นายกฯกล่าวว่า ฉะนั้น การขออนุญาตบริษัทต่างๆต้องมีกติกามี

การรับรองพันธุ์ข้าวต่างๆ ซึ่งไทยมีพันธุ์ข้าวกว่า 2 หมื่นพันธุ์ ทยอยขึ้นทะเบียนแล้ว 148 พันธุ์ เป็นพันธุ์ข้าวหลักที่มีผลผลิตสูงและราคาดี ปลูกแล้วมีผลผลิตที่ออกมาในเกณฑ์ดี ส่วนที่เหลือจะทยอยขึ้นทะเบียนไปตามลำดับ ทั้งนี้ เกษตรกรจะผลิตข้าวมาจาก 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 จากกรมการข้าว ประมาณไม่เกินแสนตันต่อปี ส่วนที่ 2 มาจากสหกรณ์ 2 แสนกว่าตันต่อปี และส่วนที่ 3 มาจากบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็อีก 2 แสนกว่าตันต่อปี ทั้งหมดใช้เป็นล้านๆ ตัน ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน ไม่เช่นนั้นตีกันเละไปหมด

“รัฐบาลมุ่งหวังที่จะดูแลเกษตรกร แต่จำเป็นต้องมีกระบวนการ โดยที่กติกาต้องไม่มากหรือน้อยเกินไป ส่วนของ สนช.เองก็ไม่ได้มุ่งหวังเอาเป็นเอาตายกับใคร วัตถุประสงค์สำคัญคือดูแลพี่น้องเกษตรกรไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ เราต้องไว้ใจกันตรงนี้ ถ้าไม่ไว้ใจกันเลยก็ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง 4-5 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่ออกกฎหมายอะไรก็ทำอะไรกันไม่ได้อีก” นายกฯกล่าว

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี และโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวนาปีและผู้เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ โครงการประกันภัยทั้ง 2 โครงการมีรายละเอียดดังนี้

นายลวรณกล่าวว่า สำหรับโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 มีการพัฒนาจากโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 ที่สำคัญ 3 ประการ คือเพิ่มความคุ้มครองภัยช้างป่า จากเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยแมลงศัตรูพืชหรือโรคระบาด นอกจากนี้อัตราค่าเบี้ยประกันภัย 85 บาทต่อไร่ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) ลดลงจากโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561

ที่มีอัตราค่าเบี้ยประกันภัย 90 บาทต่อไร่ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) ทั้งนี้ ในโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 มีหลักการให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยโดยสามารถซื้อหรือทำประกันภัยเพิ่มเติม (ส่วนที่ 2 หรือ Tier 2) มีอัตราค่าเบี้ย 3 อัตรา คือ 5 บาท 15 บาท และ 25 บาทต่อไร่ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) ตามระดับความเสี่ยงภัยในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองมากขึ้นจากส่วนที่ภาครัฐให้การอุดหนุน (ส่วนที่ 1 หรือ Tier 1)

นายลวรณกล่าวว่า ทั้งนี้ มีเป้าหมายในการทำประกัน 30 ล้านไร่ ส่วนที่ 2 ไม่เกิน 5 ล้านไร่ โดยได้รับความคุ้มครองส่วนเบี้ยหลักคือ 1,260 บาทต่อไร่ สำหรับภัยธรรมชาติทั้งหมด 7 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยช้างป่า และวงเงินความคุ้มครองสูงสุด 630 บาทต่อไร่ สำหรับภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด ส่วนเพิ่มเติมคุ้มครอง 240 บาทต่อไร่สำหรับภัยธรรมชาติทั้งหมด 7 ประเภทดังกล่าว และสำหรับภัยศัตรูพืชและโรคระบาด จะได้รับวงเงินความคุ้มครองเพิ่มเติม 120 บาทต่อไร่ เมื่อรวมวงเงินความคุ้มครองส่วนที่ 1 และ 2 แล้วจะได้รับความคุ้มครอง 1,500 และ 750 บาทต่อไร่ ตามลำดับ

“รัฐบาลจะอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่เกษตรกรทุกรายในอัตรา 58.02 บาทต่อไร่ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) และ ธ.ก.ส.อุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่เกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ในอัตรา 34 บาทต่อไร่ ใช้เงินงบประมาณกว่า 1,700 ล้านบาท ในการอุดหนุน” นายลวรณกล่าว

นายลวรณกล่าวว่า สำหรับโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562 เป็นปีแรกในการดำเนินโครงการประกันภัยให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 3 ล้านไร่ และส่วนที่เพิ่มไม่เกิน 2 แสนไร่ อัตราเบี้ย 59 บาทต่อไร่ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) หรือ 64.2 บาทต่อไร่ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) เท่ากันทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ส่วนเพิ่มเติม 3 อัตรา คือ 3 บาท 10 บาท และ 23 บาทต่อไร่ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) ตามระดับความเสี่ยงภัยในแต่ละพื้นที่ ความคุ้มครอง 1,500 บาทต่อไร่ สำหรับภัยธรรมชาติทั้งหมด 7 ประเภท ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยช้างป่า และวงเงินความคุ้มครองสูงสุด 750 บาทต่อไร่ สำหรับภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด

นายลวรณกล่าวว่า สำหรับส่วนเพิ่มเติม 240 บาทต่อไร่ สำหรับภัยธรรมชาติทั้งหมด 7 ประเภทดังกล่าว และสำหรับภัยศัตรูพืชและโรคระบาดจะได้รับวงเงินความคุ้มครองเพิ่มเติม 120 บาทต่อไร่ แต่เมื่อรวมวงเงินความคุ้มครองส่วนที่ 1 และ 2 แล้วจะได้รับความคุ้มครอง 1,740 และ 870 บาทต่อไร่ ตามลำดับรัฐบาลอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่เกษตรกรทุกรายในอัตรา 40.6 บาทต่อไร่ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์) โดย ธ.ก.ส.อุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่เกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอัตรา 23.6 บาทต่อไร่ รัฐใช้เงินอุดหนุน 121 ล้านบาท

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์​ภัยแล้งปี 2562 จากการตรวจสอบในเขตพื้นที่ของกรมชลฯ ในหลายพื้นที่ พบว่า จะมีปริมาณน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค​บริโภค​ และทำการเกษตรเพียงพอ ขอยืนยันว่าปีนี้ประเทศไทยไม่เข้าขั้นประสบปัญหาภัยแล้ง เพราะทางกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการศึกษาข้อมูลการใช้น้ำรวมช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แล้วทำการวางแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้งเป็นอย่างดี และคาดว่าปริมาณน้ำจะเพียงพอใช้จนถึงต้นปี 2563

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า แต่ยังคงมีเขื่อนขนาดใหญ่ 6 แห่ง ยังต้องเฝ้าระวังน้ำแล้ง ประกอบด้วย 1.เขื่อนอุบลรัตน์ 2.เขื่อนทับเสลา 3.เขื่อนแม่มอก 4.เขื่อนกระเสียว 5.เขื่อนลำพระเพลิง และ6.เขื่อนลำนางรอง โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์​ และเขื่อนแม่มอก มีการสั่งห้ามทำการเกษตรทุกชนิด เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง หรือระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน​ 2561- 30 เมษายน 2562 เพื่อให้เพียงพอกับการใช้เพื่ออุปโภค​บริโภค​มากกว่า ส่วนในช่วงที่เกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้ ทางกรมชลฯ ได้เตรียมแผนจ้างงานโดยจะดูทักษะของเกษตรกรแต่ละราย อาทิ การขุดลอกคูคลอง และงานที่เกี่ยวกับระบบชลประทาน เป็นต้น ซึ่งจะต้องจัดหางานที่เหมาะสมเพื่อจ้างงานต่อไป

“ส่วนอีก 4 เขื่อนที่เหลือ ได้มีการสั่งห้ามในการปลูกข้าวนาปรัง แต่อนุญาตให้ปลูกพืชผักที่สามารถกินได้เพื่อการดำเนินชีวิต ซึ่งการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งจะมีการจำกัดการใช้น้ำ โดยจะต้องเรียงลำดับความสำคัญให้ถูกต้อง คือ การใช้น้ำเพื่อการอุปโภค​บริโภค​ หลังจากนั้นถึงจะนำไปใช้ในส่วนของการเกษตร ตามประเภทที่กำหนด และนำไปใช้เพื่อการอุตสาหกรรม​ เป็นลำดับสุดท้าย”

นายทวีศักดิ์ ​กล่าวว่า ยังได้มีการเตรียมความพร้อมในด้านเครื่องจักร-เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำเครื่องผลักดันน้ำ รถขุด เรือขุด วัสดุอุปกรณ์เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนหรือพื้นที่เกษตรที่รอเก็บเกี่ยวให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด นอกจากนี้กรมชลฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการจัดการชลประทาน (เจเอ็มซี)​ ไว้กำหนดหลักเกณฑ์​การจัดสรรน้ำด้วยความเป็นธรรม เพื่อลดความขัดแย้งอีกด้วย

เราคงเคยได้ยินกันมานานแล้วว่า ทุเรียนคือราชาแห่งผลไม้ที่มีผู้นิยมบริโภค และในรอบปีที่ผ่านมา ทุเรียนเริ่มเป็นที่ฮือฮากันมากขึ้น เมื่อประเทศจีนให้ความสนใจสั่งซื้อไปบริโภคกันในปริมาณมาก จะด้วยการตามกระแสหรือติดตามสื่ออินเตอร์เน็ต โลกออนไลน์ใดๆ ก็ตาม แต่เรื่องราวของการสนับสนุนการปลูกและการตลาดทุเรียนทางราชการของไทยก็สนับสนุนเกษตรกรชาวสวนทุเรียนมาโดยตลอด

หลายปีก่อน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หาวิธีการที่จะส่งทุเรียนให้ถึงมือผู้รับที่ประเทศจีนอย่างรวดเร็ว ตรวจสอบคุณภาพทุเรียนตั้งแต่ต้นทาง ให้การรับรองคุณภาพสวน ตรวจสอบผลผลิตก่อนขึ้นรถบรรทุกขนาดใหญ่ใส่ตู้คอนเทรนเนอร์แล้วปิดผนึกรับรอง ระหว่างเส้นทางขนส่งจากประเทศไทยไปถึงสาธารณรัฐประชาชนจีน จะไม่มีการเปิดตู้คอนเทรนเนอร์เพื่อการตรวจสอบเชื้อโรค ศัตรูพืชใดๆ ทั้งสิ้น จากแหล่งผลิตที่สวนจังหวัดจันทบุรีหรือตราด เดินทางสู่อำเภอเชียงแสนแล้วข้ามประเทศลาวเข้าสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยใช้เส้นทาง R3A เมื่อถึงที่หมายแล้วจึงจะเปิดตู้คอนเทรนเนอร์ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตรวจสอบสินค้าของจะส่งต่อให้ลูกค้าที่สั่งซื้อต่อไป ซึ่งจะต้องมีการคำนวณระยะเวลาการสุกของทุเรียน เพิ่มระยะเวลาให้ทุเรียนสุกเต็มที่ระหว่างเดินทางเพื่อบริโภคจะพอดีกับความต้องการ ทางด้านเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนก็เช่นกัน ทางราชการสนับสนุนการรวมกลุ่มผู้ปลูกทุเรียน ปัจจุบันได้มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีชื่อเรียกกันว่า สมาร์ทฟาร์มเมอร์ สตาร์ตอัพ หรือชื่อกลุ่ม ชมรมอื่นๆ

แต่ที่ผู้เขียนเคยสัมผัสมา เห็นจะเป็น กลุ่มทุเรียนบ่อน้ำร้อน เบตง เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ริเริ่มกันตั้งแต่การขยายพันธุ์ทุเรียน การปลูกทุเรียนที่ถูกหลักวิชาการ รณรงค์ไม่ตัดทุเรียนอ่อนจำหน่าย รวมไปถึงการตลาด และวิธีการอื่นๆ ที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนปรับปรุงคุณภาพผลผลิตได้ตามต้องการของตลาด นำเสนอวิถีการตลาดด้วยตนเอง รวมกลุ่มติดต่อสื่อสารให้คำแนะนำ สอบถามกันเองในกลุ่มที่เรียกว่า ไลน์กลุ่มหรือทางเฟซบุ๊ก ที่ผู้เขียนได้รู้จักคือ ชมรมทุเรียนเบตง แต่ขณะเดียวกันกลุ่มคนหนุ่มเหล่านี้ไม่ได้ทอดทิ้งทุเรียนสายพันธุ์ดั้งเดิมเลยเสียทีเดียว ได้เคยกล่าวกับผู้เขียนว่า ยังมีทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมของไทยที่มีรสชาติดี คุณภาพเนื้อดีกว่าพันธุ์ที่นิยมปลูกอยู่ในขณะนี้ เช่น ทุเรียนจันทบุรี พันธุ์ยาวลิ้นจี่ ฯลฯ รวมถึงทุเรียนพันธุ์ดั้งเดิมของแต่ละจังหวัดด้วย

