10 อาชีพมีโอกาสตกงานผอ.สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยว่า ได้รวบรวมข้อมูลและผลกระทบจากการเปิดใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอในอนาคต พบว่า ส่งผลกระทบต่อไทยและกลุ่มอาเซียนมาก โดยเฉพาะแรงงานทักษะต่ำในอาเซียน คาดว่าอีก 20 ปี เสี่ยงตกงานมากถึง 140 ล้านคน แรงงานของไทยมีสัดส่วน 44% ของกำลังแรงงานรวม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน จะถูกเอไอเข้ามาแทนที่

นอกจากนี้ ประเมิน 10 อาชีพที่จะถูกเอไอเข้ามาแย่งอาชีพ คือ นักพัฒนาเว็บไซต์ นักการตลาดออนไลน์ ผู้ดูแลออฟฟิศ นักบัญชี ฝ่ายทรัพยากรบุคคล นักข่าว บรรณาธิการ นักกฎหมาย แพทย์ และจิตแพทย์ โดย สศค.รวบรวมข้อมูลจากบริษัท เอ็คเซนเชอร์ ที่ปรึกษาด้านไอที ของกลุ่มแอปเปิล และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ของสหประชาชาติ
ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับกีฬาอีสปอร์ต หรือเกมออนไลน์ ประเมินว่า มีมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้นจาก 22,968 ล้านบาท เป็น 49,104 ล้านบาทในปี 2563 มีผู้ชมเพิ่มขึ้นจาก 385 ล้านคน เป็น 589 ล้านคน

สศค.ลุ้นเศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัว 4% หลังแนวโน้มไตรมาส 4 ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งออก-ยอดขายรถยนต์โตแรงหนุน จับตา 2 เดือนสุดท้ายขยายตัวเพิ่ม เผย 10 อาชีพเสี่ยงถูกเอไอแย่งงาน นักบัญชี นักข่าว แพทย์ ชี้อีก 20 ปีแรงงานไทย 44% เสี่ยงตกงาน

นายศรพล ตุลยะเสถียร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในปีนี้มีลุ้นว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสโตได้ถึง 4% เนื่องจากแนวโน้มของภาวะเศรษฐกิจในไตรมาส 4 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 3 ขยายตัวสูงถึง 4.3% โดย 3 ไตรมาส เศรษฐกิจอยู่ที่ 3.8% หากจะให้ทั้งปีโตถึง 4% ไตรมาส 4 ต้องโตให้ได้ 4.7% “สศค.ประเมินว่าปีนี้จะโต 3.8% และส่งออกโต 8.5% แต่การส่งออก 10 เดือนกระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมาสูงถึง 9.7% ดังนั้น

ต้องติดตามในช่วงที่เหลือ 2 เดือนว่าจะโตต่อเนื่องหรือไม่ แต่ถ้าดูแล้วจากสถิติทั้งจีดีพีไตรมาส 3 ทำสถิติสูงสุดในรอบ 19 ไตรมาส ดัชนีภาคอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องสอดรับกับดัชนีการผลิตในประเทศฟื้นตัว นอกจากนี้ ยอดขายรถยนต์นั่งขยายตัว 24.3% สูงสุดในรอบ 7 เดือน ทำให้สามารถลุ้นจีดีพีทั้งปีจะโต 4%” นายศรพล กล่าวนายศรพล กล่าวอีกว่า ทีมงาน สศค.ยังได้มีการวิเคราะห์ถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความรู้ให้คนในองค์กร พบว่ามีข้อมูลน่าสนใจอยากเผยแพร่ คือ มีการวิเคราะห์ถึงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ว่าในอนาคตมีอาชีพที่เอไอมาแย่งงาน เช่น นักพัฒนาเว็บไซต์ นักการตลาดออนไลน์ ผู้ดูแลออฟฟิศ นักบัญชี ฝ่ายทรัพยากรบุคคลองค์กร นักข่าว บรรณาธิการ นักกฎหมาย แพทย์ จิตแพทย์

