สาวนิลวรรณ ทุนคุ้มทอง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยว

อย่างยั่งยืน กล่าวเสริมว่า ในอดีตบริเวณบ้านตะเคียนเตี้ย เป็นสวนมะพร้าวที่มีพื้นที่รวมกว่า 2,000 ไร่ แต่ในระยะหลังความเจริญขยายเข้ามาในชุมชน พื้นที่บางส่วนถูกนำไปพัฒนาเป็นโครงการบ้านจัดสรร ขณะที่พื้นที่บางส่วนที่ยังเป็นสวนมะพร้าวแต่ไม่ได้รับการดูแล ถูกทิ้งร้าง ซึ่งกลายเป็นแหล่งเพาะตัวอย่างดีของหนอนหัวดำ และทำให้แพร่กระจายไปยังสวนมะพร้าวในบริเวณใกล้เคียง ชาวชุมชนบ้านตะเคียนเตี้ยจึงต้องการกำจัดหนอนหัวดำ โดยไม่ใช่สารเคมี กำจัดด้วยวิถีธรรมชาติ จึงร่วมมือกับอพท.3 เพื่อร่วมเลี้ยงแตรเบียนฯเพื่อกำจัดหนอนหัวดำ

“ปัญหาสำคัญของการเพาะเลี้ยงแตนเบียนฯคือ ชาวบ้านยังไม่เข้าใจวงจรชีวิตของแตนเบียน ไม่สามารถเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพื่อขยายพันธุ์ต่อได้ ทำให้ต้องขอไข่จากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรฯ ซึ่งในบางช่วงเวลาไม่งบประมาณก็ไม่สามารถส่งไข่แตนเบียนให้ชุมชนได้ นอกจากนี้ยังพบว่าการให้อาหาร เช่น รำข้าว และน้ำผึ้ง จำเป็นต้องมีการคัดเลือกจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ และปลอดสารเคมี แต่หลังจากที่ชาวชุมชนได้รับการฝึกอบรม เชื่อว่าจะสามารถเพาะเลี้ยงแตรเบียนฯได้”

นายธิติ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา อพท. ได้ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวหลายครั้งเพื่อให้ชุมชนมีความเข้าใจในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ บริษัทนำเที่ยวภายในประเทศ และบริษัทนำเที่ยวที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามาจากต่างประเทศ ในพื้นที่เมืองพัทยาและจากทั่วประเทศได้เข้ามาสัมผัสการท่องเที่ยววิถีมะพร้าว รวมถึงร่วมกันกำหนดราคาเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และชุมชนเกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

ปัจจุบัน การท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลตะเคียนเตี้ย มีจุดเด่นที่สะท้อนวิถีมะพร้าวของชุมชนตะเคียนเตี้ยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลศิลปวัฒนธรรมตลอดจนภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น พิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านร้อยเสา ศาสตร์การปลูกมะพร้าว ลำตัด งานหัตถกรรมพื้นบ้าน และที่โดดเด่นมีอัตลักษณ์เป็นที่ถูกอกถูกใจของนักท่องเที่ยวคือ อาหารพื้นบ้าน “แกงไก่กะลา” รวมถึงน้ำพริกไข่เค็มกินกับผักสวนครัวปลอดสารพิษ ผัดหน่อไม้จากสวนบ้านร้อยเสา และ“กาแฟมะพร้าว” และ “วุ้นมะพร้าว” เคล็ดลับความอร่อยที่เกิดจากการใช้น้ำกระทิที่คั้นสดวันต่อวัน จนนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวต้องซื้อกลับบ้านเสมอ

นอกจากนี้ยังมีการผลิตน้ำมันมะพร้าวอินทรีย์สกัดเย็น โดยบ้านสวนป่าสาโรชกับแหวว และมีการนำน้ำมันพร้าวดังกล่าวไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สปาและเครื่องสำอางร่วมกับ นัชชาสปา เพื่อจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวอีกด้วย

แม้ต้นทุนชีวิตจะมีไม่มาก แต่ด้วยความพากเพียร ไม่หยุดมองหาโอกาสใหม่ ๆ และพร้อมรับมือกับทุกปัญหาที่ผ่านเข้ามาทดสอบ ก็ทำให้ “ดร.องอาจ กิตติคุณชัย” อดีตเด็กหนุ่มที่เคยทำงานในโรงงานผลิตอาหารกระป๋อง ได้ก่อร่างสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมาจนวันนี้กลายเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) เจ้าของบริษัทผู้ผลิตข้าวโพดหวานรายใหญ่อันดับต้น ๆ ของไทยที่กำลังจะเข้าไปเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯเร็ว ๆ นี้

ชีวิตที่ต่อสู้กับความลำบากมาตลอด ทำให้หนุ่มน้อยจากพิจิตรเมื่อหลายสิบปีก่อนเริ่มวาดฝันใหญ่ ตัดสินใจบอกลาอาชีพหนุ่มโรงงานที่เริ่มทำมาตั้งแต่อายุ 15 ปี ย้ายไปตั้งต้นที่เชียงใหม่ พร้อมผันตัวเป็นพ่อค้าคนกลางรับซื้อผลผลิตเกษตร อย่างลำไย ลิ้นจี่ ฯลฯ ขายเข้าโรงงาน

ดร.องอาจบอกว่า การเริ่มต้นเป็นเรื่องยาก เขาทุนน้อย มีความรู้ไม่มาก คอนเน็กชั่นก็ไม่มี จึงต้องพยายามหาช่องทางเอง ทำอะไรที่มากกว่าและดีกว่าคนอื่น เช่นยุคก่อนที่คนมักขายลำไยแบบคละไซซ์คละเกรด เขาก็มานั่งคัดลำไยให้ได้คุณภาพ-มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนอื่นไม่ทำนี้ ช่วยสร้างความแตกต่างและทำให้ลูกค้ามั่นใจคุณภาพสินค้าที่ซื้อจากเขา

ค้าขายไปได้ 7-8 ปี ก็เริ่มเห็นแนวโน้มว่าซื้อมาขายไปอย่างเดียวไม่ได้แล้ว แต่ต้องแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าให้มากขึ้น จึงเริ่มเช่าโรงงาน ก่อนรวบรวมเงินทุนทั้งจากเพื่อนฝูงและธนาคารมาเปิดโรงงานของตัวเองในที่สุด

กระทั่งเหตุการณ์ “ต้มยำกุ้งไครซิส” วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 มาถึงวิกฤตครั้งนั้นทำให้เขากลายเป็นคนที่มีหนี้สินหลายร้อยล้านบาท แต่ก็ไม่คิดทิ้งคนข้างหลังไว้แล้วหนีเอาตัวรอด ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายนั้น จึงพยายามดูว่าปัญหาจริง ๆ คืออะไร แล้วไปแก้ด้วยความจริงใจ ตรงไปตรงมา ปรึกษาพูดคุยกับเจ้าหนี้ตรง ๆ จนสามารถเคลียร์หนี้สินได้สำเร็จใน 5-7 ปีให้หลัง

วิกฤตครั้งนั้นทำให้เขาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เริ่มมองหาผลผลิตที่ยั่งยืนขึ้น จากการแปรรูปลำไย ลิ้นจี่ ที่เป็นผลไม้ตามฤดูกาล สุดท้ายเปลี่ยนมาเป็น “ข้าวโพดหวาน” ที่ให้ผลผลิตได้ทั้งปี มีตลาด มีความต้องการอยู่ทั่วโลก และสามารถพัฒนา ยกระดับคุณภาพสินค้าได้อีกมาก

ซึ่งหลังได้ทุนสนับสนุนจากธนาคารกรุงไทย ปรับปรุงโรงงานครั้งใหญ่เพื่อรองรับการแปรรูปข้าวโพดหวาน ยอดขายก็ขยับขึ้นไปแตะพันล้านบาท ทว่า ยอดขายก็นิ่งอยู่ในระดับเดิมเป็น 10 ปี จนรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบ้างแล้ว ซึ่ง “เทคโนโลยี” ก็เข้ามาเป็นคำตอบที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้

“ทุกวันนี้ต้องเอาเทคโนโลยีมาใส่ในการเกษตร เพื่อช่วยลดการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ลดการสูญเสีย ทำให้การผลิตมีต้นทุนต่ำลง แต่คุณภาพดีขึ้น ลูกค้าก็มั่นใจได้เรื่องคุณภาพ-ความปลอดภัยที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับอาหาร”

ดังนั้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซันสวีทจึงได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น ทั้งใช้ในโรงงาน รวมทั้งแปลงปลูกในรูปแบบ “สมาร์ทฟาร์ม” ที่นำเทคโนโลยีมาช่วยดูแลพืช รวมทั้งวางแผนการปลูกให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี พร้อมกับพัฒนาองค์ความรู้ของเกษตรกรกว่า 2 หมื่นรายที่ทำงานร่วมกับซันสวีทในรูปแบบเกษตรพันธสัญญา ก็ช่วยให้ยอดขายขยายตัวต่อได้จนวันนี้มียอดขายเกือบ 2 พันล้านบาท มีกำไรส่วนต่างมากขึ้นกว่าเดิม

ต่อจากนี้ ซันสวีทอยากขยายตลาดในประเทศให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่ยอดขายหลักมาจากต่างประเทศกว่า 80% โดยจะเน้นเรื่องสินค้าใหม่และการขยายช่องทางให้ครอบคลุมมากขึ้น ล่าสุด ส่งข้าวโพดหวานปิ้ง ตรา “เคซี” วางขายในเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขาเมื่อ 5 ธันวาคมที่ผ่านมาในราคาฝักละ 25 บาท ซึ่ง “ข้าวโพดหวาน” จะยังเป็นสินค้าหลักของซันสวีทในเวลานี้ แต่อนาคตก็มองภาพใหญ่ ต่อยอดพัฒนาสินค้าจากผักผลไม้ต่าง ๆ ทำอาหารเพื่อสุขภาพ หรืออาจเป็นสินค้าอื่นที่ต่อยอดจากวัตถุดิบที่มีได้

“คิดการใหญ่ได้ แต่ต้องค่อย ๆ ทำ มองให้รอบด้าน” นี่คือข้อคิดทิ้งท้ายจากนักสู้ที่ไม่เคยหยุดฝัน และเดินหน้าลงมือทำให้เป็นจริงเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ชาวบ้านเมียนมา บ้านมินละปั่น จังหวัดเมียวดี ประเทศเมียนมา ตรงข้ามบ้านห้วยมหาวงศ์ บ้านแม่โกนเกน ตำบลมหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก แจ้งว่า มีชาวเมียนมา ที่บริโภค และสัมผัสเนื้อแพะดิบที่ตายแล้ว จำนวน 8 คน เกิดอาการมีแผลที่มือ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ติดเชื้อโรคแอนแทรกซ์ จากซากแพะ ในจำนวนนี้มีผู้ใหญ่ 6 คน เด็ก 2 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขฝ่ายเมียนมา

ได้นำส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลเมียวดีแล้ว การเกิดเชื้อแอนแทรกซ์ครั้งนี้ เป็นแพะ ที่พ่อค้าไทยข้ามไปซื้อแพะฝั่งเมียนมา และพบว่า มีแพะตายบนรถยนต์ หลังจากไปซื้อแพะเป็น มาจึงมอบให้ชาวเมียนมาบ้านมินละปันไปหลายตัว ส่วนอีก 7 ตัว นำข้ามน้ำเมยมามอบให้ทางชาวไทยหมู่ 9 ตำบลมหาวัน ส่งผลให้เกิดโรคแอนแทรกซ์ขึ้น เช่นเดียวกับชาวไทยที่ไปบริโภค และสัมผัสเนื้อแพะ ล่าสุด ราษฎรไทยที่บ้านแม่โกนเกนไม่กล้าข้ามไปฝั่งเมียนมา หลังทราบข่าวว่า มีชาวเมียนมาก็ติดเชื้อแอนแทรกซ์ เกรงว่าจะติดเชื้อแอนแทรกซ์ และยังไม่พบว่า ไม่มีราษฎรไทยติดเชื้อแอนแทรกซ์เพิ่มแต่อย่างใด ขณะที่ปศุสัตวำเภอแม่สอด ยังคงห้ามแพะ โค กระบือ เข้ามาเขตไทย ตามแนวชายแดนไทย – เมียนมา ตลอดแนว

สอบ.6 สงขลา ยกย่อง 2 ตชด. “นักอนุรักษ์ตัวนิ่ม” พบตัวนิ่มรถชนบาดเจ็บ นำส่ง สอบ. เพื่อคืนสู่ธรรมชาติ เผยราคาตัวนิ่ม 6 หมื่นบาท

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม นายธนิตย์ หนูยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ (สบอ.) ที่ 6 จ.สงขลา เปิดเผยว่า นายยงยุทธ์ นาควิโรจน์ ผอ. ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สอบ.6 ได้รับมอบตัวนิ่ม 1 ตัว จาก ส.ต.อ บุญแสน เมฆหมอก ผบ. หมู่ กก.ซถ.2 จ.ส.ต.บุญแสน เมฆหมอก ผบ.หมู่. กก.ซถ.2 . บก.สส.จชต. กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา ได้พบขณะตัวนิ่มโดนรถชนอยู่บนถนนได้รับบาดเจ็บ ที่ อ.รามัญ จ. ยะลา

นายธนิตย์เปิดเผยว่า สบอ.6 ได้รับไว้แล้วรีบส่งมอบต่อให้นายสัตวแพทย์ ของสำนักฯ รีบทำการอนุบาล รักษา ฟื้นฟู ดูแล เมื่อตัวนิ่มแข็งแรงสมบูรณ์ดีแล้ว จะนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติโดยเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสการมีชีวิตรอดของตัวนิ่ม ตามเจตนารมณ์ของผู้เก็บนำมาส่ง ได้ทำการให้ยาลดปวด ให้ยารักษาการติดเชื้อ ให้สารน้ำใต้ผิวหนัง และกกไฟในตู้อบ เป็นเวลา 24 ชม. พบว่าตัวนิ่มหายใจได้สม่ำเสมอขึ้น สบายตัวขึ้น สามารถกินน้ำได้ อาการโดยรวมมีแนวโน้มดีขึ้น จะได้ทำการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

“ผมขอชื่นชมในคุณงามความดีของ ตชด.ทั้ง 2นายเป็นอย่างสูง ในความเป็นนักอนุรักษ์และเป็นผู้มีความเมตตาต่อสัตว์ป่า โดยที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และยังเสียสละเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางนำส่งสัตว์ป่ามามอบให้ กับ สบอ. 6 ด้วยตนเอง เป็นการช่วยคุ้มครองดูแลสัตว์ป่าไม่ให้ถูกทำร้ายจากผู้แสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบ”

นายธนิตย์เปิดเผยว่าตัวนิ่มปัจจุบันราคาภายในประเทศ โดยเฉพาะทางภาคใต้ ราคาตัวละ 20,000-30,000 บาท เมื่อนำไปขายต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศจีนมีราคาสูงถึง 50,000 -60,000 บาท ปัจจุบันตัวนิ่ม ยังเหลืออยู่ตามเทอกเขาในป่าลึก เช่น เทือกเขาบรรทัด เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า เทือกเขาป่าฮาลา บาลา เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า สำหรับที่มีการลักลอบนำส่งกันมาก จะนำมาจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย

กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดตัวโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด “กระเช้าสหกรณ์ แทนความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพ” โดยนำผลิตภัณฑ์และสินค้าสหกรณ์มารวบรวมใส่ไว้ในกระเช้าของขวัญปีใหม่ เน้นสินค้าดีมีคุณภาพหลากหลายชนิด ทั้งประเภทข้าวหอมมะลิ ข้าวอินทรีย์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้อง และข้าวกข ๔๓ซึ่งเป็นข้าวน้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับผู้ควบคุมน้ำหนักและป่วยเป็นเบาหวาน นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป สมุนไพร นมพร้อมดื่ม น้ำผลไม้ ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย และสินค้าหัตถกรรม พร้อมจับมือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ขยายช่องทางจำหน่ายผ่านระบบ E-Commerce ทาง www.coop-mart .com และ www.coopshopth.com บริการจัดส่งในกรุงเทพฯและปริมณฑลฟรี เมื่อซื้อสินค้าครบ ๑๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป หวังขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ไปสู่ผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมส่งเสริมสหกรณ์มีภารกิจในการส่งเสริมกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์การเกษตร ผลิตและแปรรูปสินค้าการเกษตรชนิดต่าง ๆ พร้อมพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการจัดหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับสหกรณ์ ได้มีโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์และสินค้าเด่นที่น่าสนใจสู่ประชาชน เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ และในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รวบรวมสินค้าดีมีคุณภาพและเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนและจังหวัดต่าง ๆ มาจัดตกแต่งเป็นกระเช้าสินค้าสหกรณ์เพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่โดยเริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันได้รับการตอบรับ เป็นอย่างดีจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชนทั่วไป โทรมาสั่งจองและมาเลือกซื้อที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาสร้างยอดขายได้เกือบ 2 ล้านบาท

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังคงจัดกิจกรรมจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา ในชื่อ “โครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์” ภายใต้แนวคิด“กระเช้าสหกรณ์ แทนความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาด สำหรับสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เพื่อส่งต่อสินค้าไปยังผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง โดยคาดหวังว่าผู้บริโภคได้รับสินค้าดีมีคุณภาพ มอบให้กันเป็นของขวัญของฝากในช่วงเทศกาลปีใหม่ สร้างความสุขใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

สินค้าที่จะนำมาจัดลงกระเช้าในปีนี้ ได้ที่คัดสรรมาจากหลายแหล่งทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภค บริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมกะดังงา ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้องงอด ข้าวสังข์หยด ข้าวทับทิมชุมแพ และข้าวกข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่ได้รับการวิจัยว่ามีน้ำตาลน้อย เหมาะสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนักและป่วยเป็นเบาหวาน นอกจากนี้ยังมีสินค้าประเภทผลไม้และอาหารแปรรูป เช่น กล้วยตาก หมี่กรอบสามรส ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง หมูทุบหมูฝอย กุนเชียงมะขามแช่อิ่ม เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ทองม้วน คุกกี้ไส้สับปะรด คุกกี้ข้าวหอมะลิ 100 % ผลไม้อบแห้ง น้ำผึ้ง แยมมัลเบอรี่ ผัดหมี่โคราช น้ำพริกประเภทต่าง ๆ และสินค้าประเภทสมุนไพรและธัญพืช อาทิ ผงชงพร้อมดื่มที่ทำจากข้าวเหนียวพันธุ์ลืมผัวผสมใบเตยและต้นข้าวอ่อน ข้าวหอมมะลิผสมใบเตย สมุนไพรชงดื่ม จากใบย่านาง รางจืดและผักเชียงดา ขิงผง เก๊กฮวยผง ดอกคำฝอย เมล็ดธัญพืช ผลิตภัณฑ์ประเภทนมพร้อมดื่ม นม UHT นมถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์อาหารจากดอยคำโครงการหลวง ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า ผ้าห่ม ผ้าพันคอ สินค้าหัตถกรรม ทั้งแก้วเบญจรงค์ ถ้วยกาแฟ ผลิตภัณฑ์จักสานป่านศรนารายณ์จากสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ทั้งกระเป๋า รองเท้า เข็มขัด และหมวก

รูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ufabets.co.uk จะนำสินค้าสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพต่าง ๆมาจัดวางและตกแต่งให้สวยงามด้วยผ้าขาวม้าหรือกระดาษสาลามี่ หรือตามวัสดุที่ลูกค้าต้องการ โดยราคากระเช้ามีหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึง – 3,000 บาทขึ้นไป มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย โดยทางกรมฯได้จัดเตรียมห้องจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าสหกรณ์ อาคาร 3 ชั้น 1 ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่าน้ำเทเวศร์ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 – 12 มกราคม 2561 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น. หรือติดต่อสอบถามได้ทางโทรศัพท์ 02 2813095 ต่อ 157 หรือ 0626107842หรือดูรายละเอียดในเวปไซด์www.cpd.go.thโดยทางกรมฯได้มีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

นอกจากนี้ ในปีนี้ทางกรมฯได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ผ่านระบบ E-Commerce เป็นปีแรกโดยร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเปิดจำหน่ายผ่านเวปไซด์www.coop-mart.comซึ่งเป็นเวปไซด์ที่เปิดพื้นที่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เปิดร้านค้าออนไลน์โดยการนำสินค้าต่าง ๆ มาโพสขายผ่านเวปไซด์นี้ได้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดสินค้าและโทรสั่งซื้อได้กับแต่ละสหกรณ์ได้โดยตรง และยังมีอีกหนึ่งช่องทาง คือ www.coopshopth.comซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จะมีเจ้าหน้าที่นำคัดเลือกกระเช้าสินค้าสหกรณ์ขึ้นมาจัดแสดงและให้ผู้สนใจเลือกซื้อ เมื่อเข้าไปในเวปไซด์ดังกล่าวจะมีรูปภาพกระเช้าสินค้าสหกรณ์

มีรายละเอียดของกระเช้าแต่ละขนาดว่าบรรจุสินค้ากี่ชนิด เป็นสินค้าประเภทใดบ้าง และแจ้งราคาเมื่อสนใจกระเช้าสินค้าใดสามารถกดเลือกเข้าตะกร้าสั่งซื้อและชำระเงินผ่านบัตรเครดิต และกำลังจะเพิ่มช่องทางการชำระเงินโดยการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้ออีกด้วย และมีบริการจัดส่งสินค้าให้ทั่วประเทศในราคาค่าจัดส่งกระเช้าละ 100 บาท ซึ่งจะได้รับกระเช้าสินค้าสหกรณ์ภายหลังการสั่งซื้อผ่านระบบE-commerce ภายใน 7 วัน ขณะนี้มียอดสั่งจองแล้วจำนวน 320 กระเช้า ขณะเดียวกันทางกระทรวงพาณิชย์ ยังช่วยนำกระเช้าสินค้าสหกรณ์ไปจัดแสดงและจำหน่ายที่กระทรวงพาณิชย์และทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้นำไปจัดแสดงและจำหน่ายที่ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น ๑ อาคารรัฐประศาสนภักดี(อาคาร B) ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่สนใจได้สั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์ได้อย่างทั่วถึงด้วย

สำหรับการจำหน่ายในต่างจังหวัด มีเครือข่ายสหกรณ์ระดับอำเภอและศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ในต่างจังหวัด ได้มีการจัดทำกระเช้าสินค้าสหกรณ์จำหน่ายด้วยเช่นกัน โดยการนำข้าวชนิดต่าง ๆ ของสหกรณ์ สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภคมาจัดเป็นกระเช้าจำหน่ายให้กับหน่วยงานและประชาชนที่สนใจสามารถสั่งซื้อโดยตรงได้กับแต่ละสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์ที่ได้มีการจัดทำโครงการจำหน่ายกระเช้าสินค้าสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่องทุกปี อาทิ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ตั้งอยู่ที่ถนนงามวงศ์วาน ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เขตบางเขน เน้นสินค้าประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ และข้าวพันธุ์หายาก สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด จังหวัดเพชรบุรี เน้นผลิตภัณฑ์จากกล้วยหอมทอง กล้วยแปรรูป กล้วยอบ และน้ำตาลโตนด สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา เน้นผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องเพื่อสุขภาพและหมี่โคราช สหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา จำหน่ายข้าวหอมมะลิจากทุ่งสัมฤทธิ์และสินค้าแปรรูป สหกรณ์การเกษตรดอนเจดีย์ จำกัด จังหวัดสุพรรณบุรี จำหน่ายกระเช้าสินค้าจากข้าวกข 43 และร้านสหกรณ์สิงบุรี จำกัด จังหวัดสิงห์บุรี จำหน่าย ชุดกระเช้าจากข้าวเพื่อสุขภาพและสินค้าอุปโภคบริโภค กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจและมองหาของขวัญของฝากอุดหนุนกระเช้าสินค้าของสหกรณ์ที่นำมาจัดแสดงและจำหน่ายในขณะนี้ พร้อมให้ทุกคนได้เลือกซื้อเพื่อมอบเป็นของขวัญสุดประทับใจในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ และยังเป็นสร้างโอกาสและสร้างรายได้กลับคืนสู่พี่น้องเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าต่าง ๆ อีกด้วย

วันที่ 9 ธันวาคม นายศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)(สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เวลาประมาณ 20.30 น. คืนวันที่ 14 ธันวาคม จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 15 ธันวาคม จะเกิดปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกเจมินิดส์” หรือ “ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่”ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถ ดูได้ด้วยตาเปล่าทุกภูมิภาคในบริเวณฟ้ามืดสนิทไม่มีแสงรบกวน ทั้งนี้ปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกเจมินิดส์” หรือ “ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 4-17 ธันวาคมของทุก ๆ ปี คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีอัตราการตกสูงสุดถึง 120 ดวงต่อชั่วโมง จุดศูนย์กลางการกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนคู่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

“เราน่าจะดูได้ด้วยตาเปล่าทุกภูมิภาคของไทย เพราะคืนวันที่ 14 ธันวาคมยังตรงกับช่วงข้างแรม ท้องฟ้าจะมืดสนิท ไร้แสงจันทร์รบกวน จึงเป็นโอกาสดีที่จะสังเกตการณ์ฝนดาวตกได้เกือบตลอดทั้งคืน ซึ่งดวงจันทร์จะขึ้นจากขอบฟ้าเวลาเช้ามืดวันที่ 15 ธันวาคม เวลาประมาณ 03:55 น. “ผู้อำนวยการ สดร.กล่าว

เงื่อนไขเกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกร

ข้าวนาปรังและขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังในรอบ 4 ปี (ปี 2556 – 2559 ปีใดปีหนึ่ง) พื้นที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นพื้นที่นาเท่านั้น ขนาด 1 งานขึ้นไป แต่ไม่เกิน 15 ไร่ โดยเกษตรกรต้องลงทุนในการเตรียมแปลงและปลูกพืชในนาก่อน เมื่อปลูกแล้วให้มาแจ้งยืนยันการเพาะปลูก เพื่อให้คณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ระดับตำบลทำการตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบเสร็จสมบูรณ์ คณะกรรมการบริหารโครงการฯ ระดับอำเภอ จะส่งรายชื่อให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อโอนเงินให้เกษตรกร ทั้งนี้เมื่อเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วจะไม่สามารถนำพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการกลับไปทำนาปรังในช่วง 1 พฤศจิกายน 2560 – 30 เมษายน 2560 ได้อีก ยกเว้นพื้นที่รับน้ำที่มีประกาศให้ทำนาปีเร็วขึ้น

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอเชิญชวนชาวนาที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ในวันและเวลาราชการ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

เมื่อวันที่ เร็วๆนี้กระทรวงเกษตรฯ นำโดย นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. พบปะพูดคุยกับตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย โดยมีนายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัด ภาคใต้ ชูแนวทางปฏิรูปยางพาราไทยทั้งระบบ หวังเดินหน้าบูรณาการกับรัฐ เพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ราคายาง สู่ความยั่งยืน

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยหลังการพบปะพูดคุยกับตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยว่า ขอชื่นชมในแนวทางที่สมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ ได้มานำเสนอในวันนี้ เป็นแนวทางที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ดีกับเกษตรกรพี่น้องชาวสวนยางรายย่อยด้วยแนวทางปฏิรูปที่นำเสนอ ได้แก่ ปฏิรูปเกษตรกรชาวสวนยาง เน้นพึ่งพาตนเอง อยู่แบบพอเพียง และต้องลดการขอความช่วยเหลือจากรัฐ การปฏิรูปสวนยาง ให้เปลี่ยนการทำสวนยางแบบเชิงเดี่ยวเป็นการทำสวนยางแบบยั่งยืน

โดยชาวสวนยางรายย่อยไม่จำเป็นต้องปลูกยางอย่างเพียงอย่างเดียว ให้ลดจำนวนต้นยางต่อ 1 ไร่ และสร้างแรงจูงใจในการปลูกพืชชนิดอื่นทดแทน จะสามารถจำกัดจำนวนต้นยางและปริมาณน้ำยางในตลาดได้ ซึ่งขอให้ กยท. มีการจ่ายเงินเพื่อสร้างแรงจูงใจเพิ่มเติม รวมถึง การปฏิรูปการผลิตและการแปรรูป เป็นแนวความคิดที่ตรงกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ พี่น้องเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มอาชีพ สู่การพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือ สหกรณ์ชาวสวนยาง เพื่อจะได้ทำหน้าที่ในการรวบรวมน้ำยาง รวบรวมยาง และนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม หากมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นแล้วจะ สามารถทำการตลาดต่อไป เพราะฉะนั้น พี่น้องเกษตรกรรายย่อยเหล่านี้ ต้องการการสนับสนุน จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวง จะสามารถให้การสนับสนุนได้ เพื่อช่วยเหลือชาวสวนยาง ยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง

นอกจากนี้ ทางตัวแทนยังเสนอให้มีเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยหรือชาวสวนยางชายขอบได้มีส่วนร่วมในคณะทำงานเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาตั้งแต่การวิจัย การบริหารกองทุนตามมาตรา 49 (5) เพื่อเป็นสวัสดิการให้กับเกษตรกรรายย่อย ในรูปแบบเดียวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือเป็นการสมทบร่วมกันระหว่างรัฐและเกษตรกร โดยมีการตั้งคณะกรรมการที่มีเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเข้ามาร่วมบริหารเงินกองทุนนี้ จนสู่การมีส่วนร่วมในระดับนโยบาย คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.)