ดังเช่น ผลงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนาตาก ได้จัดทำโครงการสำรวจและจัดทำแผนการอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียนพื้นบ้าน สนองพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยร่วมกับศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)

มีเครือข่ายทุเรียนในรูปของคณะทำงานพืชอนุรักษ์ทุเรียนและที่ทำหน้าที่รวบรวมพันธุ์ทุเรียนจากแหล่งปลูกที่สำคัญทั่วประเทศไทย มทร. ล้านนาตาก ได้ริเริ่มสำรวจเบื้องต้น พบพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองที่ปลูกในพื้นที่ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก มีต้นทุเรียนอายุมากกว่า 100 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่บนเชิงเขา ผลผลิตมีราคาถูก ในฐานะที่ มทร. ล้านนาตาก เป็นหน่วยงานที่ร่วมงานสนองพระราชดำริ เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าวจึงเข้าร่วมงานในเครือข่ายงานวิจัยเรื่องทุเรียนกับ อพ.สธ. เพื่อเป็นการรวบรวมข้อมูล

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมและอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองของจังหวัดตาก เพื่อศึกษาการแปรรูปผลิตภัณฑ์และการนำไปใช้ประโยชน์จากทุเรียน และเพื่อศึกษาการขยายพันธุ์พื้นเมืองในตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง ภายหลังจากการสำรวจเบื้องต้น มทร. ล้านนาตาก ได้จัดการประกวด การแข่งขันทุเรียนท้องถิ่นที่บ้านเปิงเคลิ่ง โดยความร่วมมือจากสำนักงานเกษตรจังหวัดตาก นายอำเภออุ้มผาง การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตาก โรงเรียนท่านผู้หญิงวิไล อมาตยกุล (บ้านเปิงเคลิ่ง) และชาวบ้านเปิงเคลิ่ง

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านที่ดีที่สุดของหมู่บ้านเปิงเคลิ่ง เพื่อศึกษาพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้าน และเป็นการส่งเสริมอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านที่ดีที่สุด คณะกรรมการได้เข้าเยี่ยมชมต้นทุเรียนที่ได้รับรางวัลที่ดีที่สุดด้วย การรวบรวมและคัดเลือกสายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองนี้ จะได้คัดเลือกและประกวดต่อไปเป็นประจำทุกปี เพื่อจะได้ต้นพันธุ์ที่ดี ผลผลิตมีคุณภาพดี เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้บริโภค อีกทั้งจะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์ดีประจำจังหวัดตาก ในอนาคตอาจจะเป็นการส่งเสริมเกษตรกรเพื่อการขยายพันธุ์และเพื่อการส่งออกอีกทางหนึ่งด้วย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณเกศสุดา อั๋งสกุล หัวหน้าฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ล้านนาโดยธรรมชาติของผักกูดที่มีลักษณะเหมือนเฟินคือชอบขึ้นอยู่ที่ริมน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง มีใบเป็นแผงรูปขนนกคู่ขนานกัน ขณะที่ใบยังอ่อนปลายยอดม้วนงอแบบก้นหอย ตรงส่วนยอดอ่อน คือส่วนที่นำมาใช้ประกอบอาหาร มีสปอร์ซึ่งอยู่ด้านหลังใบที่แก่จัดทำให้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว โดยการแตกกอใหม่

นอกจากนั้นยังเป็นผักที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสภาวะแวดล้อมกล่าวคือ บริเวณไหนอากาศไม่ดี ดินไม่บริสุทธิ์ หรือมีสารเคมีเจือปนอยู่ ผักกูดจะไม่ยอมขึ้นหรือแตกต้นใหม่เด็ดขาด อีกทั้งยังเป็นผักที่มีสารเบต้าแคโรทีนและธาตุเหล็กในตัวสูง ดังนั้นเมื่อรับประทานแล้วจึงได้ประโยชน์มากมายดังที่กล่าวข้างต้น

อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยเฉพาะริมแม่น้ำเพชรบุรีเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ชาวบ้านหันมายึดอาชีพปลูกผักกูดจำหน่าย อาจเป็นเพราะความที่อยู่ใกล้แม่น้ำเพชรบุรีแล้วยังมีคุณสมบัติของดินที่เหมาะสมจึงทำให้สามารถปลูกผักกูดได้เป็นอย่างดี

อย่างกรณีของสามี-ภรรยาคู่นี้ คือ คุณพูนผล ศรีสุขแก้ว และคุณธนพร (ภรรยา) อยู่บ้านเลขที่14 หมู่ 6 ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ 081-4338310 อดีตเคยปลูกมะนาวสร้างรายได้ จนเวลาต่อมาเส้นทางการปลูกมะนาวดูจะไม่ราบรื่นเนื่องจากมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งทั้งสองไม่อาจแบกรับภาระเหล่านั้นได้อีกต่อไป จนต้องเปลี่ยนมาเริ่มชีวิตเกษตรกรรมใหม่ด้วยการปลูกผักกูด

คุณพูนผล ผู้เป็นสามีบอกว่า ความจริงตอนแรกปลูกมะนาวเป็นรายได้ ต่อมาภายหลังมีปัญหาการปลูกหลายอย่างทั้งต้นทุน ค่าแรง และโรค จึงเลิกปลูกมะนาวแล้วไม่นานพบว่าเพื่อนบ้านมีการปลูกผักกูดกันเลยโค่นมะนาวแล้วหันมาปลูกผักกูดเป็นรายได้หลัก

คุณธนพร บอกถึงความเป็นมาที่นำมาสู่การปลูกผักกูดเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เมื่อ 7 ปีก่อนว่า เธอและครอบครัวชอบรับประทานผักกูด เวลาต้องการบริโภคจะต้องไปหาซื้อตามตลาด ต่อมาเห็นว่าถ้าปลูกเองแทนการซื้อจะประหยัดค่าใช้จ่าย จึงตั้งใจปลูกผักชนิดนี้ไว้เพื่อรับประทานในครัวเรือน

“เห็นว่าเพื่อนบ้านปลูกกันไม่ยากเลยหามาปลูกไว้ โดยเรียนรู้วิธีการปลูกและการดูแลจากเพื่อนบ้านที่ปลูกแล้วประสบความสำเร็จมาก่อน พอนานไปผักกูดมีการแตกพันธุ์ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วทำให้กินไม่ทันเลยเก็บไปขายตามร้านอาหาร และตลาดนัด”

เธอบอกว่า สมัยก่อนมีชาวบ้านไปเก็บผักชนิดนี้ที่ขึ้นตามริมน้ำแล้วนำไปขายที่ตลาดสดราคากำละ 5 บาท เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีชื่อพันธุ์

ภายหลังที่คุณพูนผลได้พาเดินชมแปลงปลูกผักกูดเขาเล่าว่าได้ช่วยกับภรรยาปลูกผักกูดในพื้นที่ 5 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 20 ไร่ พร้อมกับปลูกพืชชนิดอื่น อาทิ เงาะโรงเรียน,ทุเรียน,กล้วยเล็บมือนาง และปาล์มน้ำมัน จำนวน 300 กว่าต้น ซึ่งปาล์มที่ปลูกมีสองรุ่น รุ่นแรกมีอายุปีกว่า อีกรุ่นได้ 6 เดือน เขาบอกว่าคงต้องรออีกสัก 2 ปีจึงจะมีรายได้จากปาล์ม ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าราคาดีแค่ไหน

“กล้วยเล็บมือนางไม่ได้มีประโยชน์แค่การบังร่มเงาให้แก่ผักกูดเท่านั้น แต่ยังสร้างรายได้โดยนำผลผลิตไปขายกิโลกรัมละ 8-10 บาท ถึงแม้ราคาขายดูจะไม่มากนัก แต่ยังถือว่านำไปเป็นค่าน้ำได้

เงาะโรงเรียนปลูกไว้ประมาณ 30 ต้น เมื่อก่อนคิดว่าจะปลูกเงาะเป็นหลัก แต่ภายหลังเปลี่ยนใจเลยโค่นไปหลายต้น ทั้งนี้เนื่องจากรายได้จากเงาะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น ส่วนการเก็บผักกูดขายมีรายได้ทุกวัน” คุณพูนผลบอก

ด้านการดูแลบำรุงรักษาคุณธนพรบอกว่าเนื่องจากมีการปลูกผักกูดจำนวนมาก จึงมีการใช้ปุ๋ยยูเรียเดือนละครั้ง ครั้งละหนึ่งกระสอบ (50 กิโลกรัม) นอกจากนั้นยังใช้ปุ๋ยหมัก จากขี้ไก่ ขี้วัว จะใส่ครั้งละ 10 กว่าตัน โดยเทใส่ในพื้นที่ทั้งหมดเพื่อให้พืชชนิดอื่นได้ประโยชน์ด้วย ใช้วิธีหว่านแล้วพ่นน้ำตาม

“เนื่องจากเป็นผักที่ต้องใช้ยอดขาย ดังนั้นถ้าช่วงใดที่ยอดแตกช้าจะเน้นใช้ปุ๋ยยูเรียเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ยอดแตกออกมา พอเวลา 7 วันให้หลังยอดจะแตกออกมาทันที”

ส่วนเคมีเธอเปิดเผยว่าอาจต้องใช้บ้างกรณีที่จำเป็นเพื่อป้องกันเชื้อราหรือป้องกันแมลงและหนอนเช่นไตรโคโดมาใช้กันเชื้อราขี้ไก่ตามรากและบิววาเรีย แต่ทั้งนี้ยาที่ใช้เป็นการทำเองตามแนวทางการแนะนำของเกษตรอำเภอ

ศัตรูพืชที่ทำให้เกิดความเสียหาย

คุณธนพร บอกว่า ตั้งแต่ปลูกผักกูดมาแมลงศัตรูพืชที่พบแล้วมักสร้างความเสียหายเช่นเพลี้ยไฟ ซึ่งจะเจอเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง ได้แก้ไขปัญหาด้วยการใช้ยาแลนเนท เป็นการผสมใช้แบบอ่อนมากในอัตราส่วนน้ำ 200 ลิตร ต่อยา 2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 10-20 ซีซี. ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าการใช้พ่นในถั่วหรือแตง

“อย่างบิววาเรีย ผสมกับน้ำในอัตรา 4 ถุงต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วใช้ฉีดพ่นป้องกันเพลี้ยไฟและหนอนส่วนไตรโคโดมา ผสมกับน้ำในอัตรา 4 ถุงต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วใช้ฉีดพ่นป้องกันเชื้อรา เมื่อมีการฉีดยาป้องกันเพลี้ยในแถวไหนกลุ่มไหนแล้วจะยังไม่เก็บทันที จะต้องปล่อยทิ้งไว้สัก 4 วัน จึงจะเก็บ และการฉีดพ่นยาจะทำปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น แต่ถ้าหากไม่เกิดการแพร่ระบาดจะไม่ฉีดยาเลย”

ระบบน้ำใช้สปริงเกอร์ โดยวางระยะห่างกว้าง 4 ยาว 4 เมตร ปล่อยน้ำวันเว้นวัน ครั้งละ 1 ชั่วโมง เปิดครั้งหนึ่งจำนวน 30 หัว แต่ละแปลงจะเปิดน้ำทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมง แล้วย้ายไปทีละแปลงวนไปจนครบ

การเก็บผลผลิตเพื่อจำหน่าย

คุณธนพร ให้รายละเอียดการทำงานว่า โดยปกติเธอและสามีจะทำงานเป็นหลักเพียงสองคนเท่านั้น ปกติถ้าใช้เวลาเก็บ 1 ชั่วโมงได้ผักกูด 10 กิโลกรัม วันใดต้องเก็บถึง 70 กิโลกรัมจะเริ่มตั้งแต่เช้า แต่ถ้าเก็บสัก 30 กิโลกรัม จะเริ่มเก็บในช่วงบ่ายไปจนถึงสักสี่โมงเย็น หรือหากลูกค้าต้องการทันทีก็สามารถเก็บให้ได้ แต่ควรมีสปริงเกอร์ฉีดพ่นให้น้ำตลอด

