ด้านผู้นำด้านสมุนไพรไทยอย่างมูลนิธิ ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร

มาร่วมจัดแสดงสวนสมุนไพร “งามตาใกล้ใจ คนทุกวัยสุขภาพดี” ไฮไลต์คือ 10 สมุนไพรที่ควรปลูกไว้ เพราะให้ทั้งความรื่นรมย์ สวยงาม และช่วยดูแลสุขภาพ เช่น ผม ผิว ฟัน เล็บ หัวใจ ตา สมอง ปอด กระดูก และกล้ามเนื้อ ระบบทางเดินอาหาร พบนิทรรศการ “อาหาร เป็นยา ป้องกันและรักษาโรคภัย” พบเรื่องราวของข้าว เครื่องเทศ ผัก และของหมักดอง กินอย่างไรให้เหมาะสมตามวัย กินอย่างไรให้เหมาะสมกับธาตุเจ้าเรือน และยังแจกต้นสมุนไพรทุกวัน วันละชนิด ได้แก่ ผักปลังแดง บานเย็น กระดูกไก่ดำ และเล็บครุฑ ที่พิเศษปีนี้ ยังเปิดโซนใหม่ “สปาไทยอภัยภูเบศร” ที่นำการนวดไทยมาผสมผสานการนวดอโรมาเธอราพี ตามธาตุเจ้าเรือนเป็นครั้งแรกอีกด้วย

นอกจากนี้งานตลอดทั้ง 4 วัน มีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย ตั้งแต่กิจกรรมเวิร์กช็อป ศิลปะ-ไอที-การเงิน กิจกรรม Healthy Exercise และ “เพลงสร้างสุข” จากนักร้องนักดนตรี วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ ในช่วงเย็นทุกวัน พร้อมด้วยบูธอาหาร-สินค้าเพื่อสุขภาพ และความงามอีกกว่า 200 ร้าน ร่วมลุ้นของรางวัลจากกิจกรรม “ยิ่งซื้อ ยิ่งได้” เมื่อซื้อสินค้าครบ 300 บาท จะได้รับคูปอง 1 ใบ สะสมครบ 5 ใบ แลกรับรางวัลพิเศษ นอกจากนี้ ยังจะได้ลุ้นนาฬิกา Garmin Forerunner 920XT มูลค่า 15,900 บาท วันละ 5 รางวัล สนุกกับกิจกรรมการกุศล “ช้อนไข่ ได้บุญ” รายได้สมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดี และคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ธอส.เตรียมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 25,000 ล้าน ปล่อยกู้ช่วยผู้มีรายได้น้อยช่วงกลางปี กู้ซื้อบ้านไม่เกินรายละ 3 ล้าน และขยายสินเชื่อโครงการบ้านสานรัก รายละ 2 ล้าน รายได้ต่ำ 9,000 บาท ต่อเดือน ก็กู้ได้ วงเงินไม่ถึงหาผู้กู้ร่วมได้อีก 2 คน

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ได้เตรียมวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 25,000 ล้านบาท สำหรับปล่อยกู้ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในช่วงกลางปี โดยโครงการแรกเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซื้อที่อยู่อาศัยทั้งที่อยู่อาศัยใหม่หรือมือสอง รวมถึงรีไฟแนนซ์ สินเชื่อบ้านจากธนาคารอื่นมาที่ ธอส.วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท

ให้กู้ได้ไม่เกินรายละ 3 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ที่ 3.43% แบ่งเป็น 2 ปีแรกคิดดอกเบี้ยคงที่ 2.9% และปีที่ 3 คิดดอกเบี้ยคงที่ 4.5% เริ่มวันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป

ส่วนอีกโครงการเป็นการขยายวงเงินสินเชื่อในโครงการบ้านสานรักอีก 10,000 ล้านบาท หลังจากวงเงินเดิม 28,000 ล้านบาท ปล่อยกู้เต็มไปหมดแล้ว เพื่อช่วยเหลือให้ผู้มีรายได้น้อยได้ซื้อที่อยู่อาศัยได้ไม่เกิน รายละ 2 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยคงที่เริ่มต้น 2 ปีแรก 2.99%

นอกจากนี้ ยังมีวงเงินสินเชื่ออีก 5,000 ล้านบาท สำหรับให้ลูกค้าเก่าเข้ามากู้เพิ่มเติมเพื่อนำไปต่อเติมหรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย แต่ต้องกู้ไม่เกินวงเงินเดิมที่ได้รับ คิดดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 4%

“โครงการที่เปิดใหม่ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนมาขอสินเชื่อหมดภายในเดือนมิถุนายนนี้แน่นอน ส่วนโครงการบ้านสานรักที่ผ่านมา มีผู้สนใจอย่างล้นหลาม เพราะเปิดตัวช่วงแรกได้เตรียมวงเงินไว้ 8,000 ล้านบาท และต่อมาเพิ่มอีก 20,000 ล้านบาทก็เต็มวงเงินทั้งหมด ดังนั้น รอบนี้จึงขยายวงเงินเพิ่มอีก ซึ่งผู้สนใจเข้ามาขอกู้ได้เลย” นายฉัตรชัย กล่าวและว่า ขณะที่โครงการสินเชื่อประชารัฐขณะนี้ปล่อยกู้ได้ไปแล้ว 10,000 ล้านบาท มีวงเงินเหลืออีก 10,000 ล้านบาท

ธอส.มีนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ใครเคยขกู้ธนาคารพาณิชย์แล้วไม่ผ่านก็มากู้กับ ธอส.ได้ เพราะไม่มีการกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำเหมือนธนาคารพาณิชย์ รายได้น้อยกว่า 9,000 บาท ต่อเดือน ก็กู้ได้ ถ้าวงเงินไม่ถึงให้หาผู้กู้ร่วมได้อีก 2 คน

ที่สำคัญยังผ่อนปรนเงื่อนไขพิจารณาสินเชื่อ จากเดิมคิดการผ่อนชำระให้ 1 ใน 3 ของรายได้ เพิ่มเป็น 1 ใน 2 ของรายได้ ทำให้มีโอกาสกู้ผ่านได้วงเงินสูงจากเดิม เช่น เงินเดือน 12,000 บาท ต่อเดือน จะกู้ได้มากกว่า 1 ล้านบาท

กรมการข้าว จัดยิ่งใหญ่ งาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ปี 60 ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา นำชาวนาสู่ยุค 4.0” โชว์สุดอลังการคลังความรู้-เทคโนโลยีด้านข้าว สู่ยุค 4.0 พร้อมพัฒนาข้าวสู่สากล เริ่ม 3-5 มิถุนายนนี้ ที่กรมการข้าว เกษตรกลางบางเขน กรุงเทพฯ

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ข้าวเป็นพืชอาหารหลักที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตคนไทย และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจสังคมของประเทศ นอกจากจะผลิตข้าวเพื่อบริโภคภายในประเทศแล้ว ข้าวยังเป็นสินค้าส่งออกนำเงินรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งข้าวไทยมีคุณสมบัติโดดเด่น เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ อาชีพชาวนาจึงเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ มีคุณค่ากับวิถีชีวิตและสังคมไทย นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ข้าวและชาวนาจึงควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงให้ความสำคัญต่อกิจการด้านข้าวมาตลอด ด้วยเหตุผลความสำคัญดังกล่าว คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ซึ่งเห็นชอบให้ วันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ซึ่งในปีนี้กรมการข้าวจึงได้กำหนดจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ประจำปี 2560 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา นำชาวนาสู่ยุค 4.0” ในระหว่าง วันที่ 3-5 มิถุนายนนี้ ที่บริเวณกรมการข้าว เกษตรกลางบางเขน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพวรางกูร และราชวงศ์ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่กิจการด้านข้าวและชาวนาของประเทศ รวมทั้งเป็นการรำลึกถึงความสำคัญของข้าวและเชิดชูเกียรติชาวนาไทย ตลอดจนเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านข้าวของไทย ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องชาวนามาร่วมแสดงผลงานทางวิชาการด้านข้าว เพื่อโชว์ศักยภาพข้าวไทยยุค 4.0 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานเปิดงานดังกล่าว ในวันที่ 3 มิถุนายน 2560 เวลา 14.00 น. จึงขอเชิญชวนชาวนา เกษตรกร และประชาชนทั่วไป มาเฝ้าฯ รับเสด็จ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวนาไทยทั่วประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวอีกว่า ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ตลอด 3 วัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ในการจัดนิทรรศการแสดงผลงานนวัตกรรมต่างๆ ในด้านการข้าวไทย อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติและพระราชกรณียกิจด้านข้าว “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาข้าวและชาวนา” นิทรรศการทางวิชาการ อาทิ ข้าวพันธุ์ใหม่ แก้ไขปัญหาให้ชาวนา ซึ่งในปีนี้จะมีข้าวพันธุ์ใหม่แนะนำถึง 6 พันธุ์ คือ กข 71 กข 73 กข 75 ซีบูกันตัง ดอกข่า 50 มะลินิลสุรินทร์หรือมะลิดำ 2 ทั้งนี้ยังมีข้าวที่มีน้ำตาลต่ำเพื่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือ พิษณุโลก 80 และ กข 43

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการเชิดชูเกียรติชาวนา การยกระดับมาตรฐานข้าวเพื่อชาวนา สู่ยุค 4.0, การจัดแสดงผลงานนวัตกรรม, การแสดงทางวัฒนธรรมด้านข้าว พิธีบวงสรวงแม่โพสพและขบวนแห่บูชาแม่โพสพและวัฒนธรรมประเพณี 4 ภาค รวมถึงนิทรรศการเครื่องจักรกลการเกษตรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว, เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว การสาธิตการโรยสารด้วยเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานไร้คนขับ (Agriculture Drone) เป็นต้น

กรมการข้าว ยังได้จัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติกระจายในระดับภูมิภาคอีก 4 แห่ง ระหว่าง วันที่ 4-5 มิถุนายนนี้ ได้แก่ ภาคกลาง ณ ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ภาคเหนือ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ และภาคใต้ ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ซึ่งแห่งนี้จะมีการจัดขบวนบูชาแม่โพสพด้วย

“กรมการข้าว ขอเชิญชวนชาวนา เกษตรกร นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณกรมการข้าว เกษตรกลางบางเขน ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่าง วันที่ 3-5 มิถุนายนนี้ เพื่อร่วมเชิดชูเกียรติชาวนา ในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชน ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ ชมฟรีและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ” นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่สหกรณ์ทั่วประเทศ สำรวจพื้นที่พร้อมทำแปลงใหญ่เพิ่มอีก 360 แปลง คาดจะผลักดันให้สำเร็จในเดือนสิงหาคม 2560 นี้

กรมส่งเสริมสหกรณ์สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าส่งเสริมการรวมพื้นที่ทำเกษตรแปลงใหญ่เพิ่ม หลังสำรวจข้อมูลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะผลักดันเข้าสู่ระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อีกจำนวน 360 แปลง พื้นที่ 456,887 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่แปลงใหญ่ข้าว พืชไร่ ไม้ผล ปศุสัตว์ ประมงและสินค้าเกษตรอื่นๆ คาดว่าจะสามารถผลักดันให้ดำเนินการได้ในเดือนสิงหาคม 2560 นี้

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ขณะนี้การดำเนินงานส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่สหกรณ์ โดยจะแบ่งภารกิจออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อบริหารจัดการพื้นที่การผลิตแบบแปลงใหญ่ โดยจะมีการให้ความรู้การรวมกลุ่ม การกำหนดโครงสร้างและวางระบบการบริหารจัดการกลุ่มและแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อเข้ามาบริหารงานในพื้นที่แปลงใหญ่ ส่งเสริมให้สมาชิกรวมกันผลิต บริหารจัดการการใช้ปัจจัยการผลิตและเครื่องมืออุปกรณ์ในการผลิตร่วมกัน ซึ่งจะช่วยในการลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ยังได้เน้นการส่งเสริมด้านการตลาด หลังจากเกษตรกรรวมกลุ่มกันผลิตในรูปของเกษตรแปลงใหญ่แล้ว จะมีการประเมินวิเคราะห์สภาพตลาดและผลผลิตในพื้นที่เพื่อประกอบการจัดทำแผนการตลาด การประชุมเพื่อวางแผนการผลิตและการตลาด การส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกันขายผลผลิตเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดร่วมกัน รวมถึงการจัดทำข้อตกลงซื้อขายผลผลิตในพื้นที่แปลงใหญ่กับคู่ค้าภาคเอกชน

การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่สหกรณ์ ส่วนใหญ่เน้นพื้นที่พืชไร่ เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวและยังมีไม้ผล พืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ สินค้าประมงและปศุสัตว์ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการแนะนำส่งเสริมการรวมกลุ่มโดยใช้วิธีการสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็งแล้ว 582 แปลง มีการประชุมเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดและมีแผนการตลาดแล้ว 542 แปลง สำหรับในปี 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่สหกรณ์ จำนวน 201 แปลง จากจำนวนทั้งหมดในภาพรวมที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งเป้าหมายดำเนินการในปี 2559-60 จำนวน 1,512 แปลง มีการส่งเสริมการผลิตข้าวครบวงจรในรูปของเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่สหกรณ์ 57แห่ง พื้นที่ 83,815 ไร่ เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 5,926 ราย

“ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดสำรวจข้อมูลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะผลักดันเข้าสู่ระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ อีกจำนวน 360 แปลง พื้นที่ 456,887 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่แปลงใหญ่ข้าว 113 แปลง พืชไร่ 48 แปลง ไม้ผล 97 แปลง ปศุสัตว์และประมง 90 แปลง ผัก 9 แปลงและสินค้าเกษตรอื่นๆ อีก 3 แปลงคาดว่าจะสามารถผลักดันให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้าสู่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2560 นี้ นอกจากนี้

สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ 276 แห่ง ยังได้เข้าไปมีบทบาทในการรับซื้อผลผลิตจากแปลงใหญ่ ซึ่งผลผลิตที่สหกรณ์ได้วางแผนจะรับซื้อมีปริมาณ 563,871 ตัน มูลค่า 4,267.59 ล้านบาท ส่วนแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป กรมฯจะดำเนินการผลักดันสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ประสงค์จะเข้าร่วมการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นเป้าหมายในการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ซึ่งคาดว่าเมื่อเกษตรกรที่อยู่ภายใต้ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จะมีระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ เกิดการรวมกลุ่มการผลิตที่เข้มแข็ง มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น หรือมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.ยุงยุทธ ข้ามสี่ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยฯ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คว้ารางวัล จากการประกวดและแสดงผลงานในระดับนานาชาติ ในงาน IX European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T ณ Palace of Culture เมือง IASI ประเทศโรมาเนีย ในระหว่างวันที่ 25 – 27 พฤษภาคม 2560 โดยมีสมาคมส่งเสริมนวัตกรรมและการประดิษฐ์ไทย (ATIP) มีส่วนผลักดันความสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งมีผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลทั้งหมด จำนวน 11 รางวัล จากผลงานการวิจัย 3 ผลงาน ได้แก่

ผลงานเรื่อง “อาหารเสริมน้ำตาลพรีไบโอติกจากหัวหอม” ( ALLI-FOS®, Prebiotic Sugar Supplement) โดย อาจารย์ ดร.ไพโรจน์ วงศ์พุทธิสิน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย โขนงนุช คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับ 3 รางวัล
– รางวัล “Gold Medal” จากประกวดและแสดงผลงานในระดับนานาชาติ ในงาน IX European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T

– รางวัล “special award” จาก สมาคม Association of Polish Inventors and Rationalizers จากประเทศโปแลนด์

– รางวัล “Honor of Invention” จากสมาคม World Invention Intellectual Property Associations ประเทศไต้หวัน

ผลงานเรื่อง“ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมสำหรับไบโอรีแอคเตอร์จมชั่วคราว ufabets.co.uk เพื่อการขยายพันธุ์พืชระดับอุตสาหกรรม” (Advanced Computerized-control System of Temporary Immersion Bioreactor for Industrial Plantlets Micro propagation) โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พูนพัฒน์ พูนน้อย คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรและ รองศาสตราจารย์ ดร.นพมณี โทปุญญา-นนท์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รับ 4 รางวัล
– รางวัล “Gold Medal” จากประกวดและแสดงผลงานในระดับนานาชาติ ในงาน IX European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T

– รางวัล “Gold Medal ” จาก Innovation Design Research International Symposium (IDRIS) ประเทศมาเลเชีย

– รางวัล “Special Award” จาก Toronto International Society of Innovation & Advanced Skills ประเทศแคนาดา

– รางวัล “The Politehnica Innovation Award” จาก University Politehnica of Buchares ประเทศโรมาเนีย

3.ผลงาน เรื่อง “สารสกัดสาหร่ายกรีนคาเวียร์อินทรีย์สำหรับผลิตภัณฑ์เวชสำอางชะลอวัย” (Organic extract of green caviar for anti-aging cosmeceutical products) โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร

อมรเลิศพิศาล คณะเทคโนโลยีกรประมงและทรัพยากรทางน้ำ รองศาสตรา จารย์ ดร. เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ , ดร.ลภัทรดา มุ่งหมาย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา และคุณมณฑกานต์ ท้ามติ้นศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี ร่วมกับ ผู้ประกอบการ คุณอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ บริษัท ดร.โทบิ จำกัด ได้รับ 4 รางวัล

– รางวัล “Gold Medal” จากประกวดและแสดงผลงานในระดับนานาชาติ ในงาน IX European Exhibition of Creativity and Innovation : E U R O I N V E N T

– รางวัล “Special award” จาก University of Craiova, Romania จากประเทศโรมาเนีย

– รางวัล “Special award” จาก สมาคม Association of Polish Inventors and and Rationalizers ประเทศโปแลนด์

– รางวัล “Special Award” จาก Malaysian Research & Innovation Society ประเทศมาเลเซีย

จากรางวัลที่ได้รับ แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเท ความตั้งใจ ของทีมนักวิจัยในการศึกษาวิจัยผลงานคุณภาพ แสดงให้เป็นที่ประจักษ์ สามารถใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้จริง จนได้รับการยอมรับ และสามารถคว้ารางวัลนวัตกรรมในระดับนานาชาติ ซึ่งมีผลงานนวัตกรรมที่ส่งเข้าประกวดมากกว่า 400 ผลงาน จาก 37 ประเทศ ในงาน IX EUROINVENT 2017 ณ ประเทศโรมาเนีย สร้างความภาคภูมิให้กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และคนไทยทั้งประเทศ

เกษตรฯ ไฟเขียว กรอบยุทธศาสตร์มั่นคงอาหาร พุ่งเป้าประเทศ

มีอาหารคุณภาพ เพียงพอ ยั่งยืนที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2560 เห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหาร กระทรวงเกษตรฯ ปี 2560 – 2564 ชู 5 ยุทธศาสตร์สำคัญ สู่วิสัยทัศน์ ประชากรในประเทศไทยมีอาหารที่มีคุณภาพเพื่อบริโภคตามหลักโภชนาการอย่างเพียงพอและยั่งยืน

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2560 เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน การประชุมดังกล่าวได้รายงานถึง ประกาศ สศก. เรื่อง กำหนดให้เกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลเกษตรกร พ.ศ. 2560 ซึ่งออกประกาศเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560 และที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งรับทราบถึงแนวทางการบริหารการนำเข้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ หัวพันธุ์มันฝรั่ง และหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ตามพันธกรณีความตกลงระหว่างประเทศ ปี 2560 และการกำหนดชื่อสินค้ามันฝรั่งให้เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 111) พ.ศ. 2539

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านอาหาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พ.ศ.2560 – 2564) ซึ่ง สศก. ในฐานะผู้รับผิดชอบจัดทำร่างกรอบยุทธศาสตร์ฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ กำหนดวิสัยทัศน์ “ประชากรในประเทศไทยมีอาหารที่มีคุณภาพเพื่อบริโภคตามหลักโภชนาการอย่างเพียงพอและยั่งยืน” ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ผลิตอาหารอย่างเพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศอย่างยั่งยืน โดยเน้นกลยุทธ์เพิ่มศักยภาพการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต พัฒนาเกษตรกรให้เข้มแข็ง ยุทธศาสตร์ที่ 2 สนับสนุนให้ประชากรทุกระดับเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอได้ตลอดเวลา มีกลยุทธ์ คือ ส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตในชุมชน ส่งเสริมระบบการบริการเพื่อสนับสนุนการผลิตและการสร้างรายได้ภายในชุมชน สนับสนุนมาตรการป้องกันและรองรับภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ยุทธศาสตร์ที่ 3 ส่งเสริมการผลิตอาหารคุณภาพดี ลดการสูญเสีย และมีการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม เน้นกลยุทธ์ในการสนับสนุนการผลิตที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต ส่งเสริมการให้ความรู้ประชาชนและเกษตรกรในด้านอาหารศึกษา สร้างเครือข่ายและพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศทางการเกษตรเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร ยุทธศาสตร์ที่ 4 รักษาเสถียรภาพการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน มีกลยุทธ์ คือการส่งเสริมการคุ้มครองพื้นที่เกษตร สนับสนุนการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ ประมง และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน และ ยุทธศาสตร์ที่ 5 สนับสนุนการพัฒนาความมั่นคงด้านโภชนาการอาหาร โดยมีกลยุทธ์ คือ วิจัยและพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารให้มีคุณภาพและมีความปลอดภัยตามมาตรฐาน และมีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น

ในงาน THAIFEX 2017 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ร่วมกับ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำผู้ประกอบการผักและผลไม้ไทยที่เข้าร่วมโครงการ “การยกระดับและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการด้านสินค้าผักและผลไม้ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ AEC ด้วย ThaiGAP” แสดงผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ThaiGAP ในงาน THAIFEX 2017 พร้อมมุ่งเดินหน้าหนุนผู้ประกอบการผักและผลไม้ไทยให้ได้รับมาตรฐาน ThaiGAP และ Primary ThaiGAP เพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคด้วยความปลอดภัยของสินค้าเกษตร และที่สำคัญเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทยแข่งขันได้ในอาเซียนและตลาดโลก

นางสาวชนากานต์ สันตยานนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส โปรแกรม ITAP สวทช. กล่าวว่า “ภารกิจของโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คือสนับสนุน SMEs ไทยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับผลิตภัณฑ์และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการผลิตของผู้ประกอบการ หลังจากสนับสนุนให้งบประมาณในการดำเนินโครงการ “การยกระดับและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs ด้านสินค้าผักและผลไม้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ AEC ด้วย ThaiGAP” ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2557 – ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 30 รายที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ThaiGAP และโครงการ “การพัฒนาระบบการผลิตที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน Primary ThaiGAP” ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 – ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 2 รายที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Primary ThaiGAP โดยผลิตผลทางเกษตรที่เข้าร่วมโครงการล้วนมาจากผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้ที่หลากหลายกว่า 70 ชนิด อาทิ เมล่อน มะละกอ มะพร้าวน้ำหอม แคนตาลูป แตงโม กล้วยหอม พริก ทุเรียน มังคุด เงาะ และมะเขือเทศ เป็นต้น

“ในการดำเนินงาน 2 โครงการข้างต้น โดยโปรแกรม ITAP สวทช. และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้รับความร่วมมือจากศูนย์วิจัยและพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นผู้เชี่ยวชาญในโครงการ โดยมีทีมงานที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรเข้าร่วมให้คำปรึกษาแก่ SMEs โดยในงาน THAIFEX-World of food ASIA 2017 (THAIFEX 2017) ครั้งนี้ มีผู้ประกอบการจำนวน 9 ราย นำผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้สดที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ThaiGAP กว่า 20 ชนิด พร้อมนำเสนอสู่สายตาสาธารณชน”

“โปรแกรม ITAP สวทช. ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการผักและผลไม้ไทย โดยการนำผู้เชี่ยวชาญเข้าเยี่ยมชมและให้คำแนะนำแก่สถานประกอบการ ในด้านการบริหารจัดการระบบของการผลิตสินค้าผักและผลไม้ให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของ ThaiGAP ตั้งแต่กระบวนการปลูก การบรรจุ รวมไปถึงการขนส่ง ซึ่งมาตรฐาน ThaiGAP มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติและการตรวจรับรองที่ถูกกว่ามาตรฐานของต่างประเทศ ความสำเร็จของโครงการคือ ได้ช่วยผู้ประกอบการในการเพิ่มคุณภาพสินค้าผักและผลไม้ของไทยให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับได้ในระดับสากล ขณะที่มาตรฐาน Primary ThaiGAP เป็นมาตรฐานระดับพื้นฐานสำหรับในประเทศ ที่มีข้อกำหนดไม่มากนัก เน้นเฉพาะระบบความปลอดภัยในการผลิต ทำให้เกษตรกรเข้าใจง่าย และเหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการผักและผลไม้ขนาดเล็กหรือเป็นลูกค้ารายย่อยที่ขาดศักยภาพด้านการแข่งขันและการพัฒนาเทคโนโลยี เนื่องจากขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางหรือขาดแคลนเงินทุน ได้มีโอกาสเข้าถึงการพัฒนาคุณภาพสินค้า และยกระดับมาตรฐานสินค้าตามข้อกำหนดและมาตรฐาน” นางสาวชนากานต์ สันตยานนท์ กล่าว

โปรแกรม ITAP สวทช. พร้อมเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการผักและผลไม้ไทยให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน ThaiGAP และ Primary ThaiGAP อย่างต่อเนื่อง กำหนดเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ สำหรับปี 2560 – 2561 จำนวน 20 ราย สอบถามข้อมูลโครงการเพิ่มเติม ติดต่อ คุณพนิตา ศรีประย่า เจ้าหน้าที่โปรแกรม ITAP โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1301 หรืออีเมล panita@nstda.or.th กยท. เผย วันนี้ตลาดกลางระดับภูมิภาค RRM เริ่มคึกคัก ตัวแทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เข้าร่วมเสนอขายสินค้ายางคุณภาพมาตรฐาน GMP กว่า 160 ตัน

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า กยท. ได้เริ่มเปิดซื้อขายยางบนตลาด Regional Rubber Market (RRM) หลังจากทำการพัฒนาระบบการซื้อขายออนไลน์จนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พบว่า เริ่มมีผู้สนใจเข้ามาใช้บริการตลาดออนไลน์แห่งใหม่นี้แล้ว โดยเฉพาะสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพื้นที่ภาคใต้ อาทิ ตรัง พัทลุง และยะลา ซึ่งหันมาผลิตยางรมควันอัดก้อนที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP นำมาเสนอขายผ่านตลาด RRM สูงถึง 160 ตัน และทาง กยท. คาดการณ์ว่า ตลาด RRM จะช่วยเพิ่มโอกาสในการหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการยางและสถาบันเกษตรกรได้ อีกทั้งเป็นการซื้อขายยางในระบบราคาที่ยุติธรรม (Fair Price) โดยผู้ซื้อจะได้สินค้าที่มีมาตรฐานตรงกับความต้องการ ตลอดจนเป็นการผลักดันให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของสถาบันเกษตรกรให้เกิดการรวมตัวกันแปรรูปยางที่มีคุณภาพผ่านรับมาตรฐาน GMP และวันนี้ กยท. ได้เดินหน้านำร่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่ผู้ขายสามารถขายยางให้กับผู้ซื้อยางในตลาดต่างประเทศได้โดยตรงผ่านตลาด RRM แห่งนี้

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทาน ร่วมกับกรมการข้าว เร่งสำรวจผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมและฝนตกชุกในช่วงนี้ อาจกระทบต่อผลผลิตมากกว่าที่เคยประมาณการไว้ ปี 2560/61 จะมีปริมาณข้าวออกสู่ตลาดประมาณ 29 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งหากมีปริมาณน้ำฝนในปีนี้มีมาก ส่งผลให้ผลผลิตมีมากกว่าประมาณการ อาจกระทบต่อการบริหารจัดการในช่วงปลายฤดูกาล และในวันที่ 2 มิถุนายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ในฐานะอนุกรรมการกำกับติดตามแผนการผลิตและตลาดข้าวครบวงจร ได้เชิญประชุม เพื่อประเมินสถานการณ์ผลผลิตข้าวทั้งปี ซึ่งจะร่วมกันประเมินสถานการณ์ข้าวก่อนนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานต่อไป

แหล่งข่าวจากกรมการข้าวกล่าวว่า ผลผลิตข้าวปี 2560/61 คาดว่ามีการปลูกข้าว 66.69 ล้านไร่ ผลผลิต 29.50 ล้านตันข้าวเปลือก เป็นข้าวหอมมะลิ 23.68 ล้านไร่ ผลผลิต 8.07 ล้านตัน ข้าวหอมจังหวัด 3.29 ล้านไร่ ผลผลิต 1.39 ล้านตัน ข้าวหอมปทุม 1.46 ล้านไร่ ผลผลิต1 ล้านตัน ข้าวเจ้า 20.55 ล้านไร่ ผลผลิต 12.20 ล้านตัน ข้าวเหนียว 17.39 ล้านไร่ ผลผลิต 6.72 ล้านตัน ข้าวอื่นๆ 3.2 ล้านไร่ ผลผลิต 1.2 แสนตัน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเสนอมาตรการการปรับพื้นที่นาและลดการปลูกข้าวให้ที่ประชุมให้ นบข.เห็นชอบ 3 โครงการ พื้นที่เป้าหมาย 1.08 ล้านไร่ วงเงิน 4,718.545 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. โครงการปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนนาข้าว (รอบที่ 1) จำนวน 6.3 แสนไร่ วงเงิน 3,803.88 ล้านบาท 2. โครงการปลูกพืชหลากหลาย (รอบ 2) พื้นที่ 45 แสนไร่ วงเงิน 864.53 ล้านบาท และ 3. โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด (รอบ 2) บนพื้นที่ 5 หมื่นไร่ วงเงิน 50.135 ล้านบาท