ด้านนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. มีความยินดีอย่างยิ่งที่เกษตรกรชาวสวนยาง เห็นความสำคัญและพร้อมนำนโยบายภาครัฐสู่การปฏิบัติจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหันมาพึ่งพาตนเอง อยู่แบบพอเพียง โดยเปลี่ยนจากการทำสวนยางเชิงเดี่ยวให้เป็นการทำสวนยางอย่างยั่งยืน ด้วยการปลูกยางแบบผสมผสาน ซึ่ง กยท. มีการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการโค่นยางที่เสื่อมสภาพ หันมาปลูกแทนผสมผสาน มีทุนสนับสนุนให้ไร่ละ 16,000 บาท ทั้งนี้ ในปี 2560 มีชาวสวนยางโค่นยางแล้วปลูกแทน

จำนวน 42,036 ราย พื้นที่ 422,728.50 ไร่ ในจำนวนนี้ ปรับหันมาปลูกแบบผสมผสานมากขึ้นประมาณร้อยละ 7 ของจำนวนเกษตรกรทั้งหมดที่โค่นยางแล้วปลูก (จำนวน 3,043 ราย พื้นที่ 32,315.30 ไร่) พร้อมทั้ง กยท. มีทุนสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถนำไปประกอบอาชีพเสริม เช่น ปศุสัตว์ ประมง พืชผักสวนครัว พืชร่วมยาง เป็นต้น ระหว่างรอผลผลิต จนถึงมีผลผลิตแล้ว รายละไม่เกิน 50,000 บาท ปัจจุบัน กยท. ได้เร่งประชาสัมพันธ์เพื่อให้ชาวสวนยางสามารถเข้าถึงสวัสดิการด้านนี้ เพราะมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเพียง 430 ราย รวมเป็นเงิน 17,133,000 บาท ทั้งนี้ ข้อเสนอสำหรับการปฏิรูปด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การแปรรูป การตลาด เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยสามารถเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ จะเร่งหารือกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เร็วที่สุด เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาแบบบูรณาการทุกภาคส่วน

อำเภอเกาะยาว ร่วมกับ สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำหนดจัดงานวันจิตอาสาลงแขกเกี่ยวข้าว ประเพณีวิถีเกาะยาว ในวันที่ 7 ธันวาคม 2560
ณ แปลงนาข้าว บ้านน้ำจืด หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี อันเป็นวิถีชีวิตของคนเกาะยาว ที่มีอาชีพหลัก คือ การทำนา ให้อยู่คู่คนเกาะยาวสืบไป และเป็นการ-ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของอำเภอเกาะยาว

นายสุรสิทธิ์ ขันติพันธุกุล นายอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า อำเภอเกาะยาว ร่วมกับ สำนักงานเกษตร-อำเภอเกาะยาว ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำหนดจัดงานวันจิตอาสาลงแขก

เกี่ยวข้าว ประเพณีวิถีเกาะยาว ในวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ณ แปลงนาข้าว บ้านน้ำจืด หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี อันเป็นวิถีชีวิตของคนเกาะยาว ที่มีอาชีพหลัก คือ การทำนา ให้อยู่คู่คนเกาะยาวสืบไป ซึ่งคนเกาะยาวมีความผูกพันกับการทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษถึงปัจจุบัน 100 กว่าปีแล้ว จะสังเกตได้แม้กระทั่งการตั้งนามสกุล ยังบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจในการเป็นชาวนา เช่น ไถนาเพรียว ดำนาดี วงษ์นา ถิ่นนา หาญเคียว สงวนไถ วางไถคล่อง กองข้าวเรียบ ไถเอี่ยม เป็นต้น และอาจถือ

ได้ว่าแปลงนาของอำเภอเกาะยาวเป็นนาผืนสุดท้ายกลางทะเลอันดามันก็เป็นได้ อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของอำเภอเกาะยาวให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวเพิ่มเติมว่า อำเภอเกาะยาว มีพื้นที่ปลูกข้าวมากที่สุดของจังหวัดพังงา เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จำนวน 277 ราย พื้นที่ 927 ไร่ สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว ร่วมกับหน่วยงานภาคีดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาข้าว) สมาชิก จำนวน 104 ราย พื้นที่ 420 ไร่ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการร่วมกัน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าว

ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน ภายใต้การสนับสนุนและบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชนเกษตรฯ เปิดเวทีระดับภาค ติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมจับมือ 4 ภาคี ภาครัฐ เกษตรกร สถาบันการศึกษา และเอกชน ลงนามความร่วมมือโครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ร่วมกัน ย้ำก้าวสำคัญ และความมุ่งมั่นเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศให้บรรลุเป้าหมาย

วันนี้ (7 ธันวาคม 2560) นายธนิต เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ถึงการประชุมติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารหอพัก 700 ปี สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามการขับเคลื่อนงานตามนโยบายเกษตรอินทรีย์ของภาคเหนือ และรับฟังข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ปัญหาอุปสรรคการดำเนินภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 – 2564 โดยการประชุมดังกล่าว ได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายลักษณ์ วจนานวัช) เป็นประธาน พร้อมนี้ยังจัดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือใน ครั้งนี้ด้วย

การดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560–2564 เป็นกรอบการดำเนินงาน และได้เร่งรัดให้ทุกภาคส่วนดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ผ่านคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค 6 ภูมิภาค และคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว

สำหรับเกษตรอินทรีย์ และตลาดประชารัฐ นับเป็นนโยบายที่รัฐบาลได้เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ดังนั้น การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแก่ทุกภาคส่วนในการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายประสานการทำงานที่มีเป้าหมายและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยคัดเลือกเกษตรกรเพื่อเชื่อมโยงตลาดการค้า ในการเข้าร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจโครงการความร่วมมือดำเนินกิจกรรมขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ภาคเหนือ รวม 5 ฉบับ ขับเคลื่อนทำงานระหว่างภาครัฐ ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ และงานวิจัย กลุ่มเกษตรกร ได้แก่ ผู้ผลิตข้าว พืชผัก พืชสมุนไพร ที่ผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และวิทยาลัยนเรศวร ในการสนับสนุนการบริหารจัดการกลุ่ม การถ่ายทอดความรู้ และการประเมินผล และภาคเอกชน ได้แก่ มูลนิธิพัฒนาศักยภาพ (โดยสถาบันชุมชนเกษตรยั่งยืน) บริษัท แมคนีน่าฟาร์มจำกัด คู่ค้าข้าวจังหวัดอุทัยธานี บริษัทเปรมสุขฟาร์ม ในการสนับสนุนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ร่วมวางแผนการผลิตการรับซื้อสินค้า นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีการคัดเลือกเกษตรกรและสินค้าที่เป็นจุดเด่นของจังหวัดมาร่วมจัดนิทรรศการเป็นจำนวนกว่า 40 บูธอีกด้วย

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า การจัดประชุมและลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนมั่นใจในว่ารัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในภาคเหนือให้บรรลุเป้าหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายกฤษณ์ ธนาวณิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ “โครงการว่าด้วยการส่งเสริมการนำผลงานการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการเกษตร มาใช้ประโยชน์ในระบบเกษตรอินทรีย์ 4.0” ระหว่าง นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ รักษาการผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) วว. และ ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัย ศนก.วว. กับ นายเลิศชัย วงษ์ชัยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเปรมสุข ฟาร์ม จำกัด ในวันที่ 7 ธันวาคม 2560 ณ อาคารหอพัก 700 ปี สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 2 ปี poipetsix.co.uk มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือเชิงบูรณาการของทั้งสองฝ่ายในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการส่งเสริมการนำผลงานการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในระบบเกษตรอินทรีย์ 4.0 โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการนำเทคโนโลยีการเกษตรแบบแม่นยำ ปฏิบัติ ทดลอง ในการสร้างพื้นที่ต้นแบบ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในตำบลดอยสะเก็ด อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลคลองสิบสี่ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก รวมพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล

(7 ธันวาคม 2560 / โรงแรมคลาสิค คามิโอ จ.พระนครศรีอยุธยา) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สป.) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) จัดสัมมนา เรื่อง “การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการยกระดับโอทอป ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.)” บูรณาการความร่วมมือพัฒนาชุมชน เศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการกลุ่ม OTOP พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นให้เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. ประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาฯ ชี้แจงว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีความยินดีที่ได้นำ วทน. มาส่งเสริม เผยแพร่ และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา วท. ได้ดำเนินงานโครงการ “คูปองวิทย์เพื่อโอทอป (STI Coupon for OTOP Upgrade)” โดยจัดให้มีการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ OTOP ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในด้านต่างๆ รวม 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ การพัฒนาและออกแบบบรรจุภัณฑ์ การพัฒนาและออกแบบกระบวนการผลิต การยกระดับมาตรฐาน การพัฒนาและออกแบบเครื่องจักร ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบต้นน้ำ

โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติการพัฒนาตามแนวทางคูปองวิทย์เพื่อ OTOP จำนวนทั้งสิ้นกว่า 700 ราย นอกจากนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เห็นถึงความสำคัญในการทำงานร่วมกับเครือข่ายมากกว่า 40 หน่วยงาน ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้ประกอบการให้ได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างครบวงจร อาทิ สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐที่ให้การรับรองระบบและมาตรฐานทั้งในและต่างประเทศ สถาบันการเงินทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนหน่วยงานส่งเสริมด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและขนส่ง เพื่อขยายโอกาสการพัฒนาให้แก่ผู้ประกอบการ

นายคมสัน เจริญอาจ ปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เห็นความสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีความเหมาะสม เข้ามาพัฒนาผู้ประกอบการ OTOP จังหวัดพระนครศรีอยุธยามาอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ ในการนำผลงานวิจัยและพัฒนาของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาช่วยพัฒนากลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ พัฒนาสังคม และสร้างอาชีพใหม่ของชุมชนได้อย่างยั่งยืน

“… ด้วยความพร้อมของเทคโนโลยีที่สามารถรองรับผู้ประกอบการ OTOP ทั้งด้านอาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพร การเกษตร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ตลอดจน สินค้าของตกแต่งและของที่ระลึก ในปี 2561 นี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ หน่วยงานในสังกัด และหน่วยงานเครือข่าย มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีเข้าไปเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการ พร้อมเชื่อมโยงกับการดำเนินงานตามนโยบายประชารัฐของรัฐบาล ให้มีการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ นวัตกรรม (วทน.) ไปใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรและปัจจัยการผลิตของพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถยกระดับผู้ประกอบการ OTOP ด้วย วทน. ให้มีความเข้มแข็ง เติบโต และมีนวัตกรรมของตนเอง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีรูปธรรม” ผู้ว่าการ วว.กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับกิจกรรมภายในงานสัมมนาฯ ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้ประกอบการโอทอป ได้แก่ การเสวนา เรื่อง “ยกระดับโอทอปด้วย วทน. ได้อย่างไร” กิจกรรม STI for OTOP Upgrade Matching เพื่อให้คำปรึกษาเชิงลึก แก้ไขปัญหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการโอทอป และมีการรับสมัครผู้ประกอบการตามแนวทางคูปองวิทย์เพื่อโอทอป นอกจากนั้นยังมีการจัดแสดงนิทรรศการโชว์ผลงานหน่วยงานในเครือข่ายกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สถาบันการเงิน และอื่นๆ

อพท. จับมือชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตะเคียนเตี้ย พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยววิถีมะพร้าวชาวตะเคียนเตี้ย ชูจุดเด่นธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ สวนปลอดสารพิษ ใช้อินทรีย์สารดูแลสวนมะพร้าว เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายธิติ จันทร์แต่งผล รักษาการผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง เปิดเผยว่า ได้พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยววิถีมะพร้าวชาวตะเคียนเตี้ย (Coconut tourism) อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนตะเคียนเตี้ยที่มีความผูกพันกับสวนมะพร้าวมานาน และที่ผ่านมาพบว่าต้นมะพร้าวถูกทำลายโดยหนอนหัวดำมะพร้าว ส่งผลให้มีต้นมะพร้าวยืนต้นตายเป็นจำนวนมาก อพท. จึงมีแผนที่จะช่วยชาวชุมชนบ้านตะเคียนเตี้ยกำจัดหนอนหัวดำ เพื่อช่วยให้ชาวชุมชนมีวิถีชีวิตเช่นเดิม และสามารถอนุรักษ์สวนมะพร้าวให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วย

โดย อพท. ได้ประสานไปยังศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ ภาคกลาง คณะกีฏวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน เพื่อจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร การควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีและการเพาะเลี้ยงศัตรูธรรมชาติเพื่อใช้ในการควบคุมหนอนหัวดำมะพร้าว นั่นคือ เพาะเลี้ยงแตนเบียนบราคอน ฮีบีเตอร์ โดยหวังว่า การเพาะเลี้ยงแตนเบียนบราคอน ฮีบีเตอร์ จะสามารถควบคุมศัตรูมะพร้าวหรือหนอนหัวดำได้ และทำให้วิถีมะพร้าวคงอยู่กับชุมชนตะเคียนเตี้ยต่อไป

ขณะเดียวกัน ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านการอารักขาพืช จังหวัดชลบุรี (กรมส่งเสริมการเกษตร) ให้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์แตนเบียนบราคอน ฮีบีเตอร์ และฝึกอบรมการเลี้ยงแตนเบียนฯให้กับชาวบ้าน เพื่อนำแตนเบียนฯไปควบคุมศัตรูมะพร้าว คือหนอนหัวดำมะพร้าว ที่มีการแพร่ระบาดในตำบลตะเคียนเตี้ย ซึ่งหลังจากมีการเพาะเลี้ยงแตนเบียนฯมาระยะหนึ่ง จึงได้ยกระดับกิจกรรมการปล่อนแตนเบียนให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมท่องเที่ยว วิถีมะพร้าวชาวตะเคียนเตี้ย (Coconut Tourism) โดยชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลตะเคียนเตี้ย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ปล่อยแตนเบียน ซึ่งนอกจากจะช่วยกำจัดหนอนหัวดำแล้ว ชาวชุมชนยังมีรายได้จากการเลี้ยงแตนเบียนฯด้วย

สุดล้ำ! เปิดตัวต้นแบบรถแทรคเตอร์ไร้คนขับ ควบคุมด้วยแท็บเล็ต

ประหยัดค่าแรง100%เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือญี่ปุ่น เปิดตัวรถแทรคเตอร์ไร้คนขับคันแรกของโลก หนุนเกษตรกรทั่วไทยเดินหน้าสู่เกษตรอัจฉริยะ 4.0 โดยนางสาวชุติมา บุญยประภัศร รมช.กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะขึ้น

ภายในงานได้มีการจัดแสดงเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อนำไปใช้ในการเกษตรมากมาย และยังได้มีการโชว์นวัตกรรม รถแทรกเตอร์ไร้คนขับ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฮอกไกโดของญี่ปุ่น กับสนง.พัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ซึ่งได้มีการพัฒนาวิจัยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับ คันต้นแบบ เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่การเกษตร ลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกรได้ในอนาคต

โดยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับนี้ ควบคุมการทำงานด้วยระบบ GNSS หรือ GPS ใช้ข้อมูล Big Data เพื่อวางแผนการไถพรวนดินตามเส้นทางที่กำหนด ภายในแปลงเกษตร ควบคุมด้วยแท็บแล็ต (Tablet) โดยไม่ต้องมีคนขับ สามารถขับเลี้ยงตามเส้นทางแปลงเกษตรได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับตรวจสอบขั้นตอนการทำงานและพิกัดด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายค่าแรงงานพนักงานขับรถแทรคเตอร์ได้ 100% เหมาะกับการนำมาประยุกต์ใช้ในการปลูกพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ประเทศไทย สอดคล้องกับการพัฒนาที่มุ่งสู่เกษตร 4.0 โดยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับคันนี้ ถือว่าเป็นคันต้นแบบคันแรกของโลก ซึ่งได้นำมาใช้จริงในแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะการผลิตมันสำปะหลัง จ.นครราชสีมา เป็นครั้งแรกของเทศไทยอีกด้วย

งานเทศกาลข้าวไทย 2560 ส่งความสุขจากท้องนา หรรษาสู่เมืองกรุง
ระดมผลิตภัณฑ์ข้าวตลาดเฉพาะเกรดพรีเมี่ยมจำหน่ายรับเทศกาลปีใหม่
ด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว กรุงเทพมหานคร กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานเทศกาลข้าวไทย 2560 (Thai Rice Festival 2017) คัดสรรผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพจากทั่วประเทศ ส่งความสุขจากท้องนา หรรษาสู่เมืองกรุง รับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พร้อมจำลองถนนวิถีข้าว
วิถีไทย 4 ภาค สะท้อนคุณค่าข้าวไทย ภูมิปัญญา ประเพณีและวัฒนธรรมไทยในแต่ละท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 15 – 20 ธันวาคม ศกนี้ ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงการจัดงานเทศกาลข้าวไทย 2560
หรือ Thai Rice Festival 2017 ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าวได้ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 20 ธันวาคม 2560 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์ข้าวตลาดเฉพาะข้าวคุณภาพของไทยให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งเชื่อมโยงตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว จากพี่น้องชาวนา สู่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าข้าว ทั้งยังช่วยเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคตระหนักถึงคุณค่าของข้าวไทย ภูมิปัญญา วัฒนธรรมและประเพณีที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ความสุขจากท้องนาหรรษาสู่เมืองกรุง” ซึ่งเป็นการจำลองวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปแบบ “ถนนวิถีข้าว วิถีไทย 4 ภาค” ประกอบด้วย
ร้านจำหน่ายสินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ของดีแต่ละภาค โซนจำลองบ้านของแต่ละภาค ข้าวของเครื่องใช้ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมที่แสดงถึงวิถีข้าว วิถีไทย และอัตลักษณ์ของคนแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้ผู้ที่มาร่วมงานและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมต่างๆ โดยแต่ละภาคมีข้าวที่มีชื่อเสียง
และลักษณะเด่น ดังนี้

ภาคเหนือ ข้าวเหนียวดำลืมผัว ข้าวหอมดอยขุนวาง ข้าวญี่ปุ่น ข้าวทับทิมชุมแพ
และข้าวหอมใบเตย เป็นต้น
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ข้าวหอมมะลิใหม่จากทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวมะลินิลสุรินทร์
ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟจากจังหวัดบุรีรัมย์
ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี ข้าวปกาอัมปึล เป็นต้น
ภาคกลาง ข้าวกข43 ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ ข้าวปทุมธานี 1 เป็นต้น
ภาคใต้ ข้าวหอมกระดังงา ข้าวสังข์หยดพัทลุง ข้าวช่อขิง ข้าวอัลฮัมดุลิลละห์ และข้าวหอมไชยา ข้าวไร่ดอกข่า เป็นต้น

โดยมีการแสดงศิลปะ วัฒนธรรมของแต่ละภาค อาทิ การแสดงสะล้อซอซึง การแสดงฟ้อนไทยวน (ไท-ยวน) การแสดงชนเผ่า การแสดงวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ การแสดงกันตรึม การแสดงเพลงโคราช การแสดงผีขนน้ำ การแสดงลำตัด การแสดงสาวใหญ่ไทพวน การแสดงอีแซว การแสดงหนังตะลุงโรงเล็ก การแสดงมโนราห์ การแสดงรองเง็ง การแสดงเพลงบอกสร้อย เป็นต้น
นอกจากนี้ภายในงานยังมี “โซนนวัตกรรมข้าว” ได้รวบรวมสินค้าข้าวที่มีการวิจัย
และพัฒนาจนเป็นนวัตกรรม อาทิ เครื่องสำอางจากข้าว ครีมบำรุงผิวจากข้าว ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวเป็นเครื่องดื่ม ของใช้ภายในบ้าน กาแฟผสมข้าวสังข์หยด เป็นต้น

ด้านนางวิภารัตน์ ไชยานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงานในครั้งนี้ว่า “รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางกรมการข้าวได้เลือก “ลานคนเมือง” ในการจัดงานเทศกาลข้าวไทย ประจำปี 2560 ในธีม “ความสุขจากท้องนาหรรษาสู่เมืองกรุง”
ในครั้งนี้ ทำให้กรุงเทพมหานครได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันส่งเสริมและสนับสนุนให้ข้าวไทย
เป็นที่รู้จักมากขึ้นและเชื่อมั่นเหลือเกินว่าการจัดงานในครั้งนี้จะทำให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว

ได้รู้จักข้าวไทยหลากหลายสายพันธุ์ที่มีรสชาติ กลิ่น และคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นแตกต่างกัน แต่ยังอัดแน่นไปด้วยคุณภาพและความอร่อยที่จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการบริโภคข้าว
และเพิ่มช่องทางการตลาดให้ข้าวไทยได้มากขึ้น รวมทั้งได้เห็นถึงผลิตภัณฑ์และการนำข้าวไปแปรรูปและต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากขึ้นและมีโอกาสร่วมสัมผัสศิลปวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ
ในแต่ภูมิภาคซึ่งช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยอีกทางหนึ่งด้วย”

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายภายในงานเป็นข้าวตลาดเฉพาะ และข้าวเฉพาะถิ่นคุณภาพสูงผ่านระบบการผลิตข้าวมาตรฐาน Q ข้าวอินทรีย์ ข้าว GI เป็นต้น ดังนั้น ในโอกาสใกล้ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จึงขอเชิญชวนให้คนไทยสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากข้าว เพื่อเป็นของขวัญส่งความสุขให้กันต่อไป

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่แหลมสมิหลา จ.สงขลา บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ปตท.สผ.จำกัด (มหาชน) โดยดร. วินิตย์ หาญสมุทร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารเทคโนโลยีและองค์ความรู้ ปตท.สผ.จัดกิจกรรมสาธิตการทำงานของหุ่นยนต์ทำความสะอาดชายหาดฝีมือคนไทยตัวแรกที่พัฒนาร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(มอ.) ภายใต้โครงการ “ปตท.สผ.รักษ์ทะเล รักษ์ชายหาด” เพื่อช่วยลดมลภาวะด้านสิ่งแวดล้อมและรักษาทัศนียภาพของชายหาด

ดร. วินิตย์ กล่าวว่า ปตท.สผ. ได้ริเริ่มการพัฒนาหุ่นยนต์ทำความสะอาดชายหาดขึ้นในปี 2559 โดยนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี วิศวกรรม และการบริหารจัดการดูแลสิ่งแวดล้อม มาประยุกต์ใช้ในการศึกษา วิจัย ร่วมกับสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ทำความสะอาดชายหาดในการช่วยจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม

“จุดเด่นของหุ่นยนต์ทำความสะอาดชายหาดที่พัฒนาขึ้น สามารถจัดการขยะที่อยู่บนทราย หรือฝังอยู่ในทราย โดยใช้ระบบตักผิวทรายที่มีเศษขยะและใช้ตะแกรงร่อน แยกเม็ดทรายออกจากเศษขยะได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ มีขนาดกะทัดรัด สามารถเก็บขยะบริเวณแนวต้นไม้ ที่มักมีเศษขยะสะสม และรถเก็บขยะขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานสะอาด มีการติดตั้งแผงป้องกัน เพื่อไม่ก่อมลภาวะทางเสียง เหมาะต่อการใช้ในแหล่งท่องเที่ยว และสามารถผลิตได้เองในประเทศ ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งปตท.สผ.มีแผนสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของหุ่นยนต์ทำความสะอาดชายหาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถของหุ่นยนต์ให้มากขึ้นก่อนนำไปใช้ปฏิบัติงานจริงในอนาคต”

“ปตท.สผ. ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี โดยร่วมกับภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ ปตท.สผ. ซึ่งอยู่ในระหว่างการวิจัยและที่ใช้งานจริง มีหุ่นยนต์ใต้น้ำอัตโนมัติ หุ่นยนต์ตรวจสอบภายในท่อ ยานยนต์ใต้น้ำควบคุมระยะไกล และอากาศยานไร้คนขับ”

รศ.ดร. พฤทธิกร สมิตไมตรี ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มอ. กล่าวว่า ความร่วมมือกับ ปตท.สผ. ทำให้ได้พัฒนางานที่ตอบโจทย์ปัญหาของพื้นที่ ไปพร้อมกับพัฒนานักศึกษาให้เกิดทักษะจากการลงมือทำจริงและแก้ปัญหาจริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ให้นักศึกษาโดยตรง

วันที่ 8 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ ที่ ต.เมืองคอง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หลังทราบว่าการเลี้ยงวัวและควายเผือกจำนวนมาก โดยเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ เบื้องต้นพบว่ามีฝูงควายเผือกกว่า 100 ตัว ถูกปล่อยเดินตามธรรมชาตอยู่ในบริเวณหมู่บ้านดังกล่าว

นายวิเชียร บุญเรือง กำนันตำบลเมืองคอง เผยว่าในพื้นที่ชาวบ้านมี 6 ตำบล กว่า 4 พันคน เป็นคนพื้นเมือง ลีซอ ปกาเกอะญอ และลาหู่ ทำอาชีพด้านการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ แต่ควายเลี้ยงเป็นพันธุ์พื้นเมืองของไทย มีนับพันตัวของชาวบ้านที่เลี้ยงแบบปล่อยธรรมชาติ แต่กลับพบว่ามีควายเกือบ 100 ตัวที่เป็นเผือก บางตัวพ่อแม่สีดำแต่ลูกออกมาเผือก บางชุดก็เป็นครอบครัวเผือก ก็เป็นอีกหนึ่งความแปลกที่มีควายเผือกจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่ง แม้กระทั่งบางตัวที่เกิดมาสีก็ไม่ดำออกเกือบเผือกเป็นส่วนใหญ่ ก็ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาถ่ายภาพรูปกับความเผือกเพราะจะหาชมได้ยากที่มีจำนวนมากแบบนี้ เพราะตอนนี้เริ่มมีมากขึ้นจะกระจายไปเกือบทุกพื้นที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 ธันวาคม 2560) ที่แปลงปลูกมันสำปะหลัง ต.หนองบัวศาลา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นางสาวชุติมา บุญยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะ ภายในงานได้มีการจัดแสดงเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อนำไปใช้ในการเกษตรมากมาย อาทิ เทคโนโยลีการใช้โดรนบินถ่ายภาพพื้นที่ เพื่อจัดทำแผนที่แปลงเกษตร และกำหนดพิกัดด้วย GPS เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนการจัดการน้ำ ปุ๋ย การรักษาพืช และการบันทึกข้อมูลทางการเกษตร, วิธีติดตั้งอุปกรณ์บันทึกข้อมูลแบบ Maltispectral และ Thermal Infrared ส่งข้อมูลจากดาวเทียม เพื่อตรวจวัดและบันทึกการเปลี่ยนแปลงพื้นที่การเกษตร, วิธีติดตั้งเครื่องตรวจวัดปริมาณความต้องการของน้ำจากสถานีตรวจอากาศ เพื่อคำนวณความต้องการของพืชจากค่าการคายระเหย และวิธีสำรวจศัตรูพืชด้วยเครื่องร่อน UAV เป็นต้น

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการโชว์นวัตกรรมรถแทรกเตอร์ไร้คนขับ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น กับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ซึ่งได้มีการพัฒนาวิจัยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับคันต้นแบบ เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่การเกษตร ลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกร โดยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับนี้ควบคุมการทำงานด้วยระบบ GNSS หรือ GPS ใช้ข้อมูล Big Data เพื่อวางแผนการไถพรวนดินตามเส้นทางที่กำหนด ภายในแปลงเกษตร ควบคุมด้วยแท็บแล็ต (Tablet) โดยไม่ต้องมีคนขับ สามารถขับตามเส้นทางแปลงเกษตรได้อย่างแม่นยำ พร้อมกับตรวจสอบขั้นตอนการทำงาน และพิกัดด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าใช้จ่ายค่าแรงงานพนักงานขับรถแทรคเตอร์ได้ 100% เหมาะกับการนำมาประยุกต์ใช้ในการปลูกพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ประเทศไทย สอดคล้องกับการพัฒนาที่มุ่งสู่เกษตร 4.0 โดยรถแทรคเตอร์ไร้คนขับคันนี้ ถือว่าเป็นคันต้นแบบคันแรกของโลก ซึ่งได้นำมาใช้จริงในแปลงเรียนรู้เกษตรอัจฉริยะการผลิตมันสำปะหลัง จังหวัดนครราชสีมา

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงประเด็นการดูแลเกษตรกร และการแก้ปัญหาพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า งานที่ต้องเร่งทำตามพระราชกระแสรับสั่งของรัชกาลที่ 10 ที่ว่าต้องดูแลประชาชนให้มีความสุข ซึ่งประชาชน 20-30 ล้านคน ที่เป็นเกษตรกรจำนวนมาก แต่ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพียง 8-9% จึงยังมีความยากจนอยู่ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า ปีนี้และปีหน้า งานสำคัญลำดับแรก คือ การช่วยเหลือเศรษฐกิจข้างล่างให้แข็งแรง ให้ทุ่มสรรพกำลังลงไปเต็มที่ ถึงเวลาแล้วต้องช่วยเหลือคนตัวเล็กจำนวนมากอย่างเกษตรกร โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องทำงานบูรณาการกันอย่างใกล้ชิด และไม่ได้อยู่แค่การผลิตสินค้า การตลาด แต่ต้องทำให้พื้นที่และชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการเชื่อมโยงให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย

นายสมคิดกล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ englishdefenceleague.org ได้ฝากการบ้านหลายอย่าง ทุกเรื่องให้เร่งทำออกมาเกิดผลเป็นรูปธรรมเร็วที่สุด ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ให้เร่งแก้ไขปัญหายางพารา ราคายางเป็นปัญหาสะสมมา 15 ปีแล้ว เดิมปลูกยางพาราแค่ภาคใต้ พอราคาดี มีการเพิ่มปริมาณปลูกกระจายไปยังภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะหลังราคาน้ำมันโลกลง แต่การผลิตยางของไทยไม่เปลี่ยนแปลง มีสินค้าเข้ามาทดแทน เกิดซัพพลายยางล้นตลาด เบื้องต้น มี 2 วิธี ที่จะต้องทำ คือ ระยะสั้นประคองราคายางให้เหมาะสมและสมเหตุสมผล การซื้อขายยางด้วยราคาต่ำกว่าต้นทุนไม่ควรจะเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯจะหารือกับผู้ประกอบการและสมาคมที่เกี่ยวข้องต่อไป และระยะยาวจะต้องส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มยางพารา

ส่วนปาล์มน้ำมัน ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า ขณะนี้ไทยมีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) ถึง 5 แสนกว่าตัน ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุด ไม่เคยมีมาก่อน สูงแบบนี้เกิดจากขาดการบริหารแบบบูรณาการ โดย กนป.มีมติให้กระทรวงพาณิชย์ ดูแลการผลักดันส่งออกซีพีโอ 1 แสนตัน ส่วนกระทรวงพลังงานดูแลการนำซีพีโอ 1 แสนตันไปทำไบโอดีเซล รวมให้ดูดซับออกไป 2 แสนตัน นอกจากนี้ยังมีองค์การคลังสินค้า (อคส.) และ บริษัท ปตท. ที่จะเข้ามาช่วยดูดซับอีกหากจำเป็น ส่วนพืชเกษตรสำคัญอื่นๆ หน่วยงานไหนที่เป็นเจ้าภาพดูแล เช่น กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงเกษตรฯ ก็ให้สามารถระบุคนดูแลได้

นายสมคิดกล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องใหญ่ ในระยะกลาง-ยาว คือ การทำให้เกษตรกรแข็งแรง ด้วยการสร้างเอสเอ็มอีเกษตร โดยกระทรวงเกษตร ร่วมกับ ธ.ก.ส. ร่วมกันทำมาตรการออกมาให้เกิดความเข้มแข็ง เช่น หาตลาดอย่างไร พืชสวน ผลไม้ การค้าอี-คอมเมิร์ซ เริ่มจากเกษตรกรกลุ่มที่มีความเป็นผู้นำก่อน นำศาสตร์พระราชา เกษตรแปลงใหญ่ ร่วมด้วย หากทำผ่านกลุ่มนี้ได้ จะเกิดการเรียนรู้กระจายสู่หมู่บ้านข้างๆ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่