โดยเอไอถือเป็นความรู้ความฉลาดที่สร้างมา และใส่ข้อมูลในซอฟต์แวร์หลากหลายระบบ และพัฒนาให้สามารถคิดและทำงานในด้านต่างๆ คล้ายมนุษย์ ทั้งการตัดสินใจ การแก้ปัญหาการเรียนรู้ อาทิ ระบบนำทางรถยนต์ไร้คนขับ หุ่นยนต์คล้ายคนช่วยงาน โดยมีการพูดในวงประชุมนักเศรษฐศาสตร์ว่าต่อไปนักเศรษฐศาสตร์จะหายไปกว่าครึ่ง เพราะมีการใช้เอไอมาแทน“เอไอต่อระบบเศรษฐกิจประเมินว่าจะช่วยเพิ่มจีดีพีให้ประเทศพัฒนาแล้วขยายตัว 1.7 เท่า ในปี 2578 ทำให้แรงงานทักษะต่ำในอาเซียนประมาณ 1.4 ร้อยล้านคนมีความเสี่ยงที่จะตกงานในอีก 20 ปีข้างหน้า

ในขณะที่แรงงานไทยสัดส่วน 44% ของกำลังแรงงานรวม มีความเสี่ยงสูงที่จะตกงาน โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน” นายศรพล กล่าวด้าน นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัท หลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาส 3 ปีนี้ที่ 4.3% เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส และดีกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 3.6% ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2560 เป็นขยายตัว 3.8% จากเดิม 3.5% และปี 2561 ขยายตัวเพิ่มเป็น 4.2% จากเดิม 4.0% ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4 และปี 2561 เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง เครื่องจักรทุกตัวพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การบริโภคภาคครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนภาครัฐ

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า เปิดเผยภายหลังสัมมนาหัวข้อ “Load Forecast : ทิศทางการใช้ไฟฟ้าอนาคต” ที่สโมสรทหารบกว่า การรับฟังความเห็นครั้งนี้เพื่อนำไปสู่การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ (โหลด ฟอร์แคสต์) ที่แม่นยำขึ้น โดยทีมพยากรณ์คาดว่าปลายแผนกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพีใหม่) ปี 2579 ไทยจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ระดับ 45,808 เมกะวัตต์ ลดลง 3,847 เมกะวัตต์ หรือ 7.7% จากพีคปัจจุบันอยู่ที่ 49,808 เมกะวัตต์

นายทวารัฐ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของคนไทยลดลงส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยช่วง 20 ปีข้างหน้าที่ลดลงจาก 3.9% ต่อปี เป็น 3.78% ต่อปี ยกเว้นช่วง 1-2 ปีนี้ที่เศรษฐกิจจะเติบโต 4% ต่อปี ทั้งนี้ ตัวเลขคาดการณ์ยังมาจากแผนอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งปัจจัยการผลิตไฟฟ้าใช้เองของประชาชน และเอกชน (แคปทีฟ ดีมานด์) อาทิ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนที่ลดลงอย่างมาก“ตัวเลขที่น่าสนใจ คือ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก 3 นโยบายรัฐ คือ อีวี อีอีซี และไฮสปีดเทรน จะทำให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 2,900 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่มาจากนโยบายอีวี

แต่เนื่องจากปัจจัยอื่น อาทิ ด้านเศรษฐกิจ ด้านแคปทีฟ มีผลทำให้ปริมาณไฟฟ้าปลายแผนลดลง ผลจากนโยบายรัฐจึงกระทบการใช้ไฟฟ้าไม่มากนัก ตรงกันข้ามคาดว่าปลายแผนความต้องการใช้ไฟฟ้าจะลดลงแทน” นายทวารัฐ กล่าวนายทวารัฐ กล่าวว่า ปัจจุบันการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้ามีคณะทำงานจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ซึ่งมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ 3 การไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ จะทำหน้าที่ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล รวมทั้งปรับปรุงและพัฒนาวิธีการพยากรณ์เพื่อให้ได้ค่าพยากรณ์ที่มีความถูกต้องและแม่นยำ เสนอต่อคณะอนุกรรมการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าภายใน 1-2 เดือนจากนี้ และหลังจากนั้นจะเริ่มจัดทำซัพพลาย คือ แผนการผลิตไฟฟ้าเพื่อป้อนระบบอีก 1-2 เดือน และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือพีดีพีใหม่เสร็จกลางปี 2561