ยุคนี้คนที่กำลังจะเริ่มสร้างเนื้อและอยากจะทำธุรกิจ ต้องรู้ทันธุรกิจยุคดิจิทัล

โดยเร็วๆ นี้ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) เตรียมเปิดตัวบริการให้คำปรึกษาธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการที่ TCDC ณ อาคารไปรษณีย์กลาง ถนนเจริญกรุง วันนี้ มันนี่ทิปมีคำแนะนำจาก TCDC มาเรียกน้ำย่อยกันก่อนค่ะ

ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคและกระแสโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยน ได้แก่

เปลี่ยนความคิดการทำธุรกิจ ซึ่งก็คือเลิกยึดติดกับการทำธุรกิจและแนวคิดแบบเก่า
รู้เท่าทันเทรนด์ หรือกระแสแนวโน้มพฤติกรรมของคนในช่วงเวลานั้นๆ เพราะจะทำให้สามารถคาดเดาความต้องการที่อยู่ในใจลึกๆ ของผู้บริโภค และนำเสนอสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการได้
สร้างแบรนด์ โดยต้องเข้าใจส่วนแบ่งตลาดของสินค้าหรือบริการ ว่ามีกลุ่มเป้าหมายกี่ประเภท แล้วเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเจาะ จากนั้นจึงพัฒนาจุดยืนของแบรนด์ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย โดยองค์ประกอบของแบรนด์จะต้องสะท้อนถึงจุดยืนที่อยู่ภายใต้จุดหมายของแบรนด์ และภารกิจของแบรนด์
นำเสนอจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ให้ถูกจุด ข้อสำคัญของการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคตามความสนใจ ลักษณะการถ่ายทอดสาร ช่องทาง ให้เหมาะสม
พัฒนาผลิตภัณฑ์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้คำนึงถึงหลักสำคัญ 4 อย่าง คือ สามารถบรรจุผลิตภัณฑ์ได้ สื่อสารบอกเล่าเรื่องราวได้ สื่อถึงแบรนด์ และมีฟังก์ชั่นการใช้งานพิเศษเพิ่มขึ้น

ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อไม่ให้ถูกขโมยไอเดีย ผ่านการจดทะเบียนต่างๆ อาทิ เครื่องหมายการค้า ครอบคลุมโลโก้ของแบรนด์ สิทธิบัตร เพื่อไม่ให้ผลิตภัณฑ์หรือผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาโดนลอกเลียนแบบ และลิขสิทธิ์ที่ป้องกันไม่ให้เนื้อหาที่คิดค้นขึ้นมาถูกคัดลอกแบบไม่ได้รับอนุญาต
ออกแบบบริการที่ดี ก็คือการออกแบบประสบการณ์ที่ผู้บริโภคจะได้รับจากแบรนด์ตั้งแต่ยังไม่เข้าร้านจนกระทั่งชำระเงินเรียบร้อย ซึ่งการออกแบบบริการที่ดีต้องเกิดความสะดวกสบายทั้งกับพ่อค้า แม่ค้า และลูกค้า

วิเคราะห์ธุรกิจด้วยแผนผ้าใบธุรกิจตรวจเช็กธุรกิจอีกครั้งด้วยการวิเคราะห์ 9 ปัจจัย ตามแผนผ้าใบธุรกิจ (Business Model Canvas) ได้แก่ จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ กลุ่มลูกค้า ช่องทางเข้าหาลูกค้า ความสัมพันธ์กับลูกค้า รายได้ของธุรกิจ กิจกรรมที่ทำ สิ่งที่ต้องมี พาร์ตเนอร์ที่สำคัญ และต้นทุนที่ต้องจ่าย
ทั้ง 8 ข้อ เป็นคำแนะนำเบื้องต้น ผู้ประกอบการที่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถไปใช้บริการ TCDC ที่อาคารไปรษณีย์กลางได้ เพราะการวางแผนล่วงหน้าทำให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายและประหยัดเงินในกระเป๋าได้

นายกิตติภูมิ นามวงค์ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครลำปาง เผยว่า เนื่องจากเทศบาลนครลำปางยังไม่มีการจัดการมูลฝอยติดเชื้อที่ถูกหลักสุขาภิบาล ขณะที่สถานบริการด้านสาธารณสุขทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีเพิ่มขึ้น ทำให้ขยะติดเชื้อเพิ่มขึ้นด้วยเกิดการปนเปื้อนไปกับขยะมูลฝอยทั่วไป ทำให้เชื้อโรคต่างๆ แพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมได้ จึงศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดระบบเตาเผามูลงฝอยขยะติดเชื้อเทศบาลนครลำปาง สำหรับรองรับมูลฝอยติดเชื้อและจังหวัดในกลุ่มภาคเหนือตอนบน รวม 13 จังหวัด เพื่อกำจัดมูลฝอยติดเชื้อให้เป็นตามมาตรฐานถูกหลักสุขาภิบาล ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม และมีการระบายมลพิษทางอากาศเป็นไปตามมาตรฐาน การระบายมลพิษทางอากาศจากปล่องเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนด การก่อสร้างระบบกำจัดขยะดังกล่าว กำจัดขยะติดเชื้อได้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3.2 ล้านกิโลกรัม ต่อปี และเป็นศูนย์กลางในการบริการกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อจากสถานพยาบาลจังหวัดลำปาง และพื้นที่เขตบริการสาธารณสุขที่ 1 และ 2 รวม 13 จังหวัด กำหนดการก่อสร้างเตาเผาขยะในปี 2562 ภายในบริเวณบ่อฝังกลบขยะมูลฝอย หมู่ที่ 2 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง ใช้เวลาดำเนินการ 3 ปี ในวงเงิน 380 ล้านบาท

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นของบฯ การทำบันทึกข้อตกลงเป็นหนึ่งในขั้นตอนการของบฯ หลังจากทำบันทึกข้อตกลงแล้วก็จะยื่นเรื่องทั้งหมดส่งไปยังสำนักงบประมาณ นอกจากนี้ ทำประชาคมชาวบ้านในพื้นที่ตำบลกล้วยแพะ จะเป็นที่ตั้งของการก่อสร้างเตาเผาขยะเรียบร้อยแล้ว”

ทั้งนี้ เทศบาลนครลำปาง สาธารณสุขจังหวัดลำปาง ปศุสัตว์จังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด โรงพยาบาลมะเร็งลำปาง โรงพยาบาลสุรศักดิ์มนตรี และโรงพยาบาลเขลางค์นครราม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือการบริหารจัดการมูลฝอยติดเชื้อของเทศบาลนครลำปาง

เริ่มแล้วงานเฮลท์แคร์ครั้งที่ 9 ฟิตเกินวัย ใจเกินร้อย เครือมติชนจัดใหญ่ต่อเนื่อง สร้างเสริมความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพผู้สูงวัย ขอเชิญร่วมกิจกรรมได้ทุกวันระหว่างวันที่ 1-4 มิ.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ร่วมตรวจสุขภาพฟรีทุกวันจาก 16 โรงพยาบาลชั้นนำที่โซนเมืองสุขภาพ ด้านร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรแจกต้นสมุนไพรทุกวัน วันละชนิด ได้แก่ ผักปลังแดง บานเย็น กระดูกไก่ดำ และเล็บครุฑ พิเศษปีนี้เปิดโซนใหม่ “สปาไทยอภัยภูเบศร” ที่นำการนวดไทยมาผสมผสาน การนวดอโรมาเธอราพี ตามธาตุเจ้าเรือนเป็นครั้งแรกอีกด้วย

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. งานมหกรรมสุขภาพ เฮลท์แคร์ 2017 poipetsix.co.uk ที่เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเปิดฉากขึ้นในวันแรก ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่ามีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก ทยอยเข้ามาร่วมงานซึ่งจัดพื้นที่ “สวนสุขใจ” ให้เป็นสวนดอกไม้นานาพันธุ์ในธีมสีเหลือง พร้อมประดับตกแต่งด้วยประติมากรรมสุนัขลายจุดของนายวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ศิลปินนักออกแบบเซรามิก ชื่อดังจากเถ้าฮงไถ่ ซึ่งภายในสวนแห่งนี้ยังมีกิจกรรมสาธิต เมนูสุขภาพ 4 วัน 4 เมนู โดยคณะเชฟ จากมติชน อคาเดมีด้วย

สำหรับงานครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 9 ภายใต้ธีม “ฟิตเกินวัย ใจเกินร้อย” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-4 มิ.ย. เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจให้คนไทยได้มีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัวให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยในขณะนี้

จากนั้น เวลา 14.00 น. ได้มีพิธีเปิดงานโดยนายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) น.ส.ปานบัว บุนปาน รองกรรมการผู้จัดการสายการตลาด บมจ.มติชน นายณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย รองคณบดี หัวหน้าสาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) นพ. อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นพ. ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองอธิบดีกรมการแพทย์ รศ.ดร.พูลสุข เจนพาณิชย์ วิสุทธิ์พันธ์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร คณะแพทย ศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี และนพ.จรัญ บุญฤทธิการ ผอ.ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร

ศ.นพ.ประเสริฐ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “สถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย” ขณะที่บนเวทีกิจกรรมของแต่ละวันยังมีเสวนาหลากความรู้จากหมอระดับประเทศ

ศ.นพ.ประเสริฐกล่าวว่า ขณะนี้ประเทศ ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ผู้ชายมีอายุเฉลี่ยที่ 72 ปี ผู้หญิงอายุเฉลี่ยเกือบ 80 ปี เกิดความชุกเรื่องโรคเรื้อรัง สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการดูแลและป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ในผู้สูงอายุ ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้เน้นให้ประเทศสมาชิกส่งเสริมในการจัดระบบสุขภาพของผู้สูงอายุเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมภายในงาน เริ่มจากโซน “เมืองสุขภาพ” เปิดให้บริการ ตรวจสุขภาพฟรี จาก 16 ร.พ.ชั้นนำ เช่น ศูนย์ถันยรักษ์ ร.พ.ศิริราช บริการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรม, ร.พ.จุฬาภรณ์ ตรวจประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็ง, ร.พ. บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) ตรวจตาด้วยเครื่องวัดค่าสายตาและตรวจตาด้วยจักษุแพทย์, ร.พ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ EKG, ร.พ.เลิดสิน ตรวจมวลกระดูก และประเมินความเสี่ยงการเกิดกระดูกหัก ฯลฯ โดยปีนี้ที่พิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเปิดให้บริการตรวจรักษาสุขภาพช่องปาก และฟัน (ถอนฟัน, อุดฟัน และขูดหินปูน)

ผศ.ทพ.ดร.สุชิต พูลทอง คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หน่วยเราเริ่มเปิดรับคนไข้ตั้งแต่ช่วง 09.00 น. และจะปิดรับตอน 14.00 น. ซึ่ง ไม่ได้จำกัดจำนวนคนไข้ มีเตียงมาให้บริการ 18 เตียงด้วยกัน พร้อมทันตแพทย์คอยให้บริการ ซึ่งจะเป็นทันตแพทย์อาสา ถ้าคนไข้ต้องทำนอกเหนือจากการถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน ก็จะส่งต่อ หรือแนะนำให้ไปโรงพยาบาลทันตกรรม

ส่วนคณะแพทยศาสตร์ ร.พ.รามาธิบดี ได้เปิดคลินิกพิเศษเพื่อผู้สูงวัย ให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่, ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ พร้อมตรวจมวลร่างกาย และตรวจน้ำตาลในเลือด, ตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ และกิจกรรมพัฒนาศักยภาพสมอง (Brain Training Zone)

ภายในงานยังมีโซน “เมืองสาธารณสุข” หน่วยงานต่างๆ จากกระทรวงสาธารณสุข เช่น กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค กรมสุขภาพจิต กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ยังมาจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้ บริการปรึกษาปัญหาสุขภาพ ตรวจสุขภาพฟรี ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย สาธิตการ ทำอาหารสุขภาพ ตอบคำถามเล่นเกมชิงรางวัล ฯลฯ

ชาวนาแห่ปลูกกล้วยแทนนาปรัง ซัพพลายล้นทุบราคาฮวบ

ลูกละ 80 สตางค์เกษตรกรทั่วประเทศแห่ปลูกกล้วยหอมทอง-น้ำว้า แทนทำนาปรัง ส่งผลปริมาณล้นตลาด ทำราคาตกจากเครือละ 180-200 บาท เหลือ 130-150 บาท คาดสารทจีน-ตรุษจีน ราคากระเตื้องขึ้น เกษตรกรปทุมฯ เผย หน่อกล้วยได้รับความนิยมสูง ภาคอีสาน-ภาคใต้-สปป.ลาว แห่ซื้อหน่อพันธุ์กล้วยหอมของปทุมธานี กว่า 1 แสนหน่อ/วัน

ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ปี 2558 แหล่งเพาะปลูกกล้วยหอม 5 อันดับแรกของประเทศไทย ได้แก่ ปทุมธานี เพชรบุรี ชุมพร หนองคาย และสระบุรี โดยจะเก็บเกี่ยวผลผลิตมากช่วงเดือนเมษายนและธันวาคม ซึ่งตลาดที่มีศักยภาพ ได้แก่ ตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ เช่น จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ โดยมีมูลค่าการส่งออกไปตลาดญี่ปุ่น กว่า 50%

ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ปี 2558 จังหวัดปทุมธานีมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง 10,373 ไร่ มีเกษตรกร 688 ครัวเรือน โดยปลูกครอบคลุมทุกอำเภอ ซึ่งปลูกมากที่อำเภอหนองเสือ 9,404 ไร่ รองลงมาเป็นอำเภอธัญบุรี เมือง และคลองหลวง มีผลผลิตทั้งหมด 6.4 หมื่นตัน หรือเฉลี่ย 6,236 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่กล้วยน้ำว้า มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 9,754 ไร่ มีเกษตรกร 1,921 ครัวเรือน โดยปลูกครอบคลุมทุกอำเภอ ปลูกมากที่อำเภอหนองเสือ 6,623 ไร่ รองลงมาเป็นอำเภอสามโคก เมือง และลาดหลุมแก้ว มีผลผลิตรวม 3.3 หมื่นตัน หรือเฉลี่ย 3,444 กิโลกรัม/ไร่

ส่วนจังหวัดเพชรบุรี ปี 2558 มีพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอมทอง 4,266 ไร่ มีผลผลิต 9,741 ตัน โดยปลูกมากที่อำเภอบ้านลาด และแก่งกระจาน ขณะที่กล้วยน้ำว้า มีพื้นที่ปลูก 49,681 ไร่ มีผลผลิต 92,074 ตัน ปลูกมากที่อำเภอบ้านลาด ท่ายาง และแก่งกระจาน

นายชัชวาล ทินประยงค์ ผู้ใหญ่บ้าน ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เจ้าของสวนกล้วยหอมทอง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันราคากล้วยหอมทองลดลงอย่างมาก เนื่องจากมีประชาชนและเกษตรกรแห่ปลูกกล้วยหอมทองจำนวนมากแทบทุกจังหวัด ทำให้เกิดภาวะล้นตลาด และราคาตก โดยปัจจุบันจังหวัดปทุมธานีมีการจำหน่ายหน่อกล้วยหอมทองนับ 100,000 หน่อ ต่อวัน ราคาหน่อละ 8 บาท/หน่อ ขนาดประมาณ 20-35 เซนติเมตร ส่วนใหญ่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ต้องการจำนวนมาก รวมถึง สปป.ลาว

ประกอบกับช่วงนี้มีผลไม้ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปบริโภคผลไม้ในฤดูกาลมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ราคากล้วยหอมทองหน้าสวนจำหน่ายอยู่ที่ เครือละ 130 บาท ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 5 หวี/เครือ ราคาลดลงจากปี 2559 ซึ่งราคาหน้าสวนอยู่ที่ 180-200 บาท/เครือ ขณะนี้เกษตรกรต้องปรับตัวด้วยการลดการใช้ปุ๋ย แล้วหันไปใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาแทนปุ๋ย เช่น ปุ๋ยคอก เป็นต้น

ทั้งนี้มองว่าราคากล้วยหอมทองจะตกต่ำยาวไปจนถึงสิ้นปี 2560 และอาจจะกลับมาราคาสูงขึ้นถึง 180-200 บาท/เครือ ในช่วงเทศกาลสารทจีนและตรุษจีน ซึ่งปัจจุบันตลาดส่วนใหญ่จะเป็นตลาดในประเทศ ได้แก่ ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท และบางส่วนส่งให้กับโมเดิร์นเทรด อย่างไรก็ตาม มองว่าหากมีตลาดต่างประเทศเข้ามา ได้แก่ จีน และญี่ปุ่น น่าจะช่วยให้ราคากล้วยหอมทองสูงขึ้นได้ นอกจากนี้พืชผักชนิดอื่นๆ เช่น ฝรั่ง ราคาก็ลดลงเช่นกัน เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อน้อยลง โดยปี 2560 กล้วยน้ำว้า ขนาดเล็ก ราคา 10 บาท/หวี ขนาดกลาง 12 บาท/หวี ใหญ่ 15 บาท/หวี ลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณ 10 บาท

ด้าน นายสุริยา ธรรมธารา สมาชิก อบต. บึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เจ้าของสวนและผู้ค้ากล้วยหอมรายใหญ่ในจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ราคากล้วยหอมทองในจังหวัดปทุมธานีลดลงไปมาก เหลือเพียงเครือละ 150 บาท หรือหวีละประมาณ 25 บาท จากปีที่ผ่านมาราคาอยู่ที่ 200 กว่าบาท ซึ่งถือว่าราคาตกลงไปมาก ปัจจัยหนึ่งมาจากเกษตรกรจังหวัดต่างๆ หันมาปลูกกล้วยมากขึ้น บางส่วนเปลี่ยนจากปลูกข้าวโพด ซึ่งขณะนี้ราคาตกลงเช่นกัน หันมาปลูกกล้วยแทน และอีกปัจจัยมาจากนโยบายของภาครัฐที่ต้องการลดการทำนาปรัง แล้วให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน ซึ่งเกษตรกรบางส่วนก็เลือกปลูกกล้วย ทำให้มีปริมาณล้นตลาดส่งผลให้ราคาตก ทั้งนี้ คาดว่าราคาน่าจะดีขึ้นในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ไม่เพียงแต่กล้วยหอมทองที่ราคาตกเท่านั้น กล้วยน้ำว้าและพืชชนิดอื่นก็ราคาตกเช่นกัน โดยตลาดหลัก ได้แก่ ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท และแม็คโคร

นายมานะ บุญสร้าง หัวหน้าฝ่ายการตลาด สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด เพชรบุรี เปิดเผยว่า จากราคากล้วยที่พุ่งสูงขึ้นในปีที่ผ่านมา ทำให้คนหันมาปลูกกล้วยเป็นจำนวนมาก ทุกสายพันธุ์ อีกทั้งการสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชอื่นทดแทนการทำนาปรังยิ่งทำให้หันมาปลูกกล้วยกันเกือบทุกพื้นที่ ส่งผลให้เกิดผลผลิตล้นตลาด ราคาตกมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสหกรณ์การเกษตรท่ายาง ปีนี้มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอม ประมาณ 800 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาไม่มากนัก ปัจจุบันมีผลผลิตวันละประมาณ 7 หมื่นลูก โดยเรามีการวางแผนการตลาด หาตลาดให้กับสมาชิก เป็นตลาดส่งแน่นอน แบ่งเป็น 10% ส่งออกประเทศญี่ปุ่น อีก 90% ส่งขายภายในประเทศไปยังโมเดิร์นเทรด ได้แก่ เซเว่น-อีเลฟเว่น, ท็อปส์ มาร์เก็ต, บิ๊กซี, แฟมิลี่มาร์ท และจัสโก้ เป็นต้น

นายมานะ กล่าวอีกว่า โดยปกติสหกรณ์รับซื้อผลผลิตจากสมาชิกตามราคาตลาดขณะนั้น หากกล้วยแพงก็ให้ราคาสูง แต่หากราคาตกก็จะมีการประกันราคาขั้นต่ำอยู่ที่ ลูกละ 1.60 บาท ถือเป็นราคาที่สูงกว่าตลาดทั่วไป ที่ปัจจุบันตกลูกละ 0.80-1.50 บาท หรือหวีละ 12-21 บาท เท่านั้น เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมากล้วยหอมราคาดี ลูกละ 3-4 บาท อย่างไรก็ตาม จากราคาที่ตกต่ำลงคาดว่าจะมีผู้ที่ปลูกลดลง คาดว่าอีก 9 เดือน สถานการณ์ราคากล้วยน่าจะกลับเข้าสู่ปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ราคากล้วยหน้าสวนตกลงอย่างมาก ได้ส่งผลให้ราคาขายปลีกปรับลดลงด้วย โดยกล้วยหอมมีราคาเฉลี่ย หวีละ 80-100 บาท ขณะที่กล้วยน้ำว้าหวีเล็ก ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25 บาท ส่วนหวีใหญ่ราคาอยู่ที่ 25-30 บาท

สกว.จับมือ มทส. ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไก่เนื้อโคราชแก่เกษตรกร จ.ศรีสะเกษ เป็นผู้ผลิตลูกไก่เนื้อโคราชรายแรก หวังขยายผลทางเลือกอาชีพกับเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยังยืน

เมื่อเร็วๆนี้ รศ.ดร.ประภาพร ขอไพบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และรศ.ดร.อมรรัตน์ โมฬี อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยศูนย์วิจัย และพัฒนาพันธุ์ “ไก่เนื้อโคราช” พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการทางด้านสัตว์ปีก ลงพื้นที่เยี่ยมชม และให้ความเห็นแก่ชมรมผู้เลี้ยงไก่ห้วยทับทัน ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่ “สายพันธุ์ไก่เนื้อโคราช” อ.ห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โดยความร่วมมือในการสนับสนุนระหว่าง สกว. , มทส. และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมี นายทูลทองใจ ดวนใหญ่ ผู้จัดการ ธกส.สาขาห้วยทับทัน และสมาชิกชมรมผู้เลี้ยงไก่ห้วยทับทัน ให้การต้อนรับ

รศ.ดร.อมรรัตน์ โมฬี เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมปศุสัตว์ สนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ไก่เนื้อโคราช อย่างต่อเนื่อง ซึ่งงานวิจัยได้ค้นพบการใช้ทฤษฎีด้านการปรับปรุงพันธุ์ไก่เนื้อโคราช และเป็นเทคโนโลยีที่เกษตรกรรายย่อยของประเทศสามารถเข้าถึงง่าย สำหรับเทคโนโลยีสร้างลูกไก่สายพันธุ์ผสมระหว่างพ่อไก่พันธุ์พื้นเมืองเหลืองหางขาว และแม่พันธุ์ไก่สายพันธุ์ มทส. ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ ที่สำคัญเป็นการขยายผลทางด้านอาชีพแก่เกษตรกร ในยุคของการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และยังสอดคล้องกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย

“ไก่เนื้อโคราชมีคุณสมบัติทนโรค ทนแล้ง ใช้เวลาเลี้ยงเพียงแค่ 2 เดือน กับไก่น้ำหนัก 1.2 กก. ก็สามารถจับขายได้ ประกอบกับการเลี้ยงง่ายๆ แบบพื้นบ้าน นอกจากจะโตไว คุณสมบัติด้านรสสัมผัสของเนื้ออยู่ระหว่างกลางของไก่เนื้อกับไก่พื้นเมืองไม่นุ่มเละเหมือนไก่เนื้อ ไม่เหนียวแข็งเหมือนไก่พื้นเมือง โดยเนื้อไก่โคราชจะมีความเหนียวแต่นุ่ม เคี้ยวไปแล้วเหมือนมีสปริง เพราะมีคอลลาเจนสูงกว่าไก่เนื้อ 2 เท่า แต่ไม่มากไป ที่สำคัญมีปริมาณโปรตีนสูง แต่ไขมันต่ำ และยังมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย จึงเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภครักสุขภาพ” รศ.ดร.อมรรัตน์ อธิบาย พร้อมกับกล่าวว่า

เพื่อเป็นการขยายผลการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย มหาวิทยาลัยจึงขยายฐานความร่วมโดยการสร้างภาคีความร่วมมือขึ้นกับ ธ.ก.ส. หอการค้าจังหวัด กรมปศุสัตว์ กระทรวงมหาดไทย ผ่านระดับจังหวัด อำเภอ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนให้การเลี้ยงไก่เนื้อโคราชเป็นอาชีพที่เข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ผลของความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในอำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร รวมถึงอำเภอเมือง อำเภอโนนสูง อำเภอปักธงชัย และอำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีจำนวนเกษตรกรมากกว่า 100 ราย และปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีความพร้อมทั้งทางด้านพื้นที่และบุคลากร เพื่อขยายฐานการผลิตลูกไก่ส่งเกษตรกรกว่า 44,000 ตัวต่อเดือน ในราคาตัวละ 20 บาท

จึงนับว่าไก่เนื้อโคราชเป็นผลงานวิจัยที่มีเป้าหมายชัดเจนในการนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพของเกษตรกร ดังนั้นการพัฒนาโดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อทำให้ไก่มีความโดดเด่นที่แตกต่าง และสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่เข้มแข็งในการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความเป็นพลวัต และการสร้างภาคีความร่วมมือในการทำงานเพื่อพัฒนาอาชีพ และนำไปสู่การขยายผลสู่เกษตรกรในวงกว้างที่เห็นผลได้

ด้านนายทูลทองใจ ดวนใหญ่ กล่าวทิศทางการขยายกลุ่มชมรมผู้เลี้ยงไก่ห้วยทับทันว่า เป็นในทิศทางที่ดี ภายหลังที่เกษตรกร ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการขยายพันธุ์ไก่ การขุนไก่เนื้อโคราช จากมทส. จังหวัดศรีสะเกษให้การสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างโรงเรือน และอุปกรณ์การเลี้ยง รวมถึงตู้ฟักไข่ และพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อโคราช ให้แก่สมาชิก ทั้ง 5 กลุ่ม โดยในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา หรือนับจากเดือนกันยายน 59 สมาชิกชมรมผู้เลี้ยงไก่ห้วยทับทัน สามารถผลิตลูกไก่ส่งให้เครือข่ายราว 30,000 ตัวต่อเดือน ซึ่งในแต่ละโรงเรือนจะมีพ่อแม่พันธุ์อยู่ประมาณ 400 ตัว ถือว่ายังไม่เพียงพอกับความต้องการของสมาชิก และผู้ที่สนใจ ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ และจังหวัดใกล้เคียงอย่างจ.อุบลราชธานีและจ.สุรินทร์

อย่างไรก็ตาม นอกจากการผลิตลูกไก่เนื้อโคราชแล้ว สมาชิกยังได้ขุนไก่จำหน่าย ตามแผงลอยต่างๆในจังหวัดที่มีอยู่ประมาณ 20 แผงตามปั้ม ปตท.รวมถึงร้านค้าในตลาดสด และร้านอาหาร เช่น ร้านนายเฮงดีไก่ย่าง ต้นตำรับไก่ย่างไม้มะดัน และไก่ใต้น้ำ ที่มีการสืบทอดสูตรเด็จกว่า 80 ปี สร้างรายได้ให้กับสมาชิกขั้นต่ำวันละ 500 บาท

ผู้จัดการ ธกส. สาขาห้วยทับทัน อธิบายอีกว่า การเลี้ยงไก่ 1 โรงเรือน ประมาณ 500 ตัวต่อรุ่นโดยให้กินอาหารเต็มที่จะมีกำไรประมาณ 6,000 บาทต่อการเลี้ยง 2 เดือน แต่ถ้าที่มีพื้นที่ปล่อยและมีอาหารธรรมชาติ จะมีกำไรประมาณ 14,000 บาท ต่อการเลี้ยงประมาณ 3 เดือน คิดเป็นกำไรจากไก่มีชีวิตสามารถจำหน่ายไก่มีชีวิติกิโลกรัมละ 75-80 บาท ซึ่งมีต้นทุนการเลี้ยงประมาณกิโลกรัมประมาณ 60-65 บาท ขณะเดียวกันสมาชิกสามารถมีกำไรที่มากขึ้นหากมีการแปรรูปไก่เป็นเมนูประจำถิ่น เช่น ไก่ย่าง และไก่ใต้น้ำ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาสมาชิกชมรมผู้เลี้ยงไก่ห้วยทับทันในอนาคต รศ.ดร.กนก ผลารักษ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ความเห็นว่า การจะพัฒนาการเลี้ยงไก่เนื้อโคราชไปอีกขั้น คือ การตลาดและการจัดการ โดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการทำการตลาดเพื่อรองรับผลผลิตของชมรม ในส่วนนี้ ทางชมรมผู้เลี้ยงไก่ ควรจะมีการจัดสรร หรือ แบ่งการผลิตลดความซ้ำซอน ยกตัวอย่าง กลุ่มนี้ เน้นการผลิตลูกไก่ และสร้างพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เพื่อส่งต่อแก่สมาชิกในชมรม และผู้ที่สนใจ ขณะที่อีกกลุ่มก็เน้นไปที่การขุนไก่เนื้อ และแปรรูป ส่งตลาดตามที่ได้วางระบบไว้