“หลังจากเก็บจากต้นแล้วให้มัดเป็นกอแล้วนำไปแช่น้ำทันที แช่สักครู่ประมาณ 5 นาทีห้ามแช่นานเกินไปเพราะผักจะสุกมีสีแดง จากนั้นให้เก็บขึ้นมาวางเรียงกัน ใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดคลุมผักกูดที่วางเรียงกันไว้รอลูกค้ามารับ แต่ถ้าวางไว้โดยไม่คลุมผ้าผักจะเหี่ยวแล้วขายไม่ได้”

เธออธิบายต่อว่า แต่ละต้นที่เก็บยอดอ่อนที่ใช้งานออกไปแล้ว ยอดที่อยู่ติดกันซึ่งมีลักษณะโค้งงอจะเป็นยอดที่จะสามารถเก็บได้ในครั้งต่อไปอีกราว 3-4 วัน ดังนั้นผักกูดแต่ละยอดในแต่ละต้นจะเก็บเว้นระยะเวลา 3-4 วัน แต่ไม่ควรเลยวันวันที่5 เพราะจะบาน

“แต่ละต้นจะมีใบจำนวน 5 ใบ ถ้าพบใบแก่หลายใบเช่นมีจำนวนถึง 10 ใบควรตัดหรือหักทิ้งเสีย โดยไม่ต้องขนไปทิ้งที่อื่นแต่ให้ทิ้งไว้ที่บริเวณนั้นเพื่อใช้คลุมความชื้นและเป็นปุ๋ย การตัดใบแก่ออกเพื่อปล่อยให้ยอดอ่อนที่กำลังโตเจริญได้อย่างรวดเร็ว มีบางคนไม่ยอมหักใบแก่ทิ้งจึงทำให้ยอดแตกช้าและมีขนาดเล็ก”

คุณธนพร บอกต่ออีกว่า ผักกูดขยายพันธุ์ด้วยการดึงต้นอ่อนที่เธอเรียกว่าลูกที่แทงขึ้นมาจากพื้นข้างต้นแม่ออกด้วยความระมัดระวัง แล้วสามารถนำต้นอ่อนไปปลูกได้เลย ผักกูดเป็นพืชที่ตายยาก ที่สำคัญขอให้มีน้ำแล้วอย่าไปโดนแดดจัด

นอกจากนั้นยังเพิ่มเติมด้วยว่าควรมีการดูแลเอาใจใส่บริเวณที่ปลูกต้องคอยหมั่นเดินดูแล้วดึงเศษวัชพืชทิ้ง แต่ห้ามใช้มีดฟันเพราะอาจไปโดนต้นอ่อนที่กำลังแตกออกมา ทั้งนี้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งสามารถเก็บยอดไปขายได้กินเวลาประมาณไม่เกิน 6 เดือน

เธอบอกว่า ผักชนิดนี้สามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ แต่สิ่งสำคัญควรให้น้ำอย่างเต็มที่และควรหาร่มเงาด้วย ส่วนความสมบูรณ์ของดินที่มีความเหมาะนั้นควรเป็นบริเวณพื้นที่เป็นดินทรายสัก 70 เปอร์เซ็นต์ และช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่มีผักกูดมากเมื่อผักกูดถูกฝนจะแตกยอดอ่อนกันอย่างคับคั่ง เพราะเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูงมากซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผักชนิดนี้ เก็บแล้วนำไปขายใคร ที่ไหนบ้าง

เจ้าของสวนผักกูดอธิบายถึงวิธีการเก็บการเก็บผักกูดไปขายว่าเพียงแค่เด็ดยอดที่มีความยาวจากปลายถึงตำแหน่งที่จะตัดประมาณ 30-40 เซนติเมตร จะเก็บทุกวัน และภายในอาทิตย์หนึ่งต้องมีผักกูดส่งให้ลูกค้าประมาณ 250 กิโลกรัม เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละประมาณ 30 กิโลกรัม

“ราคาจำหน่ายจากสวนไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง อย่างปีหนึ่งๆราคาจะทรงเท่าเดิม ประมาณ 40-50 บาทต่อกิโลกรัม แต่อาจมีการปรับขึ้นบ้างในช่วงอากาศหนาวเพราะผักจะแตกยอดช้ามาก ส่วนราคาจำหน่ายของแม่ค้าประมาณ 80-100 บาทต่อกิโลกรัม”

สำหรับตลาดจำหน่ายผักกูดของคุณธนพรมีด้วยกันจำนวน 3 แหล่ง คือ ร้านอาหารในรีสอร์ต,แม่ค้าในตลาดสด และแม่ค้าจากกรุงเทพฯ ซึ่งรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละ 250 กิโลกรัม หรือเดือนละไม่ต่ำกว่า 1 ตัน และจะมีรายได้ถึงเดือนละ 4 หมื่นบาท

“อย่างเมื่อก่อนยังมีผลผลิตน้อยไม่กล้ารับมากก็แค่ส่งละแวกแถวแก่งกระจานเท่านั้น แต่ภายหลังที่ได้มีการขยายพื้นที่ปลูกแล้วสามารถเพิ่มจำนวนต้นขึ้นมาอีก จึงเริ่มรับยอดสั่งจากแม่ค้าด้านนอก ถ้าคราวใดที่แม่ค้าต้องการจำนวนมากและเกินขีดกำลังการผลิตที่ทำได้ อาจต้องร่วมกับชาวบ้านที่ปลูกรายอื่นด้วย”

ปัจจุบัน คุณธนพรไม่ได้เป็นเพียงผู้ปลูกผักกูดรายหนึ่งในอีกกว่าสิบรายในพื้นที่แก่งกระจานเท่านั้น เธอยังทำหน้าที่เป็นหมอดินอาสา แล้วยังเป็นเกษตรกรที่ขอการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ปี 2554 ซึ่งเป็นการรับรองโดยสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 กรมพัฒนาที่ดิน

เจ้าของสวนผักกูดเปิดเผยอาหารที่ร้านในรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรีนำไปใช้ผักกูดปรุงเป็นเมนูยอดฮิตของลูกค้าทำให้ติดใจสั่งกันเป็นประจำ เช่น แกงส้ม ผักน้ำมันหอย ยำผักกูด หรือแม้แต่รับประทานดิบคู่กับน้ำพริกชนิดต่างๆ

“อย่างผักกูด 1 กิโลกรัมสามารถนำไปทำอาหารขายได้หลายประเภท เช่น ผัดน้ำมันหอยราคาจานละ 100 บาท ยำผักกูดจานละ 150 บาท หรืออย่างแกงส้มผักกูดหม้อละ 150 บาท”

หากใครสนใจต้องการปลูกเพื่อให้แพร่ขยายทั่วไป ลองโทรศัพท์ไปพูดคุยกับคุณธนพรได้ที่ 081-4338310 เธอบอกว่ายินดีให้คำแนะนำการปลูกสำหรับผู้ที่สนใจจริง

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คิดค้นการผลิตกระดาษจากกาบกล้วยน้ำว้าด้วยวิธีชีวภาพ ที่สามารถเก็บไว้ได้นานโดยกระดาษไม่เหลืองและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากกระบวนการผลิตกระดาษในเชิงหัตถกรรมจะใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต คือใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ในการแช่และต้มเยื่อกระดาษ และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ใช้ในการฟอกเยื่อกระดาษ สารเคมีทั้งสองตัวนี้จะเป็นตัวทำให้กระดาษที่ได้ขาวสว่าง เนื่องจากเกิดการทำปฏิกิริยากับลิกนิน ทำให้ปริมาณลิกนินในเยื่อกระดาษลดลง แต่การใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ ถึงแม้จะทำให้ปริมาณลิกนินในเยื่อลดลง ในทางกลับกันผลผลิตเยื่อที่ได้ก็จะมีค่าลดลงเช่นกัน นอกจากนั้นเมื่อสิ้นสุดกระบวนการต้มเยื่อ น้ำทิ้งที่ได้จะมีส่วนประกอบของโซเดียมที่อยู่ในรูปเกลือต่างๆ สารประกอบคาร์โบไฮเดรต และลิกนิน

สารต่างๆ เหล่านี้เมื่อถูกปล่อยลงในน้ำทิ้งก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งปฏิกิริยาของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ใช้ในการฟอกเยื่อกระดาษก็เป็นแต่เพียงการทำให้ลิกนินก่อให้เกิดสีแตกตัวเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการกำจัดลิกนิน เจ้าตัวลิกนินนี้เอง ที่จะทำให้กระดาษกลับเป็นสีเหลืองได้โดยง่าย นอกจากนี้การผลิตกระดาษด้วยวิธีการทางเคมีจากโซเดียมไฮดรอกไซด์จะมีผลต่อคุณภาพของกระดาษที่ได้มีความแข็งกระด้าง หยาบและไม่เรียบ

การผลิตกระดาษด้วยวิธีชีวภาพเป็นการใช้เชื้อจุลินทรีย์หมักกับวัตถุดิบ เพื่อย่อยสลายลิกนินในพืชแทนการใช้สารเคมีพวกโซเดียมไฮดรอกไซด์ ทำให้สามารถเพิ่มคุณภาพของกระดาษได้ดียิ่งขึ้น และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากสารเคมี

นอกจากนั้น เจ้าของผลงานยังได้เปิดเผยถึงวิธีการผลิตอีกด้วยว่า เริ่มจากนำต้นกล้วยน้ำว้ามาสับเป็นชิ้นๆ ขนาดประมาณ 6×3 เซนติเมตร จากนั้นนำไปอบให้แห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส 1 คืน (24 ชั่วโมง) จากนั้นนำไปแช่น้ำให้อิ่มตัว นำไปฆ่าเชื้อ หมักที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียสโดยเติมเชื่อรา T.viride ที่เพาะไว้ลงไปบ่ม จากนั้นก็นำไปฆ่าเชื้อราและเข้าสู่กระบวนการผลิตกระดาษต่อไป

จากกระบวนการดังกล่าว นอกจากเชื้อรา T.viride จะย่อยสลายลิกนินไปเป็นจำนวนมากแล้วทำให้ในกระบวนการฟอกเยื่อกระดาษ สามารถลดปริมาณการใช้สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ลงไปได้เป็นจำนวนมากกว่าการผลิตกระดาษแบบทั่วไป อีกทั้งการผลิตกระดาษด้วยวิธีชีวภาพกระดาษยังมีค่าความสว่างมากกว่ามาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมการผลิตกระดาษอีกทั้งกระดาษยังมีความเหนียว นุ่ม สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าการผลิตด้วยวิธีทางเคมี โดยกระดาษไม่กลับมาเป็นสีเหลืองอีกด้วย

เมื่อพูดถึงอาหารของผู้คนที่อยู่กับทะเล ชาวเมืองทั่วไปคงไม่พ้นที่จะจินตนาการถึงอาหารทะเล กุ้งหอยปูปลาเรียงรายกันมาสำรับแล้วสำรับเล่า มันก็ถูกต้องอยู่เหมือนกันแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะวิถีแห่งท้องทะเลใช่ว่าจะมีแต่ทะเลเท่านั้น

วันนั้นเรานั่งคุยกันที่บ้านทิน ชาวอูรักลาโว้ยบ้านสังกาอู้ เกาะลันตา เกี่ยวกับอาหารดั้งเดิมที่ชาวอูรักลาโว้ยทำกินสืบเนื่องมา และเริ่มห่างหายไปจากสำรับปัจจุบันด้วยสาเหตุนานัปการ หรือไม่ก็นาน นาน จะได้ทำกินกันสักครั้งครา พอได้มานั่งล้อมวงดื่มกาแฟคุยกัน ความทรงจำก็ผุดโผล่ขึ้นมา ประเดี๋ยวคนนั้นก็นึกถึงแกงนั่น คนนี้นึกถึงแกงนี่ ยำหอยแบบนั้นแบบนี้ รวมถึงขนมก็พากันนึกขึ้นมาได้มิใช่น้อย

ใครที่เคยคิดว่าชาวอูรักลาโว้ยจะกินแต่ปลาย่าง กุ้งย่าง ต้มหมึก ก็คงต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่

