โนนป่ายาง “ศรีสะเกษ” ทวงที่ดินทำกิน พบหดหายกว่าเดิมสองพันไร่

ศรีสะเกษ – นางทองคำ ไชยชาญ อายุ 75 ปี เผยว่าตนและชาวบ้านโนนป่ายาง ขอเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ 4,125 ไร่ เพราะเหตุใดจึงเหลือเพียง 1,531 ไร่ ที่ดินหดหายไปไหน 2,594 ไร่ ทั้งนี้ชาวบ้านทั้ง 8 หมู่บ้านเข้ามาอาศัยทำกินในเขตโนนป่ายางมานานหลายชั่วอายุคนแล้ว โดยทำกินมาก่อนปี 2468 ต่อมาปี พ.ศ.2468 ทางราชการ ประกาศให้บริเวณที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ที่เป็นที่ดินทำกินให้เป็นที่สาธารณประโยชน์ โดยระบุว่ามีเนื้อที่ 4,125 ไร่ แต่ว่าเมื่อชาวบ้านร้องขอเอกสารสิทธิที่ดิน เจ้าหน้าที่ออกมาตรวจสอบปรากฏว่า โนนป่ายางมีที่ดินเหลือเพียง 1,531 ไร่ กลุ่มชาวบ้านสงสัยว่า เพราะเหตุใดที่ดินจึงหดหายไป

ส่วนการที่จะให้แกนนำชาวบ้านส่งตัวแทนเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบสิทธิ์ที่ดินทำกินในเขตโนนป่ายางนั้น นางทองคำกล่าวว่า ชาวบ้านปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ เนื่องจากว่า เมื่อยังไม่มีการตรวจสอบพื้นที่ที่ดินของโนนป่ายางจะเข้าไปตรวจสอบสิทธิ์ได้อย่างไรเป็นการข้ามขั้นตอน หากยังไม่มีการตรวจสอบ จะเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรม

ด้าน นายสรายุทธ แก้วกุลปรีชา ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนที่สาธารณประโยชน์ไม่ได้บอกรายละเอียดแนวเขตชัดเจน เพราะว่าสมัยนั้นปี พ.ศ. 2460 คนไทยเขียนหนังสือได้เพียงไม่กี่คน เพราะฉะนั้นหลักฐานโบราณๆ แบบนี้จะเอาไปเป็นตัวหนังสือไม่ได้ละเอียด ตอนนั้นภาพถ่ายทางอากาศยังไม่มีเลย รั้วก็ยังไม่ได้ทำ ที่สาธารณะที่ใดจะมีการทำรั้วกั้นไว้ แต่หากว่ามีการสอบสวนสิทธิ์ชาวบ้านก็จะได้ประโยชน์ชัดเจนว่า ใครสมควรได้โฉนดหรือใครควรที่จะเช่าที่ของรัฐเพื่ออยู่อาศัยทำกิน ถ้าไปหาแนวเขตตนเห็นว่าไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้าน แต่วันนี้ชาวบ้านกลับมาเรียกร้องให้หาแนวเขตโนนป่ายาง ซึ่งการไปหาแนวเขตนั้น ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้าน ถ้าหาแนวเขตที่สาธารณประโยชน์โนนป่ายาง มาได้แล้ว ชาวบ้านจะได้ประโยชน์จากการครอบครองที่ดินมาก่อนได้อย่างไร

นครราชสีมา – นายวิชัย ปักกาเวสูง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนครบุรีใต้ซับก้านเหลียง เผยว่า โครงการมุ้งเขียวนั้น เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 รับการสนับสนุนสปสช.กว่า 300,000 บาท ส่วนหนึ่งจัดซื้อมุ้งเขียว 40,000 ชิ้น แจกจ่ายให้กับชาวบ้านกว่า 2,000 หลังคาเรือนทั่วทั้งตำบล มัดปิดปากภาชนะใส่น้ำที่ไม่มีฝาปิด ไม่ให้ยุงลงไปวางไข่ใส่น้ำที่อยู่ภายในภาชนะได้ ลดการแพร่พันธุ์ของยุง ยังกันฝุ่นละออง ลดการใช้ทรายอะเบต ส่วนที่เหลือก็ใช้พ่นหมอกควันกำจัดยุงลาย กำจัดแหล่งที่มีน้ำขังและปรับภูมิทัศน์รอบๆ บ้านเรือน ตัดวงจรการแพร่ระบาดของยุง

ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือตั้งแต่หลังจากที่มีการเริ่มดำเนินการโครงการมุ้งเขียวมาตั้งแต่ปี 2556 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ที่มีการลงทุนซื้อมุ้งเขียวครั้งเดียวจำนวนผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกลดลง จนกระทั่งในช่วง สามปีให้หลังจนถึงวันนี้ ยังไม่พบผู้ป่วยจากโรคไข้เลือดออกเกิดขึ้นในตำบลครบุรีได้เกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการจัดงานเฮลท์แคร์ 2018 สายตาดีมีสุข มหกรรมสุขภาพซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), รพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน), ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งหน่วยงานและธุรกิจด้านสุขภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยเดินทางเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยกิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากคือการตรวจโรคทางตา คัดกรองต้อกระจกของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว ด้วยการตรวจตาระบบดิจิทัล ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจวัดค่าสายตาและตรวจหาค่าความผิดปกติของสายตา ตรวจดูเบาหวานขึ้นตา ตรวจเส้นเลือดในจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา และคัดกรองผู้ป่วยผ่าตัดต้อกระจกฟรี 100 ราย, การตรวจคัดกรองโรคทางตาของ โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ตรวจหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้าผ่านเครื่องอีเคจีของโรงพยาบาลสุขุมวิท การตรวจความเสี่ยงของโรคเบาหวาน จับชีพจรโดยแพทย์แผนจีน ตรวจมวลกระดูกของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น บริการกายภาพบำบัดช่วงคอ บ่า ไหล่ ออฟฟิศซินโดรมของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน รวมถึงบริการนวดแผนไทย คอ บ่า ไหล่ เท้า ของกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก บูธผักพื้นบ้านบำรุงสายตาของกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก โดยมีบริการ น้ำอัญชันใบเตยให้ลองชิมฟรีอีกด้วย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานมากเป็นพิเศษ

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นอกจากนี้ยังมีบริการตรวจสุขภาพอีกมากมาย อาทิ บริการตรวจสุขภาพ-ทำฟันฟรี, บริการตรวจวิเคราะห์ฟันพร้อมอุด ถอน ขูดหินปูน และผ่าฟันคุดกับคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาฯ, บริการตรวจสุขภาพทั่วไปกับ 16 โรงพยาบาลชั้นนำ, บริการตรวจสุขภาพ รับคำปรึกษาด้านโภชนาการ และฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ในราคาพิเศษกับคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี และตรวจเอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่องเมมโมแกรมกับศูนย์ถันยรักษ์ ศิริราช เป็นต้น

จากนั้นมีการแจกต้นพันธุ์สมุนไพรว่านเปราะหอม โดยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร รอบที่ 1 จำนวน 50 ต้น

ทั้งนี้ พิธีเปิดงานมี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน นพ.ปิยะสกลกล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดี ภาคประชารัฐรวมพลังทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมาร่วมมือกัน หากรัฐบาลทำอย่างเดียวจะไม่สำเร็จ ทั้งประเทศเรามี อสม. 1 ล้าน 4 หมื่นคน มี รพ.ส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลอีก 9,860 แห่ง แต่ก็ยังมีคนตาเป็นต้อดำเกิดขึ้นได้ในไทย

ทั้งนี้ งานเฮลท์แคร์ 2018 “สายตาดีมีสุข” จะจัดไปจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม เวลา 10.00-20.00 น. ที่เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ “ครึ่งหลังปี 2561 ยังมี 2 พืชสำคัญที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด คือ ข้าวและมันสำปะหลัง จึงได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ลงพื้นที่สำรวจทั้งหมด เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งพืชเกษตรจะปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยดินฟ้าอากาศ เมื่ออากาศเปลี่ยน สิ่งที่พยากรณ์ไว้ก็เปลี่ยนไป” นางสาวชุติมา กล่าว

สำหรับสถานการณ์การผลิตข้าวปี 2561/62 กระทรวงเกษตรฯประกาศพื้นที่ส่งเสริมการปลูกข้าวนาปี 58.2 ล้านไร่ ผลผลิตข้าวเปลือก 25.3 ล้านตัน ตามกรอบเป้าหมายความต้องการใช้ข้าวภายใต้การตลาดนำการผลิต ส่วนสถานการณ์ราคาข้าวเดือนพฤษภาคม ข้าวเจ้าความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 8,017.94 บาท มันสำปะหลังเฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.55 บาท ปาล์มน้ำมันเฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.15 บาท ยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 กิโลกรัมละ 45.68 บาท และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ความชื้น 14.5%) เฉลี่ยกิโลกรัมละ 8.48 บาท

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปสังเกตการณ์การจำหน่ายสับปะรดตามริมถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายลำปาง-งาว-พะเยา เขต ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ที่มีเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจากหลายหมู่บ้านของ ตำบลบ้านเสด็จ และ ตำบลบ้านแลง อำเภอเมืองลำปาง นำผลผลิตมาวางขายริมถนน โดยบรรยากาศเงียบเหงา เนื่องจากไม่ค่อยมีผู้ซื้อเดินทางมา หรือจอดรถซื้อผลผลิตสับปะรดของเกษตรกรมากนัก

นางไหว สุขยิ่ง อายุ 58 ปี เกษตรกรบ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ กล่าวว่า อยากวอนไปถึงทางผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยผ่อนปรนให้รถกระบะบรรทุกสับปะรดได้เข้ามารับซื้อผลผลิตด้วย เพราะไม่เพียงแต่ตนเองเท่านั้น เกษตรกรรายอื่นก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน เพราะหากไม่มีใครมารับซื้อ แน่นอนว่าผลผลิตจะเสียไปในแต่ละวัน

“ขณะนี้ที่ไร่สับปะรดมีผลสับปะรดเน่าคาต้นแล้วกว่า 40,000 ลูก จากจำนวนไร่ที่ปลูกกว่า 70 ไร่ ผลผลิตกว่า 100,000 ลูก ซึ่งปีนี้ยอมรับว่าปัญหาหนักจริงๆ ผลผลิตที่ขายก็ขายไม่ดี ต่อไปปัญหาภาวะหนี้สินก็จะตามมา ซึ่งครอบครัวกู้หนี้ยืมสินจากธนาคารมาปลูกสับปะรด เมื่อขายไม่ได้และขาดทุน ก็ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้คืนธนาคาร” นางไหว กล่าว

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศได้จัดงานประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ (World Tapioca Conference 2018: WTC 2018) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายน ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย มีคนในวงการมันสำปะหลัง ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักวิชาการและสื่อมวลชน ทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจมาเข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน โดยไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการตอกย้ำและสร้างความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย ทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับรู้และยอมรับศักยภาพของไทยว่าเป็น ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิต การค้า และการ ส่งออกของไทยในอนาคต

“ในงานได้จัดให้มีเวทีเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการของไทยกับผู้นำเข้าจากต่างประเทศ ได้แก่ จีน ตุรกี ญี่ปุ่น อินเดีย และอินโดนีเซีย โดยได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ในการซื้อขายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังปริมาณสูงถึง 1,490,000 ตัน มูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท ซึ่งปริมาณดังกล่าวสามารถรองรับผลผลิตหัวมันสดของไทยได้เป็นจำนวนมาก และยังจะส่งผลดีทำให้ราคาหัวมันสดปรับตัวดีขึ้นได้ต่อเนื่อง” นายสนธิรัตน์ กล่าวและว่า นอกจากนี้ยังได้แสดงให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ได้เห็นถึงศักยภาพการผลิต การแปรรูป และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ไทยยังได้จัดให้มีการประชุมหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (CLVT) ประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เวียดนาม และไทย เพื่อกำหนดแนวทางที่จะร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการผลิตและการตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพราคามันสำปะหลังอย่างยั่งยืน และทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังของแต่ละประเทศมีความกินดีอยู่ดี

ทั้งนี้ มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของไทยกว่า 500,000 ครัวเรือน สามารถผลิตหัวมันสดได้ประมาณ 28-30 ล้านตัน/ปี โดยส่งออก 70% และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี นำรายได้เข้าประเทศปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.15 บาท/กก. สูงสุดในรอบ 10 ปี และในช่วง 4 เดือนของปี 2561 (มกราคม-เมษายน) ไทยส่งออกมันสำปะหลังรวมปริมาณ 3.625 ล้านตัน ลดลง 7.99% มูลค่า 1,178 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.26% และคาดว่าปีนี้จะส่งออกได้ปริมาณ 10.6 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปี 2560 ที่ส่งออกได้ 11 ล้านตัน มูลค่าเท่ากันที่ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

SIMA ASEAN Thailand 2018 งานแสดงสินค้าเพื่ออุตสาหกรรมการเกษตรระดับภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 4 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการเป็นเวทีกลางรวบรวมผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตรจากทั่วโลก ทั้งเกษตรกรไทย และอาเซียน ผู้ซื้อผู้ขาย ตัวแทนจำหน่าย ผู้ผลิตเครื่องจักรกล และสมาคมที่เกี่ยวข้อง ไว้ในงานเดียว โดยมีผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกษตร เกษตรกร และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 9,000 รายจาก 30 ประเทศ และมีผู้ประกอบการกว่า 200 บริษัทและแบรนด์ ร่วมแสดงสินค้าภายในงาน นอกจากนี้ยังมีผู้ซื้อที่มีศักยภาพกว่า 118 รายจากทั่วเอเชีย เช่น สมาคมผู้ผลิตข้าวเปลือกประเทศพม่า, สหกรณ์การเกษตรหนองแค, สหพันธ์ธุรกิจประเทศกัมพูชา, เวียดนามฟาร์ม, และสมาคมผู้ประกอบการด้านการเกษตร เข้าร่วมงาน

มิสวาเรลลี่ เลสคอต ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ สหภาพผู้ผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตร แอ็กซิมา “งาน SIMA เป็นงานแสดงสินค้าที่เก่าแก่งานหนึ่งของโลก ในปัจจุบันนี้มีการจัดงานครอบคลุมทวีปยุโรปกับงาน SIMA Paris ทวีปอัฟริกากับ งานSIPSA-SIMA และทวีปเอเชียกับงาน SIMA ASEAN ซึ่งประเทศในภูมิภาคอาเซียนมีความสำคัญต่อเรามาก เพราะยังมีโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรร่วมกันได้อีกมาก โดยเฉพาะการจัดงาน SIMA ASEAN Thailand 2018 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ภายในงานมีผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกษตร เกษตรกร และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 9,000 รายจาก 30 ประเทศ และมีผู้ประกอบการกว่า 200 บริษัทและแบรนด์

ร่วมแสดงสินค้าภายในงาน นอกจากนี้ยังมีผู้ซื้อที่มีศักยภาพกว่า 118 รายจากทั่วเอเชีย เช่น สมาคมผู้ผลิตข้าวเปลือกประเทศพม่า, สหกรณ์การเกษตรหนองแค, สหพันธ์ธุรกิจประเทศกัมพูชา, เวียดนามฟาร์ม, และสมาคมผู้ประกอบการด้านการเกษตรเข้าร่วมงาน นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ได้รับรองการจัดประชุมเกษตรกรแห่งชาติ หรือศาสตร์พระราชาและนวัตกรรมการเกษตร จัดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และกระชับความสัมพันธ์ในกลุ่มเกษตรกร โดยนำหัวหน้าสหกรณ์ เกษตรกร และผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตรกว่า 2,000 ราย จากทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเข้าร่วมฟังบรรยายในหัวข้อที่น่าสนใจเช่น ประเทศไทย 4.0 กับอุตสาหกรรมการเกษตร และเทคนิคสุดล้ำสำหรับปศุสัตว์ เป็นต้น พร้อมกันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังนำ12 หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดนิทรรศการเรื่อง “ศาสตร์ พระราชาและนวัตกรรมการเกษตร” บนพื้นที่ 972 ตารางเมตร เพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้ใกล้ชิดกับ นวัตกรรม เทคโนโลยี งานวิจัย ด้านการเกษตร ”

ด้านผู้เข้าร่วมแสดงสินค้า นางสาวดวงหทัย พงษาพันธ์ ในฐานะ Country Manager บริษัท ซี.เอ็น.เอช อินดัสเทรียล ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “SIMA ASEAN เป็นงานที่ดีมาก พบกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ เป็นประโยชน์ต่อการขยายธุรกิจเข้าไปในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

นายเกรียงศักดิ์ อัศวรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรัพย์ทวี เอ็นจีเนียร์ริ่ง จำกัด (แทรคเตอร์ แชมป์) ผู้จัดจำหน่าย แทรคเตอร์แชมป์ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท วายทีโอ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทตัดสินใจเข้าร่วมงาน SIMA ASEAN ในนาทีสุดท้าย และดีใจที่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมงาน เป้าหมายของเราคือ ต้องการให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและยอมรับในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในช่วงสามวันการจัดงาน และจะกลับมาร่วมงานอีกครั้งในปีหน้า”

มิสเตอร์แมททู โพรคูเฮเออร์ HR & Marketing Projects Specialist APAC บริษัท MANITOU Group กล่าวว่า “การจัดงาน SIMA ASEAN ในครั้งนี้เป็นผลดีกับ MANITOU Group ผู้เข้าชมงานมีความความกระตือรือร้นและความสนใจต่อผลิตภัณฑ์ของเรา เรามีโอกาสได้พบกับผู้เชี่ยวชาญที่มาจากอาเซียน โดยเฉพาะจากประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม และในขณะเดียวกันที่มีการจัดประชุมเกษตรกรแห่งชาติ ทำให้เราสามารถประชาสัมพันธ์แบรนด์กับกลุ่มเกษตรกรตัวจริง”

บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด คือ บริษัทชั้นนำที่จัดงานแสดงสินค้าในประเทศไทย อิมแพ็คฯ เป็นทั้งผู้จัดงานและผู้บริหารการจัดงานแสดงสินค้าที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมงาน งานแสดงสินค้าที่มุ่งเน้นการเจรจาธุรกิจ การจัดอบรมสัมมนา การจัดประชุม โดยมีประสบการณ์ในการดำเนินงานร่วมกับสมาคมทางการค้าระดับนานาชาติ ผู้จัดงานจากทั่วโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม อิมแพ็คฯ มีเป้าหมายที่จะสร้างเวทีทางการค้าที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นผู้ดำเนินงานด้านการจัดงานแสดงสินค้าแบบครบวงจร ครอบคลุมด้านการค้นคว้าข้อมูลทางการตลาด การประชาสัมพันธ์งานที่จะช่วยดึงดูดทั้งผู้เข้าร่วมแสดงงานและผู้เข้าชมงาน การขายพื้นที่แสดงสินค้า การทำกิจกรรมทางการตลาด การบริหารจัดการทั่วไป รวมไปถึงการขนส่งสินค้าเข้ามายังพื้นที่จัดแสดงงานข้อมูลเพิ่ม

บริษัท COMESXPOSIUMหนึ่งในบริษัทผู้นำด้านการจัดงานของประเทศยุโรป จัดงานมากกว่า 114 งานสำหรับประชาชนทั่วไปและผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่างๆ ครอบคลุม 17 ประเภทของการจัดงานในหลากหลายอุตสาหกรรม ติดอันดับการจัดงาน 5 ใน 10 งานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศฝรั่งเศส ได้แก่ งาน SIAL, Intermat, Salon International de l’Agriculture, SIMA และFoire de Paris. ข้อมูลเพิ่มเติม: www.comexposium.com

สหภาพผู้ผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตรของประเทศฝรั่งเศส AXEMAหนึ่งในผู้ร่วมจัดงาน SIMA PARIS สมาชิกของAXEMAประกอบด้วยผู้ผลิตอุปกรณ์การเกษตรในฝรั่งเศสและต่างประเทศสำหรับภาคส่วนต่างๆของพืชผลและการผลิตทางการเกษตรของปศุสัตว์และผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับการดูแลรักษาพื้นที่สีเขียว

ฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” ควงดาราสาว “เปรี้ยว อนุสรา วันทองทักษ์” สวีทใกล้กรุง บุกตลาดน้ำอัมพวาสัมผัสวิถีชุมชนริมน้ำสุดคึกคัก พร้อมชิลไปกับบรรยากาศสุดผ่อนคลาย และไฮไลท์เด็ดล่องเรือนวดแผนไทย เติมความหวานชื่นมื่นด้วยคาเฟ่น่ารักๆ ที่สาวๆ จะต้องหลงใหล กับทริปสุดพิเศษเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ ณ จังหวัดสมุทรสงคราม

“รายการหลงรักยิ้ม” ร่วมกับ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.” จัดทริปเส้นทางพิเศษเอาใจ Lady ชวนเที่ยวภาคกลางเที่ยวง่ายใกล้กรุง โดยฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล” ควงน้องสาวสุดซี้ “เปรี้ยว อนุสรา” สัมผัสสมุทรสงคราม กับแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้หญิงจะต้องติดใจ เริ่มต้นกันที่ร้าน The Kittens Koffie Arts ‘n Eats แวะมาถ่ายรูปชิคๆ พร้อมลิ้มรสชาติเมนูแสนอร่อย พิซซ่า บราวนี่เซท โคลด์ดริปเสาวรส ท่ามกลางบรรยากาศร้านที่ถูกรังสรรค์ไปด้วยคอนเซ็ปต์แมวน้อยน่ารัก ไม่ว่าจะเป็น จาน แจกัน ภาพวาด ตุ๊กตา เป็นต้น จากนั้นไปชมหมู่บ้านน่ารัก บ้านแมวไทยโบราณ สถานที่อันรวบรวมแมวพันธุ์แท้ของไทยไว้ จากนั้นไปคลายเมื่อยบนเรือนวดที่อัมพวา ตลาดน้ำสุดคึกคัก โดยเรือหัตถาธารา จะล่องไปตามแม่น้ำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศริมสองฝั่งของแม่น้ำแม่กลอง พร้อมทำขนมมงคลโบราณ “คันเหลว” ที่ชุมชนบ้านริมคลอง ขนมทำจากมะพร้าวมีสาวเปรี้ยวคอยเป็นลูกมือ และพลาดไม่ได้กับบรรยากาศของที่พักแสนสวย ดินเนอร์สุดโรแมนติก ที่โรงแรมบ้านอัมพวารีสอร์ท

ประวัติศาสตร์เมื่อครั้งเกิดการรบพุ่งในกรุงศรีอยุธยาช่วงปี พ.ศ. 2310 บันทึกไว้ว่า ได้มีกองกำลังมอญกลุ่มหนึ่งได้อพยพเข้าอาณาจักรสยามทางด่านเจดีย์สามองค์ ได้นำไม้ไผ่มาต่อทำแพ ล่องมาตามแม่น้ำแควน้อย จนถึงบ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี จากนั้นทิ้งแพแล้วขึ้นมาพักที่บริเวณ ตำบลบ้านเก่า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี แล้วเดินทางเข้ากรุงศรีอยุธยา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางลัดเลาะจากเมืองกาญจนบุรี ผ่านพื้นที่สุพรรณบุรี ถึงเมืองอุทัยธานี ซึ่งแต่เดิมตั้งอยู่ที่ ตำบลอุทัยเก่า อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี ขณะนั้นมีนายทองดีเป็นเจ้าเมืองอุทัย จึงต้อนรับมอญกลุ่มนี้โดยให้ไปตั้งถิ่นฐานทางทิศตะวันออกของเมือง ยกพื้นที่ให้ปลูกสร้างบ้านเรือนและทำมาหากินตามลำคลอง ปัจจุบันยังคงเรียกว่า “คลองมอญ”

ครั้นกรุงศรีอยุธยาแตก พม่าเข้าปกครองสยาม พร้อมกับประกาศว่า มอญพำนักอยู่ที่ใดจะล้างผลาญให้สิ้นซาก เป็นเหตุให้นายทองดีหนีไปพักอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก ได้จัดกำลังพลเคลื่อนย้ายทางเรือไปสมทบกำลังกับเจ้าพระยาจักรี

เมืองอุทัยธานี ในช่วงเวลานั้นได้เกิดโรคอหิวาตกโรคระบาดอย่างหนัก ผู้คนชาวมอญล้มตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือจึงคิดสร้าง “วัดทุ่งทอง” เพื่อให้ลูกหลานคนมอญได้บวชเรียนหนังสือไทยควบคู่ไปกับหนังสือมอญ

พร้อมกันนี้ได้สร้างโบสถ์โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพื่อให้รำลึกนึกถึงกรุงหงสาวดี อีกทั้งได้รับพระประธานองค์ใหญ่จากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งฉลองกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2325 ปรากฏจารึกพุทธศักราชไว้ที่ฐานพระ พระราชโอรสและพระราชธิดาของพระยาทะละ กษัตริย์แห่งกรุงหงสาวดี ซึ่งได้พาผู้คนชาวมอญอพยพมาอยู่ที่เมืองอุทัยธานีคราวนั้น ได้ทรงสร้างเจดีย์ทรงมอญไว้ที่ใจกลางชุมชน เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุประจำตระกูลกษัตริย์มอญไว้ให้ลูกหลานมอญได้สักการะแทนเจดีย์ชเวดากองในเมืองมอญ

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น ก็ได้สร้างวัดขึ้นมาอีกหนึ่งแห่งชื่อว่า “วัดโบสถ์” อยู่ไม่ไกลกับเจดีย์ทรงมอญที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมมีรับสั่งกับคนมอญที่ใกล้ชิดว่า หลังจากพระองค์สวรรคตแล้ว ให้สร้างพระเจดีย์ไว้บนหลุมฝังพระศพของพระองค์และน้องทั้งสองพระองค์ไว้เป็นอนุสรณ์ด้วย ยังคงพบเห็นพระเจดีย์ที่ประดิษฐานคลุมหลุมพระศพทั้งสามพระองค์อยู่ด้านหลังโบสถ์ แม้จะเก่าแก่เป็นปูชนียวัตถุยืนนานมาหลายศตวรรษ แต่เจดีย์ทรงมอญยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ อาจชำรุดทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลา อย่างไรก็ตาม วัดโบสถ์ได้กลายเป็นวัดร้างไปแล้วในปัจจุบัน

ร.อ.เสริม นิยม คุณเปรื่อง ศรีขาว คุณชยทัศน์ วิเศษศรี และ คุณจำรูญ คำสิทธิ์ ได้เขียนบทความเรื่อง “บ้านมอญอุทัยธานี” ลงตีพิมพ์ในวารสาร เสียงรามัญ ปีที่ 3 ฉบับที่ 17 กันยายน-ตุลาคม 2551 มีข้อความบ่งชี้ถึงความเป็นมาของชุมชนมอญเมืองอุทัยธานีว่า แต่เดิมเป็นพื้นที่ชุมชนกะเหรี่ยง ในช่วงที่เกิดสงครามครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา พระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) หรือพระอักษรสุนทร ได้รวบรวมคนมอญขึ้นมาปกครองดูแลเมืองอุทัยธานี ปรากฏข้อมูลว่า

โครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลทุ่มเงิน 1.5 แสนล้านบาท

ลงสู่พื้นที่ทั่วประเทศ ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร มี 4 โครงการหลักๆ ที่จะลงสู่จังหวัดเลย ได้แก่

1. โครงการฝึกอาชีพเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเกษตรกรได้ขึ้นทะเบียนไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน โดยทางธนาคารจะส่งรายชื่อมาให้กับทางสำนักงานเกษตร เพื่อให้เข้าไปสอบถามความต้องการ และฝึกอบรม ให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ใหม่ๆ ไปพัฒนาอาชีพได้

2.โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน เนื่องจากปัจจุบันปริมาณยางพาราล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงต้องเข้าไปพัฒนาเกษตรกรที่มีสวนยาง และมีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชอื่นแซมในสวนยางพารา เพื่อสร้างรายได้ขึ้นมาทดแทนราคายางที่ตกต่ำ

3.โครงการเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกรรายย่อย ที่มีรายได้ต่อปีน้อยกว่า 30,000 บาท ต่อครัวเรือน และได้รับการคัดกรองรายชื่อแล้ว ไปอบรมผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าการเกษตร (ศพก.) เพื่อให้มีความรู้ใหม่นำไปพัฒนาสร้างรายได้ให้มากขึ้น และ

4.โครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer โดยให้แต่ละจังหวัดไปคัดกรองเกษตรกรรายใหม่เข้ามาต่อยอดการทำอาชีพการเกษตรและส่งเสริมให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น อย่างไรก็ดี หน่วยงานรัฐทุกภาคส่วน จำเป็นต้องเข้าไปสร้างการรับรู้ให้ประชาชนในจังหวัด ได้รับทราบว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะเข้าไปดูแลพี่น้องเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ด้าน นายสมจิตร ธีระบุญชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่เองก็ต้องเข้าไปสร้างการรับรู้ เสนอทางเลือก เสนออาชีพให้เกษตรกร เพื่อให้เกิดความมุ่งมั่น อยากจะพัฒนาอาชีพ โดยมีพี่เลี้ยงเป็นตัวกระตุ้น และใช้องค์ความรู้ทางการเกษตรทั้งหมดเข้าไปเติมเต็มให้กับเกษตรกร ซึ่งนอกเหนือจากเจ้าหน้าที่แล้ว ศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ ของกรมส่งเสริมการเกษตรก็ต้องเตรียมความพร้อมที่จะเติมเต็มความรู้ให้กับเกษตรกร ตลอดจนเป็นที่รองรับและเป็นศูนย์หลักที่จะช่วยพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรที่เลือกแล้วว่าจะพัฒนาอาชีพอะไรเพื่อจะช่วยเสริมรายได้ให้มากขึ้น โดยหลังจากการฝึกอบรมเกษตรกรเรียบร้อยแล้ว

เกษตรกรต้องสามารถทำได้เลย โดยมีงบประมาณของรัฐบาลเข้าไปช่วยส่วนหนึ่ง เกษตรกรส่วนหนึ่ง ถ้ายังไม่เพียงพอก็สามารถกู้เงินจาก ธ.ก.ส. เพิ่มเติมได้ ส่วนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร (ศพก.) ซึ่งมีอยู่ในทุกอำเภอของจังหวัดเลย ต้องเป็นศูนย์กลางการประสานให้กับเกษตรกรมารวมกันคิด รวมกันวิเคราะห์สภาพปัญหาของตนเองให้ได้ ก่อนจะส่งมอบให้กับศูนย์ปฏิบัติการต่างๆ เข้าไปฝึกอบรม และที่สำคัญที่สุดคือ ทางจังหวัด อำเภอ และสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น จะต้องเข้าไปช่วยกันขับเคลื่อน กำกับ ติดตาม เพื่อให้แผนงานที่วางไว้ทั้งหมดบรรลุเป้าหมายให้ได้ ทั้งนี้ ทางจังหวัดเลยได้เตรียมความพร้อม ทั้งในเรื่องของพื้นที่ บุคลากร ไว้เรียบร้อยแล้ว รอเพียงงบประมาณจากส่วนกลางอนุมัติมาให้ เพื่อใช้ในการดำเนินการต่อไป

“พาณิชย์” เปิดรับสมัครร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าทั่วไป รถเร่ ร้านค้าในตลาดสด ที่ขายผัก ผลไม้ หมู ปลา ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว เข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ ใช้แอปพลิเคชั่นรองรับการจ่ายเงินผ่านคิวอาร์โค้ด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย และลดค่าครองชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กระทรวงพาณิชย์ ว่า นายวิชัย โภชนกิจ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามในประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ โดยใช้โปรแกรมประยุกต์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile Application) เพื่อเปิดรับสมัครร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าทั่วไป รถยนต์เคลื่อนที่เร่ขายสินค้า ร้านค้าในตลาดที่จำหน่ายผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น ให้เข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ และติดตั้งแอปพลิเคชั่นมือถือสำหรับรองรับการใช้จ่ายเงินผ่านระบบ QR Code

โดยการนำระบบ QR Code มาใช้ จะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถซื้อสินค้าได้หลากหลายขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้จ่ายที่ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ และใช้กับเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) เท่านั้น แต่ต่อไป เมื่อมีการติดตั้งระบบ QR Code แล้ว จะช่วยให้ผู้ถือบัตรใช้จ่ายได้หลากหลายขึ้น และยังช่วยให้ร้านค้าที่เดิมไม่ได้เข้าร่วมโครงการร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ มีโอกาสในการขายสินค้าให้กับผู้ถือบัตร และมีรายได้เพิ่มขึ้น และยังได้ขยายไปถึงร้านค้าในตลาดสด ขายผัก ขายหมู ขายก๋วยเตี๋ยว ก็สมัครเข้าร่วมได้