ส่งออกผลไม้ไทย ปี’60 โต 15% มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้าน ชี้ทุเรียนยังครองอันดับหนึ่งตลาดจีน ระบุไทยต้องตั้งมาตรฐานทุเรียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ตลาดขยายตัวเร็ว

นายไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ภาพรวมตลาดส่งออกผลไม้ไทยในขณะนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจีนและฮ่องกง ยังคงเป็นตลาดหลัก ด้วยสัดส่วนส่งออกจีน 70% ฮ่องกง 15-20% และอินโดนีเซีย คาดว่าตลาดรวมผลไม้ปีนี้จะมีมูลค่าส่งออกถึง 40,000 ล้านบาท โตขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 15% โดยทุเรียนเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในขณะนี้ส่งออกไปยังตลาดจีน 70% ลำไย 20% และอื่นๆ ขณะที่ฮ่องกงปีนี้ตลาดส้มโอได้รับความนิยมสูง ส่งออก 80% รองลงมา มะพร้าว และลำไย

“ปีนี้ทุเรียนยังคงมาแรงได้รับความนิยมจากตลาดจีนอย่างมาก เฉพาะตลาดทุเรียนส่งออกถึง 70-80% สินค้าตัวอื่นก็แล้วแต่ความนิยมของสินค้า เพราะบางตัวนิยมในจีนแต่ไม่นิยมในฮ่องกง อย่างลำไยจีนรับอย่างเดียว ฮ่องกงจะไม่นิยมเพราะมีรสหวาน คนฮ่องกงไม่ชื่นชอบ แต่น่าสนใจว่าปีนี้ส้มโอฮ่องกงขายได้มากกว่าจีน 80% และยังมีความต้องการเพิ่ม แต่จีนอยู่ที่ 10% เท่านั้น แต่ทุเรียนจะโตขึ้นทุกปีได้รับความนิยมทุกปี ด้วยศักยภาพของการส่งออกทุเรียนไทย และแม้ราคาจะค่อนข้างสูงแต่จีนก็มีกำลังซื้อสูงด้วย”

สำหรับปัจจัยและอัตราการเติบโตของตลาดส่งออกผลไม้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าทุเรียนสดจะได้รับความนิยมตามนอกเขตเมืองของแต่ละมณฑลในจีน เนื่องจากตามเขตเมืองโตเต็มศักยภาพ จากก่อนหน้าสินค้าทุกตัวจะถูกส่งเข้าไปยังตลาดเจียงหนาน มณฑลกว่างโจวเป็นหลัก ปัจจุบันขยายออกตามรอบนอก เช่น เจ้อเจียง ด้วยการคมนาคมทางบกที่สะดวก รวดเร็วกว่า โดยจะใช้เส้นทาง R3 และ R12 R9 ออกเลียบชายฝั่งส่งตรงไปตามชายแดนได้ง่าย ทำให้ตลาดขยายตัวและโตมากขึ้น

นายไพบูลย์ กล่าวต่อไปว่า ตลาดทุเรียนในปีนี้โตขึ้นอย่างรวดเร็ว และอนาคตก็ยังขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจากจีนเป็นตลาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูง ซึ่งมาตรฐานสินค้าทุเรียนยังคงเป็นเรื่องสำคัญที่ไทยควรจะปรับให้ไปในทิศทางเดียวกัน ขณะเดียวกัน รัฐต้องคำนึงโครงสร้างการผลิตและการตลาดควบคู่ไปด้วย

“ปัญหามาตรฐานทุเรียนโดยส่วนตัวมองว่า ขึ้นอยู่ที่ผู้บริโภคด้วยต้องเลือกซื้อสินค้าให้ดี ประกอบกับผู้ขายเองก็ต้องตั้งมาตรฐานให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะถ้ามาตรฐานเท่ากันตลาดก็ไปได้เร็ว ปัญหาทุเรียนอ่อนเกิดขึ้นทุกปีผู้ซื้อเองก็ต้องดูก่อนซื้อและถามว่าปีนี้ทุเรียนแพงหรือไม่ ก็ยังแพงและปริมาณเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกปี เพราะความต้องการสูงผู้บริโภคยอมจ่ายตามกำลังโดยเฉพาะจีนกำลังซื้อสูงมาก”

ปลานิลและปลานิลแดง หรือ “ปลาทับทิม” ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงสายพันธุ์มาจากปลานิล ถือเป็นทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ด้วยคุณลักษณะที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตสูง ออกลูกออกหลานทั้งปี รสชาติอร่อย และยังเป็นอาหารสุขภาพชั้นดีที่เป็นแหล่งโปรตีน ไขมันต่ำ ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับแหล่งโปรตีนอื่นๆ ทำให้ความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผลผลิตปลานิลเฉลี่ยประมาณ 200,000 ตัน ต่อปี ผลผลิตส่วนใหญ่มาจากการเพาะเลี้ยงทั้งสิ้น และจากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมของไทยพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยใช้ระบบการเพาะเลี้ยงตั้งแต่กึ่งพัฒนาในบ่อดิน ใช้เวลาเลี้ยงนาน 8-10 เดือน ไปจนถึงระบบการเลี้ยงแบบพัฒนาหรือที่เรียกว่า “การเลี้ยงแบบหนาแน่นเชิงพาณิชย์” ที่มีทั้งการเลี้ยงในบ่อดินและการเลี้ยงในกระชังในแม่น้ำ แหล่งน้ำตามธรรมชาติหรือเขื่อนขนาดใหญ่ โดยการให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเป็นส่วนใหญ่ ใช้เวลาเลี้ยงสั้น ประมาณ 4-6 เดือน

ผลจากการพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่หันมาเลี้ยงปลานิลโดยใช้ระบบการเลี้ยงแบบพัฒนากันมากขึ้น เนื่องจากใช้เวลาเลี้ยงสั้น สามารถคาดการณ์ผลผลิตได้ ให้ผลตอบแทนหรือกำไรต่อหน่วยพื้นที่สูงกว่าการทำเกษตรกรรมอื่นมาก และที่สำคัญคือได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง มีความสม่ำเสมอทั้งปริมาณและคุณภาพโดยเฉพาะคุณภาพของเนื้อปลา

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ต้องประสบกับภาวะการเกิดโรคระบาดอันเป็นผลโน้มนำมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง โดยเฉพาะโรคที่มีสาเหตุมาจากแบคทีเรีย เช่น โรคตัวด่าง โรคตาโปน หรือโรคแผลเปื่อยตามตัว เป็นต้น ซึ่งในอดีตเกษตรกรนิยมแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อ ทำให้เกิดปัญหาสารตกค้างในผลผลิตและผลิตภัณฑ์ปลาที่อาจส่งผลต่อผู้บริโภคได้ แต่จากการที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกรมประมงและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องได้ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง เรื่องการใช้ยาและสารเคมี รวมทั้งอันตรายที่เกิดจากการใช้ยา เน้นให้เกษตรกรตระหนักถึงการป้องกันและการรักษาโรคอย่างถูกต้องและถูกวิธีเป็นหลัก

ในปัจจุบันเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง englishdefenceleague.org มีความรู้ความเข้าใจแนวทางการประยุกต์ใช้หลักการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญๆ ควบคู่ไปกับการจัดการสุขภาพปลาระหว่างการเลี้ยงที่ถูกต้อง เน้นการใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เช่น การใช้จุลชีพโปรไบโอติกส์และสมุนไพรในการป้องกันทดแทนการใช้ยาและสารเคมีในการรักษา ใช้ยาหรือสารเคมีชนิดที่ปลอดภัย เช่น เกลือแกงและด่างทับทิม หรือสารอื่นๆ เท่าที่จำเป็นและถูกวิธี โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค หรือเข้าใจระยะหยุดยาเมื่อมีการใช้ยาและสารเคมี เพื่อลดการปนเปื้อนของการใช้ยาและสารเคมีในเนื้อปลาที่อาจเกิดขึ้นได้ ทำให้สามารถลดความเสี่ยงของความสูญเสียที่เกิดจากการเกิดโรคได้อย่างได้ผล และสามารถลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ยาและสารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคโดยทั่วไป

ดังนั้น จึงเป็นหลักประกันที่สำคัญที่เป็นเครื่องยืนยันอย่างดี ว่าผลผลิตปลานิลและปลาทับทิมของไทยมีคุณภาพสูง อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพ อีกทั้งยังปลอดภัยจากสารตกค้างที่จะเป็นอันตรายทั้งต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดความมั่นคงของอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมของไทยในทุกห่วงโซ่การผลิต และสามารถดำเนินไปอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

วันที่ 1 มิถุนายน จากที่พายุไซโคลน “โมรา” (MORA) เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณบริเวณชายแดนระหว่างประเทศบังคลาเทศและเมียนมา และอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก และจะทำให้มีปริมาณน้ำฝนจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะส่งผลกระทบกับพื้นที่เหนือเขื่อนเกิดน้ำหลากท่วมขัง เขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำลงท้ายเขื่อนเพื่อพร่องปริมาณน้ำรองรับสถานกาณ์ดังกล่าว

โดยเช้าวันนี้เขื่อนเจ้าพระยาคงอัตราการระบายน้ำ 719 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยระดับน้ำเหนือเขื่อนเช้าวันนี้วัดได้ 16.78 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ทรงตัวต่อเนื่องจากเมื่อวาน ส่วนทางด้านท้ายเขื่อนวัดได้ 10.53 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง จากการระบายน้ำในอัตราปัจจุบันจะส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปจนถึง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยามีระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 10-15 เซนติเมตร ดังนั้นพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในตำบลบางหลวงโดด อำเภอบางบาล และตำบลบ้านกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังคงต้องเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ และประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป

นายเกริกชัย ผ่องแผ้ว นายอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เดินทางตรวจเยี่ยมสวนทุเรียนพิชญ์ธิดา บ้านโนนสำเริง ตำบลน้ำอ้อม ของ นายพิสูจน์ ภูโท ซึ่งให้ผลผลิตเต็มต้น คาดว่าประมาณ 3 สัปดาห์ ทุเรียนจะสุกสามารถกินได้ โดยเป็นทุเรียนภูเขาไฟ เกรดพีเมียมเปลือกบาง ปลูกบนพื้นดินที่เคยเป็นภูเขาไฟในอดีต จึงมีความอุดมสมบูรณ์มาก ส่งผลให้ทุเรียนมีรสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นฉุน

“สวนทุเรียนทุกแห่งในอำเภอกันทรลักษ์ เป็นสวนทุเรียนที่มีคุณภาพดีมาก ชาวศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียงจึงมาซื้อไปกินจำนวนมาก ทำให้เจ้าของสวนขายทุเรียนได้หมดในเวลาอันรวดเร็วมาก ประชาชนที่นิยมกินทุเรียนหมดโอกาสได้กินทุเรียนอำเภอกันทรลักษ์ จึงร่วมกับเจ้าของสวนทุเรียนเปิดให้จองทุเรียนภูเขาไฟ โดยเจ้าของสวนจะไม่นำขายให้ผู้อื่น รวมทั้งผู้จองเปรียบเสมือนเจ้าของสวน หากมีเวลาว่างสามารถแวะเข้ามาดูต้นทุเรียนที่จองไว้ได้ เมื่อทุเรียนสุก เจ้าของสวนจะโทรศัพท์แจ้งให้มารับ โดยขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท เท่านั้น ขอเชิญชวนประชาชนชาวศรีสะเกษ และประชาชนชาวไทยทั่วประเทศไปจองทุเรียนภูเขาไฟเป็นต้นเอาไว้กินได้ โดยให้ติดต่อกับเจ้าของสวนทุเรียนทุกแห่งได้โดยตรง ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้ตรวจดูต้นทุเรียนที่ต้องการจะจองเอาไว้ หากพอใจและชอบทุเรียนต้นใดก็สามารถจองต้นทุเรียนกับเจ้าของสวนทุเรียนได้โดยตรงทันที และรีบจองโดยด่วน เนื่องจากขณะนี้มีผู้สนใจเข้าจองทุเรียนภูเขาไฟจำนวนมาก” นายเกริกชัย กล่าว

นอกจากนี้ เตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์ หาแนวทางการพัฒนา

สร้างแบรนด์กลางนมโรงเรียนใหม่ หรือใช้ตราสัญลักษณ์โบทองที่กระทรวงพาณิชย์เคยศึกษาไว้ให้นำมาขายเชิงพาณิชย์เพื่อช่วยดูดซับนมโคในช่วงที่เกิดปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงปิดเทอม และเตรียมหารือกับผู้ประกอบการร้านนม อาทิ มนต์นมสด นมโจ ในการเข้ามาช่วยพัฒนาสหกรณ์โคนม ให้สามารถจัดตั้งร้านขายนมสดตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการเพิ่มการเข้าถึงและเพิ่มการบริโภคนมภายในประเทศ รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับสหกรณ์โคนมอีกทาง

นพ. ธีรวัฒน์ วลัยเสถียร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคอีสานตอนล่าง ประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ พบว่า จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรครายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-24 พฤษภาคม พื้นที่ 4 จังหวัดดังกล่าวพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกแล้ว จำนวน 464 ราย แยกเป็น นครราชสีมา 196 ราย ชัยภูมิ 33 ราย บุรีรัมย์ 59 ราย และสุรินทร์ 176 ราย แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็ก คาดว่าในช่วงฤดูฝนนี้จะมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 ได้ประสานงานไปยังสาธารณสุขทุกพื้นที่ให้ลงพื้นที่ตรวจร่างกายให้ชาวบ้าน และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสถานศึกษาต่างๆ เนื่องจากช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน อาจทำให้มีการระบาดของโรคไข้เลือดออกได้ง่าย

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนตกเนื่องในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวรวมทั้งอ่าวไทยตอนบนเดินเรือด้วยความระมัดระวังเรือเล็กในทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่ง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา พายุดีเปรสชั่น “โมรา” (MORA) บริเวณตอนบนของประเทศเมียนมาได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำแล้ว ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนยังคงมีกำลังแรง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร และพิษณุโลก
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี และพระนครศรีอยุธยา
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่แปลงนาข้าว ในพื้นที่บ้านโคกกลาง อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร ชาวนาเริ่มลงมือช่วยกันปลูกข้าวอินทรีย์ ขึ้นแล้ว โดยมี นางอังคณา บุญสาม หัวหน้าเกษตรและสหกรณ์จังหวัดยโสธร นำเจ้าหน้าที่ ในหน่วยของตน เข้าร่วมช่วยกันปลูกข้าวในนาข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นแปลงนา ของคุณธนมน วัฒนเรืองโกวิท ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ วิธียโสธร และยังมีวัตถุประสงค์ ที่จะสร้างไอเดียทำศิลปะบนพื้นนาอินทรีย์ ให้มีสีสัน จึงได้เลือกข้าวหอมมะลิและข้าวก่ำ เป็นข้าว 2 ชนิด มาทำการสร้างภาพศิลปะที่เกิดจากต้นข้าวจริงๆ อีกด้วย

คุณอังคณา เปิดเผยว่า โดยแปลงนาที่จะได้รับการส่งเสริมนั้น จะต้องไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า รวมทั้งการเผาตอซังข้าว ขั้นตอนการเตรียมดินนั้น จะต้องมีการเตรียมดินด้วยการปลูกปุ๋ยพืชสด เช่น ปอเทืองถั่วพร้า ก่อนจะดำนาก็จะต้องไถกลบปุ๋ยพืชสด และใช้ปุ๋ยชีวภาพ ที่ผลิตขึ้นเอง หรืออาจซื้อเลือกซื้อปุ๋ยชีวภาพที่มีการรับรองคุณภาพ ส่วนการสร้างศิลปะบนพื้นนาในนาข้าวอินทรีย์ ตามวิธีการของเกษตรอินทรีย์วิถียโสธรนั้น ก็เพื่อเป็นการรณรงค์และเพื่อสนับสนุนการขยายพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ ของจังหวัดยโสธร โดยการนำของ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นายบุญธรรมเลิศ สุขีเกษม ที่ได้มีแนวนโยบายที่จะพัฒนาเกษตรอินทรีย์ วิถียโสธร ให้มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยให้คนเดินทางมาเรียนรู้ แสวงหาประสบการณ์การทําเกษตรอินทรีย์ผสมผสานการท่องเที่ยวภายในจังหวัดยโสธร

นอกจากนี้ยังได้จัดทำโครงการ “ร่วมลงขัน ชวนกันไปทำนา” ให้ทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม สนองนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการให้ทุกฝ่ายตระหนัก รับรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ อีกด้วย และในวันที่ 16 มิ.ย. 2560 ก็จะมีการจัดกิจกรรมชวนกัน”ร่วมลงขัน ชวนกันไปทำนา” โดยจะมีการพบปะกันของประชาชนทุกภาคส่วน และผู้ประกอบการ ร่วมกับทาง จังหวัดยโสธร มีการลงนาม MOU ร่วมสร้างจังหวัดต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์ หรือยโสธรโมเดล ก้าวสู่ตลาดโลก วางเป้าขยายพื้นที่ไปทั่วประเทศต่อไป จากนั้นคุณอังคณา ได้สาธิตวิธีการปลูกข้าวแบบนาโยน จากต้นกล้าที่เตรียมมาสำหรับปลูกข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่าย และสะดวก อีกด้วย

กรมการข้าวเตรียมจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ปีนี้ยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา นำชาวนาสู่ยุค 4.0” เตรียมเปิดตัวข้าวสายพันธุ์ใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน 6 พันธุ์ พร้อมโชว์สุดอลังคลังความรู้-เทคโนโลยีด้านข้าวสู่ยุค 4.0 พร้อมพัฒนาข้าวสู่สากลระหว่าง 3-5 มิ.ย.นี้
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงให้ความสำคัญต่อกิจการด้านข้าวมาตลอด

ด้วยเหตุผลความสำคัญดังกล่าว คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ซึ่งเห็นชอบให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุก ปีเป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ซึ่งในปีนี้กรมการข้าว จึงได้กำหนดจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ประจำปี 2560 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา นำชาวนาสู่ยุค 4.0” ในระหว่างวันที่ 3-5 มิถุนายนนี้ ณ. บริเวณกรมการข้าว เกษตรกลางบางเขน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงานดังกล่าว ในวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน 2560 เวลา 14.00 น. จึงขอเชิญชวนชาวนา เกษตรกร และประชาชนทั่วไปมาเฝ้ารับเสด็จฯ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวนาไทยทั่วประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า ปัจจุบันข้าวเป็นสินค้าส่งออกนำเงินรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งข้าวไทยมีคุณสมบัติโดดเด่น เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ อาชีพชาวนาเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ มีคุณค่ากับวิถีชีวิตและสังคมไทย นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงได้มีการจัดงานดังกล่าวขึ้น โดยภายในงานจะมีนิทรรศการแสดงผลงานนวัตกรรม ต่างๆ ในด้านการข้าวไทย อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติและพระราชกรณียกิจด้านข้าว “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาข้าวและชาวนา”

นิทรรศการทางวิชาการ อาทิ ข้าวพันธุ์ใหม่ แก้ไขปัญหาให้ชาวนา ซึ่งในปีนี้จะมีพันธุ์ใหม่แนะนำถึง 6 พันธุ์ กข 71 กข 73 กข 75 ซีบูกันตัง ดอกข่า50 มะลินิลสุรินทร์หรือมะลิดำ 2 ,และข้าวน้ำตาลต่ำ พิษณุโลก80 และ กข 43 เพื่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน , นิทรรศการเชิดชูเกียรติชาวนา , การยกระดับมาตรฐานข้าวเพื่อชาวนา สู่ยุค 4.0,การจัดแสดงผลงานนวัตกรรม , การแสดงทางวัฒนธรรมด้านข้าว พิธีบวงสรวงแม่โพสพและขบวนแห่บูชาแม่โพสพและวัฒนธรรมประเพณี 4 ภาค รวมถึงนิทรรศการเครื่องจักรกลการเกษตรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว , เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว การสาธิตการโรยสารด้วยเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานไร้คนขับ (Agriculture Drone) เป็นต้น

พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) เปิดเผยหลังการประชุม ททช.ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติให้ปี 2561 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยจะโชว์ศักยภาพให้ทั่วโลกทราบว่าไทยมีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับด้านการท่องเที่ยวจนติดอันดับโลก จนได้รับรางวัลต่างๆ เช่น รางวัลอาหารริมทาง (สตรีตฟู้ด) ยอดเยี่ยม รางวัลแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เป็นต้น ถือเป็นเครื่องมือในการผลักดันรายได้ภาคท่องเที่ยวของไทยให้สูงขึ้น โดยปี 2561 ไทยจะมีรายได้ท่องเที่ยว 2.97-3 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10% โดยประเมินว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า ตัวเลขจีดีพีด้านการท่องเที่ยวของไทยจะเติบโตสูงขึ้นและติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกได้

“ที่ประชุมมอบหมายให้ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานคณะทำงานในการขับเคลื่อนแผนงานตามเป้าหมาย โดยแนวทางจะทำควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานการท่องเที่ยวคือ จัดการยกระดับในเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้น มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานมารองรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการท่องเที่ยวรูปแบบแปลกใหม่มากขึ้น เบื้องต้นได้อนุมัติให้เดินหน้าทำโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์) ปัจจุบันมีชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว 99 ชุมชนเข้าร่วม สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท/ชุมชนแล้ว และกลุ่มชุมชนเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ จะมารองรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบชุมชนจริงๆ ได้ โดยจะร่วมมือกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ทำเรื่องการพัฒนาชุมชนโดยตรงด้วย” พล.อ. ธนะศักดิ์ กล่าว

พล.อ. ธนะศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบว่าที่มากับกรุ๊ปทัวร์ลดลง 20% แต่คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะเริ่มมีสายการบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีสัญญาณของทัวร์ผิดกฎหมายกลับเข้ามาบ้าง รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยจะหารือกับสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (ซีเอ็นทีเอ) หามาตรการดูแลอย่างเข้มงวดต่อไป ซึ่งระหว่างวันที่ 13-16 มิถุนายนนี้ ผู้บริหารระดับสูงของซีเอ็นทีเอจะมาหารือและสำรวจแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ชาวจีนนิยมไปท่องเที่ยว คือ พัทยา และเชียงใหม่ พร้อมศึกษาโมเดลการทำงานของตำรวจท่องเที่ยวของไทยที่ซีเอ็นทีเอให้ความสนใจมาก และอยากนำรูปแบบตำรวจท่องเที่ยวไทยไปปรับใช้ที่จีน

เมื่อก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นอกจากการเตรียมพร้อมด้านสุขภาพแล้ว “การชะลอวัย” ก็ต้องให้ความสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกลโรค อายุยืนยาวอย่างมีความสุข…

พญ. สิรินทร ฉันศิริกาญจน รักษาการแทนผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้และพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุแบบครบวงจรและบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้ว่า การมีสุขภาพดีในวัยสูงอายุนั้นแท้จริงเกิดจากการดูแลสุขภาพของตัวเองตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น และวัยกลางคน เนื่องจากการมีสุขภาพดี โดยเฉพาะเรื่องความแข็งแรงของกระดูก กล้ามเนื้อหัวใจ และหลอดเลือด ต้องการการพัฒนาตั้งแต่ปฐมวัย และสะสมความสามารถต่างๆ ตั้งแต่ช่วงวัยเยาว์ของชีวิต ที่สำคัญที่สุดบุคคลต้องมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือที่เรียกว่า Health Literacy โดยหากเราตระหนักในเรื่องนี้ไว้ เราก็จะดูแลสุขภาพเร็ว

พญ. สินรินทร กล่าวว่า ในช่วงต้นของชีวิต ถือเป็นช่วงสะสมเหมือนเก็บใส่ออมสินไว้ ทำให้มีต้นทุนมากกว่าคนอื่น ระยะต่อมาถือเป็นช่วงคงสภาพ เริ่มตั้งแต่ในช่วงวัยกลางคนจนถึงวัยสูงอายุ เป้าหมายสำคัญคือ การคงสภาพและชลอความเสื่อม ถ้าเริ่มต้นดีและจัดการชีวิตได้ดีเสมอมาก็จะได้เปรียบคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ดูแลตนเองมาก่อน นอกจากการดูแลตนเองแล้ว ยังมีส่วนของพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพของบุคคลนั้นๆ ด้วย แต่อย่างไรเสีย ก็ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคนด้วย เพราะคนเรามีความแตกต่างกัน ทั้นพันธุกรรม การเจริญเติบโตในครรภ์มารดา และช่วงทารก รวมทั้งการได้พบสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่จะทำให้สมองและร่างกายสามารถพัฒนาไปได้ถึงจุดสูงสุดที่พันธุกรรมได้กำหนดมา

“หลายปีมาแล้วมีบทความจากออสเตรเลีย บอกว่า ถ้าต้องการสุขภาพดีต้องมี SEX เซ็กซ์=กิจกรรมทางเพศ) ทำให้คนฮือฮามาก เนื่องจากเข้าใจว่า ถ้ามี SEX เซ็กซ์ (กิจกรรมทางเพศ) จะช่วยชะลอวัย ทำให้สุขภาพดี แท้จริงแล้ว คำว่า SEX ในบทความนั้นย่อมาจาก S คือ Sleep การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ E คือ Eat การกิน กินอย่างมีประโยชน์ X คือ Exercise กิจกรรมทางกาย ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมในแต่ละวัย ซึ่งการออกกำลังกาย หรือการมีกิจกรรมทางกายสำคัญมาก เพราะจะลดไขมันไม่ดี สร้างไขมันดี และการออกกำลังกายในระดับหนึ่งจะทำให้เรามีความสุขได้ และยังช่วยฟื้นฟูสมอง เนื่องจากเมื่อออกกำลังกายในระยะหนึ่ง จะสร้างสารกระตุ้นสมองที่เรียกว่า BDNF (brain-derived neurotrophic factor) เรียกว่าเป็นปุ๋ยของเซลล์สมองก็ว่าได้

แต่การออกกำลังกายก็ต้องเลือกอย่างเหมาะสมด้วย ถ้าเคยออกกำลังกายสม่ำเสมอมาก่อน ก็ออกกำลังกายตามที่เคย” พญ. สิรินทร กล่าวและว่า แต่สำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังมาก่อน เพิ่งเกษียณและต้องการออกกำลังกายควรเริ่มต้นจากการเดิน ว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาและความเร็วของกิจกรรมที่ทำตามลำดับ อย่าหักโหม อย่าลืมอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลัง และลดความร้อนของร่างกายในช่วงเสร็จสิ้นการออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยให้ร่างกาย ปอด อวัยวะต่างๆ แข็งแรงขึ้นได้ เมื่ออายุมากขึ้นประมาณ 80 ปี เป็นต้นไป มักจะมีปัญหาเรื่องการทรงตัว เสี่ยงต่อการหกล้มมากขึ้น ช่วงนี้เป็นการออกกำลังกายที่เสริมการทรงตัว เช่น รำมวยจีน โยคะ จะลดโอกาสหกล้ม เมื่อสูงวัยโรคต่างๆ ที่เป็นมาตั้งแต่ช่วงวัยกลางคน เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ที่เป็นมานานและควบคุมได้ไม่ดีจะลามปามจนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้สุขภาพเลวลงไปอีก

พญ. สิรินทร บอกอีกว่า เมื่อตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสบาย การพัฒนาขีดความจำกัดของร่างกย และการป้องกันไว้จะดีที่สุด ด้วยการดูแลตัวเองแต่เนิ่นๆ ซึ่งไม่เพียงแค่การออกกำลังกายที่กล่าวมา การกินก็สำคัญ ต้องกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ถูกหลักอนามัย อย่าลืมการนอนหลับพักผ่อนด้วย ระยะเวลาการนอนในแต่ละคน เวลาจะไม่เหมือนกัน บางคนนอนแค่ 5-6 ชั่วโมง บางคนต้อง 8 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละคน แต่ละช่วงอายุก็จะแตกต่าง อย่างตอนเด็กๆ ก็จะนอนมาก เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตดี จะเห็นได้ว่าอย่างเด็กอนุบาล ยังต้องนอนกลางวัน

สำหรับผู้สูงวัยการงีบหลับกลางวันช่วงสั้นๆ simpleweightlossplans.com น่าจะช่วยทำให้สดใสได้ยาวนานขึ้น ทั้งนี้ ต้องแล้วแต่คนด้วย บางคนไม่เคยนอนกลางวันเลยก็ไม่ต้องไปเคี่ยวเข็ญให้ทำ ต้องดูผู้สูงอายุแต่ละคน และรูปแบบชีวิตคนที่ผ่านมาเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะนอนตอนกลางคืนจะน้อยลง ตื่นง่าย ตื่นเร็ว บางรายที่มีโรคทางกายหรือทางสมอง อาจถูกรบกวนจากโรคทั้งคืนอาจไม่นอน ผู้สูงวัยอาจนอนประมาณ 6-8 ชั่วโมง อาจงีบกลางวันได้บ้าง แต่ไม่นาน แค่ 1 ชั่วโมงก็พอ และไม่ควรงีบหลับหลังบ่าย 3 โมง เนื่องจากจะทำให้ตอนกลางคืนนอนหลับยากขึ้น และเวลาเข้านอนหากเป็นไปได้ควรนอนหลัง 3 ทุ่ม เพื่อให้ไม่ต้องตื่นมากลางดึก อย่างตี 1 ตี 2 นอกจากนี้ การทำสมาธิก็เป็นสิ่งสำคัญช่วยเรื่องการนอน และความจำ ซึ่งไม่ใช่ว่าต้องนั่งสมาธิ แต่เราสามารถทำจิตให้สงบได้ด้วยการทำกิจกรรมให้เกิดสมาธิ อาทิ การปักครอสติช หรือแม้แต่การปอกกระเทียม เด็ดผัก ก็สร้างสมาธิด้วยกิจกรรมได้