ด้วยว่าพอนึกถึงของกินเคยคุ้นลิ้น ก็พบว่าอาหารหลายชนิดมีมะพร้าวเป็นส่วนผสมค่อนข้างมาก ซึ่งไม่แปลกแต่ประการใด ใครๆ ก็รู้ว่าตามเกาะตามชายทะเลมักจะมีต้นมะพร้าวขึ้นเป็นดง น้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวอ่อนสดๆเป็นของกินชั้นเลิศ ที่ได้ทั้งความสดชื่นและพลังงาน ส่วนมะพร้าวแก่ก็ใช้เป็นส่วนประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน

สำรับอูรักลาโว้ยที่ห่างหายเท่าที่รำลึกได้มีหลายอย่าง แต่ไม่สามารถปรนปรุงมาลองลิ้มเพราะขาดวัตถุดิบหลัก ในวงประชุมสภากาแฟล้อมวงบ้านทินตกลงเลือกอาหารคาวได้ 3 อย่าง กับของหวานอีก 2 อย่าง สำหรับทำกินรำลึกชาติ ซึ่งอาหารทั้งหมดนี้เราต้องใช้มะพร้าวถึงสิบกว่าลูก ทั้งคั้นกะทิ คั่ว และขูดผสมในอาหาร คนที่เคยกินอาหารที่เราสมคบคิดกันจะทำบอกว่าถ้าไม่ถึงกะทิก็ไม่อร่อย อีกทั้งมีต้นมะพร้าวมากมายจะประหยัดไปทำไมกัน

ก่อนหน้านี้ สอน. ได้ขอความร่วมมือโรงงานน้ำตาลรับอ้อยสด

เข้าหีบ 60% ต่อวัน ส่วนอ้อยไฟไหม้ 40% ต่อวัน รวมทั้งขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจติดตามป้องกันการเผาอ้อยส่วนมาตรการระยะยาว ขอความร่วมมือให้โรงงานน้ำตาลส่งเสริมชาวไร่คู่สัญญาจัดทำแปลงอ้อยให้เหมาะสมกับการใช้เครื่องจักรอย่างครบวงจร และขอให้ส่งเสริมโครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร การค้ำประกันแบบกลุ่มสำหรับชาวไร่อ้อยคู่สัญญารายเล็ก รวมถึงให้โรงงานน้ำตาลจัดทำแผนการลดไฟไหม้ในแต่ละฤดู

ทั้งนี้ จากมาตรการที่ออกมาคาดว่า ปี 2564 จะไม่มีการเผาอ้อย และจะไม่มีอ้อยไฟไหม้เข้าระบบนายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า มาตรการที่ สอน.สรุปออกมาเป็นไปตามที่ทาง 3 สมาคมได้ยื่นหนังสือเข้าไป โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือด้านสินเชื่อและดอกเบี้ยสำหรับโรงงานน้ำตาลนำไปซื้อรถตัดอ้อยนำมาให้บริการกับเกษตรกร นอกจากนี้ ยังขอให้เร่งบังคับใช้กฎหมายห้ามเผาอ้อย และการหักลดราคาอ้อยที่เผาไปเพิ่มให้กับอ้อยสดด้วย

“มาตรการเหล่านี้คงบังคับใช้ไม่ทันปีการผลิต 2561/2562 เพราะขณะนี้ตัดอ้อยและเริ่มเผา เพื่อนำอ้อยเข้าโรงงานแล้ว 80 ล้านตัน เหลือ 40 ล้านตัน จากผลผลิตที่คาดว่าจะมี 120 ล้านตัน จึงน่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ในปี 2562/2563 ส่วนเป้าหมายการลดฝุ่นจากการเผาอ้อยให้หมดไปในปี 2564 เป็นไปได้ยาก เนื่องจากการเผาอ้อยทำมานานกว่า 10 ปี อาจจะทำได้เพียงแค่ลดสัดส่วนการเผาอ้อยจากปัจจุบันเผาประมาณ 64-65% ให้ได้ลงครึ่งหนึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ส่วนจะทำให้หมดไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการระยะยาวด้านอื่นๆ ที่ออกมาบังคับใช้ร่วมกันต่อไป”

ทันทีที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติเลื่อนการพิจารณาห้ามใช้สารเคมีพาราควอต ออกไปอีก 2 ปี โดยให้อยู่ในรูปของการจำกัดการใช้
ส่วนสารเคมีอีก 2 ชนิด คือ คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตก็เช่นกัน ยืนตามมติเดิมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ระบุว่า ยังไม่มีการยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เพราะให้ใช้เฉพาะ 6 พืช ประกอบด้วย ยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด และไม้ผลที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น
ระหว่างนี้ให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการตาม มาตรการ 5 ข้อ อาทิ ทำโครงการศึกษาวิจัยเพื่อลดการใช้สารเคมีและหาวิธีทดแทนการใช้สารเคมี รวมทั้งศึกษาผลกระทบของสารที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิต และผู้บริโภค จัดอบรมให้ความรู้โครงการนำร่องทดสอบหลักสูตรผู้พ่นสารพาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืช เป็นต้น

โดยเฉพาะสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อย่างพาราควอต คาดว่าจะมีความชัดเจนว่าจะเลิกหรือไม่เลิก ภายใน 2 ปี หรือภายใน วันที่ 1 มกราคม 2564 แต่หากสามารถหาสารทดแทนได้ก็ยกเลิกก่อน 2 ปี

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องนี้ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าข้อเท็จจริงของการพิจารณาและโหวตความคิดเห็นของกรรมการวัตถุอันตรายเป็นเช่นไร เนื่องจากภาคประชาสังคมมองว่า เรื่องนี้ไม่ธรรมดา

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในการประชุมพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีการลงมติจากกรรมการ 26 คน จากทั้งหมด 29 คน มี 3 คน ไม่ร่วมประชุม ทำให้มีการลงคะแนนเสียงแบบปิด 26 คน

ปรากฏว่า เสียงเห็นด้วยตามมติเดิมยังไม่แบนสารเคมี จำนวน 16 ต่อ 5 คน แน่นอนว่ากรรมการสัดส่วนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มี 5 คน อีก 11 คน มาจากกระทรวงอื่นๆ ส่วนอีก 5 คน ที่คัดค้านและเห็นว่าต้องแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เพราะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต่อสุขภาพของผู้คน มาจากกระทรวงสาธารณสุข และนักวิชาการ 1 ท่าน คือ รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ลงมติให้มีการคุ้มครองชีวิตของประชาชนและปกป้องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากสารพิษโดยการเสนอให้มีการแบนสารพิษดังกล่าว

สำหรับอีก 5 คน ไม่ออกเสียง

ผู้อำนวยการไบโอไทย กล่าวว่า มติครั้งนี้ไม่แตกต่างจากครั้งก่อนที่ยืน ไม่แบนสารเคมีŽ แม้ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขเคยมีการพิจารณาและเสนอว่า ต้องแบนสารเคมีพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ส่วนไกลโฟเซต ให้จำกัดการใช้ เพราะมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน แต่สุดท้ายกรรมการก็ยังไม่เห็นแก่พิษภัยที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างของกรรมการวัตถุอันตรายที่มักจะพิจารณาและลงคะแนนให้เป็นไปตามหน่วยงานที่เสนอเรื่องนี้ก็คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้น ไม่ว่าประชุมกี่ครั้งก็คงออกมาแบบนี้

“จากนี้พวกเราจะมีการเคลื่อนไหวด้วยการกดดันรัฐบาล ยิ่งรัฐบาลใกล้จะเลือกตั้ง ในนามพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยังเป็นรัฐบาลอยู่ และยังมีอำนาจ ก็ควรจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่คณะกรรมการวัตถุอันตรายกลับลงมติเช่นนี้ โหวตแบบไม่เปิดเผย ถือว่าไม่รับผิดชอบต่อสังคมไทย และการที่รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ก็น่าคิดว่าหากมาเป็นรัฐบาลอีกก็คงไม่ให้ความสำคัญเช่นกัน ดังนั้น เราจะเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของทุกพรรค เพราะอยู่ระหว่างการเลือกตั้ง ควรต้องออกมาแสดงนโยบายว่า จะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้Ž” นายวิฑูรย์ กล่าว

ที่ผ่านมา ก็มีบางพรรคให้ความสำคัญกับการกำจัดสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อย่างพรรคเพื่อไทย พรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรคสามัญชน ส่วนพรรคอื่นๆ ยังไม่เห็น ทางเราได้ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายต่างๆ ในการประสานพรรคการเมืองแต่ละพรรคว่า สรุปแล้วมีนโยบายจะไม่เอาสารเคมี อย่าง พาราควอต และสารเคมีอื่นๆ อย่างไร รวมถึงประเด็นเกษตรอื่นๆ ด้วย

เมื่อถามว่า หากไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทั้งพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต จะมีวิธีอื่นมาทดแทนหรือไม่

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม เป็นหน่วยงานหนึ่งในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสนับสนุนให้แบนสารเคมีพาราควอตด้วย เพราะบอกว่าการจำกัดการใช้ให้ปลอดภัยเป็นเรื่องยากมาก ปรากฏว่าก็ยังไม่สนใจคำพูดของหน่วยงานตัวเอง อย่างไรก็ตาม มีวิธีอื่นๆ ที่นำมาทดแทนสารเคมีเหล่านี้ เบื้องต้นมี 3 วิธี คือ 1.อย่างการทำไร่อ้อยเราก็จะใช้รถแทรกเตอร์ติดจอบหมุน เพื่อทำลายวัชพืชแทน ไม่จำเป็นต้องใช้พาราควอต 2.ใช้เครื่องจักรกับเครื่องมือกลผสมกับสารเคมีที่อันตรายน้อยกว่าพาราควอต 3.เป็นการปลูกพืชคลุมดิน เป็นต้น จริงๆ ในหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ก็มีการศึกษาวิจัยอยู่

“ปัญหาที่เกิดขึ้น จะแก้ไขได้ก็ต้องรัฐบาลลงมาจัดการ ทำเหมือนกรณีปัญหาสิทธิบัตรกัญชา หน่วยงานราชการไม่ทำไม่ยกเลิก สุดท้าย รัฐบาลผู้มีอำนาจก็สั่งการลงมาจัดการเรื่องนี้ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะมีมติแบบนี้เรื่อยๆ อย่างปี 2552 คณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ประกาศให้พืชสมุนไพรที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชรวม 13 ชนิด ได้แก่ สะเดา ตะไคร้หอม ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 1 ขณะนั้นถูกต่อต้านมาก สุดท้ายรัฐบาลขณะนั้นก็เรียกประชุม และให้ยกเลิกในที่สุด เพราะการที่มาอ้างว่าพืชสมุนไพรเหล่านี้เมื่อนำมาใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืชจำเป็นต้องควบคุม ซึ่งไม่ใช่Ž” ผู้อำนวยการไบโอไทยกล่าว

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า จากนี้คงต้องรอดูผลการหารือ ทางผู้ตรวจการแผ่นดินบอกว่า จะเรียกทั้งกระทรวงเกษตรฯ และกรรมการวัตถุอันตรายมาชี้แจงมตินี้ เพราะผลการวิจัยชี้ชัดว่า สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่าง
พาราควอตมีอันตราย แต่เพราะเหตุใดจึงมีมติเช่นนี้ ขณะที่ทางไบโอไทย และมูลนิธิเพื่อผู้บริหาร รวมทั้งเครือข่ายต่างๆ ก็เตรียมจะฟ้องศาลปกครองกรณีมตินี้เช่นกัน และจะฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

ด้าน ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่าตนขอยืนยันมติของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ให้ยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด คือพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจากคำนึงถึงอันตรายด้านสุขภาพแม้จะไม่เกิดขึ้นฉับพลันแต่ก็สะสมในร่างกาย และข้อมูลวิชาการด้านต่างๆ เห็นตรงกันว่าควรเลิกใช้สารอันตรายทั้ง 3 ชนิดนี้ หลายประเทศทั่วโลก ประกาศห้ามใช้พาราควอตเกือบทั้งหมดแล้ว