“ เรื่องบิ๊กดาต้า นำข้อมูลเกษตรมาแชร์ข้อมูลกันทุกกระทรวง ไม่กักข้อมูล เพราะปัญหาเกษตรไทยอยู่ที่การบริหารจัดการ โดยจะต้องเซ็ทระบบข้อมูลขึ้นมา อะไรที่จ้างข้างนอกได้ก็ทำ ข้อมูลอะไรที่เคยมั่วไว้ก็เลิกมั่ว ทำให้ถูกต้อง รัฐบาลนี้มีเวลาอยู่อีก 1 ปี หลักๆ ผมจะทำหน้าที่ประสานงาน หากหน่วยงานต่างๆ ต้องการจะเสนออะไรเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ก็เสนอมา ” นายสมคิดกล่าว

นายสมคิดกล่าวว่า ส่วนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ จะต้องร่วมกัน ให้เข้าถึงผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะเกษตรกรอย่างละเอียดใกล้ชิด ว่าต้องการอะไร มีปัญหาตรงไหน ตรงเป้าตรงจุด เพราะในระยะ 1 ปี เรื่องเร่งด่วนต้องทำคือเกษตรกร รวมถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวที่ไม่มีรายได้ ตรงนี้กระทรวงเกษตรฯรับไปเร่งออกมาว่า ว่าจะสร้างรายได้หล่อเลี้ยงให้มีรายได้พอสมควรอย่างไร ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมปศุสัตว์ โดยเฉพาะบนที่ดินปลูกพืชไม่ขึ้น จัดหาโคเนื้อให้ชุมชนร่วมกันเลี้ยง อีกเรื่องคือสหกรณ์ ซึ่งมีทั้งที่เข้มแข็งและอ่อนแอ ให้ไปสอดส่องเข้มข้น ว่าจะทำการพัฒนาอย่างไร ดูให้ดีๆ เรื่องหนี้

กรมส่งเสริมการเกษตรเชิญชวนชาวนาเข้าร่วม โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 รัฐสนับสนุนเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการปลูกพืชทางเลือกอื่น ไร่ละ 2,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย ฤดูนาปรัง ปี 2561 เป็นมาตรการหนึ่งภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 เพื่อลดรอบการทำนาในฤดูนาปรัง ด้วยการสลับปรับปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือกอื่น ตามความต้องการของเกษตรกร เช่น พืชตระกูลถั่ว ทานตะวัน งา ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน และพืชผัก เป็นต้น ยกเว้น หญ้าเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย เผือก พืชปุ๋ยสด ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผลไม้ยืนต้น และพืชใดๆ ที่มีระยะเวลาปลูกถึงเก็บเกี่ยว มากกว่า 120 วันขึ้นไป สำหรับพื้นที่ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ จำนวน 53 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 15 จังหวัด

ได้แก่ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงราย เชียงใหม่ นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ลำปาง แพร่ น่าน ตาก ภาคกลาง 9 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี นนทบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัดได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย อุดรธานี อุบลราชธานี นครราชสีมา ยโสธร หนองบัวลำภู บึงกาฬ สุรินทร์ มุกดาหาร เลย บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และภาคตะวันตก 5 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม โดยพื้นที่ขอสมัครเข้าร่วมโครงการต้องไม่ซ่ำซ้อนกับโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไปประกอบกิจกรรมอื่น เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 และโครงการปลูกพืชปุ๋ยสดฤดูนาปรัง ปี 2561

นพ.วชิระกล่าวว่า และ 4.ผู้ทำงานขับรถ จะอยู่ในท่านั่งเป็นเวลานาน

ซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว โดยรูปแบบการเคลื่อนไหวของร่างกายคือมีท่าทางที่ซ้ำๆ และอยู่ในพื้นที่จำกัด และต้องบังคับรถตลอดเวลา ทำให้ต้องเกร็งกล้ามเนื้อหลายส่วน คอ ลำตัว แขน ขา ทำให้มีอาการเมื่อยล้า ทั้งนี้ คนทำงานขับรถมีการใช้พลังงานจากการทำงานต่อวันคือ 500 กิโลแคลอรี่ โดยแทบไม่มีกิจกรรมระดับปานกลางถึงหนักเลย ถือเป็นอาชีพที่มีกิจกรรมทางกายน้อยกว่าข้อแนะนำ หากจะเพิ่มกิจกรรมทางกายในอาชีพนี้ทำได้ใน 2 ช่วงคือ ระหว่างทำงาน ควรจอดรถหยุดพักทุก 2 ชั่วโมง ลุกขึ้นยืน เดิน เพิ่มการเผาผลาญ และยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ส่วนช่วงเลิกงานควรทำกิจกรรมทางกายเพิ่มเติมคือ ออกกำลังกาย เล่นกีฬา สะสมให้ได้วันละ 30 นาที หากไม่สะดวกอาจใช้การทำความสะอาดรถเป็นตัวช่วย หรือทำงานบ้าน และอาจไปออกกำลังกายตามที่สาธารณะหรือฟิตเนสเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วย

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาคน สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาผู้สูงอายุหรือผู้พิการให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม มีคุณภาพ มีคุณค่า สามารถปรับตัวเท่าทันการเปลี่ยนแปลง และเป็นพลังในการพัฒนาสังคม โดยส่งเสริมการสร้างรายได้และการมีงานทำในผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ควบคู่กับ การเพิ่มพูนความรู้ เพื่อการประกอบอาชีพและการพัฒนาตัวเอง

กรมหม่อนไหม เห็นถึงความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส และเพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงได้จัดทำ “โครงการส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมสำหรับผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และส่งเสริมให้ผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ได้มีงานทำ สามารถพึ่งพาตนเองได้ อีกทั้งยังเป็นการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหม่อนไหมให้คงอยู่ต่อไป โดยปัจจุบันการผลิตไหมหัตถกรรมจะเป็นการผลิตในระดับครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่สืบทอดอาชีพและสั่งสมประสบการณ์มายาวนาน จากบรรพบุรุษ

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหม จึงได้เริ่มดำเนินงานโครงการส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมสำหรับผู้ชราและผู้พิการ ตั้งแต่ปี 2560 โดยจัดให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านหม่อนไหม (การแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม/การทำสิ่งประดิษฐ์จากรังไหม) ให้แก่ผู้ชราและผู้พิการ จำนวน 93 ราย ใน 8 แห่ง ได้แก่ 1) โรงเรียนโสตศึกษา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 2) โรงเรียน โสตศึกษา อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด 3)บ้านโคกสูง ต.นาข่า อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม 4)ศูนย์พัฒนาอาชีพ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา 5) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ ต.ตลาดน้อย อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี 6) อบต.โคกสะอาด ต.โคกสะอาด อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ 7) ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดศรีสะเกษ และ 8) กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวดง ต.เปือย อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ โดยผู้ที่เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ตนเองและครอบครัว

สำหรับในปี 2561 กรมหม่อนไหมจะได้ดำเนินงานโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดจัดหลักสูตรในการอบรม 2 หลักสูตร คือ 1)หลักสูตร การออกแบบและทอผ้าไหม สำหรับผู้ด้อยโอกาสในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เรือนจำชั่วคราวดอยรอง จ.เชียงใหม่ เรือนจำชั่วคราวแคน้อย จ.เพชรบูรณ์ เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จ.ตราด เรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จ.ชัยนาท เรือนจำชั่วคราวโคกตาบัน จ.สุรินทร์ และ 2) หลักสูตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม สำหรับผู้ชราและผู้พิการ โดยมีเป้าหมายอบรมให้แก่ผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส รวม 260 ราย นอกจากนี้ในปี 2561 กรมหม่อนไหม ยังเตรียมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนอาชีพแก่ผู้สูงอายุด้วย ทั้งนี้ คาดว่าจากการดำเนินงานโครงการส่งเสริมอาชีพแก่ผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส นอกจากเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนแล้ว ยังคาดหวังให้มีการนำความรู้และประสบการณ์ของผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ที่เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่นด้วย

การยางแห่งประเทศไทย กยท. สั่งการด่วนไปยังพื้นที่ เร่งให้การช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย มอบสิ่งของจำเป็นเยียวยาเบื้องต้น พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสวนยางเสียสภาพหลังน้ำลด เพื่อมอบเงินช่วยเหลือไม่เกิน 3,000 บาท/ราย ตามมาตรา 49(5)

นายพูลสุข อุเทนพันธ์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย เขตภาคใต้ตอนล่าง กล่าวว่า จากสถานการณ์ภาคใต้ที่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและทำให้เกิดน้ำท่วมขังโดยเฉพาะเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างครอบคลุม 9 จังหวัด ได้แก่ ยะลา นราธิวาส สงขลา ปัตตานี พัทลุง ตรัง สตูล นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อน ล่าสุด จากการสำรวจเบื้องต้น พบพื้นที่สวนยางได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ประมาณ 61,690 ไร่ ซึ่งทาง กยท. เขตภาคใต้ตอนล่าง ไม่นิ่งนอนใจกับสภาพปัญหาและความเสียหายที่เกิดขึ้น เร่งให้เจ้าหน้าที่ของ กยท. ลงพื้นที่เพื่อมอบสิ่งของอุปโภค บริโภคที่จำเป็น พร้อมเข้าเยี่ยมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ ซึ่งหลังจากน้ำลดจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบความเสียหายทันทีทุกพื้นที่

ด้าน นายณรงศักดิ์ ใจสมุทร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต กล่าวว่า พื้นที่ทั้ง 9 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย นับเป็นพื้นที่ปลูกยางหลักของประเทศ ซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. จำนวน748,386 ราย คิดเป็นพื้นที่ประมาณกว่า 7.4 ล้านไร่ ทั้งนี้ หากสวนยางได้รับผลกระทบจนเสียสภาพสวน (ต้นยางพาราเสียหายไม่น้อยกว่า 20 ต้นต่อไร่) จากอุทกภัยในครั้งนี้ สามารถติดต่อแจ้งขอรับเงินช่วยเหลือ จาก กยท. เป็นเงินช่วยเหลือตามมาตรา 49(5) ค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง รายละไม่เกิน 3,000 บาท ทันที โดยเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสามารถแจ้งขอ รับการช่วยเหลือ หลังจากสวนประสบภัยภายใน 15 วัน ที่ กยท.สาขาใกล้บ้าน ซึ่งทาง กยท. จะส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาแก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง

“ยางพารา เป็นพืชที่ทนต่อภาวะน้ำท่วมขังได้นานพอสมควร (ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 2 เดือน) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอายุต้นยางพารา ระดับและความยาวนานของน้ำที่ท่วม สภาพน้ำท่วมขังจะทำให้ดินสูญเสียธาตุอาหาร หรือกระทบต่อรากยาง นอกจากนี้ ในภาวะที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันหรือน้ำท่วม ทำให้ดินอ่อนตัวลงโดยเฉพาะรอบๆ บริเวณโคนต้น มีความเสี่ยงต่อต้นยางโค่นล้มได้” นายณรงศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงประเด็นการดูแลเกษตรกร และการแก้ปัญหาพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า งานที่ต้องเร่งทำตามพระราชกระแสรับสั่งของรัชกาลที่ 10 ที่ว่าต้องดูแลประชาชนให้มีความสุข ซึ่งประชาชน 20-30 ล้านคน ที่เป็นเกษตรกรจำนวนมาก แต่ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพียง 8-9% จึงยังมีความยากจนอยู่

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า ปีนี้และปีหน้า งานสำคัญลำดับแรก คือ การช่วยเหลือเศรษฐกิจข้างล่างให้แข็งแรง ให้ทุ่มสรรพกำลังลงไปเต็มที่ ถึงเวลาแล้วต้องช่วยเหลือคนตัวเล็กจำนวนมากอย่างเกษตรกร โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องทำงานบูรณาการกันอย่างใกล้ชิด และไม่ได้อยู่แค่การผลิตสินค้า การตลาด แต่ต้องทำให้พื้นที่และชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการเชื่อมโยงให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย

นายสมคิด กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ได้ฝากการบ้านหลายอย่าง ทุกเรื่องให้เร่งทำออกมาเกิดผลเป็นรูปธรรมเร็วที่สุด ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ให้เร่งแก้ไขปัญหายางพารา ราคายางเป็นปัญหาสะสมมา 15 ปีแล้ว เดิมปลูกยางพาราแค่ภาคใต้ พอราคาดี มีการเพิ่มปริมาณปลูกกระจายไปยังภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะหลังราคาน้ำมันโลกลง แต่การผลิตยางของไทยไม่เปลี่ยนแปลง มีสินค้าเข้ามาทดแทน เกิดซัพพลายยางล้นตลาด เบื้องต้น มี 2 วิธี ที่จะต้องทำ คือ ระยะสั้นประคองราคายางให้เหมาะสมและสมเหตุสมผล การซื้อขายยางด้วยราคาต่ำกว่าต้นทุนไม่ควรจะเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯจะหารือกับผู้ประกอบการและสมาคมที่เกี่ยวข้องต่อไป และระยะยาวจะต้องส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มยางพารา

ส่วนปาล์มน้ำมัน ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า ขณะนี้ไทยมีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) ถึง 5 แสนกว่าตัน ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุด ไม่เคยมีมาก่อน สูงแบบนี้เกิดจากขาดการบริหารแบบบูรณาการ โดย กนป.มีมติให้กระทรวงพาณิชย์ ดูแลการผลักดันส่งออกซีพีโอ 1 แสนตัน ส่วนกระทรวงพลังงานดูแลการนำซีพีโอ 1 แสนตันไปทำไบโอดีเซล รวมให้ดูดซับออกไป 2 แสนตัน นอกจากนี้ยังมีองค์การคลังสินค้า (อคส.) และ บริษัท ปตท. ที่จะเข้ามาช่วยดูดซับอีกหากจำเป็น ส่วนพืชเกษตรสำคัญอื่นๆ หน่วยงานไหนที่เป็นเจ้าภาพดูแล เช่น กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงเกษตรฯ ก็ให้สามารถระบุคนดูแลได้

นายสมคิด กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องใหญ่ ในระยะกลาง-ยาว คือ การทำให้เกษตรกรแข็งแรง ด้วยการสร้างเอสเอ็มอีเกษตร โดยกระทรวงเกษตร ร่วมกับ ธ.ก.ส. ร่วมกันทำมาตรการออกมาให้เกิดความเข้มแข็ง เช่น หาตลาดอย่างไร พืชสวน ผลไม้ การค้าอี-คอมเมิร์ซ เริ่มจากเกษตรกรกลุ่มที่มีความเป็นผู้นำก่อน นำศาสตร์พระราชา เกษตรแปลงใหญ่ ร่วมด้วย หากทำผ่านกลุ่มนี้ได้ จะเกิดการเรียนรู้กระจายสู่หมู่บ้านข้างๆ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่

“ เรื่อง บิ๊กดาต้า นำข้อมูลเกษตรมาแชร์ข้อมูลกันทุกกระทรวง ไม่กักข้อมูล เพราะปัญหาเกษตรไทยอยู่ที่การบริหารจัดการ โดยจะต้องเซ็ทระบบข้อมูลขึ้นมา อะไรที่จ้างข้างนอกได้ก็ทำ ข้อมูลอะไรที่เคยมั่วไว้ก็เลิกมั่ว ทำให้ถูกต้อง รัฐบาลนี้มีเวลาอยู่อีก 1 ปี หลักๆ ผมจะทำหน้าที่ประสานงาน หากหน่วยงานต่างๆ ต้องการจะเสนออะไรเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ก็เสนอมา ” นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด กล่าวว่า ส่วนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ จะต้องร่วมกัน ให้เข้าถึงผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะเกษตรกรอย่างละเอียดใกล้ชิด ว่าต้องการอะไร มีปัญหาตรงไหน ตรงเป้าตรงจุด เพราะในระยะ 1 ปี เรื่องเร่งด่วนต้องทำคือเกษตรกร รวมถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวที่ไม่มีรายได้ ตรงนี้กระทรวงเกษตรฯรับไปเร่งออกมาว่า ว่าจะสร้างรายได้หล่อเลี้ยงให้มีรายได้พอสมควรอย่างไร ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมปศุสัตว์ โดยเฉพาะบนที่ดินปลูกพืชไม่ขึ้น จัดหาโคเนื้อให้ชุมชนร่วมกันเลี้ยง อีกเรื่องคือสหกรณ์ ซึ่งมีทั้งที่เข้มแข็งและอ่อนแอ ให้ไปสอดส่องเข้มข้น ว่าจะทำการพัฒนาอย่างไร ดูให้ดีๆ เรื่องหนี้

สำนักข่าวเอเอฟพีอ้าง ผลวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมาระบุว่า ผลการคาดการณ์ภาวะโลกร้อนขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) นั้นต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 15 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าในช่วงสิ้นสุดศตวรรษนี้อุณหภูมิโลกจะพุ่งสูงขึ้นถึง 0.5 องศาเซลเซียส มากกว่าที่เคยคาดไว้

ผลวิจัยดังกล่าวนั้นจะส่งผลให้เป้าหมายซึ่ง 196 ประเทศทำข้อตกลงปารีสเพื่อลดโลกร้อนที่ตั้งไว้ว่าจะไม่ทำให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสนั้นยากมากยิ่งขึ้นทั้งนี้คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ซึ่งมีหน้าที่วางนโยบายทางวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดการรณ์ไว้ว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นราว 4.5 องศาเซลเซียสในปี 2643 หากยังไม่มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไรก็ตามตัวเลขยังคงมีความไม่แน่นอนโดยอยู่ระหว่าง 3.2-5.9 องศาเซลเซียส และงานวิจัยดังกล่าวมีขึ้นเพื่อลดช่องว่างความไม่แน่นอนดังกล่าวลง

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 ธ.ค. พ.ต.ท.ธนวัย ศรีทอง รองสาราวัตรสอบสวน ร้อยเวร สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว รับแจ้งจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านหนองสังข์ ว่า มีเด็กจมน้ำเสียชีวิต จึงประสานไปยังกู้ภัยอรัญประเทศ ไปยังที่เกิดเหตุพบเด็กที่จมน้ำเสียชีวิตแล้วด.ญ.ดีนา อายุ 4 ขวบ ชาวกัมพูชา จึงให้กู้ภัย นำร่างของด.ญ.ดีนา มาให้แพทย์ที่โรงพยาบาลอรัญประเทศ ตรวจพิสูจน์การตายให้แน่นอน ก่อนมอบศพให้ญาติพี่น้องนำศพข้ามไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิดในฝั่งกัมพูชาต่อไป

ต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เกิดเหตุพบเป็นสระน้ำอยู่กลางป่าอ้อยบ้านหนองหญ้าปล้อง ต.หนองสังข์ อ.อรัญประเทศ นางโซ สวง อายุ 34 ปี บอกว่า พวกตนเป็นชาวกัมพูชา บ้านอยู่เสียมโบก จ.สตรึงเต็ง มารับจ้างตัดอ้อย โดยมาสร้างแคมป์พักอยู่ใกล้ๆกับสระน้ำ ห่างสระน้ำประมาณ 100 เมตร หลังกินข้าวปลาอาหารเช้ากันแล้ว พากันออกไปตัดอ้อยในแปลงอ้อย ห่างจากแคมป์ที่พักประมาณ 300 เมตร หลังใกล้เที่ยงจึงพากันกลับมากินข้าวที่แคมป์พัก มองหาด.ญ.ดีนา ไม่พบ จึงร้องเรียกหา แต่ไม่มีเสียงตอบ เดินไปดูที่สระน้ำพบว่าด.ญ.ดีนาจมน้ำเสียชีวิตอยู่ที่สระน้ำนั่นเอง

นางโซ สวง บอกว่า ก่อนหน้านี้ด.ญ.ดีนา simpleweightlossplans.com เดินไปดูชาวบ้านซึ่งเป็นคนไทยลงแขกหวิดปลาเพื่อนำไปทำปลาร้า ตามท้องนาที่เกี่ยวข้าวแล้ว ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับที่พักคนงานของพวกตน คิดว่าหลังด.ญ.ดีนา เห็นดังนั้น จึงจะลงไปจับปลา เอามาให้แม่ทำกับข้าว แต่ด้วยความไร้เดียงสา ไม่รู้ว่าน้ำในสระลึก จึงจมน้ำเสียชีวิต

ทีม COCONUT GARDEN CARE นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ประกอบด้วย นายกฤตธัช สารทรานนท์ นายวีระชาติ ค้ำคูณ นายวุฒิภัทร โชคอนันตทรัพย์ นายณัฐพงษ์ ฉางแก้ว และนายชินวัตร ชินนาพันธ์ โดยมี น.ส.อรพดี จูฉิม เป็นที่ปรึกษา สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรรมของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกับยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่พร้อมพัฒนาเป็นผู้ประกอบการ

โดยสร้าง “UAV ระบบอัตโนมัติพ่นยากำจัดศัตรูพืชให้กับสวนมะพร้าว” ที่ก้าวผ่านข้อจำกัดในเรื่องความสูง ป้องกันอุบัติเหตุ และการใช้งานไม่ยุ่งยาก ชิ้นส่วนทุกชิ้นสามารถหาซื้อได้ในประเทศ ทำให้การซ่อมบำรุงเป็นเรื่องง่าย ที่สำคัญ ราคาต่ำกว่าเมื่อเทียบกับราคา UAV พ่นปุ๋ยทางการเกษตรในท้องตลาด

นายกฤตธัช เล่าถึงที่มาของแนวคิดการสร้าง UAV ระบบอัตโนมัติพ่นยากำจัดศัตรูพืชให้กับสวนมะพร้าวว่า เกิดจากความสนใจเข้าร่วมประกวด UAV Startup 2017 จึงรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เพื่อนำความรู้ที่มีตามความถนัดของแต่ละคนในกลุ่มมาช่วยกันสร้างผลงาน โดยจะสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับสังคมไทย

ซึ่งไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และกลุ่มผู้ที่ทำสวนมะพร้าวในไทยมีจำนวนมาก ทั้งสวนขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ มะพร้าวเป็นพืชยืนต้นที่จะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้ผลผลิต ฉะนั้น การกำจัดศัตรูพืชเป็นเรื่องสำคัญในการรักษาต้นมะพร้าวไม่ให้ได้รับความเสีย

เนื่องจากต้นมะพร้าวมีขนาดสูง การสังเกตศัตรูพืชจากด้านล่างจึงทำได้ยาก โดยปกติเกษตรกรจะต้องจ้างคนปีนขึ้นไปพ่นยากำจัดศัตรูพืช หากเป็นไร่ขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถทำได้ หรือหากใช้เครื่องแรงดันสูงพ่นยากำจัดศัตรูพืชขึ้นไป หรือวิธีการฉีดยากำจัดศัตรูพืชเข้าสู่ลำต้น จะพบปัญหาค่าใช้จ่ายสูง ทีมจึงช่วยกันระดมความคิด เพื่อสร้างนวัตกรรมขึ้นมาแก้ปัญหา

นายณัฐพงษ์ เล่าว่า เริ่มจากศึกษาข้อมูล วิธีการดูศัตรูพืช โดยใช้โดรนบินถ่ายภาพต้นมะพร้าวจากด้านบน แล้วนำภาพมาศึกษาร่วมกับเจ้าของสวนมะพร้าวว่าต้นใดมีศัตรูพืช จากนั้นใส่ข้อมูลลงโปรแกรม และสร้างให้มีการประมวลผล หากพบใบมะพร้าวที่มีสีเหลือง ก็จะบอกได้ว่าตรงจุดนี้มีปัญหา และพ่นยากำจัดศัตรูพืช

นายวีระชาติ กล่าวว่า ระบบการทำงานของ UAV เกือบจะเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด เพียงแต่ครั้งแรกต้องสร้างเส้นทางการบินให้กับ UAV ด้วย Google Map ซึ่ง UAV จะจดจำเส้นทางการบินจากตำแหน่งที่สร้างไว้

จากนั้นผู้ใช้เพียงแค่เติมน้ำยากำจัดศัตรูพืช ส่ง UAV ขึ้นบิน และสำรวจสวนมะพร้าวด้วยระบบอัตโนมัติ เมื่อพบจุดที่มีต้นมะพร้าวมีลักษณะใบสีเหลือง เครื่องจะฉีดพ่นยากำจัดศัตรูพืช ด้วยการประมวลที่เป็นระบบอัตโนมัติ

ซึ่งผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบการทำงาน และตำแหน่งของ UAV ได้จากคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ UAV ยังมีชุดคำสั่งป้องกันการตก หาก GPS หรือ Sensor ทำงานผิดปกติมอเตอร์จะไม่ทำงาน และมีระบบควบคุมโดยการบังคับ ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินกับตัว UAV ในขณะกำลังบินปฏิบัติหน้าที่

นายวุฒิภัทร บอกว่า ในส่วนของการออกแบบโครงสร้าง UAV ที่มี 4 ใบพัดแบบในท้องตลาด แต่เพิ่มขนาดของมอเตอร์ให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น รับน้ำหนักได้เทียบเท่ากับ UAV ที่มี 6-8 ใบพัด บรรจุน้ำยากำจัดศัตรูพืชได้มากกว่า 10 ลิตร โดยทางทีมเลือกใช้วัสดุชิ้นส่วนที่หาซื้อได้ภายในประเทศมาประกอบทั้งหมด ส่งผลให้การหาซื้ออะไหล่ หรือการซ่อมบำรุงสะดวก

ทีม COCONUT GARDEN CARE ยังวางแผนพัฒนา UAV รุ่นต่อไป โดยเพิ่มศักยภาพในการทำงานที่รองรับน้ำยากำจัดศัตรูพืชได้มากขึ้น และด้วยการออกแบบการทำงานของ UAV ที่รองรับงานที่ยากนี้ จึงประยุกต์การทำงานของ UAV ให้เข้ากับการใช้งานของการเกษตรในรูปแบบอื่นๆ ได้ไม่ยากในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้

กล่าวว่า “สำหรับงานแม่โจ้แฟร์ ในครั้งนี้ เป็นการผนวก 3 กิจกรรมหลักๆ ไว้ด้วยกัน ได้แก่ การจัดประชุมวิชาการประจำปี 2560 ที่มีนักวิชาการมารวมตัวกันเพื่อนำเสนอผลงานมากมาย พร้อมทั้งมีเวทีเสวนาทางวิชาการและการบรรยายพิเศษจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพืชวงศ์แตง ส่วนที่สองคือ งาน 40 ปีพืชผักแม่โจ้ ครั้งยิ่งใหญ่ เตรียมเปิดแปลงโชว์พันธุ์แตงกว่า 20 บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย เพื่อกระตุ้นด้านเมล็ดพันธุ์แตงของไทยให้กว้างขวาง พร้อมเชิญคนพืชผักแม่โจ้คืนถิ่น และส่วนที่สามคือ

มหกรรมนิทรรศการองค์ความรู้ MJU Showreal ทั้งด้านการวิจัย นวัตกรรม บริการวิชาการ เกษตรอินทรีย์แม่โจ้ โดยเปิดให้ผู้ประกอบการได้พบกับนักวิจัยโดยตรงและสามารถซื้องานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าจาก กาดแม่โจ้ 2477 และกลุ่มเครือข่ายเกษตรอินทรีย์มากมาย” สำหรับผลงานเด่นที่น่าสนใจ ของมหกรรมนิทรรศการองค์ความรู้ Maejo Fair 2017 อาทิ

ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมขั้นสูงสำหรับไบโอรีแอคเตอร์จมชั่วคราวเพื่อการผลิตต้นพันธุ์พืชระดับอุตสาหกรรม, การใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรอินทรีย์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน , การจัดการระบบน้ำโดยใช้ Application, ผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรไทยสำหรับปศุสัตว์และสัตว์น้ำ, นวัตกรรมอาหารสุขภาพและเครื่องสำอางจากทรัพยากรน้ำ, วัสดุเรียบแบบเซรามิกจากส่วนผสมของดินและน้ำยาง, เครื่องสับกิ่งไม้หยอดเหรียญ, การผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วแดงหลวง, วัสดุปลูกย่อยสลายได้ โดยจะจัดแสดงตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.30 น. ณ บริเวณอาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ข้ามสี่ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในส่วนของสำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2560 เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ นักวิชาการ คณาจารย์ นักวิจัย นิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา รวมถึงผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมประชุมและเสนอผลงานวิชาการในสาขาวิชาต่างๆ จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่สาขาเกษตรศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาขาวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรและสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการวิจัยและพัฒนาการแก้ปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ มีผู้สนใจจากหน่วยงานองค์กรต่างๆ จำนวน 138 เรื่อง และยังจัดให้มีการบรรยายพิเศษ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ เรื่อง งานวิจัยกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล รองอธิการบดีฝ่ายระบบวิจัยและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธันวาคม 2560 จะมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “สถานการณ์พืชวงศ์แตงของประเทศไทย”,

เรื่อง “สถานการณ์อุตสาหกรรมการแปรรูปแตงกวาดองในตลาดโลก”, เรื่อง “เทคโนโลยีจีโนมิกส์เพื่อการปรับปรุงพันธุ์พืชตระกูลแตง”, เรื่อง “กระเทย : เพศเปลี่ยนโฉมหน้าลูกผสมแตงกวา” ส่วนในวันที่ 8 ธันวาคม 2560 นอกจากการนำเสนอผลงานวิชาการตามกลุ่มสาขาวิชาต่างๆ แล้ว ยังมีการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ฝ่ากับดัก สายพันธุ์ โรงเรือน วิธีการปลูก สู่ฟาร์มเมลอนไทยที่ยั่งยืน” ซึ่งกิจกรรมในช่วงบ่ายของทั้ง 2 วัน ท่านที่สนใจเข้ารับฟังการบรรยายสามารถเข้าร่วมงานได้..ฟรี ณ ห้องข้าวหอมมะลิ อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ”

สำหรับงาน 40 ปีพืชผักแม่โจ้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฉันทนา วิชรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาพืชผัก คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “นับจากปี 2520 ที่ได้มีการก่อตั้งสาขาพืชผักเป็นครั้ง จวบจนปัจจุบัน สาขาพืชผักแม่โจ้ได้ผลิตบัณฑิตคนพืชผัก กระจายตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ กว่า 1,500 คน สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างประโยชน์ต่อสังคมในมิติต่างๆ มากมาย สำหรับงานครบรอบ 40 ปีพืชผักในครั้งนี้มหาวิทยาลัยได้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.),

และบริษัทเอกชนกว่า 20 บริษัท จัดให้มีขึ้นเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์สาขาพืชผักแม่โจ้ ให้ศิษย์เก่าได้กลับมาพบเจอกันและได้ตอบแทนสถาบัน รวมถึงการเผยแพร่องค์ความรู้สู่สังคมอีกด้วย นอกเหนือจากการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับพืชวงศ์แตงแล้ว ยังมีงานมหกรรมแสดงพันธุ์แตงกวาและแตงร้าน ซึ่งเป็นการแสดงพันธุ์แตงโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์แตงกวา แตงร้าน ชื่อดังจากทั่วประเทศ จำนวน 22 บริษัทเอกชน และ 2 หน่วยงานราชการ ร่วมจัดแสดงปลูกสาธิต จำนวนกว่า 140 สายพันธุ์ เพื่อให้เกษตรกรและผู้ร่วมงานได้เห็นถึงความหลากหลายของพันธุ์พืช ตลอดจนนักปรับปรุงพันธุ์ของภาครัฐและเอกชนได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค พร้อมมีกิจกรรมอื่นๆ