นอกจากนี้ พญ. สิรินทร กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งต่างๆ ที่ช่วยทางร่างกายแล้ว สิ่งสำคัญที่ผู้สูงอายุควรมีคือ Social Engagement หรือการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมให้มีโอกาสพบปะ พูดคุย แสดงความคิดเห็น และใช้ทักษะทางสังคม เช่น การออกไปออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่ดี ถ้าได้มีการพูดคุย สนทนาทำให้เกิดการกระตุ้นความคิด และเกิดการสร้างภาพให้สมอง

ดังนั้น เพื่อสุขภาพดีรอบด้านทุกอย่างต้องร่วมกันหมด ทั้งการนอน การออกกำลังกาย การกิน การมีสังคม อย่างผู้สูงอายุ บางรายนอนหลับยากแต่หากได้ออกกำลังกายก็จะนอนหลับง่ายขึ้น จึงต้องทำควบคู่กันหมดอย่างพอเหมาะพอควร แค่นี้ก็เป็นแนวทางดูแลสุขภาพต่างๆ

ติดตามกิจกรรม เนื้อหาสาระ ความบันเทิงต่างๆ ได้ในงานเฮลท์แคร์ 2017 “ฟิตเกินวัย ใจเกินร้อย” ระหว่างวันที่ 1-4 มิถุนายน 2560 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเกริกชัย ผ่องแผ้ว นายอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เดินทางตรวจเยี่ยมสวนทุเรียนพิชญ์ธิดา บ้านโนนสำเริง ตำบลน้ำอ้อม ของ นายพิสูจน์ ภูโท ซึ่งให้ผลผลิตเต็มต้น คาดว่าประมาณ 3 สัปดาห์ ทุเรียนจะสุกสามารถกินได้ โดยเป็นทุเรียนภูเขาไฟ เกรดพีเมียมเปลือกบาง ปลูกบนพื้นดินที่เคยเป็นภูเขาไฟในอดีต จึงมีความอุดมสมบูรณ์มาก ส่งผลให้ทุเรียนมีรสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นฉุน

“สวนทุเรียนทุกแห่งในอำเภอกันทรลักษ์ เป็นสวนทุเรียนที่มีคุณภาพดีมาก ชาวศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียงจึงมาซื้อไปกินจำนวนมาก ทำให้เจ้าของสวนขายทุเรียนได้หมดในเวลาอันรวดเร็วมาก ประชาชนที่นิยมกินทุเรียนหมดโอกาสได้กินทุเรียนอำเภอกันทรลักษ์ จึงร่วมกับเจ้าของสวนทุเรียนเปิดให้จองทุเรียนภูเขาไฟ โดยเจ้าของสวนจะไม่นำขายให้ผู้อื่น รวมทั้งผู้จองเปรียบเสมือนเจ้าของสวน หากมีเวลาว่างสามารถแวะเข้ามาดูต้นทุเรียนที่จองไว้ได้ เมื่อทุเรียนสุก เจ้าของสวนจะโทรศัพท์แจ้งให้มารับ โดยขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท เท่านั้น ขอเชิญชวนประชาชนชาวศรีสะเกษ และประชาชนชาวไทยทั่วประเทศไปจองทุเรียนภูเขาไฟเป็นต้นเอาไว้กินได้ โดยให้ติดต่อกับเจ้าของสวนทุเรียนทุกแห่งได้โดยตรง ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้ตรวจดูต้นทุเรียนที่ต้องการจะจองเอาไว้ หากพอใจและชอบทุเรียนต้นใดก็สามารถจองต้นทุเรียนกับเจ้าของสวนทุเรียนได้โดยตรงทันที และรีบจองโดยด่วน เนื่องจากขณะนี้มีผู้สนใจเข้าจองทุเรียนภูเขาไฟจำนวนมาก” นายเกริกชัย กล่าว

สภาเกษตรกรฯปลื้มแทนเกษตรกร เมื่อแผนแม่บทฉบับแรกผ่าน

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 ครม.มีมติเห็นชอบร่างแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560-2564 ตามที่สภาเกษตรฯเสนอ ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรี คณะครม.ที่เห็นชอบ ด้วยสภาเกษตรกรฯมีหน้าที่ในการจัดทำแผนแม่บทตามกฎหมายโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการทำแผนแม่บทจากเกษตรกรเองจากล่างสู่บนใช้เวลา 3 ปี จัดเวทีหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัดแต่ละจังหวัดรวมกันเข้ามากลายเป็นแผนแม่บทซึ่งมียุทธศาสตร์หลากหลายเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรทั้งที่ยังพึ่งตนเองไม่ได้และที่ต้องเข้าสู่กระบวนการแข่งขัน

แผนนี้จึงครอบคลุมในทุกมิติทุกด้านของเกษตรกรไทย ที่ผ่านมาเกษตรกรได้เคยพยายามเสนอแนะแนวนโยบายโครงการต่างๆไม่เคยได้ผล แต่ครั้งนี้ด้วยกฎหมายของสภาเกษตรกรฯที่ได้บัญญัติไว้ 1 มาตราว่าสภาเกษตรกรฯมีหน้าที่ทำแผนแม่บทต่อจากนี้จะเป็นการขับเคลื่อนแผนไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งจะไม่ใช่บทบาทหน้าที่ของสภาเกษตรกรฯ แต่จะเป็นอำนาจหน้าที่ที่แต่ละส่วนงาน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น ที่จะนำไปทำเป็นแผนปฏิบัติการตามแผนงาน

โครงการของแต่ละหน่วยงาน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของเกษตรกรคือ “องค์กรเกษตรกรเครือข่ายเข้มแข็ง โครงสร้างพื้นฐานและการจัดการทั่วถึง เกษตรกรพึ่งตนเองได้” โดยอยากเห็นการทำแผนปฏิบัติลงไปถึงระดับตำบลซึ่งเป็นส่วนที่เล็กที่สุด หลังจากนี้ก็จะเป็นการนัดประชุมกับรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงต่างๆ เพื่อที่จะสร้างกลไก กระบวนการให้เกิดแผนปฏิบัติการขึ้นมา สภาเกษตรฯจะเป็นส่วนหนึ่งเพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือกัน

“ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องเกษตรกรที่ทุ่มเททำแผนของตนเองมาตลอดหลายปี ลงพื้นที่ทุกอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน เพื่อที่จะไปสอบถามถึงความเดือดร้อน ความคิดเห็นสภาพปัญหาและข้อมูลต่างๆเพื่อที่จะเอาปัญหาทั้งหลายมาทำเป็นแผนแม่บท แก้ปัญหากันต่อไปทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว เวลานำแผนลงไปปฏิบัติเกษตรกรก็จะรู้สึกได้ว่าตนเป็นเจ้าของแผนนี้ ด้วยมีส่วนร่วมในการผลักดัน ขับเคลื่อนให้มีความสำเร็จต่อไป” นายประพัฒน์ กล่าวปิดท้าย

สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 40 เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2560 โดยมีนายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2559 ปีทางบัญชีสิ้นสุด 31 มีนาคม 2560 ของสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด พร้อมให้คำแนะนำคณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ ในการบริหารกิจการงานของสหกรณ์ ให้มีความเข้มแข็ง มั่นคงและทำให้เกิดศรัทธาแก่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยมีคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการ และผู้แทนสมาชิกเข้าร่วมประชุม 160 คน โดยพร้อมเพียงกัน ณ ห้องประชุมพายรำเพย สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด ได้ก่อตั้งจดทะเบียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2520 เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์มีกลุ่มสมาชิก 43 กลุ่ม มีสมาชิกสหกรณ์ 2,306 คน ทุนเรือนหุ้น 118,416,410 บาท มีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 377,544,464.74 บาท จัดสรรเป็นทุนสำรอง 1,189,474.04 บาท ของกำไรทั้งหมด เป็นเงินปันผลร้อยละ 6 สหกรณ์ดำเนินธุรกิจ 5ด้าน คือ 1.ธุรกิจเงินรับฝาก สหกรณ์รับฝากเงินทั้งสิ้น จำนวน 179,603,698.15 บาท 2. ธุรกิจสินเชื่อ สหกรณ์ได้ปล่อยเงินกู้ให้สมาชิกเพื่อนำไปประกอบอาชีพเกษตรกรรม และอุปโภค บริโภค โดยจ่ายเงินกู้ระยะสั้น ระหว่างปี จำนวน 97,200,465 บาท 3.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย สหกรณ์ได้จัดหาสินค้าที่สมาชิกต้องการมาจำหน่ายแก่สมาชิกระหว่างปี จำนวน 79,572,751.68 บาท 4.ธุรกิจรวบรวมผลิตผล

สหกรณ์มีการรวบรวมข้าวเปลือก และมันสำปะหลัง ระหว่างปี จำนวน 25,220,468.25 บาท 5.ธุรกิจบริการและส่งเสริมการเกษตร สหกรณ์ให้บริการรถดำนาและรถเกี่ยวนวดข้าว ระหว่างปี 110 ราย จำนวน 1,137,612.56 บาทสหกรณ์มีการดำเนินงานมีกำไรสุทธิทั้งปี 11,794,212.04 บาท ในการประชุมใหญ่ครั้งนี้สหกรณ์ได้นำเสนอแผนการดำเนินงานประจำปี ระยะเวลาตั้งแต่ 1 เมษายน 2560 – 31 มีนาคม 2565 เพื่อใช้เป็นแผนกลยุทธ์ฉบับที่ 4 ของสหกรณ์ ในระยะเวลา 5 ปี ภายใต้วิสัยทัศน์ สถาบันสหกรณ์การเรียนรู้ สู่นวัตกรรมนำเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความเข้มแข็ง มั่งคง และยั่งยืนเพื่อเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินงานของสหกรณ์ในอนาคตนำไปสู่การสร้างกรอบทิศทางในการพัฒนาสหกรณ์ เป็นเครื่องมือในการบริหารงานเพื่อพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ให้เป็นที่พึ่งของสมาชิสหกรณ์

สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า สหกรณ์ฯ แห่งนี้ในอดีตที่ผ่านมาเคยประสบปัญหาทางด้านการบริหารจัดการจนเกือบต้องเลิกและถอนชื่อ แต่คณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ และสมาชิกไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลวได้นำอดีตมาเป็นบทเรียน ประกอบกับความมุ่งมั่น ของคณะกรรมการและสมาชิกที่ยังมีความศรัทธาอยู่อย่างเต็มเปี่ยมทำให้สหกรณ์เจริญก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้สามารถยืนขึ้นได้อีกครั้ง ณ ปัจจุบันปีนี้สหกรณ์มีกำไรจากผลประกอบการ จำนวน 11.79 ล้านบาทขณะเดียวกันได้เน้นย้ำคณะกรรมการเอาปัญหาความล้มเหลวที่ผ่านมาเป็นบทเรียน เป็นเครื่องย้ำเตือนใจไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านั้นอีกและขอบคุณสมาชิกทั้งรุ่นอดีตถึงรุ่นปัจจุบัน ที่มีความมุ่งมั่นเชื่อถือ และมีความศรัทธาต่อสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด ของเราจนสามารถผ่านวิกฤตมาได้อย่างสง่างามซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้สมาชิกเชื่อมั่นว่าระบบสหกรณ์มีความมั่นคงเป็นที่พึ่งให้แก่สมาชิกสหกรณ์ได้ต่อไป

วันที่ 31 พ.ค. – 4 มิ.ย. 60 เครือเบทาโกร ร่วมออกบูธแสดงสินค้าอาหาร ภายใต้แนวคิด “Quality for Life” ในงาน THAIFEX – World of food ASIA 2017 เชิญชิมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยทุกขั้นตอนในราคาพิเศษ ทั้งแบรนด์ S-Pure ซึ่งผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ ไม่มียาปฏิชีวนะ NSF รับรองเป็นรายแรกของโลก และแบรนด์ BETAGRO ชมการสาธิตการประกอบอาหาร (Cooking Show) โดยมาสเตอร์เชฟชั้นนำจาก Thailand Culinary Academy และ 4 มิ.ย.นี้ เวลา 15.00 น. พบกับ Thai Supermodel มาร่วมกิจกรรม ณ บูธเบทาโกร เลขที่ P01 อาคารชาเลนเจอร์ 3 เมืองทองธานี

สมพงค์ ขันคำ ทำนาปลูกข้าวเป็นอาชีพหลักมาตั้งแต่บรรพบุรุษ กระทั่งมาต่อยอดทำสวนยางเพราะราคายางดีเป็นแรงจูงใจและอยากรวยอย่างคนอื่น แทบไม่นึกว่าราคายางจะตกต่ำจนต้องขายสวนยางทิ้ง หลังจากขายสวนยาง 20 ไร่ ได้เงินมา 1,500,000 บาท ตอนแรกก็คิดอยากนำไปซื้อหาสิ่งของต่างๆ โดยเฉพาะรถยนต์ที่ครอบครัวขันคำอยากได้มานาน แต่เงินจำนวนนี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้กับสิ่งของฟุ่มเฟือยอย่างที่ว่า สมพงค์ตัดสินใจลงทุนสร้างฟาร์มเลี้ยงหมูขุน เพื่อให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่ครอบครัว

“ก่อนจะขายที่สวนยางเคยมีสัตวบาลของซีพีเอฟมาพูดคุยกับครอบครัวเรา แนะนำว่ากำลังขยายโครงการเลี้ยงหมูขุนในอำเภอสว่างวีระวงศ์ อุบลราชธานี บอกอย่างละเอียดว่าต้องทำอะไร มีรายจ่ายเท่าไหร่ และ รายได้ที่จะได้รับเป็นอย่างไร ตอนนั้นเราแค่ฟังไว้เป็นข้อมูลแต่ยังไม่กล้าลงทุนเพราะเราเคยแต่ทำนา ไม่เคยเลี้ยงสัตว์มาก่อน ทิ้งระยะเวลามาเกือบปีจนขายสวนยางได้เงินจำนวนนี้มา ตอนแรกอยากเก็บไว้ก่อนกับเอาไปซื้อของที่อยากได้ แต่สุดท้ายเราก็มานึกถึงอาชีพเลี้ยงหมูและมองว่าถ้าเป็นอาชีพเราจะมีเงินมากกว่านี้ จึงกลับไปปรึกษากับทางซีพีเอฟอีกครั้ง” สมพงค์ บอกถึงการหันเหชีวิตจากชาวนามาเป็นคนเลี้ยงหมู กับโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรขุนแก่เกษตรกรรายย่อย หรือโครงการฝากเลี้ยงกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ

สมพงค์ บอกว่า หลังจากที่ได้ศึกษาระบบคอนแทรคฟาร์มอย่างจริงจัง พบว่าเป็นระบบที่ดี มีบริษัทคอยสนับสนุน ที่สำคัญความเสี่ยงเรื่องตลาดยังเป็นศูนย์ เพราะบริษัทเป็นตลาดรองรับให้ เขาจึงตัดสินใจทำฟาร์มหมูทันที ด้วยเงินสดที่มีอยู่ไม่ได้กู้ยืมใคร โดยแบ่งที่ดินบางส่วนบนที่นา 12 ไร่ของครอบครัวขันคำ ที่ ต.แก่งโดม อ.สว่างวีระวงศ์ จ.อุบลราชธานี เพื่อสร้าง “สายทองฟาร์ม” ในปี 2555 เป็นการเลี้ยงหมูขุน ความจุ 600 ตัว ในโรงเรือนปิดที่สามารถปรับอากาศภายในได้ ที่เรียกว่าโรงเรือนอีแวปตามมาตรฐานของบริษัท โรงเรือนแบบนี้เหมือนหมูได้นอนในห้องแอร์เย็นๆตลอดเวลา

กำลังหลักในการเลี้ยงหมูนอกจากสมพงค์แล้ว ยังมี สายทอง ขันคำ ผู้เป็นบุตรสาว มาช่วยเลี้ยงหมูด้วยสายทองเล่าว่า ก่อนจะเริ่มเอาหมูเข้าเลี้ยงสัตวบาลของซีพีเอฟพาไปศึกษาดูงานการเลี้ยงจากเกษตรกรรุ่นพี่ที่ทำฟาร์มมาก่อน เพื่อให้รู้ว่าในแต่ละวันเกษตรกรจะต้องทำอะไรบ้าง รุ่นพี่มีประสบการก็จะถ่ายทอดเทคนิค วิธีการที่ถูกต้อง รวมทั้งยังได้ร่วมอบรมพื้นฐานการเลี้ยงร่วมกับเพื่อนเกษตรกรรุ่นใหม่ๆหลายคน หลังจากเริ่มรับหมูเข้าเลี้ยงทางสัตวบาลก็เข้ามาช่วยดูแลแนะนำการเลี้ยงตลอดระยะเวลากว่า 5-6 เดือนจนกระทั่งจับหมูออกขายได้

“เลี้ยงหมูได้รุ่นเดียวเราก็มองเห็นถึงอนาคตที่ดีแล้ว เพราะเลี้ยงหมูไม่ยุ่งยาก มีวิธีการดูแลที่เราสามารถทำได้ เรียนรู้เทคนิคได้ เวลาทำงานก็เย็นสบายเพราะโรงเรือนปรับอากาศได้ ไม่เหนื่อยเหมือนทำนา รายได้จากการเลี้ยงรุ่นแรกพอหักค่าไฟและค่าใช่จ่ายอื่นแล้ว มีเงินเหลือประมาณ 2 แสนบาท ทุกคนดีใจมาก เพราะได้อย่างที่เราตั้งใจไว้ หมูโตดี เสียหายน้อย รายได้ก็มากตามไปด้วย จึงตัดสินใจขึ้นฟาร์มใหม่ “สมพงค์ฟาร์ม” บนที่ดินผืนเดียวกัน คราวนี้กู้เงินจากธนาคารมาสร้าง และเหลืออีกแค่ 2 ปีก็จ่ายคืนเงินกู้ครบแล้ว ตอนนี้ญาติๆที่เคยค้านเราในตอนแรกเพราะกลัวว่าจะทำไม่ได้ และกลัวไม่สำเร็จอย่างที่บริษัทมาแนะนำ เขาเห็นความสำเร็จของเราก็หันมาลงทุนเลี้ยงหมูอยู่ในกลุ่มเดียวกัน 6 รายแล้ว พวกเราดีใจที่มีส่วนทำให้ญาติๆมีอยู่มีกินดีขึ้นกว่าเดิม” สายทอง บอกอย่างภูมิใจ

นอกจากนี้ สายทองยังเปิดเผยถึงเคล็ดลับการเลี้ยงหมูให้ประสบความสำเร็จว่า ยึดหลักการพื้นฐานการเลี้ยงหมูที่บริษัทแนะนำ ในเรื่อง “5 หัวใจการเลี้ยงสัตว์” ตั้งแต่การมีพันธุ์หมูที่ดี การใช้อาหารทีมีโภชนาการเหมาะสมกับหมูแต่ละช่วงอายุ การเลี้ยงในโรงเรือนอีแวปที่ปรับอากาศได้ทำให้หมูอยู่สบาย จึงไม่เครียด ไม่ป่วย และไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษา เพียงใส่ใจกับการทำวัคซีนตามที่สัตวแพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด ประกอบกับมีระบบการเลี้ยงที่ดีมีมาตรฐาน ที่สำคัญคือการป้องกันโรคอย่างเข้มงวดห้ามไม่ให้คนหรือรถจากภายนอกเข้าฟาร์มเด็ดขาด และการเลี้ยงของที่นี่ยังเน้นการดูแลหมูช่วงเล็กๆอย่างดีที่สุด โดยต้องดูเรื่องความอบอุ่น สังเกตการนอนของหมูที่ต้องนอนกระจายตัวไม่นอนสุม ควบคุมการระบายอากาศให้ดี โรงเรือนและคอกเลี้ยงสะอาดไม่มีฝุ่น

นอกจากการจะใส่ใจกับเลี้ยงหมูอย่างดีแล้ว เรื่องชุมชนและสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกส่วนที่ฟาร์มแห่งนี้ให้ความสำคัญ เพื่อให้ฟาร์มอยู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ด้วยการใช้ระบบไบโอแก๊สเพื่อบำบัดน้ำและของเสียที่เกิดขึ้นในระหว่างการเลี้ยง ทำให้ได้ทั้งก๊าซมีเทนสำหรับนำมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้าลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้มากถึงกว่า 40% และยังช่วยลดกลิ่น แมลง และฝุ่นละอองได้เป็นอย่างดี และสายทองยังปลูกต้นไม้ไว้หลังโรงเรือนเพื่อช่วยดูดซับกลิ่นอีกขั้นหนึ่งด้วย

“เราสรุปได้เลยว่าการเลือกมาทำฟาร์มหมูในระบบคอนแทรคฟาร์มกับซีพีเอฟ เป็นการเลือกที่ถูกต้อง และไม่มีความเสี่ยงอย่างที่คนอื่นเคยทักท้วง ถ้าวันนั้นเอาเงินไปซื้อรถ เราก็จะมีแค่รถ แต่ปัจจุบันเรามีรถจากเงินเลี้ยงหมู เรามีความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้ทั้งจากการเลี้ยงหมู การขายขี้หมูตากแห้งหลังผ่านระบบไบโอแก๊สปีละเกือบ 3 หมื่นบาท เราทำนาโดยใช้ขี้หมูนี้เป็นปุ๋ยช่วยลดต้นทุนได้อีก ที่สำคัญเรายังภูมิใจที่ได้เป็นเกษตรกรตัวอย่างทำหน้าที่ถ่ายทอดความสำเร็จและเคล็ดลับให้เพื่อนเกษตรกรรุ่นใหม่ๆ ได้นำไปปรับใช้ให้เหมาะกับฟาร์มของตัวเอง เพื่อช่วยกันผลิตหมูมีมาตรฐาน ปลอดสาร ปลอดภัย” สายทอง กล่าวสรุป

ความสำเร็จของ “สายทองฟาร์ม” และ “สมพงค์ฟาร์ม” เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้กับคนที่ต้องการมีอาชีพที่มั่นคง บนพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจที่มีมาตรฐาน ซึ่งผลที่สุดแล้วคนที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้บริโภคและเกษตรกรเอง

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ขอความร่วมมือไปยังโรงแป้ง โรงงานเอทานอล ให้รับซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่องแม้ว่าคุณภาพจะต่ำกว่าที่ต้องการ และกรณีที่โรงแป้งทุกแห่งต้องปิดซ่อมบำรุงประจำปีในช่วงนี้ ได้ขอให้ทยอยปิดเพื่อให้เกษตรกรยังพอมีที่ขาย เนื่องจากขณะนี้มันในฤดูกาลผลิต 2559/60 เริ่มออกสู่ตลาดแล้ว 31 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 82% ของผลผลิตทั้งหมด โดยหัวมันสดจังหวัดนครราชสีมาที่เชื้อแป้ง 25% เฉลี่ยกิโลกรัมละ 1.75 บาท เพราะประสบปัญหาฝนตกชุก เปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำเหลือ 11-18% และลานมันหยุดรับซื้อจากที่ไม่สามารถตากทำมันเส้นได้ เกษตรกรจึงต้องส่งโรงแป้งและโรงงานเอทานอลที่ให้ราคาตามคุณภาพ

นางนันทวัลย์ กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลังได้เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลัง ปี 2560/61 ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ รับซื้อและแปรรูปเป็นมันเส้นสะอาด สนับสนุนเครื่อบสับมัน เพื่อทำมันเส้นสะอาดให้กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ เพื่อเพิ่มมูลค่า และสนับสนุนเครื่องชั่งน้ำหนักให้ด่านที่มีการนำเข้ามันและกำกับดูแลการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม-2 มิถุนายน นี้ กกพ.เปิดให้หน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตรยื่นคำขอเป็นเจ้าของโครงการเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบลานกว้าง (โซลาร์ฟาร์ม) เฟส 2 จำนวน 219 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็นส่วนราชการยื่นขอได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวม 100 เมกะวัตต์ และสหกรณ์การเกษตร รวม 119 เมกะวัตต์ แยกเป็นภาคเหนือ 19 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 50 เมกะวัตต์ และภาคใต้ 50 เมกะวัตต์ กำหนดสถานที่ยื่นคำขอที่ลานอเนกประสงค์ชั้นจี อาคารจัตุรัสจามจุรี ถนนพญาไท กรุงเทพฯ คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้ายื่นคำขอไม่ต่ำกว่า 1,500 ราย ประกาศผลผู้ที่ผ่านการตรวจสอบ วันที่ 14 มิถุนายน เพื่อเข้าสู่กระบวนการจับสลาก วันที่ 26 มิถุนายน หลังจากนั้น จะให้ผู้ได้สิทธิจับคู่กับเอกชนผู้ลงทุนพร้อมยื่นข้อเสนอโครงการกลับมาที่ กกพ.ภายในวันที่ 9 ตุลาคม และประกาศชื่อผู้ได้สิทธิลงทุนผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ วันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ และจ่ายไฟเข้าระบบภายใน วันที่ 30 ธันวาคม 2561 คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท แน่นอน

“มีหน่วยงานสนใจยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์แล้ว 103 ราย แบ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร 98 แห่ง และสหกรณ์การประมง 2 แห่ง และสถาบันการศึกษา 3 แห่ง ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่าสถาบันการศึกษาไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ แต่ กกพ.ว่าจะพิจารณาอีกครั้ง” นายวีระพล กล่าว

หนู เป็นศัตรูพืชที่สำคัญ ทำลายผลผลิตพืชในทุกฤดูกาล แพร่ขยายพันธุ์รวดเร็วมาก เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แพร่โรคฉี่หนู ทำให้คนเจ็บป่วยถึงตายได้ เกษตรอำเภอน้ำปาด แนะนำการป้องกันกำจัดหนู และเตือนระวังการติดเชื้อโรคฉี่หนู

“นายอดุลย์ศักดิ์ ไชยราช” เกษตรอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ แนะนำว่า หนูเป็นศัตรูพืชที่สำคัญ มีมากมายหลายประเภท ได้แก่ หนูพุกใหญ่ หนูพุกเล็ก หนูนาเล็ก หนูนาใหญ่ หนูหริ่งหางสั้น หนูหริ่งหางยาว หนูท้องขาว หนูป่ามาเลย์ หนูบ้านมาเลย์ หนูฟันขาวใหญ่ หนูฟานเหลือง หนูท้องขาวสิงค์โปร หนูจี๊ด ซึ่งมักจะระบาดทำลายใน นาข้าว ไร่ถั่ว ไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง สวนปาล์มน้ำมัน สวนมะพร้าว ในไร่นา ยุ้งฉาง รถบรรทุกผลผลิต คอกปศุสัตว์ บ้านเรือนฯลฯ

แนะนำให้ทำการป้องกันกำจัดหนูอย่างต่อเนื่อง และกว้างขวาง หนูนอกจากจะเป็นศัตรูพืชที่สำคัญแล้ว ยังเป็นพาหะแพร่เชื้อ “โรคฉี่หนู” หรือ “โรคเลปโตสไปโรซีส (leptospirosis หรือ Wail’s disease) เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณะสุข ที่พบเจออยู่ประจำทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว อัตราการแพร่เชื้อจะมีมากในช่วงฤดูฝน ในสภาพที่มีน้ำท่วมขังนานๆ เช่นแปลงนาข้าว หรือสภาวะน้ำท่วมภัยธรรมชาติ น้ำท่วมขังที่ล้นมาจากท่อระบายน้ำ หรือแหล่งขยะ โสโครกต่างๆ เชื้อโรคที่ปนมากับปัสสาวะหนู เมื่อสัมผัสถูกตัวคน จะเข้าทางแผลเล็กๆ ที่ผิวหนัง รอยขีดข่วน ซอกเล็บ เยื้อบุตา ปาก จมูก และไชเข้าทางผิวหนังที่เปียกชื้นชุ่มน้ำนานๆ คนที่ติดเชื้อทางอ้อม ขณะย่ำดินโคลน ฯลฯ โรคฉี่หนู มีสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหลายชนิด ที่เป็นพาหะนำเชื้อโรคแพร่กระจายมาสู่คน ได้ทางปัสสาวะ สัตว์กินพืชจะเป็นพาหะได้เป็นเวลานาน เพราะปัสสาวะเป็นด่าง เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อในไต สัตว์ต่างๆโดยเฉพาะหนูแล้ว ที่สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อโรคได้ ได้แก่ สุกร โค กระบือ สำหรับสุนัข แมว จะเป็นพาหะได้ไม่นาน เพราะไตมีสภาวะเป็นกรด

สัตว์จำพวกหนู เป็นสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยไม่แสดงอาการ เป็นรังของโรคได้นานหลายเดือน หรือตลอดชีวิต โดยเฉพาะหนูพุก จะเป็นประเภทที่เป็นพาหะเชื้อโรคนี้มากที่สุด ถึงร้อยละ 30 ของชนิดหนูทั้งหมด ส่วนหนูบ้านไมพบการติดเชื้อ เป็นเพราะหนูบ้านไม่ชอบความชื้น และไตไม่เหมาะสมกับการเจริญของเชื้อ ในการป้องกันกำจัดหนู ขอแนะนำวิธีการโดยสังเขปดังนี้