อย่างไรก็ตาม มีคนถามว่าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าคนเสียชีวิตจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ศ.นพ. ธีระวัฒน์กล่าวว่า ความจริงตายจากทุกตัวรวมกันก็ยังได้ และยิ่งรุนแรงหนักขึ้นไปอีก เพราะสารเคมีพิษเหล่านี้ ออกฤทธิ์กันคนละตำแหน่งของกลไกในมนุษย์ และยิ่งเป็นการเสริมพิษซึ่งกันและกัน กลไกของมนุษย์นั้นมีทั้งเพื่อป้องกันบรรเทาพิษ และขับเคลื่อนพิษไปทำลาย นอกจากนั้น มีกลไกในการช่วยกระพือให้พิษที่ได้รับไปนั้น ออกฤทธิ์รุนแรงขึ้น สารเคมีพิษเหล่านี้เป็นปฏิปักษ์ต่อกลไกบรรเทาพิษ และส่งเสริมให้พิษแรงขึ้น สารเคมีพิษตั้งแต่พาราควอต และสารฆ่าแมลง สามารถระบุกลไกเหล่านี้ได้ ทั้งนี้ อยู่ในตำราทางการแพทย์ด้วยซ้ำตั้งแต่ปี 2012

“การได้พิษเหล่านี้เป็นเวลานานเป็นเดือนเป็นปีก็ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสะสมและเป็นกระบวนการและมีกลไกทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม พาร์กินสัน ได้หลายวิธีจากการที่ผ่านเข้าทางอาหารลงไปในลำไส้ จะกระตุ้นการสร้างโปรตีนที่สามารถเข้าสมองผ่านทางเส้นประสาทได้โดยตรงจากการซึมเข้าทางเยื่อบุ ผิวหนังอ่อน และเข้าทางการหายใจ จะสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดและจากกลไกที่ทำให้เกิดการอักเสบ จะเปิดผนังกั้นของหลอดเลือดในสมองและทะลุเข้าสมองได้โดยตรง ดังนั้น กลไกพิษที่เกิดขึ้น จะเป็นได้ตั้งแต่การทำลายโดยตรงและการทำลายโดยอ้อมและในกรณีของโรคเรื้อรัง จะเป็นการกำหนดให้สมองมีการสร้างโปรตีนบิดเกลียวที่เป็นพิษ นี่เป็นแค่ตัวอย่างของผลกระทบเท่านั้น”Ž ศ.นพ. ธีระวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงรายงานของของคณะกรรมการเกษตรไต้หวัน (Council of Agriculture: COA) ว่า มีการตรวจพบการปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (สุกร) ในผลิตภัณฑ์จากหมู ที่นำเข้ามาจากประเทศเวียดนาม เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2562

แม้ว่ายังไม่มีการรายงาน พบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรอย่างเป็นทางการ จากรัฐบาลเวียดนาม แต่ นาย Phung Duc Tien รองปลัดกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทของประเทศเวียดนาม ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ปัญหาการลักลอบนำเข้าเนื้อหมู บริเวณชายแดนระหว่างจีนและเวียดนาม ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูอย่างรุนแรง ในประเทศเวียดนาม

ดังนั้น ไทยจึงมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ภายในภูมิภาคอาเซียน และเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในหมู ปนเปื้อนมากับคนและอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากหมู ที่ไม่ผ่านการปรุงสุกเพื่อการบริโภค จึงได้แจ้งเตือนให้จังหวัดตามแนวชายแดน ที่มีความเสี่ยงสูงประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู

อีกทั้งได้มีการประชุมศูนย์ปฏิบัติการ เฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู (war room) ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉินกรณีเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู

สำหรับความก้าวหน้าของการยกระดับ มาตรการหรือแนวทางการปฏิบัติในการป้องกันควบคุมโรค ให้เป็นวาระแห่งชาติ ได้รับความเห็นชอบจาก นายกฤษฎา บุญราช รมว. เกษตรและสหกรณ์ แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

นายสรวิศ กล่าวว่า ปัจจุบันจากรายงานขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) พบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เกิดการระบาดใน 16 ประเทศ แบ่งเป็นทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ ทวีปยุโรป 10 ประเทศ และทวีปเอเชีย 2 ประเทศ คือประเทศจีนและมองโกเลีย (ยังไม่นับรวมเวียดนาม)
สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีการระบาดของโรคดังกล่าวนี้ พร้อมทั้งได้ขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพและสมาคมต่างๆ รวมทั้งพี่น้องเกษตรกร ที่ได้มีส่วนร่วมและร่วมแรงร่วมใจกัน ในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมูอย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพทำให้ประเทศไทยไม่มีการระบาดของโรคดังกล่าวในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม ใคร่ขอความร่วมมือในกรณีผู้ที่เดินทางไปศึกษาดูงานหรือไปทำงานในฟาร์มหมูในประเทศ ที่เกิดการระบาดและมีความเสี่ยงสูงที่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในหมู เมื่อเดินทางกลับ ขอให้งดเข้าฟาร์มเลี้ยงสุกรไม่น้อยกว่า 5 วัน พร้อมทั้งให้ปฏิบัติตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด และผู้ประกอบการร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม โรงอาหาร สถานประกอบเลี้ยง ให้งดจำหน่าย จ่าย แจกเศษอาหารเหลือจากการรับประทาน ให้ผู้ที่นำไปเลี้ยงหมู เพื่อป้องกันการระบาดของโรคดังกล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ขอย้ำว่า ขอให้เกษตรกรอย่าได้ตระหนก และขอให้มั่นใจในการดำเนินงานที่เข้มงวดของปศุสัตว์ ในการป้องกันโรคไม่ให้เข้ามาสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรของประเทศไทย รวมทั้งขอย้ำให้เกษตรกร ยกระดับการเลี้ยงหมูให้มีระบบการป้องกันโรคเข้าสู่ฟาร์มตามมาตรฐาน GAP

หากเป็นรายย่อยให้ใช้มาตรฐานการป้องกัน และการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตรวจสอบแหล่งที่มาของสุกรก่อนเข้าฟาร์ม และงดเว้นการนำอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงสุก ที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส อย่างน้อย 30 นาที มาเลี้ยงสุกร

นอกจากนี้ ให้สังเกตอาการหมูอย่างใกล้ชิด หากพบแสดงอาการป่วย เช่น มีไข้สูง เบื่ออาหาร ผิวหนังเป็นปื้นแดง และต่อมาเป็นสีเขียวคล้ำ พบภาวะแท้งในแม่หมู และมีจำนวนหมูตายผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือ call center 063-225-6888 หรือที่แอปพลิเคชั่น DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

มาตรา 20 เพื่อประโยชน์ในการจัดทำฐานข้อมูลข้าวเปลือกของประเทศ รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าระวังการซื้อขายข้าวเปลือกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้รับซื้อข้าวเปลือกออกใบรับซื้อข้าวเปลือกทุกครั้ง เพื่อเป็นหลักฐานในการรับซื้อข้าวเปลือกและให้ส่งสำเนาใบรับซื้อข้าวเปลือกให้กรมการข้าว โดยให้มุ่งเน้นการใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์
รายละเอียดใบรับซื้อข้าวเปลือก และการส่งสำเนาใบรับซื้อข้าวเปลือกตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กรมการข้าวประกาศกำหนดโดยความเห็นของคณะกรรมการ โดยจะกำหนดให้แตกต่างกันตามประเภทของผู้รับซื้อหรือลักษณะของการรับซื้อก็ได้

หมวด 5
การกำกับดูแลการผลิตข้าว

มาตรา 21 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดให้มีการทำเขตศักยภาพการผลิตข้าวของประเทศโดยมีเขตครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ และประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป
เขตศักยภาพการผลิตข้าวของประเทศตามวรรคหนึ่ง ให้จัดทำโดยการวิเคราะห์พื้นที่การผลิตข้าวทั่วประเทศ ทั้งพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกข้าวและพื้นที่ที่ไม่มีความเหมาะสม ทั้งด้านกายภาพและด้านการตลาด เพื่อประโยชน์ในการกำหนดให้มีการผลิตข้าวตามกลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดทางเศรษฐกิจ ภูมิสังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ โดยให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนด

มาตรา 22-27 ตัดออก

มาตรา 27/1 เพื่อประโยชน์ในการให้มีพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเหมาะสมแก่การแพร่พันธุ์ข้าวเพื่อนำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่าย ให้กรมการข้าวมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าว

พันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเหมาะสมแก่การนำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย ให้กรมการข้าวประกาศให้เป็นพันธุ์ข้าวรับรองโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป รวมทั้งเผยแพร่พันธุ์ข้าวดังกล่าวต่อประชาชน

ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายของพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้คุณภาพ อันจะสร้างความเสียหายต่อชาวนาหรือเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง ให้อธิบดีกรมการข้าวโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศว่าพันธุ์ข้าวใดเป็นพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้คุณภาพ และเมื่อได้มีการประกาศแล้วให้สั่งให้ระงับการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวจากพันธุ์ข้าวดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด และให้ถือว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นมีความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงาน

เจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
การตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าว การประกาศและการเผยแพร่พันธุ์ข้าว รวมทั้งการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมการข้าวประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

มาตรา 27/2 เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ชาวนาใช้พันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพในการเพาะปลูก ให้ชาวนาซึ่งปลูกข้าวโดยใช้พันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์ ซึ่งได้เพาะปลูกในเขตศักยภาพการผลิตข้าวที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศ หรือเพาะปลูกในพื้นที่ของตนเองหรือพื้นที่ที่ตนเองมีสิทธิตามกฎหมายได้รับความช่วยเหลือ ส่งเสริม หรือสนับสนุนตามมาตรการที่คณะกรรมการประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

มาตรา 27/3 ในการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าวจะมอบหมายให้ผู้ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวและจัดทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอต่ออธิบดีกรมการข้าวก็ได้
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจสอบและจัดทำรายงาน ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมการข้าวประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

มาตรา 27/4 เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าว การตรวจสอบ กำกับ ควบคุม และรับรองพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมทั้งบทกำหนดโทษ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช แต่อำนาจในการอนุญาต การสั่งการ และการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวกับพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าว รวมทั้งการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหน้าที่และอำนาจของกรมวิชาการเกษตรหรืออธิบดีกรมวิชาการเกษตร ตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชนั้น ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของกรมการข้าวหรืออธิบดีกรมการข้าว แล้วแต่กรณี ตามพระราชบัญญัตินี้

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บรรดากฎกระทรวง ประกาศ รวมทั้งหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไปจนกว่าจะมีการออกกฎกระทรวง ประกาศ หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัตินี้ประกอบกับกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืช

มาตรา 27/5 ในกรณีที่ปรากฏว่ากฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชในส่วนที่เกี่ยวกับการตรวจสอบกำกับและการควบคุมการผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้บังคับ ไม่สอดคล้องกับที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางในการปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป

มาตรา 28/1 ในกรณีที่มีการยึดข้าวเปลือกที่นำเข้ามาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าตามกฎหมายใด ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
(1) ถ้าไม่ปรากฏเจ้าของหรือผู้ครอบครอง หรือพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือศาลโดยคำพิพากษาถึงที่สุดไม่พิพากษาให้ริบ และผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองมิได้ร้องขอรับคืนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ยึด หรือวันที่ทราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือวันที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดไม่พิพากษาให้ริบ แล้วแต่กรณี ให้ข้าวเปลือกที่ยึดไว้ดังกล่าวตกเป็นของกรมการข้าวเพื่อจัดการตามที่เห็นสมควร
(2) ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาล และศาลได้พิจารณาแล้วมีคำพิพากษาให้ริบ ให้ข้าวเปลือกที่ริบนั้นตกเป็นของกรมการข้าวเพื่อจัดการตามที่เห็นสมควร
ในกรณีจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อระบบผลิตข้าว ตลาดข้าวภายในประเทศ หรือเศรษฐกิจของประเทศ ให้กรมการข้าวดำเนินการทำลายข้าวเปลือกที่ตกเป็นของกรมการข้าวตาม (1) หรือ (2) ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ในกรณีที่มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทำลาย ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นให้แก่ทางราชการ

หมวด 6
บทกำหนดโทษ

มาตรา 29-31 ตัดออก

มาตรา 32 มีแก้ไข
มาตรา 32 ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือไม่ให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสาร หรือวัตถุใดๆ ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือเรียกตามมาตรา 16 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 33 มีแก้ไข
มาตรา 33 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 20 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

มาตรา 33/1 ผู้ใดออกใบรับซื้อข้าวเปลือกอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 33/2 ผู้ตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวผู้ใดจัดทำรายงานผลการตรวจสอบอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 33/3 ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้มีการตรวจสอบหรือรายงานผลการตรวจสอบโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง

มาตรา 33/4 ผู้ใดจัดทำรายงานผลการตรวจสอบขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดในรายงานดังกล่าวอันเป็นเท็จ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นรายงานที่แท้จริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 33/5 ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจาการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการหรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการหรือไม่มีการกระทำจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆ ด้วย

มาตรา 33/6 ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวประกอบด้วย กรรมการตามมาตรา 6 (1) (1/1) และ (2) และให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นกรรมการและเลขานุการและปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม โดยอธิบดีกรมการข้าวเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการและอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการร่วม และให้คณะกรรมการดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการตามมาตรา 6 (3) และ (4) ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
การได้มาซึ่งกรรมการตามมาตรา 6 (3) และ (4) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งต้องกำหนดและประกาศภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา 34 ในวาระเริ่มแรก ให้กรมการข้าวเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการตามมาตรา 21 วรรคสอง และเสนอต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อให้มีการจัดทำเขตศักยภาพการผลิตข้าวของประเทศ ซึ่งต้องจัดทำให้แล้วเสร็จภายในสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป
ในกรณีที่จัดทำเขตศักยภาพการผลิตข้าวในพื้นที่ใดแล้วเสร็จก่อนกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทยอยประกาศเขตศักยภาพการผลิตข้าวนั้น ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป
ในกรณีที่ไม่อาจจัดทำเขตศักยภาพการผลิตข้าวตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จทั่วประเทศได้ภายในเวลาที่กำหนด ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานพื้นที่ที่ยังไม่ได้ประกาศเขตศักยภาพการผลิตข้าว พร้อมทั้งให้ชี้แจงเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการให้ครบถ้วนตามวรรคหนึ่งได้ให้คณะรัฐมนตรีทราบ

มาตรา 34/1 ให้พันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองพันธุ์ตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองแล้วตามมาตรา 27/1 วรรคสอง
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้กรมการข้าวประกาศรายชื่อพันธุ์ข้าวตามวรรคหนึ่ง ในราชกิจจานุเบกษาและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไปภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา 35 ตัดออก

มาตรา 36 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดทำโครงสร้างกรมการข้าว กรอบอัตรากำลัง ข้าราชการและพนักงานราชการ และกำหนดงบประมาณ รวมทั้งการดำเนินการอื่นใดอันจำเป็นเพื่อให้สามารถรองรับ การดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของกรมการข้าวตามพระราชบัญญัตินี้ ภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 37 ตัดออก

นายกฯย้ำปมร่าง พ.ร.บ.ข้าว รบ.เจตนาดี ป้อง สนช.ไม่มุ่งหวังเอาเป็นเอาตายกับใคร แค่ต้องการช่วยชาวนาไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กล่าวถึงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ข้าว ว่าเป็นกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เสนอมายังรัฐบาลเนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ จึงจำเป็นต้องให้รัฐบาลพิจารณา ซึ่งได้พิจารณาส่งกลับไปแล้ว ได้ให้ปรับประเด็นต่างๆ ที่มีปัญหา สิ่งที่เอามาเผยแพร่กันวันนี้เป็นการนำสิ่งที่ไม่มีกฎหมายตัวจริงมาเผยแพร่ ทำให้เกิดความเกลียดชังกันทั่วไปหมด ทั้งที่เจตนารมณ์ของ สนช.และรัฐบาล มุ่งหวังดูแลเกษตรกรให้มากขึ้น ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบไม่ว่าใคร ซึ่งไม่ได้มีผลกระทบกับเกษตรกร ทั้งการเก็บเมล็ดพันธ์ุ การแลกเปลี่ยน และการขายเมล็ดพันธุ์ เพียงแต่ไปดูส่วนที่เป็นภาคเอกชนว่าจะทำอย่างไร

ใน ปี 2562 จึงต้องเปลี่ยนนโยบายเพื่อพัฒนาให้ตลาดมีมูลค่า

มากยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้ อ.ต.ก. เป็นตลาดสินค้าการเกษตรที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท ต่อปี ภายใน ปี 2564 ซึ่งแผนปฏิบัติงานประจำปี 2562 จัดทำขึ้นภายใต้กรอบแผนการดำเนินงานของ อ.ต.ก. ปี 2562-2564 ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย โดยดำเนินงานช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดหา จำหน่าย ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ

ราคาเป็นธรรมเพื่อลดต้นทุนการตลาด ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าคุณภาพผ่านช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพของ อ.ต.ก. โดยดำเนินงานทั้งในเชิงสังคมและเชิงธุรกิจ แบ่งสัดส่วนการดำเนินงานเป็น ร้อยละ 40 และ 60 ตามลำดับ และเพื่อให้การดำเนินงานใน ปี 2562 มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม เกิดประสิทธิภาพต่อเกษตรกรผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนและสร้างรายได้ต่อองค์กร จึงได้จัดทำแผนปฏิบัติงานแผนงาน/โครงการ ประกอบด้วย แผนงานเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ แผนงานสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานพร้อมทั้งกำหนดผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน

เชิงสังคมประกอบด้วยโครงการหลัก 10 โครงการ

โครงการตลาดปัจจัยการผลิตและตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ
การซื้อขายสินค้าบนระบบออนไลน์
โครงการตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก. (Mini อ.ต.ก.)
โครงการตลาดน้ำ
โครงการพัฒนาสินค้าเกษตร 1 จังหวัด 1 อุตสาหกรรมการเกษตร
การจัดหาตลาดสินค้าเกษตรในต่างประเทศให้เกษตรกร
การจัดแสดงสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก. (Ortorkor Fair)
การส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา
โครงการดำเนินงานพัฒนาสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก.
Application ปลูกเองขายเอง

เชิงธุรกิจ 6 โครงการ

โครงการ Brand อ.ต.ก.
โครงการ Best of Ortorkor
โครงการอาคารจอดรถยนต์ 6 ชั้น
โครงการโรงแช่แข็งและห้องเย็น
โครงการบริหารตลาดกลางพหลโยธิน
พื้นที่เช่าประกอบการค้าตลาดกลางคืน พหลโยธิน กทม.
นายกมลวิศว์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การที่เรากำหนดพันธกิจดังกล่าว ไม่ได้กำหนดขึ้นมาลอยๆ ในขณะนี้ทางตลาดกำลังดำเนินการปฏิบัติพันธกิจหลักอยู่ 3 ข้อ

สร้างตลาดปัจจัยการผลิตและตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ โดยส่งเสริมการซื้อขายสินค้าบนระบบออนไลน์ จัดตั้งตลาด อ.ต.ก. ในภูมิภาค (Mini อ.ต.ก.) และจัดตั้งตลาดน้ำ อ.ต.ก.
ส่งเสริมเกษตรพันธสัญญาและจัดหาตลาดสินค้าเกษตรในต่างประเทศให้เกษตรกร
สร้างมูลค่าสินค้าเกษตร ในรูปแบบ 1 จังหวัด 1 อุตสาหกรรมการเกษตร คัดสรรสินค้าเกษตร Best of อ.ต.ก. สร้าง Brand อ.ต.ก. และจัดงาน อ.ต.ก. Fair
“ในปี 62 เรามีแผนปฏิบัติการเป็นขั้นตอน เพื่อเป็นแนวทางไปสู่เป้าหมาย เบื้องต้นภายใน ปี 62 เรากำหนดให้ อ.ต.ก. เป็นตลาดที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อ ปี 63 เราจะขยับขึ้นไป และปี 64 ก็จะขยับขึ้นไปสู่เป้าหมาย 20,000 ล้านบาท”

เห็ดแครง งานส่งเสริมอาชีพเกิดเป็นรูปธรรม 1 จังหวัด 1 อุตสาหกรรมการเกษตร

การส่งเสริมเกษตรกรเพาะเห็ดแครงที่จังหวัดสงขลา ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการในรูปแบบ 1 จังหวัด 1 อุตสาหกรรมการเกษตร เราเริ่มต้นจากการสร้างศูนย์เรียนรู้ และฝึกอาชีพให้เกษตรกรที่สนใจ เกษตรกรสามารถหารายได้สบายๆ วันละ 400-500 บาท ในการเก็บเห็ดขาย นอกจากจะส่งเสริมและให้ความรู้เรายังมีโครงการรับซื้อเห็ดคืนจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่ง ณ ตอนนี้เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ไม่ได้นำผลผลิตมาขายให้โครงการ เพราะเกษตรกรสามารถนำเห็ดแครงไปขายได้เอง เห็ดแครงที่เราส่งเสริมมันมีคุณค่าในตัว ขายที่ไหนคนก็อยากซื้อ และนอกเหนือจากการขายเห็ดสด ยังนำมาแปรรูปทำเป็นแกงคั่วเห็ดแครงสำเร็จรูป ลาบเห็ดแครง ไข่เจียวเห็ดแครง เห็ดแครงลวก หรือแม้กระทั่งพัฒนาเป็นโปรตีนเห็ดแครง เห็ดแครงผง ข้าวเกรียบเห็ดแครง ต่างๆ เหล่านี้ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ดีอีกทาง

โครงการนี้ทำมาได้ระยะหนึ่ง ตอนนี้ก็เห็นเป็นรูปเป็นร่างตามลำดับ มีการใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิต ทำให้คนไทยรู้จักเห็ดแครงมากขึ้น และไม่เพียงเฉพาะคนไทยเท่านั้นที่รู้จัก ต่างชาติก็รู้จัก เพราะตอนนี้เรามีการส่งเห็ดแครงไปขายที่ประเทศเยอรมนี ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เพราะเห็ดแครงอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่มีประโยชน์ ตอบโจทย์กับกระแสที่ประชากรในประเทศเยอรมนีหันมาใส่ใจและหันมาบริโภคของที่ดีต่อสุขภาพ ส่งผลให้เห็ดแครงของเราได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

เน้นผลิตสินค้ามีคุณภาพ แม้ราคาพืชผลเกษตรราคาตกต่ำก็ไม่ได้รับผลกระทบ

จากราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำติดกันหลายปี ถามว่าที่ อ.ต.ก. ได้รับผลกระทบไหม ตอบได้เลยว่าไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเราเข้มงวดและพยายามรักษาคุณภาพและมาตรฐานสินค้ามาโดยตลอด เราจะย้ำกับเกษตรกรอยู่เป็นประจำว่า ให้เกษตรกรผลิตสินค้าในเชิงคุณภาพอย่าเน้นปริมาณ แล้วจะไม่มีปัญหาในเรื่องของตลาด ณ วันนี้ ผลผลิตทางการเกษตรหลายๆ อย่างที่เป็นที่ต้องการของตลาดยังขาดในเชิงคุณภาพอยู่ ยกตัวอย่าง ในขณะที่สินค้าราคาเกษตรตกต่ำ แต่ทำไมทุเรียนกิโลกรัมละ 3,000 บาท ทำไมยังขายได้

เพราะเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ อย่างตอนนี้เราส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวชนิดหนึ่งคือ ข้าวเขียวน้ำนม ซึ่งอยู่ในโครงการ Best of Ortorkor การผลิตข้าวเขียวน้ำนมเป็นการผลิตข้าวเชิงคุณภาพ จะเป็นข้าวสายพันธุ์อะไรก็ได้ แต่จะต้องเก็บเกี่ยวหลังจากที่ผลผลิตผ่านการเป็นข้าวเม่า ข้าวยังไม่สุกแก่เต็มที่ ผิวเปลือกนอกเหลือง แต่เมล็ดข้าวภายในยังเป็นสีเขียว มีคุณค่าทางอาหารสูง และขายได้ราคา ที่ อ.ต.ก. มีข้าวเขียวน้ำนมจำหน่ายตั้งแต่กิโลกรัมละ 60-250 บาท นั่นคือ เราไปส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าเชิงคุณภาพ และถ้าหากเกษตรกรท่านใดมั่นใจว่าผลผลิตของตัวเองมีคุณภาพตามมาตรฐานจริง ติดต่อมาที่กองพัฒนาธุรกิจตลาด เรายินดีที่จะทำตลาดให้ และยินดีให้ใช้ Brand อ.ต.ก.