อีกมากมาย อาทิ เมนูอาหารสุดสร้างสรรค์จากแตงกวา “The Cucumber Conundrum” โดยทีมงานคณะพัฒนาการท่องเที่ยว นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับเมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์อีกด้วย ณ แปลงสาขาพืชผัก คณะผลิตกรรมการเกษตร ในส่วนของกิจกรรมศิษย์เก่าแม่โจ้คืนถึน จัดขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม 2560 ช่วงเช้าจะเป็นพิธีทำบุญทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคล และอุทิศส่วนบุญทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคล และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับครูบาอาจารย์และศิษย์ที่ลาวงลับ ในช่วงบ่ายจะเป็นเวทีสัมมนาหัวข้อ “เรียน+สอนอย่างไรในยุค Thai 4.0 ในสายตาศิษย์เก่าพืชผักแม่โจ้” และในช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป จะเป็นกิจกรรมฉลอง 40 ปีพืชผัก และศิษย์เก่าพืชผักแม่โจ้คืนถิ่น ณ ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่”

ฯพณฯ ดร. เมเอียร์ ชโลโม (H.E. Dr. Meir Shlomo) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย และภริยา เดินทางเข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการตามพระราชประสงค์ หมู่บ้านสหกรณ์หุบกะพง
จังหวัดเพชรบุรี โดยมี นายสมชาย บำรุงทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายอมรศักดิ์ พันธุรักษ์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี และนางสาวอัญชนา แก้วชื่น ผู้อำนวยการศูนย์สาธิตสหกรณ์หุบกะพง ร่วมให้การต้อนรับ

พร้อมกันนี้คณะเจ้าหน้าที่ และเกษตรกรสมาชิกโครงการฯ หุบกะพง ได้ร่วมให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงานของโครงการ ไทย- อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท(หุบกะพง) ให้กับคณะได้รับทราบ ในโอกาสนี้ ตัวแทนชาวบ้านหุบกะพงได้จัดแสดงนิทรรศการตัวอย่างอาชีพการเกษตร และนำผลผลิต ที่ผลิตได้ในโครงการมาจัดแสดงให้ได้ชม ณ ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันก่อน

สำหรับโครงการ “ไทย – อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท(หุบกะพง)” แห่งนี้ได้ดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2509 และสิ้นสุดวันที่ 18 สิงหาคม 2514 โดยเป็นความร่วมมือในการพัฒนาด้านการเกษตร
การบริหารจัดการน้ำ และเทคโนโลยีการเกษตรในพื้นที่แห้งแล้ง ที่สามารถขยายผลนำไปสู่การพัฒนาด้านการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้เป็นผลสำเร็จแก่เกษตรกรสมาชิกในพื้นที่โครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ ตามพระราชประสงค์หุบกะพง อาทิเช่น การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง การปลูกพืชสมุนไพร การปลูกป่านศรนารายณ์ การเลี้ยงโคขุน การเลี้ยงแพะ เป็นต้น

โดยเกษตรกรสมาชิกโครงการฯ ได้รวมกลุ่มประกอบอาชีพภายใต้สังกัดสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด สร้างความเข้มแข็ง และยั่งยืนในการประกอบอาชีพของเกษตรกรสมาชิกเป็นออย่างดี ด้วยเป็นการรวมกันผลิต และรวมกันจำหน่าย ปัจจุบันได้ขยายผลองค์ความรู้ต่างๆ ที่หน่วยงานได้เข้าให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้แก่ประชาชนทั้งชาวไทย และต่างชาติ ที่เดินทางเข้ามาศึกษาและดูงานภายในโครงการฯ

และเมื่อปี พ.ศ.2550 ที่ผ่านมา ในวโรกาสมหามงคลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนพรรษา 80 พรรษา ด้วยความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนาน สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้ร่วมเฉลิมฉลองกับประชาชนชาวไทย โดยได้มอบต้นทับทิม จำนวน 120 ต้น ซึ่งเป็นทับทิมพันธ์อิสราเอล มาปลูกในพื้นที่ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ มีนาคม 2550 19 ที่ผ่านมา เพื่อทำการศึกษาทดลองพืชพันธุ์ใหม่สำหรับพื้นที่ ปัจจุบันได้มีการนำกิ่งพันธุ์ทับทิมที่ทำการขยายจากต้นพันธุ์เดิมขยายปลูกเพิ่ม เป็นจำนวน 268 ต้น

ดร. เมเอียร์ ชโลโม เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย กล่าวในระหว่างการเยี่ยมชมโครงการฯ ว่า ตน รู้สึกยินดีที่ได้เดินทางมาเยี่ยมชมโครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ ตามพระราชประสงค์หุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี แห่งนี้ และเป็นครั้งแรก นับเป็นโครงการที่ดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
ซึ่งเป็นโครงการที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ของพระองค์ท่าน ที่สามารถทำให้เป็นจริงได้ และในฐานะของตัวแทนประเทศอิสราเอล ตนรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของการช่วยดำเนินงานในการสนับสนุนโครงการฯ และเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย- อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท ให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ทางอิสเอลก็จะสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการอย่างต่อเนื่องต่อไป

ทางด้าน นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า โครงการตามพระราชประสงค์
หุบกระพง นับเป็นโครงการนำร่อง ที่เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการชุมชนด้วยระบบสหกรณ์ ร่วมกับประเทศอิสราเอล เช่นการจัดการที่ดินในพื้นที่หุบกระพง ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืช ไม่มีแหล่งน้ำ ประขาชนไม่สามารถใช้ที่ดินเพื่อทำกินได้ การที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมองเห็นถึงความยากลำบากของประชาชน ทรงช่วยปรับปรุงพื้นที่ทำกินให้เกิดประโยชน์ ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม

แม้กระทั่งคนที่อยู่ในหุบกระพงวันนี้ ก็ยังกราบแผ่นดินที่ตนอาศัยและทำมาหากินทุกวัน ต่างระลึกถึงพระองค์ท่านอยู่เสมอ เหมือนพระองค์ท่านยังไม่ได้จากไปไหน แต่สิ่งสำคัญที่ประชาชนต่างตระหนักกันเสมอก็คือการสืบสานพระราชดำริ ที่พระองค์ทรงให้ความเมตตาต่อประชาชน ต่อโครงการหุบกระพง ทุกคนจะทำตามพระราชประสงค์ที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้ และจะรักษาและใช้แผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทุกคนที่เป็นชาวหุบกะพงต่างเข้าใจเป็นอย่างดีว่าวันนี้ลูกหลานได้มีที่อยู่ ที่ทำกินอย่างมั่นคงก็เพราะพระองค์ได้เสด็จมาเห็นและได้พระราชทานที่ดินให้เข้ามาอยู่อาศัยและทำกิน ในพื้นที่

“ผมในฐานะที่เป็นส่วนราชการ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี ในวันนี้ก็ได้เข้ามาดูแลเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดหายไป เช่น ตรงไหนที่ยังไม่ไปสอดคล้องกับระเบียบทั้งหลาย ก็จะให้มีการปรับปรุงแก้ไข สิ่งสำคัญก็คือ เราจะรักษาสิ่งที่ดีๆ ตรงนี้ไว้ จะรักษาความเป็นโครงการพะราชประสงค์ให้อยู่คู่กับประชาชนชาวหุบกะพง และประเทศไทยสืบไป” นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี กล่าว

กรมวิชาการเกษตร แจง ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายเดิมผ่านการต่ออายุใบสำคัญขึ้นทะเบียนพาราควอต 2 ราย 4 ทะเบียน ชี้แหล่งผลิตพาราควอตอยู่ที่ประเทศจีน ไต้หวัน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีการพิจารณาคำขอต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายพาราควอตของผู้ประกอบการรายเดิมที่ขอต่ออายุก่อนที่ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนจะหมดอายุ ว่า คณะอนุกรรมการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายได้พิจารณาข้อมูลความเป็นพิษของวัตถุอันตราย ผลการวิเคราะห์ของผลิตภัณฑ์ ผลการทดลองประสิทธิภาพ และรายละเอียดอื่นๆ แล้ว พบว่ามีเอกสารครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิชาการ จึงมีมติเสนอให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนได้จนถึงปัจจุบันจำนวน 4 ทะเบียน

ซึ่งในจำนวน 4 ทะเบียนนี้เป็นผู้ประกอบการคนไทย 1 ราย ซึ่งเป็นพาราควอตจากแหล่งผลิตประเทศจีน และผู้ประกอบการต่างชาติ 1 ราย ซึ่งเป็นพาราควอตจากประเทศอินโดนีเซียและจีน จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากรมวิชาการเกษตรไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทข้ามชาติหรือผู้ประกอบการรายใดทั้งสิ้น รวมทั้งไม่ได้เป็นการส่งเสริมการค้าผูกขาดทำให้มีผู้ขายน้อยรายแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทที่ได้รับการต่อทะเบียนนำเข้าพาราควอตจากประเทศจีนเป็นหลัก ดังนั้นผู้ประกอบการที่นำเข้าพาราควอตจากประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ยังคงสามารถขอต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนพารา ควอตได้เหมือนเดิมหากมีข้อมูลเอกสารครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิชาการ

“ผู้ประกอบการที่ได้รับการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนทั้ง 2 ราย ยังคงนำเข้าพาราควอตจากประเทศจีน ซึ่งยังผลิตเพื่อการส่งออก โดยปัจจุบันมีแหล่งผลิตพาราควอตที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วจากประเทศจีน 9 แหล่ง ไต้หวัน 2 แหล่ง มาเลเซีย 1 แหล่ง และอินโดนีเซีย 1 แหล่ง ส่วนกรณีพาราควอตไดคลอไรด์สูตรเม็ด ปัจจุบันยังไม่มีผู้มายื่นขอขึ้นทะเบียน เนื่องจากไม่สามารถยื่นคำขอขึ้นทะเบียนได้ เพราะยังไม่มีรายชื่อตามประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง กำหนดอัตราความเข้มข้นในแต่ละสูตรของวัตถุอันตรายที่รับขึ้นทะเบียน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าการดูแลในเรื่องของสุขภาพนั้น กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นวงกว้างมากขึ้น จะเห็นได้จากการเลือกบริโภคพืชผักที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเลือกทานผักและผลไม้ที่มีสีสันที่หลากหลาย เพราะสีที่มีอยู่ในผักและผลไม้ก็มีคุณประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป

อย่างเช่นในมะเขือเทศที่มีสารไลโคปีนที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ตลอดไปจนถึงผักและผลไม้ที่มีสีส้มและสีเหลืองที่มีเบต้าแคโรทีน ก็จะทำให้ผู้ที่ทานได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้นตามไปด้วย ในพืชผักที่มีสีม่วงนั้นก็จะมีสารแอนโทไซยานิน ที่มีประโยชน์ในเรื่องของการช่วยต้านอนุมูลอิสระ

จากความสำคัญของสารแอนโทไซยานิน คุณบุญเติม เอี่ยมเทียน นักปรับปรุงพันธุ์ บริษัท เจียไต๋ จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2561 ทางบริษัทฯ จะเปิดตัวพันธุ์ข้าวโพดหวานสีม่วง ออกสู่ตลาดเมล็ดพันธุ์และสู่ผู้บริโภค เพราะปัจจุบันข้าวโพดหวานถือว่าได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้มีจำนวนของเกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดหวานกันเป็นจำนวนมาก โดยสีของข้าวโพดที่เห็นกันจนชินตาในท้องตลอด จะเป็นข้าวโพดหวานสีเหลือง และข้าวโพดข้าวเหนียวที่มีสีขาว ดังนั้น บริษัท เจียไต๋ จึงได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะรุกตลาดเมล็ดพันธุ์ที่เกี่ยวกับข้าวโพดมากขึ้น จึงได้ทำการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อให้มีความแตกต่างออกไปจากที่มีอยู่เดิมในท้องตลาด

“ในข้าวโพดหวานชนิดนี้ที่กำลังจะมีออกสู่ท้องตลาด เรามองว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เมื่อเกษตรกรที่นำฝักไปขายแล้ว ต้นและใบของข้าวโพดหวานสีม่วง ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่ คือนำไปให้สัตว์กิน ซึ่งในต้นยังมีสารแอนโทไซยานินอยู่ เมื่อนำไปหมักและให้โคหรือสัตว์อื่นๆ กิน ผลออกมาว่าเมื่อโคกินไปได้สักระยะ ผิวตัวก็จะมีลักษณะผิวมัน เพราะแอนโทไซยานินจะช่วยในเรื่องของการบำรุงผิว แสดงให้เห็นว่าสารสีม่วงนับว่ามีประโยชน์ ทั้งกับคนและสัตว์” คุณบุญเติม กล่าว

ในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้เป็นข้าวโพดหวานสีม่วงนั้น คุณบุญเติม บอกว่า ค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องยากในการ เพราะโดยปกติจะไม่ค่อยพบเห็นข้าวโพดหวานที่เป็นสีม่วง โดยการปรับปรุงพันธุ์เราก็ใช้วิธีธรรมชาติ และวิธีการที่ยากยิ่งขึ้นไปอีกการที่จะทำให้ข้าวโพดหวานชนิดนี้เป็นสีม่วงทุกฝัก เมื่อทำการทดลองไปเรื่อยๆ ก็สามารถทำข้าวโพดหวานให้มีสีม่วงทุกฝักได้ สามารถปลูกได้กับทุกสภาพแวดล้อมในประเทศไทยและในพื้นที่ต่างประเทศอีกด้วย

“สีม่วงในข้าวโพดข้าวเหนียวถือว่าทำง่ายกว่า steelexcel.com เมื่อเทียบกับข้าวโพดหวาน ซึ่งเวลานี้ในต่างประเทศ ยังไม่มีใครที่ทำข้าวโพดหวานสีม่วงได้ ซึ่งเราถือว่าเป็นที่แรกที่ทำจนประสบผลสำเร็จ ซึ่งไหมของข้าวโพดหวานสีม่วง จะมีสารอาหารที่สูงที่สุด รองลงมาคือที่แก่น และอันดับที่ 3 คือ ที่เมล็ด ซึ่งก็จะมีการนำเมล็ดไปต้มทานเหมือนข้าวโพดทั่วไป และส่วนไหมก็สามารถนำไปทำเป็นชาไหม ที่ต้มดื่มกับน้ำร้อนได้ ก็จะทำให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากยิ่งขึ้น” คุณบุญเติม บอก

โดยข้าวโพดหวานสีม่วงที่ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์จนประสบผลสำเร็จนี้ จะมีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะ ดังนี้

1.ใช้เมล็ดพันธุ์ในการปลูก 1 กิโลกรัมต่อไร

2.ปลูกได้กับทุกสภาพแวดล้อม โตเร็ว ต้านทานโรค

3.ระยะเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 68-70 วัน 4.มีเมล็ดเต่งเต็มฝัก และมีสีม่วงตลอดทั้งฝัก

5.ความหวานอยู่ที่ 14-16 บริกซ์

6.ฝักใหญ่น้ำหนักเฉลี่ย 450-700 กรัมต่อฝัก(น้ำหนักรวมเปลือก)

7.ซังและลำต้นมีสารแอนโทไซยานินสูง สามารถนำไปเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้ ซึ่งจากการได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานสีม่วงในครั้งนี้ คุณบุญเติม บอกว่า ทางบริษัท เจียไต๋ ได้มองถึงคุณประโยชน์ว่า ผู้บริโภคสามารถทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ได้ง่ายๆ จากการทานจากข้าวโพดหวานสีม่วง โดยสามารถทานไปพร้อมกับการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว และได้รับสารแอนโทไซยานินไปพร้อมกันอีกด้วย

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงชุดคู่มือข้อแนะนำการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และการนอนหลับ ว่า คู่มือดังกล่าวมีทั้งหมด 9 เล่ม แบ่งเป็นคู่มือกิจกรรมทางกายสำหรับ 5 กลุ่มวัยคือ ปฐมวัย วัยเรียนวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ วัยสูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศในการจัดทำ และอีกชุดคือกิจกรรมทางกายสำหรับ 4 อาชีพ คือ ชาวนา พนักงานบริษัท พนักงานขับรถ และชาวประมง ซึ่งร่วมกับ สสส.และคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการจัดทำ โดยแต่ละอาชีพมีกิจกรรมทางกายแฝงอยู่ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของร่างกาย แต่จะหนักหรือเบาขึ้นกับแต่ละกิจกรรมของอาชีพนั้นๆ โดยคู่มือกิจกรรมทางกายแต่ละอาชีพได้จัดทำขึ้นเป็น 4 อาชีพหลักของคนไทยที่มีกิจกรรมทางกายที่แตกต่างกันคือ ชาวนา ชาวประมง พนักงานออฟฟิศ และผู้ทำงานขับรถ

นพ.วชิระกล่าวว่า 1.อาชีพทำนามีการใช้พลังงานและแรงกล้ามเนื้อหลายส่วน โดยมีกิจกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงของฤดูทำนาคือ ช่วงเตรียมดิน ดำนา บำรุงข้าว และเกี่ยวข้าว มีการใช้พลังงานต่อวันจากการทำงานแต่ละช่วงคือ 1,579 1,413 1,409 และ 1,507 กิโลแคลอรี่ ตามลำดับ หรือคิดเป็นกิจกรรมทางกายคือระดับปานกลางถึงหนักประมาณ 360 นาทีต่อวัน หรือ 2,520 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งมากกว่าข้อแนะนำกิจกรรมทางกายในผู้ใหญ่ คือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ หากชาวนาต้องการมีกิจกรรมทางกายเพิ่มเติมหลังทำงาน สามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเพื่อความสนุกสนานหรือคลายเครียด แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมในทุกช่วงของการทำนาคือ เพิ่มความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ สร้างความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ เนื่องจากบางช่วงมีการใช้กล้ามเนื้อที่อาจทำให้บาดเจ็บได้ เช่น การก้มตัวเพื่อดำนาเป็นเวลานาน หรือการยกกระสอบเมล็ดข้าว เป็นต้น

นพ.วชิระกล่าวว่า 2.ชาวประมง มีกิจกรรมทางกาย 2 ช่วง คือ ช่วงทำประมง ระยะเวลาประมาณ 9 เดือน มีการใช้พลังงานต่อวันจากการทำงาน 3,022 กิโลแคลอรี่ หรือคิดเป็นกิจกรรมทางกายคือระดับปานกลางถึงหนักประมาณ 480 นาทีต่อวัน หรือ 3,360 นาทีต่อสัปดาห์ และช่วงพักในฤดูมรสุม 3 เดือน มีการใช้พลังงานต่อวัน 186 กิโลแคลอรี่ หรือมีกิจกรรมทางกายระดับเบา 180 นาทีต่อวัน หรือ 1,260 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งทั้งสองช่วงมีความแตกต่างของกิจกรรมมาก จึงแนะนำว่า ช่วงพักควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางหรือหนักอื่นๆ เพิ่ม เช่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา ทำงานบ้าน เป็นต้น และควรบริหารร่างกายเพื่อสร้างความทนทานของกล้ามเนื้อ 2-3 วันต่อสัปดาห์ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้ครบทุกส่วน 5-7 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนช่วงทำประมงควรเพิ่มกิจกรรมสร้างความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ โดยเฉพาะระหว่างการทำงาน เพื่อให้กล้ามเนื้อที่เกร็งคลายตัว

นพ.วชิระกล่าวว่า 3.พนักงานบริษัท มักใช้เวลานั่งทำงานประมาณ 7 ชั่วโมงต่อวัน อาจมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอ ไล่ หลัง นิ้วล็อก จากท่านั่งใช้คอมพิวเตอร์ โดยพนักงานบริษัทมีการใช้พลังงานต่อวันจากการทำงานประมาณ 600 กิโลแคลอรี่ มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางในแต่ละวันผ่านรูปแบบการเดินสั้นๆ เช่น ไปขึ้นรถโดยสาร ถือว่าเป็นอาชีพที่มีกิจกรรมทางกายน้อย โดยกิจกรรมทางกายที่ควรทำคือ ระหว่างทำงานควรลุกยืนเดินทุก 2 ชั่วโมงให้ระบบเลือดไหลเวียนดี ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่เกร็ง ส่วนช่วงเลิกงานควรมีการเคลื่อนไหวแบบแอโรบิกอย่างน้อย 10 นาที สะสมให้ได้ 30 นาทีต่อวัน เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ขึ้นบันได ว่ายน้ำ เป็นต้น หากไม่มีเวลาว่าง ให้เคลื่อนไหวจากการทำงานบ้านแทน นอกจากนี้ ควรสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน เครื่องออกกำลังกายที่สาธารณะหรือฟิตเนส

ลำไยส่งออกตามมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)

มี 2 แบบคือ แบบช่อและลูกเดี่ยวที่ต้องมีขั้วติด แต่ลูกร่วงที่ด้อยคุณภาพไม่มีขั้วเมื่อหลุดออกไปขายราคาจะถูก และตีตลาดลำไยคุณภาพ ทำให้ลำไยช่อคุณภาพดีราคาตก ล้งที่ส่งออกลำไยคุณภาพขาดทุนหนัก จึงใช้เป็นข้ออ้างต่อรองราคาเหมาจากเกษตรกร บางล้งต้องหยุดซื้อไป ปัญหาสำคัญตอนนี้คือ ลำไยลูกร่วงส่งออกจะทำลายตลาดลำไยของไทยอย่างคาดไม่ถึง เพราะจีนมีข้อกำหนดค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในเนื้อลำไยไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

กระทบส่งออก – พื้นที่อำเภอสอยดาว และโป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เป็นแหล่งผลิตลำไยนอกฤดูส่งออก โดยมีล้งเข้ามารับซื้อถึงในสวน แต่ล่าสุดเจอปัญหาการจ่ายเช็คเด้ง และแอบส่งลำไยลูกร่วงที่ไม่มีคุณภาพไปขายในเมืองจีน ส่วนตลาดทุเรียนที่จังหวัดชุมพรก็ประสบปัญหาล้งตัดทุเรียนอ่อน ทำให้ราคาตกลงอย่างมาก เริ่มมีปัญหาการส่งออก
จันท์วางแนวทางแก้ปัญหา

นายปิยะ สมัครพงศ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันจันทบุรีไม่ได้เป็นจังหวัดเดียวที่มีลำไยนอกฤดู รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านก็ปลูกได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ลำไยล้นตลาด ราคา

ตกต่ำและล้งผิดสัญญา ส่วนกรณีเช็คเด้งเป็นวิกฤตของลำไยปีแรก ซึ่งทางจังหวัดจันทบุรีได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาระยะสั้น ดังนี้ 1.ให้เกษตรกรตรวจสัญญาซื้อขายที่ทำกับล้งที่เห็นว่ามีความเสี่ยง เช่น การต่อรองราคา การทิ้งสวน และคุณภาพลำไย

2.ให้เกษตรกรปรับตัวผลิตลำไยคุณภาพ ที่จะออกในช่วงเดือนมกราคม ให้มีเบอร์ 1-2-3 จำนวน 80% 3.การแปรรูปลำไยในเชิงอุตสาหกรรมอาหาร โดยเริ่มที่ลำไยแปลงใหญ่ และ 4.การเตรียมงบฯเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านขนส่ง หากมีลำไยล้นตลาด

ส่วนระยะยาว ได้แก่ 1.วางแผนการผลิตลำไยให้มีการกระจายตัวครอบคลุม 4-5 เดือน แทนที่จะกระจุกตัวอยู่เพียง 3 เดือน และมีการพักแปลงเพื่อทำคุณภาพ และ 2.นำสัญญากลางมาใช้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดวันที่ 4 ธ.ค. 60 กลุ่มลำไยคุณภาพส่งออก 4.0 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสอยดาวไทยแลนด์ 4.0 และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสอยดาว จำกัด จ.จันทบุรี ได้ประชุมเรื่องปัญหาลำไยตกต่ำ และการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยมีสาระสำคัญคือ 1.ปัญหาลำไยร่วงที่ทำลายตลาดลำไยส่งออก ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาตรฐานการส่งออกลำไยตรวจสอบการส่งออกให้ได้มาตรฐาน ไม่มีลำไยด้อยคุณภาพ (ลูกร่วง) ส่งออกไปทำลายตลาด โดยเฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีปริมาณลำไยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ที่ผ่านมามีการนำออกไปแพ็กกิ้งแล้วส่งจำหน่ายในตลาดจีน

2.ปัญหาล้งที่ผิดสัญญา เช่น ล้งซื้อลำไยเบอร์ 3-4 เป็นลำไยลูกร่วงให้หาทางป้องกันในช่วงผลผลิตจะออกมากในเดือนธันวาคม-มีนาคม 3.จัดให้มีตลาดกลางลำไยสอยดาวและโป่งน้ำร้อน เพื่อรับซื้อลำไย คัดลำไยคุณภาพส่งออกและลำไยลูกร่วงส่งโรงอบแห้ง ป้องกันพ่อค้าปลอมปนลูกร่วงที่ส่งออกไปทำลายตลาด

4.ให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อทำเกษตรแปลงใหญ่ และให้ความช่วยเหลือสมาชิก เช่น การฟ้องร้องล้งที่ทำผิดสัญญา และ 5.การใช้สัญญากลาง ในการซื้อขายลำไย โดยจะเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาต่อไป

ชุมพรป่วนล้งตัดทุเรียนอ่อน

นายอภินันท์ บุญสนอง กรรมการกลุ่มผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพบ้านห้วยทรายขาว อ.หลังสวน กล่าวว่า ขณะนี้ทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ จ.ชุมพร ราคาตกต่ำมาก เนื่องจากมีการตัดทุเรียนที่ไม่มีคุณภาพออกจำหน่าย การเข้ามาเหมา สวนตัดทุเรียนของพ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นตัวแทนของล้งที่ส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนระหว่างชาวจีนกับคนไทย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ได้ทุเรียนด้อยคุณภาพ มีทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาด ส่งผลต่อราคาทุเรียนที่เคยขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 140 บาท แต่ขณะนี้เหลือแค่ 90 บาท/กก.เท่านั้น

การค้าข้าวในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จนการดำเนินธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง อาทิ โรงสีข้าวแต่เพียงอย่างเดียว เริ่มไม่ตอบโจทย์กับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์” นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ถึงทิศทางของผู้ประกอบการโรงสีข้าว จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรองรับสถานการณ์ทางการค้าที่เปลี่ยนไปมาก

โรงสีกลายเป็นผู้ส่งออก

สมาชิกของสมาคมโรงสีข้าวไทย ตอนนี้ก็มีประมาณกว่า 800 ราย ซึ่งสมาชิกในสมาคมก็มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น เป็นผู้ส่งออกหรือเป็นผู้ค้าข้าวที่ไม่มีโรงสีเป็นของตัวเอง และกลุ่มที่มีโรงสีเป็นของตัวเอง และประกอบการค้าข้าวส่งออกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังคงประกอบธุรกิจโรงสีกันอยู่ ดังนั้นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของสมาชิกโรงสีในปัจจุบันจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก จากเดิมที่ผู้ประกอบการโรงสีลดลงไปมาก เนื่องจากการเลิกกิจการ แต่ตอนนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นและขยายธุรกิจออกไป

โดยจะเห็นได้จากยอดการส่งออกข้าวต่อปีที่ประมาณ 10 ล้านตัน จะเป็นการส่งออกจากโรงสีประมาณ 30% หรือประมาณ 3 ล้านตัน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น โดยสมาชิกของเรามีทั้งผู้ส่งออกข้าวรายเล็ก รายกลาง จนไปถึงรายใหญ่ ขณะนี้มีการรับรองสมาชิกโรงสีที่ทำการส่งออก ประมาณ 200 ราย จากสมาชิกทั้งหมด

ส่วนการทำตลาดข้าวภายในประเทศ ซึ่งเดิมเราขายข้าวผ่านยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว หรือผู้ผลิตข้าวถุง ตอนนี้โรงสีเริ่มเข้ามาทำการตลาดเอง ทำให้เราเข้าถึงผู้บริโภค หรือเป็นการเพิ่มช่องทางการค้าด้วยตนเอง หากถามผมว่า โรงสีอยากไปเป็นผู้ส่งออกข้าวมั้ย คำตอบส่วนใหญ่คือ ไม่ เนื่องจากมีความยุ่งยาก แต่ต้องยอมรับว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และเพื่อความอยู่รอดของกิจการ โรงสีเราก็ต้องปรับตัว จึงเห็นว่ามีผู้ประกอบการรุ่นใหม่เกิดขึ้นในกิจการนี้
เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามา

ตอนนี้โรงสีเข้าสู่ระบบการค้ามากขึ้น และกลายเป็นนักลงทุน เข้าไปซื้อข้าวของชาวนาด้วยการจ่ายเงินสด แต่ขายข้าวออกไปในระบบเครดิต 2-3 เดือน มีการลงทุนเครื่องจักรที่ทันสมัยเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการสีข้าว การปรับตัวของโรงสีทำให้มีผู้เล่นในตลาดข้าวมากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการค้าข้าว โดยชาวนาก็จะมีทางเลือกในการขายข้าวในตลาดจากผู้เล่นที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีได้เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ดังนั้นโรงสีต้องเดินตามให้ทันเทรนด์ที่เปลี่ยนไป เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต แต่ก็ต้องยอมรับว่า โรงสีข้าวส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับตัวรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปได้ทัน เนื่องจากติดปัญหาในเรื่องของเงินทุน ส่วนการขอสินเชื่อจากธนาคารก็ยากมากขึ้น โดยเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาก็จะเป็นเรื่องของการพัฒนาการสีข้าว-บรรจุภัณฑ์ ในส่วนนี้ทางกรมการค้าภายในก็ได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการโรงสี ด้วยการจัดอบรมให้ความรู้เพื่อพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งการรองรับมาตรฐานการค้าต่าง ๆ ด้วย

การส่งเสริมจากภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ สมาชิกโรงสีที่ทำตลาดส่งออกข้าวได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ให้เข้าร่วมโครงการเจรจาการค้าพบปะผู้ซื้อ-ผู้ขายจากทั้งในและต่างประเทศ ตรงนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสและสร้างประสบการณ์ให้กับสมาชิกโรงสีข้าว นอกจากนี้ยังมีการจัดคณะผู้ซื้อข้าวจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐ-จีน กว่า 100 ราย เข้ามาเยี่ยมชมกระบวนการสีข้าว ตรงนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายใน-กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ-โรงสีข้าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ

ผมยอมรับว่าโครงการนี้เป็นสิ่งที่ดีที่หน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุนผู้ประกอบการโรงสี และสร้างการมีส่วนร่วมให้กับสมาชิกโดยเฉพาะรุ่นลูก-รุ่นหลาน ที่ต้องการต่อยอดกิจการโรงสีเดิมของตน ให้ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการทำตลาดการค้า-การส่งออก และรู้จักผู้ซื้อข้าวมากขึ้น ผมหวังว่าโครงการแบบนี้จะมีการจัดอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาออกไปในรูปแบบใหม่ ๆ

