 1020 อาจต่ำลงมาถึง ภาคกลางตอนกลาง ทำให้อุณหภูมิระหว่างวันที่ 19-21 ธันวาคม ของพื้นที่ประเทศไทยตอนบน ลงมาถึงกรุงเทพมหานคร ลดต่ำลงอย่างมาก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลนั้น อุณหภูมิจะต่ำสุดในช่วงเวลาเช้าอยู่ที่ 17 องศาเซลเซียส จากเหตุปัจจัยเดียวกันนี้ สอดคล้องกับแบบจำลองการพยากรอากาศแห่งสหภาพยุโรป(ECMWF) ระบุว่า ความกดอากาศสูงกำลังแรงที่แผ่ลงมาจากประเทศจีนนั้น จะทำให้ ช่วงเช้า กรุงเทพมหานครมีอุณหภูมิลดลงถึง 14 องศาเซลเซียส ส่วนช่วงกลางวันอุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 25-26 องศาเซลเซียส ในช่วงวันที่ 19-21 ธันวาคม”วาฟระบุ

วาฟ ยังระบุด้วยว่า ใน ช่วงเวลาวันที่ 19-21 ธันวาคม นั้นบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำสุดคือ พื้นที่ จ.น่าน โดยในช่วงเช้าตัวเมืองน่าน อยู่ที่ 9-10 องศาเซลเซียส ส่วนพื้นที่รอบนอก บริเวณสันเขา เช่น อ.บ่อเกลือ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ทุ่งช้าง ตอนเช้าอุณหภูมิจะอยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส

วาฟ ระบุด้วยว่า ช่วงวันที่ 16-18 ธันวาคม นี้ ความกดอากาศสูงที่แผ่ลงมาจากจีนนี้ จะทำให้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านอ่าวไทยทางภาคใต้มีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้บริเวณภาคใต้มีฝนตกเพิ่มขึ้นด้วย

กระบี่เดินหน้าพัฒนาเมืองต้นแบบธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “น้ำพุร้อน” แบบครบวงจร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเร่งศึกษาเมืองสปา เตรียมชงคณะรัฐมนตรีไฟเขียวพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ

นายแพทย์ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำเมืองต้นแบบสู่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพน้ำพุร้อนแบบครบวงจรนำร่องในจังหวัดกระบี่ ว่า นโยบายรัฐบาลต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (medical hub) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่ออนาคตในลักษณะ New S -curve ในอุตสาหกรรมกลุ่มใหม่ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ

สำหรับตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (medical tourism) มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Global Wellness Institute พบว่าปี 2559 ธุรกิจ Medical and Wellness มีมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นอีก 49% รวมทั้ง Wellness Tourism เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวของไทยที่น่าจับตามอง ข้อได้เปรียบคือ มีทรัพยากรที่เหมาะสมกับเทรนด์ดังกล่าวหลายอย่าง

นอกจากนั้น การท่องเที่ยวที่ให้การสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ในแหล่งท่องเที่ยวมากกว่าการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมกำลังเป็นที่นิยม และสะท้อนถึงแนวโน้มตลาดท่องเที่ยวที่หันมาให้ความสำคัญกับ Wellness Tourism มากขึ้น และจะเติบโตควบคู่ไปกับตลาด Medical Tourism ซึ่งเป็นตลาดหลักของธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

“ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของโลกมาโดยตลอด ปัจจุบันในปี 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเดินทางเข้ามาถึง 29.9 ล้านคน มีจังหวัดท่องเที่ยวชั้นนำของไทยถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองน่าเที่ยวที่สุดในประเทศไทย เช่น แม่ฮ่องสอน ภูเก็ต เลย และหวังว่าจังหวัดกระบี่ จะได้รับการจัดอันดับต่อไป”

นายแพทย์ภานุวัฒน์กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลไทยมีการส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้กับประเทศได้อย่างมาก กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้าน Medical & Wellness Tourism และได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ พ.ศ. 2560-2569 ระยะ 10 ปี ซึ่งเป็นฉบับที่ 3 มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.medical service hub 2.wellness hub 3.academic hub และ 4.product hub

ทั้งนี้ มีโครงการสำคัญในระยะเร่งด่วนเป็นวาระแห่งชาติคือ การพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนให้เป็นเมืองสปา และเส้นทางท่องเที่ยวสายน้ำพุร้อนของไทย โดยนำร่องในจังหวัดกระบี่ ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และนำมาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการระยะ 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี

สำหรับเมืองสปาต้นแบบนี้จะเน้นการพัฒนาอัตลักษณ์ จุดขาย การเข้าถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนารูปแบบกิจกรรม และแพ็กเกจบริการอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการมีส่วนร่วม รวมทั้งบริหารจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยว โดยเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ รวมทั้งเชื่อมโยงกับวิถีการดูแลสุขภาพแบบไทย และทำการตลาดในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้