เชียงราย – นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผวจ.เชียงราย เผยถึงการจัดกิจกรรมตลาดประชารัฐ จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 5 ธันวาคม ว่า ทั้งจังหวัดจะเปิดตัวหรือคิกออฟจำนวน 19 แห่ง โดยระดับจังหวัดจัดที่หน้าที่ว่าการ อำเภอเมืองเชียงราย หลังเก่าตรงถนนธนาลัย ภายใต้ชื่อตลาดประชารัฐคนไทยยิ้มได้ จ.เชียงราย พร้อมกับจะมีตลาด ประชารัฐตลาดวัฒนธรรม มีการแสดงทางด้านศิลปวัฒนธรรมที่น่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์ของเชียงรายให้ผู้เข้าร่วมได้ชมอีกด้วย ส่วนพื้นที่อื่นๆก็คัดเลือกสถานที่ ที่เหมาะสมกับแต่ละอำเภอ
สำหรับการเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในตลาดประชารัฐ ที่ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและแต่ละอำเภอนั้น มีผู้ลงทะเบียนในช่วงแรกตั้งแต่วันที่ 13-27 พฤศจิกายนไปแล้ว กว่า 1,300 ราย
ส่วนประชาชนทั่วไปและเกษตรกรหรือผู้มีรายได้น้อยรวมทั้งผู้ประสบความเดือดร้อนไม่มีสถานที่ค้าขาย ติดต่อสอบถาม ที่ศูนย์ดำรงธรรมทั้งระดับจังหวัดและอำเภอได้

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยว่า สมาคมจะเปิดขายเนื้อสุกรตลาดธงฟ้าประชารัฐ ที่ห้างโอเดียนแฟชั่นมอลล์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคมนี้ เป็นเวลา 4 วัน ในราคา 2 กิโลกรัม 100 บาท โดยมีข้อจำกัดให้ซื้อรายละ 2 กิโลกรัม เพื่อกระจายให้ได้กันอย่างทั่วถึง โดยทางสมาคมจะเปิดขายวันละ 2,000 กิโลกรัม นอกจากนี้ทางสมาคมยังจัดตลาดธงฟ้าประชารัฐที่จังหวัดตรังด้วย เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนผู้บริโภคตามภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ เนื่องจากขณะนี้เป็นฤดูฝน น้ำท่วม กรีดยางไม่ได้

“ขณะนี้ราคาสุกรเป็นขยับมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 52-53 บาท ส่วนบางพื้นที่ราคาเนื้อสุกรหน้าเขียงเคลื่อนไหวอยู่ที่กิโลกรัมละ 140-150 บาท จึงจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นเพื่อเป็นการผลักดันให้ราคาเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกัน คาดว่าจะมีผู้บริโภคมาใช้บริการประมาณ 1,000 คน ต่อวัน โดยได้ดำเนินการจัดมาแล้ว 4 ครั้ง ผู้บริโภคตอบรับดีมาก ขนาดมาเข้าคิวรอซื้อเป็นจำนวนมาก ประสบความสำเร็จด้วยดี” นายปรีชา กล่าว

มูลค่าการส่งออกไทยเดือนตุลาคม ขยายตัว 13.1% YOY โดยเติบโตดีในเกือบทุกกลุ่มสินค้าและตลาดส่งออกสำคัญ นำโดยการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อาทิ น้ำมันสำเร็จรูป ยางพาราและผลิตภัณฑ์ ที่เติบโต 42% YOY และ 47.0% YOY ตามลำดับ

ทั้งนี้ การส่งออกรวมใน 10 เดือนแรกของปีเติบโตกว่า 9.7% YOY
มูลค่าการนำเข้าตุลาคม เติบโตต่อเนื่องที่ 13.5% YOY จากการนำเข้าสินค้าในกลุ่มสินค้าเชื้อเพลิงที่เติบโตกว่า 47.7% YOY ตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ การนำเข้ารวมใน 10 เดือนแรกของปีเติบโตกว่า 14.6% YOY