โดยเฉพาะการนำสินค้าออกไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อที่จะได้ต่อยอดตลาดได้ในอนาคต แม้การไปเปิดตลาดใหม่ ๆ จะไม่เกิดผลทันที แต่เชื่อว่าจะเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการโรงสีรู้ถึงทิศทางการค้าข้าว และนำมาปรับตัวให้เข้ากับตลาดมากขึ้น

ผลผลิตข้าวปีหน้า

จากการประเมินของสมาคมเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม 2560 เบื้องต้นคาดว่า ผลผลิตข้าวหอมมะลิจะมีประมาณ 7 ล้านตัน จากพื้นที่เพาะปลูก 21 ล้านไร่ ใน 20 จังหวัดภาคอีสาน และ 3 จังหวัดในภาคเหนือ ขณะที่ปริมาณข้าวเหนียว คาดว่าจะมีอยู่ประมาณ 4 ล้านตัน จากพื้นที่เพาะปลูก 14 ล้านไร่ ตรงนี้เป็นการคาดการณ์จากปริมาณข้าวเปลือก และปัจจัยลบที่บางพื้นที่เสียหายจากน้ำท่วม ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวเฉลี่ยอยู่ที่ 53 ล้านไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 58 ล้านไร่ ตรงนี้เป็นแค่ตัวเลขจากการประเมินที่ยอมรับได้ แต่ก็ต้องติดตามผลผลิตข้าวที่ออกมาจริงว่าเท่าไร เพราะการตรวจสอบจากภาพถ่ายดาวเทียมบอกได้เพียงพื้นที่เพาะปลูก แต่ไม่สามารถประมาณการผลผลิตจริงได้ ซึ่งก็ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบกันอีกครั้ง สมาคมคาดว่าผลผลิตข้าวนาปี 2560/2561 จะอยู่ที่ประมาณ 29 ล้านตัน

สต๊อกข้าวรัฐบาล

สำหรับข้าวที่ยังคงค้างในสต๊อกรัฐบาลนั้น ผมมองว่าไม่มีนัยทางตลาดและราคาแต่อย่างไร แต่ถ้าเกิดความผันผวนในเรื่องของตลาดหรือราคาข้าว น่าจะเป็นผลมาจากกลไกของตลาดและการแข่งขันมากกว่า ขณะที่สต๊อกข้าวหอมมะลิของผู้ประกอบการในตอนนี้ก็ยังทำตลาดได้ โดยเฉพาะตลาดข้าวภายในประเทศ เพราะผู้บริโภคยังนิยมอยู่ ผู้ประกอบการก็กล้าสต๊อกข้าวมากขึ้น ส่วนข้าวหอมมะลิใหม่ก็ทำตลาดส่งออกไป เรื่องที่เรายังกังวลอยู่ก็คงเป็นข้าวขาว-ข้าวเหนียว เพราะปีที่ผ่านมาข้าวเหนียวราคาดี จึงมีการปลูกเป็นจำนวนมากอาจจะส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาดก็ได้ เพราะการส่งออกส่วนใหญ่อยู่ที่ปริมาณ 300,000 ตันต่อปี ส่วนที่เหลือก็บริโภคภายในประเทศ ตลาดส่งออกก็ยังไม่ขยายตัว ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป

ตลาดส่งออกใหม่ ๆ

เราต้องการให้รัฐเปิดตลาดส่งออกใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น จากตลาดฮ่องกง-จีน ซึ่งเราทำมาตลอด ไม่ได้ว่า ทิ้ง เพราะเรายังพึ่งพาตลาดนี้อยู่ แต่ก็ต้องขยายตลาดส่งออกต่อไป อาทิ โรป-ออสเตรเลีย-แคนาดา ตลาดเหล่านี้ควรจะต้องมีการจัดคณะออกไป การประชาสัมพันธ์หรือสร้างการรับรู้สินค้าข้าวของไทยให้มากขึ้น เพื่อเป็นการเปิดตัวให้เป็นที่รู้จัก เราอาจจะยังไม่ต้องตั้งเป้าหมายการซื้อขายข้าวในทันที แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการค้าข้าวจะได้ต่อยอดการค้า ส่วนคู่แข่งไม่ต้องกังวลมากขึ้น เราต้องหันมาดูตัวเอง และพัฒนาทั้งในตัวสินค้า-คุณภาพให้ดีขึ้นเพื่อการแข่งขัน และตัวชาวนาเองก็ต้องพัฒนาไปด้วย เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้ เมื่อฐานเราเข้มแข็งก็จะสามารถต่อยอดไปได้อีกไกล

อำเภอเกาะยาว กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดความรู้ (Field Day) ในวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอเกาะยาว (ศพก.) หมู่ที่ 7 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เพื่อถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชน ให้ได้รับความรู้ เข้าถึงปัจจัยการผลิต ลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการและให้เกิดความเข้มแข็ง โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่เหมาะสมกับพื้นที่
โดยใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีการผลิตต่างๆที่ได้จากการจัดงานในครั้งนี้ ไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตของตนเอง

นายสุรสิทธิ์ ขันติพันธุกุล นายอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า อำเภอเกาะยาว กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดความรู้ (Field Day) ในวันที่ 12 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอเกาะยาว (ศพก.) หมู่ที่ 7 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เพื่อถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชน ให้ได้รับความรู้ เข้าถึงปัจจัยการผลิต ลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการและให้เกิดความเข้มแข็ง
ใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยใช้ประโยชน์จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต-สินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ที่ได้จากการจัดงานในครั้งนี้ ไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตของตนเอง

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมงานจะได้นำความรู้ในการผลิตต่างๆ ไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตของตนเอง โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกร ลดต้นทุนการผลิตข้าวจาก 4,960 บาทต่อไร่ เป็น 3,968 บาทต่อไร่ หรือลดลง 992 บาทต่อไร่ ตามเกษตรกรต้นแบบของ “ศูนย์เรียนรู้ ศพก.” มีการจัดสถานีถ่ายทอดความรู้ในกิจกรรมหลัก จำนวน 4 สถานี ประกอบด้วย สถานีการเพิ่มประสิทธิภาพ

การผลิตข้าว การป้องกันและกำจัดโรคข้าวโดยใช้สารชีวภัณฑ์ การปลูกพืชหลังนาเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน การแปรรูปข้าวเพื่อเพิ่มมูลค่านอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงผลิตผลและผลิตภัณฑ์โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้

ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน กิจกรรมการเกษตรและกิจกรรมอื่นๆ เพื่อเสนอองค์ความรู้จากหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้เกษตรกรได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้กับกิจกรรมการผลิตของตนเอง ซึ่งการจัดงานในวันนี้ มีเกษตรกรของอำเภอเกาะยาว เข้าร่วมรับการถ่ายทอดความรู้ จำนวนทั้งสิ้น ประมาณ 200 คน ซึ่งจะมีพิธีเปิดงาน เวลา 10.00 น.

โดยนายอำเภอเกาะยาว เป็นประธานในพิธี การเปิดโครงการตลาดนัดข้าวเปลือกประจำปีการผลิต 2560/61 จังหวัดบึงกาฬ ครั้งที่ 2 ที่อำเภอเซกา บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เกษตรกรพึงพอใจราคารับซื้อสูงกว่าท้องตลาด โดยข้าวหอมมะลิรับซื้อที่ตันละกว่า 14,500 บาท

เมื่อเวลา 08.00 น. วันนี้ 8 ธ.ค. นายพิสิษฐ์ แร่ทอง นายอำภอเซกา เป็นประธานพิธีเปิดโครงการตลาดนัดข้าวเปลือกปีการผลิต 2560/61 จังหวัดบึงกาฬ ครั้งที่ 2 โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ธ.ก.ส. สาขาเซกา ประชาชน และเกษตรกรร่วมพิธี โดยการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกปีการผลิต 2560/61 ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่ท่าข้าวเซกาใต้พืชผล อ.เซกา ระหว่างวันที่ 7 – 9 ธันวาคม 2560 โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นช่องทางให้เกษตรกรนำผลผลิตข้าวนาปีปีการผลิต 2560/61 มาจำหน่ายซึ่งเกษตรกรจะได้รับประโยชน์ด้านราคาจำหน่ายที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งด้านการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น และการหักสิ่งเจือปน นอกจากนี้ยังจะได้ทราบถึงวิธีการชั่งตวงวัด การตรวจสอบคุณภาพข้าวเปลือก และการปรับปรุงคุณภาพข้าวให้ได้ตามความต้องการของตลาด ตลอดจนมีอำนาจต่อรองราคามากยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนายกระดับคุณภาพการซื้อขาย

สำหรับบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ทราบข่าวต่างนำข้าวเปลือกมาจำหน่ายเป็นจำนวนมากขณะที่มีผู้ประกอบการจากโรงสีสมบูรณ์ธัญญเจริญ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และท่าข้าว ส.เจริญพูลผล อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร มารับซื้อ โดยมีราคารับซื้อ ข้าวเปลือกหอมมะลิ อยู่ที่ตันละ 14,583 บาท ข้าวเปลือกเหนียว กข6 ตันละ 8,666 บาท และข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดสั้น ตันละ 7,500 ความชื้นอยู่ระหว่าง 13% – 15% โดยวันแรกมีเกษตรกรกว่า 66 ราย ปริมาณการรับซื้อรวม 46.715 ตัน แยกเป็นข้าวหอมมะลิ 7.91 ตัน และข้าวเหนียว กข6 38.805 ตัน มูลค่าการรับซื้อรวม 451,664 บาท แยกเป็น หอมมะลิ 115,354 บาท และเหนียว กข6 336,310 บาท ซึ่งราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป สร้างความพึงพอใจให้กับเกษตรที่นำข้าวเปลือกมาจำหน่ายในครั้งนี้

วันที่ 7 ธ.ค. น.ส.อรอนงค์ อินต๊ะ อายุ 35 ปี เจ้าของสวนดาวเรืองบ้านวังงูเห่า หมู่ 7 ต.พระยาทด อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ร้องเรียนผู้สื่อข่าวว่า ถูกบุคคลแอบอ้างว่าเป็นหน่วยงานราชการโทรศัพท์และอินบ็อกเข้ามาในเพจเฟซบุ๊ก โดยสั่งต้นดาวเรืองกว่าแสนต้น ในราคาต้นละ 8 บาท ทั้ง จ.ชลบุรี และจ.สระบุรี เพื่อใช้ในงานประกอบพิธีในวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา และจะเข้ามารับในวันที่ 25 พ.ย. แต่เมื่อถึงวันนัดจึงโทรศัพท์ไปให้มารับของกลับไม่มีการตอบรับกลับมา ทำให้ได้รับความเสียหายกว่า 500,000 บาท

น.ส.อรอนงค์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า yourplanforthefuture.org ตนมีอาชีพปลูกต้นดาวเรืองขาย โดยทำกันกับครอบครัวในพื้นที่ 6 ไร่ จากนั้นได้มีออเดอร์สั่งเข้ามาว่าต้องการต้นดาวเรืองจำนวนมากเพื่อใช้ในการประกอบพิธีในวันที่ 5 ธ.ค. ตนพร้อมด้วยญาติพี่น้องจึงได้ปลูกต้นดาวเรืองไว้ตามออเดอร์ จากนั้นเมื่อถึงกำหนดวันที่มารับของกลับไม่มีผู้เข้ามารับของตามที่สั่งไว้ ตนคาดว่าถูกมิจฉาชีพที่แฝงตัวเป็นผู้ที่สั่งซื้อไม่มารับของและปิดโทรศัพท์หนี ไม่สามารถติดต่อได้อีก

ทำให้ตนและบรรดาญาติต่างเสียใจและต้องสูญเสียเงินที่ลงทุนไปจากการปลูกต้นดาวเรืองในครั้งนี้กว่า 5 แสนบาท เนื่องจากต้นทุนในการปลูกต้นละกว่า 5 บาท ทำให้ในการลงทุนไปนั้นสูญเปล่า ซึ่งตอนนี้ตนได้ทำการแก้ไขโดยการตัดดอกขายให้กับแม่ค้า เพื่อได้ต้นทุนคืนบ้างก็ยังดี จึงวอนขอให้มิจฉาชีพที่ทำร้ายจิตใจตนและครอบครัว หยุดการกระทำดังกล่าวขอให้เห็นใจชาวสวนด้วย

วันที่ 8 ธันวาคม 2560 นายวสันต์ ไชยทวีวงศ์ รักษาการหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสงขลาปรับตัวดีขึ้นทั้ง 16 อำเภอ โดยจังหวัดสงขลามีพื้นที่น้ำท่วมทั้ง 16 อำเภอ 126 ตำบล 942 หมู่บ้าน 68 ชุมชน 80,955 ครัวเรือน 225,527 คน เสียชีวิต 8 คน อพยพ 102 ครัวเรือน 570 คน สำรวจความเสียหายเบื้องต้น (ยังไม่ครบทุกอำเภอ) มีมูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้กว่า 34 ล้านบาท สถานการณ์ล่าสุดในขณะนี้ระดับน้ำลดลงทุกอำเภอจนเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนริมทะเลสาบสงขลา 6 อำเภอ ได้แก่ บางกล่ำ ควนเนียง สิงหนคร สทิงพระ กระแสสินธุ์ และระโนด ยังมีน้ำท่วมขัง แนวโน้มระดับน้ำลดลงต่อเนื่องจากระดับน้ำในทะเลสาบสงขลาที่ลดลง รวมถึงการระดมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และการขุดช่องทางระบายน้ำเพิ่มในพื้นที่

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกจังหวัดสงขลา ออกประกาศเตือนฉบับที่ 7 เรื่อง คลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยและฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกบริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่เสริมลงมา ปกคลุมประเทศไทยและมีผลกระทบต่อภาคใต้ฝั่งตะวันออก โดยจะทำให้ช่วงวันที่ 8-9 ธันวาคม 2560 ภาคใต้ฝั่งตะวันออกตั้งแต่บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของจังหวัดดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนสะสม น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่งไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมในอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรงอย่างต่อเนื่อง ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมแรงและคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 8-11 ธันวาคม 2560

สำหรับพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลา อำเภอบนคาบสมุทรสทิงพระแล้ว น้ำได้ขยายวงกว้างไปท่วม ต.ควนโส และต.ห้วยลึก ของ อ.ควนเนียง ซึ่งรับน้ำจาก อ.ปากพยูน จ.พัทลุง บ้านเรือน วัดจมอยู่ในน้ำ โรงเรียน 3 แห่ง โรงเรียนวัดปากจ่า โรงเรียนบ่อหว้า และโรงเรียนวัดท่าหยี ถูกน้ำท่วมต้องปิดเรียนชั่วคราว บางโรงเรียนถูกตัดขาดเข้าไปไม่ถึง และบางแห่งอาคารเรียนถูกใช้เป็นคอกเลี้ยงวัว เนื่องจากทุ่งหญ้าในหมู่บ้านถูกน้ำท่วมทั้งหมด

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดี และรักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กำลังดำเนินแนวทางการยกระดับข้าวไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่เน้นให้พัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานแห่งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยจัดการประกวดสูตรอาหารนานาชาติปรุงจากข้าวไทย และการประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทย ภายใต้โครงการ “RICE PLUS AWARD 2018 : ข้าว…ก้าวใหม่” เพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย และผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวไทยทั้งที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร มีโอกาสในการเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยโจทย์หลักคือความแปลกใหม่และความซับซ้อนของนวัตกรรม รูปลักษณ์และบรรจุภัณฑ์ คุณประโยชน์ต่อผู้บริโภค ต่อเศรษฐกิจ และสังคม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวในเชิงพาณิชย์

นายอดุลย์ กล่าวว่า โครงการนี้เปิดให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ นักวิจัย ประชาชนเข้าร่วมการประกวด ที่จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับศักยภาพในการแข่งขันเพื่อให้ไทยสามารถยืนหยัดในฐานะผู้นำในตลาดข้าวของโลก จากที่เคยส่งออกโดยเน้นในเชิงปริมาณมาก มาสู่การเน้นเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน นำข้าวไทยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย งานนี้เปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และทางไปรษณีย์ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.thairiceforlife.com/riceplusaward หรือที่เฟซบุ๊ก RicePlusAward และเฟซบุ๊ก dft2go

ม.แม่โจ้ เปิดงาน Maejo Fair 2017 โชว์สุดยอดนวัตกรรมโดยนักวิจัยแม่โจ้และเครือข่ายเกษตรครั้งยิ่งใหญ่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดงานแม่โจ้แฟร์ (Maejo Fair 2017) มหกรรมนิทรรศการองค์ความรู้ MJU Showreal ครั้งแรกที่ผู้ประกอบการจะได้ซื้องานวิจัยไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ พร้อม การประชุมวิชาการ ประจำปี 2560 และ งาน 40 ปี พืชผักแม่โจ้ “รวมพลคนตระกูลแตง” ระหว่างวันที่ 7-8 ธันวาคม 2560 โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ ห้องข้าวหอมมะลิ อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

อย่างไรก็ตามระดับดัชนียังไม่เข้าสู่ภาวะปกติที่ระดับ 100

สะท้อนประชาชนยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย แต่ก็คลายความกังวลลง ทางศูนย์พยากรณ์จึงได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้เป็น 4% ซึ่งเป็นไปได้สูง จากเดิมคาดไว้ที่ 3.9% เนื่องจากมีเงินเติมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ 4 นี้ ทั้งเงินจากมาตรการช้อปช่วยชาติ ที่จะมีเงินสะพัดในระบบ 1.5 หมื่นล้านบาท และเงินจากบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยของแต่ละเดือนในไตรมาสสุดท้ายนี้รวม 1.5 หมื่นล้านบาท รวมแล้วมี 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะดันให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มอีก 0.2-0.3% คาดทำให้ในไตรมาส 4 ขยายตัวเป็น 4.6-4.7% จากเดิมที่ 4.5% รวมกับส่งออกปีนี้คาดขยายตัวที่ 8.5%

นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า ส่วนปีหน้า เศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวแตะ 4.5% จากที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินอัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมากรวมประมาณ 5-6 แสนล้านบาท ซึ่งมาจากทั้งการส่งออก คาดขยายตัว 5% และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง และหากภาครัฐขับเคลื่อนการลงทุนและใช้จ่ายงบประมาณได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) การเคลียร์งบค้างท่อลงสู่ท้องถิ่น มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และการใช้จ่ายจากกิจกรรมทางการเมืองรับเลือกตั้งในปีหน้า

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ส่วนปัจจัยที่ภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ส่งออกยังมีความกังวล คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค อยู่ที่ระดับ 32.5-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งผู้ส่งออกมองแข็งค่าเกินไป กระทบกับการส่งออก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างธนาคารแห่งประเทศไทยควรดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับภูมิภาคและประเทศคู่แข่ง รับมือกับเม็ดเงินที่จะไหลเข้ามาลงทุนอีก หากรักษาให้อยู่ระดับ 33-33.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐได้ จะเป็นประโยชน์กับการส่งออก

นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับดัชนีด้านอื่นๆ เทียบเดือนตุลาคม 2560 ปรับเพิ่มขึ้นทุกตัว ได้แก่ ความเหมาะสมการซื้อรถยนต์คันใหม่อยู่ที่ระดับ 80.5 จากระดับ 77 ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่ อยู่ที่ 60.7 จาก 58 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 64.5 จาก 60.9 ดัชนีความเหมาะสมในการลงทุนทำธุรกิจของเอสเอ็มอีอยู่ที่ 44 จาก 42 ดัชนีวัดความสุขในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 80.5 จาก 78.4 ดัชนีภาวะค่าครองชีพที่ระดับ 69.9 จาก 67.4 ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดอยู่ที่ระดับ 66.7 จาก 64 และดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 90.8 จาก 87.7

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บ้านเรือนประชาชนใน อ.กระแสสินธุ์ กว่า 3,100 ครัวเรือน ประชาชนกว่า 9,000 คน ใน 4 ตำบล ได้แก่ ต.กระแสสินธุ์ ต.โรง ต.เชิงแส และ ต.เกาะใหญ่ ยังคงได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากน้ำในทะเลสาบสงขลาเอ่อเข้าท่วมพื้นที่ ประกอบกับประสบปัญหาน้ำทะเลหนุน ทำให้ระดับน้ำยังท่วมสูง 1-3 เมตร โดยประสบปัญหาน้ำท่วมมานาน 9 วัน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เนื่องจากต้องสัญจรโดยทางเรือ และรถบรรทุกขนาดใหญ่เท่านั้น ประชาชนในพื้นที่ขาดแคลนเครื่องบริโภค และน้ำดื่มสะอาด แม้ส่วนราชการในพื้นที่จะพยายามให้ความช่วยเหลือ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ โดยผู้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือนั้นทำได้อย่างลำบาก เพราะการสัญจรเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยต้องรอให้ระดับน้ำลดลงตามธรรมชาติ คาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน จึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยน้ำที่ท่วมในพื้นที่ขณะนี้เริ่มส่งกลิ่นเหม็น ประชาชนที่เดินลุยน้ำเริ่มมีอาการ และน้ำกัดเท้าบ้างแล้ว จึงอยากให้ระดมการช่วยเหลือในพื้นที่นี้บ้าง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจประชาชนผู้ประสบภัยใน 4 ตำบล ของ อ.กระแสสินธุ์ ซึ่งต้องใช้เรือในการสัญจร โดยที่วัดกาหรำ และโรงเรียนวัดกาหรำ ต.โรง ระดับน้ำยังท่วมสูงกว่า 1 เมตร พระสงฆ์เดือดร้อน ไม่สามารถปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้ ในขณะที่โรงเรียนมาต่อเนื่องมานาน 7 วันแล้ว และคาดว่าโรงเรียนยังต้องปิดต่อไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากน้ำยังท่วมสูง โดยในขณะนี้น้ำที่ท่วมเริ่มเน่าเสีย เนื่องจากน้ำนิ่งไม่ไหลเวียน

พระครูวินิจธรรมานุกูล เจ้าอาวาสวัดกาหรำ กล่าวว่า น้ำท่วมวัดในปริมาณมากกว่า 1 เมตร ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2548 พระสงฆ์ไม่สามารถออกไปไหนได้ แต่ก็มีญาติโยมนำภัตตาหารมาให้ฉันท์ หลังจากน้ำลดคงต้องทำความสะอาดกันครั้งใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในวันเดียวกัน น.สพ.วีรชัย วิโรจน์แสงอรุณ ปศุสัตว์เขต 9 พร้อมเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ร่วมกันระดมหญ้าแห้ง นำมาแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโค และควายน้ำ ในพื้นที่ 3 อำเภอลุ่มน้ำคาบสมทุรสทิงพระ ได้แก่ ระโนด สทิงพระ และกระแสสินธุ์ จำนวน 650 ก้อน เพื่อนำไปแจกจ่าย บรรเทาความเดือดร้อนให้แก่สัตว์เลี้ยง ที่ขณะนี้เดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากน้ำท่วมทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์จนมิด ไม่มีหญ้าอาหารสัตว์ ทำให้โค และควายน้ำเริ่มผอมโซ และมีอาการอ่อนเพลีย ทำให้เกษตรกรกังวลว่าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้จะล้มตายลง ทำให้ประสบปัญหาขาดทุน

น.สพ.วีรชัย กล่าวว่า ขณะนี้โค และควายน้ำหลายหมื่นตัว ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ขาดแคลนหญ้าแห้ง ยารักษาโรค ทำให้ต้องระดมหญ้าแห้ง จากภาคกลางลงมาในพื้นที่ เนื่องจากหญ้าแห้งในพื้นที่ทั้ง จ.สงขลา และสตูล มีไม่เพียงพอ โดยในสุดสัปดาห์นี้ จะมีหญ้าแห้ง 1,000 ก้อนลงมาเพื่อนำไปแจกจ่ายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงควายน้ำใน ต.บ้านขาว อ.ระโนด เนื่องจากควายน้ำกำลังประสบปัญหาขาดแคลนหญ้าอย่างหนัก นอกจากนี้ สัตวแพทย์จากหน่วยรักษาพยาบาลสัตว์เคลื่อนที่ กรมปศุสัตว์ 41 คน ได้เดินทางลงมาใน อ.ระโนด กระแสสินธุ์ และสทิงพระ เพื่อดูแลรักษาสัตว์ป่วย โดยเฉพาะควายน้ำที่ขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย และล้มตายไปแล้วจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นลูกควาย ทั้งนี้ ปศุสัตว์เขต 9 ได้มอบถุงยังชีพสำหรับสัตว์ มียารักษาโรค เกลือแร่ และวิตามิน ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงควายน้ำ

นายวรรณรพ สุขสว่าง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านขาว กล่าวว่า ขณะนี้ควายน้ำตายไปแล้วหลายตัว โดยเฉพาะลูกควาย คาดว่าตายไปเกือบ 100 ตัว เนื่องจากอ่อนเพลีย และว่ายน้ำเข้ามาไม่ถึงฝั่ง เนื่องจากยังเล็ก ขณะที่ควายประมาณ 2,500 ตัว ขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ มีอาการอ่อนเพลีย อีกทั้ง คาดว่าจะยังต้องประสบภัยน้ำท่วมไปอีกระยะหนึ่ง จึงกังวลว่าควายจะล้มตายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทางปศุสัตว์เขต 9 ได้เร่งให้การช่วยเหลือ แต่เนื่องจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ จึงอาจจะมีหญ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร

ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีร้านขายน้ำพริกตั้งอยู่ในตลาดเช้าหน้าโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ติดกับทางรถไฟในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ซึ่งขายดิบขายดี มีลูกค้ามาต่อคิวซื้ออย่างเนื่องแน่น ยอดขายได้วันละกว่า 1 หมื่นบาท ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ

พบร้านน้ำพริกป้าแสน หรือนางทองแสน โสนากา อายุ 45 ปี ที่ดูเหมือนเป็นร้านธรรมดาทั่วไป แต่กลับมีลูกค้าจากหลายสาขาอาชีพทั้งหมอ พยาบาล ข้าราชการ และประชาชนทั่วไปมาเข้าคิวรอซื้อแน่นร้านทุกวัน เพราะแต่ละวันจะมีเมนูสารพัดน้ำพริก เช่น น้ำพริกปลาทูผัดแบบหวาน ไม่หวาน, น้ำพริกปลาทูแมงดา ไม่แมงดา, น้ำพริกกากหมู, น้ำพริกปลาร้าผัด, น้ำพริกปลาดุก และน้ำพริกอื่นๆ อีก 15 – 16 อย่าง ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ

โดยเคล็ดลับที่ทำให้น้ำพริกของ ป้าแสน ขายดีมีลูกค้าอุดหนุนแน่นร้านทุกวัน เพราะทำสดใหม่ทุกวัน ทั้งมีรสชาติอร่อยถูกปาก ที่สำคัญยังเก็บไว้รับประทานได้นาน บางอย่างอยู่ได้ถึง 1 สัปดาห์ บางอย่างอยู่ได้นานเป็นเดือน เช่น น้ำพริกปลาผงนรก, น้ำพริกปลาทูผัดทั้งแบบหวาน ไม่หวาน โดยเคล็ดลับที่สามารถเก็บได้นานเนื่องจากวัตถุดิบทุกอย่าง ทั้งปลาทู พริก หอม กระเทียม จะนำไปทอดหรือคั่วให้สุกก่อนจะนำไปปั่นให้เข้ากัน แล้วปรุงรส ซึ่งการทอดหรือคั่ววัตถุดิบก่อนนอกจากจะถนอมอาหารได้นานแล้วยังจะทำให้น้ำพริกมีกลิ่นหอมอีกด้วย

ด้วยรสชาติน้ำพริกของป้าแสน ที่อร่อยถูกปาก สดใหม่ และเก็บรักษาได้นาน ทำให้มียอดขายเฉลี่ยวันละกว่า 10,000 บาท โดยจะขายตั้งแต่ 07.00 – 10.00 น. ที่ตลาดเช้าหน้าโรงพยาบาลบุรีรัมย์ แต่หากเป็นช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน จะขายไม่ถึงชั่วโมงก็หมดเกลี้ยง ซึ่งนอกจากจะมีลูกค้ามาซื้อแน่นร้านทุกวันแล้ว ยังมีออเดอร์สั่งซื้อครั้งละ 5 – 10 กิโลกรัม ส่งไปเป็นของฝากให้กับญาติที่ต่างประเทศอีกด้วย

น.ส.อมรรัตน์ โกติรัมย์ ลูกสาวป้าแสน บอกว่า แม่ทำน้ำพริกขายมานานกว่า 8 ปีแล้ว โดยพ่อกับแม่จะช่วยกันทำ ส่วนตนก็มีหน้าที่มาขายที่ตลาด แต่ละวันจะมีน้ำพริกให้ลูกค้าเลือกซื้อไม่ต่ำกว่า 15 – 16 อย่าง หรือคิดเป็นปริมาณก็เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 50 – 60 กิโลกรัม โดยเคล็ดลับที่ทำให้น้ำพริกของแม่ขายดี เพราะทำสดใหม่ทุกวัน และสามารถเก็บไว้รับประทานได้หลายวัน จนมีลูกค้ามาอุดหนุนแน่นร้านทุกวัน ทั้งยังมีออเดอร์สั่งซื้อส่งไปต่างประเทศอีกด้วย

สัมผัสเสน่ห์สามประเทศสามสไตล์ โมร็อคโค อิตาลี และกรีซ โดยฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” พาท่องเมืองไทยในสไตล์เมืองนอก ไม่ต้องบินไกลให้เมื่อย เพราะอยู่ใกล้แค่เอื้อม ชะอำ-หัวหิน ชมสวนสัตว์ต่างสัญชาติที่ Camel Republic สัมผัสสถาปัตยกรรมยุโรปบ้านกลับหัวที่ The Venezia สนุกสนานกับกิจกรรมหวาดเสียวที่ Santorini Park

ชะอำ-หัวหิน แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ งานนี้ฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” จึงเกิดไอเดียพาแฟนรายการไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวไทยในสไตล์เมืองนอก เริ่มต้นที่แรก “Camel Republic” สวนสัตว์และสวนสนุก บนเนื้อที่กว่า 35 ไร่ ตกแต่งในไสตล์โมร็อคโค ชมสัตว์ต่างสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็น พาตาเนียนมาลา อัลปากา ยีราฟ นกฟลามิงโก้ และอูฐ จากนั้นไปสัมผัสบรรยากาศประเทศอิตาลี ที่ The Venezia ชมสถาปัตยกรรมแบบยุโรป ชมบ้านกลับหัว ล่องเรือกอนโดล่า เอกลักษณ์แห่งเมืองเวนิส บนลำคลองทอดยาวกว่า 200 เมตร จากนั้นไปสัมผัสบรรยากาศแบบกรีซ ที่ Santorini Park ชมอาคารที่ตกแต่งแบบเกาะซานโตรินี่ พร้อมสนุกสนานหวาดเสียวกับกิจกรรมทางน้ำ อย่าง ทับบี้ ที่ต้องนั่งบนห่วงยางสไลด์ตัวลงมาจากความสูงกว่า 15 เมตร เรียกได้ว่าลุ้นระทึกจนนายแดเนียลหัวใจเกือบวายเลยก็ว่าได้

เที่ยวไทยสไตล์เมืองนอก ไปพร้อมกับฝรั่งยิ้มกว้าง แดเนียล เฟรเซอร์ ในรายการหลงรักยิ้ม วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม 2560 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ที่

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายชาตรี วัฒนเขจร รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร(กทม.) รายงานเรื่อง การจัดทำโครงการ “ทิ้งเป็นที่…เก็บเป็นเวลา” ในพื้นที่ริมคลองและริมน้ำ ในที่ประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกทม. โดยมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.เป็นประธาน ว่า สำนักสิ่งแวดล้อมเตรียมจัดทำโครงการ “ทิ้งเป็นที่…เก็บเป็นเวลา” เพื่อให้การจัดเก็บขยะเป็นระเบียบเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ โดยจะกำหนดจุดทิ้งขยะ และกำหนดเวลา ให้ประชาชนนำขยะมาทิ้งตามจุดต่างๆ ทั้งพื้นที่ทางบกและพื้นที่ทางน้ำ ภายในเวลาที่กำหนด โดยสำนักเขตทั้ง 50 เขตจะทำป้ายหรือเครื่องหมายให้เห็นชัดติดตั้งบริเวณจุดทิ้งขยะ ซึ่งรายละเอียดจะระบุถึงเวลาทิ้งขยะและเวลาที่ทางเขตจะมาเก็บขยะ รวมถึงให้มีชื่อและเบอร์โทรติดต่อของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถร้องทุกข์หรือแจ้งปัญหาร้องเรียนได้ สำหรับหลักเกณฑ์ในการกำหนดเวลาทิ้งขยะนั้น จะขึ้นอยู่ตามความเหมาะสมของพื้นที่เขต แต่ในส่วนการเก็บขยะ ทางฝ่ายสิ่งแวดล้อมของเขตต้องเก็บขยะให้สะอาดก่อนเวลา 05.30 น. ตามนโยบายของกทม.

“การจัดทำโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้นำขยะมาทิ้งตามเวลาที่กำหนดและเป็นอีกทางช่วยลดปัญหาขยะ สำหรับหลักเกณฑ์การประเมิน ในเบื้องต้นวัดผลจากความพึงพอใจของประชาชน เช่น จำนวนผู้ร้องเรียนปัญหาขยะลดลง และการลงพื้นที่ตรวจประเมินจากเจ้าหน้าที่ โดยในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ จะเริ่มนำร่องโครงการตามถนนสายหลักและสายรอง ในพื้นที่ 50 เขต หลังจากนั้นจะดำเนินการให้ครอบคลุมถนนสายอื่นต่อไป” นายชาตรี กล่าว

สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว เตือนเกษตรกรงดการเผาตอซังและหันมาไถกลบร่วมกับการหว่านปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน ช่วยเพิ่มพูนคุณภาพของดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน เพิ่มผลผลิตลดต้นทุนการผลิต ทำให้สภาวะแวดล้อมดีขึ้น และเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำนาข้าวอินทรีย์ฤดูกาลผลิต
ปี 2561/62

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว ขอเตือนเกษตรกรงดการเผาตอซังและหันมาไถกลบร่วมกับการหว่านปุ๋ยพืชสด เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ปอเทือง ฯลฯ เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน ช่วยเพิ่มพูนคุณภาพของดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต ทำให้สภาวะแวดล้อมดีขึ้น และเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำนาข้าวอินทรีย์ฤดูกาลผลิตปี 2561/62

เหตุผลที่ต้องหยุดเผาตอซังฟางข้าว เนื่องจากเป็นการทำลายดิน ทำให้ดินเสื่อมโทรม ทำลายจุลินทรีย์ในดิน และแมลงควบคุมศัตรูพืช ทำให้เกิดปัญหาการระบาดของศัตรูพืช ทำลายธาตุอาหารที่พืชต้องการทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่ำ ทำให้โลกร้อน เกิดปัญหาฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง น้ำท่วมขัง และผิดกฎหมาย

t ได้ธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการ ประกอบด้วย ไนโตรเจน (N) จำนวน 6.9 กิโลกรัม/ไร่ ฟอสฟอรัส (P) จำนวน 0.8 กิโลกรัม/ไร่ โพแทสเซียม (K) จำนวน 15.6 กิโลกรัม/ไร่

t เพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดิน ช่วยให้โครงสร้างดินดี มีความอุดมสมบูรณ์

t ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิต t รักษาระดับความเป็นกรดและด่างของดิน ช่วยลดปัญหาดินเปรี้ยวและดินเค็ม

t ลดพิษของเหล็กและแมงกานีสในดิน

t ลดปัญหามลพิษทางอากาศ หมอกควัน colourofwords.com และลดปัญหาโลกร้อน การไถกลบตอซังฟางข้าวและปลูกปุ๋ยพืชพืชสดร่วม ช่วยปรับโครงสร้างของดิน เป็นการหมุนเวียนธาตุอาหารพืชกลับสู่ดิน ส่งผลให้การเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวมากขึ้น เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนในการผลิต และขับเคลื่อนการผลิตข้าวอินทรีย์ของอำเภอเกาะยาวต่อไป นางอุษณี กล่าวในที่สุด

สภาพควายน้ำ ที่ถูกนำมาอยู่ในคอกชั่วคราว บน ถนนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ในพื้นที่หมู่ 1 บ้านหัวป่า ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด ซึ่งต้องอยู่กันอย่างแออัด เนื่องจากน้ำในทะเลสาบ เอ่อเข้าท่วมทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ทำให้คอกที่เคยอยู่นั้นถูกน้ำท่วมทั้งหมด ขณะนี้ควายน้ำ 2,500 ตัว ในพื้นที่นี้ เริ่มมีอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากขาดหญ้าอาหารสัตว์ และต้องแช่น้ำนาน ทำให้เริ่มมีแผลที่กีบเท้า

นายวรรณรพ สุขสว่าง นายก อบต.บ้านขาวกล่าวว่าในขณะนี้ควายน้ำ ตายไปแล้วหลายตัว โดยเฉพาะลูกควาย คาดว่าตายไปเกือบ 100 ตัว เนื่องจากอ่อนเพลีย และว่ายน้ำเข้ามาไม่ถึงฝั่ง เนื่องจากยังเล็ก ในขณะที่ควายประมาณ 2,500 ตัว ขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ มีอาการอ่อนเพลียอีกทั้งคาดว่าจะยังต้องประสบภัยน้ำท่วมไปอีกระยะหนึ่ง จึงกังวลว่า ควายจะล้มตายเพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่นายสัตวแพทย์วีรชัย วิโรจน์แสงอรุณ ปศุสัตว์เขต 9 ได้นำทีมสัตวแพทย์ จากหน่วยรักษาพยาบาลสัตว์เคลื่อนที่ กรมปศุสัตว์ จำนวน 41 คน เดินทางลงมาในอำเภอระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ เพื่อให้การดูแลรักษาสัตว์ป่วย โดยเฉพาะควายน้ำ ที่ขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ เริ่มมีอาการอ่อนเพลียและล้มตายไปแล้วจำนวนหนึ่ง

พร้อมมอบถุงยังชีพสำหรับสัตว์ ซึ่งมีทั้งยารักษาโรค เกลือแร่และวิตามิน ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงควายน้ำ โดยจากการตรวจอาการนั้น พบว่า ควายน้ำมีอาการอ่อนเพลีย ป่วย ซึ่งได้ให้วิตามินและเกลือแร่ ในการดูแลรักษาอาการโดยทีมสัตวแพทย์จะยังคงอยู่รักษาสัตว์ในพื้นที่นี้ตนกว่าจะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้

ทั้งนี้ตำรวจภูธรระโนด ได้จัดกำลังเข้าดูแลความปลอดภัย ป้องกันการลักขโมยควายน้ำในระยะนี้ด้วย“ล้งลำไย-ทุเรียน” ก่อปัญหาใหม่ทำลายตลาด แอบขายลำไยลูกร่วงด้อยคุณภาพโกยกำไรอื้อ กดราคาซื้อชาวสวน 3-4 บาท แอบส่งขายตลาดจีนโลละ 100 บาท เกษตรกรจี้ผู้เกี่ยวข้องตรวจเข้มส่งออก หวั่นจีนปิดตลาดหากตรวจพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกำหนด ด้านชาวสวนทุเรียนหลังสวน ชุมพรป่วน เจอล้งตัดทุเรียนอ่อนส่งออก ทุบราคาฮวบ ขาดทุนระนาว

ตลาดลำไยและทุเรียนของประเทศไทย ที่พึ่งพาการส่งออกไปยังจีนเป็นหลัก นับเป็นความเสี่ยงทางการค้าและเกษตรกรผู้ปลูก ที่ผ่านมาการส่งออกตกอยู่ในมือพ่อค้าจีนแบบเบ็ดเสร็จ โดยรุกคืบเข้ามาตั้งจุดรวบรวมผลผลิตรับซื้อเองโดยตรงในสวน กระทั่งเกิดปัญหาผิดสัญญา ทิ้งสวน จึงมีการออกมาจัดระเบียบล้งและนอมินี โดยให้ยื่นจดทะเบียนตั้งบริษัท แต่ปัญหาไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ ล้งลำไยยังมีปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่น การผิดสัญญาไม่รับซื้อตามราคาและทิ้งสวน การจ่ายเช็คเด้ง และกรณีล่าสุดก็คือการแอบส่งลำไยลูกร่วงที่ไม่มีคุณภาพไปจำหน่ายในเมืองจีน

ลำไยลูกร่วงทุบตลาดคุณภาพ

แหล่งข่าวจากกลุ่มเครือข่ายลำไยส่งออก 4.0 อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ล้งจีนที่มารับซื้อผลไม้ (ทุเรียน มังคุด ลำไย) ในจังหวัดจันทบุรีมีปัญหาเรื่องการผิดสัญญา และกดราคามาตลอด 2-3 ปี และล่าสุดคือลำไยนอกฤดูกาลที่เก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนกันยายนเป็นต้นมา พบปัญหาล้งผิดสัญญาเอาเปรียบเกษตรกรไม่เก็บลำไยเบอร์ 1-4 ตามราคาในข้อตกลงกิโลกรัมละ 40-45 บาท แต่เก็บเฉพาะเบอร์ 1 และเบอร์ 2 และขอต่อรองลดราคาเบอร์ 3 และเบอร์ 4 ลงมาเหลือกิโลกรัมละ 20-25 บาท

ปัจจุบันปัญหารุนแรงที่สุดคือ การทิ้งสวนลำไยเบอร์ 3-4 และให้คนมาช้อนซื้อเป็นราคาลำไยลูกร่วงกิโลกรัมละ 3-4 บาท หรือเหมาซื้อลำไยด้อยคุณภาพราคาถูก หลุดเบอร์ 4-5 หรือลำไยช่อที่ขาดน้ำ (หัวลิง) เป็นโรคราดำลูกลายนำมาอบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ส่งออกไปขายแข่งขันตีตลาดลำไยคุณภาพ โดยพบที่ห้างในเมืองเซี่ยงไฮ้ราคาขายปลีกกิโลกรัมละ 100 บาท สร้างกำไรให้พ่อค้าจีนมหาศาล ในขณะที่เกษตรกรและพ่อค้าลำไยคุณภาพขาดทุนยับ

สำหรับลำไยลูกร่วงที่ด้อยคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน จะต้องนำไปแปรรูปเท่านั้น แต่มีการนำออกไปจำหน่ายได้ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคถ้าอบแห้งสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเข้าในเนื้อลำไยมากเกินกำหนด ถ้าจีนตรวจพบจะไม่ให้นำลำไยจากไทยเข้าจำหน่าย และหันไปซื้อลำไยคุณภาพจากเพื่อนบ้านแทน

เพื่อเป็นการสนับสนุน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil)

บริษัท Aarhus UnitedUK Ltd., หนึ่งในผู้ก่อตั้ง RSPO จึงให้เงินสนับสนุนบริษัท Book & Claim Limited ในการเป็นตัวแทนการซื้อขายระหว่างเกษตรกรผู้เพาะปลูกปาล์มน้ำมันและผู้ซื้อ ภายใต้ชื่อ Green Palm (www.greenpalm.org) โดยเงื่อนไขในการซื้อขายน้ำมันปาล์มผ่าน Green Palm และการได้รับอนุญาตให้ใช้ตราสินค้า Green Palm Sustainability มีดังนี้ คือ

ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มต้องได้รับการรับรองมาตรฐานการเพาะปลูกจาก RSPO
การซื้อขายผ่าน Green Palm เป็นการซื้อขายผ่าน Certificate โดยน้ำมันปาล์มดิบปริมาณ 1 ตัน มีค่าเท่ากับ Certificate 1 ใบ
ผู้ซื้อน้ำมันปาล์มดิบผ่านทาง Green Palm ต้องชำระเงินเพิ่มเป็นเงิน 2 เหรียญสหรัฐต่อน้ำมันปาล์มดิบหนึ่งตันสำหรับค่านายหน้า (Brokerage) และค่าบริจาคเพื่อสนับสนุนองค์กร RSPO โดยผู้ซื้อจะได้รับสิทธิ์ในการใช้ตราสินค้า Green Palm Sustainability กับสินค้าทุกชนิดที่ผลิตด้วยน้ำมันปาล์มที่ซื้อผ่าน Green Palm เป็นการตอบแทน
จากเงื่อนไขในการซื้อขายให้สิทธิ์ในการใช้ตราสินค้าดังกล่าวทำให้ทุกฝ่ายที่สนับสนุนได้รับประโยชน์ร่วมกัน คือ

1.เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างมีคุณภาพสามารถคัด เลือกพันธุ์ปาล์มที่ให้ผลผลิตสูงบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกได้ และรู้จักวางแผนการเพาะปลูกต้นใหม่ทดแทนต้นเก่า ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพ

2.การบุกรุกพื้นที่ผ่าฝนเขตร้อนลดลงเนื่องจากเกษตรกรรู้จักการปลูกต้นใหม่ทดแทนต้นเก่าที่ให้ผลผลิตต่ำแทนการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก

3.RSPO เป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร เงิน 1 เหรียญสหรัฐที่ได้ต่อการขายน้ำมันปาล์มดิบหนึ่งตันจะนำไปใช้สนับสนุน เกษตรกรและพัฒนาองค์กรให้เข้มแข็งต่อไป

4.ผู้ผลิตที่ได้รับตราสินค้า Green Palm Sustainable สามารถจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้นเนื่องจากมีจุดขายในการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติ และสนับสนุนอาชีพเกษตรกรและยังเป็นการรับประกันที่มาและคุณภาพของน้ำมัน ปาล์มที่ผู้ผลิตใช้อีกด้วย

การหันมาใช้น้ำมันปาล์มที่ได้มาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) หรือ Certified Palm Oil กลายเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ผลิตสินค้าที่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบทำให้ ตราสินค้า RSPO และ Green Palm Sustainability เป็นที่สนใจแก่ผู้ผลิตในสายการผลิตมากขึ้นโดยเฉพาะในทวีปยุโรปและประเทศ สหรัฐอเมริกา ตัวอย่างเช่น บริษัท Unilever NV (เนเธอร์แลนด์) หนึ่งในบริษัทที่ใช้น้ำมันปาล์มดิบมากที่สุดในโลกถึง 1.3 ล้านตันต่อไป มีโครงการที่จะเปลี่ยนมาใช้ Certificate Oil ในกระบวนการผลิตทั้งหมดภายในปี 2558 โดยร้อยละ 97 ของน้ำมันปาล์มที่ใช้มาจากการซื้อผ่าน Certificate ของ Green Palm โดยจะได้ตราสินค้า Green Palm Sustainability เพื่อเป็นการแสดงถึงความใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

RSPO ได้กำหนดหลักการ (Principles) 8 ข้อ และเกณฑ์กำหนด (Criteria) 39 ข้อ เพื่อเป็นกรอบสำหรับการผลิตปาล์มที่ยั่งยืน โดยกรอบคลุมถึงการบริหารจัดการและดำเนินงานด้านกฎหมาย ความเป็นไปได้ด้านเศรษฐกิจ ความเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม และความเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยหลักการดังกล่าว ได้แก่

ความมุ่งมั่นให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้
การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ
การปฏิบัติตามแบบแผนในด้านเศรษฐกิจและการเงิน
การใช้วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับผู้ปลูกน้ำมันปาล์มและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
ความรับผิดชอบต่อบุคลากรและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากผู้ปลูกปาล์มและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
ความรับผิดชอบต่อการพัฒนาการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ใหม่
การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมที่สำคัญ

ปัจจุบันประเทศที่ได้รับการรับรองเกณฑ์กำหนดและตัวชี้วัดตามกรอบ RSPO แล้ว ได้แก่ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ขณะที่ปาปัวนิวกินีอยู่ระหว่างการนำเสนอหลักการระดับชาติต่อ RSPO สำหรับประเทศไทย ได้เริ่มต้นให้ความรู้แก่ผู้ประกอบโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่มีการตั้งกลุ่มกันผ่านโรงงานรับซื้อปาล์มสกัดน้ำมัน โดยได้จัดตั้งคณะทำงาน หลังจากตีความหลักการและเกณฑ์กำหนด ตามกรอบ RSPO (Generic P&C) และภาคเอกชนภายในประเทศก็ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวในการขอใบรับรองว่าสินค้าของตนเป็นไปตามหลักการและเกณฑ์กำหนดของ RSPO โดยประเทศไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO ในประเภทกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยของโลกเป็นกลุ่มแรกในเดือน ตุลาคมพ.ศ. 2555 (ในประเทศอื่นเป็นการรวมกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ผ่านโรงงานอุตสาหกรรมสกัดน้ำมันขนาดใหญ่)

ประโยชน์ของหลักการและเกณฑ์กำหนด ตามกรอบ RSPO

– ให้ความสำคัญในเรื่องความยั่งยืน ทั้งการจัดการด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

– เพิ่มปริมาณและคุณภาพน้ำมันปาล์ม

– ปกป้องสิทธิพื้นฐานของเจ้าของที่ดิน คนงาน และคนในชุมชน

– สร้างโอกาสในการแข่งขันด้านการผลิต ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ พาไปเยือนกลุ่มชาวนาโครงการฟาร์มจริงใจ จากชุมชนบ้านดินเดง ต.หนองบัวบาน อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ รวมตัวกันใช้ช่องทางอินเตอร์ในการสื่อสาร และขายข้าวให้กับผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ผ่านคนกลาง

พร้อมพูดคุยกับ กานต์กนก กุ่มพรหม คุณครูจากโรงเรียนบ้านดินแดง (ลีลาประชารัฐ) ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการและหัวหน้ากลุ่มอีสานพอเพียง กล่าวที่มาของการรวมตัวว่าวิกฤตราคาข้าวตกต่ำในปี 2559 ซึ่งแม้ว่าข้าวที่เก็บเกี่ยวมาจะสวยมากแค่ไหนก็ถูกกดราคา จากกิโลกรัมละ 10-20 บาท เหลือเพียง 5 บาท ทำให้ขาดทุนหนัก จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการหันมาขายข้าวสารเองโดยไม่ผ่านคนกลาง จากการใช้โลกอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง

ก่อนจะมีเว็บไซต์ได้รวมตัวกับชาวนาในพื้นที่เพื่อหาทางออกผ่านการขายบนหน้าเฟซบุ๊กผ่านเพจที่ชื่อว่าอีสานพอเพียง (Esarnpopeang) และไลน์แอพพลิเคชั่นสำหรับการติดต่อสั่งซื้อ โดยความช่วยเหลือด้านความรู้เรื่องอินเตอร์เน็ตจากลูกชาย ชื่อ ปิยะทัศน์ กุ่มพรม ทำให้กลุ่มชาวนามีโอกาสในการติดต่อโดยตรงกับผู้บริโภคได้มากขึ้น

ต่อมาบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ติดต่อเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคในการจัดตั้งโครงการ “ฟาร์มจริงใจ” พร้อมกับเว็บไซต์ www.farmjingjai.com ซึ่งจะเป็นช่อง

จากนั้นจึงแจ้งแก่ชาวนาในโครงการเพื่อสีข้าว ช่วยให้ชาวนาเข้าถึงและจำหน่ายข้าวได้โดยตรงแก่ผู้บริโภค ทราบยอดการสั่งซื้อที่แน่นอนและมีรายได้อย่างต่อเนื่องทุกเดือน และสามารถ ขายข้าวตรงสู่ผู้บริโภค ทำให้ได้กำไรจากการขายมากขึ้น

จุดขายของข้าวที่ปลูกเป็นข้าวปลอด สารพิษ ประกอบด้วยข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวหอมนิลสุรินทร์ ข้าวไรซ์ เบอร์รี่และข้าวเหนียว เป็นข้าวคุณภาพดี หอม นิ่ม ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 26-30 บาท

คุณครูยังพาลงพื้นที่ไปดูวิธีการเกี่ยวข้าว จากแปลงข้าวที่ดูหน้าตาไม่ค่อยสะสวยนัก เนื่องจากมีปริมาณการใช้สารเคมีไม่มาก ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ถึงร้อยละ 70 และไม่เป็นพิษต่อ ผู้บริโภค รวมไปถึงการสีข้าวจากโรงสีในชุมชน พร้อมเล่าว่าข้าวที่ปลูกเพื่อส่งขายจำนวนมากตามพื้นที่ภาคกลางส่วนใหญ่มักจะใช้สารเคมีเพื่อให้ข้าวออกมาสวยงาม และผลิตผลที่สวยงาม ส่วนรูปแบบการปลูก ในพื้นที่รัตนบุรีจากการลงพื้นที่พบว่ายังเป็นการปลูกแบบอิงฟ้า อิงฝนเป็นหลัก ระบบชลประทานยังเข้าไม่ถึงในพื้นที่มากนัก ลักษณะเช่นนี้เป็นการทำนาแบบคนพื้นที่ เป็นการปลูกข้าวแบบใช้น้ำน้อย และจะปลูกได้ตามฤดูกาลเท่านั้น

ด้าน วิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุงฯ ผู้สนับสนุนโครงการกล่าวว่า ซัมซุงมีความพร้อมทั้งเครื่องมือและความรู้ที่จะช่วยเหลือชาวนาไทยจากปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เราจึงก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมแก้ไขปัญหานี้ผ่านการสนับสนุนการพัฒนาเว็บไซต์พร้อมเครื่องมือ ไอทีต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อ-ขายข้าวแก่ชาวนาไทยและจัดส่งถึงบ้านผู้บริโภคโดยไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์ใดๆ

นอกจากนี้ก็จะช่วยโปรโมตข้าวสารของโครงการผ่านแอพพลิเคชั่น กาแล็กซี กิฟต์ เพื่อเชิญชวนลูกค้าของเรามาเป็นส่วนหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาชาวนาไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันโครงการนี้ครอบคลุมแค่ชาวนาในบางพื้นที่อย่างที่จังหวัดสุรินทร์และยโสธรบางแห่ง

จากกรณีที่จะมีการย้ายสวนสัตว์ดุสิตไปยังบริเวณคลองหก ฝั่งตะวันออก ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พื้นที่ประมาณ 300 ไร่ โดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เข้ารับพระราชทานโฉนดที่ดิน เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ และสถานที่ทำงานขององค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องจากพื้นที่เดิมมีความคับแคบ มีสัตว์จำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้าชมจำนวนมาก จึงไม่เพียงพอและไม่เหมาะสมที่จะรองรับกิจการของสวนสัตว์นั้น

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายสุริยา แสนพงศ์ รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่สามารถให้ข้อมูลหรือชี้แจงในประเด็นดังกล่าวได้ ต้องรอให้บอร์ดสวนสัตว์ประชุมหารือในเรื่องนี้อย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ โดยหลังจากประชุมเสร็จน่าจะมีความกระจ่างที่ชัดเจนขึ้น ทั้งเรื่องรายละเอียดและทิศทางการดำเนินงาน แต่เบื้องต้นได้มีการสำรวจพื้นที่บริเวณคลองหกมาบ้างแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งต้องศึกษาสถานที่จัดสร้าง และศึกษาภูมิสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมกับสัตว์แต่ละชนิด โดยปกติตามหลักการทั่วไปในการย้ายสวนสัตว์นั้น จะใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 3 ปี

นายสุริยากล่าวต่อว่า ในส่วนของการเคลื่อนย้ายสัตว์นั้น ก็จะมีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ทั้งทีมสัตวแพทย์ และทีมงานที่มีความชำนาญ แบ่งการเคลื่อนย้ายสัตว์แต่ละชนิด ส่วนสวนสัตว์แห่งใหม่ก็ต้องมีการพัฒนาที่อยู่ที่ดีกว่าพื้นที่เดิม ซึ่งสัตว์ที่อยู่ในบัญชีของสวนสัตว์ดุสิตมีประมาณพันกว่าตัว มีนักท่องเที่ยวเข้าชมกว่า 2 ล้านคนต่อปี และสร้างรายได้ให้สวนสัตว์ประมาณ 120-130 ล้านบาทต่อปี

ศูนย์อุตุฯภาคใต้ฝั่งตะวันออก ประกาศเตือนภัย 6 จังหวัด รับมือความกดอากาศสูงจากจีนปกคลุกประเทศไทย กระทบภาคใต้ฝั่งตะวันออก คลื่นลมแรงในอ่าวไทย ฝนตกหนัก คลื่นซัดฝั่ง น้ำล้นตะลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 7 ธ.ค. ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา ได้ออกประกาศ ฉบับที่ 3 (176/2560) เรื่อง คลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยและฝนตก บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยและมีผลกระทบต่อภาคใต้ฝั่งตะวันออก

น.ส.พะเยาว์ เมืองงาม ผอ.ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา เปิดเผยว่า ในวันที่ 8-9 ธ.ค. ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่บริเวณ จ.นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของจังหวัดดังกล่าว ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนสะสม น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง ไว้ด้วยหนักในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก

น.ส.พะยาว์กล่าวว่า คลื่นลมในอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรงต่อเนื่อง ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมแรง และคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในวันที่ 7-11 ธ.ค.นี้

ซีจีทีเอ็น สื่อประเทศจีน รายงานว่า พบพ่อค้าปลารายหนึ่งขายฉลามอย่างเปิดเผยบริเวณตลาดแห่งหนึ่งในเมืองติดชายฝั่งอย่างชิงเต่า มณฑลซานตง ประเทศจีน

โดยส่วนมากที่พบเป็นฉลามขนาดกลางและขนาดเล็ก มีทั้งแบบสดและแบบแห้ง ราคา 20-60 หยวน/กิโลกรัมทั้งนี้ ตามกฎหมายของจีนระบุว่า การบริโภคหรือการค้าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างฉลามเป็นสิ่งต้องห้าม และเนื้อฉลามใดๆ ที่นำมาขาย จะต้องได้รับจากสำนักงานประมงท้องถิ่นแล้วเท่านั้น

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม นายประเสริฐ สรรเพชุดาญาณ ปศุสัตว์สุรินทร์ เปิดเผยว่า ได้แจ้งเตือนเกษตรกรให้ระวังโรคปาก และเท้าเปื่อยระบาดในโค กระบือ เป็ด ไก่ ช่วงหน้าหนาว ควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ และนำมาฉีดวัคซีนป้องกันโรค หากพบมีสัตว์ป่วย หรือมีอาการผิดปกติให้รีบแจ้งปศุสัตว์อำเภอ และจังหวัด เพื่อเข้าไปตรวจสอบควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ในช่วงนี้ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว จึงเตือนเกษตรกรให้ระมัดระวังโรคปาก และเท้าเปื่อยระบาดในสัตว์เลี้ยงโค กระบือ ซึ่ง จ.สุรินทร์

มีเกษตรกรเลี้ยงอยู่กันเป็นจำนวนมาก โดยช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว เป็นช่วงที่มีอากาศเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดในสัตว์ได้ง่าย จึงแนะนำให้เกษตรกรควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพสัตว์เลี้ยงของตนเอง ทั้งให้หมั่นทำความสะอาดเล้า และโรงเรือนอยู่เสมอ โดยช่วงนี้ทางปศุสัตว์จังหวัดได้เร่งออกให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่แล้ว หากเกษตรกรรายใดยังไม่ได้นำโค กระบือ มารับการฉีดวัคซีน ให้เร่งนำมารับการฉีดวัคซีนโดยเร่งด่วน หรือหากเกษตรกรรายใดพบว่าโค กระบือ มีอาการป่วยผิดปกติ ยืนซึม น้ำลายฟูมปาก มีแผลบริเวณปาก และกลีบเท้า ให้สงสัยว่าป่วยเป็นโรคปาก และเท้าเปื่อย และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือจังหวัด เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปตรวจสอบควบคุมโรคโดยเร็ว

“ส่วนโรคระบาดในสัตว์ปีก มีเป็ด และไก่ เกษตรกรควรเฝ้าระวังในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากในขณะนี้ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว และมีฝนตกในบางพื้นที่ จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด อ่อนแอลง และภูมิคุ้มกันโรคลดลง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดในสัตว์ปีกขึ้นได้ เกษตรกรควรให้วัคซีนป้องกันโรคที่สำคัญในสัตว์ปีกที่แข็งแรง เช่น วัคซีนป้องกันโรคนิวคาสเซิล และหลอดลมอักเสบ อหิวาต์สัตว์ปีก ฝีดาษ เป็นต้น” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐกล่าวอีกว่า ขอเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ อย่าได้นำสัตว์ที่ซื้อ หรือแลกเปลี่ยนมาจากพ่อค้าตามตลาดนัด โค กระบือ ที่ไม่ผ่านการตรวจโรคจากเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ไปเลี้ยงรวมกับฝูงจนกว่าจะได้รับการตรวจ หรือไม่แน่ใจว่าสัตว์ดังกล่าวที่นำมานั้นปลอดจากโรคหรือไม่ หากสัตว์ดังกล่าวมีอาการป่วย หรือติดเชื้ออาจจะนำไปแพร่ระบาดสู่สัตว์ตัวอื่น สร้างความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงได้

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (WTO) และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เป็นผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 11 การประชุมนี้เป็นกลไกการตัดสินใจระดับสูงสุดของWTO ซึ่งจัดประชุมทุก 2 ปี เพื่อให้รัฐมนตรีสมาชิก WTO จำนวน 164 ประเทศ ได้ร่วมกันทบทวนการทำงานของ WTO และมีข้อตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ครั้งนี้มีอาร์เจนตินาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ณ กรุงบัวโนสไอเรส ระหว่างวันที่ 10 – 13 ธันวาคมนี้

นางอรมน กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ จะครอบคลุมหลายประเด็น เช่น เรื่องการจัดทำกฎระเบียบการค้าสินค้าเกษตร กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการอุดหนุนประมง การกำกับดูแลการใช้กฎระเบียบภายในประเทศด้านการค้าบริการ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย(เอสเอ็มอี) การขยายเวลาการยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรกับการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และการต่ออายุ การยกเว้นการฟ้องร้องกรณีพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา แม้สมาชิกจะไม่ได้กระทำผิดความตกลง เป็นต้น