สำหรับเงื่อนไขการสมัคร ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่มีอยู่เดิม สามารถดำเนินการโดยใช้เครื่อง EDC ต่อไปได้ ส่วนร้านค้าที่จะสมัครใหม่ ต้องเป็นร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าเป็นปกติ มีทำเลที่ตั้งแน่นอน ส่วนรถยนต์เคลื่อนที่เร่ขาย ต้องมีการจำหน่ายสินค้าเป็นประจำ ขณะที่ร้านค้าที่ตั้งอยู่ในตลาด ต้องมีที่ตั้งร้าน แผง ล็อก ชัดเจน และได้รับการรับรองจากเจ้าของตลาดหรือผู้บริหารตลาดมาใช้ยืนยันในการสมัคร โดยในกรุงเทพฯ สมัครได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 1-6 กรมการค้าภายใน ส่วนในต่างจังหวัด สมัครได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ หลังจากยื่นใบสมัครแล้ว ผู้สมัครต้องนำหนังสือรับรองที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดออกให้ไปยื่นต่อธนาคารกรุงไทยในพื้นที่ พร้อมสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ หรือกระแสรายวัน หรือเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร (กรณียังไม่มีบัญชีธนาคารกรุงไทย) เพื่อสมัครใช้ Internet Banking และดาวโหลดแอปพลิเคชั่น “ถุงเงินประชารัฐ” จากธนาคารกรุงไทย

ส่วนร้านค้าที่ได้รับการอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการแล้ว ได้กำหนดเงื่อนไขห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาสูบ ให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ห้ามแลกสิทธิ์ใช้จ่ายตามบัตรเป็นเงินสด หรือทอนเป็นเงินสด หรือให้สิ่งตอบแทนอื่นในการจำหน่ายสินค้า ห้ามบังคับให้ซื้อสินค้าเป็นมูลค่าตามที่ร้านกำหนด ห้ามยึดหรือเก็บบัตรไว้ ห้ามปฏิเสธรับชำระค่าสินค้าด้วยบัตร ซึ่งหากตรวจสอบพบ จะเพิกถอนจากการเข้าร่วมโครงการทันที และหากพบว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กฎหมายว่าด้วยชั่งตวงวัด และกฎหมายว่าด้วยอาหารและยา จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเมื่อคืน วันที่ 27 มิถุนายน น้ำท่วมมิดโถงที่ 3 ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ที่หน่วยซีลวางกำลังปักหลักด้านใน จนขณะนี้ยังท่วมมิด ไม่สามารถเข้าได้ โดยวันนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้นำเครื่อง กล้องส่องบ่อบาดาล หรือ ทีวีบอร์โฮลด์ ซึ่งสามารถหย่อนไปเก็บภาพใต้น้ำ ส่งสัญญาณจอภาพด้านบน เข้าสำรวจ โดยจะมีการนำรถเครื่องเจาะบาดาลมาเจาะ กำลังรอโดรนสำรวจหาจุดเจาะ ที่ตรงกับหาดพัทยา เพื่อหาทางเข้าไป

เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 28 มิถุนายน ที่เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการจัดงานเฮลท์แคร์ 2018 “สายตาดีมีสุข” มหกรรมสุขภาพซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 โดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งหน่วยงานและธุรกิจด้านสุขภาพ ตลอดจนสถานพยาบาลชั้นนำ ร่วมจัดขึ้น โดยมีการตรวจสุขภาพฟรีจากโรงพยาบาลและสถาบันชั้นนำ พร้อมกิจกรรมและนิทรรศการนำเสนอความรู้เกี่ยวกับการรักษาดวงตาและสายตา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยเดินทางเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยกิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากคือ การตรวจโรคทางตา คัดกรองต้อกระจกของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว การตรวจวิเคราะห์ชั้นจอประสาทตาของโรงพยาบาลไทยนครินทร์ การตรวจคัดกรองโรคทางตาของโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) ตรวจหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้าผ่านเครื่อง อีเคจี ของโรงพยาบาลสุขุมวิท การตรวจความเสี่ยงของโรคเบาหวาน จับชีพจรโดยแพทย์แผนจีน ตรวจมวลกระดูกของโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น บริการกายภาพบำบัดช่วงคอ บ่า ไหล่ ออฟฟิศซินโดมของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน รวมถึง บริการนวดแผนไทย คอ บ่า ไหล่ เท้า ของกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก บู๊ธผักพื้นบ้านบำรุงสายตา ของกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก โดยมีบริการน้ำอัญชันใบเตยให้ลองชิมฟรีอีกด้วย ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานมากเป็นพิเศษ

นางมัชฌิมาชา เติมคงเดช อายุ 49 กล่าวว่า ตนเดินทางมาร่วมงานครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยทราบข่าวการจัดงานจากน้องสาวที่ส่งไลน์มาบอกก่อนวันงานหนึ่งวัน ตั้งใจมาตรวจโรคทางตา แต่คนเต็มแล้ว เลยเปลี่ยนมาตรวจหลอดเลือดหัวใจ และนวดแผนไทยแทน

“ส่วนตัวสนใจอยากมาตรวจต้อกระจกของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว แต่คนเต็ม เลยเปลี่ยนใจมาใช้บริการนวดเท้าแทน เพราะชอบนวดแผนไทยมาก” นางมัชฌิมาชา กล่าว จากนั้น เวลา 11.30 น. มีการแจกต้นพันธุ์สมุนไพรว่านเปราะหอม โดย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร รอบที่ 1 จำนวน 50 ต้น โดยมีประชาชนมารอรับบัตรคิว ซึ่งมีการแจกในเวลา 11.00 น. จำนวนมาก โดยว่านเปราะหอม เป็นสมุนไพรประเภทหัว มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิว ป้องกันสิว ฝ้า โดยมักจะนำมาทำแป้ง นำมาใส่ในเครื่องหอม หรือทำน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น นอกจากนี้ รพ. อภัยภูเบศร ยังมีการสาธิตการทำแป้งเย็นน้ำ จากสมุนไพรว่านเปราะหอมด้วย ทั้งนี้จะมีการแจกสมุนไพรว่านเปราะหอมอีกครั้งจำนวน 50 ต้น ในเวลา 16.00 น.

นางสาวนพกนก บุรุษนันทน์ ผอ.สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานได้จัดอบรมโครงการพัฒนาบุคลากรด้านการพัฒนาบทเรียนออนไลน์เพื่อจัดการศึกษาสำหรับนักศึกษา กศน.ด้วย “Google Classroom” ซึ่งเป็นการเน้นนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ โดยที่ผ่านมาได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านวิชาการ เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการจัดกิจกรรม และจัดทำหลักสูตรการฝึกอบรม รวมถึงจัดทำเอกสารทางวิชาการ ตลอดจนออกแบบเครื่องมือวัดผลประเมินผลกิจกรรม โครงการต่างๆ ของสำนักงาน เพื่อให้สถานศึกษาในสังกัด ได้มีแนวทางในการจัดกิจกรรม โครงการต่างๆ ให้มีผลการดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายและจุดเน้นการดำเนินงานของสำนักงาน กศน. อย่างมีคุณภาพ

นอกจากนี้ คณะทำงานวิชาการด้านยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนากระบวนการเรียนรู้สำหรับนักศึกษา กศน. และการยกระดับคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยใช้การศึกษาผ่านระบบออนไลน์ นำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ นักศึกษากลุ่มเป้าหมายผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งการพบกลุ่ม การเรียนแบบชั้นเรียนและการจัดการศึกษาทางไกล ซึ่งมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี ได้เป็นอย่างดี

การจัดอบรมครั้งนี้ มีกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมในการอบรม ประกอบด้วย ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอ ข้าราชการครู ครู กศน.จำนวน 18 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 75 คน โดยวิทยากร จากภาควิชาเทคโนโลยีทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาบรรยายให้ความรู้ ซึ่งเชื่อมั่นว่า การอบรมครั้งนี้จะพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถสร้างบทเรียนออนไลน์เพื่อใช้สำหรับจัดการเรียนการสอน สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ นักศึกษา กศน. โดยนำ “Google Classroom” มาใช้ได้อย่างมีคุณภาพและทำให้ผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียนของผู้เรียนนั้นพัฒนาขึ้น

“เอเซีย พลัส” ประเมินครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกเสี่ยงมากขึ้นจากสงครามการค้าขยายวงกว้าง มองกระทบแนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี’62 ฉุดดัชนีต่ำระดับ 1,483 จุด เหตุส่งออกสูง ทำผลกระทบมาก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ด้าน กบข.ปรับกลยุทธ์รับมือผันผวน แนะสมาชิกเปลี่ยนแผนลงทุนความเสี่ยงต่ำ

นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงมากขึ้นจากสงครามการค้าโลกที่ขยายกว้างออกไป โดยขณะนี้ไม่ใช่แค่สหรัฐกับจีนเท่านั้นที่เป็นคู่พิพาทกัน แต่สหรัฐยังเปิดศึกการค้ากับยุโรป เม็กซิโก และแคนาดา ทำให้หลายๆ ประเทศตอบโต้สหรัฐด้วยการเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเช่นกัน หลังจากสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม และประเมินว่าผู้บริโภคอาจจะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่แพงขึ้นด้วย

“สงครามการค้าที่ดูรุนแรงขึ้นนอกจากกระทบเศรษฐกิจโลกแล้วจะกระทบกับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2562 โดยประเมินว่าหากสหรัฐใช้มาตรการภาษีถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีโอกาสกดดัชนีหุ้นไทยปีหน้าให้อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1,500 จุด หรืออยู่ที่ 1,483 จุด ขณะเดียวกันกำไรต่อหุ้น (อีพีเอส) จะลดลงประมาณ 20% อยู่ที่ 98.51 บาทต่อหุ้น จากปีนี้ที่คาดว่าอีพีเอสอยู่ที่ 110.78 บาทต่อหุ้น เนื่องจากไทยมีการส่งออก 60-70% ทำให้ได้รับผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่จะมีการเพิ่มภาษี เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์” นางภรณี กล่าว

นางภรณี กล่าวว่า ผลการศึกษาของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประเมินว่าการกีดกันทางการค้าทุกๆ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้การค้าโลกปี 2561 หดตัวประมาณ 9% จากปีที่แล้วที่การค้าโลกมีมูลค่าการค้าประมาณ 38 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่วงเงินกีดกันการค้าจากสหรัฐอาจปรับขึ้นไปแตะ 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้น

นางภรณี กล่าวว่า การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ทำให้กระแสเงินทุน (ฟันด์โฟลว์) ไหลออก กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โดยหุ้นไทยถูกขายมากที่สุดในกลุ่มประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ (ตลาด TIP) อย่างไรก็ตามมองว่าช่วงหลังจากนี้แรงขายหุ้นภูมิภาคน่าจะจำกัด จากปัจจัยการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมประมาณ 30.20% ถือว่าต่ำมาก

ด้านนายวิทัย รัตนากร เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนยังมีความผันผวนต่อเนื่อง หลังเกิดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน 2 ประเทศมหาอำนาจ กบข.ได้ปรับกลยุทธ์ลงทุนระยะสั้นด้วยการลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงและลดอายุพันธบัตรเหลือประมาณ 2 ปี เพื่อลดผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้วบางส่วน แต่ก็คาดการณ์ว่าสถานการณ์ผันผวนจะคงต่อเนื่องไปอีกระยะ ส่งผลให้แนวโน้มผลตอบแทนการลงทุน กบข.ในระยะสั้นอาจไม่ดีนัก เพราะฉะนั้นสมาชิกที่มีความกังวลใจต่อภาวะเศรษฐกิจที่กำลังผันผวนอยู่ในขณะนี้สามารถปรับเปลี่ยนแผนลงทุนให้เป็นแผนลงทุนที่มีความผันผวนต่ำ ความเสี่ยงต่ำเช่น แผนตลาดเงินหรือแผน ตราสารหนี้

นายณัฐพล รังสิตพล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ปรับประมาณการเติบโตผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมปี 2561 จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 2-3% เพิ่มเป็นโต 3-4% เนื่องจากมีปัจจัยทั้งการส่งออกและการผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้แนวโน้มอุตสาหกรรมภาพรวมขยายตัว ส่วนดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ปีนี้ยังคงเป้าหมายเดิมไว้ที่ 2.5-3%

“เรายังคงเอ็มพีไอไว้ เพราะก่อนหน้าได้ปรับเป้าหมายเพิ่มไปแล้วครั้งหนึ่งที่กำหนดไว้จะโต 1.5-2.5% ปรับมาเป็นโต 2.5-3% ซึ่งถือว่าฐานได้สูงขึ้นแล้ว” นายณัฐพล กล่าว

นายณัฐพล กล่าวว่า เอ็มพีไอเดือนพฤษภาคม 2561 อยู่ที่ 3.2% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ 5 เดือนแรกของปีนี้เอ็มพีไอขยายตัวเป็น 3.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขยายตัว 0.4% และยังเป็นการขยายตัวเป็นบวกติดต่อกันเป็นเดือนที่ 13 เนื่องจากการส่งออกเติบโตต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมที่ส่งผลบวก ได้แก่ รถยนต์และเครื่องยนต์ น้ำตาลทราย เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ ยา ฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 69.91 เติบโต สูงสุด

นายณัฐพล กล่าวว่า สำหรับปัจจัยที่จะมีผลต่อดัชนีในเดือนมิถุนายนที่ได้ติดตาม ได้แก่ สงครามการค้าสหรัฐ-จีน เบื้องต้นจากการวิเคราะห์ภาพรวมยังไม่มีนัยสำคัญที่จะกระทบต่ออุตสาหกรรมไทยมากนักในระยะสั้น 2-3 เดือน นอกจากนี้ต้องติดตามอัตราดอกเบี้ยตลาดโลกที่มีแนวโน้มขาขึ้น เบื้องต้นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติล่าสุดคงไว้ที่ 1.50% ขณะเดียวกันการที่ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้แล้วจะเป็นบวกต่อการลงทุนของไทยมากขึ้น โดยคาดการณ์ภาวะอุตสาหกรรมสำคัญไตรมาสที่ 3 ที่ยังคงขยายตัวได้ดี ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์ยาง อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

“กรณีการแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนี้ในอดีตจะมีการวิเคราะห์ถึงอุตสาหกรรมในไทยที่เป็นผลบวก แต่ครั้งนี้อุตสาหกรรมที่บวกชัดเจน อย่างเสื้อผ้า ทีวี ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปค่อนข้างมาก ทำให้ไม่เห็นผลชัดเจน ส่วนอุตสาหกรรมอาหารนั้นเป็นบวก ส่วนหนึ่งอาจมาจากฟุตบอลโลกแต่ไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก” นายณัฐพล กล่าว

นายวิชัย บรรณสาร นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ห้วยโจด อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว เปิดเผยว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) สระแก้ว ร่วมกับ อบต.ห้วยโจด จัดการอบรมโครงการส่งเสริมการคัดแยกขยะในครัวเรือน เพื่อสุขภาพให้กับชาวบ้านบ่อนางชิง หมู่ 4 ตำบล ห้วยโจด ตามที่ได้รับนโยบายจาก นายพรพจน์ เพ็ญพาส ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เพื่อให้ประชาชนทุกครัวเรือนในจังหวัดสระแก้ว ได้ช่วยกันกำจัดขยะ แยกขยะ เป็นการช่วยลดปัญหาขยะ ที่นับจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ให้จังหวัดสระแก้วเป็นจังหวัดที่สะอาด

“อบต.ห้วยโจด ได้ดำเนินการกำจัดขยะเป็นการนำร่องแล้ว 4 หมู่บ้านจาก 7 หมู่บ้าน โดย อบต.ห้วยโจด มอบถังพลาสติกสีดำให้แต่ละหลังคาเรือนแยกขยะจำพวกเศษอาหาร เศษพืชผักเพื่อทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ส่วนขยะจำพวกพลาสติก จะนำไปเก็บไว้ขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อ” นายวิชัย กล่าว นางเปลี่ยน ดีจิตต์ ประธานกลุ่มทอผ้าทุ่งกล้วย หมู่ที่ 11 ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลได้รณรงค์ให้ประชาชนทั่วประเทศสวมใส่เสื้อผ้าสีเหลือง เพื่อแสดงออกถึงการแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางกลุ่มจึงได้ทำผ้าฝ้ายทอมือขึ้นเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ที่สั่งเข้ามา สามารถนำไปตัดเป็นเสื้อผ้าได้ตามรูปแบบที่ต้องการ

นางเปลี่ยน กล่าวต่อว่า ผ้าทอของกลุ่มเป็นผ้าฝ้ายทอมือ เส้นฝ้ายที่ใช้มีทั้งเส้นใยฝ้ายสำเร็จรูปและจากฝ้ายธรรมชาติ สีที่ใช้ย้อมมีทั้งสีธรรมชาติและสีวิทยาศาสตร์ สำหรับสีธรรมชาติที่ใช้ย้อมให้ได้สีเหลือง ขณะนี้คือใบมะม่วง หรือเปลือกมะม่วง แกนฝางที่ใช้ทั้งเนื้อไม้และเปลือกไม้ของต้นฝาง ขณะนี้ทางกลุ่มพร้อมเปิดรับการสั่งผ้าทอสีเหลืองแล้ว ทางสมาชิกกลุ่มที่เป็นแม่บ้านแรงงานฝีมือได้ทอกันอย่างเต็มกำลัง เนื้อผ้าฝ้ายจะแน่นและสีสวยงาม ใช้ได้ทุกเพศ ทุกวัย

ดร. นุชลี ทิพย์มณฑา คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย เปิดเผยว่า โครงการบริการวิชาการพื้นที่ ของนักศึกษหลักสูตรสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คณะศิลปศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย ได้ลงนาม MOU กับเทศบาลตำบลทุ่งลาน อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการนำวัตถุดิบพืชผักในชุมชนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ประกอบด้วย 2 เมนู ได้แก่ การทำน้ำพริกจากเห็ดนางฟ้า และการทำลูกชิ้นหมูเจ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เสริมแก่ชาวบ้านในชุมชน

นายประสิทธิ์ แก้วมรกต นายก ทต.ทุ่งลาน กล่าวว่า ตำบลทุ่งลาน มีพืชผักในชุมชนมาก แต่ยังขาดการนำวัตถุดิบที่มีอยู่นำขึ้นมาเพิ่มรายได้ จึงประสาน มทร.ศรีวิชัย ให้เข้ามาถ่ายทอดความรู้ การนำพืชผักที่มีอยู่ในชุมชนมาแปรรูปเป็นอาหารจำหน่าย

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหาร สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า ได้กำหนดนโยบายให้กับ สสว. เพื่อดำเนินงานใหม่ภายใต้แผนฏิรูปประเทศ ซึ่งจะมุ่งเป้าการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งเสริม ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะการสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ซึ่งได้เตรียมหารือเพื่อทำงานร่วมกับทาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง กระทรวงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เช่น การใช้เรื่องของ E-commerce การร่วมกับมหาวิทยาลัยจัดตั้ง National Startup Center เพื่อบ่มเพาะและเพิ่มมูลค่าให้กับระดับชุมชน

ขณะเดียวกัน สสว. จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนช่วยเหลือด้านเงินทุน จึงมีการตั้ง กองทุนฟื้นฟูผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน วงเงิน 1,800 ล้านบาท ขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะเริ่มปล่อยสินเชื่อในช่วงเดือน ก.ค. 2561 หรือหากไม่ทันจะเป็นช่วงต้นเดือน ส.ค.

60 ชม. เข้าวันที่สาม ความหิวเราจะลดลงอย่างน่าแปลกใจ

ตอนนี้ร่างกายจะเริ่มดึงทั้งไขมันและดึงกล้ามเนื้อมาเผาผลาญพลังงานอย่างเต็มที่ เป็นจังหวะที่ร่างกายเราจะเริ่มปรับตัวได้แล้ว ถ้ายังมีน้ำกินอยู่ ตอนนี้จะรู้สึกตัวเบาๆ หน่อย และค่อนข้าง Active เป็นพิเศษได้อีกหลายวันหน่อย มันเป็นกลไกธรรมชาติเหมือนสั่งให้เราห้ามตาย และพยายามลุกออกไปหาอาหารมาเติมลงกระเพาะให้ได้

72 ชม.อย่างที่บอกว่าร่างกายเราจะยังค่อนข้างตัวเบาๆ โหวงๆ อยู่ อาจจะมีวูบๆ บ้างเวลาลุกเร็วๆ เพราะน้ำตาลในเลือดเราลดลงอย่างฮวบฮาบ รวมถึงดึงไขมันและกล้ามเนื้อมาเป็นพลังงานแทน

90 ชม. ขึ้นไป ตรงนี้เริ่มน่าเป็นห่วงเล็กน้อย เพราะปกติแล้วเราจะกินคาร์โบไฮเดรตจากอาหารต่างๆ แต่พอเราขาดคาร์บจากการกิน ร่างกายเราเลยไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนและไขมันในเส้นเลือด ทำให้เลือดในร่างกายเริ่มค่อยๆ เสียไปเรื่อยๆ ทีละน้อยๆ ส่วนการดำรงชีพก็ยังคงดึงชั้นไขมันมาใช้ได้อยู่เหมือนเดิมอย่างที่บอก

สรุป จุดวิกฤตคือ ประมาณ 7-10 วัน ตอนนี้แหละ ร่างกายเคย Active หรือกระปี้กระเปร่า ก็จะเริ่มหมดเรี่ยวแรงไม่สามารถขยับไปไหนได้แล้ว อวัยวะภายในตับไตเริ่มพังทีละส่วน เนื่องจากเลือดเป็นพิษอย่างที่บอก ถ้าเลือดเป็นพิษถึงระดับ 30% ของเลือดในร่างกายทั้งหมดก็จะเป็นจุดที่อันตรายที่สุดแล้ว เพราะทำให้มีสารพิษวิ่งเข้าสู่สมองได้ นับว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของจริง

แต่ช้าก่อน !! อย่าเพิ่งวิตกกังวลขนาดนั้น มาดูข้อดีของการที่น้องๆ ติดอยู่ในถ้ำที่มืดสุดๆ มืดแบบแทบจะไม่มีแสงส่องผ่านเลย คืองี้ปกติเวลาที่คนติดอยู่ในที่มืดเป็นเวลานานเนี่ย ร่างกายเราจะรู้สึกหลอนๆ และผวาตลอดเวลา สาเหตุเพราะไม่รู้วันเวลาไม่มีแสงเพื่อบอกว่านี่เช้าแล้ว หรือนี่มืดแล้ว ประสาทสัมผัสจะเริ่มแปรปรวน อาจทำให้เสียสติได้ง่าย แต่การที่น้องๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ อาการเหล่านี้แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย หรือหากเกิดขึ้นก็จะมีกำลังใจจากเพื่อนๆ รอบข้างคอยช่วยเหลือและปลอบใจกัน ทำให้ความเครียดสะสมลดลง และสามารถผ่านพ้นอาการทางจิตไปได้แบบสบายๆ แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสติของแต่ละคนนะ

และหากร่างกายเราอยู่ในสภาวะนี้ไปซักระยะใหญ่ และร่างกายเราจะเริ่มปรับตัวคล้ายๆ สัตว์ที่จำศีล และหากน้องๆ สามารถนอนหลับได้ การไม่รับรู้ถึงแสงสว่างภายนอกอาจจะทำให้วงจรการนอนหลับเปลี่ยนไป น้องอาจนอนหลับแบบรวดเดียวสองวันสองคืนได้เลย โดยไม่มีแสงมาเป็นตัวกระตุ้นบอกเวลาว่านี่เป็นวันใหม่แล้ว ขอให้รู้ไว้เลยว่าแสงมีอิทธิพลกับสมองเราเยอะมาก สังเกตได้จากเวลามีสุริยุปราคาแล้วสัตว์บินกลับรัง มนุษย์เราก็เช่นกัน หากไร้นาฬิกาหรือเครื่องบอกเวลา ยามอยู่ที่มืดนานๆ ร่างกายเราก็บอกให้ตัวเองเน้นพักผ่อนมากกว่าทำงาน ฉะนั้นระดับการเผาผลาญพลังงานจะยิ่งลดลงกว่าเดิมเข้าไปอีก มีพลังงานสำรองเหลือเฟือให้ใช้อีกหลายวัน

ขนาดตึกถล่มคนติดในนั้นซากตึกนานตั้งเป็นสัปดาห์ยังรอดมาได้เลย ยิ่งน้องๆ เป็นนักกีฬาที่แข็งแรงและไม่ได้บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยอะไรด้วยแล้ว การมีน้ำสะอาดกินได้และยังเกาะกลุ่มกันอยู่ โอกาสรอดหมอว่าน่าจะมีสูงเกิน 80-90% เลยแหละเคสนี้ ยังไงน้องๆ ก็ต้องรอด หมอเชื่ออย่างนั้นนะ #ไม่พบไม่ล้มเลิก

วว. ผนึกกำลัง จังหวัดสระบุรี /อบต. ตาลเดี่ยว ส่งเสริมความร่วมมือเชิงบูรณาการ ขับเคลื่อนผลงาน วทน. พัฒนาเทคโนโลยีแก้ไขปัญหาขยะชุมชนอย่างยั่งยืน

(วันที่ 26 มิ.ย. 2561) นายบัณฑิต เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนา ด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ นายมงคล สุขศิลา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาลเดี่ยว ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการทำงาน “โครงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติกในชุมชนเพื่อการบูรณาการอย่างยั่งยืน” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายโครงการจังหวัดสะอาด ในการแก้ไขปัญหาขยะชุมชนด้วยผลงานวิจัยพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มุ่งสู่การบูรณาการทุกภาคส่วนภายในประเทศอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ วว. โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม นำโดย ดร.เรวดี อนุวัฒนา นักวิจัยอาวุโสและทีมงาน ยังได้จัดโครงการฝึกอบรมระดับเยาวชน ชุมชน และวิสาหกิจชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการขยะจากต้นทางและการนำกลับมาใช้ใหม่ ลดปัญหามลพิษจากขยะ ทำให้ประชาชนมีสุขอนามัยที่ดี สร้างความตระหนักในการใช้ทรัพยากร การเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากร รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมจากผลงานวิจัยที่แล้วเสร็จ ด้าน วทน. ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะชุมชน ให้แก่กลุ่มเป้าหมายทั้งระดับเยาวชน ชุมชน และพื้นที่ใกล้เคียงในเขตตำบลตาลเดี่ยว อำเภอแก่งคอย ในวันที่ 26 มิถุนายน 2561 ณ หอประชุม 60 ปี โรงเรียนแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

นายบัณฑิต เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ในนามของจังหวัดสระบุรีมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ วว. เข้ามาขับเคลื่อนโดยการใช้องค์ความรู้ วทน. แก้ไขปัญหาขยะชุมชน ทั้งในรูปแบบการให้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในการคัดแยกขยะต้นทาง รวมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเครื่องจักร ซึ่งจังหวัดสระบุรีจัดเป็นพื้นที่หนึ่งในอีกหลายๆ พื้นที่ ที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาขยะชุมชน ทั้งขยะเก่าตกค้างสะสมและขยะใหม่ ซึ่งมีปัญหาสำคัญคือ การจัดการขยะชุมชนแบบไม่ถูกวิธี โดยการกองทิ้งกลางแจ้ง ทั้งนี้ จังหวัดสระบุรี

มีหน่วยงานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 109 แห่ง ซึ่งมีความแตกต่างกันของประเภทขยะ ทั้งขยะเมือง ขยะภาคการเกษตร และขยะอุตสาหกรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ต้องมีความรู้ในแนวทางการจัดการขยะที่มีลักษณะแตกต่างกัน อีกทั้งจังหวัดสระบุรีเป็นจังหวัดที่มีการขยายตัวเมืองอย่างต่อเนื่อง และการขยายตัวนี้ยังส่งผลต่อปริมาณขยะให้เพิ่มสูงขี้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีความเชื่อมั่นว่าพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการทำงานครั้งนี้ จะสามารถขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนบูรณาการร่วมกับ วว.

เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาขยะของจังหวัดสระบุรีในเขตตำบลตาลเดี่ยว ซึ่งถือเป็นต้นแบบการจัดการขยะขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งแนวทางการขับเคลื่อนของ วว. ยังมีการให้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และงานวิชาการในรูปแบบต่างๆ เข้ามาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการฝึกอบรมเพื่อขับเคลื่อนให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมต่อการจัดการขยะชุมชนที่ต้นทางอย่างถูกวิธี และนำองค์ความรู้จากงานวิจัยที่มีอยู่มาบูรณาการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะชุมชน สร้างรายได้เพิ่มและยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรม ขับเคลื่อนสู่ประเทศไทย 4.0

ดร. อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. กล่าวว่า ความร่วมมือของ วว. จังหวัดสระบุรี และองค์การบริหารส่วนตำบลตาลเดี่ยว เป็นการนำผลงานวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในชุมชน อยู่ภายใต้การดำเนินงาน “โครงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติกในชุมชนเพื่อการบูรณาการอย่างยั่งยืน” เพื่อผลักดันงาน ด้าน วทน. ไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาขยะชุมชนที่ต้นทาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างเป็นต้นแบบการคัดแยกขยะชุมชน ทั้งในรูปแบบการฝึกอบรมสร้างองค์ความรู้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมภายในประเทศ อาทิ เทคโนโลยีการคัดแยกขยะชุมชนและกำจัดกลิ่นโดยระบบกึ่งอัตโนมัติ เทคโนโลยีการคัดแยกชนิดและสีของขยะพลาสติก โดยระบบ NIR พร้อมระบบผลิตเกล็ดพลาสติก และเทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาขยะชุมชนทั้งขยะเก่าและขยะใหม่

“…ปัญหาขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทย นับเป็นปัญหาสำคัญและทวีความรุนแรง จากปัญหาดังกล่าว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จึงได้อนุมัติแผนที่นำทางการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย รวมถึงระเบียบปฏิบัติในการจัดการขยะในประเทศไทย โดยเริ่มด้วยการจัดการขยะชุมชนที่ ตกค้างสะสมหรือขยะเก่า นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษ ยังได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาการกำจัดขยะมูลฝอยที่ไม่ถูกต้องและตกค้างสะสมในพื้นที่ จากข้อมูลของปัญหาดังกล่าว วว. จึงร่วมมือกับ จังหวัดสระบุรี และ อบต. ตาลเดี่ยว เพื่อผลักดันงานวิจัย ด้าน วทน.

ไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ วว. ผ่านการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติกในชุมชนเพื่อการบูรณาการอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อแก้ไขและลดปัญหาขยะชุมชน รวมถึงขยะพลาสติกที่เหลือทิ้งโดยนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่และเพิ่มมูลค่า โดยขยายผลในการดำเนินงานทุกด้าน ทั้งด้านเทคโนโลยีและการฝึกอบรม เพื่อสร้างโอกาสให้กับพื้นที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน…” ดร. อาภารัตน์ มหาขันธ์ กล่าว

นายมงคล สุขศิลา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาลเดี่ยว กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนตำบลตาลเดี่ยว จัดเป็น อบต. ขนาดกลาง ที่มีจำนวน 11 หมู่บ้าน โดยมีการผสมผสานระหว่างชุมชนเมือง เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ทำให้ขยะมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากเขตอื่นๆ อีกทั้งตาลเดี่ยวจัดเป็นเขตเมืองที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นและมีปัญหาจากปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีแหล่งการจัดการขยะที่ถูกวิธี เพื่อสอดรับกับการขยายตัวของเมือง และประชากร ดังนั้น การที่ วว. เข้ามาช่วยขับเคลื่อนภายใต้โครงการ “โครงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติกในชุมชนเพื่อการบูรณาการอย่างยั่งยืน”

ซึ่งมีเป้าหมายด้านการคัดแยกขยะที่ต้นทาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมให้เกิดความตระหนักโดยการอบรมให้ความรู้ภายในชุมชนหรือหมู่บ้าน การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการทั้งขยะเก่า ขยะใหม่ และบำบัดมลพิษ จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทั้งสามหน่วยงานได้ร่วมกันดำเนินโครงการในครั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาขยะชุมชนโดยใช้องค์ความรู้ วทน. ภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเป็นต้นแบบให้หน่วยงานท้องถิ่นอื่นๆ ตามหลักการ 3Rs และสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการจัดการมลพิษทางสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสมกับประเภทขยะชุมชนและลักษณะของพื้นที่ที่แตกต่างกันในแต่ละท้องที่

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน www.mallikafoundation.com เปิดเผยว่า ได้ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการตามระบบราชการถึงนายกรัฐมนตรีและสำเนาส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเสนอมาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือวิกฤติราคาพืชผลการเกษตร โดยเฉพาะสับปะรด ในพื้นที่ 30 จังหวัด ซึ่งราคาตกต่ำสุดวิกฤตมากในปัจจุบัน

นางมัลลิกา กล่าวว่า ราคาตลาด 70 สตางค์ ถึง 1 บาท ที่เกษตรกรนำมาวางขายข้างถนนสายซุปเปอร์ไฮเวย์ระหว่างจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น ถนนสายลำปาง-พะเยา-เชียงราย ปัจจุบันนี้ เป็นราคาที่ตกต่ำที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับเกษตรกรสับปะรด วันนี้วิกฤตสุดแล้ว ถ้าช่วยไม่ทันเวลาจะเป็นภาระของเกษตรกรในการเก็บทิ้งอีกด้วย

จึงเสนอนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 3 ประการ คือ

1.อนุมัติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจัดงบประมาณกลางผ่านระบบท้องถิ่นหรือราชการที่ถูกต้องโปร่งใสให้เกิดการรับซื้อสับปะรดในราคาพยุง (ซึ่งราคาพยุงคือ กิโลกรัมละ 5 บาท ทุกจังหวัด)

2.ใช้อำนาจสั่งการให้รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์หาตลาดส่งออกสับปะรดสดเร่งด่วนที่สุด 3.ใช้อำนาจคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจวางแผนตลาดรองรับฤดูกาลต่อไปของทุกผลผลิตทางการเกษตร

ทั้งนี้ เป็นเพียงช่องทางเดียวในเวลาที่วิกฤตเช่นนี้ โดยเฉพาะมาตรการแรก ยกเว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลจะรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนทั้งราชการ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ ประสานงานตลาดกลางทุกจังหวัดรับซื้อในราคาพยุง ช่วยกันทั้งหมดจึงจะแก้ได้ แต่ก็ยังเสี่ยงต่อการไม่ทันสถานการณ์ เนื่องจากสับปะรดปีนี้มีผลผลิตมากกว่าเดิมจากทั้งหมด 1,800,000 ตัน เป็น 2,000,000 ตัน แต่โรงงานสับปะรดกระป๋องมีโควต้าส่งออกเพียงแค่ 600,000 ตัน ต่อปี เท่านั้น

ขณะเดียวกัน มูลนิธิมัลลิกาฯ ก็ได้ประสานงานเครือข่ายช่วยประชาชน ทั้งมูลนิธิแพร่น้ำใจ มูลนิธิม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เพื่อช่วยเกษตรกรระดับหนึ่ง ซึ่งวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2561 นี้ จะนำมาเปิดตลาดนำร่องที่รับซื้อมาทั้งจะจำหน่าย ทั้งแจกจ่าย ให้กับประชาชนที่สนใจ กูรูอินเดีย อวดสรรพคุณ “มะม่วงวิเศษ” – วันที่ 27 มิ.ย. เว็บไซต์ทริบูน รายงานกระแสฮือฮาสุดพิสดารในประเทศอินเดีย หลังจาก นายสัมภาจี ภิเท หรือ “กูรูจีภิเท” วัย 85 ปี นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยมที่เชิดชูอุดมการณ์แบบฮินดุตวา หรือฮินดูชาตินิยม ที่มีชื่อเสียงและมีประชาชนให้ความเลื่อมใสศรัทธาอย่างมาก

เนื่องจากเป็นแกนนำกลุ่มฮินดูชาตินิยมคนสำคัญของรัฐมหาราษฏระ รวมถึงเคยได้รับคำชื่นชมจาก นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมที ผู้นำอินเดีย เปิดเผยความลับว่า ช่วยเหลือให้คู่สามีภรรยามากกว่า 150 คู่ ที่ไม่สามารถมีบุตร หรือมีลูกยาก ได้มีลูกสมดังหวังเพียงเพราะกินมะม่วงที่ปลูกในสวนของตน

“ข้าพเจ้าไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร จะยกเว้นก็แต่แม่เท่านั้นที่รู้ ข้าพเจ้าปลูกต้นมะม่วงหลายต้นไว้ในสวน จนถึงตอนนี้มีคู่สามีภรรยาที่ไม่มีลูก 180 คู่ มาขอมะม่วงไปกิน และ 150 คู่ ก็มีลูกกันแล้ว” กูรูจีภิเทกล่าว และว่าส่วนใหญ่คู่รักที่มาหาตนจะได้ลูกชายหลังจากกินมะม่วง “มะม่วงในสวนของข้าพเจ้ามีประโยชน์มากต่อใครก็ตามที่เผชิญปัญหาการมีบุตร” กูรูจีภิเท กล่าวยืนยัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากกรณีดังกล่าว กลายเป็นกระแสพูดคุยอย่างกว้างขวาง เจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่นเมืองนาชิคเร่งนำกำลังไปขอข้อมูลของครอบครัวที่กูรูจีภิเทกล่าวอ้างว่า มีลูกหลังกินมะม่วงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว นายสรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธาน ในการเปิดโครงการนำร่อง “การแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์ เพื่อแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาดในภาคตะวันออก”

นายสรวิศ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรนิคมระยอง จำกัด และสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ร่วมกันแก้ไขปัญหาสับปะรดล้นตลาดในภาคตะวันออก โดยการนำสับปะรดที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของโรงงานมาผลิตเป็นอาหารสำหรับโคนม โดยสหกรณ์โคนม วังน้ำเย็น จำกัด จะรับซื้อผลสับปะรดสด จำนวน 315 ตัน ผลิตอาหาร TMR จำนวน 500 ตัน เลี้ยงโคนมได้จำนวน 800 ตัว ระยะเวลา 20 วัน จะได้ผลผลิตน้ำนมดิบ จำนวน 224 ตัน คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 4 ล้านบาท สามารถแก้ปัญหาสับปะรดตกต่ำได้ระดับหนึ่ง ขณะที่มีอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพดีอีกด้วย

ที่จังหวัดลำปาง รถบรรทุก 6 ล้อ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ จังหวัดลำปาง เข้าขนสับปะรด จำนวน 20 ตัน จากพื้นที่หมู่ 10 ตำบลบ้านแลง อำเภอเมืองลำปาง นำไปแจกฟรีที่หน้ากระทรวงสาธารณสุข ในวันที่ 28 มิถุนายน เวลา 09.00 น. ทั้งนี้ มีผู้บริจาคเงิน 4 แสนบาท เพื่อรับซื้อสับปะรดจากเกษตรกรและที่ผ่านมาได้ซื้อผลผลิตจากเกษตรกรมาแล้ว 20 ตัน นำไปแจกผู้มารับบริการและญาติผู้ป่วยที่หน้าโรงพยาบาลลำปาง และ นายอธิษฐาน วงศ์ใหญ่ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำปาง

และนักพูดชื่อดังในจังหวัดลำปาง ได้เข้ามาซื้อช่วยอีกกว่า 50 ตัน โดย 20 ตันแรก จะขนเข้าไปยังกระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพฯ รวมถึงอีก 30 ตัน จะขนโดยรถบรรทุกของเอกชน คือ บริษัท นิ่มซีเส็ง จำกัด สาขาลำปาง ที่ให้การสนับสนุนรถบรรทุก 10 ล้อ บรรทุกผลผลิตนำไปแจกจ่ายฟรีที่โรงพยาบาลหลายแห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จังหวัดตาก โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ โรงพยาบาลลำพูน และโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่

นักวิทย์ชี้ ช่วงนี้ทะเลไทยผิดปกติ สัตว์น้ำหลายแห่งตายประหลาด
ผศ.ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว Thon Thamrongnawasawat ระบุข้อความว่า

“ช่วงนี้สภาพแวดล้อมในทะเลมีบางอย่างผิดปรกติ สัตว์น้ำหลายแห่งมีอาการประหลาด เช่น สัตว์หน้าดินแถวชุมพรตายอย่างไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด คาดว่าออกซิเจนในน้ำใกล้พื้นทะเลต่ำมาก สัตว์ที่ติดลอบจึงตาย สาเหตุคงไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่เป็นคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงในหลายพื้นที่ เช่น ปากเมง (ตรัง) หาดประพาส (ระนอง) ละแม (ชุมพร) นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลกำลังพยายามรวบรวมข้อมูลกันอยู่ครับ”

ช่วงนี้สภาพแวดล้อมในทะเลมีบางอย่างผิดปรกติ สัตว์น้ำหลายแห่งมีอาการประหลาด เช่น สัตว์หน้าดินแถวชุมพรตายอย่างไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด คาดว่าออกซิเจนในน้ำใกล้พื้นทะเลต่ำมาก สัตว์ที่ติดลอบจึงตาย สาเหตุคงไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่เป็นคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงในหลายพื้นที่ เช่น ปากเมง (ตรัง) หาดประพาส (ระนอง) ละแม (ชุมพร) นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลกำลังพยายามรวบรวมข้อมูลกันอยู่ครับ

ภาพสัตว์น้ำที่ตายในลอบจากทะเลชุมพรครับ หนูมีปัญหาเรื่องชื่อที่หลายคนบ่นว่าเรียกไม่ถูก เพราะเรียกตามคำอ่านก็บอกว่าผิด คือบางคนอ่านว่า เส-ลา กลายเป็นเป็นคำเรียกที่แปลกมาก บางคนอ่านว่า สะ-เลา ยิ่งผิดแปลกเพี้ยนไปเลย หนูจึงบอกเขาว่าให้ไปเปิด google เขาอ่านว่า สะเหลา ค่ะ ฟังแล้วหนูเองก็มีความรู้สึกว่าช่างอ่อนช้อย “สะหลักสะเหลา” ยิ่งนัก เพราะกลีบดอกสีม่วงอ่อนที่ย้วยย่นเป็นหยักลอน เพียงแต่บอบบางน่าทะนุถนอมก็ทำให้หนูมีความรู้สึกว่าใครๆ ก็รักหนู

หนูภูมิใจมากที่หนูเป็นที่รักเอ็นดูของใครต่อใคร คิดดูซิคะ หนูเป็นพันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดนครสวรรค์ เมืองท่องเที่ยวที่ทุกคนรู้จัก แล้วหนูยังเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยนเรศวรอีกด้วย เป็นสัญลักษณ์ที่ชาวมหาวิทยาลัยนเรศวร รอรับดอกเสลาที่บานสะพรั่งช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคมของทุกปี เพราะจะได้ต้อนรับบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตในงานพระราชทานปริญญาบัตร พร้อมจะได้ร่วมร้องเพลง ดอกเสลา ที่ท่าน ศ.ดร. สุจินต์ จินายน อธิการบดี แต่งคำร้องไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2555 ที่ขึ้นต้นว่า “สราญสดใส เสลาผลิใบ ดอกบานสะพรั่ง ฟ้าม่วงชมพู สีเจ้า สดหรู ชื่นชูชีวัน…ฯลฯ” แล้วยังมีชื่อหนูปรากฏในวรรณคดีอีกตั้งหลายเรื่อง เช่น โคลงนิราศสุพรรณ บทประพันธ์ของท่านสุนทรภู่

มีบาทสุดท้ายของบทหนึ่งว่า

“เสลาสลอดสลักสล้าง เหล่าไม้กระแสสินธุ์ฯ”

และมีบาทแรกอีกบทหนึ่งว่า

“เสลาสลอดสลับสล้าง สลัดใจ” หนูเป็นไม้ยืนต้นแข็งแรงขนาดกลางถึงใหญ่ ขัดแย้งกับกลีบดอกที่ดูย่น หยักอ่อนบางร่วงหล่น แต่แปลกอีกอย่างคือ ถ้าหนูออกดอกมาเมื่อไหร่ หนูก็จะไล่ใบเขียวๆ ร่วงหล่นผลัดใบแล้วหนูก็โชว์ดอกสวยสล้างเสลาของหนูชูช่องาม เห็นแต่ดอกคลุมทั่วต้น แต่ถ้าดอกหนูโรยเมื่อไหร่ก็จะมีผลกลม แข็ง แตกเป็นกลีบเมล็ดมีปีก นี่แหละนำไปเพาะปลูกได้เลย

มีปัญหาอีกอย่างที่มีคนบ่นว่า แยกหนูไม่ออกกับพี่ๆ น้องๆ ของหนูที่เขาเรียก 3 ใบเถา คือ ตะแบก และอินทนิล ก็ถ้าดูดอกแล้วจะดูยาก จึงขอแนะนำให้ดูเปลือกต้นเพราะขึ้นปะปนกันตามป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ แต่เขานิยมนำหนูและพี่น้องมาปลูกข้างถนนทั่วไป แต่หนูก็มีดีทางสมุนไพร คือเปลือกบดป่นให้ละเอียด ใช้โรยแผลได้ กินแก้ท้องเสียได้ แล้วเนื้อไม้ทำเครื่องแกะสลัก ไม้พื้น รอด ตง คาน และเครื่องมือช่างไม้ได้ดี พี่จะปลูกหนูเป็นไม้ประดับก็ได้แต่ต้องขยันกวาดใบกวาดดอกหน่อยนะคะ

“ตะแบกบานแล้วร่วง สีม่วงที่พี่ชื่นชม…ฯ” ถ้าดูดอกแล้วแยกหนูกับพี่ตะแบกไม่ได้ ก็ดูเปลือกต้นนะจ๊ะ เขาพูดกันว่า “เสลาเปลือกแตก ตะแบกเปลือกบางนะ…เจ้าค่ะ”

เกษตรฯ ชู จังหวัดเลย ใช้การตลาดนำการผลิต สร้างจุดแข็งสินค้า แก้ปัญหาล้นตลาด พร้อมระดมทุกภาคส่วนเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืน

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการติดตามการขับเคลื่อนงานของกรมส่งเสริมการเกษตรที่จังหวัดเลยนั้น มีอยู่ 2 ประเด็น คือ

1. การขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีนโยบายหลักของกระทรวงที่ลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ 15 โครงการหลัก โดยในส่วนของจังหวัดเลยนั้น เป็นจังหวัดที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีประมาณ 14 อำเภอ ดังนั้น การปฏิบัติงานของจังหวัดเลยจึงค่อนข้างที่จะคล่องตัว โดยในส่วนของการปฏิบัติงาน ในปี 2561 มีการตั้งเป้าหมาย มีการวางแผน และมีผลการดำเนินงานมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ส่วนจุดแข็งของจังหวัดเลย ที่พบคือ การทำงานในด้านของการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ โดยเฉพาะด้านการผลิตพืช

จังหวัดเลยมีการสนองนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ โดยการใช้แผนการตลาดนำการผลิต ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องของตลาดสินค้าเกษตรเกือบทุกชนิดพืช ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ไม้ดอก และพืชตระกูลส้ม เป็นต้น เนื่องจากมีตลาดรองรับแน่นอน ประกอบกับจังหวัดเลยมีพื้นที่ไม่มากนัก ผลผลิตที่ได้จึงพอเหมาะกับตลาดที่รองรับ อีกทั้งการวางแผนการผลิตและการตลาดค่อนข้างที่จะเชื่อมโยงกัน สามารถที่จะขับเคลื่อนการตลาดนำการผลิตได้ค่อนข้างดี

อบต.สามเรือน จัดงาน “เห็ดตับเต่า” ล่องเรือชมวิถีชีวิต/ช็อป

ที่ศูนย์ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเพาะเห็ดตับเต่า หมู่ 5 ตำบล สามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายเรวัติ ประสงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าวเตรียมจัดงาน “วันเห็ดตับเต่างาม ที่สามเรือน ปีที่ 8” ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน-1กรกฎาคมนี้

นายเรวัติ กล่าวว่า อบต.สามเรือน จัดงานนี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่ยังไม่รู้จักเห็ดตับเต่าได้เรียนรู้ความเป็นมาและลองรับประทาน อีกทั้งยังส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็ง เนื่องจากผู้ปลูกเห็ดตับเต่ามีการรวมตัวแลกเปลี่ยนความรู้จากภูมิปัญญา สามารถขยายพื้นที่เพาะเห็ดจนมีผลผลิตออกมากที่สุดในประเทศไทย สร้างรายได้ให้กับชุมชม รวมทั้งต้องการพัฒนาพื้นที่เพาะเห็ดตับเต่าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งใหม่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งในแต่ละปีมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมและศึกษาเป็นจำนวนมาก

“ภายในงานจะได้สัมผัสการล่องเรือชมวิถีชีวิตริมน้ำของชาวบ้านตำบลสามเรือน ร่วมบันทึกภาพดงแหล่งเพาะเห็ดตับเต่าท่ามกลางดงโสน ชมการสาธิตและชิมเมนูอาหารที่ปรุงจากเห็ดตับเต่า สินค้าแปรรูปจากเห็ดตับเต่า อาหารคาวหวานประจำท้องถิ่น และเลือกซื้อเห็ดตับเต่าสดๆ ราคาถูกด้วย”

โดย เฟซบุ๊ก ของ Thanyarat Nomkhort โพสต์คลิป ป้าแก้ว ขณะคำนวณดวงชะตา 13 ชีวิต ว่าไปทำลบหลู่ ในถ้ำหลวง คนเข้าไปดูคลิปล้านกว่าครั้งแล้ว โดยโค้ชของทีม อายุ 25 ปี ไปจับเศียรพระ ส่วนน้องอายุ 16 ปี คนหนึ่ง เอาเท้าไปวาด วางรอยเท้าผนังถ้ำ ส่วนน้อง อายุ 14 ไปหยิบเหรียญในถ้ำมาติดตัวไป จะเอาออกจากถ้ำ แต่เอาออกไม่ได้ กับ น้องอายุ 14 อีกคน คิดเอาเหรียญ รูปพระเก่าแก่ เหรียญดำ จะเอาไปห้อยคอ ส่วนน้องอายุ 15 คนหนึ่ง ปากดี ไปว่าเพื่อน ส่วนน้องอายุ 13 ไม่ได้ทำอะไรลบหลู่ แต่เป็นทุกข์ใจ ร่ำร้อง อยากกลับบ้านอย่างเดียว เป็นต้น

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรงนั้นมากมาย ตอนนี้ทุกคนยังมีชีวิต ไม่ตกตัวเลขตายเลย โค้ชด้วย พร้อมแนะว่า ให้พ่อแม่ครูบา ทำขันธ์ห้า ดอกไม้เจ็ดสี ธูปเจ็ดสี ไปขมา แล้วจะได้เห็น ได้ยินเสียงกัน แล้วถามโค้ชว่าพาเข้าไปทำอะไร ไปดูอะไรในถ้ำ

พร้อมข้อความว่า “ถ้าเด็กๆ ออกมาได้ ลองถามดูนะคะว่าได้ไปทำเหมือนป้าแก้วว่ามั้ย” ทำเอาคนแห่มาดูคลิปแล้ววิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย บ้างก็บอกว่า “คุณป้าเอาดีๆ นะ อย่าพูดมั่วๆ ถ้าไม่เป็นจริงคุณป้าเสียคนเลยนะ”, “โห… เก่งกว่าเทวดาอีกว่ะ น่าจะให้เค้าเป็นผู้นำประเทศนะนี่”, “อารัย ทุกคนเลยรึ”, “ถ้าป้าเดาไม่ถูก เอ่ยทำนายไม่ถูก ก็คิดซะว่าแกเล่าเรื่องตลกให้เราฟัง”, “ป้าเขาแนะนำก็ดีแล้ว ไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอก ป้าเขาไม่ได้บอกให้ไปขายที่ ขายบ้าน เอาตังค์ไปถวายเมื่อไร แค่ทำ ขันธ์ 5 กับธูป เจ็ดสี คงไม่ทำให้ใครจนลงหรอก” ขณะที่บางคนก็บอกไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อยากลบหลู่

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้สำรวจภาวะรายได้ของเกษตรกรไทย เมื่อปี 2558 พบว่า มียอดหนี้สินสูงกว่ารายได้ 25.5 เท่าตัว แถมตัวเลขหนี้สินของเกษตรกรมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มชาวนาไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงวัย ปรับตัวไม่ค่อยทันกับยุค Digital 4.0 เมื่อโลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ประกอบกับขาดการจัดการไร่นาเชิงธุรกิจและแบกภาวะต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง แต่ขายข้าวได้ราคาต่ำ ทำให้ชาวนาจำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสินมาเป็นค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูครอบครัว ชาวนาจำนวนมากจึงเสี่ยงต่อการสูญเสียที่ดินทำกินให้กับเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ

บมจ. อินทัช โฮลดิ้งส์ ผู้นำด้านธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยี ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย จึงได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างโอกาสและเครือข่ายที่เข้มแข็งแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนชาวนา ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกข้าวเพื่อสุขภาพบ้านดักคะนน จังหวัดชัยนาท วิสาหกิจชุมชนปลูกข้าวเพื่อสุขภาพแก่นฝาง จังหวัดขอนแก่น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทำนาบ้านป่าไหม้ จังหวัดนครศรีธรรมราช วิสาหกิจชุมชนหอมกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท่างามแสนสุข จังหวัดพิษณุโลก และเรือนจำชั่วคราวโคกตาบัน สังกัดเรือนจำกลาง จังหวัดสุรินทร์ มาร่วมแลกเปลี่ยนและเพิ่มพูนความรู้ในด้านการทำเกษตรกรรมยุคใหม่ ในงาน “สานความร่วมมือของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อความมั่งคั่งและยั่งยืน” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปลูกและจำหน่ายผลผลิตข้าวของวิสาหกิจชุมชนให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง

กิจกรรมสำคัญภายในงาน ประกอบด้วย การจัดบรรยาย ในหัวข้อ “ทิศทางแผนการขับเคลื่อนนโยบาย Smart Agricultural Curve” การทำเวิร์กช็อปสร้างเครื่องมือทางการตลาดทางออนไลน์โดยใช้โซเชียลมีเดีย การให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร จัดทำแผนธุรกิจและเชื่อมโยงตลาด

นอกจากนี้ อินทัช ยังให้การสนับสนุนแก่วิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายเกษตรกรในด้านต่างๆ ในระยะยาว ได้แก่ การส่งเสริมการทำงานร่วมกันภายในเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโดยใช้จุดแข็งของแต่ละพื้นที่มาเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน การจัดทำแผนการตลาดของแต่ละกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ การผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนได้รับรองมาตรฐาน GAP และ Organic Thailand การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานของระหว่างกลุ่มวิสาหกิจชุมชน อาทิ การขนส่งสินค้า การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว การหาตลาดข้าวจากผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ การจับคู่ทางการค้าให้ผู้ซื้อเข้าถึงกลุ่มชาวนาได้โดยตรงไม่ต้องผ่านคนกลาง ฯลฯ ไปจนถึงการติดตาม ให้คำปรึกษา และประเมินผลการทำงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั้ง 6 พื้นที่ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุตามแผนงานและผลสัมฤทธิ์ที่ตั้งไว้

คุณเอนก พนาอภิชน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อินทัช โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า อินทัชภูมิใจที่มีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจที่ดีของชาวนาไทยให้ดีขึ้นในด้านเศรษฐกิจ คือช่วยลดต้นทุนการทำนาและสร้างรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายข้าวผ่านแบรนด์ของชุมชน การส่งเสริมให้ชุมชนแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าให้แก่สินค้า ดังที่เห็นได้จาก วิสาหกิจชุมชนหอมกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา และสามารถจำหน่ายข้าวแบรนด์หอมกระเจาเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชน

ในด้านสังคม ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการสามารถรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการกันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ผู้ที่สนใจและเกษตรกรกลุ่มอื่นๆ นอกจากนี้ การปลูกข้าวปลอดสารเคมียังช่วยคืนสมดุลแก่ระบบนิเวศในแปลงนาให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ จนได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP อีกด้วย

ชีวิตชาวกะเหรี่ยงอยู่กับธรรมชาติ แนบแน่นอยู่กับการใช้ชีวิตง่ายๆ ตามป่าดง

บางคนมองว่า ชาวกะเหรี่ยงมีความสุขกับธรรมชาติ ขณะที่บางคนมองว่าอยู่ท่ามกลางความขาดแคลน ต่างคนต่างก็มองกันไปตามความคิดของตน แต่ถ้าไปถามชาวกะเหรี่ยง เชื่อว่าคงไม่น้อยที่บอกว่า อยู่กับป่ากินกับป่ามีความสุขมากกว่าอยู่ในป่าคอนกรีต นี่ก็สรุปเอาเองเหมือนกัน

เมื่ออยู่กับธรรมชาติ เครื่องมือของใช้ย่อมสร้างสรรค์มาจากวัสดุธรรมชาติ จึงไม่ซับซ้อน ไม่มีขั้นตอนการสร้างมาก เนื่องจากวัสดุที่นำมาสร้างสรรค์ต้องนำมาจากป่าดง ไม่ได้ซื้อหาจากข้างนอก ยกเว้นกรณีที่จำเป็นจริงๆ

สีข้าวกะเหรี่ยง เป็นเครื่องมือที่ทำมาจากไม้ วัสดุที่หาได้ในป่า เพื่อนำมาใช้สีข้าวหุงหากินกัน ตัวสีทั้งหมดทำมาจากไม้เป็นต้นๆ ต้องเลือกต้นขนาดใหญ่ด้วย

เริ่มจากฐานด้านล่าง ทำมาจากต้นไม้ทั้งต้น ตัดให้สูงประมาณ 1 ศอก ทำแกนไว้ตรงกลางยื่นเด่ไว้ ข้างๆ หยักให้เป็นเขี้ยวเล็กๆ รอบๆ ฐาน ด้านบนเจาะต้นไม้ขนาดเดียวกันให้เป็นโพรงตรงกลาง เพื่อรองรับกับแกนฐานเบื้องล่าง ทำช่องใส่เมล็ดข้าวด้านบน ส่วนด้านข้างเจาะเพื่อใส่ด้ามสีเข้าไป

ต้องการสีข้าวเมื่อใด ก็นำข้าวเปลือกใส่ด้านบน จับด้ามสีหมุนไปรอบๆ เมล็ดข้าวเปลือกก็จะถูกเขี้ยวสีด้านบนและล่างบดให้เปลือกข้าวออกจากเมล็ด เมื่อได้เมล็ดข้าวสารแล้วนำไปร่อนเพื่อแยกแกลบที่ปนอยู่ออก ส่วนข้าวสารก็เก็บไว้หุง

สีข้าวกะเหรี่ยง กลไกและวิธีการเหมือนสีข้าวของคนภาคกลาง สมัยเด็กๆ ผู้เขียนยังได้เห็นสีชาวบ้านภาคกลาง จำได้ถนัดตาว่า แต่ละบ้านมักมีสีข้าวอยู่ใต้ถุนบ้าน หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะนำเอาข้าวเปลือกใส่ยุ้งไว้ คราใดที่มีเวลาว่างจากงาน ชาวบ้านก็จะนำเอาข้าวจากยุ้งมาตำคราวละถังสองถัง สมัยก่อนนั้นชาวบ้านยังไม่นิยมส่งข้าวให้โรงสี และไม่ใช่ปลูกข้าวได้เท่าไรก็ขาดข้าวออกหมด แล้วก็ไปซื้อข้าวสารมาหุงกันอย่างปัจจุบัน

การสีข้าว ตำข้าว เราชาวบ้านถ้ามีงานมากๆ กลางวันไม่ค่อยว่างก็จะสีและตำกันตอนกลางคืน โอกาสนี้เอง บ้านไหนมีสาวๆ ก็จะมีหนุ่มๆ เข้ามาช่วยตำข้าว ช่วงแรกรักน้ำต้มผักยังว่าหวาน ไฉนเลยเรี่ยวแรงช่วยสาวสีข้าวตำข้าวของไอ้หนุ่มจะไม่ทุ่มเท บางคืนหนุ่มสาวตำข้าวกันดึกดื่น ทั้งๆ ที่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะต้องไปทำงานไร่นาก็ตาม

เพลงลูกทุ่งชื่อ หนุ่มสุพรรณ เสียงร้องของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ท่อนหนึ่งร้องว่า “ถ้าข้าวสารไม่มีจะใส่สีลงไปบด ถ้าข้าวสารเอ๊ยมันหมดจะลากสากเข้าใส่ พี่จะเป็นคนตำเสียให้รำอ่อน ให้น้องรักคนร่อนคนกระทาย”

เสียงเกี้ยวสาวของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ในเนื้อเพลงบอกขั้นตอนการสีข้าวเอาไว้ได้อย่างครบครัน คือเมื่อข้าวสารไม่มี ก็ “ใส่สีลงไปบด” นั้นหมายถึง การสีข้าวแบบชาวบ้านสมัยก่อน และแบบเดียวกับกะเหรี่ยงนั่นเอง

“ถ้าข้าวสารเอ๊ยมันหมดจะลากสากเข้าใส่” ท่อนนี้หมายถึง ไอ้หนุ่มสุพรรณอาสาตำข้าวให้ว่าที่ศรีภรรยา เรียกว่าอาสาไว้ก่อน ถ้าได้แต่งแล้วไม่รู้ว่าจะทำหรือเปล่า หลังจาก “พี่เป็นคนตำเสียให้รำอ่อน ให้น้องรักคนร่อนคนกระทาย”

เพลงต้องการสื่อว่า เรื่องสีข้าว ตำข้าว งานหนักไอ้หนุ่มเสียงเหน่อสุพรรณขอทำเอง ส่วนงาน เบาๆ อย่าง “ร่อน” และ “กระทาย” ซึ่งเป็นขั้นแยกแกลบและข้าวป่นๆ ออกจากข้าวสารนั้น ให้สาวเจ้าทำไป สาวๆ สมัยก่อนฟังแล้วคงเคลิ้ม ปลื้มปริ่มไปกับไอ้หนุ่มสุพรรณ แต่สาวสมัยนี้เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยนึกภาพไม่ออกว่าเขาสีข้าว ตำข้าว ร่อนข้าว และกระทายข้าวกันอย่างไร

กะเหรี่ยงกว่าจะได้สีข้าว ตำข้าวนั้นต้องผ่านการปลูกข้าวก่อน พันธุ์ข้าวของชาวกะเหรี่ยงแปลกไปจากพันธุ์ข้าวทั่วไป เนื่องจากชาวกะเหรี่ยงอยู่บนพื้นที่สูง เมื่อปลูกบนที่สูงก็ต้องเลือกพันธุ์ข้าวที่ไม่ต้องการน้ำมาก เคยได้ยินว่าบางพันธุ์เรียกว่า “ข้าวน้ำค้าง” เป็นคำเรียกที่หมายถึงพันธุ์ข้าวที่ใช้น้ำน้อยมาก แค่ฝนตกลงมาพอมีน้ำให้เมล็ดข้าวงอกได้เท่านั้น หลังจากนั้นแค่น้ำค้างป่าพร่างพรมลงมา ข้าวก็สามารถเติบโต และเก็บเกี่ยวผลผลิตมาสีบริโภคได้

สีข้าวกะเหรี่ยงคือ ภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนกินข้าว ปัจจุบันไม่แน่ใจว่ายังมีใช้กันอยู่หรือไม่ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน น.สพ. สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมงานและเป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์ เพื่อแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาดภายในประเทศ และตรวจติดตามงานโครงการโคบาลบูรพา โดยมี นายรณรงค์ นครจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวต้อนรับ

เนื่องจากปริมาณผลผลิตสับปะรดออกสู่ตลาด 2.24 ล้านตัน แต่มีปริมาณความต้องการภายในประเทศและการส่งออก ไม่เกิน 2 ล้านตัน จึงมีสับปะรดล้นตลาด 0.24 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาสับปะรดราคาตกต่ำและล้นตลาด และยังมีสับปะรดขนาดผลเล็ก ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โรงงานไม่รับซื้อ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้มอบหมายให้ กรมปศุสัตว์ ดำเนินโครงการฯ เพื่อแก้ปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกร วัตถุประสงค์เพื่อนำสับปะรดมาแปรรูปเป็นอาหาร ทีเอ็มอาร์ (TMR) สำหรับใช้เลี้ยงโคนม มีเป้าหมายคือ ผลิตอาหาร TMR สำหรับโคนม 1,300 ตัน ระยะเวลา ตั้งแต่ 12-30 มิถุนายน 2561 ณ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด

การผลิตอาหาร TMR โปรตีน 16% ปริมาณ 100 กิโลกรัม ประกอบด้วย ผลสับปะรดสด หญ้าแห้งแพงโกลา กากถั่วเหลือง กากเนื้อในเมล็ดปาล์ม และมันเส้น โดยผลที่คาดว่าได้รับคือ ช่วยเหลือเกษตรกรระบายผลสับปะรด จำนวน 819 ตัน

นอกจากนี้ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ กิจกรรมของสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น และได้ตรวจเยี่ยมคอกแพะแปลงรวม โคบาลบูรพา และตรวจเยี่ยมกลุ่มโค-แพะ โคบาลบูรพา อำเภออรัญประเทศ และได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโครงการโคบาลบูรพา เพื่อชี้แจงการดำเนินงาน พื้นที่เป้าหมาย กลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย ผลการดำเนินงาน ความก้าวหน้า การเชื่อมโยงตลาด และการขยายผลของโครงการในระยะต่อไป

เตือนภัย โรคไหม้ข้าว ระยะกล้า ถึงแตกกอ ในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และจังหวัดใกล้เคียง จากการติดตามสถานการณ์ศัตรูข้าว พบการระบาดของโรคไหม้ข้าวในหลายจังหวัด ประกอบกับในช่วงนี้พื้นที่ดังกล่าวมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง กลางคืนมีความชื้นสูง กลางวันอากาศร้อน ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการระบาดของโรคไหม้ข้าว เชื้อราสาเหตุสำคัญของโรคไหม้ข้าว คือ Magnaportheoryzaeหรือ PyriculariaoryzaeCavara โดยลักษณะการทำลายของโรคสามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโต เริ่มตั้งแต่

ระยะกล้า ใบมีแผลเป็นจุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผล ความกว้างของแผล ประมาณ 2-5 มิลลิเมตร และความยาวประมาณ 10-15 มิลลิเมตร แผลสามารถขยายลุกลามและกระจายทั่วบริเวณใบ ถ้าอาการของโรครุนแรงกล้าข้าวจะฟุบแห้งตาย อาการคล้ายถูกไฟไหม้