1.ให้ปรับปรุงสภาพแวดล้อม บริเวณแปลงไร่นาสวน steelexcel.com กำจัดวัชพืช กำจัดแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู เช่น จอมปลวก ตอไม้ พุ่มไม้ กองเศษวัสดุเหลือใช้ 2.การขุด ดัก โดยใช้กรง หรือกับดักชนิดต่างๆ การล้อมตี การยิง การที่มีหน่วยรับซื้อหางหนู

3.ให้ศัตรูธรรมชาติของหนูจัดการ เช่น งูสิง งูแมวเซา งูแสงอาทิตย์ งูเห่า งูทางมะพร้าว งูเหลือม พังพอน เหยี่ยว นกแสก นกฮูก นกเค้าแมว แมว ตุ๊กแก นำเอาไปปล่อย หรืออนุรักษ์ไว้ในไร่นาสวน แม้ว่าจะเป็นที่น่าหวาดกลัว หรือเป็นอันตรายต่อคน แต่ก็เป็นประโยชน์ในการช่วยกำจัดหนูได้ดีมาก

4.การใช้สารเคมี เป็นวิธีการลดจำนวนประชากรหนูที่มีประสิทธิภาพมาก สามารถกำจัดทำลายหนูได้รวดเร็ว แต่แนะนำให้ใช้ในเวลาจำเป็น ในพื้นที่ ที่มีหนูระบาดหนัก ใช้ก่อนลงมือปลูกพืช วางยากำจัดหนู 1 รอบ โดยใช้สารออกฤทธิ์เร็ว ประเภทซิงค์ฟอสไฟด์ หรือ ประเภทสกิลลิโรไซด์ นำเหยื่อพิษผสมกับเมล็ดพืช ปลายข้าว วางเป็นจุดๆ กลบด้วยแกลบ แต่ควรใช้ครั้งเดียว เพราะจะเกิดความเข็ดขยาด ครั้งต่อไป ใช้สารออกฤทธิ์ช้า เช่น คลีแร็ต สะตอม เส็ด บารากี้ ราคูมิน ส่วนใหญ่สารเหล่านี้จะผลิตเป็นเหยื่อพิษสำเร็จรูปชนิดก้อนขี้ผึ้ง(wax bl0ck) ใช้วางล่อให้หนูกิน หนูจะคาบเข้าไปกินในรู ในรัง แบ่งปันให้สมาชิกในรังกิน ควรวาง 2-3 ครั้ง หนูกินจะตายภายใน 3-15 วัน

มีปัญหาสงสัย ต้องการทราบรายละเอียด ปรึกษาหารือ ขอคำแนะนำ ได้ที่นักวิชาการส่งเสรมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน หรือ เกษตรอำเภอน้ำปาด โทร.081-0364848

สนใจติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอน้ำปาด โทรศัพท์ 055-481006. ‘มิลค์บอร์ด’ ชง ครม.ทำแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี พัฒนาโคนม-ผลิตภัณฑ์นม ฉบับแรกชง ครม. บูมบริโภคเพิ่ม ดึง ‘มนต์นมสด’-‘นมโจ’ ช่วยพัฒนาร้านขายนมชุมชน เล็งถกพาณิชย์สร้างแบรนด์กลางนมโรงเรียนดูดซับล้นตลาดช่วงปิดเทอม

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ว่า มิลค์บอร์ดเตรียมเสนอแผนยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ระยะเวลา 10 ปี (2560-2569) ซึ่งถือเป็นแผนยุทธศาสตร์นมฉบับแรกของไทยให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบภายในเดือนกรกฎาคมนี้ มีเป้าหมายให้องค์กรโคนมบริหารงานมีกำไรไม่น้อยกว่า 80% เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เฉลี่ย 5% ต่อปี เพิ่มผลผลิตน้ำนม เฉลี่ย 4% ต่อปี เพิ่มมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์นม ไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี เพิ่มอัตราการบริโภคนมภายในประเทศ เฉลี่ย 4% ต่อปี หรือมากกว่า 20 ลิตร/คน/ปี

นายธีรภัทร กล่าวว่า รายละเอียดของยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 5 ด้าน คือ 1. สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและองค์กรโคนม มีการบริหารธุรกิจแบบมืออาชีพ โดยรวมกลุ่มสหกรณ์ขนาดเล็กเข้าด้วยกัน การส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีบริหาร 2. การพัฒนาการผลิตน้ำนมโคและอุตสาหกรรมโคนมให้ได้มาตรฐานสากล โดยการทำแปลงใหญ่โคนม การจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ การผลิตนมให้นมมีความหลากหลาย อาทิ นมอินทรีย์ 3. การส่งเสริมการบริโภคนมและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเพื่อการแข่งขันเพิ่มการแปรรูปผลิตภัณฑ์ อาทิ ชีส นมผง โยเกิร์ต และเนย รวมทั้งการรณรงค์บริโภคนมและผลิตภัณฑ์นมภายในประเทศ 4. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการใช้ประโยชน์ และ 5. การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้การเลี้ยงโคนมให้กับเกษตร อาทิ การปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์โคนม ซึ่งแผนนี้ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียแล้ว โดยปรับเป้าหมายเพิ่มอัตราการบริโภคนมภายในประเทศภายใน 10 ปี จะต้องมากกว่า 20 ลิตร/คน/ปี จากปัจจุบันบริโภคที่ 17-18 ลิตร/คน/ปี

การเตรียมตัวฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่นั้น ก่อนฉีดวัคซีนควรพักผ่อน

ให้เพียงพอสุขภาพโดยรวมสามารถปฏิบัติงานได้ปกติ ไม่ป่วยหรือมีอาการไข้ก่อนรับการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่ไก่อย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ดดยทั่วไปอาการข้างเคียงพบได้น้อย ส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่ เช่น บวม แดง ตรงบริเวณที่ฉีดวัคซีน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือมีไข้ต่ำๆ อาการที่เกิดขึ้นมักหายได้เองภายใน 1-3 วัน การดูแลรักษาอาการข้างเคียง หากปวด บวม บริเวณที่ฉีดให้ประคบด้วยผ้าเย็น หากมีไข้ให้กินยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล ในขนาดที่เหมาะสม หากมีอาการรุนแรงหรือเป็นมากควรปรึกษาแพทย์ทันที และแจ้งอาการให้ทราบโดยละเอียด” นพ. โสภณ กล่าว

นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น เผยว่า หน่วยงานราชการและเอกชนหลายภาคส่วนร่วมกันปลูกต้นคูนรอบบริเวณสวนสาธารณะบึงทุ่งสร้าง เนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ ในรูปแบบ “Change for the future” ประโยชน์ของต้นไม้อยู่รอบตัวเรา และให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองขอนแก่นเมื่อถึงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ของทุกปี

ต้นคูนจะออกดอกสีเหลืองเต็มเมืองขอนแก่น ถนนทุกสายในเขตเทศบาลนครขอนแก่น เช่น ถนนศรีจันทร์ ถนนมะลิวัลย์ ถนนประชาสโมสร ถนนเหล่านาดี ถนนมิตรภาพ และถนนอีกหลายสายปลูกต้นคูน เมื่อถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ต้นคูนจะออกดอกคูนเหลืองบานสะพรั่งเต็มต้น โดยเฉพาะบนถนนกัลปพฤกษ์ ข้างศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดเส้นทางเกือบ 1 กิโลเมตร ปรากฏดอกคูน หรือดอกราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น ออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่งเต็มต้น และเป็นจุดไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวหลายคนมาถ่ายรูปความสวยงามกันเป็นที่ระลึก

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 29 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนทุเรียนย่อมมี บ้านศรีแก้ว ต.ศรีแก้ว อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ นายธวัช สุระบาล ผวจ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายวิทยา วิรารัตน์ ประธานหอการค้า จ.ศรีสะเกษ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสวนทุเรียนแห่งนี้ เพื่อดูจำนวนผลผลิตและปริมาณของทุเรียนภูเขาไฟที่จะรวบรวมเป็นข้อมูลในการส่งออกไปขายในท้องตลาด ซึ่งจากการตรวจเยี่ยมพบว่า ทุเรียนภายในสวนแห่งนี้มีผลผลิตจำนวนมาก และใกล้จะสุกแล้ว ซึ่ง ผวจ.ศรีสะเกษได้ปีนขึ้นไปบนต้นทุเรียนและได้ตัดผลทุเรียนที่สุกแล้วลงมาตรวจสอบด้วยตนเอง พร้อมทั้งได้ลองชิมทุเรียนภูเขาไฟลูกแรกที่สุกแล้ว โดยยืนยันว่าทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษกรอบนอก นุ่มใน กลิ่นไม่ฉุน และปลูกบนดินภูเขาไฟเก่า ทำให้ทุเรียนภูเขาไฟมีรสชาติที่อร่อยมาก ขณะเดียวกัน นายวิทยา วิรารัตน์ ได้เป็นตัวแทนของบริษัท ประชารัฐ จำกัด นำเงินจำนวน 200,000 บาท มามอบให้กับนางนภาพร เพื่อเป็นการมัดจำซื้อทุเรียนจากสวนแห่งนี้ไปจำหน่ายทั่วประเทศ โดยมีนางนภาพร ย่อมมี อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 198/1 หมู่ 1 บ้านศรีแก้ว ต.ศรีแก้ว ซึ่งเป็นเจ้าของสวนและญาติพี่น้อง ให้การต้อนรับ

นายธวัช สุระบาล ผวจ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ตนมาตรวจเยี่ยมสวนทุเรียนแห่งนี้ เพื่อที่จะเตรียมนำทุเรียนช่วงแรกส่งไปขายที่กรุงเทพฯ ตามห้างสรรพสินค้าและที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งปีนี้ทุเรียนมีความสมบูรณ์มาก เนื่องจากมีน้ำอุดมสมบูรณ์ ไม่แห้งแล้ง โดย จ.ศรีสะเกษ มีพื้นที่ในการปลูกทุเรียน จำนวน 5,000 ไร่ และจะมีผลผลิตรวมทั้งสิ้นจำนวน 4,500 ตัน โดยจะมีทุเรียนจำนวนทั้งสิ้น 1,200,000 ลูก นำออกขายตามท้องตลาด ซึ่งทุเรียนทั้งหมดจะสุกในสัปดาห์หน้านี้ การที่ทุเรียนภูเขาไฟมีรสชาติอร่อยนั้น เนื่องจากว่าทุเรียนทุกต้นปลูกบนดินภูเขาไฟเก่า ทำให้มีรสชาติแตกต่างจากทุเรียนจังหวัดอื่นๆ ที่มีการปลูกทุเรียนเช่นกัน เนื่องจากว่าทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษจะกรอบนอก นุ่มใน เปลือกบาง และที่สำคัญกลิ่นจะไม่ฉุน แม้ว่าทุเรียนจะสุกแล้วก็ไม่ได้มีกลิ่นฉุนออกมาแต่อย่างใด ทำให้ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษเป็นที่ชื่นชอบของนักบริโภคทุเรียนที่ไม่ชอบกลิ่นฉุน

ผวจ.ศรีสะเกษกล่าวด้วยว่า ซึ่งขณะนี้ตนได้สั่งการให้พาณิชย์ จ.ศรีสะเกษ ทำการจด GI ซึ่งเป็นการจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งทุเรียนภูเขาไฟแห่งเดียวในโลก ซึ่งทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษจะมีการขายส่งตรงถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยสั่งจองทางออนไลน์ได้ทางเฟซบุ๊ก ไลน์ เป็นทุเรียนเกรดพรีเมียม ดำเนินการโดยสหกรณ์การเกษตร อ.กันทรลักษ์ และในปีนี้บริษัท ประชารัฐ จำกัด ได้เข้ามาช่วยขายทุเรียน โดยแยกเป็นทุเรียนคุณภาพ จัดหาตลาดส่งขายทั่วประเทศอีกด้วย โดยผลผลิตทุเรียนของ จ.ศรีสะเกษ จะออกช้ากว่าทุเรียนทาง จ.จันทบุรีและระยอง ทุเรียนศรีสะเกษผลผลิตจะออกมาในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.ของทุกปี ตนจึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยทั่วประเทศอดใจรอชิมทุเรียนภูเขาไฟที่จะออกสู่ท้องตลาดในสัปดาห์หน้านี้ และสามารถสั่งจองได้ล่วงหน้าที่สหกรณ์การเกษตร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งขณะนี้มียอดสั่งจองทุเรียนภูเขาไฟพรีเมียมเข้ามาแล้วจำนวนมาก

จากการที่มีฝนตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน ส่งผลทำให้ทางสำนักชลประทานที่ 12 ได้ประกาศแจ้งเตือนจะมีการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา-ชัยนาท ต้องระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาลงสู่ท้ายเขื่อน มีระดับน้ำสูงขึ้น น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยายังได้ไหลมารวมกับแม่น้ำน้อย ในพื้นที่อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ส่งผลทำให้ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนที่ตกลงทาทำให้น้ำท่วมนาข้าวของชาวบ้าน ในหมู่ 1-5 ต.บ้านแพน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา กว่า 800 ไร่ จมน้ำ ชาวต้องเร่งสูบน้ำออกจากนาลงในคลองประทาน แต่เนื่องด้วยคลองบางจุดถูกปิดกันเอาไว้ระบายน้ำออกไปได้ช้า

นายณรงค์ กิจปลื้ม อายุ 44 ปี ชาวนา กล่าวว่า ฝนตกติดต่อกันมาหลายวันอย่างหนักทำให้น้ำท่วมขังในนาข้าว ชาวบ้านต่างพากันเร่งสูบน้ำออกจากนาลงสู่คลองรำราง แต่หลายจุดเป็นช่วงทางลงจากถนนไปนามีการถมดินขวางกันเอาไว้ น้ำไหลออกได้ช้า จึงอยากให้ทางอำเภอหรือส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยลงมาแก้ไขปัญหาก่อน ตอนนี้ชาวบ้านเดือดร้อนกันเป็นอย่างมาก

ต่อมานายอนุกูล เรือนแก้ว นายอำเภอเสนา พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า คลองรำรางบางจุดน้ำไหลได้ไม่สะดวกจึงได้ประสาน รถแบคโฮ มาดำเนินการ เปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวก และทำการซ่อมเครื่องสูบน้ำ เดินเครื่องสูบน้ำออกจากคลองรำรางลงสู่แม่น้ำน้อยทันที

นายอนุกูล กล่าวว่า ทางอำเภอไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะนี้นำรถแบคโฮมาช่วยเปิดทางน้ำ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้ช่วยบ้านแล้ว และจะรีบเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ส่วนเครื่องสูบน้ำที่เสียตอนนี้แก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะสามารถบรรเทาทุกข์ของชาวบ้านได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่ปีนี้ฝนมาเร็วและตกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในจังหวัดหนองคายและจังหวัดใกล้เคียง นอกจากจะส่งผลดีกับเกษตรกรที่ทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำนาแล้ว ยังส่งผลดีกับเกษตรกรที่เพาะพันธุ์ลูกปลาจำหน่ายในเขตบ้านกองนาง หมู่ 2 ตำบลกองนาง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ที่ประกอบอาชีพเพาะพันธุ์ลูกปลาจำหน่ายมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ขณะนี้ในแต่ละวันเริ่มมีลูกค้า ทั้งในจังหวัดหนองคายและจังหวัดใกล้เคียง รวมไปถึงลูกค้าจาก สปป.ลาว มาซื้อลูกปลาเพื่อนำไปเลี้ยงในพื้นที่ของตนเองเป็นจำนวนมาก สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่เพาะพันธุ์ลูกปลาได้เป็นอย่างดี ซึ่งลูกปลาที่จำหน่ายเป็นพันธุ์ปลาน้ำจืด ได้แก่ ปลาตะเพียน ปลานิล ปลานิลหมัน ซึ่งนิยมเลี้ยงเป็นปลากระชังในแม่น้ำโขง ปลาหมอ ปลาบึก ปลาสวาย ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาดุกบิ๊กอุย ปลากราย และปลาดุกรัสเซีย เป็นต้น

นายปราโมทย์ ลาแพงศรี อายุ 52 ปี เจ้าของฟาร์มไพรวัลย์พันธุ์ปลา กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้นฤดูฝน เริ่มมีลูกค้าเข้ามีซื้อปลา แต่ยังไม่คึกคักมากนัก ซึ่งมีทั้งลูกค้าในจังหวัดหนองคาย และจังหวัดใกล้เคียง เช่น บึงกาฬ อุดรธานี และหนองบัวลำภู นอกจากนี้ยังชาวลาว จีน และเกาหลี ที่อาศัยอยู่ใน สปป.ลาว เข้ามมาซื้อครั้งละหลายหมื่นตัวเพื่อนำไปขายต่อ และส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำที่มาซื้อลูกปลาที่ฟาร์มเป็นประจำทุกปี ซึ่งส่วนใหญ่จะรวมกลุ่มกันมา

สำหรับลูกปลาที่ลูกค้าชาวลาวนิยมซื้อ คือ ปลาเกร็ด และปลาหนังทุกชนิดที่มีขายในฟาร์ม ส่วนลูกค้าชาวไทยส่วนใหญ่จะนิยมซื้อปลาหนัง โดยเฉพาะปลาดุกบิ๊กอุย ลูกปลาที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นลูกปลาที่เพาะพันธุ์เอง โดยจะเริ่มทำการเพาะพันธุ์ในช่วงหลังสงกรานต์ที่เริ่มมีฝนแรก และจะเริ่มเพาะปลาเกล็ด คือ ปลาตะเพียน ปลายี่สก และปลานวลจันทร์ ก่อน จากนั้นก็จะเพาะปลาดุก ทั้งบิ๊กอุย และรัสเซีย ซึ่งการเพาะพันธุ์ลูกปลาในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างลำบาก เนื่องจากอากาศที่แปรปรวน ทั้งอากาศร้อนจัดและฝนตกทำให้ไข่ปลาที่เพาะเน่าเสีย

ทั้งนี้ ลูกปลาที่จำหน่ายมีอายุตั้งแต่ 45-60 วัน ขนาดตัวตั้งแต่ 1-5 นิ้ว ราคาอยู่ที่ 0.50-1.80 บาท/ตัว ยกเว้นปลาบึก จะต้องมีอายุประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งช่วงนี้ในแต่ละวันจะขายลูกปลาได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 200 ถุง บรรจุถุงละประมาณ 200-500 ตัว คิดเป็นลูกปลาที่ขายต่อวันประมาณ 40,000-100,000 ตัว

ด้านนายวีระเดช รามศรีใส อายุ 60 ปี ลูกค้าชาวอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย บอกว่า ปีนี้ฝนมาเร็วกว่าปีที่ผ่านมา ตนและญาติพี่น้องจึงได้รวมกลุ่มกันมาเพื่อซื้อลูกปลาไปปล่อยในที่นาและสระน้ำของตน เพื่อใช้เป็นอาหาร หากเหลือจะนำไปขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

เจียไต๋ จับมือ สวทช.และไบโอเทค เปิดตัวนวัตกรรมหยุดโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง ที่ช่วยประหยัดเวลา-ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลงถึง 50% เพิ่มศักยภาพการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืช ตระกูลแตงของไทยสู่เวทีตลาดโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และบริษัท เจียไต๋ จำกัด ได้แถลงข่าวความสำเร็จในการพัฒนาเทคนิค IMS (Immunomagnetic Separation) ร่วมกับการแยกเชื้อแบคทีเรียบนอาหารคัดเลือกกึ่งจำเพาะ สำหรับตรวจหาเชื้อ Acidovorax citrulli ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง (Bacterial Fruit Blotch)

นวัตกรรมใหม่นี้ทำให้สามารถตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวในเมล็ดพันธุ์ได้รวดเร็วกว่าเดิม โดยใช้เวลาเพียง 6-10 วันในการแยกเชื้อ A. citrulli ออกจากเมล็ด ในขณะที่วิธีมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (seedling grow-out test) จะต้องเพาะเมล็ดเพื่อให้เป็นต้นกล้า จากนั้นทำการสังเกตอาการโรคในต้นอ่อนและนำไปแยกเชื้อ ซึ่งจะใช้เวลาตั้งแต่ 14-25 วัน ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อที่ติดมากับเมล็ด ซึ่งวิธีการที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้จะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย แรงงาน และเวลาได้เป็นอย่างมาก

เชื้อแบคทีเรีย A. citrulli เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคผลเน่าในพืชตระกูลแตง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตของพืชในกลุ่มนี้เป็นอย่างมากในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย โดยพบระบาดในแตงโม เมล่อน และ แคนตาลูป เป็นต้น เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตลอดฤดูการผลิต ในดิน น้ำ และเศษซากพืช แต่ปัญหาสำคัญที่สุดคือ เชื้อสามารถถ่ายทอดผ่านทางเมล็ดพันธุ์ได้ (Seed transmission)

ดังนั้นการผลิตเมล็ดพันธุ์จะต้องมีการควบคุมทุกขั้นตอนการเพาะปลูกให้ปลอดโรค รวมถึงการใช้สารเคมีฆ่าเชื้อในเมล็ดช่วงเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตามวิธีการหนึ่งที่จะสามารถจัดการควบคุมโรคผลเน่าได้ คือการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดจากเชื้อในการเพาะปลูก จึงต้องมีการตรวจรับรองความปลอดเชื้อของเมล็ดพันธุ์ก่อนทำการจำหน่ายในประเทศและการส่งออก โดยจะทำการตรวจทั้งในแปลงปลูกและสุ่มตรวจเมล็ดพันธุ์ที่จะทำการค้า วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคที่มีประสิทธิภาพสูงในด้านปริมาณและถูกต้องแม่นยำจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ดร. สุมิตรา กันตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สำนักปฏิบัติการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ บริษัท เจียไต๋ จำกัด เปิดเผยว่า “การส่งออกเมล็ดพันธุ์มีการออกกฎระเบียบให้มีการตรวจรับรองว่าไม่มีเชื้อ A. citrulli ปนเปื้อนอยู่ในเมล็ดพันธุ์ที่จะทำการส่งออก โดยจะสุ่มตรวจในแปลงปลูกและ/หรือสุ่มตรวจเมล็ดพันธุ์ กรณีที่ตรวจพบการปนเปื้อนจากการสุ่มตรวจจะทำให้ไม่สามารถส่งออกเมล็ดพันธุ์รุ่น (lot) ที่ปนเปื้อนนั้นๆ ได้ กรณีที่เกิดความผิดพลาดของการตรวจสอบและปล่อยให้มีการส่งออกเมล็ดพันธุ์ที่มีเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli ไปยังลูกค้าหรือผู้สั่งซื้อ ผู้ขายเมล็ดพันธุ์ที่ปนเปื้อนอาจถูกฟ้องร้องและถูกดำเนินคดีได้ ดังนั้นวิธีการที่จะนำมาใช้ในการตรวจสอบจะต้องมีความจำเพาะเจาะจง มีความไวสูง แม่นยำ สะดวก และสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว”

โดยวิธีการตรวจหาเชื้อ A. citrulli แบบดั้งเดิมที่ปฏิบัติกันมาคือ วิธีการ seedling grow-out โดยเริ่มจากการนำเมล็ดมาเพาะให้งอกเป็นต้นกล้า แล้วสังเกตอาการโรคจากต้นกล้าที่ได้ จากนั้นจึงนำตัวอย่างต้นกล้าที่แสดงอาการโรคมาทำการตรวจการติดเชื้อ A. citrulli ในเบื้องต้นด้วยวิธี ELISA (Enzyme-Linked Immunosorbent Assay) ซึ่งอาศัยหลักการของการทำปฏิกิริยาที่จำเพาะเจาะจงของ antibody และ antigen โดยใช้เอนไซม์เป็นตัวตรวจวัดการเกิดปฏิกิริยา หรือ วิธี PCR (Polymerase Chain Reaction) ซึ่งเป็นกระบวนการในการสังเคราะห์ชิ้นส่วนของดีเอ็นเอ (DNA) ในหลอดทดลอง โดยเลียนแบบมาจากการสังเคราะห์ดีเอ็นเอในสิ่งมีชีวิต โดยตัวอย่างที่ให้ผลบวกจะถูกนำมาแยกเชื้อบนอาหารคัดเลือกกึ่งจำเพาะ ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้ใช้เวลานานสูงสุดถึง 25 วัน จึงจะสามารถแยกเชื้อแล้วนำกลุ่มแบคทีเรียที่ได้บนอาหาร ที่คาดว่าเป็นเชื้อ A. citrulli มาทดสอบยืนยันการก่อโรคในพืชทดสอบได้

สำหรับนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาขึ้นจนประสบความสำเร็จนี้จะใช้เวลาเพียงประมาณ 6-10 วันเท่านั้น ในการแยกชื้อ A. citrulli ออกมาจากเมล็ดพันธุ์จนกระทั่งได้กลุ่มเชื้อแบคทีเรีย ที่พร้อมจะนำไปทดสอบยืนยันการก่อโรคในพืชทดสอบ หลักการโดยรวมของวิธีการที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้คือ การใช้เม็ดแม่เหล็ก (magnetic beads) ที่เคลือบด้วยแอนติบอดีที่จำเพาะเจาะจงต่อเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli หรือเรียกว่า IMBs (Immunomagnetic beads) ไปจับแยกเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli ในน้ำบดเมล็ดพันธุ์ที่ถูกทำให้เริ่มงอกเพียงเล็กน้อย แล้วใช้แท่งแม่เหล็กเป็นตัวดึง IMBs ที่จับเชื้อดังกล่าวออกมา ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ได้เชื้อแบคทีเรียเป้าหมายในปริมาณที่เข้มข้น และไม่ปนเปื้อนด้วยส่วนประกอบต่างๆ ที่อยู่ในน้ำบดเมล็ด ทำให้สามารถนำไปตรวจสอบโดยเทคนิคอื่นๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่ง IMBs ที่มีเชื้อ A. citrulli ติดอยู่นี้จะถูกนำไปแยกเชื้อบนอาหารคัดเลือกกึ่งจำเพาะแล้วนำเชื้อที่แยกได้ไปทดสอบยืนยันการก่อโรคในพืชทดสอบต่อไป

ดร. อรวรรณ หิมานันโต นักวิจัยห้องปฏิบัติการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดี ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า “แอนติบอดีที่นำมาใช้เคลือบเม็ดแม่เหล็กนี้ เป็นแอนติบอดีที่ทางไบโอเทคพัฒนาขึ้น ซึ่งแอนติบอดีนี้มีความจำเพาะเจาะจงต่อเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli เท่านั้น โดยไม่เกิดปฏิกิริยาข้ามกับเชื้อแบคทีเรียก่อโรคพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งวิธีที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถแยกเชื้อ A. citrulli ได้ที่ระดับการปนเปื้อน 0.1% คือ มีเมล็ดที่ปนเปื้อนเชื้อ A. citrulli 1 เมล็ด ในเมล็ดปกติ 1,000 เมล็ด ซึ่งเทียบเท่ากับวิธีมาตรฐาน (seedling grow-out test) ที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ และยังเป็นวิธีที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าในเมล็ดพันธุ์มีเชื้อแบคทีเรีย A. citrulli ที่มีชีวิตซึ่งสามารถก่อโรคได้ ปนเปื้อนอยู่หรือไม่ ซึ่งจะแตกต่างจากวิธีการตรวจทางอิมมูโนวิทยาชนิดอื่นๆ รวมทั้งการตรวจหาสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอด้วยวิธีการทางชีวโมเลกุล ซึ่งจะไม่สามารถแยกระหว่าง เชื้อตายและเชื้อที่มีชีวิตได้”

ดร. สุมิตรา กล่าวเสริมว่า “วิธีการที่พัฒนาขึ้นนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความแม่นยำสูง และ ยังสามารถลดระยะเวลาในการตรวจเชื้อ A. citrulli ในเมล็ดพันธุ์ จาก 25 วันเหลือ 6-10 วันได้ทำให้ ประหยัดทั้งเวลา แรงงาน ลดการใช้พื้นที่ในการทดสอบ,รวมทั้งลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในการเพาะเลี้ยงต้นกล้า นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มจำนวนตัวอย่างที่ทดสอบต่อเดือนได้อีกด้วย ส่งผลให้สามารถลดงบประมาณที่ใช้ในการตรวจเชื้อ A. citrulli ลงไปได้อย่างมาก”

การตรวจรับรองความปลอดเชื้อของเมล็ดพันธุ์ที่รวดเร็ว แม่นยำ และได้มาตรฐาน นับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการค้าเมล็ดพันธุ์ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ซึ่งวิธีการใหม่ที่พัฒนาขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับธุรกิจเมล็ดพันธุ์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรได้ผลผลิตสูง ผลผลิตไม่เสียหาย และสำหรับหน่วยงานที่ต้องการตรวจรับรองความปลอดเชื้อของเมล็ดพันธุ์ เช่น กรมวิชาการเกษตร สมาคมเมล็ดพันธุ์แห่งประเทศไทย รวมถึงบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่ต้องตรวจสอบเชื้อ A. citrulli ก่อนส่งจำหน่ายให้ลูกค้า ซึ่งประเทศไทยถือเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออก โดยมีมูลค่าการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลแตงสูงถึงประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี

จังหวัดระยอง ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ชวนชาวระยองร่วมโครงการ “คาราวานซีพีเอฟ ปีที่9″ ช้อปสินค้าอุปโภค-บริโภคมากกว่า 200 รายการ ราคาลดพิเศษกว่าปกติ 20-40% ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนตอบสนองนโยบายรัฐบาล และส่งเสริมการเข้าถึงอาหารที่ผลิตตามมาตรฐานระดับสากล มีคุณภาพสูง ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการแก่ชาวไทย