อ.ต.ก. เปิดพื้นที่ค้าขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ ช่วยเหลือเกษตรกรสร้างรายได้

นอกจากพื้นที่โซนตลาดสด ทาง อ.ต.ก. ได้มีการส่งเสริมการสร้างรายได้ให้เกษตรกร โดยจัดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าเกษตรมาวางจำหน่ายหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี แต่มีข้อจำกัดว่าเกษตรกรที่จะมาขายสินค้าจะต้องมีใบรับรองหรือขึ้นทะเบียนเกษตรกร จากเกษตรจังหวัด หรือเกษตรอำเภอ เพื่อนำสินค้ามาจัดจำหน่ายฟรี ไม่คิดค่าเช่า หรือหากเกษตรกรท่านใดผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ต้องการขายสินค้าทุกวัน ทาง อ.ต.ก. ก็มีโซนตลาดเกษตรอินทรีย์ ตรงนี้ถือว่าเป็นตลาดเกษตรสินค้าอินทรีย์แห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดขายทุกวัน โดยแบ่งเป็น 2 โซน โซนแรกเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีเครื่องหมายรับรองถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ และโซนที่สองเป็นส่วนของสินค้าปลอดภัย นับได้ว่าเราสร้างความหลากหลายให้ผู้บริโภค มาที่นี่ที่เดียวได้กลับไปครบทุกอย่างที่ท่านต้องการ

ติดต่อสอบถามรายละเอียดการจองพื้นที่ หรือปรึกษาโครงการ Brand อ.ต.ก. โทร. (02) 270-1675 กองพัฒนาธุรกิจตลาดปลัดเกษตรฯ ชี้มติการจำกัดใช้สารเคมี 3 ชนิดเป็นดุลพินิจของคกก. วัตถุอันตราย มี 29 กรรมการ ตัวแทนจากกระทรวงเกษตรเพียง 5 อธิบดีเท่านั้น
ไร้อำนาจตามกฎหมายสั่งแบนได้ด้วยตนเอง ยกตัวอย่างถ้าวันนี้กระทรวงเกษตรฯสั่งยกเลิกการใช้สารเคมีด้วยตนเองโดยไม่มีมติคกก.วัตถุอันตรายรองรับก็ทำไม่ได้ผิดกฎหมายอาญาหรือถ้าดกก.วัตถุอันตรายมีมติให้แบน 3สารเคมีแล้วกระทรวงเกษตรฯยังไม่เลิกใช้ก็ไม่ได้อีกเช่นกัน ดังนั้น ขอให้ผู้วิจารณ์ศึกษากฎหมายวัตถุอันตรายให้ชัดเจนแตกฉาน มอบกรมวิชาการเกษตรปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการจำกัดการใช้อย่างเข้มงวด ยัน ไม่ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือกดดันการพิจารณาเพื่อยื้อเลิกออกไป เผยรมช.วิวัฒน์ร่วมถกที่ประชุมแต่ไร้ความเห็น

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังรอรับหนังสือมติการพิจารณาทบทวนการควบคุมสารพาราควอตอย่างเป็นทางการแต่ทั้งนี้ได้รับรายงานว่า คกก. วัตถุอันตรายซึ่งมีรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานในการประชุมวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เห็นชอบให้คงมติเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ต่อไปที่ให้ใช้แนวทางจำกัดการใช้วัตถุอันตรายพาราควอต โดยมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเร่งออกประกาศควบคุมการนำเข้า การใช้ และการจำหน่าย จัดทำแผนปฏิบัติการขยายการทำการเกษตรที่ดีที่เหมาะสม (GAP) และ/หรือเกษตรอินทรีย์ให้ครอบคลุมทั้งประเทศภายใน 2 ปี และให้ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ หานวัตกรรมในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชให้ได้ภายใน 2 ปี เพื่อให้เกษตรกรปรับตัวลด ละ เลิกใช้วัตถุอันตรายดังกล่าว

นายอนันต์กล่าวว่า การพิจารณาเป็นดุลพินิจของคกก. โดยแนวทางจำกัดใช้เป็นข้อเสนอจากกระทรวงเกษตรฯ ที่ยื่นต่อประธานคกก. เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณา แต่กลุ่มผู้ต้องการให้ยกเลิกพาราควอตทันทีออกแถลงการแสดงความผิดหวัง อีกทั้งมีบุคคลและองค์กรภาคเอกชนนำเสนอข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียตำหนิกระทรวงเกษตรฯ ในวงกว้างด้วยความไม่เป็นธรรม เพราะกระทรวงเกษตรฯไม่สามารถยกเลิกหรือสั่งแบนการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดด้วยตนเอง ต้องให้มติของคกก.วัตถุอันตราย สั่งก่อน กระทรวงเกษตรฯจึงจะสั่งห้ามนำเข้าได้มิฉนั้น ก็จะถูกฟ้องได้เช่นกัน

จึงขอให้ผู้คัดค้านได้ศึกษามติทั้งในการประชุมล่าสุดและมติเดิมอย่างละเอียด ก็จะเห็นว่า กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้เพิ่มเติมข้อความใดดังที่กลุ่มผู้คัดค้านกล่าวหาว่า เดิมให้ใช้พาราควอตเฉพาะในพืช 5 ชนิดคือ ยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพด แต่ล่าสุดให้ใช้ในไม้ผลด้วยนั้น รายละเอียดชนิดพืชเป็นแผนปฏิบัติงานของกรมวิชาการเกษตรเดิมที่เสนอต่อคคก.วัตถุอันตรายก่อนอยู่แล้วไม่ได้ให้ขยายการใช้แต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่มีการนำเสนอข้อความในโซเชียลลมีเดียว่า คณะกรรมการบริหารและพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนที่มีนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รวบรวมนำเสนอต่อคกก. กระทรวงเกษตรฯ นั้น ตนเองไม่เคยเห็นข้อมูลดังกล่าว อีกทั้งในการประชุมวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เชิญทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการทั้ง 2 คนร่วมหารือกับผู้บริหารกระทรวง ซึ่งนายวิวัฒน์ก็เข้าร่วมประชุมด้วยก็ไม่ได้นำเสนอรายงานหรือกล่าวถึงเลยว่า มีสารทดแทนที่ได้ผลดีและปลอดภัย

ทั้งนี้กรมวิชาเกษตรได้ศึกษาถึงวิธีการปฏิบัติอย่างการใช้เครื่องจักรกลกำจัดวัชพืชแทนการใช้สารเคมีนั้น จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นถึง 4 เท่า หรือหากใช้สารเคมีอื่นซึ่งยังไม่มีผลยืนยันว่า ประสิทธิภาพและระดับพิษเป็นอย่างไร ต้นทุนจะสูงขึ้นประมาณ 2 เท่าเนื่องจากพาราควอตเป็นสารกำจัดวัชพืชที่สิทธิบัตรหมดแล้ว ทำให้ผู้ผลิตหลายรายผลิตแล้วแข่งขันกันจำหน่าย ราคาจึงถูกกว่าสารอื่น

นายอนันต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้นายกฤษฎารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการด่วนที่สุดให้จำกัดการใช้สารเคมี 3 ชนิดทันที โดยเร่งให้ความรู้กับทุกส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งผู้จำหน่าย เกษตรกร ผู้ประกอบการ ลูกจ้างรับฉีดพ่นสารเคมี โดยจะทำให้เร็วที่สุด จัดตั้งคณะอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมีระดับกระทรวง โดยมีปลัดกระทรวงเป็นประธาน อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นเลขานุการ ต้องรายงานผลการดำเนินงานทุก 3 เดือน ให้กรมวิชาการสำรวจสต็อกสาร 3 ชนิดทั้งจาก ผู้นำเข้าและร้านจำหน่ายซึ่งมีถูกระบุว่า มีการได้กักตุนสารเคมีเหล่านี้ไว้เป็นจำนวนมาก จึงต้องตรวจสอบให้ชัดเจนเพื่อยืนยันให้สาธารณชนมั่นใจในการลดการนำเข้า รวมทั้งให้เร่งจัดทำแผนขยายทำการเกษตรปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP รวมทั้งเกษตรอินทรีย์ให้ครบ 149 ล้านไร่ ภายในเดือน 31 ธันวาคม 2563

ปกติเนื้อที่ 17 ไร่ที่เป็นทุ่งทานตะวันได้ใช้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นหลักพอเก็บข้าวโพดขาย ก็ประมาณเดือนกันยายนของทุกเขาไม่อยากให้มีช่วงว่าง เพราะการปล่อยที่ดินไว้เฉยๆ จะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา จึงลงต้นทานตะวัน เพราะเท่ากับจะทำให้มีรายได้จากการขายเมล็ด กิโลกรัมละประมาณ 10 บาท ผลผลิต 180 กิโลกรัม ต่อไร่ จึงทำรายได้จากเมล็ดทานตะวัน 17 ไร่ ทำเงินได้เกือบ 40,000 บาท

หน้าหนาวผมได้ไปชมทุ่งทานตะวันที่หลักกิโลเมตรที่ 7 บนถนนตากฟ้า-พุนกยูง ถนนหมายเลข 1145 ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดนครสวรรค์เป็นการได้ไปชม ไปถ่ายรูปทุ่งทานตะวันโดยไม่ได้ตั้งใจมาก่อน เพราะความตั้งใจนั้นต้องการไปเที่ยวที่ตัวเมืองนครสวรรค์และพิจิตร

เพียงแต่ได้นั่งรถผ่านไปเห็นโดยบังเอิญ เพราะเห็นร้านขายกาแฟโดดเด่นอยู่ริมทาง พอได้เข้าไปจิบกาแฟ จึงได้มองเห็นทุ่งทานตะวันชัดเจน

มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจจอดรถริมทาง แล้วเดินเข้าไปชมทุ่งทานตะวันที่กำลังบานเต็มที่กันเป็นหลายสิบคนผมมารู้ตอนหลังว่า ดอกทานตะวันบานเต็มที่แค่ 10 วันเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะค่อยๆ คอตกก้มหน้าลงดิน แล้วก็เหี่ยวไปตามกาลเวลา

แสดงว่าผมโชคดีที่ได้มาพบหน้าตาของดอกทานตะวันที่กำลังอิ่มเอิบเบิกบานเหมือนหญิงสาวที่กำลังมีความรักหลังจากจิบกาแฟจนพอใจแล้ว รอให้แดดร่มลมตกนิดหน่อย ก่อนชวนเพื่อนร่วมเดินทางบุกเข้าไปชมทุ่งทานตะวันกันเพื่อถ่ายรูปและทักทายดอกที่กำลังบานอยู่ใกล้ๆที่นี่ไม่มีการเก็บค่าผ่านประตู เพราะไม่มีประตูให้เดินผ่าน หรือพูดให้ชัดก็ได้ว่าให้ทุกคนเข้าชมฟรีนั่นเอง

มาคิดดู ดอกทานตะวันถ้ามีเพียงดอกเดียว คงไม่มีใครอยากมาเห็น แต่พอรวมดอกกันเป็นทุ่ง กลับสร้างความสนใจขึ้นมาทันที

ผมเคยรู้มาว่า ทุ่งทานตะวันที่ลพบุรีและสระบุรีนั้น ได้รับการส่งเสริมจากจังหวัดให้ช่วยกันปลูกจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดซึ่งได้ผล เพราะจะมีคนไปชมทุ่งทานตะวันกันจำนวนมากทุกปี

บางคนเจาะจงไปชม แต่ส่วนใหญ่ตั้งใจไปเที่ยวที่อื่น แต่เมื่อต้องนั่งรถผ่าน ก็อดใจไม่ได้ เมื่อเห็นความงามของทุ่งทานตะวัน จึงต้องหยุดชมความงามเสียหน่อย เพื่อไม่ให้ดอกทานตะวันต้องน้อยใจนั่นเองบริเวณด้านหน้าของทุ่งทานตะวันมีแผงขายของกินหลายอย่าง เช่น ข้าวโพดต้ม ส้มตำ ลูกชิ้นปิ้ง ต้นอ่อนทานตะวัน มะพร้าวน้ำหอมและเครื่องดื่มอีกหลายชนิด ที่น่าสนใจคือ นมข้าวโพดและข้าวโพดหวาน

ข้าวโพดหวานเป็นข้าวโพดที่เด็ดจากต้นมากินดิบได้เลยโดยไม่ต้องต้ม

ถึงตรงนี้ นอกจากผมได้อุดหนุนด้วยการซื้อนมข้าวโพดแช่เย็นหอมหวานดื่มแล้ว ผมยังได้ซื้อข้าวโพดหวานกลับบ้านอีก 2 กิโล