ระยะแตกกอ อาการที่พบได้ คือ ใบข้าว ข้อต่อของใบ และข้อต่อของลำต้น ขนาดของแผลจะใหญ่กว่าที่พบในระยะกล้า แผลลุกลามติดต่อกันได้ตามบริเวณข้อต่อ ใบจะมีลักษณะแผลช้ำสีน้ำตาลดำ และหลุดจากกาบใบ

การแพร่ระบาด ของ โรคไหม้ข้าว พบมากในแปลงที่ปลูกข้าวหนาแน่น อับลม ใส่ปุ๋ยในอัตราสูง สภาพอากาศร้อนในตอนกลางวัน และชื้นจัดในตอนกลางคืน อีกทั้งกระแสลมแรงยังเป็นตัวช่วยในการแพร่กระจายโรคได้ดีอีกด้วย

จากสถานการณ์ โรคไหม้ข้าว ในปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเริ่มพบอาการของโรคไหม้ เช่น ใบข้าวมีแผล จุดสีน้ำตาลคล้ายรูปตา มีสีเทาอยู่ตรงกลางแผลให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ เพื่อดำเนินการควบคุมและป้องกันกำจัดทันที ในเบื้องต้นให้พ่นด้วยเชื้อ บีเอส (บาซิลลัส ซับทีลิส) หรือพ่นด้วยเชื้อราไตรโครเดอร์มา (เชื้อสด) อัตราตามคำแนะนำการใช้ หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีให้พ่นเฉพาะบริเวณที่พบการระบาดของโรค เพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายเป็นวงกว้าง โดยสารเคมีที่แนะนำ ได้แก่ อิดิเฟนฟอส 50 เปอร์เซ็นต์ อีซี หรือบลาสติซิดิน-เอส 2 เปอร์เซ็นต์ อีซี หรือไตรไซคราโซล 75 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตราตามคำแนะนำการใช้ ควรพ่นในแปลงนาที่มีประวัติว่าเคยพบการระบาดของโรคและไม่ควรพ่นสารเคมีซ้ำหลายครั้ง เพราะจะทำให้เชื้อราดื้อยา

สำหรับในฤดูกาลเพาะปลูกถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้พันธุ์ต้านทานต่อโรคไหม้ เช่น พันธุ์ กข 5 กข 11 กข 27 กข 33 (หอมอุบล 80) กข 37 กข 41 กข 43 กข 47 ชัยนาท 1 สันป่าตอง 1 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 3 สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 คลองหลวง 1 ปทุมธานี 1 และพันธุ์พิษณุโลก 60-2 หว่านเมล็ดพันธุ์ในอัตราที่เหมาะสม 15-20 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือใช้เชื้อราไตรโครเดอร์ (เชื้อสด) คลุกเมล็ดพันธุ์ข้าว หรือนำไปแช่บ่มเตรียมการก่อนปลูก หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ไตรไซคลาโซล, คาซูกาไมซิน, คาร์เบนดาซิม, โพรคลอราซ อัตราตามคำแนะนำการใช้ รวมถึงลดปริมาณการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งวิธีนี้อาจมีผลกระทบต่อผลผลิตบ้าง แต่จะช่วยให้ข้าวไม่อ่อนแอต่อโรคไหม้

น.สพ.สรวิศ ธานีโต รักษาการอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จังหวัดชัยภูมิ ร่วมกับ กรมปศุสัตว์ แก้ไขปัญหาสับปะรดล้นตลาด โดยระหว่าง วันที่ 27-30 มิถุนายน สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชัยภูมิ ได้จัดซื้อสับปะรดเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารหมักเลี้ยงโคเนื้อ โคนม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรระบายสับปะรดซึ่งล้นตลาด และราคาตกต่ำตามโครงการยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดชัยภูมิ ซึ่ง นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 300,000 บาท ภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (กนจ.) เพื่อจัดซื้อสับปะรด จำนวน 65,000 กิโลกรัม ผสมกับฟาง 35,000 กิโลกรัม นำมาสับผสมกันเป็นอาหารหยาบคุณภาพสูง สำหรับเลี้ยงโคเนื้อ โคนม บรรจุถุงละ 20 กก. จำนวน 100,000 กก. โดยสาธิตการผลิตและฝึกให้เกษตรกรฝึกปฏิบัติ ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ และผู้ประกอบการฟาร์มปศุสัตว์ได้นำสับปะรดใช้เป็นอาหารเลี้ยงโคนม โคเนื้อ รวมแล้วกว่า 1,800 ตัน

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บางจากได้รับซื้อสับปะรดจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดเพิ่มเป็นกว่า 460 ตัน จากที่รับซื้อก่อนหน้า 200 ตัน ในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี และเขตพื้นที่อื่นๆ ที่มีผลผลิตสับปะรดล้นตลาด เพื่อช่วยรองรับผลผลิตส่วนเกินให้มากขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดเกือบ 4,000 ครัวเรือน ในโครงการ “บางจากฯ ร่วมใจช่วยบรรเทาภาวะสับปะรดล้นตลาด”

โดยเมื่อ วันที่ 27 มิถุนายน ได้จัดแถลงข่าวการรับซื้อสับปะรดดังกล่าว ที่อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธาน มี นายวรากร โกศลพิศิษฐ์กุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์และวางแผนการตลาด ตัวแทนจาก บางจากฯ พร้อมด้วยพาณิชย์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เกษตรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายกสมาคมชาวไร่สับปะรดไทยร่วมด้วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกจากบริษัทจะรับซื้อสับปะรดจากกลุ่มเกษตรกรแล้ว ปั๊มสหกรณ์บางจากยังได้รับซื้อสับปะรดจากเกษตรกรกว่า 70 ตัน โดยนำไปเป็นของสมนาคุณลูกค้า และจำหน่ายที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในจังหวัดระยองในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา “โครงการนี้นอกจากช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรแล้ว ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร โดยบางจากฯจะนำสับปะรดที่รับซื้อไปแปรรูปเป็นสับปะรดอบแห้งเพื่อนำมาสมนาคุณลูกค้าผู้ใช้น้ำมันที่สถานีน้ำมันบางจาก ในช่วงประมาณกลางเดือนสิงหาคมนี้

ณ สถานการณ์ตอนนี้ คนไทยทั้งประเทศต่างส่งแรงใจลุ้นช่วย 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง อยากให้ทุกคนออกมาอย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันต่างก็เป็นห่วงในสภาพร่างกายของทั้งหมด เพราะขาดอาหารและน้ำมานานติดต่อกันถึง 5 วัน จุดนี้จึงทำให้ทุกคนต่างเป็นกังวลใจ

ซึ่งล่าสุดสมาชิกเฟซบุ๊ก “หมอเวร” ได้วิเคราะห์สภาพร่างกายแบบเรียลไทม์ของทั้ง 13 คน ว่าช่วงเวลาไหนจะเริ่มอันตรายและบอกว่ามีเปอร์เซ็นต์รอดค่อนข้างสูงมากที่เดียว 12 ชม. ใน 3-4 ชม.แรก ร่างกายจะดึงพลังงานจากอาหารมื้อล่าสุดที่กิน เพื่อเอามาใช้งานก่อน หลังจากนั้นถ้าพลังงานตรงนี้หมด จะไปดึงพลังงานส่วนไกลโคเจนมาใช้แทน (ให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ดึงพลังงานจากคาร์บที่อยู่ในกระแสเลือดมาใช้นี่แหละ) ตอนนี้ถือว่ายังชิวๆ ยังสบายๆ อยู่

24 ชม. ร่างกายจะเริ่ม โหยๆ เพลียๆ นิดหน่อย ท้องจะเริ่มส่งเสียงร้องระงมว่าต้องการอาหาร ระดับโซเดียมในเลือดสูงขึ้น ความดันเพิ่มขึ้นเล็กน้อย พอไกลโคเจนในเลือดหมดแล้ว คิวต่อไปที่ร่างกายจะดึงพลังงานมาใช้ก็คือ กลูโคส หรือน้ำตาล ส่วนที่เล็กที่สุดในร่างกายนั่นเอง หลักๆ จะดึงกลูโคสไปใช้งานกับสมองก่อน เพราะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด

36 ชม. ตอนนี้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง อันนี้ลดลงเป็นปกติ เพราะว่าไม่มีสารอาหารประเภทคาร์บหรือไขมันตกถึงท้องเลย ถ้ากลูโคสหมด ร่างกายจะดึงโปรตีนมาใช้ต่อ หรือถ้าไม่พอก็จะเริ่มดึงไขมันที่สะสมใต้ผิวหนังมาใช้เผาแทนแล้วล่ะ ผิวหนังจะเริ่มซีดลง ลิ้นแห้งและอาจมีตุ่มเล็กๆ ขึ้นบริเวณลิ้น เริ่มมีกลิ่นปากที่รุนแรงขึ้น เพราะของเสียจากการเผาไขมันจำพวกคีโตนทำให้มีกลิ่นที่รุนแรง

48 ชม. ครบสองวัน ตรงนี้ตาจะเริ่มอ่อนแรง อาจมีอาการแทรก เช่น การปวดหัว หรือรู้สึกว่าการขยับร่างกายไปมามันหนักมาก (ไม่มีแรงนั่นแหละ พูดง่ายๆ) ร่างกายจะขุดไขมันสะสมมาใช้อย่างจริงจัง ปกติไขมันสำรองของคนทั่วไป มักจะสามารถถูกเอามาเผาผลาญเป็นพลังงานต่อไปได้อีกอย่างน้อย 60-80 ชม. ใครที่มีน้ำหนักตัวเยอะ หรือมีไขมันสะสมเยอะก็จะอยู่ได้นานขึ้น

นอกจากนี้ ในด้านของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

ให้เตรียมพร้อมในการเจรจาข้อตกลงทางการค้าต่างๆ เช่น เขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) หุ้นส่วนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) ก็จะดูแลเรื่องการประสานงานกับภาคเอกชนและทำงานร่วมกันในประเด็นดังกล่าวมากขึ้น รวมทั้งหาตลาดใหม่ๆ

รมช. พาณิชย์ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2561 จนถึงปัจจุบัน สหรัฐออกมาตรการกีดกันทางการค้า ขึ้นภาษีนำเข้าในสินค้าหลายชนิดและหลายระลอก ได้แก่ สินค้าเครื่องซักผ้าและโซลาร์เซลล์ ที่อ้างเหตุผลเพื่อปกป้องคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศ สินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม อ้างเรื่องความมั่นคงของประเทศ และสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งการขึ้นภาษีสินค้าเทคโนโลยีฯ จะใช้กับจีนเท่านั้น โดยสหรัฐอ้างว่า จีนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ นอกจากนี้ สหรัฐอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อออกมาตรการสำหรับสินค้ากลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ก็เริ่มเห็นผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐต่อการส่งออกของไทยแล้ว โดยมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องซักผ้าและโซลาร์เซลล์ ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงต้นปี ทำให้ไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังสหรัฐได้น้อยลง เปรียบเทียบมูลค่าส่งออกในช่วง 5 เดือนแรก ของปีนี้กับปีก่อนหน้า พบว่ามูลค่าการส่งออกเครื่องซักผ้าและโซลาร์เซลล์ลดลงมากกว่า 30% และ 50% ตามลำดับ นอกจากนี้ สินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม ก็มีแนวโน้มว่าจะส่งออกไปสหรัฐลดลงเช่นกัน สำหรับมาตรการที่ใช้กับสินค้าในกลุ่มทรัพย์สินทางปัญญาฯ ของจีน จะเริ่มบังคับใช้ในเดือนก.ค. ซึ่งจากการประเมินของกระทรวงพาณิชย์ ในภาพรวมแล้วไทยยังไม่ได้รับผลกระทบทางลบ

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประเมินว่า สงครามทางการค้าที่เกิดขึ้นอาจทำให้เกิดการปรับรูปแบบ และโครงสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบมีแรงจูงใจแสวงหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาเสถียรภาพการค้าในระยะยาว จากการศึกษาวิเคราะห์ของ สนค. พบว่า

โดยรวมแล้วไทยจะยังได้ประโยชน์จากส่งสินค้าไปขายทดแทนได้ เช่น สินค้ายานยนต์และส่วนประกอบ ไทยมีโอกาสส่งออกเพื่อทดแทนจีนในตลาดสหรัฐ รวมถึงส่งออกทดแทนสหรัฐในตลาดจีนมากขึ้น สินค้าเกษตร อาทิ มันสำปะหลัง มะพร้าว ชิ้นส่วนสัตว์ปีก ไทยมีโอกาสส่งออกสินค้าไปยัง 4 ประเทศ ที่ออกมาตรการตอบโต้สหรัฐ ได้แก่ จีน แคนาดา เม็กซิโก และสหภาพยุโรป ปลาปรุงแต่ง เนื้อสัตว์และส่วนประกอบ มีโอกาสทดแทนสินค้าจากสหรัฐในตลาดจีนและแคนาดา

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ชมโรงงานแปรรูปยางแท่ง STR 20 ของสหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง ยกเป็นต้นแบบสถาบันเกษตรกรที่ช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำได้สำเร็จ

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานสหกรณ์กองทุนสวนยาง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี ยกเป็นสถาบันเกษตรกรต้นแบบที่ช่วยยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตยางพารา เพื่อช่วยหลือเกษตรกรบรรเทาปัญหาราคายางตกต่ำได้สำเร็จ สามารถผลักดันสินค้ายางพาราเพื่อส่งออกไปประเทศจีน ฟันยอดขายกว่า 135,000,000 บาท ต่อเดือน ขยายโรงงานยางแท่ง STR20 ใหม่ ดันกำลังการผลิตเพิ่ม 6,000 ตัน ต่อเดือน ปลื้มเกษตรกรมีความเข้าใจกระบวนการผลิตยางคุณภาพเพื่อป้อนตลาด ส่งผลทำให้เป็นที่ยอมรับคุณภาพระดับสากล ผลิตจนไม่พอกับความต้องการ พร้อมตอบโจทย์ใช้ตลาดนำการผลิต

(วันที่ 26 มิถุนายน 2561) นายนิวัติ สุธีมีชัย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อเยี่ยมชมโรงงานยางแผ่นรมควัน และโรงงานผลิตยางแท่ง STR 20 ของสหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นสหกรณ์ต้นแบบที่สามารถดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำได้สำเร็จ โดยเข้าร่วมโครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา ซึ่งรัฐบาลได้จัดสรรวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร นำไปใช้ในการขยายกำลังการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในโรงงานแปรรูปยาง หรือลงทุนจัดสร้างโรงงานใหม่ เมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งทางสหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ได้ขอกู้เงินจากโครงการดังกล่าว จำนวน 382 ล้านบาท เพื่อนำไปสร้างโรงงานยางแท่ง STR เพื่อรองรับผลผลิตยางพาราของเกษตรกรในพื้นที่และนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นยางแท่งเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ายางพารา

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นสหกรณ์ได้นำเงินของสหกรณ์เองลงทุนสร้างโรงงานยางแผ่นรมควัน และสามารถขยายธุรกิจส่งออกยางแผ่นรมควันไปยังประเทศจีน ในนามของสหกรณ์เองโดยไม่ต้องผ่านตัวแทนหรือพ่อค้าคนกลาง ทำให้สามารถเพิ่มอำนาจต่อรองในธุรกิจยางพาราได้ และเป็นที่ยอมรับของตลาดต่างประเทศ ส่วนโรงงานยางแท่งที่ขอกู้เงินจาก ธ.ก.ส. มานั้น เพิ่งสร้างเสร็จในปีนี้ ซึ่งคุณภาพยางแท่งที่สหกรณ์ผลิตได้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมคณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินธุรกิจยางพาราของสหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ในครั้งนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์นโยบายการแก้ปัญหาราคายางพาราของรัฐบาล ที่เดินมาถูกทาง โดยการสนับสนุนศักยภาพให้กับสหกรณ์ เพื่อสหกรณ์จะได้ไปดูแลสมาชิกเกษตรกรชาวสวนยางให้ผลิตยางพาราที่มีคุณภาพ และนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควันและยางแท่ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตามที่ตลาดต้องการ ซึ่งธุรกิจของสหกรณ์ก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หากทำอย่างจริงจังและมีความเข้าใจกระบวนการผลิตยางพาราที่มีคุณภาพและเข้าใจความต้องการของตลาดอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ในช่วงที่สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ได้ตั้งโรงงานยางแผ่นรมควันขึ้นครั้งแรกนั้น เมื่อผลิตสินค้าออกมาก็ต้องประสบกับภาวะวิกฤตราคายางพาราตกต่ำ และสินค้าถูกลูกค้าตีกลับจำนวนมาก สงผลให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราได้รับความเดือดร้อน สหกรณ์จึงเดินทางไปหาช่องทางการขยายตลาดในประเทศจีน ต่อมาจึงได้ก่อตั้งบริษัทขายยางที่เมืองชิงเต่า โดยได้รับความร่วมมือจาก นายพินิจ จารุสมบัติ เป็นประธานสภาวัฒนธรรม ไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ในขณะนั้น นำตัวแทนสหกรณ์เดินทางไปดูงานภายใต้การกำกับดูแลของสถาบันวิจัยยางธรรมชาติในเมืองชิงเต่า มณฑลซานตุง ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางค้ายางพาราของประเทศจีน ทำให้ผู้ผลิตยางพาราจำนวนมาก ไปเปิดหน้าร้านเพื่อขายยางพาราและรับออเดอร์ให้กับผู้ค้ารายย่อยและลูกค้าที่นั้น ปรากฏว่าขายดี มีลูกค้าซื้อจำนวนมากและได้รับออเดอร์สั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากทางออนไลน์มากขึ้น นี้จึงเป็นที่มาของการต่อยอดขยายธุรกิจและก่อตั้งโรงงานยางพาราอัดแท่งของสหกรณ์ในเวลาต่อมา

ปัจจุบัน สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ดำเนินธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจจัดสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมยางพารา ซึ่งมีแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ ธุรกิจรวบรวมยางแผ่นดิบ ธุรกิจรวบรวมน้ำยาง และธุรกิจแปรรูปยางแผ่นรมควัน (RSS) จากเกษตรกรในพื้นที่ทางภาคตะวันออก เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นอัดก้อนส่งตลาดต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และไต้หวัน โดยโรงงานยางแท่งสหกรณ์เพิ่งเริ่มทำในปีนี้ ซึ่งคุณภาพที่ผลิตได้ค่อนข้างเป็นที่ยอมรับในระดับมาตรฐานสากล และมีตลาดส่งออกชัดเจน

สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด เป็นสหกรณ์แห่งเดียวที่ทำธุรกิจยางพาราที่ส่งออกได้ราคาดีที่สุด เนื่องจากยางพาราที่สหกรณ์ผลิตได้มีคุณสมบัติโดดเด่น คือความสามารถในการทำให้เป็นแผ่นบางได้ง่าย มีความเหนียว มีความสะอาด และยืดหยุ่นสูง ที่ผ่านมา สหกรณ์มีกำลังการผลิตประมาณเดือนละ 3,000 ตัน มูลค่ากว่า 135 ล้านบาท ต่อเดือน สำหรับตลาดภายในประเทศ สหกรณ์ได้ผลิตยางป้อนให้กับ บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของไทย อาทิ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท แม็กซิส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท สยามมิชลิน จำกัด, บริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท โยโกฮามา ไทร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในส่วนประกอบของรถยนต์อีกด้วย

สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จึงเป็นสหกรณ์ต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จในการดำเนินธุรกิจแปรรูปและจำหน่ายยางพารา เนื่องจากผู้บริหารของสหกรณ์แห่งนี้มีความเข้าใจเรื่องการผลิตเป็นอย่างดี ผลผลิตยางที่ผลิตได้มีคุณภาพสูง เพราะสหกรณ์รู้ความต้องการตลาดและตอบโจทย์การตลาดนำการผลิตได้ชัดเจน ซึ่งเป้าหมายการทำตลาดยางพารา การเน้นการเชื่อมโยงกันระหว่างสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เพื่อนเกษตรกรชาวสวนยางด้วยกัน ซึ่งขณะนี้ทางสหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด

ผลิตยางพาราป้อนตลาดไม่ทันกับออเดอร์ เนื่องจากลูกค้ามีความต้องการปริมาณสูงขึ้น และไม่สามารถแบ่งโค้วตายางให้กับที่อื่นได้ เนื่องจากสหกรณ์จะต้องรับผิดชอบเรื่องคุณภาพสินค้าที่จะส่งให้กับลูกค้าเป็นหลักสำคัญ หากนำยางจากที่อื่นไปส่งให้ลูกค้า เมื่อตรวจสอบแล้วคุณภาพไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ทำให้ลูกค้าผลิตสินค้าออกมาแล้วไม่ได้คุณภาพและเกิดความเสียหาย ลูกค้าก็จะตีกลับและเรียกปรับค่าเสียหายจากสหกรณ์ ซึ่งจะทำให้สหกรณ์เสียฐานลูกค้าได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ เกษตกรต้องผลิตยางพาราที่มีคุณภาพ เพื่อนำป้อนเข้าสู่โรงงานแปรรูป ซึ่งจะทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพตรงกับที่ตลาดต้องการและสามารถขยายตลาดได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคตต่อไป

กระทรวงการคลังยืนกราน นายกฯตู่ สั่งเข็นพ.ร.บ.ภาษีที่ดิน ใช้ให้ทัน 1 ม.ค. 2562 บังคับใช้ภายในรัฐบาลชุดนี้ ส่วนกมธ. ยังขอขยายเวลาพิจารณาต่อได้ถึง ก.ค.นี้ เอกชน 3 สถาบันร้องให้พิจารณาให้รอบคอบไม่กระทบประชาชนและไม่ใช้ดุลพินิจ ส่วนเก็บภาษีบุหรี่ยันไม่เปลี่ยนใช้เหมือนเดิม

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เปิดเผยว่า ยืนยันว่าการออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังบังคับใช้ตามเป้าหมายเดิมในวันที่ 1 มกราคม 2562 ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเรื่องนี้ทาง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็บอกว่าเป็นกฎหมายที่ดี และต้องการผลักดันให้ผ่านการพิจารณาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในรัฐบาลชุดนี้

สำหรับการประชุมกมธ.ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินล่าสุด เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา ได้พิจารณาเรื่องค้างและข้อสังเกตต่างๆ ของ กมธ. ซึ่งยังไม่ได้สรุปว่าจะส่งร่างเข้า สนช.วาระที่ 2 และ 3 เมื่อไร เพราะยังมีเวลาการพิจารณาไปถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ยังขยายเวลาต่อไปได้อีก หลังจากขยายเวลาไปแล้ว 7 ครั้ง การ ออกพ.ร.บ.ภาษีที่ดินต้องพิจารณารายละเอียดมาก มีการเปลี่ยนแปลงฐานการเก็บภาษีใหม่ มีผลกระทบต่อประชาชนผู้เสียภาษีจำนวนมาก โดยเฉพาะในส่วนของท้องถิ่น

ข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ยื่นหนังสือให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาข้อเสนอแนะต่อร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดิน ให้กลับไปพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่เป็นภาระกับประชาชน มีความเป็นธรรม ทำให้ประชาชนยอมรับ ต้องไม่ใช่การใช้ดุลพินิจ และกฎหมายไม่ซับซ้อน ส่งผลให้ กมธ.ต้องขยายเวลาการพิจารณาออกไป

นายวิสุทธิ์ กล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงเก็บภาษีบุหรี่ตามข้อเสนอของผู้ประกอบการและผู้ปลูกใบยาสูบว่า ยังเร็วเกินไปที่คลังจะตัดสินใจเปลี่ยนแปบง เพราะกฎหมายใหม่เพิ่งเริ่มใช้บังคับเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 โดยอัตราเก็บภาษียังคิดตามราคามวนละ 1.20 บาท และตามมูลค่า 20% สำหรับบุหรี่ไม่เกิน ซองละ 60 บาท และ 40% สำหรับบุหรี่ที่เกิน 60 บาท

หลังจากนั้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 จะต้องเสียภาษีตามมูลค่าเท่ากันที่ 40% ยังไม่ถึงเวลาที่จะบอกว่า จะขยายเวลาการขึ้นภาษีตามมูลค่านี้ออกไปตามที่มีการขอมาหรือไม่ ทุกอย่างยังต้องเดินหน้าตามกฎหมาย ปัจจุบันการเก็บภาษีบุหรี่เข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนแบ่งการตลาดของผู้ผลิตในประเทศก็ปรับเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับก่อนหน้า ซึ่งผู้ประกอบการบุหรี่ต้องปรับตัว เพราะบุหรี่นำเข้ามีการลดราคา ต้องตรวจสอบว่า มีการดัมพ์ราคาขายจนไม่ถูกต้องหรือไม่

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ (พณ.) กล่าวภายหลังการเป็นประธานการประชุมหารือสถานการณ์ การออกมาตรการทางการค้าของสหรัฐ และการออกมาตรการตอบโต้ของประเทศที่ได้รับ ผลกระทบ หรือสงครามการค้า กับภาคเอกชน ว่าหารือกับตัวแทน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) และเอกชน ผู้ส่งออกสินค้าด้านต่างๆ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ยานยนต์ เป็นต้น

เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวยังไม่เห็นผลชัดเจนในขณะนี้ แต่จะชัดเจนขึ้นใน 2-3 เดือน ข้างหน้า อย่างไร ก็ตาม ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพาณิชย์ไปติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

โดยกรมการค้าต่างประเทศ ติดตามไม่ให้มีการสวมสิทธิ์ส่งออกสินค้าจีนผ่านไทยไปสหรัฐ การทะลักเข้ามาของสินค้า ให้รายงานมาภายใน 10 วัน กรมการค้าภายใน ติดตามการทะลักเข้ามาของสินค้าเกษตร กรมทรัพย์สินทางปัญญาดูแลการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

นอกจากนี้ ในด้านของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (จร.) ให้เตรียมพร้อมในการเจรจาข้อตกลงทางการค้าต่างๆ เช่น เขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) หุ้นส่วนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สค.) ก็จะดูแลเรื่องการประสานงานกับภาคเอกชนและทำงานร่วมกันในประเด็น ดังกล่าวมากขึ้น รวมทั้งหาตลาดใหม่ๆ

แม่ฮ่องสอน – นายสวัสดิ์ ขยันดี ผอ.รพ.สต.บ้านป่าลาน ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง เผยว่า ปัจจุบันเกิดการระบาดของโรคไข้เลือดออกอย่างหนักในพื้นที่หมู่บ้านป่าลาน มีผู้ป่วยอย่างต่ำ 30 ราย และตรวจพบการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่ถูกส่งต่อไปรักษาตัวที่ร.พ.ศรีสังวาลย์แม่ฮ่องสอน ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ระดมพ่นหมอกควันเพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย โดยกระจายกำลังลงพื้นที่สำรวจแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และมอบทรายอะเบทให้แก่ราษฎรนำไปโรยในภาชนะที่มีน้ำขัง เพื่อกำจัดลูกน้ำยุงลาย รวมไปถึงการสอบสวนประวัติผู้ป่วย และผู้ต้องสงสัยครบทุกหลังคาเรือน

ทั้งนี้ ตั้งแต่ 30 พฤษภาคม-22 มิถุนายน พบผู้ป่วยแล้ว 29 ราย ต้องสงสัยอีก 13 ราย ในจำนวนนี้มีเด็กป่วยกันมาก ทำให้ทางโรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคไปสู่เด็กนักเรียนคนอื่นๆ ขณะที่ราษฎรในหมู่บ้าน ซึ่งส่วนหนึ่งมาอาศัยอยู่กับสามีและภรรยา และเป็นคนจากต่างถิ่น ได้พากันย้ายครอบครัวกลับไปอาศัยที่ภูมิลำเนาเดิมชั่วคราวจนกว่าการระบาดของโรคจะยุติ

“ปีนี้บ้านป่าลาน มีไข้เลือดออกระบาดมากที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะชาวบ้านมักจะเชื่อถือพวกผีสางนางไม้ เจ็บป่วยเป็นอะไรไม่ค่อยจะมาพบหมอ จะไปหาหมอไสยศาสตร์ เพราะสงสัยถูกผีโน่นผีนี่ตามความเชื่อของชาวบ้าน จนสุดท้ายทนไม่ไหว ถึงมาหาหมอ ทำให้ตรวจพบเชื้อไข้เลือดออกเต็มหมู่บ้านทั้งนักเรียน แม่บ้าน เกษตรกร ฯลฯ อย่างไรก็ตามจำนวน ผู้ป่วยยังคงที่อยู่ บางคนก็หายเป็นปกติแล้ว และไม่มีผู้เสียชีวิต” นายสวัสดิ์ กล่าว

สำหรับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขณะนี้พบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้วรวม 110 คน ในพื้นที่ อำเภอเมือง พบมาก ที่สุดที่บ้านป่าลาน หมู่ที่ 3 โดยทางสาธารณสุขจ.แม่ฮ่องสอน ได้สั่งให้ทุก รพ.สต. และร.พ. เตรียมรับมือ ผู้ป่วยจากไข้เลือดออกแล้ว

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นางทัชฑภักษร รตนรุ่งเรือง อายุ 48 ปี เจ้าของสวนทุเรียน ป.ป่าละอู หมู่ 3 บ้านป่าละอูบน ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก มีช้างป่าใกล้แนวเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทำลายสวนทุเรียนหมอนทองป่าละอู พื้นที่กว่า 70 ไร่ ทำให้ทุเรียนอ่อนผลขนาดใหญ่เสียหายจำนวนมาก

ขณะที่ทุเรียนในสวนจะตัดจำหน่ายกิโลกรัมละ 250 บาท ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้ แม้ว่าที่ผ่านมาจะจ้างคนเฝ้าสวนในช่วงกลางคืนเพื่อขับไล่ รวมทั้งติดสัญญาณเตือนเป็นเสียงหวอบริเวณแนวเขต จะส่งเสียงเตือนหากช้างป่าเดินผ่าน แต่ล่าสุดเสียงหวอดังไม่เกิน 2 นาที พบว่าช้างจะเข้ามากินทุเรียน โดยเขย่าต้นเพื่อทำให้ทุเรียนร่วงอย่างรวดเร็ว ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตถูกช้างป่ารบกวนอย่างต่อเนื่อง แต่ชาวสวนทุเรียนในพื้นที่ทำได้เพียงติดสัญญาณเตือนและยิงลูกโป้งให้มีเสียงดังเพื่อขับไล่เท่านั้น ยอมรับว่าการไล่ช้างออกจากพื้นที่ในช่วงกลางคืนมีความเสี่ยงพอสมควร

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank หรือ ธพว.) เปิดเผยว่า ธนาคารดำเนินการปรับเกณฑ์การให้สินเชื่อเพื่อการเก็บตุนวัตถุดิบเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป จากไม่เกิน 3 เท่าของยอดขายต่อเดือน เป็น 9 เท่าของยอดขายต่อเดือน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกลุ่มโรงงานอาหารแปรรูป สินค้าเกษตร แปรรูป และห้องเย็น มีเงินทุนมากขึ้น ในการซื้อวัตถุดิบเกษตรล้นตลาด โดยเฉพาะสับปะรดและกล้วย จะช่วยพยุงราคา ลดผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไป และเพิ่มโอกาสระบายสินค้าเกษตรกร

ทั้งนี้ สินเชื่อที่ธนาคารปรับเกณฑ์เป็นกลุ่มสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ได้แก่ สินเชื่อเถ้าแก่ 4.0 สำหรับนิติบุคคล ดอกเบี้ย 1% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 7 ปี ไม่ต้องใช้หลักประกัน เปิดโอกาสให้รายย่อยที่มีปัญหาทางการเงินสามารถกู้ได้ แม้เคยปรับโครงสร้างหนี้ หรือผ่อนชำระไม่ต่อเนื่องก็ตาม โดยให้ชำระแต่ดอกเบี้ยอย่างเดียว ปลอดชำระคืนเงินต้นสูงสุด 3 ปี ผ่อนชำระ 410 บาท/วัน และสินเชื่อเศรษฐกิจติดดาว สำหรับบุคคลธรรมดาและธุรกิจเกษตรแปรรูปธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนและเชื่อมโยงต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ประกอบการมีนวัตกรรม ดอกเบี้ย 3% คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนาน 7 ปี ไม่มีหลักประกัน สามารถใช้ บสย.ค้ำประกันฟรี 4 ปีแรก โดยกู้ 1 ล้านบาท ผ่อน 460 บาท/วัน

“เกษตรกรที่เดิมเคยแต่ปลูกและขายวัตถุดิบเท่านั้น หากต้องการยกระดับธุรกิจ เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป หรือต่อยอดทำธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตร สามารถเข้ามาใช้บริการสินเชื่อได้เช่นกัน ระยะยาวจะช่วยให้เป็นธุรกิจเกษตรครบวงจร เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ขยายตลาดในและต่างประเทศ และลดปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ” นายมงคล กล่าว