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ตระหนักดีถึงความเดือดร้อนของคนไทยทั่วประเทศในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน บริษัทฯ จึงร่วมมือกับภาครัฐและภาคีเครือข่ายเดินสายจัด “คาราวานซีพีเอฟ” ด้วยการนำผลิตภัณฑ์อาหารแบรนด์ “ซีพี” และสินค้าในเครือเจริญโภคภัณฑ์ จากการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2551 สามารถครอบคลุมผู้บริโภค มากกว่าสิบล้านคนทั่วประเทศ คาราวานซีพีเอฟได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่งในทุกครั้ง โดยปี 2560 นี้บริษัทตั้งเป้าเดินสายจัดโครงการใน 6 จังหวัดทั่วประเทศ

“สำหรับจังหวัดระยองเป็นงานครั้งที่ 3 ของปีนี้ yourplanforthefuture.org ที่ซีพีเอฟนำอาหารคุณภาพปลอดภัยส่งตรงถึงมือผู้บริโภคชาวระยอง ระหว่างวันที่ 3-7 มิถุนายน ณ สนามกีฬากลาง จ.ระยอง พร้อมจัดกิจกรรมความบันเทิงมากมาย และขอเชิญชวนชาวระยองและจังหวัดใกล้เคียงร่วมกันเชียร์วันเฮง ไก่ย่างห้าดาว ชกป้องกันตำแหน่งแชมป์โลก รุ่นมินิมัมเวต 105 ปอนด์ ของสภามวยโลก WBC ที่ซีพีเอฟร่วมเติมพลังชีวิตมวยวิถีไทยสู่มวยโลกอย่างต่อเนื่องมาตลอด 9 ปี” นายอดิศร์ กล่าว

กิจกรรม “คาราวานซีพีเอฟ” ทุกครั้งจะจัดสินค้าคุณภาพดี อาทิ เกี๊ยวกุ้ง กุ้งสดแช่แข็ง ผลิตภัณฑ์กลุ่มไส้กรอก กลุ่มอาหารทานเล่น อาหารพร้อมทาน อาหารเพื่อสุขภาพ ฯลฯ ไปจัดจำหน่าย รวมถึงสินค้าของดีประจำจังหวัดและสินค้า OTOP ทำให้ผู้บริโภคตามจังหวัดหัวเมืองต่างๆ และจังหวัดใกล้เคียงได้มีทางเลือกที่หลากหลายในการเข้าถึงสินค้าอาหารคุณภาพดีปลอดภัยในราคาย่อมเยา ซึ่งถือเป็นแนวทางในการช่วยลดค่าครองชีพ และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปลูกกล้วยหอมทองอินทรีย์เพื่อการส่งออกระหว่างวันที่ 25 -26 พฤษภาคม 2560 ณ หอประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลหัวขวาง อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ว่า ที่มาของโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปลูกกล้วยหอมทองอินทรีย์เพื่อการส่งออกนั้น เนื่องจากทางสภาฯมีองค์กรเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสภาฯมีปัญหาเรื่องการปลูกผลผลิตและประสบปัญหาพืชผลทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปี 2559/2560 มีราคาตกต่ำ จึงมีแนวคิดในการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก พื้นที่ อ.โกสุมพิสัย เป็นพื้นที่เหมาะสมมีแหล่งน้ำคือลำน้ำชี และยังมีทางน้ำเข้ามาอีกประมาณ 11 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ดอนและพื้นที่สูงไม่สามารถปลูกข้าวได้ เมื่อทำการทดสอบแร่ธาตุของดินในพื้นที่เพาะปลูกเห็นว่าเหมาะกับพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศสูง เช่น ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เอกวาดอร์ และโคลัมเบีย นั่นคือ “กล้วยหอมทอง”

เนื่องจากกล้วยหอมทองที่ผลิตในประเทศไทยมีรสชาติหอมหวาน เปลือกบาง เนื้อไม่เหนียว จึงเป็นโอกาสดีที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีพื้นที่เหมาะสมทำการเพาะปลูกโดยผลักดันให้เป็นการปลูกแบบอินทรีย์ซึ่งจะทำให้มีมูลค่าและปลอดภัยกับผู้บริโภคด้วย โดยสภาเกษตรกรจังหวัดมหาสารคามจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับตำบลร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลหัวขวางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอให้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรตามนโยบายการตลาดนำการผลิต มีเกษตรกรรวมกลุ่มจำนวน 122 ครัวเรือน พื้นที่ 1,011 ไร่ ทยอยปลูกไปบ้างแล้วประมาณ 30,000 ต้น 5 ตำบล คือ ตำบลหัวขวาง หนองบอน แก้งแก หนองกุงสวรรค์ และยางน้อย ปัญหาที่พบจะเป็นเรื่องของระบบน้ำที่จะนำน้ำจากลำน้ำชีมาใช้ในระบบท่อหรือลำไส้ไก่โดยชลประทานให้การสนับสนุน ให้ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์โครงการทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นด้านการตลาด การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม เทคนิคการปลูก เป็นต้น ทั้งนี้ ด้วยพื้นที่ในการปลูกกล้วยหอมทองอินทรีย์นั้นระหว่างต้นยังมีพื้นที่ว่างพอให้แซมพืชเศรษฐกิจตัวอื่นที่สามารถจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้นได้ หากพื้นที่ที่นำร่องอยู่แซมด้วยพืชชนิดอื่น และเกษตรกรมีความพร้อมในเรื่องของพื้นที่ปลูกแซม สภาเกษตรกรฯก็ยินดีสนับสนุนต่อไป

จัดทีมสำรวจข้อมูลช่วง Q2 ทั่วประเทศ เตรียมคาดการณ์ผลผลิต

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ลุยแผนปฏิบัติการสำรวจข้อมูลการผลิตช่วงไตรมาส 2 เจาะกลุ่มสินค้าเศรษฐกิจไม้ยืนต้นและพืชไร่ มากกว่า 20 จังหวัดทั่วประเทศ ย้ำ ข้อมูลที่ได้ต้องทันสถานการณ์ เน้นวิเคราะห์ปัจจัยที่จะกระทบต่อการผลิตในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้น

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ในปีนี้ฝนจะมาเร็วกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่เกษตรกรบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลดเนื้อที่เพาะปลูกข้าวลง ปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง เป็นต้น นอกจากนี้ ก่อนฤดูทำนา เกษตรกรบางส่วนยังปลูกแตงโมและพืชผักในนาข้าวเพื่อเป็นรายได้เสริม โดยปัจจุบันเกษตรกรเริ่มมีการปรับเปลี่ยนและขยายพื้นที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานตามนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้ผล และเลี้ยงปลาในพื้นที่นาเพิ่มขึ้น

สศก. ในฐานะหน่วยงานจัดทำและบริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรของประเทศ ได้ติดตามสถานการณ์การผลิตสินค้าพืชและปศุสัตว์ที่สำคัญมาโดยตลอดเป็นประจำทุกไตรมาส ไตรมาสละ 25 – 30 จังหวัด จังหวัดละ 6 หมู่บ้าน ด้วยการสอบถามข้อมูลทั้งจากผู้นำชุมชน เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ผู้รับซื้อ หน่วยงานราชการ ในแหล่งผลิตที่สำคัญของแต่ละชนิดสินค้าทั่วประเทศ เพื่อให้ทราบทิศทางของเนื้อที่เพาะปลูก และผลผลิตเมื่อเทียบกับปี ที่ผ่านมา แรงจูงใจที่ทำให้เกษตรกรยังคงปลูกอยู่ หรือขยายพื้นที่ รวมทั้งปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ นโยบายส่งเสริมการผลิตต่างๆ ที่มีผลต่อการผลิต

สำหรับช่วงไตรมาสที่ 2 ทีมสำรวจ สศก. ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ได้เริ่มปฏิบัติการลงพื้นที่มาตั้งแต่เดือนเมษายน และพฤษภาคม เป็นการติดตามสถานการณ์การผลิตพืชเศรษฐกิจที่สำคัญกลุ่มไม้ยืนต้น เช่น ปาล์มน้ำมัน ยางพารา กาแฟ และกลุ่มพืชไร่ เช่น ข้าว โพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งพืชเศรษฐกิจและผลผลิตต่อไร่ต้องมีการติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องว่าจะมีผลกระทบอื่นจากภัยธรรมชาติในช่วงครึ่งปีหลังหรือไม่ เกษตรกรและผู้สนใจขอข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตร สามารถติดต่อได้ที่ 0 2561 2870 ในวันและเวลาราชการ

ผู้เลี้ยงปลายโสธรโอดฝนตกต่อเนื่องทำให้ปลาในกระชังตาย 20 ตัน สูญเงินลงทุนกว่า 7 แสน

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 28 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรใน ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร ที่ได้พากันเลี้ยงปลาในกระชังตามลำน้ำชีหลง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำชี ได้แต่ยืนดูปลาของตนเองที่เลี้ยงเอาไว้ในกระชังทั้งหมด จำนวน 26 กระชัง น้ำหนักปลารวมกว่า 20 ตัน ลอยตาย ซึ่งปลาที่เลี้ยงเอาไว้ทั้งหมดโตเต็มที่รอแต่จับส่งขายให้กับลูกค้าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแต่ต้องมาประสบกับปัญหาอาการน๊อกน้ำลอยตายทั้งหมด

นางทองลา แทนกุดเรือ อายุ 55 ปี ชาว หมู่ 5 ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร เกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังตามลำชีหลง กล่าวว่าเนื่องจากในระยะนี้ในพื้นที่จังหวัดยโสธรได้มีฝนตกลงมาต่อเนื่องและมีปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำชีเป็นจำนวนมากจนทางเขื่อนยโสธรที่กั้นแม่น้ำชีตั้งอยู่ในพื้นที ต.เขื่องคำ อ.เมือง จ.ยโสธร ต้องเปิดประตูเขื่อนหลายบานเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากทางเหนือเขื่อนเป็นการรองรับกับปริมาณน้ำเหนือที่จะไหลลงมาสมทบกับปริมาณน้ำในพื้นที่ ซึ่งการเปิดประตูเขื่อนทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำชีและลำน้ำสาขาของมีน้ำชีอย่างลำชีหลงก็มีปริมาณน้ำลดลงอย่างรวดเร็วจนส่งผลให้ปลาที่เลี้ยงในกระชังปรับตัวไม่ทันและเกิดอาการน๊อกน้ำจนลอยตายเป็นจำนวนมาก ส่วนปลาที่น๊อกน้ำบางส่วนที่ยังไม่เน่า ก็ต้องเร่งช่วยกันนำขึ้นจากกระชังพร้อมกับได้เกณฑ์ญาติพี่น้องไปช่วยกันชำแหละปลาให้เสร็จ เพื่อนำไปทำเป็นปลาร้า และที่เหลือบางส่วนก็จะส่งขายในราคา 3 กิโลกรัมต่อ 100 บาท จากปกติที่เคยส่งขายในราคากิโลกรัมละ 60 บาท

นางทองสา กล่าวต่อว่าตนกับสามีเลี้ยงปลาในกระชังทั้งหมด 26 กระชัง ลงทุนไปกว่า 7 แสนบาท และขณะนี้ปลาก็กำลังเจริญเติบโตเต็มที่พร้อมที่จะจับส่งให้กับลูกค้าแล้วแต่รอวันที่พร้อมจับเท่านั้นจึงต้องมาประสบกับปัญหาปลาน๊อกน้ำลอยตายทั้งหมด ซึ่งคาดว่าปลาที่ตายจะมีน้ำหนักรวมไม่ต่ำกว่า 20 ตัน เงินที่ลงทุนไปกว่า 7 แสนบาท ต้องสูญเปล่าทันที ส่วนกระชังปลาของเกษตรกรรายอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงกันและในแม่น้ำชีเกษตรกรต้องเร่งนำเครื่องเพิ่มออกซิเจนในน้ำไปติดตั้งพร้อมกับเดินเครื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันปลาในกระชังน๊อกน้ำตายเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งก็สามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

การทำเกษตรกรรมในยุคดิจิตอลดูจะแตกต่างจากยุคเก่าอย่างสิ้นเชิง ความมีอิทธิพลของเทคโนโลยีการสื่อสารที่อยู่เหนือขีดจำกัด จึงทำให้คนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่าที่พยายามปรับตัวสามารถทำเกษตรกรรมในรูปแบบที่ทันสมัยได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว

เพราะฉะนั้นถึงแม้จะไม่ได้ร่ำเรียนหรือสืบทอดสายเลือดที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรมาแบบแนวคิดสมัยก่อน แต่หากมีใจรักผนวกกับความใส่ใจหาข้อมูลอย่างละเอียด ไปศึกษาดูงานเกษตรตามแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร ความสำเร็จในการทำเกษตรกรรมก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างไม่ยาก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดแล้วสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมทันที คงเป็นกรณีของ คุณไพบูลย์ นาคสีหราช บ้านเลขที่ 1233/45 ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ บุคคลท่านนี้ยึดอาชีพทนายความมายาวนานอยู่ในจังหวัดบ้านเกิด ชอบงานเกษตรเพราะเคยเรียนที่เชียงใหม่ จากนั้นหันเหชีวิตมาเรียนกฎหมายจนยึดอาชีพทนายความมาจนถึงวันนี้

คุณไพบูลย์ ชี้ว่า การทำเกษตรยุคใหม่ต่างจากยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง ทั้งสภาพพื้นที่ปลูก สภาพอากาศ และวัฒนธรรม ดังนั้น การทำเกษตรกรรมยุคใหม่จึงไม่ควรทำเชิงเดี่ยวเหมือนเมื่อก่อน แต่ควรทำแบบผสมผสาน ซึ่งตัวเองมีแผนการทำสวนเกษตรผสมผสานตั้งแต่การเริ่มปลูกไผ่ เลี้ยงวัว เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา

ทนายท่านนี้ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลที่ต้องการทำสวนเกษตรผสมผสาน เพราะเป็นการลดความเสี่ยง แล้วยังถือว่าสิ่งที่ปลูกไว้เป็นที่ต้องการของตลาดทุกอย่าง แล้วกำลังมีแผนในอีกไม่ช้าว่าจะปลูกกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 รวมถึงมะพร้าวน้ำหอมด้วย ทั้งนี้สวนเกษตรผสมผสานได้จัดวางผังไว้อย่างเหมาะสม ในที่ดิน จำนวน 120 ไร่

ความเป็นคนที่โชคดี เพราะที่ดินอยู่ใกล้กับแม่น้ำมูลมากชนิดข้ามถนนก็ถึง ดังนั้น จึงไม่เดือดร้อนเรื่องแหล่งน้ำ แล้วยังสามารถสูบน้ำเข้ามาใช้ในสวนได้อย่างสะดวกและต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเมื่อหลายปีที่แล้วในช่วงน้ำหลากทำให้แม่น้ำมูลล้นท่วมบ้านเรือนและสวนเกษตรของชาวบ้าน จึงได้มีการจัดสร้างคันดินสูงเลียบตลอดสองฝั่งแม่น้ำมูล ถือเป็นการช่วยแก้ไขน้ำท่วมแปลงสวนเกษตรของชาวบ้านได้หลายแห่ง

ถึงแม้ทนายไพบูลย์จะเคยร่ำเรียนวิชาการด้านเกษตร แต่ด้วยความเป็นผู้ที่ชอบใฝ่หาแล้วแสวงหาเติมความรู้ที่ไม่พบในตำราด้วยการเข้าอบรมสัมมนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านเกษตรใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แล้วที่สำคัญเขาเป็นแฟนพันธุ์แท้นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ชนิดต้องเข้าสัมมนาในทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นมาตลอด แล้วยังนำความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาปรับปรุงงานเกษตรที่ดูแล พร้อมไปกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากเพื่อนและรุ่นน้องที่รู้จักในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

ชี้ ปลูกไผ่ เน้นขายต้นพันธุ์ มีรายได้ยั่งยืน

“ไผ่” คือพืชชนิดแรกที่ทนายไพบูลย์เริ่มปลูก เขามองว่าการปลูกไผ่ควรเน้นขายพันธุ์ เพราะมีความมั่นคงทางรายได้มากกว่าขายหน่อ โดยเลือกปลูกไผ่กิมซุง จำนวน 500 กอ แล้วใช้เวลา 1 ปีครึ่ง สามารถเก็บหน่อได้ ทั้งนี้ ใน 1 กอ มีหน่อไผ่น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม แต่ถ้าต้องการให้มีหน่อสม่ำเสมอ ควรให้น้ำตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง

การดูแลต้นไผ่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำขึ้นเอง ที่มีส่วนผสมจากมะพร้าว ใบไผ่ ใบจามจุรี ขี้ไก่ หรือบางคราวอาจใช้ปุ๋ยสูตรเสมอบ้าง เพื่อเป็นการเร่ง สำหรับปุ๋ยคอกใส่กอละประมาณ 30 กิโลกรัม ปีละครั้งในช่วงที่ต้องการให้แตกหน่อ

เลี้ยง วัว ไก่ เป็ด และปลา สร้างรายได้หมุนเวียนทั้งปี

ส่วนการขยายพันธุ์ไผ่ ใช้แขนงมาปักชำ ใช้เวลา 45 วัน สามารถปลูกได้ ขณะนี้เตรียมต้นพันธุ์ที่ลูกค้าสั่งจองจำนวน 3,000 ต้น พร้อมกับเผยรายได้ที่เกิดจากการขายหน่อและต้นพันธุ์ ปีละกว่า 200,000 บาท

“ไผ่ เป็นพืชที่เหมาะกับการปลูกทางภาคอีสาน รวมถึงอีกหลายภาคที่เหมาะสม เพราะไม่เพียงจะสร้างรายได้ แต่การช่วยกันปลูกไผ่มากๆ จะทำให้ช่วยลดโลกร้อน อีกทั้งไผ่ยังมีคุณค่าอื่นๆ อีกมากมาย”

ในบริเวณตรงกลางของพื้นที่ คุณไพบูลย์ จัดสร้างเป็นคอกเลี้ยงวัว สำหรับพันธุ์วัวที่เลี้ยงเพื่อขายพันธุ์ เป็นพันธุ์พื้นเมืองลูกผสมบราห์มันแดง โดยมีเพศเมีย 10 ตัว การเลี้ยงวัวจะเน้นปรับปรุงพันธุ์ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ซึ่งรายได้จากวัวคือ การขายลูกวัวอายุปีเศษ ตัวละประมาณ 30,000 บาท ทั้งนี้ จะมีรายได้จากการเลี้ยงวัวประมาณปีละแสนกว่าบาท

ทางด้านการเลี้ยงปลา คุณไพบูลย์ เลี้ยงปลาตะเพียนเป็นหลัก ที่ผ่านมาได้ผลผลิตประมาณ 4 ตัน ต่อปี โดยลูกค้าที่มาซื้อปลาตะเพียนคือเจ้าของบ่อปลาหลายแห่ง ซื้อ-ขาย หน้าบ่อ ราคากิโลกรัมละ 50 บาท นอกจากนั้นแล้ว ยังมีโครงการจะแปรรูปปลาตะเพียนเป็นปลาส้ม โดยตั้งใจจะแปรรูปเป็นของฝากโดยใช้แบรนด์ของศรีสะเกษ

อย่างไรก็ตาม แนวคิดการเลี้ยงปลาเป็นธุรกิจของทนายคนนี้ดูจะแปลกกว่าผู้เลี้ยงรายอื่น ตรงที่เขาจะแบ่งเป็นบ่อขุน จำนวน 3 บ่อ ในเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ นอกนั้นเป็นบ่ออนุบาล ที่มีลูกปลา จำนวนกว่า 20,000 ตัว เหตุผลที่ต้องมีการแบ่งแยกบ่อเลี้ยง เพราะต้องการเพาะลูกปลาไว้ให้แข็งแรงก่อน

พอโตขึ้นจึงย้ายมาลงบ่อขุนแล้วจึงจับขาย ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี ข้อดีอีกประการคือเวลาเลี้ยงจะเลี้ยงพร้อมกัน แล้วเวลาขายก็จับขายพร้อมกัน วิธีนี้จะทำให้ปลามีขนาดเท่ากันทุกตัว เป็นการตัดปัญหาเรื่องความต่างของขนาดปลาเวลาจับขาย รวมถึงยังได้ราคาดีด้วย

ใช้กากถั่วเหลืองเป็นอาหารสำหรับบ่อขุน ทั้งนี้ ใช้เวลาขุนประมาณ 9 เดือน จึงจับขายได้ โดยในช่วงขายปลามีน้ำหนักเฉลี่ยตัวละครึ่งกิโลกรัม กินผักเก่ง วันละประมาณ 400-500 กิโลกรัม

วางแผนปลูกกล้วยน้ำว้า และ มะพร้าวน้ำหอม เปิดตลาดเชิงรุก

แผนต่อไปของทนายท่านนี้คือ การปลูกกล้วย ขณะนี้คุณไพบูลย์มีพันธุ์กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 เนื่องจากมีความทนต่อโรค/แมลง ที่เตรียมลงแปลงอยู่ จำนวน 300 ต้น คาดว่าหน้าฝนนี้จะปลูกแน่นอน สำหรับเหตุผลที่ปลูกกล้วยน้ำว้า เพราะมองตลาดแล้วว่ายังไปได้อีกไกล เป็นไม้ผลที่รับประทานได้ทุกวัย เพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก ขณะเดียวกันยังสามารถนำไปแปรรูปได้หลายอย่างด้วย อย่างไรก็ตาม ต้นกล้วยยังสามารถใช้เป็นอาหารของสัตว์อื่นที่เลี้ยงไว้ จึงเป็นข้อดีในเรื่องการลดต้นทุนได้มาก

นอกจากกล้วยแล้ว คุณไพบูลย์ ยังต้องการปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ซื้อพันธุ์มาจากบ้านแพ้ว และกำลังเพาะไว้ในถุงขนาดใหญ่ ตอนนี้ปลูกในถุงมาได้ประมาณ 8 เดือนแล้ว คาดว่าจะนำลงดินได้ อีกสัก 2 ปีข้างหน้าก็ได้ลูกแน่นอน

“เหตุผลที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม เพราะมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวจากช่องสะงำมีจำนวนมากที่ไหลเข้ามาเที่ยวในฝั่งไทย ทั้งนี้เคยเห็นคนเขมรนำน้ำมะพร้าวพื้นเมืองมาขาย ลูกละ 60 บาท ดังนั้น วางแผนว่าเมื่อมะพร้าวมีผลผลิตจะส่งไปขายบริเวณแหล่งท่องเที่ยวและคิดว่าคงได้ราคาดีมาก เพราะมะพร้าวจากบ้านเรามีคุณภาพมากกว่า รสชาติอร่อย น้ำมะพร้าวหวานหอมกว่าด้วย”

หากมองภาพรวมแล้วถือว่าสวนเกษตรผสมผสานของคุณไพบูลย์มีกิจกรรมทางการเกษตรครบทุกด้าน จัดเป็นสวนเกษตรผสมผสานที่สมบูรณ์ทั้งรูปแบบและคุณภาพ โดยเหตุผลที่ทนายผู้นี้ต้องการทำสวนเกษตรผสมผสานแบบครบวงจร เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากเมื่อคราวที่เคยไปดูงานสวนเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงกำหนด

ปัจจุบัน คุณไพบูลย์ มีความสุขกับกิจกรรมงานเกษตรที่ทำอยู่ แล้วยังมีความสุขมากเสียด้วย วันไหนถ้าว่างเว้นจากอาชีพว่าความจะต้องเดินทางเข้ามาคลุกอยู่ในสวน ทั้งยังเปิดสวนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้วย

“ตั้งใจว่าจะทำให้ครบทุกองค์ประกอบ ครบทุกปัจจัย เพราะมองว่าหากทำได้เช่นนั้นจะเกิดการเกื้อกูลกัน อีกทั้งยังทำให้สามารถลดต้นทุนได้จริง เพราะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ได้ทุกชนิด ทั้งคนที่อยู่ในสวนแห่งนี้ สัตว์ทุกชนิดที่เลี้ยงไว้ และพืช โดยแทบจะไม่ต้องลงทุนซื้อเลย แถมมีเงินเก็บไว้ใช้ด้วย” ทนายไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดการสั่งซื้อพันธุ์ไผ่ ตลอดจนพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่น หรือมีความประสงค์จะเข้าชมกิจกรรมต่างๆ ในสวนเกษตรผสมผสานของ คุณไพบูลย์ นาคสีหราช ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (081) 875-2151

โจทย์ใหม่ของรัฐบาลยุคพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือการก้าวสู่เกษตรยุค ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งต้องมีนวัตกรรมทั้งด้านเทคโนโลยี เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัยตลอดจนองค์ความรู้ของเกษตรกรที่จะต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ในส่วนของธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักนับเป็นส่วนสำคัญของก้าวแรกที่จะผลักดันเกษตรไทยสู่ยุค 4.0 ให้ประสบความสำเร็จ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ในฐานะผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักทุกชนิดในไทย และเป็นเจ้าตลาดด้วยส่วนแบ่งที่คาดว่าจะอยู่ในระดับเกือบ 50% หรือประมาณ 1,100 ล้านบาท จากตลาดรวมในไทย 2,300 ล้านบาท โดยไม่รวมเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดไร่ ซึ่งผู้บริหารจะมาเปิดเผยมุมมองในการตอบสนองนโยบายรัฐบาล

ครัวเรือนเกษตรกรในไทยปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 5.7 ล้านครัวเรือน แนวโน้มในอนาคตมีแต่จะลดน้อยถอยลงทุกปี ไม่ใช่ในประเทศไทยที่เดียวในกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมดด้วย ความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่จะยึดอาชีพเกษตรกรรมจะลดลงไปเรื่อย ๆ แรงงานเกษตรกรรมจะหายากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัญหาของประเทศไทยใน 5-10 ปีข้างหน้า ฉะนั้นรัฐจะต้องหาทางแก้ หากเกษตรกรลดลงไป รัฐต้องหาทางเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น ต้องมีนวัตกรรมใหม่ ๆเข้ามาเพื่อเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นต้องหันมาใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น และเกษตรกรต้องเพิ่มความรู้มากขึ้น

“ทิศทางในอนาคตเทคโนโลยีต้องเข้ามาช่วยมากขึ้น บริษัทเอกชนต้องพัฒนาผลผลิตให้มากขึ้น เครื่องไม้เครื่องมือต้องช่วยเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ความรู้ของเกษตรกรด้วย” นายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก “ศรแดง” กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ”

ไทยเบอร์ 1 ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผัก
ประเทศไทยมีความได้เปรียบเรื่องดินฟ้าอากาศที่ปลูกผักได้ตลอดทั้งปี จึงเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ผักของภูมิภาคนี้ก็ว่าได้ เทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ไทยส่งออกเมล็ดพันธุ์อันดับ 1 ของอาเซียน โดยส่งออก 5,500 ล้านบาท ติดอันดับที่ 21 ของโลก ซึ่งเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวเมื่อนำไปปลูก จะมีมูลค่าผลผลิตสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท

“บริษัทส่งออกเมล็ดพันธุ์ผักไปเวียดนามมากที่สุด รองลงไปเป็น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เมล็ดพันธุ์ที่ส่งออกมากที่สุดเป็น ข้าวโพดไร่ รองลงมาเป็น แตงโม พริก มะเขือเทศ เหตุที่ประเทศไทยเป็นเบอร์ 1 ของการส่งออกเมล็ดพันธุ์ผัก เพราะเกษตรกรมีความรู้ความสามารถก้าวหน้าไปไกลกว่าทุกประเทศอาเซียน แม้ว่าบริษัทจะมีแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ผักทั้งในอินเดีย เมียนมา เวียดนาม”

จับ “คนเมือง” รับไทยแลนด์ 4.0

“ปัจจุบันคนในเมืองจะหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทิศทางของบริษัทเราจะมุ่งไปจับลูกค้าคนเมืองส่วนหนึ่ง โดยยกระดับคนเมืองหันมาบริโภคผักมากขึ้น หันมาปลูกผักกินเอง เพราะการดูแลสุขภาพต้องใส่ใจ เพราะมีข่าวเรื่องผักปนเปื้อนมากขึ้น ถ้าเขาหันมาปลูกผักกินเอง ก็จะรู้ว่าเขาใช้ปุ๋ยใช้ยาอย่างไร ใช้ในอัตราที่เหมาะสมไม่มากเกินไป เราจึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่ชื่อว่า “Go Grow” ตั้งใจเจาะตลาดที่ไม่ใช่เกษตรกรมืออาชีพรวมคนเมืองด้วย เราตั้งใจเจาะชัดเจน คือเขาไม่ใช่เกษตรกรมืออาชีพ ไม่มีความรู้ในการปลูกผัก เราจึงมีคำแนะนำบนฉลากว่า มีวิธีการปลูกอย่างไร มือใหม่เขาจะได้มีความมั่นใจมากขึ้น สินค้ากลุ่มนี้จึงตอบโจทย์คนเมืองและเกษตรกรที่ไม่ใช่มืออาชีพ นี่คือการตอบโจทย์การทำเกษตรในยุค 4.0

อีกตัวหนึ่งก็คือจากโจทย์ที่ว่า หากต้องการเพิ่มผลผลิต เกษตรกรต้องมีความรู้ในการปลูกผัก เราจึงมีทีมงานถ่ายทอดความรู้อยู่ในพื้นที่ว่า ควรปลูกอย่างไรให้ผลผลิตที่ดี ที่สำคัญคือเราต้องทำให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยใช้ยาในอัตราที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุนและลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ และเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และการที่มีดิจิทัล อินเทอร์เน็ตเข้ามา ที่มีการใช้สมาร์ทโฟน