นางอรมน กล่าวอีกว่า การประชุมนี้จัดขึ้นในช่วงที่การค้าโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากกระแสต่อต้านโลกาภิวัฒน์และการปกป้องทางการค้า จึงเป็นการร่วมมือกันของสมาชิก WTO ที่จะแสดงความเชื่อมั่นต่อระบบการค้าพหุภาคี ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ไทยได้ผลักดันผลการประชุมไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์กับประเทศ โดยไทยในฐานะผู้ส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญของโลก จะร่วมกับกลุ่มผู้ส่งออกสินค้าเกษตร (กลุ่มเครนส์) สนับสนุนให้สมาชิก WTO ลดการอุดหนุนภายในสินค้าเกษตรที่บิดเบือนการค้า เพื่อทำให้การแข่งขันในตลาดโลกมีความเป็นธรรมมากขึ้น และไทยยังสนับสนุนให้สมาชิก WTO ยกเลิกการอุดหนุนประมงที่ก่อให้เกิดการทำประมงเกินขนาด เกินศักยภาพการผลิต และการอุดหนุนประมงผิดกฎหมายและไร้การควบคุม (IUU) ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ และขอให้คงการปฏิบัติที่พิเศษและแตกต่างแก่ประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการส่งเสริมเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับในการประชุมครั้งที่ 11 นี้มีความเป็นไปได้สูงที่ผลการประชุมจะผนวกเร่งขยายเวลาการยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากรกับการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และการต่ออายุ การยกเว้นการฟ้องร้องกรณีพิพาทเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แม้มิได้มีการละเมิดความตกลงทรัพย์สินทางปัญญา จนถึงการประชุมครั้งที่ 12 ส่วนการประชุมนี้ในครั้งที่ 9 ที่ประชุมประสบความสำเร็จในการจัดทำความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้า และในการประชุมครั้งที่ 10 ประสบความสำเร็จในเรื่องการยกเลิกการอุดหนุนส่งออกสินค้าเกษตร

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า career-evolution.net ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาปาล์มน้ำมัน โดยจะเพิ่มเป้าหมายการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบจากปัจจุบันส่งออกประมาณเดือนละ 60,000 ตัน เพิ่มเป็น 100,000 ตัน และให้กระทรวงพลังงานนำไปบริหารจัดการเพิ่มปริมาณการใช้เป็นพลังงานทดแทนไบโอดีเซลอีกเดือนละ 100,000 ตัน จะช่วยลดน้ำมันปาล์มในสต๊อกลงเดือนละ 200,000 ตัน จากสต๊อกที่มีอยู่ในขณะนี้ประมาณ 500,000 ตัน ภายใน 1-2 เดือนนี้ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำข้อสรุปที่ชัดเจนภายในวันที่ 11 ธ.ค. นี้ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ เมื่อดึงสต๊อกน้ำมันปาล์มออกไปเดือนละ 200,000 ตัน จะช่วยให้ราคาผลปาล์มดิบขยับขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 3.40-3.50 บาท ไปถึงราคาเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่กิโลกรัมละ 3.80 บาท ซึ่งจะต้องเห็นผลภายใน 2 เดือน รัฐบาลตั้งใจจะทำให้ราคาปาล์มน้ำมันขยับขึ้นโดยเร็วที่สุด และต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกฝ่าย ซึ่งในปีนี้ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันมีจำนวนมากกว่าปกติ ทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นตามไปด้วย สำหรับตลาดส่งออกในขณะนี้คือ จีนและอินเดีย อย่างไรก็ตาม สั่งการให้ทูตพาณิชย์เร่งหาตลาดน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มเติมด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมภาคเอกชนที่ส่งออกน้ำมันปาล์มดิบได้ให้ข้อมูลว่า มีศักยภาพที่จะเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบได้ถึง 100,000 ตัน แต่ติดขัดปัญหาเรื่องเรือ และรถขนถ่ายที่จะใช้ขนส่งน้ำมันปาล์มดิบ โดยนายสมคิด สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชน จะได้เร่งผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบให้ได้ 100,000 ตัน ภายในสิ้นปีนี้

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. เพิ่มขึ้นทุกตัว สูงสุดรอบ 33 เดือน มั่นใจเศรษฐกิจปี61 ดี อนาคตสดใส ดันดัชนีความสุขล้น 80.5

นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนพฤศจิกายน 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยดัชนีเทียบเดือนตุลาคม 2560 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 78 จาก 76.7 สูงสุดในรอบ 33 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 52.8 จาก 52 และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต

เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 88.8 จาก 87.2 ซึ่งสูงสุดในรอบ 55 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 สะท้อนความเชื่อมั่นผู้บริโภคเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นในอนาคต ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 65.2 จาก 64.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำ เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 72.7 จาก 71.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 96.1 จาก 94.4 สูงสุดในรอบ 34 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 สะท้อนว่าผู้บริโภคเห็นว่ารายได้ของตนใน 6 เดือนข้างหน้าจะปรับเข้าสู่ระดับปกติได้ที่ระดับ 100 ซึ่งคาดว่าจะเป็นในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า ตามแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น และไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเข้ามา

นายธนวรรธน์กล่าวว่า ดัชนีทุกตัวที่เพิ่มขึ้น ได้รับอานิสงส์สำคัญจากมาตรการช้อปช่วยชาติ ที่หมุนเศรษฐกิจให้คึกคัก โดยเฉพาะการจับจ่ายของชนชั้นกลาง และมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งคนฐานรากได้ประโยชน์ ประกอบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยรวมถึงการส่งออกดีเกินคาด ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ดีขึ้นเป็นลำดับและเป็นขาขึ้น และเมื่อรัฐบาลมีนโยบายเน้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ประชาชนที่รายได้ไม่สูง และแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรดึงราคาให้ขึ้นได้ จะส่งผลให้บรรยากาศจับจ่ายช่วงปีใหม่คึกคัก เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยภาคเอกชนสมาชิกหอการค้าาไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนในไตรมาส 2 ปีหน้า อย่างไรก็ตามดัชนีฯในเดือนพฤศจิกายนอาจสูงกว่านี้ได้แต่ยังติดที่มีปัจจัยลบเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ยังทรงตัวในระดับต่ำ และสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่

หลังศาลตัดสินมาเกิดปัญหามีการสลับเปลี่ยนไม้กฤษณาของกลาง

จากมูลค่าของไม้รวม 65 ล้านบาท กลายเป็นไม้เกรดต่ำแค่หมื่นกว่าบาท โดยช่วงขอไม้ของกลางคืนนั้น นายสุเวช ลูกน้องผมได้ร้องขอคืนของกลางตามระเบียบหลายครั้ง ระหว่างตำรวจ สภ.ควนมีดกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 (สงขลา) ตอนแรกไม่มีใครให้คำตอบถึงของกลางที่ชัดเจน กระทั่งมีการนัดตรวจรับของกลางที่อ้างว่าส่งเก็บไว้ที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 (สงขลา) เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2560 เวลาประมาณ 11.00 น. พวกผมจึงเดินทางไปเพื่อรับไม้กฤษณาคืน เมื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้และตำรวจ สภ.ควนมีด ตรวจของกลางและส่งมอบคืน ปรากฏว่าไม่ใช่ไม้กฤษณาของผมที่ถูกยึดไป แต่เป็นเศษไม้กฤษณามีสีขาว ราคาถูกน้ำหนักชั่ง 7.8 กิโลกรัมเท่านั้น นายสุเวชจึงไม่รับคืน

นายอัมราญ กล่าวอีกว่า รูปพรรณไม้ของผมกับที่เอามาคืนมันคนละอย่าง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ควนมีดที่ตรวจนับยังบอกเลยว่า ไม้ของกลางที่ป่าไม้เอามาคืนไม่ใช่ของกลางที่ยึดไป ตำรวจยืนยันว่าไม่ใช่ ส่วนผมตอนนั้นยอมรับไม่กล้าพูดอะไรออกมา รู้ว่าขบวนการยักยอกไม้ของกลางและสับเปลี่ยนของกลางมีหลายคน ของผมมีมูลค่า 65 ล้านบาท แต่ที่ป่าไม้เอามาคืนราคาแค่หมื่นกว่าบาท เมื่อก่อนผมเคยขายไม้กฤษณาชั้นเยี่ยมตัวเดียว 2-3 ล้านก็เคยขายมาแล้ว แต่ของกลางผมกลับหายไปหมด คำสั่งศาลก็ให้คืนของกลาง ถ้าจะให้ผมไปฟ้องแพ่งผมก็ต้องหาเงินไปเป็นค่ามัดจำศาลอีก ใช้เวลาอีกมากมายในขั้นตอนของศาล ถ้าเป็นชาวบ้านเจออย่างนี้จะเอาอะไรไปสู้คดี

ของกลางผมหายไปหมด ผมมีแค่รูปถ่ายของจริงยืนยันเท่านั้น ถ้าต่อสู้ทางคดีต้องใช้เงิน ต้องร้องเรียนไปเรื่อยๆ ตอนจับลูกน้องผมนั้นรวดเร็วมาก แต่ผมรอถึง 2 ปี ในการต่อสู้คดีไม้ของกลางและได้คืนกลับมา ด้วยอิทธิพลมืดที่ทำให้ผมเวลานี้ไม่สามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.ปัตตานี ของผมได้ ผมต้องเก็บตัวเงียบ บางวันต้องอาศัยนอนในรถยนต์ที่ปั๊มน้ำมัน แล้วระหว่างนี้ผมต้องหาเงินจากการค้าขายไปด้วย เจ้าหนี้มารุมล้อมผม ลูกจ้างผมก็รอผมคืนเงินค่าจ้างŽ

นายอัมราญกล่าวต่อว่า รู้สึกท้อแท้มาก งานการไม่เหมือนเดิม เจ้าหนี้ก็ไม่เชื่อใจ กลายเป็นคนถูกบอกว่าหลบหนี หลอกลวงเจ้าหนี้

ทุกวันนี้ที่ต่อสู้เพราะยังเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารประเทศ แต่เข้าใจท่านนายกฯทำงานคนเดียวไม่ทัน ต้องมีคนช่วยทำงานรอบข้าง ที่สำคัญผมเข้าไปไม่ถึงนายกฯ หากมีโอกาสอยากเรียนชี้แจง ยิ่งตอนไปรับไม้ของกลาง ผมยังนัดเจ้าหนี้ด้วยซ้ำให้มารอรับเงินได้เลยจะเอาไปขาย แต่พอเห็นของกลางแล้วไม่ใช่ ผมไปลงบันทึกประจำวันกับตำรวจว่าไม่ใช่ ตอนนี้ผมเร่ร่อนออกจากบ้านมาเกือบสองปี ไม่กล้าเจอหน้าลูกน้อง บางคนเข้าใจหาว่าผมตัดช่องน้อยแต่พอตัว ผมอยากไปฟื้นฟูกิจการทั้งโรงพิมพ์ที่เคยทำไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษเมื่อ 80 ปีที่แล้ว และอีกไม่กี่วันที่ดินที่ตั้งโรงพิมพ์ก็กำลังถูกธนาคารยึดแล้วŽ นายอัมราญกล่าว

รายงานข่าวเผยว่า ก่อนหน้านี้เมื่อ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายอัมราญ ฮาราบี เข้าพบ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รรท.รอง ผบ.ตร.และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมยื่นหนังสือร้องทุกข์จำนวน 1 ชุด 16 หน้า นำเสนอต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ที่ไม่คืนไม้ของกลางตามคำสั่งศาลจังหวัดนาทวี มีพฤติการณ์ยักยอกไม้แก่นกฤษณาของกลางน้ำหนัก 13 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 65 ล้านบาท โดย พล.ต.อ.วิระชัยได้รับเรื่องร้องเรียน พร้อมส่งเรื่องไปยังฝ่ายเลขานุการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงรับคำร้องตามหนังสือร้องทุกข์เลขที่ลงรับ ตร.ที่ 1137 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 เพื่อนำเสนอถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามขั้นตอน เพื่อดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ชัดเจนต่อไป โดยทางเจ้าหน้าที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ความจริงปรากฏแก่สังคมและส่วนรวมอย่างแท้จริง

นายชาญชัย กิจศักดาภาพ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ และผู้เชี่ยวชาญการตรวจพิสูจน์ไม้ กรมป่าไม้ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2559 มีพนักงานสอบสวน จากสภ.ควนมีด ได้นำไม้ของกลางที่อยู่ในกระเป๋า 2 ใบ และลังกระดาษ 1 ลัง มาส่งที่สำนักงานทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 แล้วบอกว่าขอให้ตรวจพิสูจน์ว่าเป็นไม้กฤษณาหรือไม่ หากเป็นไม้กฤษณา ประชาชนสามารถครอบครอบได้จำนวนเท่าไร ตนในฐานะผู้ที่ผ่านการอบรมเรื่องการตรวจพิสูจน์ไม้ก็ได้นำไปตรวจพิสูจน์ และทำหนังสือตอบกลับว่า เป็นไม้กฤษณาจริง ประชาชนสามารถครอบครองได้ไม่เกินครัวเรือนละ 0.5 กิโลกรัม แต่หากเป็นไม้ขึ้นในป่า จะมีสถานะเป็นไม้หวงห้าม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีหนังสือมาที่สำนัก 13 อีกครั้งว่าระหว่างที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีนั้นจะให้ป่าไม้เป็นผู้เก็บรักษาของกลางเอาไว้ก่อน ตามข้อตกลงร่วมกันเรื่องการเก็บของกลางในส่วนของคดีป่าไม้ ทางสำนัก 13 จึงนำไปเก็บเอาไว้ที่หน่วยรักษาป่า นาทวี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุ

“หากจะเกิดความผิดพลาดในส่วนของป่าไม้ก็คงผิดพลาดตรงนี้ ระหว่างที่เรารับมอบของกลางจากตำรวจเพื่อนำไปเก็บไว้ที่นาทวีนั้น เราไม่ได้ทำบันทึกส่งมอบกัน จนกระทั่งผ่านไป 2 ปี ปรากฏว่าเจ้าของไม้เป็นฝ่ายชนะคดี เพราะตำรวจไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าไม้กฤษณาดังกล่าวเป็นไม้ที่นำออกมาจากป่า ทางตำรวจก็ทำหนังสือมาที่สำนักเพื่อขอของกลางคืน ครั้งแรกที่ไปรับของกลางคืนนั้นเจ้าของปฏิเสธ บอกว่าไม่ใช่ไม้ของตัวเอง จึงไม่มีการรับมอบกัน ต่อมาวันที่ 21 พฤศจิกายน มีคำสั่งจากสำนักให้ผมในฐานะพยาน เพื่อเปิดและส่งมอบของกลางอีกครั้ง ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ไม้กฤษณาหากทิ้งไว้นานๆ เนื้อไม้จะแห้งลง ตอนที่ตรวจวันแรกนั้น เนื้อไม้มีสีน้ำตาลเข้มและมีลายขาวของเยื่อไม้ วันที่ส่งมอบของคืนนั้นไม้กลับมีสีซีดลง มีสีขาวเป็นส่วนใหญ่ มีลักษณะผุเปื่อย บางส่วนฉีกขาดออกมา เมื่อส่งมอบแล้วก็ได้มีการลงบันทึกประจำวันเอาไว้” นายชาญชัยกล่าว

เมื่อถามว่า ตอนที่ตรวจพิสูจน์มีการตรวจละเอียดแค่ไหนในความเป็นไม้กฤษณา เช่นไม้เกรดอะไร นายชาญชัยกล่าวว่า ไม่ได้ตรวจขนาดนั้น แค่พนักงานสอบสวนถามว่าเป็นไม้กฤษณาหรือไม่ ก็ตอบว่า เป็นไม้กฤษณา ส่วนเรื่องเกรด ราคา นั้นเป็นเรื่องของตลาดการค้า ในความรู้ทั่วไปของตน ไม้กฤษณามี 4 เกรด ดีที่สุดคือ สีน้ำตาล ออกดำ จมน้ำ เพราะมีมวลเยอะ ราคาแล้วแต่ตกลงกันในตลาดอาจจะ 1.5-3 หมื่นบาท ที่เหลือราคาก็ลดหลั่นลงมาตามลำดับ

เมื่อถามว่า มีการกล่าวหาว่าไม้ถูกเปลี่ยนจริงหรือไม่ นายชาญชัยกล่าวว่า ข้อนี้ก็ต้องพิสูจน์กันไป ก็ให้ความเห็นในฐานะนักวิชาการ หากมีการฟ้องร้องกันต่อก็คงต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์กันต่อ

กรมอุตุฯเผยภาคใต้ฝนยังหนักต่อเนื่อง ส่วนใต้ฝั่งตะวันออกเตือน 6 จังหวัดรับมือความกดอากาศสูงจากจีนปกคลุมไทย คลื่นลมแรงในอ่าวไทย คลื่นซัดฝั่ง น้ำล้นตะลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ระบะว่า ภาคใต้ยังมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย โดยเฉพาะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง และสงขลา สถานการณ์นี้มีต่อเนื่องจนถึงวันที่ 8 ธ.ค.60 หลังจากนั้นในช่วงวันที่ 9-11 ธ.ค. จะมีฝนตกหนักบางพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยยังต้องเฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ฝนตกสะสมที่ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งไว้ด้วย พื้นที่ที่มีน้ำท่วมอยู่แล้วต้องเฝ้าระวังต่อไปอีก

ส่วนอ่าวไทยและทะเลอันดามันคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง และประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย สำหรับประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส กับมีหมอกบางในตอนเช้า แต่ยังคงมีอากาศเย็นในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงหนือ และภาคกลาง

ด้าน ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา ออกประกาศ ฉบับที่ 3 (176/2560) เรื่อง คลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยและฝนตก บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนอีกระลอกหนึ่งจะแผ่เสริมลงมา ปกคลุมประเทศไทยและมีผลกระทบต่อภาคใต้ฝั่งตะวันออก

น.ส.พะเยาว์ เมืองงาม ผอ.ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา เปิดเผยว่า วันที่ 8-9 ธ.ค. ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่บริเวณ จ.นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ปัตตานี ยะลา และ จ.นราธิวาส ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของจังหวัดดังกล่าว ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนสะสม น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง ไว้ด้วยหนักในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก”

น.ส.พะยาว์ เปิดเผยว่า คลื่นลมในอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรงต่อเนื่อง ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลระมัดระวังอันตรายที่เกิดจากลมแรง และคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในวันที่ 7-11 ธ.ค.60

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการพบปะและประชุมร่วมกับแกนนำและตัวแทนชาวสวนยางจากสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ และสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) ซึ่งมีจำนวนกว่า 30 คน รวมถึงมีนายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมด้วย ที่กระทรวงเกษตรฯ ว่า ทางตัวแทนชาวสวนยางมีข้อเสนอใหม่ 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ขอให้มีตัวแทนชาวสวนยางชายขอบ ซึ่งเป็นคนตัวเล็กตัวน้อย มีส่วนร่วมกับการกำกับดูแลยาง ตรงนี้ทางกระทรวง จะรับต่อท่อว่าจะเป็นอย่างไรได้บ้าง ทำได้มากน้อยแค่ไหน ในการร่วมกับคณะกรรมการด้านยางระดับสูงขึ้นไป เช่น กยท. และคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

2. ขอให้ตัวแทนชาวสวนยางเข้าไปมีส่วนร่วมเสนอกลยุทธ์ ในยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ของ กยท. เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีผลสัมฤทธิ์ ทำได้จริง และเป็นประโยชน์กับเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อย และ 3. ขอให้มีการปรับระเบียบภายใน กยท. เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 มาตรา 49 (5) ซึ่งระบุว่าให้นำเงินค่าธรรมเนียมพิเศษในการส่งออกยางพารา (เงินเซส) ไม่เกิน 7% เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง โดยเสนอแก้ระเบียบนี้ ให้เกษตรกรชวนยางที่สมัครใจสามารถจ่ายเงินเป็นสวัสดิการแก่ตัวเองได้ด้วย ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการสงเคราะห์

“ทั้ง 3 ประเด็นนี้ กยท.รับไปดูและจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ กยท. ด้วย และต้องไปดูว่าจะสามารถทำได้หรือไม่อย่างไรบ้าง นอกจากนี้ ที่ประชุมครั้งนี้ได้ข้อตกลงร่วมกันว่าจะตั้งคณะทำงานร่วมกัน ซึ่งมีตัวแทนกระทรวงเกษตรฯ ชาวสวนยาง และหน่วยงานอื่นๆ ร่วมด้วย โดยได้เตรียมแต่งตั้ง นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ที่กระทรวงจะเสนอชื่อเป็นเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ในเร็วๆ นี้ เป็นประธานคณะทำงานร่วมกับเกษตรกรเพื่อร่วมแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และดูแลแนวทางที่ทางเกษตรกรเสนอมาทั้งหมด รวมถึงให้ทบทวนงานวิจัยและพัฒนาให้เกิดความชัดเจนที่จะพัฒนาชาวสวนยางรายย่อยให้เกิดความยั่งยืน”นายลักษณ์กล่าว

นายลักษณ์ กล่าวถึงข้อซักถามของผู้สื่อข่าวว่าการเข้ามารับตำแหน่งรมช.เกษตร รู้ปัญหาเกี่ยวกับราคายางร่วงหรือยังว่าเกิดจากปัจจัยภายนอก ภายในประเทศ หรือปัญหาการเมือง ว่า เรื่องของปัญหาราคายางพาราขณะนี้ขออนุญาตไม่ขอตอบ เพราะไม่อยากให้ยางพาราเป็นพืชทางการเมือง อยากให้ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่วนว่าในอนาคตราคายางพาราจะถึง 60 บาทต่อกิโลกรัม (ก.ก.) หรือไม่ ก็ต้องรอดูก่อน

นายลักษณ์ กล่าวอีกว่า ทางตัวแทนชาวสวนยางมีข้อเสนออีก ซึ่งเป็นเรื่องดีๆ ทั้งสิ้น ได้แก่ ต้องการปฏิรูปเกษตรชาวสวนยาง สามารถพึ่งพาตัวเองได้ พอเพียง และลดการช่วยเหลือจากภาครัฐ, ปฏิรูปสวนยาง ด้วยการเพิ่มพืชอื่นๆ เข้าในพื้นที่ปลูกยาง เพื่อลดการพึ่งพาจากยางพาราเพียงอย่างเดียว, ปฏิรูปการผลิต และการแปรรูปยาง ให้รายย่อยสามารถรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ชาวสวนยาง เพื่อให้สามารถรวบรวบแปรรูปยางสร้างมูลค่าเพิ่มและทำการตลาดได้ และปฏิรูปการตลาด ด้วยการให้รัฐเขามาสนับสนุนชาวสวนยางในการลดพื้นที่ปลูกยางพาราลง ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ดึงดูด และส่งเสริมให้มีการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น

ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำเป็นเผือกร้อนที่รัฐบาลต้องเร่งหาทางออก หากทำได้นอกจากเกษตรกรและคนในระดับรากหญ้าจะมีรายได้ ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นแล้ว ยังช่วยปลุกกำลังซื้อในต่างจังหวัดปิดจุดอ่อนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง

ขณะเดียวกันก็จะลดแรงกดดันทางการเมือง และการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐแก้ปมสินค้าเกษตรปัญหาคลาสสิกทุกยุคสมัย เพราะล่าสุด ชาวสวนยางภาคใต้เพิ่งออกโรงจี้ให้รัฐเร่งแก้ปัญหาราคายางที่ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง

เท่ากับ ครม.ประยุทธ์ 5 มีงานรอให้สะสางตั้งแต่รัฐมนตรีใหม่ยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งเป็นทางการ ที่สำคัญนอกจากยางพาราแล้วชาวสวนปาล์มก็กำลังเดือดร้อนและต้องการให้รัฐช่วยเหลือ จากราคาผลผลิตปาล์มมีแนวโน้มตกต่ำลง ขณะที่สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบสูงเป็นประวัติการณ์ 5 แสนตัน จากปกติ 2-3 แสนตัน

ส่วนข้าวนาปีปีการผลิต 2560/2561 ซึ่งทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น แม้จะมีหลายมาตรการดูแลช่วยเหลือ พยุงราคาข้าวเปลือกไม่ให้ตกต่ำ แต่ตัวแปรสำคัญคือทิศทางราคาข้าวในตลาดโลก จึงไม่อาจคาดหวังได้ว่าแม้ปัจจัยลบสต๊อกข้าวรัฐถูกระบายออกไปทั้งหมดแล้ว จะดันราคาข้าวในตลาดให้สูงขึ้น

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตระหนักและให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยระบุว่า 3 เดือนจากนี้ไปจะเร่งดูแลแก้ไขปัญหาราคาพืชผลตกต่ำให้ลุล่วง พร้อมยืนยันหลังผ่านพ้น 3 เดือนแรกทิศทางราคาสินค้าเกษตรจะดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคายางพาราที่ตกต่ำมายาวนาน

ที่ผ่านมาแม้รัฐจะออกมาตรการช่วยเหลือแต่ผลในทางปฏิบัติยังแทบไม่มี สาเหตุหลักมาจากราคายางในตลาดโลกยังอยู่ในช่วงขาลง ความต้องการใช้ยางของประเทศผู้ใช้ยังไม่เพิ่มขึ้น สวนทางกับปริมาณการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น จากการขยายพื้นที่ปลูกยางทั้งในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้าน

ไม่ต่างไปจากพืชผลการเกษตรอีกหลายชนิดที่ปัญหามักเกิดจากปริมาณผลผลิตมีมากกว่าความต้องการของตลาด การจัดการซัพพลายให้สมดุลกับดีมานด์จึงเป็นเรื่องที่รัฐต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจกำหนดนโยบายด้านการผลิต แปรรูป และการตลาดพืชผลการเกษตรทั้งระบบ ควบคู่กับนำเทคโนโลยี นวัตกรรมมาปรับใช้ สร้างอนาคตใหม่ให้ภาคการเกษตรไทย

เบื้องต้นอาจเริ่มลงมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างจริงจัง ผลักดันราคายางบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสวน ก่อนขยายผลสู่พืชเกษตร สัตว์เศรษฐกิจสำคัญ ๆ ให้มีโมเดลการผลิต การป้องกัน แก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะยาว สร้างความเชื่อมั่น สร้างหลักประกันให้กับเกษตรกรทั้งประเทศให้ได้ เศรษฐกิจฐานรากจึงจะแข็งแกร่ง มั่นคง และยั่งยืนได้

นักศึกษาปริญญาเอก สกว. พิชิตรางวัลดีเด่นสาขาพืชสมุนไพรจากงานวิจัยการเพิ่มสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในเห็ดถั่งเช่าสีทอง ในงาน “พืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ที่เพาะเลี้ยงในอาหารแข็งธัญพืช ซึ่งมีสรรพคุณในการสร้างภูมิต้านทานและป้องกันโรคสำคัญหลายโรค โดยเฉพาะต้านเซลล์มะเร็งและเนื้องอก โรคหัวใจ

ผศ. ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดการประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ภายใต้หัวข้อ “พืชสวนไทยก้าวหน้าด้วยพระบารมี” ซึ่งจัดโดยสมาคมพืชสวนแห่งชาติ ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ว่าเพื่อน้อมรำลึกแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ผู้ทรงเป็น “กษัตริย์นักเกษตรกรรม” การทรงงานหนักอย่างไม่คำนึงถึงความเหนื่อยยากของพระองค์สามารถช่วยพัฒนาการเกษตรของไทยให้ยั่งยืน อีกทั้งพระองค์ยังทรงวางแนวทางไว้อย่างเรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพสูง เนื่องด้วยข้อมูลที่รอบด้าน จนนำไปสู่การปรับปรุงเกษตรกรรม เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศได้อย่างเป็นผลสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยรวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนักวิจัยรุ่นใหม่กับนักวิจัยอาวุโส ผู้ประกอบการทางด้านพืชสวนและเกษตรกร

ภายหลังการเปิดงานซึ่งมี ดร.สุชาติ เมืองแก้ว รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นประธานในพิธี ผู้ร่วมงานได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย การบรรยายพิเศษจากวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ การเสวนา การนำเสนอบทความทางวิชาการ การแสดงนิทรรศการ และการทัศนศึกษาดูงานทางด้านพืชสวน อันก่อให้เกิดการเสริมสร้างองค์ความรู้และเป็นประโยชน์แก่คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการ โดยมีการแลกเปลี่ยนความรู้ใน 10 สาขา คือ สาขาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวพืชสวน สาขาพืชผัก สาขาไม้ดอกไม้ประดับ สาขาไม้ผล สาขาสมุนไพร สาขาการจัดการดินและปุ๋ย สาขาเครื่องจักรกลการเกษตร สาขาอุตสาหกรรมเกษตร สาขาป้องกันกำจัดศัตรูพืชและสาขาอื่น ๆ ซึ่งมีการนำเสนอภาคบรรยายและภาคโปสเตอร์รวมทั้งสิ้น 190 ผลงาน

สำหรับผลงานเด่นในสาขาพืชสมุนไพร นายณัฐพงษ์ สิงห์ภูงา njcarpet-cleaning.com นักศึกษาปริญญาเอก ทุนพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) ของ สกว. ได้รับรางวัลดีเด่นจากการนำเสนอผลงานในหัวข้อเรื่อง “การผลิตสารคอร์ไดเซปินและอะดีโนซีนในเห็ดถั่งเช่าสีทองที่เพาะเลี้ยงในอาหารแข็งธัญพืช” ซึ่งผลงานดังกล่าวมีความน่าสนใจและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เนื่องจากเห็ดถังเช่าสีทองมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ คือ สารคอร์ไดเซปิน ที่มีสรรพคุณในการป้องกันและรักษาโรค เช่น ช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือด เสริมพลังให้กับร่างกาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาว สามารถต้านเชื้อแบคทีเรียก่อโรคได้หลายชนิด ทำให้ร่างกายไม่ติดเชื้อโรคได้ง่าย มีฤทธิ์บำรุงไต สร้างภูมิต้านทานโรค ต้านเซลล์มะเร็งและเซลล์เนื้องอก ป้องกันโรคหอบหืด วัณโรค โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคตับอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง โรคหัวใจ รวมถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนโลหิต เป็นต้น

นักวิจัย พวอ.-สกว. ระบุว่าจากความสำคัญดังกล่าวทำให้ตนสนใจที่จะศึกษาสูตรอาหารสำหรับเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทอง เพื่อให้ได้ผลผลิตและให้มีการผลิตสารคอร์ไดเซปินในปริมาณที่สูง จากผลการทดลองพบว่าผู้วิจัยประสบความสำเร็จในการค้นพบสูตรอาหารที่สามารถทำให้เกิดสารคอร์ไดเซปินและสารอะดีโนซีนในเห็ดถั่งเช่าสูงที่สุด ซึ่งทำการวิเคราะห์ผลด้วยเครื่องมือแยกสารประกอบ HPLC (High Performance Liquid Chromatography) พบว่ามีค่าสูงถึง 9,350.13 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และ 1857.26 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ

ทั้งนี้ การประชุมทางวิชาการพืชสวนแห่งชาติในปีนี้ได้รับความร่วมมือทางวิชาการและการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานรัฐ องค์การมหาชน ประกอบด้วย สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และภาคเอกชนต่าง ๆ ในการสนับสนุนการจัดงาน สำหรับการจัดประชุมพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพในปีต่อไป

น้ำมันปาล์มได้จากการสกัดผลของต้นปาล์มน้ำมัน (Oil Palm) ซึ่งปาล์มน้ำมันหนึ่งผลจะมีส่วนที่เป็นน้ำมันอยู่ถึงร้อยละ 50 ปาล์มน้ำมันจึงเป็นพืชที่ให้ผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่สูงน้ำมันปาล์มสามารถนำมา ใช้และแปรรูปได้หลากหลายทั้งในอุตสาหกรรมอาหารได้แก่ น้ำมันพืช เนยมาการีนและในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตสบู่ ตัวทำละลายและเป็นสวนผสมในการผลิตไบโอดีเซล ปาล์มน้ำมันจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญซึ่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรใน ภูมิภาคเอเชีย, แอฟริกาและอเมริกาใต้ สร้างรายได้ให้คนกว่า 4.5 ล้านคนต่อปี

แม้ว่าปาล์มน้ำมันจะเป็นพืชที่ให้ผลผลิตต่อพื้นที่สูงสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นจำนวนมาก แต่การขยายพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันอย่างรวดเร็วทำให้ พื้นที่ป่าฝนเขตร้อนในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียถูกทำลายเป็นจำนวนมากส่ง ผลกระทบต่อสัตว์ป่า พันธุ์พืชและคุณภาพดิน โดยลิงอุรังอุตังในป่าฝนของอินโดนีเซียลดจำนวนลงจาก 31,500 ตัว เหลือเพียง 50,000 ตัวในระยะเวลาเพียง 12 ปี และจากการสำรวจโดยองค์กรอนุรักษ์ป่าไม้และพิทักษ์สัตว์ป่า ประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียจะสูญเสียพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนกว่าร้อยละ 98 ภายใน 15 ปี ถ้าไม่มีการควบคุมการแผ้วถางป่าเพื่อเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน

จากปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดังกล่าว องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF,World Wide Fund for Nature) บริษัท Aarhus United Uk Ltd., (ประเทศอังกฤษ) บริษัท Karlshamns AB (ประเทศสวีเดน) MalaysianPalmOilAssociation (MPOA) บริษัท Migros Genossenschafts Bund (สวิตเซอร์แลนด์) และ บริษัท Unilever NV (เนเธอร์แลนด์) จึงก่อตั้งองค์กรเพื่อการเจรจาสำหรับการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (RSPO, Roundtable on Sustainable Palm Oil)

ขึ้นในปี 2004 โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าและการรุกรานพื้นที่ของคนใน ชนบทเพื่อรักษาผืนป่าและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการผลิตน้ำมันปาล์มอย่าง ยั่งยืน จากการสำรวจเกษตรกรในประเทศไทยที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาการเพาะปลูกปาล์ม น้ำมันอย่างยั่งยืน RSPO พบว่าความรู้ที่ได้เช่น วิธีการคัดเลือกพันธุ์ปาล์มน้ำมันให้เหมาะสมกับสภาพดินและการเพาะปลูกปาล์ม น้ำมันต้นใหม่แทนที่ต้นเก่าเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ สามารถลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรบางรายได้ถึงร้อยละ 50 เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขความเสียหายจากกินเสื่อมคุณภาพและ พื้นที่เพาะปลูกที่ต้องเพิ่มหรือเคลื่อนย้ายบ่อย

กรมหม่อนไหมเปิดแผนขับเคลื่อนงานปี 61 มุ่งสร้างเกษตรกร

บุคลากรมืออาชีพ พร้อมพัฒนา การบริหารจัดการสินค้าหม่อนไหมครบวงจร บูรณการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ยกระดับมาตรฐานสินค้าป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศ 4 ธ.ค.2560 เวลา 10.00 น. นายธนิตย์ เอนกวิทย์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “วันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม ครบรอบ 8 ปี” ณ กรมหม่อนไหม เขตจตุจักร

กรุงเทพฯ โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการ ในหัวข้อ “หม่อนไหมดิจิทัล สู่เกษตร 4.0” นิทรรศการวิวัฒนาการเครื่องสาวไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และโครงการพัฒนาลวดลายผ้า นิทรรศการภาพแสดงประวัติความเป็นมาของกรมหม่อนไหม ผลงานและผลิตภัณฑ์เด่นของกรมหม่อนไหม นอกจากนี้ยังมีการออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหมผ้าไหมคุณภาพดีจากผู้ประกอบการหม่อนไหม และศูนย์แสดงผลิตภัณฑ์หม่อนไหม “Silk Berry Corner”

ในโอกาสนี้ นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวถึงทิศทางขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมหม่อนไหมในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ว่า กรมหม่อนไหมมีแผนเร่งขับเคลื่อนขยายผลและสานต่อการพัฒนาสินค้าหม่อนไหมของไทยให้สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนโยบายของรัฐบาล โดยในปี 2561 กรมหม่อนไหมได้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานของหน่วยงานโดยเน้น การพัฒนาคน การสืบสานงานอนุรักษ์ และการส่งเสริมผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน

อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและบุคลากรด้านหม่อนไหมให้เป็นมืออาชีพ เพื่อรองรับการแข่งขันยุคเกษตร 4.0 รวมทั้งยกระดับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เป็นสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Smart Farmer) เน้นส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านครูภูมิปัญญาหม่อนไหม สร้าง Unit School ด้านหม่อนไหมในศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) พัฒนาทายาทหม่อนไหมเพื่อให้เป็นยังสมาร์ทฟาร์เมอร์ (Young Smart Farmer) ทดแทนเกษตรกรรุ่นเดิมและสืบสานอาชีพการเลี้ยงหม่อนไหมให้คงอยู่ตามพระราชเสาวนีย์ฯ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมแก่ผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ให้มีอาชีพ มีรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้ รวมทั้งมุ่งพัฒนาบุคลากรกรมหม่อนไหมให้เป็นสมาร์ทออฟฟิศเซอร์ (Smart Officer)ควบคู่ไปด้วย

ขณะเดียวกันยังเน้นพัฒนาการบริหารจัดการสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร โดยนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้จากงานวิจัยด้านหม่อนไหมมาสนับสนุนงานตามนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหม โดยปี 2561 มีเป้าหมายพัฒนาสินค้าหม่อนไหมภายใต้ระบบแปลงใหญ่ ไม่น้อยกว่า 25 แปลง เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ ศพก. ด้านหม่อนไหม เป้าหมาย 3 ศูนย์หลัก และ 3 ศูนย์เครือข่าย พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป้าหมาย 2,000 ไร่

ส่งเสริมการผลิตหม่อนไหมอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าไม่น้อยกว่า 160 ไร่ และพัฒนาการผลิตสินค้าหม่อนไหมโดยตั้งเป้ายกระดับผลิตภัณฑ์เข้าสู่มาตรฐาน 600 ราย ดำเนินการขยายผลพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธนาคารหม่อนไหม จำนวน 16 แห่ง และช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรสมาชิก บูรณาการสนับสนุนและขับเคลื่อนงานเกษตรทฤษฎีใหม่ เน้นเกษตรกรนอกพื้นที่แปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 1,500 ราย และส่งเสริมพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตหม่อนไหมและฝ้ายภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร เป้าหมาย 475 ราย พื้นที่ 495 ไร่

นอกจากนั้น ยังมุ่งพัฒนาสินค้าหม่อนไหมให้เป็นสมาร์ทโพรดักชั่น (Smart Production) ป้อนเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น เพื่อยกระดับสินค้าคุณภาพสูง มีความปลอดภัยและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเน้นงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค มีการค้นคว้านวัตกรรมภูมิปัญญาและเครื่องจักรกลด้านหม่อนไหมสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดรับความต้องการของตลาด ตลอดจนผลักดันการกำหนดมาตรฐานด้านหม่อนไหม อาทิ มาตรฐานไหมอินทรีย์ และมาตรฐานแผ่นใยไหม เป็นต้น

รวมทั้งส่งเสริมการตรวจรับรองมาตรฐานสินค้าหม่อนไหมซึ่งมีเป้าหมายตรวจรับรองมาตรฐานแปลงหม่อนจีเอพี (GAP) ไม่น้อยกว่า 300 แปลง ส่งเสริมการผลิตเส้นไหมตามมาตรฐาน มกษ. และสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือจีไอ (GI) ส่งเสริมการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และตั้งเป้าในการตรวจรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทานให้ได้ 75,000 เมตร นอกจากนี้ยังมีแผนส่งเสริมเศรษฐกิจและการตลาด หม่อนไหม โดยเน้นพัฒนามาตรฐานสินค้าหม่อนไหมเพื่อสร้างมูลค่าของสินค้า รวมทั้งส่งเสริมการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ

“สำหรับงานตามภารกิจพื้นฐานขององค์กรยังคงขับเคลื่อนดำเนินการตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์และคุ้มครองหม่อนไหม การสนับสนุนโครงการพระราชดำริและโครงการพิเศษ และการผลิตพันธุ์หม่อนไหมและวัสดุย้อมสี เป็นต้น ขณะเดียวกันปีนี้กรมหม่อนไหมได้เน้นสร้างการรับรู้ โดยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลหม่อนไหมได้มากที่สุด

ทั้งยังมีแผนบูรณาการและสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงทรัพยากรฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนางานด้านหม่อนไหมของประเทศไทย ซึ่งคาดว่า จะสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตสินค้าหม่อนไหมให้เป็นที่ยอมรับของสากล และสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างยั่งยืน ทำให้มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย” อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สถานการณ์การผลิตข้าวโพดของประเทศปีนี้ฤดูกาลผลิต 2560/2561 ผลผลิตอยู่ประมาณ 4.5 ล้านตัน จากมาตรการราคาที่รัฐบาลพยายามจะแก้ไขให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ทำให้สถานการณ์ข้าวโพดมีการบริหารการจัดการที่ชัดเจนและแน่นอน โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประสานความร่วมมือสภาเกษตรกรฯในเรื่องการหาข้อมูลในพื้นที่และประเด็นรับฟังความคิดเห็นจากปัญหาทั้งหมด และสภาเกษตรกรฯได้รวบรวมประเด็นปัญหาและสรุปให้กับกรรมการนโยบายบริหารข้าวโพดแห่งชาติโดยมีการขอความร่วมมือจตุภาคีและ 3 ประสาน ซึ่งจะแยกประเภทข้าวโพดออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ปลูกในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ ส่วนที่ 2 ปลูกในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ส่วนที่ 3 การส่งออก สรุปประเด็นได้ว่า

ผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ และแจ้งสถานที่ ปริมาณผลผลิตที่ครอบครองหรือรับซื้อตั้งแต่ 50 ตันต่อเดือนขึ้นไป
เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เอกสารสิทธิ์และไม่มีเอกสารสิทธิ์จะต้องขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมีการบริหารการจัดการร่วมกัน โดยกระทรวงพาณิชย์แจ้งราคาให้กับผู้ประกอบการอาหารสัตว์รับซื้อข้าวโพดในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ส่งมอบ ณ กรุงเทพฯ ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ ราคามีเสถียรภาพและเป็นไปตามกลไกของตลาดตามคุณภาพของข้าวโพดที่เกิดขึ้นภายในท้องถิ่นนั้นๆ โดยทางสภาฯจะรับเรื่องร้องเรียนกรณีผู้ประกอบการรับซื้อข้าวโพดในราคาที่ไม่เป็นธรรมแล้วเสนอไปที่กระทรวงพาณิชย์เพื่อขึ้นทะเบียนแบล็กลิสต์ ซึ่งในภาพรวมจะทำให้สถานการณ์ข้าวโพดและการบริหารจัดการข้าวโพดดีขึ้น
ในด้านการแก้ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำอย่างยั่งยืนด้วยการขึ้นทะเบียนจะทำให้เห็นปริมาณข้าวโพดที่มีอยู่ในประเทศทั้งหมดว่าผลผลิตในประเทศไทยออกช่วงไหน และเกษตรกรต้องปรับตัวผลิตข้าวโพดคุณภาพตามที่ตลาดต้องการอย่างไร ระบบตรงนี้เป็นการซื้อขายโดยการเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนและรวบรวมผลผลิตส่ง เป็นการบริหารไม่ให้กระจุกตัวทำให้ราคามีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลส่งเสริมให้กลุ่มผู้รวบรวมผลผลิตสามารถรวบรวมแล้วส่งข้าวโพดที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมเป็นช่วงๆ ทำให้ข้าวโพดไม่ไหลสู่ในระบบมากจนเกินไป ทำให้ราคาข้าวโพดเกิดราคาเสถียรภาพราคาอย่างยั่งยืนในอนาคต

“ ตอนนี้สถานการณ์การผลิตข้าวโพดของประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เกษตรกรต้องปรับตัวพฤติกรรมในการปลูกพืช ต้องสอดคล้องกับบริบทของผู้ประกอบการที่จะใช้วัตถุดิบให้สอดคล้องกับกฎ ระเบียบ กติกาของโลก ซึ่งแนวทางบริหารการจัดการข้าวโพด 1.เกษตรกรต้องปรับลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตให้ได้ 2.เกษตรกรต้องผลิตข้าวโพดคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด 3.เกษตรกรต้องรวมตัวเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งมีอำนาจการต่อรองให้เป็นกลไกที่จะรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวโพดให้ได้ต่อไปในอนาคต ” นายเติมศักดิ์กล่าวปิดท้าย

ผลักดัน – บริษัท ที.เค.การ์เม้นท์ แม่สอด จำกัด จ.ตาก ได้พยายามช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ จ.ตาก ที่ประสบปลูกข้าวโพดราคาตกต่ำ ชักจูงให้มาปลูกกล้วยหอมส่งออก

ที.เค.การ์เม้นท์ผนึกผู้ว่าฯ จ.ตาก-2 สถาบันการศึกษานำร่อง “ยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรม” ส่งออกกล้วยหอม ไปญี่ปุ่น-เกาหลี ออร์เดอร์ทะลักนายชัยวัฒน์ วิทิตธรรมวงศ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ที.เค.การ์เม้นท์ แม่สอด จำกัด จังหวัดตาก ในฐานะประธานอาวุโสสภาอุตสาหกรรม จ.ตาก เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากที่ประชาชาติธุรกิจฉบับลงวันที่ 4-6 ธันวาคม 2560 ลงข่าว
“10 สหกรณ์กล้วยหอมกระอัก TK ประชารัฐส่งออกไม่ได้เป้า” นั้น ในข้อเท็จจริงปัจจุบันบริษัทมีเครือข่ายเกษตรกรเข้าร่วมทำสัญญาซื้อขายกล้วยหอม จำนวน 66 ราย แต่มีเกษตรกรเพียง 2 รายที่ผลิตไม่ได้มาตรฐานส่งออกของประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากไม่ได้ปลูกตามวิธีการและมาตรฐานที่เข้มงวด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นแนะนำไว้ ห้ามใช้สารเคมี ทำให้ได้ผลผลิตที่ลูกเล็ก ลีบ ไม่สมบูรณ์ จึงไม่ได้รับซื้อ และปัจจุบันบริษัทมีออร์เดอร์จากญี่ปุ่นส่งออกสัปดาห์ละ 25 ตู้คอนเทนเนอร์ และเกาหลีส่งออกสัปดาห์ละ 10-15 ตู้คอนเทนเนอร์ โดย 1 ตู้คอนเทนเนอร์ มีปริมาณ 15,000 กิโลกรัม

“เราทำธุรกิจการ์เมนต์เมื่อปี 2559 เห็นปัญหาราคาพืชผลเกษตรใน 5 อำเภอโดยเฉพาะ อ.แม่สอด, แม่ระมาด, พบพระ, อุ้มผาง และท่าสองยาง ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพดราคาตก เราอยากดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรคล้ายกับโครงการพระราชดำริของในหลวง ร.9 ที่ส่งเสริมชาวไทยภูเขาปลูกผักนำมาขาย และช่วยหาตลาดให้ เราเองพอมีพรรคพวกที่ทำธุรกิจเกษตรส่งออก เลยไปหารือกับผู้ว่าราชการ จ.ตาก ว่าเกษตรกรน่าจะเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ซึ่งนาน ๆ ถึงจะราคาดี ผู้ว่าฯบอกให้ลองไปหาตลาดต่างประเทศว่าต้องการอะไร และเกษตรกรไทยสามารถผลิตส่งไปขายต่างประเทศได้ นายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ที.เค.กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด ในฐานะประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บินไปสำรวจตลาดญี่ปุ่น และเกาหลี พบว่าต้องการกล้วยหอม ขิง มะม่วง เป็นตลาดใหญ่มาก เราโชคดีได้ผู้เชี่ยวชาญการปลูกกล้วยหอมจากญี่ปุ่นมาให้คำแนะนำเกษตรกรฟรี”

หลังจากนั้นได้ช่วยกันส่งเสริมโดยแม่สอดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่แล้ว เห็นว่าควรผลักดันเป็นเกษตรอุตสาหกรรม และได้ร่วมกันจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรม 5 ปีของ จ.ตากขึ้นมา โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา สาขาตาก เข้ามาช่วยเรื่องการปลูก แต่ในการประชุมสภาอุตสาหกรรมจังหวัดภาคเหนือ ได้มีการผลักดันทำให้กลายเป็นแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง เช่น จ.ตาก มีกล้วยหอม หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว จ.เพชรบูรณ์ ปลูกขิง จ.สุโขทัย ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นต้น

และปัจจุบันได้กลายเป็นยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรมของพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรีพื้นที่ภาคเหนือในเร็ว ๆ นี้จะเสนอเรื่องเกษตรอุตสาหกรรมเป็น 1 ใน 4 เรื่องให้กับนายกรัฐมนตรีเดิมผลักดันเป็นยุทธศาสตร์เกษตรอุตสาหกรรมกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และตาก เราได้ของบประมาณมา 50 ล้านบาท เพื่อสร้างห้องเย็น 2 แห่งที่ อ.แม่ระมาด และ อ.พบพระ ทาง จ.ตากได้รับมา โดยให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ตอนนี้เปิดประมูลและทำสัญญาไปแล้ว เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ เกษตรกรสามารถนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวมาเข้าห้องเย็น เพราะกล้วยหอมพอตัดแล้วต้องเข้าห้องเย็นเพื่อชะลอไม่ให้สุกเร็ว ก่อนส่งออกเมื่อห้องเย็นแล้วเสร็จ จะทำให้สามารถขยายเครือข่ายเกษตรกรมาเข้าร่วมโครงการได้เพิ่มขึ้น

ปัจจุบันมีเครือข่ายเกษตรกรทั้งหมด 66 ราย กล้วยที่ปลูกทั้งหมด 220,000 ตัน ได้ผลผลิตคิดเป็นน้ำหนักรวมประมาณ 2,860 ตัน ขณะเดียวกัน บริษัท ที.เค.การ์เม้นท์เอง มีพื้นที่ปลูกกล้วยหอม 900 ไร่ ที่ อ.พบพระ และแม่สอด เพื่อปลูกเป็นตัวอย่างให้เกษตรกร ทั้งนี้ ในการรับซื้อกล้วยหอมจะแบ่งเป็น 3 เกรด โดยเกรด A รับซื้อราคา 13 บาท/กก. เกรด B รับซื้อราคา 8-10 บาท/กก. และเกรด C รับซื้อตามคุณภาพไม่ได้ระบุชัดเจน ส่วนกล้วยตกเกรดกำลังวางแผนตั้งโรงงานแปรรูปมาต่อยอดเช่น ทำกล้วยอบแห้ง ส่งไปญี่ปุ่น เกาหลี ตอนนี้ให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ออกแบบบรรจุภัณฑ์อยู่

นอกจากนี้การปลูกมีปัญหาเรื่องหน่อพันธุ์กล้วยหอมที่นำมาปลูก เติบโตและสุกไม่เท่ากันในแต่ละรุ่น ทางบริษัท ที.เค.การ์เม้นท์ จึงลงทุนส่วนตัวสร้างห้องแล็บเพื่อเพาะเนื้อเยื่อออกมาเป็นต้นกล้ากล้วยหอมนำไปปลูก ขณะเดียวกันได้ผลักดันให้ภาครัฐโดยให้ทางจังหวัดของบประมาณโดยให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตาก ดำเนินการเพาะเนื้อเยื่อเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปลูก

โครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ ถ้าทำสำเร็จเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือจะมีรายได้เพียงพอที่จะลืมตาอ้าปากได้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมมือกับบริษัท อีเบย์ (eBay) จัดโครงการ “จับคู่ธุรกิจ จับคู่ความสำเร็จ” (eBay B2B2C Business Matching & Workshop) จุดมุ่งหมายเพื่อเสริมศักยภาพให้กับผู้ประกอบการไทย ในการค้าขายบนตลาดออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ระดับโลก โดยมีผู้ประกอบการกว่า 76 ราย จาก 49 บริษัท เข้าร่วมกิจกรรม ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา

นางอารดา เฟื่องทอง ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกิจกรรมครั้งนี้ว่า “ เนื่องจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีการดำเนินงานเว็บไซต์ Thaitrade.com เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ให้มีช่องทางในการส่งออกสินค้ามาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถได้พบกับผู้ซื้อรายใหม่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การได้รับความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตรอย่างอีเบย์ ประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นการให้ติดอาวุธให้แก่ผู้ประกอบการเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถต่อยอดธุรกิจระหว่างประเทศผ่านตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระดับสากล (e-marketplace) ซึ่งจะช่วยยกระดับภาคธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรง และมีเสถียรภาพ ยิ่งขึ้น ”

นายบุญพันธุ์ บุญประยูร ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอีเบย์ tenchino.co.th เปิดเผยว่า อีเบย์ได้จัดโครงการจับคู่ธุรกิจ จับคู่ความสำเร็จ (eBay B2B2C Business Matching & Workshop) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ส่งออกได้ขยายธุรกิจ เจาะตลาดค้าปลีกออนไลน์บนอีเบย์ ซึ่งมีฐานผู้ซื้อจากทั่วโลก โดยเปิดเวทีเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและบริษัทผู้ช่วยพัฒนาธุรกิจ (eBay Enabler) ซึ่งให้บริการโปรแกรมอี-แคตตาล็อก (e-Catalog) ที่ช่วยสร้างรายการสินค้า (Listing) บนอีเบย์ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบบริหารสต็อกและจัดการขนส่งโลจิสติกส์แบบค้าปลีก ทั้งยังมีผู้ขายอีเบย์ (Resellers) ช่วยทำการขายและดูแลลูกค้ารายย่อยให้ จึงเพิ่มโอกาสขายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องจัดการธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ที่ไม่คุ้นเคยด้วยตัวเอง แต่ให้มือโปรฯ อย่างบริษัทผู้ช่วยพัฒนาธุรกิจ (eBay Enabler) และผู้ขายอีเบย์ (Resellers) เป็นกำลังหนุนช่วยผลักดันการเติบโต

“ การร่วมมือกันระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและอีเบย์ ในครั้งนี้จึงถือเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการไทย ช่วยกระตุ้นการเติบโตของภาคการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยให้เข้าถึงผู้ซื้อกว่า 170 ล้านคนจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ”

บรรยากาศภายในงาน “จับคู่ธุรกิจ จับคู่ความสำเร็จ” (eBay B2B2C Business Matching & Workshop) บรรดาผู้ประกอบการจากบริษัทต่างๆ อาทิ ผู้ผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์และสุขภาพ อาหารสำเร็จรูป สินค้าอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนยานยนต์ เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์แต่งบ้าน อุปกรณ์กีฬา รวมไปถึงสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มที่เน้นผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเจรจาธุรกิจกับ 3 บริษัทผู้ช่วยพัฒนาธุรกิจ (eBay Enabler) ชั้นนำ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับอีเบย์ ประกอบไปด้วย คลาวด์คอมเมิร์ซ (CloudCommerce) เด็กซ์คอมเมิร์ซ (DexCommerce) และ โซลด์เมท (Zoldmate) ซึ่งเรียกได้ว่าทั้ง 3 บริษัทนั้นมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาระบบการทำธุรกิจบนอีเบย์ยาวนานกว่า 10 ปี จึงเข้าใจทั้งแพลตฟอร์มของอีเบย์ พฤติกรรมของผู้ซื้อบนอีเบย์ รวมไปถึงระบบการจัดการค้าปลีกออนไลน์ตั้งแต่เริ่มจนจบกระบวนการ

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจให้โดดเด่นและประสบความสำเร็จในตลาดออนไลน์โลก ติดตามกิจกรรมดีๆ ได้ทาง www.thaitrade.com และรับข่าวสารก่อนใครได้ทาง Facebook เพจ: Thaitrade dot com

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา นายอุดม เพชรคุต ผอ.ศูนย์ ปภ.เขต 11 สุราษฎร์ธานี ส่งชุดปฏิบัติการกู้ภัย 8 นายนำเรือยนต์กู้ภัย 2 ลำ, รถขนย้ายผู้ประสบภัยอีก 1 คัน เข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย อพยพขนย้ายสิ่งของและสุกรในพื้นที่น้ำท่วม ต.ชลคราม และ ต.ไชยคราม อ.ดอนสัก พร้อมนี้ทหารมณฑลทหารบกที่ 45 (มทบ.45) สุราษฎร์ธานี ค่ายวิภาวดีรังสิต อ.เมืองจ.สุราษฎร์ธานี ได้เข้าเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยบ้านเขาแร่ หมู่ 3 ต.ปากแพรก อ.ดอนสัก ขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้าเคลื่อนย้ายสุกรจำนวนกว่า 30 ตัวที่ติดอยู่ในฟาร์มเลี้ยงถูกน้ำป่าไหลท่วมถึงคอกเลี้ยงสูง 50 เซนติเมตร ออกไปอยู่บนที่สูง หลังน้ำป่าได้ไหลทะลักท่วมหมดทั้งหมู่บ้านและได้อพยพประชาชนออกไปก่อนแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ทั้งชุดกู้ภัย ปภ.เขต11และทหาร มทบ.45 ต้องออกแรงทั้งอุ้ม ทั้งจูงสุกรหนี้น้ำท่วม

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีนายอัมราญ ฮาลาบี อายุ 52 ปี เป็นนักธุรกิจในพื้นที่ จ.ปัตตานี เข้าร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับ “มติชน” เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่รัฐยักยอกของกลางเป็นแก่นไม้กฤษณาเกรดชั้นเยี่ยมรวมมูลค่ากว่า 65 ล้านบาทไป สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2559 ช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำด่านตรวจบ้านควนมีด หมู่ 1 ต.จะโหนง อ.จะนะ จ.สงขลา รวม 13 นาย ได้จับกุม นายสุเวช ฮาลาบี อายุ 52 ปี และนางสาว หง ภรรยาชาว สปป.ลาว ของนายสุเวช พร้อมตรวจยึดแก่นไม้กฤษณา น้ำหนักรวม 13.20 กิโลกรัม ตกเป็นของกลาง แม้ว่านายสุเวชจะปฏิเสธว่าแก่นไม้กฤษณานั้นไม่ใช่ของผิดกฎหมาย

นายอัมราญเผยต่อว่า นายสุเวชเป็นลูกน้อง ตนได้มอบหมายให้ช่วยขับรถยนต์นำไปส่งกับตัวแทนบริษัทต่างประเทศที่ตกลงรับซื้อแล้ว โดยแก่นไม้กฤษณาที่ให้นำไปมีน้ำหนักรวม 13.20 กิโลกรัม เป็นระดับเกรดจักรพรรดิ Super AAAA รูปพรรณเป็นแก่นเนื้อแข็ง สีดำ ส่งกลิ่นหอมตลอดเวลา ตีมูลค่าการซื้อขายรวมประมาณ 65 ล้านบาท

ผมขับรถยนต์ตระเวนไปหาซื้อมาจากชาวบ้านในแถบภาคใต้ ค่อยๆ สะสมมานานกว่า 30 ปี ไม้กฤษณาดังกล่าวเป็นระดับเกรดจักรพรรดิ ซุปเปอร์ เอเอเอเอ รูปพรรณเป็นแก่นเนื้อแข็ง สีดำ ส่งกลิ่นหอมตลอดเวลา ตัวผมยังประกอบอาชีพมีกิจการโรงพิมพ์ในพื้นที่ จ.ปัตตานี และธุรกิจเริ่มมีปัญหา มีหนี้สินกับเจ้าหนี้และติดเงินค่าจ้างลูกน้อง จึงเอาไม้กฤษณาราคาแพงลิบลิ่วขายออกไปเพื่อใช้เคลียร์หนี้ทั้งหมด ระหว่างให้ลูกน้องเอาไปขายก็มาถูกจับกุม เนื่องจากนางสาวหง ภรรยาของลูกน้อง ไม่มีเอกสารเข้าเมือง นายสุเวชเลยถูกตั้งข้อหานำพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรและนำเข้าไม้กฤษณาโดยไม่ถูกต้องŽ

นายอัมราญกล่าวต่อว่า พอทราบข่าวลูกน้องถูกจับและไม้กฤษณาทั้งหมดถูกยึดไปเป็นของกลาง ผมจ้างทนายเข้าต่อสู้คดีตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม

ผมได้ประกับตัวนายสุเวชออกมา ใช้วงเงิน 3 แสนบาท ส่วนนางสาวหงถูกอายัดตัวไปยังผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนาทวี โดย พ.ต.ท.อาทร ปิยะพงศ์ รอง ผกก.สอบสวน รักษาราชการแทน ผกก.สภ.ควนมีดขณะนั้นเป็นคนลงนาม ต่อมามีการบันทึกแจ้งผลการตรวจไม้ของกลางดังกล่าว โดยสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 (สงขลา) มายัง ผกก.สภ.ควนมีดŽ

นายอัมราญกล่าวต่อว่า การจับกุมดังกล่าว พนักงานอัยการส่งฟ้องนายสุเวช ฮาลาบี กับภรรยาชาวลาวต่อศาลจังหวัดนาทวี เป็นคดีหนึ่ง และแยกคดีไม้ของกลางอีกคดีหนึ่ง ต่อมา ศาลจังหวัดนาทวี ได้มีคำพิพากษา นางสาวหง สัญชาติลาว มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 จำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท ส่วนนายสุเวชให้ความร่วมมือเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยกเว้น ส่วนคดีไม้ของกลาง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ศาลจังหวัดนาทวีมีคำพิพากษาในส่วนของกลางไม้กฤษณาให้คืนพร้อมเครื่องชั่งดิจิทัลของกลางแก่เจ้าของไป คดีถึงที่สุดไม่มีคู่ความอุทธรณ์