นายสมเกียรติ เหล่านาค นายกสมาคมชาวสวนมะพร้าวจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ราคามะพร้าวขณะนี้ตกต่ำอย่างมาก เหลือลูกละ 4 บาท หากเทียบกับเดือนเมษายนลูกละ 12-15 บาท แต่หากหักค่าลิงเก็บและค่าขนส่งลูกละ 2 บาท ไม่คุ้มกับต้นทุน โดยเป็นราคาต่ำกว่าปีก่อนที่มะพร้าวสูงสุดลูกละ 25-26 บาท สาเหตุที่มะพร้าวราคาตกมาจากการเปิดให้นำเข้าเสรี ทำให้มะพร้าวจากต่างประเทศไหลเข้ามาในไทย ทั้งจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ซึ่งราคาถูกกว่าไทยและส่วนใหญ่โรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้นำเข้า อีกทั้งมีมะพร้าวลักลอบนำเข้าจากเมียนมาผ่านด่านสิงขร กระบุรี และชายแดน จังหวัดกาญจนบุรี

“ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมการนำเข้าหรือหยุดนำเข้าเพราะผลผลิตในประเทศมีเพียงพอ และกวดขันการลักลอบนำเข้าเพราะส่งผลต่อราคามะพร้าวในประเทศ สมาคมได้ยื่นหนังสือถึงรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรให้นำหนังสือเรียกร้องของสมาคมชาวสวนมะพร้าวจังหวัดชุมพร ส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลพิจารณาแก้ปัญหาแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า”

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมยังไม่ได้รับหนังสือร้องเรียนจากสมาคมชาวสวนมะพร้าว โดยยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลราคาสินค้าเกษตร และจากการลงพื้นที่ติดตามราคามะพร้าวเพื่อการบริโภคยังอยู่ในเกณฑ์ดี ลูกละ 18-20 บาท ส่วนที่มีปัญหาเชื่อว่าน่าจะเป็นมะพร้าวนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม เช่น มะพร้าวแปรรูป ซึ่งผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอ จึงมีการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทยไม่ได้มีการห้ามนำเข้ามะพร้าว

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ร้านอาหารชมเล หมู่ 5 ตำบลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร นายสุพัชรพงษ์ วรประดิษฐ์ นายอำเภอละแม พร้อมด้วย นางสาวราตรี จันทรัตน์ ประมงอำเภอละแม เดินทางมาพบกับ นายอริน มะหะหมัด อายุ 47 ปี บ้านเลขที่ 140 หมู่ 5 ตำบลละแม อาชีพประมง นายพิศิษฐ์ ศรีกาญจน์ อายุ 45 ปี ประธานกลุ่มประมงละแม และ นางประกิตต์ศรี ศรีกาญจน์ เลขานุการกลุ่มประมง ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุน้ำทะเลเน่าในอ่าวหลังสวน-ละแม สัตว์น้ำตายจำนวนมาก จากนั้นชาวประมงได้เตรียมเรือประมงเล็กพาทั้งหมดเดินไปตรวจสอบจุดที่เกิดน้ำเน่า ห่างชายฝั่งละแมประมาณ 5 ไมล์ทะเล หรือ 8 กิโลเมตร พบว่าห่างจากชายฝั่งประมาณ 2 กิโลเมตร น้ำทะเลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวเหลืองคล้ำ ส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง แนวน้ำเน่าเสียแผ่เป็นวงกว้างสุดสายตา ชาวประมงทะเลบอกว่า ลักษณะ สีน้ำทะเลและกลิ่นเน่าเหม็นพบในพื้นที่ตั้งแต่ อำเภอหลังสวน อำเภอละแม จังหวัดชุมพร จนถึง อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ที่กลุ่มประมงชายฝั่งกลุ่มนี้ออกทำประมง ส่วนจะกว้างออกไปอีกมากกว่านี้หรือไม่ก็ไม่ทราบ

นายอริน กล่าวว่า แทบไม่มีปู ปลา ปลาหมึก ติดลอบเลย มีเพียงปูตัวเล็กๆ ลอบละ 3-4 ตัว รวมปลาบ้างเล็กน้อยเท่านั้น ปกติจะมีเข้ามาไม่น้อยกว่า 20-30 ตัว อีกทั้งปูปลาแต่ละตัวจะตายติดลอบ เนื้อจะเละเหลวเน่าเหม็นจนไม่สามารถนำไปกินได้ ตามปกติปูปลาติดลอบในทะเลจะมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 3 วัน ชาวประมงจะวางลอบช่วงเช้าและมาเก็บลอบในช่วงเช้าอีกวัน และปูปลาที่ติดลอบไม่ตายแต่อย่างใด เท่าที่สังเกตจะเป็นสัตว์น้ำทะเลที่หากินติดดินในท้องทะเล เมื่อชาวประมงดำลงไปดูที่ผิวดินก็พบว่ามีสีเขียวคล้ำ มีกลิ่นเหม็น ผิดไปจากที่เคยเป็นมา ทำให้พื้นที่น้ำทะเลในช่วง 3 อำเภอ ไม่มีสัตว์น้ำทะเลให้จับมาขายหรือกินได้เลย เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นมา 5 วันแล้ว ส่งผลให้ชาวประมงเดือดร้อนอย่างหนักไม่มีรายได้เลย เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยพบมาก่อนในช่วง 40-50 ปี เพิ่งมาพบเมื่อ 5 วันที่ผ่านมา

เกษตรกรที่เดิมเคยแต่ปลูกและขายวัตถุดิบเท่านั้น หากต้องการ

ยกระดับธุรกิจ ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป หรือต่อยอดทำธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตร สามารถเข้ามาใช้บริการสินเชื่อดังกล่าวข้างต้นได้เช่นกัน ระยะยาวจะช่วยให้เกิดความยั่งยืน เพราะสามารถทำธุรกิจด้านเกษตรได้ครบวงจร เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เพราะสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า ขยายตลาดได้กว้างไกลทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญหลีกเลี่ยงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ”นายมงคล กล่าว

นายสมเกียรติ เหล่านาค นายกสมาคมชาวสวนมะพร้าว จังหวัดชุมพร กล่าวว่า ราคามะพร้าวขณะนี้ตกต่ำอย่างมาก หากเทียบกับเดือนเม.ย. ที่อยู่ที่ลูกละ 12-15 บาท แต่ขณะนี้อยู่ที่ลูกละ 4 บาท แต่หากหักค่าลิงกังขึ้น ค่าขนส่งจะอยู่ที่ลูกละ 2 บาท ไม่คุ้มกับต้นทุน พร้อมระบุด้วยว่าปีที่แล้วราคามะพร้าวขึ้นสูงสุด อยู่ที่ลูกละ 25-26 บาท สาเหตุที่ทำให้มะพร้าวราคาตก มาจากการเปิดให้นำเข้าเสรี ทำให้มะพร้าวจากต่างประเทศไหลเข้ามาในไทย ทั้งมะพร้าวจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เพราะราคาถูกกว่าไทยและส่วนใหญ่โรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้นำเข้า

นอกจากนี้ ยังมีมะพร้าวลักลอบนำเข้า จากเมียนมาเข้ามาตามแนวตะเข็บชายแดน ทั้งด่านสิงขร กระบุรี และชายแดน จ.กาญจนบุรี จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมการนำเข้าหรือหยุดนำเข้า เพราะผลผลิตในประเทศมีเพียงพอ และกวดขันการลักลอบนำเข้า เพราะส่งผลต่อราคามะพร้าวในประเทศโดยก่อนหน้านี้ สมาคมฯ ยื่นหนังสือถึงรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ให้นำหนังสือเรียกร้องของสมาคมชาวสวนมะพร้าวจังหวัดชุมพร ส่งให้ รมว. พาณิชย์ และรัฐบาล พิจารณาแก้ปัญหา แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

นายบุญฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ยังไม่ได้รับหนังสือร้องเรียนจากสมาคมชาวสวนมะพร้าว แต่ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลราคาสินค้าเกษตร ซึ่งจากการลงพื้นที่ติดตามราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะมะพร้าวเพื่อการบริโภค ราคายังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอยู่ที่ ลูกละ 18-20 บาท

ส่วนที่มีปัญหาเชื่อว่าน่าจะเป็นมะพร้าวที่นำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม เช่น มะพร้าวแปรรูป ซึ่งผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอ จึงมีการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งไทยไม่ได้มีการห้ามนำเข้ามะพร้าว
โดย รมว. พาณิชย์ กำชับให้ดูแลราคามะพร้าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะมีการบริหารจัดการให้มีความสมดุลทั้งเรื่องอุปสงค์และอุปทาน และดูแลการนำเข้าให้เหมาะสม

ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ปี 2560 มีการนำเข้ากากเนื้อมะพร้าว 24,006 กิโลกรัม มูลค่า 704,399 บาท และมีการส่งออก 1,989,382 กิโลกรัม มูลค่า 11,981,919 บาท

ส่องโอกาสทางการค้าไปประตูสู่เอเชียใต้ ‘ศรีลังกา’ อีกหนึ่งประเทศคู่ค้าสำคัญ ระบุ ช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา ไทยได้ดุลสินค้าเกษตร เฉลี่ยปีละ 4,039 ล้านบาท โดยมีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.10 ต่อปี ในขณะที่มีสัดส่วนการนำเข้า ร้อยละ 0.08 ของมูลค่านำเข้าสินค้าเกษตรจากโลก เผยสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาล ยางธรรมชาติ และปลาแห้งใส่เกลือรมควัน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศศรีลังกา นับเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ รองจากอินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศ โดย ศรีลังกา มีการเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บจริง (MFN applied duties) เฉลี่ย ร้อยละ 9.3 ซึ่งสินค้าเกษตร (ไม่รวมสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์) มีอัตราภาษีเฉลี่ย ร้อยละ 23.7 และสินค้าอุตสาหกรรมมีอัตราภาษีเฉลี่ย ร้อยละ 6.9

ระหว่าง ปี 2558-2560 ไทยมีมูลค่าการส่งออกไปศรีลังกา เฉลี่ยปีละ 14,907 ล้านบาท และมูลค่าการนำเข้า เฉลี่ยปีละ 1,890 ล้านบาท สำหรับภาคเกษตรมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร เฉลี่ยปีละ 4,823 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 28.71 โดยมีอัตราการค้าเพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ 4.51 ต่อปี

ที่ผ่านมาไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรกับศรีลังกา มาโดยตลอด เฉลี่ยปีละ 4,039 ล้านบาท โดยช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา (ปี 2558-2560) ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปศรีลังกา เฉลี่ยปีละ 4,431 ล้านบาท (ปี 2558 ส่งออก 4,413 ล้านบาท ปี 2559 ส่งออก 4,191 ล้านบาท และ ปี 2560 ส่งออก 4,690 ล้านบาท) มีอัตราการส่งออกเพิ่มขึ้น เฉลี่ย ร้อยละ 3.10 ต่อปี ซึ่งสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาล ยางธรรมชาติ และปลาแห้งใส่เกลือรมควัน

ด้านการนำเข้าสินค้าเกษตรจากศรีลังกา ไทยนำเข้าเป็น อันดับที่ 56 ของการนำเข้าสินค้าเกษตรของโลก มีสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สัตว์น้ำ ชา แป้งข้าวสาลี โดยระหว่าง ปี 2558-2560 ไทยมีสัดส่วนการนำเข้าจากศรีลังกา ร้อยละ 0.08 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตรจากโลก

ทั้งนี้ ประเทศศรีลังกา มีชื่อเรียกขานกันว่า “รัตนทวีป” หรือ “เกาะแห่งอัญมณี” (Island of Gems) เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นเกาะตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย มีพรมแดนทางทะเลติดต่อกับประเทศอินเดีย และมัลดีฟส์ โดยศรีลังกาเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ อาทิ อัญมณี และสัตว์น้ำ จัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 6 ต่อปี และ GDP เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศศรีลังกา ได้แก่ อัญมณี ชา สิ่งทอ เสื้อผ้า เชื้อเพลิง ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ด้ายดิบ เครื่องจักร น้ำตาล เมล็ดพืชผักและยาง ดังนั้น ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ของศรีลังกาที่เปรียบเสมือนประตูไปสู่เอเชียใต้ ประกอบกับวัฒนธรรม ศาสนา รวมทั้งรสนิยมที่ใกล้เคียงกับไทย ส่งผลให้ศรีลังกาเป็นตลาดใหม่ในการส่งออกสินค้าที่น่าสนใจอีกตลาดหนึ่ง

วันที่ 27 มิถุนายน 2561 ที่วัดโพธิญาณ ต.หัวรอ อ.เมือง จ.พิษณุโลก วันนี้วันพระ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 พระครูพระครูสุนทรโรจนคุณ เจ้าอาวาสวัดโพธิญาณ ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดใน อ.วังทอง จ.พิษณุโลก อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่วันพระสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วยซื้อสับปะรดจาก ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง มาแจกชาวบ้านในตำบลหัวรอ จำนวน 5 วัน สำหรับวันพระวันนี้โดยพระวัดโพธิญาณ และญาติโยมตำบลหัวรอ ได้เดินทางไปที่บ้านน้ำพรม ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง ไปช่วยเกษตรกร ตัดสับปะรดในไร่ และช่วยซื้อจากหลายๆ ราย รวมจำนวน 11 ตัน มาแจกให้กับชาวบ้านตำบลหัวในรอวันนี้

หลังจากเสร็จพิธีทำบุญบนศาลาการเปรียญ ในเวลา ประมาณ 08.30 น. วัดโพธิญาณ ได้ออกประกาศเสียงตามสายเชิญชวนประชาชนในพื้นที่ ม.4 ม.5 ตำบลหัวรอ ที่อยู่ละแวกใกล้เคียงวัด ให้มาช่วยรับสับปะรดไปแบ่งกันรับประทาน วัดได้ไปช่วยซื้อมาจากเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด จาก ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง จ.พิษณุโลก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ ไม่สามารถขายสับปะรดได้ ต้องปล่อยเน่าคาสวน มีชาวบ้านที่มาทำบุญนำกลับไปคนละ 2-3 หัว อีกจำนวนหนึ่งก็มอบเงินสมทบให้กับเจ้าอาวาสวัดโพธิญาณไปร่วมซื้อสับปะรดจากเกษตรกรอีก และคาดว่าจะแจกหมดในวันนี้ พระครูบอก

พระครูสุนทรโรจนคุณ เจ้าอาวาสวัดโพธิญาณ กล่าวว่า วันพระสัปดาห์ก่อนช่วยซื้อมา 5 ตัน และแจกชาวบ้านหมดในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง วันพระนี้ได้ชักชวนชาวบ้านและพระ ขึ้นไปช่วยซื้อสับปะรดจากเกษตรกรใน อ.วังทอง อีก ต้องไปช่วยกันตัดด้วย เพราะถ้าเกษตรกรตัดเอง ก็ต้องเสียเงินค่าจ้างตัดอีก วันนี้ช่วยซื้อมาหลายเจ้า เจ้าละ 100-200 กิโลกรัม รวมจำนวน 11 เจ้า แบ่งให้วัดโพธิญาณแจก 5.5 ตัน และให้วัดบึงกระดานแจกญาติโยมที่จะมาร่วมตักบาตรเที่ยงคืน วันเป็งปุด อีก 5.5 ตัน

ผู้เชี่ยวชาญ จากสหรัฐฯ ให้คำแนะนำทีมค้นหา 13 ชีวิต ถ้ำหลวง ผ่านระบบออนไลน์ ผวจ.เชียงราย เผยพบปล่องเข้าถ้ำ 3 ปล่อง ชี้ฝนตกต่อเนื่อง เป็นอุปสรรคของเจ้าหน้าที่ วางเครื่องสูบน้ำ 30 เครื่อง ทั่วถ้ำหลวง

ถังอากาศของเจ้าหน้าที่เตรียมลำเลียงเข้าถ้ำหลวง
จากกรณีมีเด็กนักฟุตบอล และผู้ฝึกสอนหายเข้าไปเที่ยวในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ในวนอุทยานขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เมื่อช่วงเย็น วันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ต่อมา นายดำรงค์ หาญภักดีนิยม หัวหน้าวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน สำนักงานพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 รับแจ้งว่ามีผู้ที่พากันเดินทางเข้าไปเที่ยวในถ้ำหลายคนแล้วไม่กลับออกมาอีกเลย โดยพบรถจักรยานรองเท้าบริเวณทางเข้าถ้ำ

ผู้เชี่ยวชาญ / ล่าสุดเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 มิ.ย. นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผวจ.เชียงราย ในฐานะหัวหน้าศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ ได้ระดมเครื่องสูบน้ำมาไว้ทั่วปากทางเข้าถ้ำกว่า 30 เครื่อง และนำเข้าไปในถ้ำประมาณ 10 เครื่อง และติดตั้งแล้ว 8 เครื่อง แต่เนื่องจากฝนตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่กลางคืนที่ผ่านมา จนถึงเช้านี้ ทำให้ระดับน้ำในโพรงถ้ำต่างๆ ยังมีมากและเป็นอุปสรรคต่อเจ้าหน้าที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) หรือ หน่วยซีลในการดำอยู่บริเวณพัทยาบีชห่างจากโพรงน้ำเข้าข้างในประมาณ 15 เมตร

โดยโพรงน้ำห่างจากปากถำ้ประมาณ 3 กิโลเมตร ขณะที่ชุดลาดตระเวนจากวนอุทยานฯ ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง ฯลฯ จำนวน 12 ชุด ได้เดินป่าไปยังปล่องที่มีความกว้างประมาณ 70 เซนติเมตร แต่ลึกกว่า 90 เมตร และแยกกันหาจุดอื่นเพิ่มเติม ด้านกำลังทหารจากหน่วยต่างๆ เช่น มลฑล มบ.ที่ 37 ร.17 ฯลฯ ได้ระดมกำลังช่วยออกลาดตระเวนอีกทางหนึ่งด้วย ตั้งแต่ช่วงเช้าท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

นายณรงค์ศักดิ์ เปิดเผยว่า ปฏิบัติคืนที่ผ่าน จนถึงปัจจุบันพบความยากเรื่องน้ำที่ยังคงไหลลงไปเติมเต็มน้ำภายในถ้ำ ทำให้การสูบน้ำสู้ไม่ได้จึงต้องระดมสูบกันเพิ่มอีก แต่สาเหตุที่ไม่นำเข้าไปในถ้ำทั้งหมด เพราะมีข้อจำกัดของพื้นที่และกระแสไฟฟ้า รวมทั้งความแรงของการสูบอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการสูบแล้ว สำหรับเรื่องปล่องด้านบนนั้น ได้พบ 3 ปล่อง แต่ตัน 2 ปล่อง และทะลุลงไปได้ 1 ปล่อง ดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้พยายามโรยตัวลงไปแล้ว แต่ยังไม่ถึงพื้น ส่วนรายละเอียดขอให้รอผลการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ก่อน โดยตนยังไม่ขอเปิดเผยในขณะนี้

ผวจ.เชียงราย กล่าวต่อว่า ตนขอความร่วมมือสื่อมวลชน คือการจอดรถขอให้รถที่ไม่จำเป็นออกจากบริเวณหน้าปากทางเข้าถ้ำหรือหน้าศูนย์ฯ ทั้งหมด เพราะกีดขวางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ โดยวันที่ผ่านมา ทำให้รถของเจ้าหน้าที่บางคันที่จะเข้าทำงานไม่สามารถมาถึงได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ออกไป ก็จะใช้รถยกซึ่งต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า แม้ฝนตกหนักแต่ขณะนี้ปฏิบัติการยังเดินหน้าเรื่องการปิดกั้นน้ำจากดอยตุง-ดอยผาหมี ที่จะไหลไปทางถ้ำและเร่งสูบน้ำ เพื่อให้หน่วยซีลเข้าไปให้ใกล้เด็กมากที่สุด ปัจจุบันได้จัดหน่วยซีลชุดที่ 3 เข้าไปสับเปลี่ยนแล้ว และมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องการดำน้ำในถ้ำจากต่างประเทศ 3 คน เข้าสนับสนุน และมีผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกาให้คำปรึกษาทางออนไลน์แล้ว ส่วนภายในถ้ำได้มีเจ้าหน้าที่รวมกันกว่า 100 คน แล้ว

พล.อ.อนุพงษ์ รมว. มหาดไทย เผย “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระราชทานคำแนะนำในการช่วยชีวิต 13 ทีมฟุตบอลหมูป่า ที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย
ในหลวง ร.10 ทรงแนะนำ / เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีการช่วยเหลือ 13 ชีวิต ที่ถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย ว่า เจ้าหน้าที่กำลังทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองส่วน คือ การดำน้ำเข้าไป เป็นระยะเพื่อที่จะใช้เชือกวางหมายแนว ชุดต่อไปจะได้ไม่ต้องคลำทางเพื่อที่จะเข้าไปให้ได้ แต่ต้องขอเรียนว่าระดับน้ำยังสูงขึ้น และยังมีน้ำที่ซึมอยู่ในเขาที่มีลงมามากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งคือหาช่องทางเข้าจากเขาด้านนอก แต่ขณะนี้สภาพอากาศด้านนอกเขาก็จะถูกปกคลุมไปด้วยหมอก แม้แต่เวลาเที่ยงหรือบ่ายเฮลิคอปเตอร์ก็ไม่สามารถบินได้ ต้องใช้วิธีการเดินเท้าขึ้นไป เราก็ส่งชุดเดินเท้าขึ้นไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ทุกภาคส่วน เพื่อไปหาช่องทางที่จะลงไป และสิ่งที่บอกเหตุอย่างหนึ่งคือ มีการไหลของอากาศภายในถ้ำ ดังนั้น เชื่อว่าน่าจะมีช่อง ทั้งนี้ต้องการเข้าไปให้ถึงตัวเด็กให้ได้ก่อนแล้วจะออกมาอย่างไรค่อยหาทางกันอีกทีหนึ่ง

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สำหรับเครื่องสูบน้ำที่นำเข้าไปภายในถ้ำทั้งหมดจะเป็นเครื่องไฟฟ้า และมีจำนวนเยอะมาก ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยตัว ซึ่งเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา เราต้องเสียเวลาทั้งวันในการเดินสายไฟเข้าไปให้ถึงบริเวณพื้นที่ตามระยะ 3 กิโลเมตร และยังต้องหาที่ที่จะสามารถรองรับน้ำได้ ส่วนเครื่องสูบน้ำที่อยู่ด้านนอกตามหลักการที่ทำคือ มุ่งหวังในการพร่องน้ำ เพื่อลดระดับน้ำในเขา

“ เราทำทุกวิถีทาง โดยไม่ปฏิเสธทุกช่องทาง เพื่อให้คนข้างในสามารถทำงานได้ ทุกคนต่างก็ตั้งความหวังว่าเด็กๆ ขณะนี้เขายังปลอดภัยแน่นอน เพราะเขาเข้าไปประจำอีกทั้งเป็นคนแข็งแรงและยังมีการเตรียมการ เพื่อนที่อยู่ข้างนอกก็สามารถเขียนแผนที่ได้ละเอียดมากกว่าคนที่เข้าไปดู เราก็ต้องเร่งเข้าไปช่วย เชื่อว่าน่าจะมีข่าวดี” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่าทุกคนเอาใจช่วยเด็กและครอบครัวถือเป็นสิ่งดีของสังคมไทย ซึ่งก็เป็นนิสัยของสังคมไทยหากมีภัยเราก็รักกันได้ “อย่างไรก็ตาม เรื่องการทำงานตรงนี้ผมได้รับข่าวจากราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาว่า ทรงแนะนำให้จัดระบบในเรื่องนี้ให้ดี ซึ่งผม รับใส่เกล้าฯ ว่าจะจัดให้เรียบร้อยมากขึ้น หลังจากที่ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้พยายามทำอยู่แล้ว แต่อาจเกิดความสับสนบ้าง โดยจะได้ขอร้องผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ให้เข้าพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้สะดวก”

มท.1 กล่าวว่า ทุกคนทำงานเต็มที่อย่างไม่ย่อท้อ ทำงานแข่งกับเวลา ทุกคนเอาใจช่วย เอาใจช่วยเจ้าหน้าที่ทำงาน สื่อที่เข้าไปในพื้นที่ก็ดี ที่พูดและวิจารณ์ข้อเท็จจริงที่ได้เห็น

งานเพื่อสุขภาพ ฉลองครบรอบ 10 ปี Healthcare 2018 ปีนี้ หัวข้อสำคัญของชีวิต “สายตาดีมีสุข”

เริ่มรายการด้วย “ผ่าตัดต้อกระจก ฟรี 100 ราย” 1 ปี มีครั้งเดียว จากจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน)

รายการเสวนาหาความรู้จากจักษุแพทย์ระดับประเทศ ตั้งแต่ รศ.นพ.อนุชิต ปุญญทลังค์ ประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย

พญ.โสมสราญ วัฒนะโชติ จักษุแพทย์เชี่ยวชาญด้านจอประสาทตา ผู้อำนวยการศูนย์จักษุและเลสิก โรงพยาบาลกรุงเทพ เลขานุการมูลนิธิพิทักษ์ดวงตาประชาชน ที่ปรึกษาศูนย์ฟื้นฟูดวงตาวิถีธรรมชาติ

นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) รศ.พญ.เกวลิน เลขานนท์ สาขาวิชากระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา ภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี

รศ.นพ. ศักดิ์ชัย วงศ์กิตติรักษ์ หัวหน้าศูนย์ตาธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ประธานวิชาการราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย

นพ.ธีรวีร์ หงษ์หยก จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกระจกตา ต้อกระจก และการผ่าตัดแก้ไขสายตา กลุ่มงานจักษุวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี งานเริ่มตั้งแต่ วันที่ 28 มิถุนายน-1 กรกฎาคม 2561 ณ เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เวลา 10.00-20.00 น.

ในงานจำหน่ายของที่ระลึกหารายได้มอบสาธารณกุศล จากศิลปินร่วมสมัยระดับประเทศ ยุรี เกนสาคู

ใช่เพียงเท่านั้น รายการตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาล 16 แห่ง ตั้งแต่ทำฟันฟรี โดยคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตรวจสุขภาพและให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ โดยคณะแพทย์จาก รพ.รามาธิบดี

พิเศษ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ในราคา 260 บาท การตรวจเอกซเรย์เต้านม ด้วยเครื่องเมมโมแกรม จากศูนย์ถันยรักษ์ รพ. ศิริราช

การตรวจสุขภาพกับแพทย์แผนไทย พร้อมบริการนวดแผนไทยอภัยภูเบศร ราคาพิเศษ จาก รพ. อภัยภูเบศร

งานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ “เฮลท์แคร์” ฉลองครบรอบ 10 ปี ครั้งนี้ ประจวบกับ รพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) จะเปิดอาคารศูนย์การแพทย์ตึก 10 ชั้น เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา เพื่อบริการประชาชนเป็นศูนย์แพทย์เฉพาะทางรักษาตา

จึงจัด หัวข้อ “สายตาดีมีสุข” เพื่อจัดเตรียมการผ่าตัดตาต้อกระจก ฟรี 100 ราย เป็นสำคัญ

การก่อสร้างอาคาร 10 ชั้น ที่จะแล้วเสร็จในเร็ววันนี้ เพื่อใช้เป็นศูนย์อุบัติเหตุ ศูนย์เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ศูนย์โรคหัวใจ และศูนย์มะเร็ง กับแพทย์เฉพาะทางรักษาโรคตา

ทั้งนี้ รพ.บ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) เป็นสถานพยาบาลประเภทองค์การมหาชนแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย

ตั้งอยู่ที่ ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ขณะนี้ มีบุคลากร 1,200 คน จำนวนเตียง 300 เตียง มีคณะกรรมการดำเนินการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

คณะกรรมการประกอบด้วย ผู้นำที่เข้มแข็ง กรรมการบอร์ดมีวิสัยทัศน์สูง และที่สำคัญมีภาคประชาชนร่วมด้วย จึงสามารถให้บริการได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ในงานนี้ หากท่านผู้ใดจะบริจาคเพื่อให้อาคารโรงพยาบาลแห่งนี้สำเร็จลงด้วยดี สมบูรณ์ ขอเชิญ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ กล่าวภายหลังการเป็นประธานการประชุมหารือสถานการณ์การออกมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และการออกมาตรการตอบโต้ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ (สงครามการค้า) กับภาคเอกชน ว่า ได้หารือกับตัวแทน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) และเอกชนผู้ส่งออกสินค้าด้านต่างๆ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ยานยนต์ เป็นต้น เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวยังไม่เห็นผลชัดเจนในขณะนี้ แต่จะชัดเจนขึ้นใน 2-3 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพาณิชย์ไปติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) ทำหน้าที่ในการติดตามไม่ให้มีการสวมสิทธิ์ส่งออกสินค้าจีนผ่านไทยไปสหรัฐ รวมทั้งการทะลักเข้ามาของสินค้าและให้รายงานมาภายใน 10 วัน ส่วนกรมการค้าภายใน (คน.) ให้ติดตามเรื่องการทะลักเข้ามาของสินค้าเกษตร ขณะที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา (ทป.) ก็ให้ดูแลไม่ให้มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

มีวงจรชีวิตอาศัยอยู่ในทะเลสาบที่มีน้ำสะอาดและเย็นจัด

เมื่อถึงช่วงฤดูร้อนจะอพยพไปผสมพันธุ์และวางไข่ในทะเลหรือดินดอน สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ปูขนที่มีร่างกายสมบูรณ์จะมีขนเป็นประกายสีเหลืองทองอ่อน โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว คือช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นอาหารที่มีราคาแพง นับเป็นอาหารระดับฮ่องเต้ เนื่องจากมีจำหน่ายเฉพาะในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น เพราะเป็นฤดูผสมพันธุ์ ที่ปูตัวผู้จะมีเนื้อรสชาติหวาน และปูตัวเมียจะมีไข่ ทั้งนี้ ชาวจีนมีความเชื่อว่าปูขนต้องมีความทรหดอดทนมาก เนื่องจากสามารถใช้ชีวิตผ่านฤดูหนาวที่อากาศหนาวเหน็บมาได้ เชื่อว่าหากได้กินเนื้อแล้วจะทำให้แข็งแรงเหมือนปู ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้โรคคออักเสบ รักษาอาการทางเดินอาหารไม่ปกติ รวมทั้งมีผลในการถอนพิษด้วย ทำให้มีราคาซื้อขายที่สูงมาก ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง

สำหรับชาวไทยรู้จักรับประทานปูขนมาไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้ว เมื่อก่อนถึงขนาดเมื่อถึงฤดูหนาวจะเดินทางไปฮ่องกงเพื่อรับประทานปูขน หรือซื้อกลับมาโดยแช่แข็งไว้ในกระติกน้ำแข็ง แต่ปัจจุบันก็สามารถหารับประทานได้ในประเทศไทย โดยวิธีการปรุงปูขนก็กระทำได้โดยง่าย โดยใช้วิธีการนึ่งเพียง 15 นาที รับประทานพร้อมกับจิ๊กโฉ่หรือซอสเปรี้ยวของจีน หรือสุราแบบจีน และต้องรับประทานน้ำขิงเป็นของตบท้าย เพื่อปรับสภาพหยินหยางในร่างกายให้สมดุล

ที่สำคัญต้องปรุงให้สุก เพราะจากการศึกษาพบว่า ปูขน เป็นพาหะของโรคพยาธิใบไม้ในปอด “กฤษฎา” ฮึ่ม! จี้ปลัดเกษตร แก้ผลผลิตราคาตกต่ำ ล้นตลาด ผุดเขตเกษตรเศรษฐกิจ ลั่นเกษตรกรทำตามแผนได้รับความคุ้มครองจากรัฐ

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ด้วยแผนการผลิตทางการเกษตร ว่า ตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการบริหารจัดการเกษตรกรรมแผนใหม่ โดยให้มีการจัดทำแผนการผลิตทางการเกษตร ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เพื่อแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ราคาตกต่ำ ในขณะเดียวกันยังช่วยคาดการณ์ผลผลิตทางการเกษตรที่ขาดแคลนได้ ประกอบกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แต่งตั้งข้าราชการ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มีผู้รับผิดชอบผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญเป็นรายสินค้า โดยเรียกว่า Mr. (มิสเตอร์) เช่น Mr.ข้าว Mr. มันสำปะหลัง Mr.สับปะรด Mr.ยางพารา ฯลฯ นั้น

เนื่องจากการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวข้างต้น ยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม ทำให้เมื่อมีผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ เช่น ยางพารา สับปะรด กุ้งขาวแวนนาไม จึงมีกลุ่มเกษตรกรหรือองค์กร ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนเกษตรกรออกมาเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำผ่านการสนับสนุนงบประมาณชดเชยต้นทุนการผลิตหรือขอรับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต

การรับจำนำและประกันราคาผลผลิต ซึ่งอาจจะนอกเหนือภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบหรือเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของเกษตรกรได้
ดังนั้น เพื่อให้การกำหนดแผนการผลิตทางการเกษตรเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เป็นรูปธรรม มีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำในการดำเนินการจึงให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการ ดังนี้

1. มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบ (Mr.) ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญในแต่ละชนิดพืช ประมง ปศุสัตว์ สำรวจและจัดทำข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร ของแต่ละฤดูกาลผลิต ในด้านพื้นที่การผลิต และปริมาณผลผลิต รวมถึงข้อมูลอื่นที่จำเป็นต่อการวางแผนการผลิต โดยจัดทำข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี และคาดการณ์ปริมาณการผลิตทางการเกษตร ในปี 2561/2562 พร้อมทั้งเปรียบเทียบข้อมูลในแต่ละปี

ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจเอกชน เพื่อขอทราบข้อมูลความต้องการผลผลิตทางการเกษตร ของแต่ละชนิดพืช ประมง ปศุสัตว์ ที่เป็นข้อมูลปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศตลอดจนความนิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะนำข้อมูลทั้ง 2 ส่วนข้างต้น ความต้องการผลผลิตทางการเกษตร และ ข้อมูลผลผลิตทางการเกษตรมาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการจัดทำแผนการผลิตทางการเกษตรโดยจะกำหนดพื้นที่ ชนิด ปริมาณ ที่เหมาะสมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรในแต่ละปี เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนไม่เกินความต้องการของตลาด และราคาตกต่ำ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการผลิตสินค้าเกษตรที่ไร้ทิศทางหรือปราศจากแผน ทั้งนี้ ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ศึกษาแนวทางตามพระราชบัญญัติเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 ประกอบด้วยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะสามารถอาศัยอำนาจตามกฎหมายดังกล่าว

ประกาศเขตเกษตรเศรษฐกิจ เพื่อให้เกษตรกรต้องทำการเกษตรตามแผนการผลิตทางการเกษตรหรือกำหนด เงื่อนไขอื่นๆ ในการผลิต เช่น ต้องทำการเกษตรตามสภาวะแวดล้อม คุณภาพดิน (Zoning By Agri Map) การรวมกลุ่มทำการเกษตร การปรับเปลี่ยนมาทำการปลูกพืชหรือปศุสัตว์ที่มีต้นทุนต่ำ และตลาด มีความต้องการสูงได้หรือไม่ และเมื่อเกษตรกรรายใดทำการเกษตรกรรมตามแผนดังกล่าวแล้วจะได้รับการช่วยเหลือ และคุ้มครองจากหน่วยงานรัฐเมื่อผลผลิตเสียหาย แต่หากเกษตรกรรายใด ไม่ทำการผลิตตามแผนการผลิตทางการเกษตรดังกล่าว ก็จะไม่สามารถมาร้องขอความช่วยเหลือใดๆ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือหน่วยงานของรัฐได้อีกต่อไป ทั้งนี้ ขอให้เร่งรัดรวบรวมข้อมูลทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 10 กรกฎาคมนี้

ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10.34 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ระบุ แนวโน้มดัชนีรายได้เดือนมิถุนายน คาดว่าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.87 จากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.34 ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 0.44 ส่วนกรกฎาคม 2561 ดัชนีรายได้เกษตรกรยังอยู่ในเกณฑ์ดี

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมรายได้ของเกษตรกร ซึ่งวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนพฤษภาคม 2561 พบว่า เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2560 ร้อยละ 10.34

สำหรับดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นา เดือนพฤษภาคม 2561 ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2560 ร้อยละ 4.89 โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลง เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตปาล์มทะลายสูงขึ้น ยางพารา ราคาลดลง เนื่องจากความต้องการซื้อภายในประเทศลดลง สับปะรด ราคาลดลง เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตออกกระจุกตัวและมีปริมาณมากกว่าความต้องการของตลาด และ สุกร ราคาลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตมากกว่าความต้องการ จากสภาพอากาศที่เย็นลงในช่วงฤดูฝน

ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง รวมทั้งผู้ประกอบการส่งออกมีความต้องการข้าวในทิศทางที่เพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมการส่งมอบตามคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้า เงาะโรงเรียน ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทุเรียน ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความต้องการของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และ ไข่ไก่ ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรงเรียนเปิดเทอม จึงมีความต้องการใช้ไข่ไก่เพื่อการบริโภคมากขึ้น ประกอบกับมาตรการเพิ่มการส่งออกไปยังต่างประเทศ

ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เดือนพฤษภาคม 2561 เพิ่มขึ้น จากเดือนพฤษภาคม 2560 ร้อยละ 16.00 โดยสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ยางพารา สับปะรด ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ ทุเรียน และสุกร

หากมองถึงแนวโน้มดัชนีรายได้ของเกษตรกรในเดือนมิถุนายน 2561 คาดว่าเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2560 ร้อยละ 7.87 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.34 ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง ร้อยละ 0.44 สำหรับสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนมิถุนายน 2561 ได้แก่ ยางพารา โดยผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2561 เนื่องจากเกษตรกรเริ่มเปิดกรีดยาง ขณะที่ผู้ซื้อต้องการยางเพื่อส่งมอบ สับปะรด คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือนพฤษภาคม 2561 และ สุกร คาดว่าผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น เป็นผลจากสภาพอากาศที่เย็นลงในช่วงฤดูฝนจะทำให้สุกรโตเร็ว

ทั้งนี้ เดือนกรกฎาคม 2561 ดัชนีรายได้เกษตรกร คาดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนดัชนีราคา คาดว่าจะทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2560 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และ เงาะ

สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด ผลิตนมโรงเรียนคุณภาพ ติดอันดับต้นของประเทศ เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นมโปรตีนสูง ส่งป้อนร้านกาแฟ เอาใจคนรุ่นใหม่

นมโค เป็นอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รัฐบาลพยายามรณรงค์ให้คนไทยหันมาดื่มนมกันเพิ่มมากขึ้น บริษัทนมพยายมพัฒนาผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มออกมาเพื่อดึงดูดและจูงใจผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ แหล่งที่มาของน้ำนมโคที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบในการนำมาแปรรูปเป็นนมพร้อมดื่ม ต้องมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานและสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าจะได้บริโภคนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการและเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด จังหวัดกาญจนบุรี เป็นสหกรณ์ผู้ผลิตนมพร้อมดื่มเกรดพรีเมี่ยม ด้วยรสชาติเข้ม มันทุกหยด สดจากฟาร์ม อุดมด้วยโปรตีน ไขมัน แร่ธาตุ แคลเซียม ฟอสฟอรัส สามารถดื่มได้ในทุกเพศทุกวัย แถมราคาไม่แพง ซึ่งเบื้องหลังความอร่อยของนมที่นี่ ต้องเริ่มตั้งแต่การดูแลใส่ใจอาหารที่ใช้เลี้ยงโคนมอย่างพิถีพิถัน เพราะคุณภาพนมโคที่ดี ขึ้นอยู่กับอาหารที่ดี และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ผ่านการคัดสรรน้ำนมดิบคุณภาพเยี่ยมเป็นเวลายาวนานกว่า 18 ปี ทำให้สมาชิกสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์นมโคแท้ คุณภาพดีออกสู่ตลาด เพื่อส่งคุณค่านมโคแท้ 100% ป้อนสู่โครงการนมโรงเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมคุณภาพดีที่สุดทุกวัน โดยมีรางวัลจากกรมปศุสัตว์การันตีว่าสหกรณ์แห่งนี้ผลิตนมที่มีคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย

ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงในตลาดนมภายในประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ผลิตนมพร้อมดื่มที่จะสร้างความแตกต่าง เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้ออย่างสม่ำเสมอทุกวัน แต่สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด ได้ปั้นแบรนด์น้องใหม่ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนพาสเจอไรซ์แบบบรรจุถุงของสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด สามารถเจาะตลาดนมโรงเรียนในอันดับต้นๆ ของประเทศได้แล้ว และสร้างเม็ดเงินให้สหกรณ์ได้อย่างงดงาม ด้วยผลตอบรับจากลูกค้าที่ดีอย่างต่อเนื่อง บวกกับความเชื่อมั่นในคุณภาพนมพร้อมดื่มของสหกรณ์ ทำให้สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด มีแนวคิดที่จะฉีกตลาดนมพร้อมดื่มใหม่ ด้วยการผลิตนมรสจืดที่มีโปรตีนสูง เพื่อส่งจำหน่ายให้กับร้านกาแฟ สำหรับนำไปเป็นส่วนผสมและทำให้รสชาติกาแฟมีความเข้มข้นด้วยน้ำนมโคที่มีคุณภาพ

นายปภณภพ เฉลิมกลิ่น ผู้จัดการสหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของสหกรณ์แห่งนี้ว่าสหกรณ์ได้เริ่มผลิตนมส่งให้ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ 2 ราย คือ บริษัทเอฟแอนด์ เอ็นแดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เนสท์เล่ ไทย จำกัด ก่อนที่จะทำผลิตภัณฑ์นมสดพาสเจอไรซ์แบบบรรจุถุงเป็นสินค้าตัวแรก ในปี 45 และส่งให้โรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดกาญจนบุรี และ กทม.บางพื้นที่ หลังจากเริ่มผลิตน้ำนมดิบมากว่า 18 ปี ปัจจุบัน มีสมาชิกกว่า 200 ราย และมีโคนม 1,800 ตัว กำลังการผลิต 20 ตัน ต่อวัน

สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 23 ล้านบาท ต่อเทอม ที่ผ่านมาสหกรณ์ผลิตแค่นมโรงเรียนอย่างเดียว ซึ่งในเดือนกันยายนนี้จะได้รับการสนับสนุนเครื่องจักรในการแปรรูปนมจากกรมส่งเสริมสหกรณ์จากงบไทยนิยมยั่งยืน เพื่อนำมาผลิตนมพาณิชย์ ซึ่งจะเน้นนมรสจืดที่มีโปรตีนสูง คุณภาพดีที่สุด และจะส่งขายให้กับร้านกาแฟโดยเฉพาะ เนื่องจากเห็นถึงโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์นมในขณะนี้ว่า ยังสามารถเจาะกลุ่มร้านกาแฟได้ เนื่องจากยังต้องการนมสดเพื่อนำไปตีฟอง เพื่อให้กาแฟมีรสชาติหอม เข้มข้น และกลมกล่อม ซึ่งได้มีการทดลองนำนมสดของสหกรณ์ไปตีฟองกับกาแฟแล้ว

จะได้รสชาติกลางที่กลมกล่อมกำลังพอดี ดังนั้น สหกรณ์จะผลิตนมสด วันละ 1 ตัน แบ่งเป็น 2 ขนาด คือ ขนาดเล็กบรรจุขวดเพื่อทดลองขายให้เด็กมัธยม และขนาดใหญ่สำหรับส่งร้านกาแฟ ขวดละ 80-85 บาท ประมาณวันละ 5,000 ขวด สร้างรายได้ประมาณ 400,000 บาท ต่อวัน โดยจะเริ่มเจาะตลาดร้านกาแฟในจังหวัดกาญจนบุรีก่อน แล้วจะค่อยๆ ขยายไปตามจังหวัดใกล้เคียงและในกรุงเทพฯ ต่อไป คาดว่าไม่เกิน 2 ปี จะเห็นภาพตลาดนมสดที่ชัดเจน จากนั้นก็จะขยายกำลังการผลิตเพิ่ม เชื่อว่าเมื่อนมของสหกรณ์ออกสู่ตลาดแล้ว สามารถตีฟองแล้วทำให้รสชาติกาแฟไม่หายไป ตลาดก็จะวิ่งเข้ามาหาสหกรณ์เอง

“นมโคแท้ 100% ของสหกรณ์เราเป็นเบอร์หนึ่งประเทศไทยในด้านน้ำนมคุณภาพมาโดยตลอด ผมมองว่าการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนมโคแท้ที่ดีและมีคุณภาพสูง จะต้องมาจากอาหารคุณภาพ มีการจัดการฟาร์มที่ได้มาตรฐาน กระบวนการรีดนมโค การออกแบบโรงเรือน การผสมเทียม การบันทึกข้อมูล และการดูแลสุขภาพโคนมตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อพัฒนานมโค 100% ให้มีคุณภาพดีอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งลักษณะของน้ำนมที่คุณภาพดีจะมีกลิ่นธรรมชาติ มีสีขาวปนเหลืองเล็กน้อย สะอาด ปลอดภัย รสชาติมันเข้มอร่อย

จะช่วยสร้างความโดดเด่นที่แตกต่างจากนมทั่วไปในท้องตลาด สร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภคตั้งแต่ได้สัมผัสครั้งแรก เพราะปัจจุบันตลาดมีตัวเลือกหลากหลาย สหกรณ์ต้องเน้นผลิตนมคุณภาพดีเป็นหลัก ไม่มีการปรุงแต่ง เพราะใช้น้ำนมดิบคุณภาพจากธรรมชาติจริงๆ ไม่จำเป็นต้องซื้ออย่างอื่นมาผสม ตอนนี้ลูกค้าให้การตอบรับดีและขายหมดทุกวัน จึงไม่กังวลเรื่องการตลาด และไม่เกิน 2 ปี สหกรณ์จะทำเป็นท่องเที่ยวเพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดกาญจนบุรี แวะมาดื่มนมสหกรณ์ และเที่ยวฟาร์มโคนมด้วย” นายปภณภพ กล่าว

ด้าน นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ พยายามยกระดับกระบวนการผลิตนมของสหกรณ์โคนมทุกแห่งให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ซึ่งคุณภาพของนมที่ได้จะขึ้นอยู่กับอาหารที่เลี้ยงโคนม พันธุ์โคนม มาตรฐานฟาร์มที่ดีและการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ และนับเป็นความโชคดีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในอำเภอท่าม่วง อยู่ในพื้นที่การปลูกข้าวโพดฝักอ่อนและมีความหลากหลายของวัตถุดิบที่ใช้ในการเลี้ยงโคนม ทำให้โคสามารถผลิตนมที่มีคุณภาพ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์มีแนวคิดที่จะใช้สหกรณ์โคนมท่าม่วง จำกัด เป็นโมเดล

นำร่องสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ เนื่องจากสหกรณ์แห่งนี้มีพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบจนเป็นที่ยอมรับ และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย จึงอยากสนับสนุนให้สหกรณ์โคนมท่าม่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาให้ผู้บริโภคได้บริโภคมากขึ้น เพื่อสอดรับกับการพัฒนาเมืองที่กำลังเจริญขึ้นและมีชายแดนติดกับเมืองทวายของพม่า ซึ่งจะทำให้จังหวัดกาญจนบุรีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ดังนั้น จึงอยากให้ยกระดับผลิตภัณฑ์นมโคแท้ 100% ของสหกรณ์ ให้เป็นสินค้าเอกลักษณ์ของกาญจนบุรี และหวังว่าสหกรณ์จะเป็นแหล่งผลิตนมคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย

“ผมมองเห็นความแตกต่างของสหกรณ์แห่งนี้ เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ เนื่องจากปัจจุบันสหกรณ์โคนมทั่วประเทศ มีประมาณ 100 แห่ง แต่ละสหกรณ์ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นชัดเจนว่าสหกรณ์โคนมท่าม่วงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันนี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 20 ตัน ต่อวัน เชื่อว่าที่นี่น่าจะพัฒนาและขยายธุรกิจต่อไปได้ ซึ่งจากการดำเนินงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการดำเนินงานและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ พยายามมุ่งเน้นให้สมาชิกสหกรณ์โคนมท่าม่วงหันมาให้ความสนใจเรื่องคุณภาพ โดยเฉพาะอาหารโค พันธุ์โค

และการเข้าร่วมโครงการวิจัยการลดต้นทุนและปรับประสิทธิภาพการเลี้ยงโคนมที่ปฏิบัติได้และเห็นผลจริงของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์โคนมท่าม่วง เป็น 1 ใน 20 สหกรณ์ ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตน้ำนมที่ดีที่สุดในประเทศไทย ภายใต้สโลแกน นมดีนมเด่น นมคุณภาพ สะอาดใส่ใจผู้บริโภค ดังนั้น ก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับสหกรณ์อื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการจัดการฟาร์ม จนทำให้น้ำนมดิบของสหกรณ์โคนมท่าม่วงได้มาตรฐานไม่แพ้ต่างประเทศ เพราะน้ำนมผ่านการตรวจสอบค่าวิเคราะห์โปรตีน 3.1 ไขมัน 4.7 และเนื้อนมไม่รวมไขมัน 8.46 ซึ่งตัวเลขค่าวิเคราะห์จะเป็นตัวการันตีที่ดีที่สุดว่า น้ำนมดิบดีมีคุณภาพที่สุด จึงมั่นใจว่าสหกรณ์โคนมท่าม่วงจะสามารถขยายตลาดและสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดกาญจนบุรีได้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมจะสนับสนุนศักยภาพทุกๆ ด้าน ให้กับสหกรณ์” นายเชิดชัย กล่าว

กรณีโค้ชและเยาวชน รวม 13 คน ติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เป็นวันที่ 4 นั้น มีการพูดถึงตำนานของถ้ำดังกล่าวหลายกระแสด้วยกัน ตำนานหนึ่งที่มีคนพูดถึงกันมาก

เล่ากันว่า เจ้าหญิงงดงามเมืองหนึ่งแอบรักชายเลี้ยงม้าที่เป็นสามัญชนคนธรรมดาจนๆ คนหนึ่ง เเล้วทั้งสองก็พากันหนีออกจากเมืองไปยังถ้ำแห่งนี้ เสด็จพ่อของเจ้าหญิงทราบข่าวจึงส่งทหารตามล่าฆ่าชายเลี้ยงม้า ในขณะที่เจ้าหญิงรออยู่ในถ้ำ พอรู้ว่าสามีถูกทหารของพ่อฆ่าตาย เธอจึงใช้ปิ่นปักผม แทงศีรษะตัวเองตายคาถ้ำ และยังคงสิงสถิตอยู่ ณ ถ้ำนางนอน แห่งนี้

เป็นหนึ่งในตำนานที่เล่าต่อๆ กันมา ขณะที่ปัจจุบันทีมปฏิบัติการค้นหา ยังคงมุ่งมั่นที่จะตามหาน้องๆ กันต่อไป นายสมคิด เฉลิมเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี (ศทอ.สุพรรณบุรี) เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 (สสก.2 จังหวัดราชบุรี) โดย ศทอ.สุพรรณบุรี ได้ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคขอบใบแห้ง (Bacterial Leaf Blight or Bacterial) ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก พบว่า ขณะนี้ได้มีการระบาดของโรคขอบใบแห้ง ในข้าวระยะแตกกอ ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากช่วงนี้มีฝนตกและความชื้นในอากาศสูงเหมาะกับการระบาดของโรคดังกล่าว สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. Oryzae

สำหรับอาการของโรคนี้ เป็นได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอ จนถึงออกรวง มีลักษณะช้ำที่ขอบใบของใบล่าง ต่อมาประมาณ 7-10 วัน จุดช้ำนี้จะขยายกลายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก ใบที่เป็นโรคจะแห้งเร็ว แผลอาจมีหยดน้ำสีครีมคล้ายยางสนกลมๆ ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด หลุดไปตามน้ำหรือฝน ซึ่งจะทำให้โรคสามารถระบาดต่อไปได้ แผลจะขยายไปตามความยาวของใบ บางครั้งขยายเข้าไปข้างในตามความกว้างของใบ ในบางกรณีที่เชื้อมีปริมาณสูงเข้าทำลาย ทำให้ท่อน้ำท่ออาหารอุดตัน ต้นข้าวทั้งต้นจะเหี่ยวเฉาและตายโดยรวดเร็ว เรียกอาการของโรคนี้ว่า ครีเสก

เกษตรกรสามารถป้องกันกำจัดได้โดยการใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทาน เช่น ในภาคกลางใช้ พันธุ์สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 และ กข 23 ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับลำต้น ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากในดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่ควรระบายน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น ควรเฝ้าระวังการเกิดโรคโดยเฉพาะถ้าปลูกข้าวพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข 6 เหนียวสันป่าตอง พิษณุโลก 2 และถ้าจำเป็นต้องใช้สารเคมี แนะนำให้ใช้ สารเสต็บโตมัยซินซัลแฟต+ออกซีเตทตราไซคลินไฮโดรคลอร์ไรด์ (แคงเกอร์เอ็กซ์) หรือคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ (ฟังกูราน) หรือไอโซโปรไธโอเลน (ฟูจิ-วัน) หรือไตรเบซิคคอปเปอร์ซัลเฟต เมื่อเริ่มพบอาการของโรคบนใบข้าว สิ่งสำคัญคือ เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรคจะได้รีบหาวิธีการป้องกันกำจัดได้อย่างทันท่วงที ลดผลกระทบที่อาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอี แบงก์ กล่าวว่า ธนาคารดำเนินการปรับเกณฑ์การให้สินเชื่อเพื่อการเก็บตุน วัตถุดิบเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป จากไม่เกิน 3 เท่า ของยอดขายต่อเดือน เป็น 9 เท่า ของยอดขายต่อเดือน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี กลุ่มโรงงานอาหารแปรรูป สินค้าเกษตรแปรรูป และห้องเย็น มีเงินทุนมากยิ่งขึ้น สำหรับนำไปซื้อวัตถุดิบเกษตรต่างๆ ที่ล้นตลาด โดยเฉพาะสับปะรดและกล้วย ช่วยพยุงราคาสินค้า ลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไป และเพิ่มโอกาสการระบายสินค้าแก่เกษตรกร ขณะเดียวกันช่วยให้ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ที่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบการเกษตรจำนวนมากๆ ได้ซื้อวัตถุดิบคุณภาพดีในราคาถูก เป็นการลดต้นทุน และยังมีวัตถุดิบเก็บตุนไว้แปรรูปจำนวนมาก ช่วยให้ธุรกิจไม่สะดุด

ทั้งนี้ สินเชื่อที่ธนาคารปรับเกณฑ์เป็นกลุ่มสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ได้แก่ สินเชื่อเถ้าแก่ 4.0 สำหรับนิติบุคคล คิดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี ตลอดอายุสัญญา 7 ปี ไม่ต้องใช้หลักประกัน เปิดโอกาสให้รายย่อยที่มีปัญหาทางการเงินสามารถกู้ได้ แม้เคยปรับโครงสร้างหนี้ หรือผ่อนชำระไม่ต่อเนื่องมาก็ตาม โดยให้ชำระแต่ดอกเบี้ยอย่างเดียว ปลอดชำระคืนเงินต้นสูงสุด 3 ปี ผ่อนชำระเพียง 410 บาท ต่อวัน และสินเชื่อเศรษฐกิจติดดาว สำหรับกลุ่มบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลประเภทธุรกิจเกษตรแปรรูป ธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนและเชื่อมโยงต่อเนื่องรวมทั้งผู้ประกอบการใหม่มีนวัตกรรม ธุรกิจผลิต หรือบริการต่างๆ ในชุมชนจะพาเข้าใช้บริการ คิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 3% คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนาน 7 ปี ไม่มีหลักประกัน สามารถใช้บสย. ค้ำประกันฟรี 4 ปีแรก โดยกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนเพียง 460 บาท ต่อวันเท่านั้น โดยการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจะมุ่งใช้เกณฑ์กับคุณสมบัติเป็นหลักสำคัญซึ่งจะทำให้การพิจารณาเกิดความเท่าเทียม และรวดเร็ว สามารถรู้ผลการพิจารณาได้ในเวลาเพียง 7 วัน เท่านั้น

นายอดุลย์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ที่มีการวิตกว่าเมื่อสินค้าจีน

เข้าสหรัฐไม่ได้จะเข้าตลาดเพื่อนบ้านนั้น เชื่อว่าไม่มีผลกระทบต่อสินค้าไทยเพราะความนิยมในสินค้าไทยดีกว่าสินค้าจีน โดยกรมได้เตรียมแนวทางผลักดันการค้าชายแดนและผ่านแดน อาทิ จัดงานหุ้นส่วนเศรษฐกิจชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ คลินิกการค้าชายแดนสำหรับผู้ประกอบการไทย จัดงานมหกรรมการค้าชายแดน และใช้กิจกรรมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ” โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพฯ ว่านโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศเป็นงานสำคัญที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งรัดและต่อเนื่อง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นร่วมกันในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ของแต่ละจังหวัด ขยายผลครอบคลุมทั้ง 13 กลุ่มจังหวัด 56 จังหวัด

ภายใต้การกำกับติดตามการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อพก.) ปรับเปลี่ยนการดำเนินงานจากยึดหน่วยงานเป็นหลัก มาเป็นการยึดพื้นที่เป็นหลัก และให้ทุกหน่วยงานทุกภาคส่วนร่วมมือกันดำเนินการ โดยมีจังหวัดเป็นเจ้าภาพหลักในการประสานการดำเนินงาน หน่วยงานเจ้าภาพในแต่ละพื้นที่ อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม และเอกชน ร่วมกันชี้เป้าหมายในการรับซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์

“จะดำเนินการตามเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ 2560-64 และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 5 ล้านไร่” นายวิวัฒน์ กล่าว

นครราชสีมา – นายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า สินค้าที่จะส่งออกไปต่างประเทศโดยใช้ท่าเรือมาบตาพุด จ.ระยอง นครราชสีมา ถือว่ามีโอกาสสูงที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครม. ให้ศึกษานครราชสีมาเป็นจุดรวมของภาคอีสาน

สินค้าต่างๆ สามารถวิ่งมาได้ เพราะว่าสินค้าที่จะไปมาบตาพุดต้องผ่านนครราชสีมาก่อน แต่ถ้าไปอยู่จังหวัดอื่นหมายถึงสินค้าของนครราชสีมาต้องย้อนขึ้นไป และส่งไปรถไฟทางคู่ เพื่อย้อนไปมาบตาพุดอีกทำให้นครราชสีมาเหมาะสมที่สุดที่จะเป็น “ท่าเรือบกโคราช”

“ตอนนี้เราพยายามให้ข้อมูล ตรงไปตรงมา เพราะมองว่านครราชสีมาน่าจะเหมาะสม เพราะเราเป็นจุดศูนย์กลาง สินค้าจากชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ หรืออุบลราชธานี มาที่นครราชสีมามีเส้นทางผ่านมาโดยตลอด และสินค้าที่ส่งออกก็มากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นตัวชี้ขาดว่า คนที่ต้องการจะใช้ท่าเรือบกอยู่ที่นครราชสีมามากที่สุด โดยท่าเรือบกโคราชจะดำเนินการด้านพิธีการศุลกากรที่เสร็จสรรพ และครอบคลุมก่อนจะขนส่งสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ และขนส่งทางรางไปยังท่าเรือ แหลมฉบัง และไม่ต้องย้อนกลับไปจังหวัดขอนแก่น เพื่อส่งจำหน่ายไปในต่างประเทศ” ผวจ.นครราชสีมา กล่าว

ด้าน นายหัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า เรื่องท่าเรือบก ตอนนี้คู่แข่งอย่าง จ.ขอนแก่น มาแรงมาก ทางเราจึงเดินสายชี้แจงเพื่ออยากให้ได้จุดที่เหมาะสม กำลังเร่งให้จบ วันนี้สนับสนุนครั้งแรกเราแพ้

แต่จะเร่งที่เราขาดให้ครบให้ได้ ซึ่งนโยบายที่ขอนแก่นเสนอไปนั้นค่อนข้างนิ่งมาหลายปีแล้ว และยืนยันจะสร้างเพียงจุดเดียว แต่ของโคราชหลายจุด เพราะฉะนั้นจึงต้องฟันธงให้ได้ก่อนว่าจะสร้างที่ไหน จะเลือกที่ อำเภอสูงเนิน หรือ อำเภอสีคิ้ว

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน นางทัชฑภักษร รตนรุ่งเรือง อายุ 48 ปี เจ้าของสวนทุเรียน ป.ป่าละอู หมู่ 3 บ้านป่าละอูบน ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังจากมีช้างป่าใกล้แนวเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานบุกเข้าทำลายสวนทุเรียนหมอนทองป่าละอู พื้นที่กว่า 70 ไร่ ทำให้ทุเรียนอ่อนผลขนาดใหญ่ได้รับความเสียหายจำนวนมาก ขณะที่ทุเรียนในสวนจะตัดจำหน่าย กิโลกรัม (กก.) ละ 250 บาท ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้

แม้ว่าที่ผ่านมาจะจ้างคนเฝ้าสวนในช่วงกลางคืน โดยสร้างที่พักไว้บนต้นไม้ขนาดใหญ่เพื่อขับไล่ รวมทั้งติดสัญญาณเตือนเป็นเสียงหวอบริเวณแนวเขต โดยจะส่งเสียงเตือนหากช้างป่าเดินผ่าน ล่าสุดเสียหวอดังไม่เกิน 2 นาที พบว่า ช้างจะเข้ามากินทุเรียน โดยเขย่าต้นเพื่อทำให้ทุเรียนร่วงอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ในระยะ 4 ปี ที่ผ่านมา ผลผลิตถูกช้างป่ารบกวนอย่างต่อเนื่อง แต่ชาวสวนทุเรียนในพื้นที่ทำได้เพียงติดสัญญาณเตือนและยิงลูกโป้งให้มีเสียงดังเพื่อขับไล่เท่านั้น ยอมรับว่าการไล่ช้างออกจากพื้นที่ในช่วงกลางคืนมีความเสี่ยงพอสมควร

เกษตรกรยุคใหม่ต้องปลูกได้ ทำการตลาดเป็น พร้อมเปิดรับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพผลผลิต เช่นเดียวกับ คุณณัฐ มั่นคง เกษตรรุ่นใหม่ เจ้าของ ‘โคโค่ เมล่อน ฟาร์ม’ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ต้นแบบของเกษตรกรที่เลือกใช้เทคโนโลยี Internet of Thing มาช่วยดูแลโรงเรือนปลูกเมล่อนปลอดสารพิษ

คุณณัฐ มีความสนใจในธุรกิจการเกษตร และมองเห็นว่าเมล่อนเป็นผลไม้ที่สามารถสร้างรายได้ดีโดยใช้พื้นที่ไม่มาก จึงได้เริ่มศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเมล่อนด้วยตนเอง ทั้งการไปศึกษาดูงานตามสถานที่ต่างๆ อีกทั้งยังได้เข้าร่วมอบรมในโครงการของดีแทค ในด้านการตลาดจนถึงการนำเสนอสินค้าเพื่อสร้างการรับรู้ไปยังผู้บริโภค

รสชาติเมล่อนที่หวาน หอม เนื้อฉ่ำ เป็นสิ่งที่คุณณัฐให้ความสำคัญเสมอมา จึงเลือกนำเอาเทคโนโลยี IOT ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการฟาร์มอัจฉริยะของกรมส่งเสริมการเกษตร และ Dtac ที่มีระบบเซ็นเซอร์คอยสังเกตและติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก โดยตัวเครื่องจะส่งข้อมูลสู่แอปพลิเคชั่นให้เกษตรกรสามารถดูข้อมูลมาตรฐาน ความชื้น อุณหภูมิ และแสงสว่างที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต แบบ real-time ในลักษณะ ‘ฟาร์มแม่นยำ’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุด ทำให้เมล่อนมีรสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาด

“เมล่อน เป็นผลไม้ที่ชอบความชื้นในดินสูง ตอนเริ่มแรกจะใช้มือล้วงเข้าไปในดิน เพื่อคาดเดาอุณหภูมิความชื้นด้วยความรู้สึกของตนเอง ภายหลังได้ทดลองใช้ระบบเซ็นเซอร์ ทำให้สามารถคำนวณปริมาณน้ำที่เหมาะสม ผลผลิตได้ตรงตามความต้องการ คุณภาพคงที่ ส่งผลให้วางแผนการตลาดได้ง่ายขึ้น”

แปลงเมล่อนในโรงเรือนแบบปิด

เขายังได้ใช้ความรู้ด้านบริหารธุรกิจมาประยุกต์กับโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคผ่านเพจเฟซบุ๊ก ‘โคโค่ เมล่อนฟาร์ม’ รวมทั้งรับออเดอร์ผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ จัดส่งถึงทั่วประเทศ แม้จะเริ่มต้นเพียง 4 โรงเรือน แต่ปัจจุบัน ฟาร์มแห่งนี้ขยายกิจการเพิ่มขึ้นอีกกว่า 20 โรงเรือน ด้วยความใส่ใจ ทุ่มเท ผลเมล่อนทุกลูกของโคโค่ เมล่อน ฟาร์มจึงได้มาตรฐาน มีค่าความหวานไม่ต่ำกว่า 14-17 บริกซ์ ทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่คนนี้กลายเป็น ‘เกษตรกรเงินล้าน’ ได้ไม่ยาก

“ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเพียงเกษตรกร แต่มองว่าเป็นการทำธุรกิจเกษตร กระบวนการในการดำเนินงานทุกอย่างคือต้นทุนในการทำธุรกิจ ดังนั้น การบริหารจัดการตั้งแต่การปลูกจนถึงปลายน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ”

คุณณัฐ ยังได้เตรียมพัฒนาสวนโคโค่เม่ล่อนให้เป็นฟาร์มท่องเที่ยว เพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง พร้อมกับเปิดให้คำแนะนำกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ที่สนใจ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนไปพร้อมๆ กัน “เพราะเกษตรกรรุ่นใหม่ต้องก้าวไปพร้อมเทคโนโลยี”

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ขอแจ้งเตือนไปยังเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวที่มีอยู่ประมาณ 4 ล้านครัวเรือน ให้รีบแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากที่ทำการเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 15 วัน และไม่เกิน 60 วัน เพื่อให้สามารถยังคงได้รับสิทธิในการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งการช่วยเหลือด้านการผลิตและการตลาด หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2561/62 ให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณา ในวันที่ 11 ก.ค. 2561