ตัวสินค้าที่เราขายก็มี QR Code เกษตรกรก็สแกนดูจากสมาร์ทโฟนถึงเรื่องโรคพืช และมีเว็บไซต์ให้ติดต่อเข้ามาบริษัทเราได้มากขึ้นด้วย เป็นการตอบโจทย์เกษตรยุค 4.0 ที่เทคโนโลยีเรื่องอินเทอร์เน็ตจะมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราแล้ว ไม่ใช่ปัจจัยการผลิตอย่างเดียว” นายวิชัยกล่าว

ข้าวนึ่งไทยราคาดีดแซงอินเดีย ส่งผลให้พ่ายประมูลข้าวบังกลาเทศนัดแรก 50,000 ตัน ลุ้นออร์เดอร์ประมูลเข้าอีก 2 นัด แห่ประมูลข้าวสารทั่วไปลอตสุดท้ายตุนสต๊อก หวั่นชอร์ตของส่ง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า สถานการณ์การส่งออกข้าว 4 เดือนแรก (มกราคม-เมษายน) 2560 มีปริมาณ 3,630,219 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่า 1,530 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 0.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลดีจากการส่งออกข้าวในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีปริมาณ 936,597 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33.4% มูลค่า 541 ล้านเหรียญสหรัฐ 41.1% ซึ่งปัจจัยสำคัญจากการส่งออกข้าวนึ่งกลับมาเพิ่มขึ้น

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สัญญาณการส่งออกข้าวครึ่งปีแรกดีเกินกว่าเป้าหมายทั้งปีที่คาดไว้ 9.5 ล้านตัน ปัจจัยสำคัญมาจากตลาดเริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะข้าวนึ่ง ซึ่งมีคำสั่งซื้อเพิ่มมาจากแอฟริกามีกำลังซื้อดีขึ้นจากราคาน้ำมันในตลาดโลกดีขึ้น และตลาดอิหร่านมีการสั่งซื้อข้าวเข้ามา 2 ลอต เป็นข้าวหอมมะลิ และข้าวขาว 5% อย่างละ 1 แสนตันจากที่หยุดสั่งซื้อไปนาน 10-20 ปี

แหล่งข่าวจากวงการส่งออกข้าว เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ราคาข้าวนึ่งของไทยปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น สต๊อกข้าวรัฐบาลลดลงไปอย่างมากทำให้ไม่มีแรงกดดันเรื่องราคา และตลาดข้าวนึ่งที่สำคัญ ๆ มีความต้องการมากขึ้น ทำให้ราคาปรับสูงขึ้นมาก ส่วนหนึ่งมีการเก็งกำไรด้วย ผลจากราคาที่ปรับสูงขึ้น ทำให้อินเดียชนะประมูลขายข้าวนึ่งให้กับบังกลาเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 50,000 ตัน โดยอินเดียเสนอราคาตันละ 428 เหรียญสหรัฐรวมค่าขนส่ง ค่าการจัดส่งมอบ และค่าค้ำประกัน ต่ำกว่าไทยที่เสนอราคาตันละ 445-450 เหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกเริ่มกังวลว่าข้าวเปลือกจะขาดประมาณ 2 เดือนจากนี้ถึงกรกฎาคม เพราะก่อนหน้านี้มีคำสั่งซื้อจากอิหร่าน และแนวโน้มในช่วงปลายเดือนนี้บังกลาเทศจะประมูลซื้อข้าวอีกรอบ น่าจะเป็นข้าวขาวปริมาณ 50,000 ตัน และเร็ว ๆ นี้หน่วยงานจัดซื้อข้าวฟิลิปปินส์ (NFA) มีแผนจะเปิดประมูลจากเอกชนในรูปแบบ G to P ปริมาณ 2.5 แสนตัน เพราะผลผลิตภายในประเทศไม่ดี

“ขึ้นอยู่กับว่าจะซื้อข้าวชนิดใดถ้าฟิลิปปินส์ซื้อข้าวขาว 25% มีโอกาสที่เวียดนามจะชนะสูง เพราะราคาข้าวไทยพลิกกลับมาสูงกว่าเวียดนาม 50 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยอยู่ที่ตันละ 380-390 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ข้าวเวียดนามอยู่ที่ 330 เหรียญสหรัฐ และการทำข้าว 25% ต้องใช้ปลายข้าว แต่ตอนนี้ไทยไม่มีปลายข้าวในระบบด้วย”

นอกจากนี้ ในการประชุมไทยแลนด์ไรซ์คอนเวนชั่น ปี 2560 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2560 มีกำหนดการว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าอิรักจะเดินทางมาร่วมและเข้าพบนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ซึ่งอาจจะมีสัญญาณที่ดีในการสั่งซื้อข้าวรอบใหม่อีก

“รัฐบาลควรอาศัยจังหวะนี้ระบายข้าวสารในสต๊อกให้หมดเพื่อให้ราคาข้าวเปลือกฤดูกาลผลิตใหม่ได้ปรับฐานราคาสูงขึ้นหลังจากนี้ ควรมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการสร้างนวัตกรรมข้าว เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อไป”

ทั้งนี้ ผลจากภาวะตลาดข้าวเริ่มกลับมาฟื้น colourofwords.com ทำให้บรรยากาศการเปิดประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไปลอตสุดท้าย ซึ่งเป็นข้าวกลุ่ม 1 ที่ใช้เพื่อการบริโภคปกติปริมาณ 1.82 ล้านตัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอย่างคึกคัก มีผู้ยื่นซองเสนอราคา 58 ราย ล้วนแต่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ที่ต้องการซื้อข้าวลอตนี้ไปสต๊อกไว้ (ตาราง) ซึ่งคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวจะพิจารณาผลประมูลในวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอนุมัติผลระบายข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มิใช่คนและสัตว์บริโภค ให้เอกชน 10 ราย ปริมาณ 5 แสนตันจากที่นำมาเปิดประมูล 1.03 ล้านตัน มูลค่า 1,523 ล้านบาท

นายณรงค์ พลละเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร กล่าวว่า จังหวัดชุมพรมีพื้นที่ปลูกทุเรียนเป็น อันดับที่ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดจันทบุรี ประมาณการผลผลิต 128,894 ตัน มีผลผลิตออกสู่ตลาดเกือบทั้งปี สร้างรายได้แก่จังหวัดไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท ต่อปี

“จังหวัดชุมพรมักประสบปัญหาการตัดทุเรียนอ่อน เนื่องจากทุเรียนออกดอกหลายรุ่นในต้นเดียวกัน เกษตรกรขาดความชำนาญในการตัด ประกอบกับราคาทุเรียนต้นฤดูกาลแพง เกษตรกรจึงรีบตัดเพื่อให้ขายได้ราคา รวมทั้งทุเรียนอ่อนจากต่างจังหวัดปะปนมา มักพบทุเรียนอ่อนวางขายตามแผงค้าผลไม้ริมทาง ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพรได้รับการร้องเรียนประจำทุกปี หากส่งทุเรียนอ่อนไปต่างประเทศจะมีผลทำให้ราคาทุเรียนทั้งระบบตกต่ำ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจของจังหวัดและของชาติ จังหวัดจึงมีมาตรการควบคุมไม่ให้มีการซื้อขายทุเรียนอ่อนในจังหวัดโดยเด็ดขาด คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดจังหวัดชุมพรจึงจัดประชุมเพื่องเร่งหาแนวทางป้องกันและแก้ปัญหา”

กระทรวงสาธารณสุขหวั่น ‘ไข้หวัดใหญ่’ ระบาดหนัก จัด ‘วัคซีน’ 3.5 ล้านโดส ฉีดกลุ่มเสี่ยง เผยป้องกันได้ 3 สายพันธุ์ ประชาชนขอรับบริการฟรี ที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน เริ่มวันที่ 1 มิถุนายน-31 สิงหาคมนี้

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม นพ. โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-1 พฤษภาคม 2560 พบผู้ป่วย 22,117 ราย เสียชีวิต 2 ราย เพื่อลดความรุนแรงของโรค การให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่จึงเป็นมาตรการสำคัญ โดยปีนี้ สธ.ได้รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล จำนวน 3.5 ล้านโดส ให้กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 4 แสนโดส และประชาชนกลุ่มเสี่ยง 3 ล้าน 1 แสนโดส ประกอบด้วย 1. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป 2. เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี 3. ผู้มีโรคเรื้อรัง คือ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน 4. บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 5. ผู้มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม 6. ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 7. ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย 8. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อเอสไววีที่มีอาการ) โดยจะเริ่มให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน -31 สิงหาคมนี้ สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้เคียงฟรี ซึ่งวัคซีนที่ฉีดให้ ประกอบด้วย 3 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ A Michigan (H1N1) สายพันธุ์ A Hong Kong (H3N2) และสายพันธุ์ B Brisbane (ออสเตรเลีย)

ในปี 2560 คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากกว่าปี 2559 เนื่อง

จากสภาพอากาศที่ดีเอื้อต่อการปลูกทุเรียน รวมถึงที่ผ่านมามีพายุฤดูร้อนกว่า 3 ระลอก ทำให้มีปริมาณฝนเพียงพอ ช่วยบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้งไปได้ โดยประมาณการผลผลิตจะออกในช่วงเดือนพฤษภาคม 10% มิถุนายน 25% กรกฎาคม 50% และสิงหาคม 15% รวมผลผลิตทั้งหมด 29,244 ตัน แยกเป็นหมอนทอง 23,736 ตัน หลงลับแล 1,320 ตัน หลินลับแล 78 ตัน และพันธุ์พื้นเมือง 4,109 ตัน ทั้งนี้ผลผลิตเฉลี่ย 1 ไร่ ประมาณ 1,000 ตัน

ทั้งนี้ทุเรียนพันธุ์หมอนทองจะส่งออกไปประเทศจีนประมาณ 80% ซึ่งจะมีล้งและพ่อค้าคนกลางมารับซื้อตามจุดรับซื้อขนาดใหญ่ 10 กว่าจุดทั้งจังหวัด เนื่องจากผลผลิตทุเรียนของจังหวัดอุตรดิตถ์จะออกหลังจากผลผลิตทางภาคตะวันออก เมื่อผลผลิตของภาคตะวันออกลดน้อยลง พ่อค้าคนกลางก็จะมารับซื้อทางภาคเหนือ รวมทั้งบางส่วนส่งออกไปประเทศเวียดนาม และอีกประมาณ 20% จำหน่ายในประเทศ

ขณะที่พันธุ์พื้นเมือง หลงลับแล และหลินลับแล จำหน่ายในประเทศเท่านั้น เนื่องจากลักษณะของเปลือกทุเรียนจะบาง หากส่งไปต่างประเทศอาจจะทำให้เปลือกแตก นอกจากนี้ยังส่งผลให้โมเดิร์นเทรดต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต บิ๊กซี และเทสโก้ โลตัส เป็นต้น ซึ่งเกษตรกรจะตัดทุเรียนส่งออกที่ความสุกประมาณ 70% ถ้าจำหน่ายในประเทศจะตัดที่ความสุกประมาณ 80%

สำหรับราคาจำหน่ายหน้าสวน พันธุ์หมอนทองอยู่ที่ 60 บาท/กิโลกรัม (กก.) พันธุ์พื้นเมือง 20 บาท/กก. พันธุ์หลงลับแล 300-350 บาท/กก. พันธุ์หลินลับแล 450-500 บาท/กก. (ราคาขายปลีกในกรุงเทพฯลูกละประมาณ 800-1,000 บาท) จึงคาดการณ์มูลค่าการจำหน่ายทุเรียนในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 1,863 ล้านบาท โดยมาจากทุเรียนพันธุ์หมอนทอง 1,424 ล้านบาท พันธุ์หลงลับแล 330 ล้านบาท พันธุ์หลินลับแล 27 ล้านบาท และพันธุ์พื้นเมือง 82 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือ ทุเรียนอ่อน แต่ยังพบไม่มากนัก เนื่องจากพื้นที่ปลูกทุเรียนส่วนใหญ่เป็นภูเขา ทำให้การเดินทางเข้าไปดูแลหรือเก็บเกี่ยวผลผลิตค่อนข้างลำบาก เกษตรกรหรือเจ้าของสวนมักจะเป็นผู้ดูแลเอง ไม่จ้างแรงงานมาเก็บ จึงทำให้รู้รายละเอียดต่าง ๆ เลือกเก็บเฉพาะทุเรียนที่มีความสุกพอดีและมีคุณภาพดีมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคเท่านั้น ประกอบกับทางจังหวัดมีมาตรการที่เข้มงวด หากพบเกษตร ผู้ประกอบการ หรือผู้จำหน่าย มีการจำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ หรือซื้อขายทุเรียนอ่อน จะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ซึ่งจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ทางจังหวัดยังมีการแต่งตั้งคณะทำงานปฏิบัติการเฉพาะกิจด้านการจำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นสำนักงานเกษตรจังหวัดซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ พาณิชย์จังหวัด ดูแลด้านการตลาด รวมถึงหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายอำเภอหรือปลัดอำเภอของท้องที่นั้น ๆ เพื่อกำกับดูแลการแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดตลอดฤดูการผลิต และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ซื้อ-ผู้ขาย ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากการจำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค และสร้างภาพลักษณ์ทุเรียนของจังหวัดอุตรดิตถ์ให้เป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวภายหลังเปิดงาน Thailand Amazing Durian & Fruit Fest 2017 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ว่า กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดเทศกาลบุฟเฟ่ต์ทุเรียน และสุดยอดผลไม้ไทย กระตุ้นให้เกิดการบริโภคผลไม้ พร้อมตอกย้ำว่า ไทยเป็นจุดหมายแห่งผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก โดยเน้นใน 3 เมืองท่องเที่ยว ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต หวังให้เกิดเป็นอีเวนต์แห่งชาติที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องหาโอกาสมาชิม คาดว่าผลไม้ 6 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ลำไย และลิ้นจี่ จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดถึง 2,300,000 ตัน

นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกก.ผจก.ใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหาร เซ็นทรัล ฟูดฮอลล์ และ ท็อปส์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาได้คัดผลไม้มาจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต 66 รายการ จาก 62 จังหวัด กว่า 7,000 ตัน ได้แก่ กล้วย แตงโม เมล่อน ทุเรียน ส้ม มะม่วง ฯลฯ ปีนี้ตั้งเป้ายอดขาย 10,000 ตัน ผ่าน 232 สาขา ถือเป็นช่องทางกระจายสินค้าและสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร

งานนี้ จัดใน 3 จังหวัด ดังนี้ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 24-31 พฤษภาคม ณ Square A ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เชียงใหม่ วันที่ 7-13 มิถุนายน ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่, ภูเก็ต วันที่ 28 มิถุนายน-4 กรฎาคม ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างหารือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำศิลปะ วัฒนธรรมความเป็นไทย ทั้งเรื่องของประวัติศาสตร์ ตำนาน อาหาร และผ้าพื้นเมือง มาออกแบบเส้นทางการท่องเที่ยว ซึ่งในระยะอันใกล้นี้เตรียมจะเปิดตัวเส้นทางขี่จักรยานเพื่อการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ชอบปั่นจักรยาน (นิชมาร์เก็ต) แต่ยังไม่ได้สรุปว่าระยะทางในการปั่นจะยาวกี่กิโลเมตร และผ่านจังหวัดใดบ้าง โดยคาดว่าเส้นทางที่จะออกแบบได้เสร็จก่อนเส้นทางอื่นๆ คือ เส้นทางที่จะปั่นเลียบแม่น้ำโขง ในแถบจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อบอกเล่าตำนานพญานาค โดยเส้นทางจักรยานที่เตรียมเปิดตัวจะขี่ผ่านหลายจังหวัด อาทิ เลย นครพนม สกลนคร หนองคาย บึงกาฬ อุบลราชธานี เป็นต้น ซึ่งทุกจังหวัดที่ปั่นจักรยานผ่านต่างล้วนมีเรื่องเล่าตำนานพญานาค และผลจากการศึกษาพบว่า พญานาคในตำนานมีมากกว่า 1,000 สายพันธุ์ มีตำนานเล่าขานต่างๆ กันที่น่าจะทำให้นักท่องเที่ยวสนใจมากยิ่งขึ้น

“เส้นทางจักรยานจะผูกโยงกับเรื่องตำนานพญานาค จึงอยากนำกระแสของคำชะโนดที่มีตำนานพญานาคโด่งดังในช่วงนี้มาเป็นตัวชูโรง แต่ต้องยอมรับว่าพื้นที่ภาคอีสานกว้างขวางใหญ่โต มีระยะจากจุดหนึ่งไปถึงอีกจุดไกลกันมาก จึงจะหยิบเรื่องของผ้าถิ่นมาร้อยเรื่องราว และบางพื้นที่มีเรื่องของอาหารถิ่นที่โดดเด่นก็จะถูกนำเสนอเช่นกัน เพื่อแสดงให้นักปั่นเห็นและได้ลิ้มรสความหลากหลายของอาหารอย่างส้มตำในแต่ละพื้นที่ก็มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ปี 2560 คาดว่ารายได้ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะอยู่ที่ 7.45 หมื่นล้านบาท” นางกอบกาญจน์ กล่าว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 ชูเศรษฐกิจการเกษตรอาสาตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี นายบรรลุ นาถสีทา ผู้ผันตนเองทำการเกษตรผสมผสานจนประสบผลสำเร็จ สร้างรายได้กว่า 232,500 บาท/ปี บนพื้นที่ 31 ไร่ ทั้งนาข้าว สวนปาล์ม ยางพารา บ่อน้ำ ไม้ผล ผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์ ยึดแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง พร้อมเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผิตสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรเข้ามาศึกษานำไปปรับใช้ต่อไป

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) ได้ลงพื้นที่ศึกษาต้นแบบการทำเกษตรผสมผสาน นายบรรลุ นาถสีทา เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) จังหวัดอุดรธานี ซึ่งประสบความสำเร็จสามารถสร้างรายได้ 232,500 บาท/ปี โดยนายบรรลุ นาถสีทา มีพื้นที่ทำการเกษตร 31 ไร่ 2 งาน เป็นที่ดอน เดิมทีทำนาปลูกข้าวนาปี แต่ได้ผลผลิตไม่ค่อยดี เนื่องจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ยิ่งทำนาปลูกข้าวก็ยิ่งมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงไปหารับจ้างเก็บกาแฟที่จังหวัดชุมพร

จุดเริ่มต้นครั้งนั้น ทำให้ได้เห็นคนในพื้นที่ทางภาคใต้ปลูกไม้ผล และมีรายได้ดี จึงคิดอยากจะปลูกไม้ผลในที่ของตนบ้าง ต่อมาในปี 2527 จึงเริ่มทำการขุดบ่อ เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ทำการเกษตร และได้เริ่มนำไม้ผล เช่น เงาะ ลิ้นจี่ มะม่วง พุทรา มาปลูกเป็นครั้งแรก โดยได้มีโอกาสเข้าร่วมฝึกอบรมโครงการพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรแบบผสมผสาน ไร่นาสวนผสม ซึ่งน่าจะเหมาะกับพื้นที่ของตน จึงได้นำเอาความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้ ลองผิดลองถูกเรื่อยมา

ปัจจุบัน พื้นที่ 31 ไร่ 2 งาน ได้จัดแบ่งพื้นที่ทำการเกษตรแบบผสมผสานดังนี้ นาข้าว 10 ไร่ (ข้าวเหนียว 5 ไร่ ข้าวเจ้า 5 ไร่ ขายข้าวได้ 12,000 บาท/ปี) สวนปาล์มน้ำมัน 10 ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตแล้ว (ขายผลผลิตได้ 71,000 บาท/ปี) ยางพารา 6 ไร่ (จะเปิดกรีด ปี 2560) บ่อน้ำสำหรับใช้ในการเกษตรและเลี้ยงปลา 3 ไร่ (4 บ่อ เลี้ยงปลาแบบธรรมชาติ ขายได้ 16,000 บาท ต่อปี) ไม้ผลที่ปลูกไว้ อาทิ เงาะ ลิ้นจี่ มะม่วง พุทรา ก็ให้ผลผลิตแล้ว (ขายได้ 21,000 บาท/ปี)

สำหรับพื้นที่ว่างรอบบ่อ ได้ปลูกพืชผักสวนครัว เช่น พริก มะเขือ ฟักทอง บวบ มะละกอ เสาวรส (ขายได้ 13,000 บาท/ปี) นอกจากนี้ ยังได้นำไก่ไข่มาเลี้ยงจำนวน 200 ตัว (ขายไข่ไก่ได้ประมาณ 450 บาท/วัน) เป็ดไข่จำนวน 80 ตัว (ขายไข่เป็ดได้ประมาณ 125 บาท/วัน) ไก่พื้นบ้าน 200 ตัว (ขายได้ 14,000 บาท/ปี) และที่สำคัญยังได้ทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่งด้วย

นับเป็นความสำเร็จในรูปแบบของเกษตรผสมผสานของเกษตรกร นายบรรลุ นาถสีทา ด้วยการจัดสรรพื้นที่ได้อย่างลงตัว มีเป้าหมายผลิตทุกอย่างไว้ทั้งใช้บริโภคในครอบครัว และนำออกจำหน่าย สามารถลดรายจ่าย ขณะเดียวกันก็มีรายได้เสริมจากการค้าขายพืชผักสวนครัว ท่านจึงอยากตอบแทนชุมชนและสังคม โดยเปิดให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผิตสินค้าเกษตร ตั้งอยู่ที่ 44 หมู่ที่ 9 บ้านเหล่าอุดม ต.บ้านจันทร์ อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี เพื่อผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ต่อไป

สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนขนาดใหญ่รุมค้านเกณฑ์กำกับดูแลฉบับใหม่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ “พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ” พร้อมรับไปหารือคลัง และ ธปท. ลดเกณฑ์อีกรอบ

รายงานข่าวจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่องเกณฑ์กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนของกรมส่งเสริมสหกรณ์จากตัวแทนสหกรณ์ทั้ง 2 ประเภท ที่มีสินทรัพย์รวมมากกว่า 5,000 ล้านบาท กว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ที่โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ ไปเมื่อเร็วๆ นี้นั้น นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ประเด็นที่ตัวแทนสหกรณ์ทั้ง 2 ประเภทคัดค้านคือ เรื่องอัตราส่วนหนี้สินต่อหุ้นบวกทุนสำรองไม่เกิน 2 เท่า และระยะสุดท้าย 1.5 เท่า เรื่องอัตราเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วของสมาชิกไม่เกิน 6% ต่อปี และจ่ายปันผลไม่เกิน 80% ของกำไรสุทธิ ประเด็นสัดส่วนการลงทุนที่กำหนดไม่เกิน 10% ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองและการลงทุนได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่มีเรตติ้งระดับ AA ซึ่งในตลาดมีอยู่น้อยมาก ทางกรมพร้อมจะนำกลับไปหารือกับกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อไป

ในเรื่องของอัตราส่วนหนี้สินต่อหุ้นบวก ทุนสำรองไม่เกิน 1.5 เท่า อาจมีการขยายระยะเวลาและอัตราส่วนเกินกว่า 1.5 เท่า เนื่องจากปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ก็มีอัตราส่วนเกินกว่า 1.5 เท่า อยู่ที่ระดับ 8-9 เท่า ส่วนอัตราเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วของสมาชิกไม่เกิน 6% ต่อปี ถือเป็นเรื่องที่สหกรณ์คัดค้านมาก ก็อาจจะพิจารณาให้เพิ่มขึ้น รวมถึงเรื่องสัดส่วนการลงทุนที่กำหนดให้ไม่เกิน 10% ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรอง ก็อาจพิจารณาขยายให้เป็น 30-50% และอาจผ่อนเกณฑ์หลักทรัพย์ที่กำหนดเรตติ้งให้อยู่ในระดับ AA ลงมา เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น ทั้งนี้ หากปรับแก้ไขหลักเกณฑ์เหล่านี้ได้ทันก็พร้อมประกาศใช้พร้อมกับหลักเกณฑ์อื่นๆ ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ แต่ถ้าไม่สามารถปรับแก้ได้ทันก็จะทยอยออกต่อไป

รายงานข่าวกล่าวต่อว่า ส่วนการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่…) พ.ศ….ขณะนี้มีร่าง พ.ร.บ. ทั้งหมด 3 ชุดคือ ร่างของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่างของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และร่างของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ฯลฯ จะมีการรวบรวมความเห็นส่งต่อคณะกรรมการทฤษฎีกาต่อไป คาดว่าจะส่งร่างแก้ไข พ.ร.บ. สหกรณ์รวมต่อ สนช. พิจารณาได้ภายในเดือนมิถุนายนศกนี้

โดยสาระสำคัญที่จะเพิ่มเติม ได้แก่ การให้อำนาจนายทะเบียนสหกรณ์ฟ้องร้องบุคคลภายนอกที่ทำให้สหกรณ์เสียหายได้ หากสหกรณ์ไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดี การปรับปรุงระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์โดยยกเลิกเรื่องการเว้นวรรคตำแหน่ง การกำหนดความรับผิดชอบของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กรณีทำให้สหกรณ์เสียหาย การกำหนดให้มีทุนรักษาเสถียรภาพระบบสหกรณ์

ให้นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดคุณสมบัติวิธีการรับสมัครและการขาดจากการเป็นผู้ตรวจสอบกิจการรวมถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ตรวจสอบกิจการ การกำหนดให้มีส่วนราชการเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกองทุนรักษาเสถียรภาพระบบสหกรณ์ เนื่องจากเงินกองทุนดังกล่าวมาจากการจัดสรรกำไรสุทธิของสหกรณ์ ซึ่งเป็นเงินของสมาชิกและกองทุนนี้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด ทั้งนี้ นายทะเบียนสหกรณ์ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแลสหกรณ์ เพื่อนำเงินดังกล่าวไปใช้ตามวัตถุประสงค์และสมประโยชน์ของระบบสหกรณ์ เป็นต้น

ยกนิ้วให้ ฉบับนี้ ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ นักศึกษา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ในการแข่งขันกล้าใหม่สร้างชุมชน โครงการกล้าใหม่ใฝ่รู้ ปี 11 ซึ่ง นายชวนะพล น่วมสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาโครงงาน ออกแบบลวดลายและพัฒนารูปแบบเครื่องนุ่งห่มจากผ้าไหมอีรี่ ระบุว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นักศึกษา มข.ได้รางวัลในการจัดทำโครงการดังกล่าว โดยชูความโดดเด่นด้านทุนทางวัฒนธรรมของภาคอีสาน คือลวดลายผ้าไหมอีรี่ที่เป็นเอกลักษณ์ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสื้อคลุม ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดยุคใหม่ เพิ่มคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมอีรี่ของชุมชนหนองหญ้าปล้อง อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น จนได้รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ในการแข่งขันกล้าใหม่สร้างชุมชน โครงการกล้าใหม่ใฝ่รู้ ปี 11 ได้สำเร็จ

นางสาววีรินทร์ สันติวรรักษ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 เล่าว่า ชาวบ้านในชุมชนทอผ้าลายดั้งเดิม เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป เทรนด์แฟชั่นโลกก็เปลี่ยนไปด้วย เราจึงเข้าไปให้ความรู้ด้านลายผ้าที่ตอบโจทย์ สอนการตัดเย็บ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามต้องการของตลาด จุดเด่นข้อนี้จึงทำให้คว้ารางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 นอกเหนือจากรางวัลที่ได้รับ เวทีนี้ทำให้เราได้ประสบการณ์มากมายที่หาไม่ได้จากในห้องเรียน

วันที่ 26 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามี 2 พี่น้อง ชาวบ้านหมู่ 1 ต.ธาตุ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ยึดอาชีพเก็บลูกตาลขาย มีรายได้งามตกวันละ 2,000 บาท จึงเดินทางไปตรวจสอบพบนายสมหมาย ภิญโญ อายุ 35 ปี และนายอรุณ ภิญโญ อายุ 30 ปี ซึ่งยึดอาชีพขายลูกตาลสด และของป่าตามฤดูกาล นอกเหนือจากการทำไร่นา โดยในแต่ละวันจะพากันไปปีนเก็บลูกตาลอ่อนจากต้น ที่ปลูกตามหัวไร่ปลายนาที่เจ้าของให้เก็บฟรี ก่อนนำมาเฉาะบรรจุใส่ถุงๆ ละประมาณ 10 ลูก ขายในราคาถุงละ 30 บาท ซึ่งวางขายตามตลาดนัดตำบลธาตุ เป็นตลาดนัดชุมชน แต่ละวันมีแม่ค้า-แม่ค้า เดินทางมาจากต่างอำเภอ และชาวบ้านในพื้นที่ตำบลธาตุ จะพากันนำสินค้าหลากหลายมาวางขาย โดยเฉพาะสินค้าตามฤดูกาล เช่น เห็ดนานาชนิด, ผักป่า และในแต่ละวัน 2 พี่น้อง จะมีรายได้จากการขายลูกตาลสดอ่อนประมาณ 1,500–2,000 บาท