คาดมูลค่าการส่งออกทั้งปี 2017 และ 2018 จะขยายตัวที่ 8.5% และ 4.2% ตามลำดับ โดยภาคการส่งออกในปี 2018 จะได้รับแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยด้านปริมาณเป็นหลัก เนื่องจากเศรษฐกิจคู่ค้าหลักที่มีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่องในปี 2018 จะส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมหลักจากไทยเติบโตได้
นอกจากนี้ อุปสงค์จากภาคครัวเรือนในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักและกลุ่มอาเซียนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีนโยบายกระจายรายได้ ก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทยขยายตัวได้สูงต่อเนื่องจากปี 2017

อย่างไรก็ดี ภาคการส่งออกในระยะต่อไปอาจถูกกระทบจากราคาน้ำมันที่จะไม่ได้มีอัตราการเติบโตที่สูงมากนัก ทำให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 17% ของการ ส่งออกทั้งหมด มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง
ในขณะเดียวกัน สินค้าโภคภัณฑ์ก็อาจถูกกดดันจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางประเภทที่มีแนวโน้มหดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาจกระทบความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคาของผู้ส่งออก

คาดว่ามูลค่าการนำเข้าทั้งปี 2017 และ 2018 จะขยายตัวที่ 13.0% YOY และ 7.2% ตามลำดับ ทั้งนี้ การนำเข้าในปี 2018 จะเติบโตตามความต้องการสินค้าวัตถุดิบและสินค้าทุน ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวตามการลงทุนในประเทศที่คาดว่าจะ ฟื้นตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงอาจถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่จะไม่ได้มีอัตราการเติบโตที่สูงมากนักเมื่อเทียบกับปี 2017

ชัยภูมิ – พ.ต.ท. ธนะสิทธิ์ อภิบุญวรเศรษฐ์ สว.สส.สภ.เมืองชัยภูมิ ได้รับแจ้งเมื่อบ่ายวันที่ 27 พฤศจิกายน ให้ช่วยเร่งขอรถดับเพลิงให้ไปช่วยดับไฟที่ลุกไหม้รถเกี่ยวข้าวกลางนา ที่คุ้มอุดมสุข หมู่ที่ 2 ตำบลรอบเมือง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลเมืองชัยภูมิหน่วยกู้ภัยสว่างคุณธรรม นำรถดับเพลิงไปยังที่เกิดเหตุ 2 คัน จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากถนนสายหลัก 1-2 กิโลเมตร ซึ่งรถเข้าไปไม่ได้ต้องใช้ถังดับเพลิงและถังสารเคมี 6 ถัง หิ้วเข้าไป และใช้สายดับเพลิงต่อกัน ใช้เวลานับชั่วโมง เพลิงจึงสงบ

นายมังกร มงคลศรี ลูกชายเจ้าของรถเกี่ยวข้าว กล่าวว่า ตนและพ่อมีอาชีพรับจ้างคุมรถเกี่ยวข้าว ได้ออกไปรับจ้างจนหมดงาน จึงมาเกี่ยวข้าวที่นาของตนกว่า 18 ไร่ โดยครอบครัวยึดอาชีพนี้มากกว่า 10 ปี รถเกี่ยวเพิ่งซื้อมาไม่กี่ปีนี้ราคากว่า 1 ล้านบาท และได้จ้างนายสุวิทย์ คงชนวน เป็นผู้ขับขี่ก็ไม่เคยเกิดเหตุอะไร ครั้งนี้พยายามดับไฟแต่ไฟก็ไหม้อย่างรวดเร็วเนื่องจากมีฟางข้าวและถุงกระสอบข้าวเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำให้ไหม้ตัวรถจนหมด ส่วนสาเหตุคาดว่าน่าจะมาจากเครื่องที่มีความร้อนและ โคริ่งเครื่องจนทำให้เกิดประกายไฟลุกไหม้ขึ้น