ทั้งนี้ เนื่องจากปีที่แล้ว มีเกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียน 4 ล้านครัวเรือน แต่ปีนี้ เพิ่งแจ้งขึ้นทะเบียนไปแค่ 5.4 แสนครัวเรือน ซึ่งถือว่าน้อยมาก และภาครัฐไม่รู้ว่าเกษตรกรปลูกข้าวอะไรไปบ้าง ปลูกที่ไหน ทำให้ไม่สามารถวางแผนการช่วยเหลือได้ถูกต้อง จึงขอให้เกษตรกรที่ปลูกลงมือปลูกข้าวแล้ว ให้รีบไปแจ้งขึ้นทะเบียนกับเกษตรอำเภอ หรือเกษตรจังหวัดโดยด่วน เพราะถ้าไม่แจ้ง เวลามีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐออกมา ก็จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งเกษตรกรจะเสียประโยชน์เอง

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า ในการประชุม นบข. มาตรการช่วยเหลือที่จะเสนอส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่คล้ายกับปีการผลิต 2560/61 เช่น การช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เกษตรกร ไร่ละ 1,200 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ หรือไม่เกิน 12,000 บาท, สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โดยจะได้ค่าเก็บรักษาข้าวเปลือก ตันละ 1,500 บาท, สินเชื่อให้สถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมหรือแปรรูปข้าว, ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการในการเก็บสต๊อก, การจัดตลาดนัดข้าวเปลือก, การเชื่อมโยงตลาดข้าว เป็นต้น

นอกจากนี้ จะมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น การให้สินเชื่อเกษตรกรเพื่อสร้างยุ้งฉาง เนื่องจากที่ผ่านมา มีโครงการรับจำนำข้าว ทำให้เกษตรกรไม่มีการสร้างยุ้งฉางเพิ่ม หรือที่มีอยู่ก็เก่า ไม่สามารถใช้งานได้ จึงจะมีการให้สินเชื่อกับเกษตรกร เพื่อไปสร้างยุ้งฉางเพื่อเก็บข้าว ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก

ในยามที่ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาตกต่ำ นับเป็นภาวการณ์ที่สร้างความยากลำบากให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก ซึ่งในการแก้ไขปัญหานั้น สิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้ และอาจกลายเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่ และผลผลิตรูปแบบใหม่ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตของเกษตรกรคือ การแปรรูปผลผลิต

การแปรรูปด้วยการตากโดยอาศัยความร้อนจากแสงอาทิตย์ นับเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ที่ได้รับความนิยมและสามารถสร้างช่องทางใหม่ในอาชีพให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

คุณธงชาติ ศรีศักดิ์ ผู้ก่อตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีพลังงานทดแทน เป็นผู้หนึ่งที่ได้เห็นและสัมผัสถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรในสาขาต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จึงมีแนวคิดที่จะขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเกษตรกรให้ก้าวข้ามพ้นปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ด้วยการทุ่มเทคิดค้นตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์มาอย่างยาวนาน จนทำให้ได้ตู้พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนสินค้าเกษตรจากที่จำหน่ายในรูปผลผลิตสด ให้กลายเป็นสินค้าแปรรูปที่เพิ่มทั้งราคาและช่องทางการตลาด

มาถึงวันนี้ ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ESIGMA ถือเป็นผลงานการคิดค้นพัฒนาล่าสุดของคุณธงชาติ ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในการอบแห้งผลผลิตทางการเกษตร ไม่ว่า กล้วย ปลา เนื้อ ผลไม้ เครื่องเทศ และพืชผัก อย่าง พริก ใบมะกรูด

คุณธงชาติ ได้ยกตัวอย่างปัญหาของเกษตรกรที่กำลังประสบความเดือดร้อนในวันนี้คือ กล้วย ทั้งกล้วยน้ำว้า และกล้วยหอม ซึ่งมีเกษตรกรเป็นจำนวนมากกำลังเดือดร้อน ทั้งจากการจำหน่ายไม่ได้ราคา และปัญหาไม่มีตลาดรองรับ

“แต่หากเกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนแนวคิด นำกล้วยที่เก็บเกี่ยวจากสวนนั้นมาดำเนินการแปรรูป จะทำให้สามารถเพิ่มระยะเวลาในการเก็บ เพิ่มมูลค่า และเพิ่มตลาดใหม่ และที่สำคัญ จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าการจำหน่ายในรูปผลสด” คุณธงชาติ กล่าว

แล้วจะตากอย่างไร ให้ได้กล้วยตากที่มีคุณภาพ สะอาด น่ารับประทาน รสชาติอร่อย เป็นที่ถูกปากถูกใจผู้บริโภค คุณธงชาติ ได้แนะนำว่า สอง จากนั้นนำมาปอกแล้วเอาเส้นใยขาวๆ บางๆ ที่ติดอยู่กับเนื้อกล้วยออกให้หมด

สาม การล้างกล้วยให้สะอาดด้วยน้ำเกลือไม่ต้องเค็มมาก จากนั้นนำกล้วยไปตากในตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ESIGMA ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดบรรจุกล้วยได้ 100-400 ลูก

“ในการตากนั้นในช่วงตอนเย็นต้องเก็บกล้วยมาใส่ภาชนะที่ปิดสนิท เรียกว่าไม่ไห้อากาศเข้าออกและนำไปไว้ในตู้เย็นหรือห้องเย็นรักษาอุณหภูมิไว้ พอตอนเช้าให้เอากล้วยมาตากในตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ESIGMA อีกครั้ง

“ระยะเวลาการตาก 3-4 วัน ขึ้นอยู่ที่แดด สีของกล้วยจะออกมาเป็นสีน้ำตาลนัว สีสวย น่ารับประทาน สะอาด อร่อยมากๆ สามารถนำไปใส่กล่องสวยๆ นำไปเป็นของฝาก หรือนำไปขายได้”

“จากตรงนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ระยะเวลาการตากนั้นสั้นลง เพราะหากเป็นการตากกล้วยโดยธรรมชาติ จะใช้เวลา 7 แดด หมายถึง 7 วัน แต่การตากด้วยตู้อบ ใช้เวลาเพียง 3 วันเท่านั้น และที่สำคัญ ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยตากแห้งเร็วกว่าการตากโดยทั่วไป ใช้งาน และดูแลบำรุงรักษาง่าย สะอาดถูกหลักอนามัยปลอดภัยจากฝุ่นละออง นก หนู และโรคแมลง” คุณธงชาติ กล่าว

สำหรับตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ESIGMA มีหลักการทำงานที่ง่าย ใช้งานสะดวก โดย คุณธงชาติ กล่าวว่า สำหรับการทำงานนั้นเมื่อมีรังสีแสงอาทิตย์ส่งผ่านกระจกเข้าไปภายในตู้อบแห้ง จะถูกพืชผลและองค์ประกอบต่างๆ ภายในเรือนกระจกถูกกลืนแล้วเปลี่ยนเป็นความร้อน วัสดุภายในจะแผ่รังสีอินฟราเรดมาแต่ไม่สามารถผ่านกระจกออกมาภายนอกได้ ทำให้อากาศภายในเรือนกระจกร้อนขึ้น และถ่ายเทความร้อนให้กับผลิตภัณฑ์ เช่น กล้วยตาก ได้ดี

ทั้งนี้หากดูในแง่อุณหภูมิภายนอกและภายในตู้อบ จะพบว่า อุณหภูมิภายนอกจะอยู่ที่ประมาณ 35 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิภายในตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ESIGMA จะอยู่ที่ประมาณ 60 องศาเซลเซียส ส่วนความชื้น ภายนอกตู้อบ ประมาณ 50-60% แต่ภายในตู้อบประมาณ 10-20%

คุณธงชาติ กล่าวอีกว่า ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ESIGMA ที่ได้พัฒนาขึ้นนี้ ยังได้มีการติดตั้งแผ่นโซลาร์เซลล์ และพัดลมติดตั้งในระบบเพื่อบังคับให้มีการไหลของอากาศผ่านระบบอากาศร้อนที่ไหลผ่านพัดลมและห้องอบแห้งจะมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่าความชื้นของพืชผล จึงพาความชื้นจากพืชผลออกสู่ภายนอกทำให้พืชผลที่อบไว้แห้งได้ นอกจากนี้ ตะแกรงตากจะมีลักษณะมุ้งลวด ทำจากสแตนเลส ทำให้ปลอดภัย 100%

คุณธงชาติ ได้สรุปถึงจุดเด่นของตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ESIGMA ว่า

หนึ่ง แห้งเร็วกว่าปกติ 1 เท่า เนื่องจากแผ่นโซลาร์เซลล์ และที่ติดตั้งในระบบบังคับให้มีการไหลของอากาศและมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ

สอง ไม่กลัวฝน เนื่องจากวัสดุที่ใช้รับแสงทำด้วยกระจก น้ำฝนไม่สามารถเข้าถึงภายในได้

สาม ไม่กลัวแมลงวัน ไม่กลัวนก ไม่กลัวหนู เนื่องจากผนังห่อหุ้มมิดด้วยแผ่นอะลูซิงค์กันสนิม มีตะแกรงป้องกัน แมลงวัน นก หนู”

“หากเปรียบเทียบกับการตากแห้งแบบดั้งเดิม เช่น การตากเนื้อ ปลา พืช ผัก และผลไม้ จะมีปัญหาเรื่องฝุ่นละออง มีเชื้อจุลินทรีย์ แมลงวันตอมเป็นพาหะนำเชื้อโรค และทำให้เกิดหนอนขึ้นได้ เมื่อฝนตกหรืออากาศเย็น การตากอาจมีปัญหาเรื่องเชื้อรา เป็นเหตุให้เก็บไว้ได้ไม่นาน ทำให้ผู้บริโภคอาจเจ็บป่วยได้ การอบแห้งโดยใช้ตู้อบแห้งจากแหล่งพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานและค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง” คุณธงชาติ กล่าว

ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ESIGMA จะมี 2 ขนาด คือ หนึ่ง ขนาดครอบครัว มีขนาด กว้าง 54 เซนติเมตร ยาว 79 ​เซนติเมตร สูง 100 ​เซนติเมตร น้ำหนัก 7 กิโลกรัม สอง แบบเชิงพาณิชย์ ขนาด 1.5 เมตร กว้าง 1 เมตร สูงรวมขา 1.2 เมตร

หากสนใจต้องการข้อมูล ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ESIGMA เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้กับการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ด้วยการแปรรูปผลผลิตออกจำหน่าย ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทรศัพท์ (088) 000-7087 LINE ID:payonline

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน www.mallikafoundation.com เปิดเผยว่า จากความห่วงใยของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรหลายภูมิภาค ล่าสุดปัญหาที่ต้องแก้เฉพาะหน้าคือ การช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกสับปะรด ซึ่งมีปริมาณล้นตลาดมากกว่า 1,000,000 ตัน จึงให้ประสานงานมูลนิธิองค์กรภาคประชาชนต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรเร่งด่วน ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่คนไทยจะแสดงน้ำใจต่อกัน

ดังนั้น ในฐานะตนเป็นผู้ประสานงานได้รับความอนุเคราะห์จากมูลนิธิแพร่น้ำใจ โดย นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ร่วมกับ กลุ่มคนไทยช่วยชาวไร่ ดำเนินโครงการเร่งด่วนคือ “โครงการช่วยสับปะรด 2018” รับซื้อมาในราคาพยุงชาวสวนอยู่รอด โดยประสานรับซื้อสับปะรดในราคาพยุง กิโลกรัมละ 4 บาท พร้อมประสานการขนส่ง 2 คันรถสิบล้อ มาแจกจ่ายให้ประชาชน ชาว กทม. ณ ลานจอดรถพรรคประชาธิปัตย์ ถนนเศรษฐศิริ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท ใกล้โรงพยาบาลวิชัยยุทธ จำนวน 30 ตัน เป็นล็อตแรก ซึ่งจะเป็นสับปะรดสดจาก ต.เสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง

นางมัลลิกา กล่าวว่า ดังนั้นจึงขอเชิญชวน ประชาชนที่อยู่ในกรุงเทพมหานครมารับประทาน หรีอรับแจกฟรี เอากลับบ้านได้เต็มที่ เพื่อนำไปช่วยกันรับประทาน วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2561 เวลา 10.30 น. ประธานเปิดโครงการ โดย นายอภิสิทธิ์ ในฐานะประธานมูลนิธิ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช

สำหรับภาคเอกชนมูลนิธิหรือประชาชนในส่วนใดต้องการจะรับซื้อสับปะรดในราคาพยุงสดจากสวนในพื้นที่ภาคเหนือก็สามารถดำเนินการได้ตามอัธยาศัย โดยประสานงานเจ้าของสวนในพื้นที่ได้โดยตรง เพราะถ้าหากคนไทยช่วยกันก็จะช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างทันท่วงที ข้อมูลประสานงานที่ มูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน www.mallikafoundation.com

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเขตร้อนที่สำคัญของโลก ซึ่งไม้ผลเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน สามารถปลูกและให้ผลผลิตได้ทุกภูมิภาค โดยใน ปี 2561 มีพื้นที่ให้ผลผลิต 609,951 ไร่ และคาดว่าจะมีผลผลิตรวม 734,284 ตัน ในขณะที่ภาคใต้เป็นแหล่งผลิตใหญ่รองลงมาจากภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชุมพร ที่มีพื้นที่ให้ผลผลิตสูงเป็น อันดับที่ 2 รองจากจังหวัดจันทบุรี มีกลุ่มล้งผลไม้หรือผู้รวบรวมสินค้าเกษตรสำหรับจำหน่ายในประเทศและส่งออกต่างประเทศเปิดจุดรับซื้อจำนวนมาก ซึ่งจะรับซื้อทั้งผลผลิตของจังหวัดชุมพรและจังหวัดใกล้เคียง

อีกทั้งราคาจำหน่ายทุเรียน ใน ปี 2561 มีแนวโน้มสูงขึ้นจากปีก่อนๆ โดยเฉพาะผลผลิตที่ออกมาก่อนฤดูกาลมักจะได้ราคาสูงและอาจเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรรีบเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ยังไม่สุกแก่ หรือที่เรียกว่าทุเรียนอ่อนส่งมาจำหน่ายในตลาดได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาผลผลิตด้อยคุณภาพไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาด ทำให้กระทบต่อชื่อเสียงประเทศไทย ผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศขาดความเชื่อถือในสินค้าจากแหล่งผลิตภาคใต้จนอาจทำให้ราคาของทุเรียนตกต่ำจากการที่มีสินค้าด้อยคุณภาพปะปนกับสินค้าคุณภาพดี มีการระบายสินค้าออก ได้ช้าซึ่งจะทำให้มีผลผลิตตกค้าง เน่าเสียหาย และเป็นการทำลายรายได้และเศรษฐกิจของเกษตรกรที่มีผลผลิตออกในช่วงฤดูกาลปกติ ซึ่งจะเก็บเกี่ยวช้ากว่าผลผลิตกลุ่มนี้ อีกทั้งปัจจุบันรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ และให้นำมาตรการทางกฎหมายเข้ามาใช้อย่างเคร่งครัด ซึ่งจะเป็นการป้องกันได้อีกทางหนึ่งด้วย

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทุกภาคส่วน หากมีการนำทุเรียนด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาด จึงได้ดำเนินการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ป้องกันปัญหาทุเรียนอ่อน อันจะเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยป้องกันแก้ไขการเกิดปัญหาดังกล่าวต่อไปได้ในอนาคต

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจะจัดงานรณรงค์และประชาสัมพันธ์ป้องกันแก้ไขปัญหาผลไม้ด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรภาคใต้ เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ป้องกันแก้ไขปัญหาทุเรียนอ่อนของ 14 จังหวัดภาคใต้ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผลไม้คุณภาพแก่แปลงใหญ่ทุเรียนในเขตภาคใต้ ขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2561 ณ โรงแรมมรกต อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร

โดยจะมีบุคคลผู้เข้าร่วมงาน ได้แก่ ผู้แทนเกษตรกรในแปลงใหญ่ทุเรียน เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานไม้ผลจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ผู้รวบรวมผลไม้เพื่อส่งออก (ล้ง) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อัยการ ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา รวมจำนวน 65 คน

นายสุพิท กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ดังกล่าว คือ สามารถป้องกันแก้ไขปัญหาทุเรียนด้อยคุณภาพของ 14 จังหวัดภาคใต้ ที่อาจปะปนเข้ามาในตลาดทุเรียนภาคใต้ และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นหากมีการนำทุเรียนด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาดให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้

ปูขนมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พบอาศัยอยู่ตามทะเลสาบ เจริญเติบโตอยู่ในสภาพอากาศหนาวและน้ำที่เย็นจัด อุณหภูมิของน้ำต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส บริเวณที่พบมากและเป็นที่รู้จักกันดีคือ ทะเลสาบหยางเถิง ในมณฑลเจียงซู นอกจากนี้ ยังพบในไต้หวัน และบางส่วนของคาบสมุทรเกาหลีไปจนถึงทะเลเหลือง ขณะที่ปัจจุบันได้แพร่กระจายไปถึงทวีปยุโรป เช่น ฟินแลนด์ สวีเดน เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม เยอรมนี บางส่วนของฝรั่งเศสและอังกฤษ

ปูขน มีกระดองรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกว้าง 7-8 เซนติเมตร สีน้ำตาลปนเหลืองจนถึงน้ำตาลเข้ม มีขนเป็นกระจุกบนขาทุกขา ซึ่งถือเป็นลักษณะเด่น ขาเดินคู่แรกเป็นก้ามหนีบ ขาเดินที่เหลืออีก 4 คู่ มีลักษณะเรียวยาว ไม่เป็นใบพาย กระดองส่วนหน้าไม่เรียบ มีตุ่มทู่ๆ เรียงกัน 2 แถว แถวแรกมี 2 ตุ่ม แถวถัดมามี 3 ตุ่ม ทั้งสองแถวเรียงขนานกับริมขอบเบ้าตาด้านใน ลักษณะเด่นที่สังเกตเห็นได้ชัดคือ ขอบด้านข้างของกระดองมีหนามแหลม 4 อัน ที่ก้ามมีขนสีน้ำตาลเข้ม ลักษณะเป็นกระจุกคล้ายสาหร่ายหางไก่ห่อหุ้มหนา โดยเฉพาะบริเวณขอบด้านนอกของก้ามหนีบ อันเป็นที่มาของชื่อสามัญ

สศก. แจง ราคาสินค้าเกษตร ช่วง 5 เดือนแรก ข้าวราคาพุ่งกว่า

ปีก่อน 60% ยางพาราและสับปะรด ราคาตก คาดทิศทางช่วงครึ่งปีหลังดีดตัวสูงขึ้น นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสินค้าข้าว ยางพารา และสับปะรด ในช่วง 5 เดือน ที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ค. 61) ว่า ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ ปี 2561 มีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับ ปี 2560 โดยในช่วง 5 เดือนแรก ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาเฉลี่ย ตันละ 14,743 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เฉลี่ย ตันละ 9,207 บาท หรือสูงขึ้น 60.13% เนื่องจากปริมาณข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลงจากผลกระทบของอุทกภัยในช่วงกลางปี 60 ในขณะที่ข้าวเปลือกเจ้า ราคาเฉลี่ย ตันละ 7,781 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เฉลี่ย ตันละ 7,514 บาท สูงขึ้น 3.55% เนื่องจากมีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น แอฟริกา อินโดนีเซีย และมาเลเชีย เป็นต้น

ยางพารา ราคาเกษตรกรขายได้ ปี 2561 ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่จะมีทิศทางดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดย 5 เดือนแรก ราคายางแผ่นดิบ ชั้น 3 กก.ละ 43.56 บาท ราคาน้ำยางสด กก.ละ 41.46 บาท และยางก้อนถ้วยคละ กก.ละ 20.28 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาลดลง 38.61% , 36.42% และ 39.15% ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของปริมาณสต๊อกยางในประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่อย่างจีน การแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางที่นำเข้ายางพาราจากไทย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มราคายางช่วงครึ่งหลังของปีนี้มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศยังคงมีความต้องการใช้ยางพารา ประกอบการมาตรการ/โครงการภาครัฐที่สนับสนุนทั้งเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปริมาณสต๊อกยางของจีน (ชิงเต่า) ปรับตัวลดลง

ส่วนสับปะรด ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 5 เดือนแรก แบ่งเป็นสับปะรดโรงงาน กก.ละ 3.14 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วอยู่ที่ 6.29 บาท หรือลดลง 50.07% สับปะรดบริโภค กก.ละ 3.14 บาท ลดลงจาก 12.28 บาท ลดลง 35.26% เนื่องจากผลผลิตออกกระจุกตัวในช่วง พ.ค.-มิ.ย. และตลาดส่งออกชะลอการสั่งซื้อ ทำให้โรงงานแปรรูปต้องลดกำลังการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้มีสับปะรดส่วนเกินความต้องการของโรงงานแปรรูป ทั้งนี้ มติคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้มีมาตรการนำสับปะรดส่วนเกินออกนอกระบบ โดยกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ผลักดันการส่งออกและขยายตลาดต่างประเทศ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำ (MOU) รูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ในรัสเซีย อิหร่าน และเชื่อมโยงการค้า ขยายตลาดใหม่ USA EU และอาเซียน ร่วมกับการรณรงค์การบริโภคสับปะรดผลสดภายในประเทศเพิ่มขึ้น

สกว.หนุน นักวิจัยศิริราช ไขความลับของเซลล์ชราและการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า จนค้นพบจุดอ่อนและวิธีทำลายสมดุลอันเปราะบางของมะเร็งที่ได้ผลดีโดยไม่รบกวนเซลล์ปกติ ด้วยการใช้ไซคลิน ดี1 เป็นเป้าหมายการรักษาของยาใหม่

ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า การชราของเซลล์เล็กๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อ ก่อให้เกิดโรคของการเสื่อมของเนื้อเยื่อต่างๆ ที่นำมาสู่การชราและการเสื่อมของร่างกาย อย่างไรก็ตาม กลไกของร่างกายย่อมมีประโยชน์ของมันเสมอ การชราของเซลล์เป็นกลไกที่ร่างกายเรียกใช้เพื่อทำลายเซลล์ที่ไม่ดี เช่น เซลล์ที่ชำรุด หรือเซลล์มะเร็ง ไม่ให้แพร่พันธุ์ต่อไป

เมื่อเซลล์สะสมความผิดปกติหรือความเครียดอาจจะเปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งได้ ร่างกายจะมีวิธีที่ทำให้เซลล์ที่มีปัญหาเหล่านั้นหยุดแบ่งตัวและออกจากวงจรชีวิตเข้าสู่ภาวะเซลล์ชราทันที บริเวณที่เนื้อเยื่อที่ถูกพิษบ่อยๆ และสะสมความเครียด เช่น ผิวหนังที่โดนรังสีอัลตราไวโอเลต จะดูแก่ กร้าน ก่อนวัย หรือเนื้อเยื่อตับที่ได้รับสารพิษบ่อยๆ จะเสียการทำงาน ในขณะที่เซลล์มะเร็งมีกลไกการต่อต้านเซลล์ชราและสามารถเอาตัวรอดจากกลไกป้องกันอันนี้ได้ การชราของเซลล์จึงมีหน้าที่ในการควบคุมสมดุลระหว่างการมีอวัยวะและเนื้อเยื่อที่สุขภาพดี

อายุยืนยาว และโรคชราหรือโรคมะเร็ง เรียกได้ว่ามีการถ่วงดุลกันทุกวินาทีในร่างกายของเรา ขณะที่ไซคลิน ดี1 ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีในเซลล์ปกติ แต่มักพบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้นในมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งลำไส้ มะเร็งเยื่อบุผิว มะเร็งท่อน้ำดี และอื่นๆ ไซคลิน ดี1 จึง เกี่ยวข้องกับมะเร็งของโปรตีนนี้ค่อนข้างชัดเจน และอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งร้ายได้ อย่างไรก็ดี หน้าที่ของโปรตีนนี้ในมะเร็งยังไม่ปรากฏชัด

ฝ่ายวิชาการจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงให้การสนับสนุน ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย นางสาวพัทธมน ลพานุวรรตน์ นักศึกษาปริญญาเอก และทีมวิจัยสหสาขา ในการทำวิจัย เรื่อง “บทบาทของไซคลิน ดี1 และเครือข่ายโปรตีนก่อมะเร็งของไซคลิน ดี1 ในการก่อมะเร็งและการรักษาแบบมุ่งเป้า” เพื่อศึกษาหน้าที่ของไซคลิน ดี1 ในการควบคุมระดับความเครียดภายในเซลล์มะเร็งไม่ให้เกินระดับที่จะไปกระตุ้นกลไกเซลล์ชรา ทำให้มะเร็งสามารถอยู่รอดได้ ซึ่งตามปกติเซลล์มะเร็งจะสะสมความเครียดอยู่มาก โดยเฉพาะความเครียดจากปริมาณของการใช้ออกซิเจนในเซลล์ และพร้อมที่จะตายหรือเข้าสู่ภาวะเซลล์ชรา แต่ไซคลิน ดี1 ปริมาณสูงที่พบเฉพาะมะเร็งนั้น จะช่วยรักษาระดับความเครียดอันนี้ไว้ในปริมาณต่ำ ทำให้มะเร็งหนีรอดจากกลไกเซลล์ชราได้ เป็นผลร้ายต่อผู้ป่วยอย่างยิ่ง

“งานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากการสังเกตที่ละเอียดลออของทีมงานวิจัยพบในห้องแล็บ จากการทำงานอย่างหนักเกือบปีเต็ม โดยจุดเริ่มต้นของงานวิจัยเกิดขึ้นเมื่อเราเอา ไซคลิน ดี1 ออกจากเซลล์มะเร็ง มะเร็งจะเริ่มสะสมความเครียดและเปลี่ยนไปทันที มีสภาพที่แย่และไม่สามารถเอาตัวรอดได้ รูปร่างหน้าตาคล้ายเซลล์ที่เข้าสู่ภาวะชราเป็นอย่างยิ่ง จากการสังเกตนี้เรายืนยันได้ว่าเซลล์มะเร็งที่ไม่มีไซคลิน ดี1 นี้ เข้าสู่ภาวะเซลล์ชราจริง และเกิดอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน ความเครียดนี้เกิดจากการหายใจและผลิตพลังงานของเซลล์มะเร็ง และสะสมปริมาณออกซิเจนภายในจนเกินไป รวมถึงสะสมจำนวนไมโตครอนเดรีย ซึ่งเป็นส่วนของเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเครียดจากออกซิเจนอย่างรวดเร็ว ในเซลล์หนึ่งๆ มีมากกว่าเซลล์ปกติที่ใช้เทียบถึง 10-20 เท่า จุดนี้เองที่กลไกเซลล์ชราถูกกระตุ้น” ดร.ศิวนนท์ กล่าวถึงส่วนที่ใช้เวลานานที่สุดของงานวิจัย

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคใหญ่ของงานวิจัยนี้กลับไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เกิดจากความเชื่อของคน นี่เป็นหน้าที่ใหม่ของโปรตีนก่อมะเร็งตัวนี้ที่นักวิจัยทั่วโลกไม่รู้จัก เพราะก่อนหน้านี้ทุกคนรู้จักไซคลิน ดี1 อย่างกว้างขวางในฐานะโปรตีนที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัว งานนี้จึงเป็นความท้าทายของทีมวิจัยว่าจะทำอย่างไรให้คนเชื่อเราว่า ไซคลิน ดี1 ก่อมะเร็งโดยลดความเครียด และป้องกันการเข้าสู่ภาวะเซลล์ชราให้กับเซลล์มะเร็ง ไม่ใช่กระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัวตามที่ทุกคนคิดกัน และเพื่อที่จะเปิดเผยให้เห็นถึงกลไกใหม่นี้ ทีมวิจัยจึงได้ทำการทดลองในเซลล์มากกว่า 10 ชนิด และยืนยันมากกว่า 40 ครั้ง ในหลายๆ ภาวะ ซึ่งผลงานวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก อย่าง Journal of Cell Sciences ด้วย

นักวิจัยระบุว่า ทีมวิจัยใช้เซลล์ที่ไม่มีการแสดงออกของโปรตีน ชื่อ “เรติโนบราสโตมาโปรตีน” (retinoblastoma protein/ pRB) เป็นโมเดลในหลายการทดลอง เนื่องจากเซลล์ที่ปราศจากโปรตีนดังกล่าว จะไม่ใช้ ไซคลิน ดี1 ในการแบ่งตัว ดังนั้น โมเดลนี้จึงใช้ทดสอบหน้าที่ใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ในกระบวนการแบ่งตัวของไซคลิน ดี1 ได้เป็นอย่างดี โดยทุกอย่างกระจ่างเมื่อทีมวิจัย เอาไซคลิน ดี1 ออกจากเซลล์ที่ปราศจากเรติโนบราสโตมาโปรตีน และพบว่าสามารถที่จะหยุดมะเร็งอย่างชะงัดและทำให้มะเร็งเข้าสู่ภาวะเซลล์ชราได้อย่างดี

นักวิจัยระบุว่า ทีมวิจัยใช้เซลล์ที่ไม่มีการแสดงออกของโปรตีน ชื่อ “เรติโนบราสโตมาโปรตีน” (retinoblastoma protein/ pRB) เป็นโมเดลในหลายการทดลอง เนื่องจากเซลล์ที่ปราศจากโปรตีนดังกล่าว จะไม่ใช้ ไซคลิน ดี1 ในการแบ่งตัว ดังนั้น โมเดลนี้จึงใช้ทดสอบหน้าที่ใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ในกระบวนการแบ่งตัวของไซคลิน ดี1 ได้เป็นอย่างดี โดยทุกอย่างกระจ่างเมื่อทีมวิจัย เอาไซคลิน ดี1 ออกจากเซลล์ที่ปราศจากเรติโนบราสโตมาโปรตีน และพบว่าสามารถที่จะหยุดมะเร็งอย่างชะงัดและทำให้มะเร็งเข้าสู่ภาวะเซลล์ชราได้อย่างดี

นักวิจัยระบุว่า ทีมวิจัยใช้เซลล์ที่ไม่มีการแสดงออกของโปรตีน ชื่อ “เรติโนบราสโตมาโปรตีน” (retinoblastoma protein/ pRB) เป็นโมเดลในหลายการทดลอง เนื่องจากเซลล์ที่ปราศจากโปรตีนดังกล่าว จะไม่ใช้ ไซคลิน ดี1 ในการแบ่งตัว ดังนั้น โมเดลนี้จึงใช้ทดสอบหน้าที่ใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ในกระบวนการแบ่งตัวของไซคลิน ดี1 ได้เป็นอย่างดี โดยทุกอย่างกระจ่างเมื่อทีมวิจัย เอาไซคลิน ดี1 ออกจากเซลล์ที่ปราศจากเรติโนบราสโตมาโปรตีน และพบว่าสามารถที่จะหยุดมะเร็งอย่างชะงัดและทำให้มะเร็งเข้าสู่ภาวะเซลล์ชราได้อย่างดี

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ขอแจ้งเตือนไปยังเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวที่มีอยู่ประมาณ 4 ล้านครัวเรือน ให้รีบแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากที่ทำการเพาะปลูกข้าวไปแล้ว 15 วัน และไม่เกิน 60 วัน เพื่อให้สามารถยังคงได้รับสิทธิในการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งการช่วยเหลือด้านการผลิตและการตลาด หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2561/62 ให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาในวันที่ 11 ก.ค. 2561

ทั้งนี้ เนื่องจากปีที่แล้ว มีเกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียน 4 ล้านครัวเรือน แต่ปีนี้ เพิ่งแจ้งขึ้นทะเบียนไปแค่ 5.4 แสนครัวเรือน ซึ่งถือว่าน้อยมาก และภาครัฐไม่รู้ว่าเกษตรกรปลูกข้าวอะไรไปบ้าง ปลูกที่ไหน ทำให้ไม่สามารถวางแผนการช่วยเหลือได้ถูกต้อง จึงขอให้เกษตรกรที่ลงมือปลูกข้าวแล้ว ให้รีบไปแจ้งขึ้นทะเบียนกับเกษตรอำเภอ หรือเกษตรจังหวัดโดยด่วน เพราะถ้าไม่แจ้ง เวลามีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐออกมา ก็จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งเกษตรกรจะเสียประโยชน์เอง

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า ในการประชุม นบข. มาตรการช่วยเหลือที่จะเสนอส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่คล้ายกับปีการผลิต 2560/61 เช่น การช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เกษตรกร ไร่ละ 1,200 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ หรือไม่เกิน 12,000 บาท, สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โดยจะได้ค่าเก็บรักษาข้าวเปลือก ตันละ 1,500 บาท, สินเชื่อให้สถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมหรือแปรรูปข้าว, ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการในการเก็บสต๊อก, การจัดตลาดนัดข้าวเปลือก, การเชื่อมโยงตลาดข้าว เป็นต้น

นอกจากนี้ จะมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม เช่น การให้สินเชื่อเกษตรกรเพื่อสร้างยุ้งฉาง เนื่องจากที่ผ่านมา มีโครงการรับจำนำข้าว ทำให้เกษตรกรไม่มีการสร้างยุ้งฉางเพิ่ม หรือที่มีอยู่ก็เก่า ไม่สามารถใช้งานได้ จึงจะมีการให้สินเชื่อกับเกษตรกร เพื่อไปสร้างยุ้งฉางเพื่อเก็บข้าว ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก

ตลาดน้ำผลไม้ช็อก รับภาษีหวานน้อย “ดอยคำ” โอด ยอด 4 เดือนแรก หายกว่า 200 ล้าน เร่งปรับตัวครึ่งปีหลังรับมือกำลังซื้อซึม หันโปรโมตแคทิกอรี่อื่น-แตกไลน์สินค้ามะเขือเทศเพิ่ม 4-5 เอสเคยู-ให้ความรู้ผู้บริโภค หลังคนระวังบริโภคน้ำตาลมากขึ้น คาดพยุงยอดขายให้สิ้นปีเติบโตเท่าปีที่ผ่านมา

นายพิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ยอดขายของบริษัทในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ลดลงกว่าช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมากว่า 200 ล้านบาท โดยเบื้องต้นประเมินว่า เกิดจากสภาพเศรษฐกิจกำลังซื้อที่ยังทรงตัว ทำให้ผู้บริโภคระวังการจับจ่าย ส่งผลให้ทราฟิกที่เข้ามายังร้านลดลง รวมถึงการที่คนหันมาระวังเรื่องการบริโภคน้ำตาลกันมากขึ้น และภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บจากเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินที่กำหนด (6 กรัมต่อ 100 มล.)

ทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนของสินค้ามากขึ้น ในขณะที่สินค้าของดอยคำยังไม่มีมาตรการที่จะปรับราคากลยุทธ์ของดอยคำในช่วงครึ่งปีหลัง จึงต้องปรับมาโฟกัสกับการกระตุ้นสินค้าแคทิกอรี่อื่นมากขึ้น เช่น กลุ่มผลไม้แปรรูป น้ำผึ้ง น้ำสมุนไพรน้ำตาล 0% ฯลฯ พร้อมกับต่อยอดความแข็งแกร่งในสินค้ากลุ่มมะเขือเทศ หลังจากที่เครื่องดื่มน้ำมะเขือเทศดอยคำหลายรายการได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีสินค้าในกลุ่มดังกล่าวออกใหม่ จำนวน 4-5 รายการ อาทิ มะเขือเทศอบแห้ง, มะเขือเทศปลอกผิว, ซอสมะเขือเทศ, มะเขือเทศสำหรับทาขนมปัง, มะเขือเทศเข้มข้น (tomato paste) เป็นต้น

ตลอดจนการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องน้ำตาลธรรมชาติเพิ่มขึ้น เพราะสินค้ากลุ่มใหญ่ของดอยคำเป็นน้ำผลไม้ 100% ซึ่งให้ความหวานจากธรรมชาติ ไม่ได้ปรุงแต่งเพิ่ม เช่น มะม่วง เป็นผลไม้ที่มีความหวานประมาณ 20 องศาบริกซ์ เมื่อมาทำเป็นน้ำผลไม้หากจะให้ค่าความหวานลดลงอยู่ที่ไม่เกิน 6 กรัม ต่อ 100 มล. คงไม่เหมาะ

“เมื่อมีภาษีความหวานเข้ามา ต้องบอกว่า มันกระทบกับตลาดน้ำผลไม้ทั้งหมด เรามองว่าถ้าเครื่องดื่มที่มีความหวานจากธรรมชาติไม่ควรจะนำมาคิด แต่ถ้าเอาน้ำตาลมาเติมแล้ว มันเกิน 6 กรัม อันนั้นก็เป็นเหตุเป็นผลที่รับได้ แล้วเมื่อยอดขายพวกนี้ลดลง ผู้ประกอบการก็ลดออเดอร์วัตถุดิบ คนที่จะได้รับผลกระทบมากสุดก็คือ เกษตรกร”

นายพิพัฒพงศ์ ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า ดอยคำยังหันมาเจรจากับพาร์ตเนอร์ หรือผู้ที่เป็นเจ้าของโรงงานอยู่แล้ว มาผลิตสินค้าในกลุ่มมะเขือเทศให้ภายใต้การรับรองคุณภาพของบริษัท แทนการเข้าไปลงทุนเอง เนื่องจากภาพรวมของโรงงานมะเขือเทศหลายแห่งของชาวบ้านประสบกับปัญหายอดขาย ในขณะที่บริษัทยังมีศักยภาพที่จะสร้างการเติบโตในสินค้ากลุ่มนี้ ตลอดจนแบรนด์ที่แข็งแกร่ง จึงร่วมมือกันเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปได้ด้วยกัน เป็นการสานต่อแนวทางตามพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9

โดยขณะนี้ มีโรงงานพาร์ตเนอร์ที่ตกลงจะผลิตให้แล้ว 2 ราย ในส่วนของซอสมะเขือเทศเข้มข้น ซึ่งจะเริ่มในปีนี้ และส่วนของมะเขือเทศสับ และปลอกผิวในช่วงต้นปีหน้า ส่วนผลประกอบการภาพรวมในปีนี้ ตั้งเป้าที่จะพลิกจากการหดตัวลงในช่วงต้นปี กลับมามีรายได้เท่าปีที่ผ่านมาหรือประมาณ 2 พันล้านบาท

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และ บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยการผลิตสารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ eLysozymeTM (eLYS-T1) โดยมี ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการ ไบโอเทค และ ดร.ฟาเบียน เดอ มีนสเตอร์ บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นประธานร่วมลงนาม เพื่อให้ บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด สามารถนำผลงานวิจัยจากไบโอเทคไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า และจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ต่อไป

“ไลโซไซม์ (Lysozyme)” เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ในไข่ขาวของไก่ โดยมีอยู่ประมาณ 3.4% ของโปรตีนทั้งหมด ซึ่งจะทำหน้าที่ปกป้องตัวอ่อนของไก่จากการรุกรานของเชื้อแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อม โดยออกฤทธิ์ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย จากคุณสมบัตินี้เองทำให้ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร นำเอาไลโซไซม์มาใช้ประโยชน์ในฐานะของสารยับยั้งแบคทีเรียหรือสารกันบูดจากธรรมชาติ (natural preservative) โดยได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) องค์การอนามัยโลก (WHO) และหลายๆ ประเทศ ทั้งในยุโรปและเอเชีย ถึงความปลอดภัยในการ บริโภค และได้รับอนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ยา และการบำบัดรักษาบางประเภท

ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการ ไบโอเทค กล่าวว่า ธรรมชาติของไลโซไซม์จากไข่ขาว มีความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวก และแบคทีเรียในกลุ่มแลคติกได้ดีกว่าแบคทีเรียแกรมลบ แต่แบคทีเรียก่อโรคที่พบปนเปื้อนในอาหารและทำให้อาหารเน่าเสียนั้น มีทั้งแบคทีเรียแกรมบวก และแกรมลบ จึงเป็นข้อจำกัดในการใช้ไลโซไซม์จากไข่ขาวของไข่ไก่ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้คณะผู้วิจัย ไบโอเทค สามารถพัฒนาไลโซไซม์ที่มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียได้ดีขึ้นทั้งแกรมบวกและแกรมลบ ครอบคลุมแบคทีเรียที่ทำให้อาหารเน่าเสีย แบคทีเรียก่อโรคที่มักพบปนเปื้อนในอาหาร โดยผลงานวิจัยดังกล่าวกำลังนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ไลโซไซม์ประสิทธิภาพสูง ภายใต้ชื่อทางการค้า eLysozymeTM (eLYS-T1) สำหรับใช้เป็นสารยับยั้งแบคทีเรียในอาหาร

ด้าน ดร.ฟาเบียน เดอ มีนสเตอร์ บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัท ดีเอ็มเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ไข่ให้มีคุณสมบัติเชิงหน้าที่และเชิงสัมผัสที่มีคุณภาพ โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไข่ในประเทศไทย ซึ่งได้เล็งเห็นถึงคุณค่าของงานวิจัยจากไบโอเทคจึงเกิดการลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยการผลิตสารยับยั้งแบคทีเรียจากโปรตีนไข่ขาว เพื่อนำผลงานวิจัยดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์จากไข่ไก่ และลดการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอาหาร

มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2561 มีมูลค่า 564,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.40% มั่นใจทั้งปีจะขยายตัว 15% มูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท ชี้ส่งออกไปเมียนมาลดลงเพราะบริษัทรายใหญ่ไทยเข้าไปตั้งโรงงานส่งออกไปประเทศที่ 3 อาทิ เครือสหพัฒน์

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในช่วง 5 เดือนแรกปี 2561 มีมูลค่า 564,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.40% เป็นการส่งออกมูลค่า 320,393 ล้านบาท ลดลง 1.53% และการนำเข้ามูลค่า 243,902 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.98% เกินดุลการค้ามูลค่า 76,491 ล้านบาท แยกเป็นการค้าชายแดน 463,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.18% เป็นการส่งออก 271,592 ล้านบาท ลดลง 2.62% การนำเข้า 192,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.59% เกินดุลการค้า 79,315 ล้านบาท และการค้าผ่านแดน 100,426 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% เป็นการส่งออก 48,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.03% นำเข้า 51,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.59% ขาดดุลการค้า 2,824 ล้านบาท โดยทั้งปีนี้มั่นใจจะขยายตัว 15% มูลค่า 1.5 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2560 ที่ขยายตัว 9.84% มูลค่า 1.32 ล้านล้านบาท

นายอดุลย์ กล่าวว่า การค้าชายแดน แยกเป็นรายประเทศ พบว่า การค้ากับมาเลเซีย คงเป็นอันดับหนึ่ง 233,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% เป็นการส่งออก 121,078 ล้านบาท ลดลง 8.98% ตามด้วยลาว 90,685 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.52% เป็นการส่งออก 55,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.03% นำเข้า 34,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.92% เมียนมา 81,036 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.47% เป็นการส่งออก 47,356 ล้านบาท ลดลง 2.96% นำเข้า 33,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.53% และกัมพูชา 58,693 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.51% เป็นการส่งออก 47,218 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.21% นำเข้า 11,475 ลดลง 10.96%

“การค้ากับเมียนมาและลาวสูงขึ้น เพราะนำเข้าพลังงาน โดยไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาเพิ่มขึ้น และนำเข้าไฟฟ้าจากลาวเป็นหลัก ซึ่งไม่น่ากังวล เพราะนำเข้ามาใช้เป็นพลังงานของประเทศ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันพบว่าลาวมีการปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 20% ทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และมีการยกระดับจุดผ่อนปรนบ้านฮวก จ.พะเยา เป็นจุดผ่านแดนถาวร อย่างไรก็ตาม พบว่าตัวเลขส่งออกไปเมียนมาลดลง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ของไทยเข้าไปตั้งโรงงานผลิตเพื่อป้อนตลาดค้าชายแดนและส่งออกไปประเทศที่ 3 อาทิ เครือสหพัฒน์” นายอดุลย์ กล่าว

นายอดุลย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ผลจากเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านโตดีขึ้นเฉลี่ยปีละ 7-8% อาทิ กัมพูชา ทำให้กำลังซื้อของคนชั้นกลางดีขึ้น และมีการเพิ่มจุดผ่านแดนถาวรจากสระแก้วไปพระตะบอง และผลของค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ด้านส่งออกไปมาเลเซียที่ลดลงเนื่องจากยางและผลิตภัณฑ์สัดส่วน 50.3% เจอภาวะราคาตกต่ำ และเดือนมิถุนายนเป็นเดือนรอมฎอน

ทั้งนี้ การค้ากับเมียนมาขยายตัวสูงสุดถึง 9.47% เพราะการนำ

เข้าที่เพิ่มขึ้นถึง 33.53% โดยเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ ส่วน สปป.ลาว ก็มีการนำเข้าเพิ่มถึง 19.92% เป็นการนำเข้าพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งไม่น่ากังวล เพราะนำเข้ามาใช้เป็นพลังงานของประเทศ และช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นายอดุลย์ กล่าวว่า สำหรับการค้าผ่านแดน พบว่า ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยการค้าผ่านแดนไปยังเวียดนามมีมูลค่ามากที่สุด 34,257 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.63% เป็นการส่งออกมูลค่า 23,441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.14% นำเข้า 10,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81.92% รองลงมา คือ จีนตอนใต้ 15.71% และนำเข้ามูลค่า 20,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.04% และสิงคโปร์ มูลค่า 32,676 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.61% เป็นการส่งออก 12,629 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.81% นำเข้า 20,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.55%

“การค้าผ่านแดนไปยังจีนตอนใต้มีการขยายตัวสูง ทั้งการส่งออกและนำเข้า เป็นเพราะสินค้าเกษตรไทยส่งออกได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง ซึ่งมีการขยายตัวสูงถึง 224% และยังได้รับผลดีจาก AQSIQ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการอนุญาตการนำเข้าสินค้าเกษตรของจีนได้เพิ่มเติมรายชื่อสินค้าผลไม้ของไทยที่สามารถส่งออกเข้าสู่ประเทศจีนได้ 22 รายการ เมื่อต้นปี 2561 ทำให้การส่งออกสินค้าผลไม้ของไทยเติบโตอย่างมาก เช่น มังคุด ลำไยแห้ง ทุเรียน ส่วนใหญ่ผ่านทางด่านโย่วอี้กวาน ด่านผิงเสียง ด่านตงซิน ด่านผู่จ้าย เป็นต้น รวมทั้งยังอนุญาตให้ไทยส่งออกไก่สดแช่แข็งไปยังจีนได้ผ่านทางแม่น้ำโขงขึ้นไปท่าเรือกวนเหล่ยเพื่อจำหน่ายในมณฑลยูนนาน ทำให้ไทยส่งออกได้มากขึ้นด้วย”นายอดุลย์ กล่าว

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่บริเวณด้านหลังศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ร่วมกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำกระเทียมตัดจุก จำนวน 4,000 กิโลกรัม ตามโครงการเชื่อมโยงการผลิตและการตลาด มอบให้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จำหน่ายประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ในราคากิโลกรัมละ 67 บาท เพื่อเป็นการกระจายผลผลิตกระเทียมแห้งของเกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอน จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ภายใต้แนวคิด Farm to Kitchen

จากนั้น นายมนตรี พันธุ์ภัคดีนุพงษ์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94 ม. 6 ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ได้ติดต่อทาง นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นำรถสิบล้อบรรทุกสับปะรด จำนวน 10 ตัน มาจาก จ.ลำปาง เพื่อแจกให้กับประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีอำเภอทั้ง 10 อำเภอ ใน จ.สุพรรณบุรี ได้นำรถมาขนสับปะรดเพื่อไปแจกจ่ายประชาชนทั้งจังหวัด และแบ่งให้ประชาชน ข้าราชการ ที่ศาลากลาง นำไปรับประทานกัน

นายมนตรี กล่าวว่า ได้ไปรับงานออแกไนซ์ที่ จ.ลำปาง ได้เห็นชาวไร่ชาวสวนนำสับปะรดมาวางขายตามถนนข้างทางเป็นจำนวนมาก และเห็นสับปะรดมีการเน่า เสียหายเยอะ ขายไม่ได้ ไม่มีคนซื้อ และราคาถูกมาก ตนจึงคิดว่าอยากทำอะไรให้กับสังคมบ้าง จึงนำรถสิบล้อจากสุพรรณบุรีวิ่งขึ้นไปเอาสับปะรด จำนวน 10 ตัน ซื้อมากิโลกรัมละ 2 บาท โดยซื้อมาจาก 1 ตำบล เกษตรกรได้ตัดผลผลิตของตนนำมารวมกัน นำมาแจกให้กับคนจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้ง 10 อำเภอ เพื่อช่วยเกษตรกร ดีกว่าขายสับปะรดไม่ได้ เกิดการเน่าเสียและขาดทุน หรือถ้าใครสนใจร่วมสมทบทุนตนก็ยินดี เพราะตนเองจะนำรถไปรับสับปะรดมาอีก 1 ตัน ในวันที่ 26 มิถุนายนนี้

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยว่า สถาบันฯ ร่วมกับกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการภารกิจของหน่วยงานเพื่อให้เกิดการสานต่อแนวพระราชดำริ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่สถาบันจะร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การสานต่อแนวพระราชดำริเกิดอย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนการร่วมมือกับกรมประมงครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมและการขยายพันธุ์ปลาพลวงชมพู เพื่อสร้างอาชีพแก่ประชาชน ตามพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 รวมถึงการส่งเสริมอาชีพประมงให้แก่ประชาชนในพื้นที่พัฒนาของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ที่มีหลายพื้นที่ แต่ที่เพิ่งขยายพื้นที่พัฒนาลงไป ใน ปี 2560 คือ ที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวม 7 พื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ดำเนินโครงการซ่อมแซมและปรับปรุงระบบน้ำ โดยดำเนินการเสร็จในหลายพื้นที่ เช่น ที่ ต.สากอ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ซึ่งหลังจากนี้จะมีโครงการส่งเสริมอาชีพเข้าไปเพิ่มเติม ซึ่งการส่งเสริมการเลี้ยงปลาพลวงชมพู จะเป็นทางเลือกของอาชีพใหม่ ซึ่งใช้เวลาเลี้ยงสั้นกว่าการปลูกพืชเกษตรและมีตลาดรองรับ

“การส่งเสริมประมงเป็นอาชีพเพิ่มเติม จะเริ่มดำเนินการในพื้นที่มีน้ำเพียงพอสม่ำเสมอก่อน คือ ทั้งใน 3 จังหวัดชายแดน คือ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี และดำเนินการในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ที่เป็นเขตพัฒนาของสถาบันปิดทองหลังพระฯ ไปพร้อมกัน” นายการัณย์ กล่าว

นายศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการ กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กรมประมง กล่าวว่า กรมประมง จะให้การสนับสนุนในส่วนองค์ความรู้ โดยเทคนิคการเลี้ยงปลาที่เข้าไปให้ความรู้กับประชาชนในโครงการคือ เทคนิคการเลี้ยงปลาในระบบน้ำไหลนี้ ซึ่งล่าสุดได้ถ่ายทอดให้เกษตรกรหลายรายใน อ.เบตง จ.ยะลา เป็นเทคนิคการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ซึ่งมีน้ำไหลตลอดปี ประหยัดต้นทุน เหมาะกับการเลี้ยงปลาในหลายสายพันธุ์ ทั้งปลานิล ปลาจีน และปลาพลวงชมพู

ขณะนี้ได้เริ่มทดลองเลี้ยงปลานิลในระบบน้ำไหลที่ อ.เบตง จ.ยะลา แล้วพบว่าใช้เวลาเลี้ยงสั้น ประมาณ 8 เดือน ได้ปลาขนาดใหญ่ ปลาที่มีคุณภาพไร้กลิ่นโคลน เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้ขายได้ราคาดี กำไรกว่า 50% ของเงินที่ลงทุน

ส่วนของ ปลาพลวงชมพู เดิมนั้นเป็นปลาธรรมชาติพบในเขตป่าฮาลาบาลา แต่ที่ผ่านมาถูกจับไปขายที่ประเทศมาเลเซียเป็นจำนวนมาก เนื่องจากได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จึงมีพระราชเสาวนีย์ ให้ขยายพันธุ์ปลาพลวงชมพูเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์และเป็นอาชีพแก่ประชาชน ซึ่งปัจจุบัน กรมประมง ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาพลวงชมพู และกำลังเร่งขยายพันธุ์เพื่อแจกจ่ายพันธุ์สู่ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่ใกล้มาเลเซียซึ่งเป็นตลาดรองรับขนาดใหญ่

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการส่งเสริมประมงแล้ว กรมประมงฯ และสถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้ร่วมมือกันในการศึกษาวิจัยเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนว่าการมีส่วนร่วมอย่างไร ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ประเทศไทยมีไว้กับองค์การสหประชาชาติ

สับปะรด / เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 มิ.ย. ที่ด้านหลังศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำกระเทียมตัดจุก มามอบให้แก่ประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี 4,000 กิโลกรัม ตามโครงการเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดเพื่อกระจายรายได้ให้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในราคากิโลกรัมละ 67 บาท

เพื่อเป็นการกระจายผลผลิตกระเทียมแห้งของเกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอน จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ภายใต้แนวคิด Farm to Kitchen จากนั้น นายมนตรี พันธุ์ภัคดีนุพงษ์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94 ม.6 ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรีติดต่อทาง นายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี นำรถสิบล้อบรรทุกสับปะรด 10 ตัน มาจาก จ.ลำปาง

เพื่อนำมาแจกให้กับประชาชนชาวจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีอำเภอทั้ง 10 อำเภอ ใน จ.สุพรรณบุรี นำรถมาขนสับปะรดเพื่อไปแจกจ่ายประชาชนทั้งจังหวัด และแบ่งให้ประชาชน ข้าราชการ ที่ศาลากลาง นำไปรับประทานกัน

ด้าน นายมนตรี กล่าวว่า ตนไปรับงานออแกไนซ์ ที่ จ.ลำปาง เห็นชาวไร่ชาวสวนนำสับปะรดมาวางขายตามถนนข้างทางเป็นจำนวนมาก และเห็นสับปะรดเน่า เสียหายเยอะ ขายไม่ได้ ไม่มีคนซื้อและราคาถูกมาก ตนจึงคิดว่าอยากทำอะไรให้กับสังคมบ้าง จึงนำรถสิบล้อจากสุพรรณบุรีวิ่งขึ้นไปเอาสับปะรด 10 ตัน ซื้อมา กิโลกรัมละ 2 บาท

แห่รับสับปะรดที่หนุ่มซื้อมาแจก
โดยซื้อมาจาก 1 ตำบล เกษตรกรได้ตัดผลผลิตของตนนำมารวมกัน นำมาแจกให้กับคนจังหวัดสุพรรณบุรี ทั้ง 10 อำเภอ เพื่อช่วยเกษตรกร ดีกว่าขายสับปะรดไม่ได้ เกิดการเน่าเสีย และขาดทุน หรือถ้าใครสนใจร่วมสมทบทุนตนก็ยินดี เพราะตนเองจะนำรถไปรับสับปะรดมาอีก 1 ตัน ในวันพรุ่งนี้

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานจัดงานรณรงค์เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร

ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ให้ความสำคัญกับอาชีพการเกษตรของเกษตรกรเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีโครงการ มาตรการในการช่วยเหลือมาแล้วหลายโครงการ ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างโอกาสในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตร การถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ถูกต้อง เหมาะสม ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการยกระดับความรู้ ทักษะและประสบการณ์ให้กับผู้ประกอบอาชีพการเกษตร การถ่ายทอดความรู้ ช่วงเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่ นับเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นโอกาสที่ดี ที่จะช่วยเกษตรกรมีความพร้อมในการผลิตทางการเกษตร การจัดงานรณรงค์เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) จึงเป็นส่วนสำคัญ ที่จะช่วยเตรียมความพร้อมเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่หน้าโรงพยาบาลลำปาง นายอธิฐาน วงศ์ใหญ่ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำปาง นำสับปะรด จำนวน 10 ตัน จากพื้นที่ปลูกใน ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง มาแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มารับบริการที่ รพ.ลำปาง และญาติผู้ป่วย โดยใน ต.บ้านเสด็จ และ ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ลำปาง เป็นพื้นที่ปลูกสับปะรดแหล่งใหญ่สุดของ จ.ลำปาง ปลูกทั้งพันธุ์ปัตตาเวียและสายน้ำผึ้ง ซึ่งปีนี้ ราคาโรงงานรับซื้อเพียง กิโลกรัมละ 70 สตางค์ เท่านั้น ทำให้เกษตรกรเร่งนำไปขายตามจุดต่างๆ เพื่อให้ได้ราคาดีขึ้น และเป็นการเร่งกระจายผลผลิตให้ออกสู่ท้องตลาดโดยเร็ว ไม่ให้เกิดการเน่าเสียจากสับปะรดที่สุกเร็ว

นายอธิฐาน บอกว่า ได้มีผู้ใจบุญ คือ พ.อ.นายแพทย์ พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณา ประธานมูลนิธิจิตเป็นผู้ให้ใจเป็นนิพพาน และยังเป็นนักพูดชื่อดังของเมืองไทย รวมถึง นพ.เทพ เวชวิสิฐ เจ้าของประตูน้ำโพลีคลินิก ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใน จ.ลำปาง หลังไปช่วยซื้อที่ จ.เชียงราย มาแล้ว ดังนั้น จึงขอให้ตนช่วยซื้อสับปะรดในพื้นที่ วงเงิน 100,000 บาท นำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดของ จ.ลำปาง โดยวันนี้ได้ซื้อสับปะรดจากเกษตรกรมา 10 ตัน หรือ 10,000 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 2 บาท เป็นเงิน 20,000 บาท เพื่อแจกจ่ายผู้มารับบริการที่โรงพยาบาลและญาติผู้ป่วย

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมรายได้ของเกษตรกร ซึ่งวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรเดือน พ.ค. 2561 พบว่า เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ค. 2560 สัดส่วน 10.34% สำหรับดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นา เดือน พ.ค. 2561 ลดลงจาก เดือน พ.ค. 2560 สัดส่วน 4.89% โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากมีปริมาณผลผลิตปาล์มทะลายสูงขึ้น ยางพารา ราคาลดลง เนื่องจากความต้องการซื้อภายในประเทศลดลง สับปะรด ราคาลดลง เนื่องจากมีปริมาณผลผลิตออกกระจุกตัวและมีปริมาณมากกว่าความต้องการของตลาด และ สุกร ราคาลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตมากกว่าความต้องการ จากสภาพอากาศที่เย็นลงในช่วงฤดูฝน

ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง รวมทั้งผู้ประกอบการส่งออกมีความต้องการข้าวในทิศทางที่เพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมการส่งมอบตามคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้า เงาะโรงเรียน ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทุเรียน ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความต้องการของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และ ไข่ไก่ ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรงเรียนเปิดเทอม จึงมีความต้องการใช้ไข่ไก่เพื่อการบริโภคมากขึ้น ประกอบกับมาตรการเพิ่มการส่งออกไปยังต่างประเทศ

ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือน พ.ค. 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ค. 2560 คิดเป็น 16.00% โดยสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ยางพารา สับปะรด ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม ส่วนสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ ทุเรียน และสุกร หากมองถึงแนวโน้มดัชนีรายได้ของเกษตรกรในเดือน มิ.ย. 2561 คาดว่าเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. 2560 สัดส่วน 7.87% เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น สัดส่วน 8.34%

ขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง 0.44% สำหรับสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือน มิ.ย. 2561 ได้แก่ ยางพารา โดยผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากเดือน พ.ค. 2561 เนื่องจากเกษตรกรเริ่มเปิดกรีดยาง ขณะที่ผู้ซื้อต้องการยางเพื่อส่งมอบ สับปะรด คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือน พ.ค. 2561 และ สุกร คาดว่าผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น เป็นผลจากสภาพอากาศที่เย็นลงในช่วงฤดูฝนจะทำให้สุกรโตเร็ว

ทั้งนี้ เดือน ก.ค. 2561 ดัชนีรายได้เกษตรกร คาดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนดัชนีราคา คาดว่าจะทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ก.ค. 2560 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และเงาะ

น.สพ.สรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ เริ่มเปิดปฏิบัติการปราบปรามการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ โดยสั่งการให้รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นำชุดเฉพาะกิจสารวัตรกรมปศุสัตว์กว่า 50 นาย เข้าตรวจปัสสาวะสุกรในฟาร์ม 8 แห่ง ใน ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน ด้วยการบุกเข้าตรวจโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ตามนโยบายสินค้าเกษตรปลอดภัยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“หลังจากนี้ จะปฏิบัติการสุ่มตรวจสอบทั้งในระดับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ รวมถึงโรงฆ่าสัตว์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากสารเร่งเนื้อแดงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีสารนี้ อาจทำให้เจ็บป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้ ขอย้ำกับผู้ที่ลักลอบใช้ ให้หยุดการกระทำผิด หากฝ่าฝืนและตรวจพบจะถูกดำเนินคดีในทันที ทั้งได้รับโทษหนักและอาจต้องปิดกิจการ” น.สพ.สรวิศ กล่าวและว่า

การลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ด้าน น.สพ.จีรศักดิ์ พิพัฒนพงศ์โสภณ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และประธานคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ครั้งนี้เป็นการตรวจสอบฟาร์มตามเบาะแสที่มีผู้แจ้งผ่านแอปพลิเนชั่น “DLD 4.0” ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ที่กรมปศุสัตว์เปิดขึ้น เพื่อให้สามารถแจ้งการกระทำความผิดด้านปศุสัตว์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

“จากการตรวจสอบฟาร์มสุกร 5 แห่ง ที่เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างปัสสาวะสุกร ฟาร์มละ 5 ตัวอย่าง และตรวจด้วยชุดทดสอบเบื้องต้นชนิดรวดเร็วที่มีความแม่นยำสูง พบว่า ทั้ง 25 ตัวอย่าง ให้ผลเป็นลบหรือไม่พบการตกค้างของสารเร่งเนื้อแดง ส่วนฟาร์มสุกรอีก 3 แห่ง ได้ปิดดำเนินการแล้ว ผลการตรวจในครั้งนี้สะท้อนถึงความตระหนักในกฎหมายและความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคของเกษตรกร หลังจากนี้ ปศุสัตว์ทุกจังหวัดจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อไป” น.สพ.จีรศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำผิดทั้งโรงฆ่าสัตว์เถื่อนและการใช้สารเร่งเนื้อแดง โปรดแจ้งเบาะแสผ่านแอปพลิเคชั่นในมือถือ “DLD 4.0” เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายได้ทันท่วงที โดยผู้แจ้งจะได้รับรางวัลสินบนนำจับหลังจากคดีสิ้นสุด

“พาณิชย์” วอนเกษตรกร ที่ยังไม่ขึ้นทะเบียนปลูกข้าว ให้รีบมาขึ้นทะเบียน หวั่นหากมีมาตรการช่วยเหลือออกมา เกษตรกรผู้ปลูกอาจจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเต็มที่ พร้อมเตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือที่ประชุม นบข. ก.ค. 61 นี้

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือไปยังเกษตรกรที่เพาะปลูกข้าวที่มีอยู่ประมาณ 4 ล้านครัวเรือน ให้รีบแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากที่ปลูกข้าวไปแล้ว 15 วัน และไม่เกิน 60 วัน เพื่อให้คงได้รับสิทธิในการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งการช่วยเหลือด้านการผลิตและการตลาด โดยเร็วนี้กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2561/62 ให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาในวันที่ 11 กรกฎาคม 2561

สำหรับ ปี 2560 มีเกษตรกรแจ้งขึ้นทะเบียน 4 ล้านครัวเรือน จากที่ข้อมูลที่กระทรวงเกษตรฯ แจ้งไว้ประมาณ 3.7 ล้านครัวเรือน ในปี 2561 นี้ มีแจ้งขึ้นทะเบียนไปแค่ 5.4 แสนครัวเรือน ซึ่งถือว่าน้อยมาก และภาครัฐเองไม่รู้ว่าเกษตรกรปลูกข้าว ปลูกอะไรไปบ้าง ปลูกที่ไหน ทำให้ไม่สามารถวางแผนการช่วยเหลือได้ถูกต้อง จึงขอให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวไปแล้ว ให้รีบไปแจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับเกษตรอำเภอ หรือเกษตรจังหวัดโดยด่วน เพราะหากถ้าไม่แจ้ง เวลามีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐออกมา ก็จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งเกษตรกรจะเสียประโยชน์

ทั้งนี้ ในการประชุม นบข. สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่จะเสนอนั้น ส่วนใหญ่เป็นมาตรการที่คล้ายกับปีการผลิต 2560/61 เช่น การช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เกษตรกร ไร่ละ 1,200 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ หรือไม่เกิน 12,000 บาท, สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โดยจะได้ค่าเก็บรักษาข้าวเปลือก ตันละ 1,500 บาท, สินเชื่อให้สถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมหรือแปรรูปข้าว, ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการในการเก็บสต๊อก, การจัดตลาดนัดข้าวเปลือก, การเชื่อมโยงตลาดข้าว เป็นต้น

นอกจากนี้ จะมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การให้สินเชื่อเกษตรกรเพื่อสร้างยุ้งฉาง เนื่องจากที่ผ่านมา มีโครงการรับจำนำข้าว ทำให้เกษตรกรไม่มีการสร้างยุ้งฉางเพิ่ม หรือที่มีอยู่ก็เก่า ไม่สามารถใช้งานได้ จึงจะมีการให้สินเชื่อกับเกษตรกร เพื่อไปสร้างยุ้งฉางเพื่อเก็บข้าว ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก อย่างไรก็ดี สำหรับวงเงินที่จะใช้ในการช่วยเหลือทั้งด้านการผลิตและการตลาด ใน ปี 2561 นี้ จะใกล้เคียงปีที่ผ่านมา ประมาณ 2 แสนล้านบาท และนอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ก็จะมีมาตรการเพิ่มเติมเข้ามาช่วยเพิ่มเติม ซึ่งก็ต้องรอติดตามรายละเอียดต่อไป