นายสมหมาย เล่าว่า สินค้าตามฤดูกาลที่สร้างกำไรดีและขายง่ายที่สุดคือลูกตาลอ่อน ต้นทุนมีแค่ค่าน้ำมันรถกับค่าแรงลูกน้อง ส่วนลูกตาลตนไปเอาตามหัวไร่ปลายนาที่เจ้าของนาให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย วิธีเอาลูกตาลใช้ไม้ไผ่ยาวเท่ากับความสูงของต้นตาลที่ปลายไม้ไผ่ ติดเสียมลับให้คมเพื่อกระแทกทะลายลูกตาล วันหนึ่งจะมีรายได้ 1,500-2,000 บาท ทำแบบนี้มา 3 ปีแล้ว ซึ่งในหนึ่งปีจะเก็บผลลูกตาลได้ในเดือน มกราคม-กรกฏาคม เท่านั้น จากนั้นก็จะหมด หากเหลือลูกตาลก็จะแก่ แข็งรับประทานไม่ได้ ตนก็จะปล่อยให้สุกเพื่อเก็บมาทำขนมต่อไป

กลุ่มเกษตรกร นาโส่ จังหวัดยโสธร career-evolution.net อีกหนึ่งความสำเร็จในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์คุณภาพได้มาตรฐานตามระบบงานเกษตรอินทรีย์ สู่การส่งออกทั้งในและต่างประเทศ ย้ำจุดยืน เดินหน้าขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดยโสธรและระดับประเทศให้ก้าวไกลสู่สากล

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรในการทำนาข้าวอินทรีย์ จากการถอดบทเรียนกลุ่มเกษตรกรทำนา นาโส่ ตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เพื่อการส่งออกทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจากการติดตามการดำเนินงานของกลุ่มโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า กลุ่มเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากการใช้สารเคมีมาเป็นการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย ระบบงานเกษตรอินทรีย์ IFOAM (IFOAM Accreditation Program) มีการจำหน่ายข้าวอินทรีย์ในต่างประเทศผ่านสหกรณ์ กรีนเนท จัดตั้งตลาดนัดสีเขียวในระดับชุมชน อำเภอ และจังหวัด เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแปลง ทั้งข้าวอินทรีย์ ผัก ผลไม้ ตามฤดูกาล อาหารแปรรูป เป็นต้น

กลุ่มเกษตรกรทำนา นาโส่ มีจำนวนสมาชิกทั่วไป 53 คน เนื้อที่รวม 10,620 ไร่ สมาชิกปลอดสารพิษ 320 คน เนื้อที่รวม 6,582 ไร่ สมาชิกเกษตรอินทรีย์ 265 คน เนื้อที่รวม 7,269 ไร่ ได้ผลผลิตที่รับรองมาตรฐาน เช่น ข้าวหอมมะลิทั่วไป 2,500 ตัน ข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษ 1,000 ตัน ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 800 ตัน ข้าวมะลิแดง 20 ตัน ข้าวเหนียว กข6 20 ตัน โดยบรรจุภัณฑ์ ติดป้ายระบุมาตรฐานชัดเจน ใช้ตราทุ่งรวงทอง

ทำการส่งออกต่างประเทศ โดยสหกรณ์กรีนเนท จำกัด ในระบบแฟร์เทรดขนส่งทางเรือ ส่วนตลาดภายในประเทศ ขายปลีกหน้าโรงสี ขายส่งเครือข่ายสหกรณ์และพ่อค้า ตลาดสีเขียวเมืองยโสธร ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม บริษัทเอกชน กองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนสวัสดิการแฟร์เทรด ถึงตรงผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการผลิตข้าวไรซ์เบอรรี่อินทรีย์ จากสมาชิก 70 ครอบครัว เนื้อที่รวม 387 ไร่ รับซื้อจากสมาชิกในราคาที่เป็นธรรม เก็บสต็อกในฉางเก็บ บรรจุกระสอบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และส่งมอบบริษัทสยามออร์แกนิค โดยรถขนส่งของกลุ่ม

ทั้งนี้ ทางกลุ่มยังมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดยโสธร และขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ระดับประเทศ ในการร่วมจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และสัตว์น้ำ เพื่อให้เป็นจังหวัดต้นแบบการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ก้าวไกลสู่สากล ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา และยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป ท่านที่สนใจสามารถขอทราบรายละเอียดการดำเนินงานของกลุ่มเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี

จากการลงชุมชนผลที่ได้กลับมาคือผู้ป่วยที่บ้านมีสุขภาพดีขึ้น

จากผู้ป่วยที่เดินไม่ได้มาประมาณ 1 ปี ไม่กล้าเดิน แต่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องกระดูก เมื่อหมอจิ๋วและพี่เลี้ยงไปเยี่ยมสามารถทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจและมีความมั่นใจที่จะเดิน จนในที่สุดก็สามารถลุกขึ้นเดินได้ และยังสร้างสัมพันธภาพที่ดีทั้งในครอบครัว ชุมชน และสังคม ทำให้เยาวชนมีความรู้ความมั่นใจและกล้าที่จะเป็นจิตอาสาหมอจิ๋วในการดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวและชุมชน ที่สำคัญคือได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับหมอจิ๋วและสร้างทัศนคติที่ดีต่อการดูแลสุขภาพของตนเองและผู้อื่น

อาจารย์จันจลี ถนอมลิขิตวงศ์ ประธานหลักสูตรการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กล่าวถึงกิจกรรมค่ายแนะแนวการศึกษาสู่อาชีพ โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่น โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง โดยมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย จาก 16 โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดยะลา ร่วมกิจกรรม ว่า กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่ให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษารับผิดชอบโครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่น โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งได้ดำเนินโครงการสืบเนื่องมาจากปีงบประมาณ 2559 สำหรับการจัดค่ายแนะแนวการศึกษาสู่อาชีพ

“กิจกรรมในค่ายจะช่วยพัฒนาระบบการแนะแนวในโรงเรียนให้เข้มแข็งขึ้น ประการสำคัญคือ กระบวนการแนะแนวยังช่วยให้นักเรียนค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตน มีทักษะการดำเนินชีวิต รู้จักตัดสินใจเลือกแผนการเรียน การวางแผนการประกอบอาชีพ ทั้งนี้ ประกอบด้วยกิจกรรมการให้ความรู้พื้นฐานด้านการศึกษาและอาชีพ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้นักเรียนได้ทราบข้อมูลด้านการศึกษาและอาชีพ การค้นหาความถนัดของตนเอง สามารถเลือกอาชีพสมความปรารถนาในอนาคต” ประธานหลักสูตรการประถมศึกษา มรภ.ยะลา กล่าว

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำห้วยโมง เปิดประตูระบายน้ำทั้ง 4 บาน และเร่งระบายน้ำจากลำห้วยโมงลงในแม่น้ำโขง เพื่อป้องกันน้ำในลำห้วยที่ไหลมาจากจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดอุดรธานี เอ่อท่วมพื้นที่การเกษตร

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดหนองคายว่า วันนี้ (25 พฤษภาคม 2560) จากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในจังหวัดหนองคายและในจังหวัดใกล้เคียง ทำให้มีปริมาณน้ำในลำห้วยโมงสูงขึ้น ขณะนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงน้ำห้วยโมง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย กรมชลประทาน ได้มีเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 4 บาน เร่งระบายน้ำในลำห้วยโมงลงแม่น้ำโขง วันละประมาณ 5.410 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่มีน้ำไหลเข้าในลำห้วย 4.450 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน โดยการเร่งระบายน้ำครั้งนี้ เพื่อป้องกันน้ำในลำห้วยที่ไหลมาจากจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดอุดรธานี ไม่ให้เอ่อท่วมพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่ อ.ท่าบ่อ และ อ.ศรีเชียงใหม่ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 6 หมื่นไร่ อีกทั้งเป็นการพร่องน้ำในลำห้วยเพื่อรองรับน้ำจากฝนที่คาดว่าจะตกลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงต่อจากนี้

ขณะนี้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำห้วยโมง มีปริมาณน้ำอยู่ในระบบ 10.93 ล้านลบ.ม. และมีระดับน้ำในลำน้ำห้วยโมง 8.27 เมตร ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำโขง 5.29 เมตร ทำให้ขณะนี้น้ำในลำห้วยโมงสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำโขงถึง 2.98 เมตร

กรมควบคุมโรคเตือนประชาชนเก็บเห็ดป่าช่วงหน้าฝนมาทำอาหารต้องระวัง เพราะอาจเป็นเห็ดพิษ เผยปี’59 ตาย 4 ราย ชี้ทฤษฎีช้อนเงินจุ่มหม้อเห็ดพิสูจน์ความเป็นพิษ หรือต้มกับข้าวสารนั้นไม่มีใครรับรองว่าจะปลอดภัยจริง สงสัยถามหมอดีกว่า

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม นพ. เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนของแต่ละปีจะพบผู้ป่วยและเสียชีวิตจากการกินเห็ดพิษที่ขึ้นเองตามธรรมชาติเป็นประจำ โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประชาชนนิยมเก็บเห็ดป่าในธรรมชาติมากิน แต่เนื่องจากเห็ดป่านั้นมีทั้งเห็ดที่กินได้และเห็ดพิษ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้

“ข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคในปี 2559ที่ผ่านมา มีรายงานผู้ป่วยจากการกินเห็ดพิษ 1,220 คน เสียชีวิต 4 ราย โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนพบผู้ป่วยรวมกันมากถึง 1,010 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 83 ของผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ อายุ 65 ปีขึ้นไป รองลงมาคือ 55-64 ปี และ 45-54 ปี ตามลำดับ และภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือภาคเหนือ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ป่วยเกินครึ่งอยู่ใน 2 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ อุบลราชธานีและศรีสะเกษ สำหรับในปี 2560 นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-9 พฤษภาคม พบผู้ป่วยแล้ว 112 คน ไม่มีผู้เสียชีวิต จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ล่าสุดในสัปดาห์นี้มีรายงานผู้ป่วยจากการกินเห็ดพิษใน 2 จังหวัด ได้แก่ แพร่ 9 คน และบึงกาฬ 30 คน” นพ. เจษฎา กล่าว

นพ. เจษฎา กล่าวว่า เห็ดที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่คือ เห็ดระโงกพิษ บางแห่งเรียกว่าเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งเห็ดชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มเห็ดที่มีความคล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่านที่สามารถกินได้ แต่มีข้อแตกต่างที่สำคัญคือ เห็ดระโงกพิษจะมีก้านสูงกลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นเอียนและค่อนข้างแรง นอกจากนี้ ยังมีเห็ดป่าชนิดที่มีพิษรุนแรงคือ เห็ดเมือกไครเหลือง โดยประชาชนมักสับสนกับเห็ดขิง ซึ่งชนิดที่เป็นพิษจะมีเมือกปกคลุมและมีสีดอกเข้มกว่า แต่ยากแก่การสังเกตด้วยตาเปล่า ส่วนเห็ดอีกชนิดคือเห็ดหมวกจีน จะเป็นเห็ดที่คล้ายกับเห็ดโคนขนาดเล็ก

“ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้ทดสอบความเป็นพิษของเห็ด เช่น การจุ่มช้อนเงินลงไปในหม้อต้มเห็ด การนำไปต้มกับข้าวสาร เป็นต้น วิธีเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงในการใช้ทดสอบพิษกับเห็ดกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะเห็ดระโงกพิษที่มีสารที่ทนต่อความร้อน แม้จะปรุงให้สุกแล้ว เช่น ต้ม แกง ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษนั้นได้ และให้หลีกเลี่ยงการเก็บเห็ดไข่ห่าน เห็ดโม่งโก้ง เห็ดระโงก หรือเห็ดระงาก ขณะที่ยังเป็นดอกอ่อนหรือดอกตูม ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนกลมรี คล้ายไข่ มารับประทาน เนื่องจากไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นเห็ดมีพิษหรือไม่ เพราะลักษณะดอกตูมภายนอกจะเหมือนกัน หากไม่แน่ใจ ไม่รู้จัก หรือสงสัยว่าจะเป็นเห็ดพิษก็ไม่ควรเก็บหรือซื้อมาปรุงอาหาร รวมถึงหลีกเลี่ยงการกินเห็ดพร้อมกับดื่มสุรา เพราะฤทธิ์จากแอลกอฮอล์จะทำให้พิษเห็ดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และทำให้อาการรุนแรงขึ้นด้วย” อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว

นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่ากรมป่าไม้จะส่งเสริมการสร้างป่าในเมืองแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีกว่า 7 หมื่นแห่ง เพื่อสร้างเป็นพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชน โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา กรมป่าไม้ได้จัดทำโครงการกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในการสนับสนุนดูแลพื้นที่เสื่อมโทรมและพันธุ์กล้าไม้ให้กับหน่วยงานภาคเอกชนที่สนใจจะขอฟื้นฟูพื้นที่ที่กรมป่าไม้ได้จัดไว้ โดยมีหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 20 หน่วยงาน มีพื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟูดูแลไปแล้วกว่า 4,153 ไร่ สำหรับในปีนี้

“เราได้เตรียมเพาะกล้าไม้พันธุ์ดีอีกหลากหลายชนิด อาทิ ไม้เศรษฐกิจ และไม้มีค่าที่สามารถตัดขายได้กว่า 50 ล้านกล้า เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน และองค์กรต่างๆ ที่สนใจ ทั้งนี้ สามารถขอรับกล้าไม้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ และสถานีเพาะชำกล้าไม้ของกรมป่าไม้ 108 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำในการปลูกและดูแลกล้าไม้แต่ละชนิดให้กับผู้ที่สนใจอีกด้วย”นายชลธิศ กล่าว

อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงขั้นตอนการขอรับกล้าไม้ว่า สำหรับบุคคลทั่วไปสามารถขอรับกล้าไม้เพื่อนำไปปลูกในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตนเองได้รายละไม่เกิน 1,500 กล้าต่อปี โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดง พร้อมกรอกแบบฟอร์มขอรับกล้าไม้ที่จุดบริการกล้าไม้ พร้อมตอบข้อซักถามเบื้องต้นกับเจ้าหน้าที่ แล้วรับกล้าไม้นำกลับไปปลูกได้ทันที ถ้าในกรณีที่เป็นหน่วยงาน องค์กร วัด และโรงเรียน สามารถทำหนังสือถึงกรมป่าไม้ เพื่อขอรับการสนับสนุนกล้าไม้ พร้อมแนบโครงการ รายละเอียดของพื้นที่เตรียมการปลูก ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าเป็นไปตามเงื่อนไขและระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการแจกจ่ายกล้าไม้ พ.ศ. 2552 จากนั้นจะพิจารณาสนับสนุนกล้าไม้ตามความเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ส่วนเพาะชำกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า เบอร์โทรศัพท์ 02-561-4292-3 ต่อ 5551 ในวันและเวลาราชการ อย่างไรก็ตาม กรมป่าไม้มีหลักเกณฑ์การพิจารณาให้การสนับสนุนกล้าไม้ โดยคำนึงถึงขนาด ลักษณะของพื้นที่ในการนำกล้าไม้ไปปลูก และพิจารณาจัดชนิดของกล้าไม้พร้อมทั้งจำนวนให้เหมาะสม ตามวัตถุประสงค์ของผู้รับกล้าไม้ แต่จะต้องไม่เป็นการขอรับกล้าไม้เพื่อนำไปทำธุรกิจการค้า

“สำหรับประชาชน ที่รับกล้าไม้จากกรมป่าไม้ไปปลูกแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจและติดตามประเมินคุณภาพกล้าไม้หลังการปลูก รวมทั้งให้คำแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลรักษาต้นไม้ให้เจริญเติบโต และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเพิ่มพื้นที่ป่า ทางกรมป่าไม้ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในพื้นที่หน่วยงานราชการและที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งหากมีผู้สนใจในการเพิ่มพื้นที่ป่า แต่ไม่มีพื้นที่ในการปลูกต้นไม้ ก็สามารถมาร่วมทำ CSR กับทางกรมป่าไม้ได้เช่นกัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น” อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว

นางฉันทรา พูนศิริ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางสุวรรณี คุ้นวงศ์ กรรมการบริษัทจุลไหมไทย จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง “โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยเพื่อการค้า” เมื่อวันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม 2560 ณ ไร่กำนัลจุล จังหวัดเพชรบูรณ์

ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว วว. โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ จะดำเนินการวิจัยและพัฒนาปุ๋ยจากสิ่งเหลือทิ้งการเกษตรของบริษัทจุลไหมไทย จำกัด เช่น เศษอาหารปลา และผลไม้ รวมทั้งการพัฒนา ยกระดับ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลงาน วว. เพื่อให้บริษัทฯ มีองค์ความรู้ในการผลิตปุ๋ยสำหรับใช้ในระบบเกษตรกรรมต้นน้ำของบริษัทฯ รวมทั้งพัฒนาเป็นธุรกิจในการจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ต่อไป

ทั้งนี้ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านการเกษตร อาหารแปรรูป ไหมสิ่งทอ มีเป้าหมายประกอบการในอนาคตมุ่งส่งสินค้าที่ดีให้กับผู้บริโภค โดยสืบสานปณิธานจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อพัฒนาธุรกิจให้กับเกษตรกร สังคมและชุมชนในการร่วมขับเคลื่อนธุรกิจให้ยืนยาว และคืนธุรกิจที่ดีให้กับสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมต่อไป

นายทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหารกลุ่ม บริษัท พี.เอฟ.พี. ผู้ผลิตและแปรรูปอาหารทะเล เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกอาหารทะเลแปรรูปในภาพรวม ปี 2560 มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.74 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือปรับตัวดีขึ้นประมาณ 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ที่การส่งออกไม่เติบโต เนื่องจากเศรษฐกิจโลกหดตัว อย่างไรก็ตาม ปีนี้คาดว่าภาพรวมจะสามารถขยายตัวได้ดีขึ้น จากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อกลับมา ซึ่งในส่วนของกลุ่มบริษัท ก็คาดว่าปีนี้จะมีรายได้เพิ่มขึ้นที่ 5,500 ล้านบาท แบ่งเป็น การส่งออก 1,700 ล้านบาท และภายในประเทศ 3,800 ล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 10-15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่รายได้รวมทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การส่งออก 1,600 ล้านบาท และภายในประเทศ 3,400 ล้านบาท

“ไตรมาสแรกบริษัทมีรายได้ภายในประเทศที่ 640 ล้านบาท ขยายตัว 8-9% ใกล้เคียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ แสดงให้เห็นว่าการบริโภคในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมั่นใจว่าทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายเช่นกัน โดยมีปัจจัยบวกมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศในประเทศไทยที่เพิ่มสูงถึง 34 ล้านคน ส่งผลให้มีการเปิดร้านอาหารประเภทชาบูจำนวนมาก ความต้องการสินค้าแปรรูปจึงสูงขึ้นตาม รวมทั้งรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น จากราคาสินค้าทางเกษตรที่สูงขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา ช่วยผลักดันให้กำลังซื้อในประเทศกลับมา และส่งผลให้การบริโภคอาหารทะเลแปรรูปเพิ่มสูงขึ้นตามมา” นายทวี กล่าว

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศ เรื่อง“ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน และคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน (มีผลกระทบจนถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2560) “ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2560

ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า ในช่วงวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2560 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนตกชุกหนาแน่นกับมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งจะได้รับผลกระทบ โดยมีรายละเอียดดังนี้
– ภาคเหนือ บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ และกำแพงเพชร

– ภาคกลาง บริเวณจังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

– ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

– ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนตกหนักบางแห่งสวนมากบริเวณจังหวัดชัยภูมิ นคราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี – สำหรับภาคใต้ จะมีฝนตกต่อเนื่องตลอดช่วง โดยมีฝนตกหนักบางพื้นที่ส่วนมากจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่และตรัง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่จะเกิดขึ้นไว้ด้วย

ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้

ทั้งนี้เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณอ่าวเบงกอลตอนล่างมีกำลังแรงขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะเคลื่อนขึ้นไปบริเวณอ่าวเบงกอลตอนบนและประเทศเมียนมาในช่วงวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2560 ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง

ประกาศ ณ วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เวลา 05.00 น.
กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไป ในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น การประชุมระดับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์ ครั้งที่ 10 ที่ประเทศเวียดนาม

มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับขบวนการสหกรณ์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน องค์การสัมพันธภาพระหว่างประเทศ (International Cooperative Alliance : ICA – AP) เป็นองค์กรอิสระ ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมกิจการสหกรณ์ในทุกประเทศ ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์และให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจระหว่างองค์กรสหกรณ์ทุกประเภททั่วโลก ในการนำมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงแก่ขบวนการสหกรณ์ ซึ่งตั้งอยู่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

โดยองค์การ ICA ได้จัดประชุมระดับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการจัดประชุมระดับสูงของภาครัฐและขบวนการสหกรณ์ในประเทศต่างๆ ของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้แทนระดับสูง และกำหนดกรอบแนวทางและกลยุทธ์ความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐและสหกรณ์ในการพัฒนาสหกรณ์ ให้เป็นองค์กรที่มีความเข้มแข็ง และสามารถปรับบทบาทได้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบันที่เกิดขึ้น

สำหรับปีนี้ เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์ ครั้งที่ 10 ซึ่งทางกระทรวงแผงงานและการลงทุน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ร่วมกับองค์กรสัมพันธภาพสหกรณ์เวียดนาม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 เมษายน 2560 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีหัวข้อประชุมว่า “วิสัยทัศน์ในทศวรรษที่ 30 การเสริมสร้างการเป็นหุ้นส่วนอย่างแข็งแกร่ง ระหว่างภาครัฐและขบวนการสหกรณ์ต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs)” นำโดย H.E. Madam Dang Thi Ngoc Thinh รองประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม กล่าวเปิดการประชุมมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 500 คน จาก 22 ประเทศ ประกอบด้วยรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์ จำนวน 10 ประเทศ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์ระดับชาติของประเทศสมาชิกองค์การ ICA สำนักงานภูมิภาคเอเชียและแปซิกฟิก จำนวน 12 ประเทศ

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย เข้าร่วมในการประชุมดังกล่าว พร้อมทั้งได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยและขบวนการสหกรณ์ไทย สรุปใจความสำคัญได้ว่า ระบบสหกรณ์เป็นเครื่องมือสำคัญช่วยแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมได้เป็นอย่างดี รัฐบาลไทยผลักดันให้นำหลักการพึ่งพาตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสหกรณ์มาใช้ ควบคู่กับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปรับใช้ในการพัฒนาสหกรณ์ในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ยังช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาด้านการเกษตรที่ยั่งยืนในทุกๆ ด้าน ซึ่งการพัฒนาประเทศโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช้เป้าหมายหลัก หากแต่เป็นการสร้างสมดุลและความมั่นคงด้านการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพราะการเติบโตที่ปราศจากรากฐานที่มั่นคง อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติ

นอกจากนี้ นโยบายด้านเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญของการเพิ่มบทบาทต่อสหกรณ์การเกษตร ในการสร้างช่องทางการตลาดของสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ และเป็นหนทางนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในยุคปัจจุบันระบบการตลาดแบบเสรี (Market Liberalization) ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ สหกรณ์จึงต้องมีการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ เพื่อให้พร้อมทำธุรกิจร่วมกับภาคเอกชนและให้บริการแก่สมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้รัฐบาลไทยได้ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับขบวนการสหกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพื่อการพัฒนาสหกรณ์อย่างยั่งยืนในอนาคต

ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของภาคสหกรณ์เช่นเดียวกับภาคเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ด้วยการปรับปรุงระเบียบข้อบังคับและนโยบายทางเศรษฐกิจ กรอบการดำเนินงานและการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาสหกรณ์ อีกทั้งสนับสนุนการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง จึงมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภา

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงมติจากการประชุมร่วมกันของประเทศสมาชิก ICA ว่า ที่ประชุมมีมติให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ ในนโยบายระดับชาติโดยยึดตาม HANOI APCMC RESOLUTION 7 ข้อ ดังนี้ 1.ให้สหกรณ์จัดตั้งและดำเนินการโดยอิสระและด้วยความสมัครใจ ภายใต้ร่างระเบียบกฎหมาย 2.ให้สหกรณ์เอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลที่ด้วยโอกาสในสังคม ได้แก่ ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัยและผู้พิการ เพื่อให้มีส่วนร่วมในการทำธุรกิจกับสหกรณ์ หรือการจ้างงาน 3.ควรวางกลยุทธ์ในการพัฒนาสหกรณ์โดยความร่วมมือในรูปแบบเครือข่าย ในระดับชาติและสหกรณ์ท้องถิ่น โดยให้ตอบสนองความต้องการและใช้โอกาส (Opportunity) ที่สหกรณ์มีอยู่ เพื่อพัฒนาปัญหาและอุปสรรคของสหกรณ์ร่วมกัน รวมทั้งศึกษา อบรมให้แก่ขบวนการสหกรณ์เพื่อบรรลุเป้าหมาย SDGs 4.ส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) กับรัฐบาลและสหกรณ์ในฐานะหุ้นส่วนที่มีการสร้างวิธีการสร้างสรรค์ใหม่ๆ บนพื้นฐานการปกครองและการบริหารด้วยตนเองของสหกรณ์โดยสมาชิกสหกรณ์ 5.สร้างชุมชนที่เข้มแข็งบนพื้นฐานการสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในทางเพศ เพื่อหล่อหลอมให้สังคมเป็นหนึ่งเดียวกัน 6.ประเทศสมาชิกควรร่วมมือกันใช้ Information Technology เพื่อการพัฒนาการบริหารจัดการให้มีความโปร่งใสและทันสมัย และ7.สนับสนุนความร่วมมือระหว่างสหกรณ์และวิสาหกิจอื่นๆ บนหลักการและคุณค่าสหกรณ์ เพื่อให้ขบวนการสหกรณ์มีความเข้มแข็งและสามารถยืดหยุ่นได้

ผลจากการประชุมครั้งนี้ njcarpet-cleaning.com กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มองเห็นถึงทิศทางที่จะพัฒนาระบบสหกรณ์ในประเทศไทย โดยการให้ความสำคัญกับความเป็นหุ้นส่วนภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) และช่วยสหกรณ์ในเรื่องการตลาด (Marketing Channel) รวมถึงการส่งเสริมการค้าขายแบบ (E-Commerce) เพื่อขยายธุรกิจได้อย่างหลากหลายมากขึ้นและเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว กรมจึงได้จัดทำแผนการปฏิบัติการเพื่อติดตามผลอย่างเป็นรูปธรรม ภายในเดือนสิงหาคม 2560 ด้วยรูปแบบ coopfor2030.cooop

นอกจากนี้ กรมฯจะร่วมกับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย รณรงค์ในเรื่องเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้สหกรณ์ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เกิดการเข้าใจร่วมกัน อีกทั้งจะมีการให้คำมั่นสัญญาเพื่อให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันขับเคลื่อนไปให้ถึงเป้าหมายและรายงานความก้าวหน้าผ่านเว็บไซต์ www.CoopsFor2030.coop และจะมีการสร้างความร่วมมือกับ We Effect ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือสหกรณ์ทั่วโลกในเรื่องเงินทุนและการให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการสหกรณ์ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวีเดน เพื่อขอรับการสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสหกรณ์ในประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ ในระหว่างวันที่ 14-17 พฤศจิกายน 2560 ขบวนการสหกรณ์ระดับชาติของมาเลเซีย (ANGKASA) จะมีการจัดงาน The Malaysian Carnival of Cooperatives Product and Services เพื่อให้สหกรณ์ทั่วโลกเข้าถึงตลาดสหกรณ์ท้องถิ่นได้โดยตรง และได้เชิญประเทศสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะเป็นผู้ประสานงานหลักในนำตัวแทนสหกรณ์จากประเทศไทยเดินทางไปร่วมงาน เพื่อเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์ไทยและมาเลเซียด้วย

การประชุมระดับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานสหกรณ์ของประเทศสมาชิก ICA เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหุ้นส่วนและพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสหกรณ์ เพื่อร่วมกันดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย โดยยกระดับให้สหกรณ์มีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนาประเทศสมาชิกอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) และได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า “ภายใน ปี 2030 จะเพิ่มจำนวนสมาชิกสหกรณ์เป็น 2,000 ล้านคนและ 4 ล้านสหกรณ์ ซึ่งครอบคลุม 20% ของเศรษฐกิจโลก เพื่อช่วยลดปัญหาความยากจน เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองแก่ประชาชน”

อุตรดิตถ์บูมปลูกทุเรียนเกือบ 3 หมื่นไร่ จีนแห่เหมาพันธุ์หมอนทองกว่า 80% คาดปี′60 โกยรายได้กว่า 1,863 ล้านบาท พันธุ์หลินลับแล-หลงลับแล ราคาหน้าสวนยังสูง 300-450 บาท/กก.

นายอำนาจ ปาลาศ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จังหวัดอุตรดิตถ์มีผลไม้ขึ้นชื่อหลายชนิด โดยเฉพาะทุเรียนพื้นเมืองพันธุ์หลงลับแล และหลินลับแล โดยปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งหมด 39,759 ไร่ เป็นพื้นที่เก็บเกี่ยว 32,038 ไร่ มีเกษตรกร 4,228 ราย โดยปลูกมากที่อำเภอลับแล เนื้อที่ 33,663 ไร่ รองลงมาคือ อำเภอท่าปลาและอำเภอเมือง เนื้อที่ 4,329 ไร่ และ 1,766 ไร่ ตามลำดับ โดยพันธุ์ทุเรียนที่ปลูก ได้แก่ พันธุ์หมอนทอง มีเนื้อที่ปลูก 29,819 ไร่ หลงลับแล 2,385 ไร่ หลินลับแล 397 ไร่ และพันธุ์พื้นเมือง เช่น ชะนี กระจิบอีกจำนวน 7,156 ไร่