นายอำนวย มงคลศรี อยู่บ้านเลขที่ 244 หมู่ที่ 4 บ้านมอดินแดง ตำบลรอบเมือง จังหวัดชัยภูมิ บิดานายมังกร กล่าวว่า ครอบครัวรับจ้างเกี่ยวข้าวมานานกว่า 10 ปี ปีนี้งานก็น้อย กว่าจะหาเงินผ่อนรถเกี่ยวหมด และหลังจากเกี่ยวข้าวจะปลูกข้าวทำนาตามปกติ แต่มาเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น รู้สึกหมดแรงถึงกับเข่าทรุดทั้งที่ยืนอยู่เลยหมดทั้งข้าวที่จะต้องทิ้งหมดกว่า 7 เกวียน ตอนนี้คิดอะไรไม่ออกแล้ว
ทางด้านพนักงานสอบสวนได้ลงตรวจสอบในที่เกิดเหตุจนเพลิงสงบก็พบว่านายอำนวย เป็นเจ้าของรถและเป็นเจ้าของนา ซึ่งไม่มีเจ้าทุกข์เอาความแต่อย่างใด

รศ.ดร. วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) เปิดเผยถึงผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลก ประจำปี ค.ศ. 2018 ในกลุ่มสาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ จัดทำโดยไทม์ส ไฮเออร์ เอดูเคชั่น (Times Higher Education-THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกจากสหราชอาณาจักร ว่า การจัดอันดับครั้งนี้มีมหาวิทยาลัยเข้ารับการจัดอันดับจำนวน 500 แห่ง จาก 50 ประเทศ ซึ่งผลปรากฏว่ามหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1-3 เป็นมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ตามลำดับ ส่วนมหาวิทยาลัยของไทยที่ได้รับการจัดอันดับในสาขาวิชานี้มี 2 แห่ง ได้แก่ มทส. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อยู่ในกลุ่มอันดับที่ 401-500

อธิการบดี มทส. กล่าวว่า กลุ่มสาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ ประกอบด้วย สาขาวิชาด้านฟิสิกส์และดาราศาสตร์ เคมี คณิตศาสตร์และสถิติ ธรณีวิทยา วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์โลกและวิทยาศาสตร์ทางทะเล โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการจัดอันดับ ประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัดหลัก ซึ่งเป็นเกณฑ์เดียวกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก หรือเวิลด์ ยูนิเวอร์ซิตี้ แรงกิ้ง 2018 แต่ร้อยละของน้ำหนักในการคำนวณแตกต่างกัน ได้แก่ การอ้างอิง (อิทธิพลของการวิจัย) 35%, การสอน (สภาพแวดล้อมในการเรียนรู้) 27.5%, การวิจัย (ปริมาณ รายได้ และชื่อเสียง) 27.5%, ความเป็นนานาชาติ (บุคลากร นักศึกษา การวิจัย) 7.5% และรายได้จากภาคอุตสาหกรรม (การถ่ายโอนความรู้) 2.5%

“มทส.มีคะแนนรวม 33.6 ซึ่งเป็นคะแนนรวมสูงสุดในประเทศไทย ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด ได้แก่ การอ้างอิง ความเป็นนานาชาติ และรายได้จากภาคอุตสาหกรรม สะท้อนถึงคุณภาพการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐานสากล ศักยภาพทางด้านวิชาการ คณาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยในการผลิตผลงานวิจัยคุณภาพสูง นับเป็นที่น่ายินดีและภาคภูมิใจยิ่งกับความสำเร็จในการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของไทยที่ก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก” อธิการบดี มทส. กล่าว

นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการกศน. howlerband.com กล่าวว่า สำนักงาน กศน. ร่วมกับ สมาคมการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาผู้ใหญ่แห่งภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกใต้ (Asia South Pacific Association for Basic and Adult Education: ASPBAE) จัดสัมมนาทางวิชาการและการศึกษาดูงานในหัวข้อ Study Exchange on Youth and Adult Education in a Lifelong Learning System ระหว่างวันที่ 27-30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่โรงแรมวินเซอร์ สวีท สุขุมวิท กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้แก่เยาวชนและผู้ใหญ่ ในเรื่องศูนย์การเรียนชุมชน ระบบหน่วยกิต กลไกการรับรองคุณวุฒิ รวมถึงภาพรวมของระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตในประเทศไทย

การสัมมนาวิชาการดังกล่าว มีผู้แทนจากประเทศสมาชิกองค์กร ASPBAE เข้าร่วมประชุม จำนวน 38 คน จากหลายประเทศ อาทิ สาธารณรัฐอินเดีย รัฐเอกราชซามัว สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา มองโกเลีย สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต สาธารณรัฐคีร์กีซ สาธารณรัฐทาจิกิสถาน รวมทั้งประเทศไทย
ในโอกาสนี้ บุคลากรของสำนักงาน กศน. ได้ร่วมบรรยายในเวทีดังกล่าว อาทิ นางสาวปาริชาติ เย็นใจ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเผยแพร่ทางการศึกษา บรรยายเรื่องระบบการศึกษาไทย และระบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
ภายหลังการสัมมนา นางสาวปาริชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีในเรื่องศูนย์การเรียนชุมชน รวมถึงภาพรวมของระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะเรามีกฎหมายส่งเสริม ภาครัฐสนับสนุนการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ตลอดจนกิจกรรมศูนย์การเรียนชุมชนเด่นที่สุดในภูมิภาค

นางณัฐญา นิยมานุสร ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.อยู่ระหว่างศึกษาแพลตฟอร์มผู้ให้คำแนะนำด้านกองทุนรวม (เวลท์ แอดไวเซอร์) ซึ่งอาจจะผสมผสานทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ให้คำแนะนำ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นเครื่องมือให้นักลงทุนเลือกลงทุนในกองทุนรวมได้ง่ายขึ้น และเพื่อแก้ปัญหาการเปิดเผยข้อมูลการเลือกกองทุนรวมที่เหมาะสม รวมถึงการรองรับแผนการออมเงินสำหรับวัยเกษียณ อย่างไรก็ตาม สำหรับเทรนด์ในปัจจุบันประชาชนมีแนวโน้มลงทุนและออมเงินมากขึ้น โดยพยายามแสวงหาการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งการลงทุนในกองทุนรวมเป็นทางเลือกหนึ่งที่นิยม จึงเห็นการเติบโตของกองทุนรวมเพิ่มขึ้นทุกปี โดยข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2560 มูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม (เอ็นเอวี) อยู่ที่ 4.45 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.95 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่เอ็นเอวีอยู่ที่ 2.28 ล้านล้านบาท มีจำนวนผู้ถือหน่วยลงทุน 5.39 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 1.51 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่มีจำนวนผู้ถือหน่วยลงทุนอยู่ที่ 3.55 ล้านบัญชี และมีจำนวนกองทุนรวมในตลาดประมาณ 1,300 กอง

“จากปัญหาเรื่องการเปิดเผยข้อมูล และการเลือกกองทุนรวมให้เหมาะสมกับนักลงทุน ก.ล.ต.จึงพยายามศึกษาแพลตฟอร์มที่จะทำให้นักลงทุนเข้าใจข้อมูลกองทุนรวมแต่ละประเภทให้สะดวกและง่ายขึ้น” นางณัฐญา กล่าวและว่า สังคมไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบภายใน 4 ปี โดยในปี 2564 จะมีประชากรผู้สูงอายุคิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด ความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

“สมคิด” ลงแส้รัฐวิสาหกิจ สั่งเร่งเบิกจ่ายงบลงทุน ให้ได้ตามเป้า จี้รฟท.-ทอท. อย่าล่าช้ารอเบิกจ่ายช่วงท้ายปี ขู่เป็นตัวชี้วัดผลงานผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ คลังดันศก.โต 3.8% ตามเป้า แอบลุ้น 2 เดือนขยายตัวเพิ่ม ทำจีดีพีทะลุ 4%

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 2561 ที่กระทรวงการคลังว่า ได้สั่งการให้รัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนเดือนสุดท้ายของปี 2560 ให้ได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่ยัง เบิกจ่ายล่าช้า เพราะเป็นตัวชี้วัดการทำงานผู้บริหารสูงสุด หรือซีอีโอ