“การเป็น Spa Town จะต้องมีการวางผังเมือง ปรับปรุงสถานที่ให้มีความพร้อม พัฒนาโมเดลธุรกิจ สร้างเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวภายในกระบี่และจังหวัดอื่น ๆ ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งหวังให้ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของโครงการ สร้างอาชีพให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งข้อสรุปครั้งนี้จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ” นายแพทย์ภานุวัฒน์กล่าว

สวก.วางนโยบายให้ทุนวิจัยภาคเกษตรปี 61 มุ่งใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าสินค้า ขายน้อยได้กำไรมาก ปลื้มได้คะแนนสูงสุดขององค์การมหาชน ได้ ISO 90001:2015 และคว้าอันดับ 3 องค์กรมีคุณธรรม-โปร่งใส

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(สวก.)เปิดเผยถึงนโยบายการให้ทุนเพื่อการวิจัยภาคเกษตรในปีงบประมาณ 2561 ว่า ทางสวก.วางกรอบการวิจัย ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ-ลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร ต้องมีความปลอดภัยสูง มีการใช้นวัตกรรมการเกษตรมุ่งสู่การลงทุนจริง เช่น เวชสำอาง อาหารเสริม อาหารสุขภาพ ที่มาจากสินค้าเกษตรอินทรีย์หรือออแกนิค

มุ่งเน้นการทำน้อยแต่ได้มาก การทำระบบเกษตรทันสมัย เป็นเกษตรแม่นยำเพื่อลดต้นทุนการผลิตแต่ได้กำไรมาก เน้นการสกัดสารสำคัญที่มีประโยชน์จากสินค้าเกษตรแทนการขายแบบแมสหรือแทนการขายสินค้าจำนวนมาก

“เราเน้นการให้ทุนทำวิจัยแบบครบวงจร อย่างเช่น เวชสำอาง 4 ชนิดที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงสกัดสาร เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ทำสมุนไพรป้องกันผมร่วง การเสริมสร้างสุขภาพผิวลดความหย่อนยาน ร่วมศิริราชพยาบาลสกัดสารสำคัญ เช่น ทำยาหอม กับการป้องกันโรคปวดหลัง ซึ่งจากการไปออกงานเครื่องสำอางที่ฝรั่งเศสร่วมกับภาคเอกชนไทย 4 ราย มีผู้ให้ความสนใจถึง 120 บริษัท ทั้งจากยุโรป ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้จะขอซื้อสารสกัดไปทำแบรนด์จำหน่าย โดยเฉพาะอังกฤษมาเซ็น MOU ขอซื้อสารสกัดจากไหมทำโลชั่นเดือนละ 3 ล้านบาท ที่ สวก.ให้ทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีดำเนินการ”

ในปีงบประมาณ 2561 สวก.มีงบให้ทุนการวิจัยและพัฒนาบุคลากรถึง 1,000 ล้านบาท มาจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ( วช.)ประมาณ 600 ล้านบาท ที่เหลือ สวก.เพิ่มเติมเข้าไปตามโจทย์ที่มีอยู่ โดยมุ่งเป้าวิจัยใน 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน พืชสวน สัตว์เศรษฐกิจ ฟู้ดวัลเล่ย์ ฟู้ดอินโนเวชั่น ในโครงการประชารัฐ เป็นต้น

ซึ่งในงานไทยเฟ็กซ์ปี 2559 ภาคเอกชนที่ผลิตสินค้าใช้งานวิจัยจาก สวก.เข้าไปร่วมงานมียอดขายถึง 500 ล้านบาทและปี 2560 ถึง 1,000 ล้านบาท

“ที่กำลังทำการวิจัยอยู่คือ การแปรรูปปลาสลิด การขยายบ่อปลาช่อนขนาด 1 งานไปทุกภาคของประเทศแล้ว 300 บ่อ เพื่อเพาะเลี้ยงลูกปลาช่อนเองแทนการจับจากธรรมชาติ โดยใช้ฮอร์โมน จะทำให้เกษตรกรมีกำไรจากการเลี้ยง 6.5 หมื่นบาทต่อบ่อเพิ่มเป็น 1 แสนบาทต่อบ่อ ทำให้มีเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้านบาท”

ผู้สื่อข่าว”ประชาชาติธุรกิจ”รายงานว่า ในปี 2560 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน)หรือ สวก. มีผลการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายถึง 3 เรื่องคือ

1.คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)ได้รายงานคะแนนผลการประเมินการปฏิบัติงานในปี 2559 ขององค์การมหาชน 31 แห่งให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2560 สวก.ได้คะแนนสูงสุดที่ 4.9420 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและประสิทธิภาพในการบริหารงานขององค์กรที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ

2.สวก.ได้ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการทำงานขององค์กร ทำให้ได้รับการรับรองระบบงานคุณภาพตามมาตรฐานสากล ISO 9001:2015 จากสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ อุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิหรือ สรอ.ใน 3 ขอบข่ายงานคือ การสนับสนุนทุนวิจัยด้านการเกษตร การพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและการส่งเสริมการใช้ประโยชน์และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีระยะเวลาการรับรอง 3 ปี(วันที่ 17 ตุลาคม 2560-16 ตุลาคม 2563)

3.สวก.ได้คะแนนประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐจาก (ปปช.) (ITA )ประจำปี 2560 สูงสุดเป็นอันดับที่ 1 ขององค์การมหาชน 52 แห่ง และเป็นลำดับที่ 3 ของหน่วยงานภาครัฐทั้งประเทศ 422 แห่ง

การเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของ “ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร” ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ ผู้ซึ่งเคยถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมัยยังรับราชการในสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)

สำนักนายกรัฐมนตรี และเมื่อลาออกจากราชการได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แนวพระราชดำริ และทฤษฎีการพัฒนาในทุกมิติ มาใช้ในการดำเนินชีวิตจนประสบความสำเร็จ พร้อมขับเคลื่อนเผยแพร่ให้ความรู้แก่ชาวบ้าน และชุมชน สร้างเครือข่ายไปทั่วประเทศ วันนี้หลายคนค่อนข้างคาดหวังในการเข้ามาแก้ปัญหาวังวนของเกษตรกรไทยที่มีมากมาย “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “อาจารย์ยักษ์” ในบทบาทรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯคนใหม่

ผมมีหน่วยงานภายใต้การกำกับ 10 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมหม่อนไหม สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ล่าสุดได้ประชุมมอบนโยบาย โดยให้ทั้ง 10 หน่วยงานที่ผมรับผิดชอบต้องยึดถือแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เป็นหลักในการขับเคลื่อนงาน ยึดมั่นการทำงานเพื่อประชาชน โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับหลักทั้งมิติสังคม ชาวบ้าน และภูมิศาสตร์

ที่สำคัญ ต้องพัฒนาคน และรวมกลุ่มคน สร้างเครือข่าย taniavaughan.com ขณะเดียวกันจะนำข้อมูลจากนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และนายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทั้งสองสายมาบูรณาการร่วมกัน เพราะว่าการดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจะต้องประสานให้ได้ทุกกรม

ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯมีนโยบายที่จะขับเคลื่อนขยายผลในนโยบายเดิมที่ดี และเห็นผลของกระทรวงเกษตรฯ ให้ประสบผลสำเร็จ โครงการใดที่ยังขาดไม่สมบูรณ์จะเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อช่วยประชาชนให้ลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดทั้งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร ผมจะนำนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มากำหนดเป็นกรอบการนำแผนสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม อย่างที่ท่านให้นโยบายไว้ อะไรดีให้รีบต่อ ถ้าโครงการไหนยังขาดให้มาปรับแต่ง สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

Q : รูปธรรมในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ ร.9 ผมได้หารือกับหลายหน่วยงาน ซึ่งได้เห็นชอบแนวพระราชดำริ แนวทางการทรงงานของพระองค์เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ เพื่อความยั่งยืน ตลอดทั้งรวบรวมแนวคิดทฤษฎีกว่า 40 ทฤษฎี ของรัชกาลที่ 9 จะนำมาพัฒนาเป็นหลักสูตร เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรในกระทรวงเกษตรฯ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องความพอเพียง นำไปเป็นหลักในการประกอบอาชีพและดำเนินชีวิต เราต้องยกระดับบุคลากรเพื่อให้สมกับเป็นพสกนิกรของพระองค์ท่าน และยังได้ขอร้องให้สถาบันเกษตราธิการ นำไปกำหนดหลักสูตรฝึกอบรม เชื่อว่าจะเกิดความเข้าใจ หลังจากนั้นจะต้องแปลงปรัชญา 40 ทฤษฎี ที่พระองค์ท่านทำไว้ นำมาพัฒนามาเป็นหลักสูตรในกระทรวง และเผยแพร่สู่สังคมและนานาประเทศ

โครงการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระองค์ท่านได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และได้รับการเชิดชูเกียรติสูงสุดจากองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ทูลเกล้าฯถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุด ด้านการพัฒนามนุษย์ (The Human Development Lifetime Achievement Award) เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระปรีชาสามารถ และพระราชกรณียกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรไทยตลอดรัชสมัย

Q : งานเร่งด่วนระยะสั้น

ส่วนใหญ่จะสานต่อจากของเดิมที่ดีอยู่แล้ว มีเพียงบางส่วนที่จะเติมและแต่ง ทั้งหมดน่าจะใช้เวลาไม่นาน เพราะงานถูกแบ่งไว้แล้ว โดยเฉพาะงานเร่งด่วนที่จะดำเนินการให้เห็นผลภายใน 3 เดือนนี้ คือ การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูแล้ง แม้ว่าปริมาณน้ำในเขื่อนจะมีมาก แต่การบริหารจัดการต้องดีด้วย สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือ พื้นที่นอกเขตชลประทาน ที่มีมากกว่า 120 ล้านไร่ ต้องเข้าไปส่งเสริม ต้องใช้เครื่องมือที่เหมาะสมเข้ามาจัดการ

Q : นำหลักการโคก-หนอง-นาโมเดลมาปรับใช้

จากประสบการณ์ที่ตนเองทำงานด้านเกษตรมาโดยตลอด เห็นว่าการแก้ไขปัญหาภัยแล้งนอกเขตชลประทานได้ คือการส่งเสริมให้เกษตรกรขุดสระน้ำในพื้นที่ของตัวเองในลักษณะหลุมขนมครก เพื่อเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง ซึ่งการขุดสระน้ำไม่ต้องพึ่งเงินทุนจากรัฐ

เกษตรกรสามารถทำได้เอง ในพื้นที่ที่ไม่สามารถขุดสระน้ำได้ อาจใช้วิธีการยกระดับคันนาให้สูงขึ้นเพื่อเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด รวมทั้งชุมชนต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับการขุดลอกห้วย หนอง คลอง บึงต่าง ๆ ไว้รองรับน้ำฝน ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นแนวทางตามศาสตร์พระราชาของในหลวง ร.9 และส่วนหนึ่งกระทรวงเกษตรฯได้นำร่องดำเนินการไปบ้างแล้ว ดังนั้นงานในความรับผิดชอบคาดว่าจะเห็นผลได้เร็วกว่าเป้าหมาย 3 เดือน

ขณะเดียวกัน ผมต้องประสานกับกระทรวงมหาดไทย และต้องพัฒนาคนให้มีศักยภาพให้เต็มที่ หรือเรื่องโครงการที่ใช้เงินทุนน้อยที่ดีแล้ว เราต้องผลักดันขยายต่อเนื่อง เช่น งานของกรมฝนหลวงฯ

เมื่ออากาศแห้งก็นำความชื้นสัมพัทธ์ไปทำได้ โดยจะนำงานวิจัยจากการพัฒนาฝนเทียมมาช่วยพื้นที่แห้งแล้ง เราจะสนับสนุนเต็มที่ โดยให้กองทัพอากาศและกรมฝนหลวงฯร่วมมือกัน

Q : แนวทางแก้ปัญหาระยะยาว

ในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ แนวทางการทรงงานของพระองค์ท่านมีตัวอย่างความสำเร็จ เรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง โดยโครงการพระราชดำริ 4,000 กว่า ในจำนวนนี้เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำมากกว่าครึ่ง ซึ่งส่วนมากเป็นโครงการที่กรมชลประทานเข้าไปมีส่วนร่วมดำเนินงานอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน ผมเองมีนโยบายอยากให้เกิดแผนการบริหารจัดการ 25 ลุ่มน้ำให้แล้วเสร็จ ตอนนี้มี 24 ลุ่มน้ำแล้ว ลุ่มน้ำที่ 25 คือปัตตานีกำลังจะเริ่ม คิดว่าบ้านเราต้องอาศัยลุ่มน้ำ คือ โขง และสาละวิน ถ้าเกิดความแห้งแล้งจะช่วยได้ ซึ่งผมจะขอประสานกับทีมต่างประเทศ เนื่องจากเรื่องนี้มีคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง

Q : ที่ผ่านมาหลายโครงการไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะมีปัญหาการสื่อสารระหว่างราชการและเกษตรกร

ไม่ต้องกังวล ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ผมสามารถทำงานกับราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนจะเห็นผลภายใน 3 เดือนหรือไม่นั้น เดี๋ยวค่อยดูกัน หรืออาจจะเร็วกว่านั้นก็ได้ เพราะจริง ๆ ผมมีเวลาไม่มากสำหรับภัยแล้ง

Q : อุปสรรคสำคัญที่กังวล

ปัญหามีร้อยแปดพันประการ แต่ผมเป็นคนไม่กลัวอุปสรรค ชอบอุปสรรค ยิ่งมี ยิ่งท้าทาย ยิ่งทำให้มีกำลังใจ