ปรากฏว่าคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กับคนขายข้าวโพดเป็นเจ้าของทุ่งทานตะวันแห่งนี้ ผมจึงสนใจอยากพูดคุยกับเขา เพราะต้องการทราบถึงความเป็นมา

เขาแนะนำตัวเองว่า ชื่อ คมสันต์ แหยมวงษ์ ปัจจุบันอายุ 33 ปี มีครอบครัวแล้ว

จากการที่ผมได้พูดคุยกับคมสันต์ จึงได้รู้ว่า ทุ่งทานปี ก็จะมีช่วงว่าง แปลว่ากว่าจะลงต้นข้าวโพดใหม่ต้องรออีกประมาณ 4 เดือน

ตะวันแห่งนี้ ที่ต้องกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นเหตุบังเอิญมากกว่า เพราะปกติเนื้อที่ 17 ไร่ที่เป็นทุ่งทานตะวันได้ใช้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นหลักพอเก็บข้าวโพดขาย ก็ประมาณเดือนกันยายนของทุกเขาไม่อยากให้มีช่วงว่าง เพราะการปล่อยที่ดินไว้เฉยๆ จะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา จึงลงต้นทานตะวัน เพราะเท่ากับจะทำให้มีรายได้จากการขายเมล็ด กิโลกรัมละประมาณ 10 บาท ผลผลิต 180 กิโลกรัม ต่อไร่ จึงทำรายได้จากเมล็ดทานตะวัน 17 ไร่ ทำเงินได้เกือบ 40,000 บาท

เก็บเมล็ดทานตะวันเสร็จแล้วก็ลงข้าวโพดต่อ หมุนเวียนไปอย่างนี้ทุกปี

เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ทานตะวันกำลังออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วทุ่ง ปรากฏว่ามีคนที่ขับรถผ่านไปผ่านมาพากันจอดรถลงมาถ่ายรูปกับทุ่งทานตะวันกันเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เขาเกิดความคิดจัดทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเสียเลย ด้วยการทำสะพานทางเดินไปกลางทุ่งทานตะวัน ตกแต่งทำซุ้มและที่นั่งถ่ายรูป

ด้านหน้าซึ่งเป็นทางเข้าก็ทำเป็นแผงขายผลไม้ ขายของกิน และร้านขายกาแฟ

รายได้หลักของทุ่งทานตะวัน อยู่ที่ขายกาแฟและขายของกิน แต่จะมีรายได้เฉลี่ยปีละไม่กี่วันเท่านั้น ซึ่งอยู่ในช่วงที่ดอกทานตะวันบาน พอพวกมันพร้อมใจกันเหี่ยวคอตกไปทั้งท้องทุ่ง ก็จะไม่มีใครสนใจแวะชมอีก ต้องรอไปปีต่อไป

แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะหลังจากดอกเหี่ยว ก็จะเก็บเมล็ดทานตะวันส่งขายโรงงานได้ เพราะต้นทานตะวันขายได้ทั้งดอกและเมล็ด

สุดท้าย คมสันต์ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกทานตะวันว่า แค่หว่านเมล็ดลงไป พวกมันก็พร้อมใจกันงอก เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายมาก

ที่ดินในเมืองไทยปลูกได้เกือบทุกแห่ง

ข้อสำคัญจะต้องอยู่ในที่โล่งแจ้ง เพราะเป็นต้นไม้ที่ไม่กลัวแสงอาทิตย์ เวลามีดอก ก็จะหันดอกไปสู้กับแสงอาทิตย์ได้ทุกเช้าอย่างองอาจ

ทานตะวันเป็นดอกไม้ที่หันดอกไปยังทิศตะวันออกเสมอ จะไม่ยอมหันหลังให้ดวงอาทิตย์เด็ดขาด

“ฉะนั้นจะต้องทำทุ่งทานตะวันอยู่ด้านทิศตะวันตกของถนน เพื่อว่านักท่องเที่ยวที่มองจากถนนจะได้เห็นด้านหน้าของดอกทานตะวัน” เขาตบท้ายก่อนจากกัน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ชาเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจึงให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์และติดตามความพร้อมของเกษตรกรและผู้ประกอบการชา และผลิตภัณฑ์ชาของไทยในการเปิดตลาดภายใต้เอฟทีเอต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมฯ ได้เตรียมจัดสัมมนาและลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและผู้ประกอบการชา

ระหว่างวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย โดยการจัดงานสัมมนาและลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากการสัมมนาและลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจชา ที่จังหวัดเชียงราย เมื่อมิถุนายน 2561 ทั้งนี้ ผลจากการลงพื้นที่ในครั้งดังกล่าว พบว่า เกษตรกรบางพื้นที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการผลิตชาให้ได้มาตรฐาน

ขณะที่ผู้ประกอบการมีความต้องการชาคุณภาพจากเกษตรกร ในการสัมมนาและพบปะเกษตรกรที่ผ่านมา กรมฯ จึงได้พยายามเน้นเรื่องการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิต การพัฒนาคุณภาพของใบชา ซึ่งมีผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชา ที่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสำคัญ ส่วนการลงพื้นที่และจัดสัมมมนาในครั้งนี้ (20-21 กุมภาพันธ์ 2562) กรมฯ

จะมุ่งเน้นการต่อยอดองค์ความรู้เกี่ยวกับช่องทางการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ ให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมชา อาทิ ผู้ปลูกชา โรงงานชา และผู้ส่งออก เตรียมความพร้อมรับมือการค้าเสรี ตลอดจนหารือแนวทางการปรับตัว รวมถึงพัฒนาต่อยอดสินค้าชาและผลิตภัณฑ์ของไทยให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยมีวิทยากรจากหลายภาคส่วน อาทิ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย สหกรณ์จังหวัดเชียงราย และภาคเอกชนในพื้นที่ ร่วมบรรยายแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์

นางอรมน กล่าวเสริมว่า ในปี 2561 ไทยมีผลผลิตชาสดประมาณ 93,309 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 27.45 แบ่งเป็นชาอัสสัม 84,231 ตัน คิดเป็นร้อยละ 90.27 ของผลผลิตชาทั้งหมด และชาจีน 9,078 ตัน คิดเป็นร้อยละ 9.73 ในปีเดียวกัน ไทยนำเข้าชา 11,639 ตัน จากประเทศจีน ร้อยละ49 เวียดนาม ร้อยละ25 และเมียนมา ร้อยละ 11

ซึ่งภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยลดภาษีนำเข้าใบชาจากอาเซียนเหลือ ร้อยละ 0 แล้ว สำหรับประเทศคู่เอฟทีเออื่นๆ เช่น จีน ไทยยังไม่ได้ลดภาษีใบชาให้กับจีน โดยเก็บอัตราภาษีนำเข้าชาจากจีนเท่ากับประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก อื่นๆ คือ อัตราภาษีในโควต้า ร้อยละ 30 ในปริมาณ 625 ตัน ต่อปี หากมีการนำเข้าเกินปริมาณโควต้าดังกล่าว จะต้องเสียภาษีในอัตรา

ร้อยละ 90 ขณะที่ในส่วนของอัตราภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์ชา ไทยได้ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศคู่ค้าเอฟทีเอ เช่น อาเซียนและจีนแล้ว และในทางกลับกัน จีนและอาเซียนก็ได้ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าชาและผลิตภัณฑ์ให้กับไทยแล้วเช่นกัน ยกเว้นเมียนมาที่ยังมีการเก็บภาษีนำเข้าใบชาอยู่ที่ร้อยละ 5 และใน ปี 2560 ไทยยังส่งออกผลิตภัณฑ์ชาเป็น อันดับที่ 4 ของโลก รองจากแคนาดา สหรัฐอเมริกาและจีน โดยส่งออกเป็นปริมาณ 10,775 ตัน คิดเป็นมูลค่า 958 ล้านบาท ไปยังพม่า ร้อยละ 46 สหรัฐ ร้อยละ 27 และ

ลาว ร้อยละ 7 ซึ่งไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอในการส่งออกสินค้าชาและผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศดังกล่าว เช่น อาเซียนและจีน เป็นต้น โดยในปี 2560 ไทยส่งออกใบชา 2,710 ตัน คิดเป็นมูลค่า 436 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 49 ส่งออกไปยังอินโดนีเซีย ร้อยละ 25 กัมพูชา ร้อยละ 19 และจีน ร้อยละ 18 นอกจากนี้ การที่ไทยจะเปิดเสรีสินค้าชาให้กับออสเตรเลียในปี 2563 ภายใต้ความตกลงเอฟทีเอ ไทย-ออสเตรเลีย นั้น คาดว่าจะไม่มีผลกระทบกับอุตสาหกรรมชาในประเทศ เนื่องจากออสเตรเลียไม่ใช่ประเทศที่ผลิตและส่งออกชารายใหญ่ อย่างไรก็ดี หากเกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถเพิ่มมูลค่า พัฒนาคุณภาพสินค้าชาและผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ก็สามารถใช้โอกาสทางการค้า หรือการลดภาษีของประเทศคู่ค้าที่มีเอฟทีเอกับไทย เพื่อส่งออกสินค้าได้

ทั้งนี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ยังมีแผนที่จะลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อชี้ช่องทางการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ และติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดเสรีในสินค้าอื่นๆ โดยผู้สนใจสามารถติดตามการดำเนินงานได้จากเว็บไซต์กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ www.dtn.go.th

มติ 16 ต่อ 5 เสียง!! กก.วัตถุอันตราย ยื้อแบน ‘พาราควอต’ ออกไปอีก 2 ปี จี้ ศึกษาให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว
พาราควอต – วันที่ 15 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. นายอภิจิณ โชติกเสถียร รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย เปิดเผยภายหลังการประชุมหาข้อสรุปเรื่องการห้ามใช้พาราควอต ที่ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมง ว่าที่ประชุมมีมติ 16 ต่อ 5 เสียง สนับสนุนให้มีการใช้สารพาราควอต

ส่วนที่เหลืออีก 5 เสียง งดออกเสียง โดยเสียงส่วนใหญ่ให้ยืนตามมติเดิมที่ระบุว่า ยังไม่มีการยกเลิกการใช้วัตถุอันตราย 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ลงเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2561 โดยให้ใช้เฉพาะ 6 พืช ได้แก่ ยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด และไม้ผลที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้น

ทั้งนี้ ระหว่างนี้ให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินตามมาตรการ 5 ข้อ อาทิ ทำโครงการศึกษาวิจัยเพื่อลดการใช้สารเคมีและหาวิธีทดแทนการใช้สารเคมี รวมทั้งศึกษาผลกระทบของสารที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ผลิต และผู้บริโภค จัดอบรมให้ความรู้โครงการนำร่องทดสอบหลักสูตรผู้พ่นสารพาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืช คาดจะมีความชัดเจนภายใน 2 ปี ว่าประเทศไทยจะเลิกหรือไม่เลิกใช้สารดังกล่าว หรือภายใน วันที่ 1 ม.ค. 2564 แต่หากสามารถหาสารทดแทนได้ก็ยกเลิกก่อน 2 ปี

“ตอนนี้ต้องฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้ หากยกเลิกทันทีเกษตรกรจะได้รับผลกระทบทันที เพราะยังไม่มีสารอื่นมาทดแทน และฝ่ายที่ต้องการให้ยกเลิก”

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย พร้อมเกษตรกรชาวไร่หลายจังหวัดประมาณ 60 ราย ได้เดินทางมารอฟังผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าในฐานะผู้ใช้สารพาราควอตในการกำจัดวัชพืช กังวลว่าหากคณะกรรมการฯ ห้ามใช้สารดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนสูงขึ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท ต่อปี จากปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช 30 ล้านลิตร ต่อปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่กระทรวงอุตสาหกรรม มีทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนการใช้สารพาราควอต และกลุ่มที่คัดค้าน ซึ่งระหว่างการประชุมและแถลงผลการประชุมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประมาณ 10 นาย เข้าดูแลควบคุมพื้นที่ทำให้การชุมนุมอยู่ในความสงบเรียบร้อยตลอดทั้งวัน โดยหลังการประชุมแล้วเสร็จทั้ง 2 ฝ่าย ก็แยกย้ายกลับโดยไม่มีเหตุปะทะกันแต่อย่างใด

การดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 62 หลายหน่วยงานดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในมาตรการระยะกลาง-ระยะยาว คือ การลดปัญหาการเผาอ้อย ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาตลอด ว่าเกษตรกรจะต้องแบกรับต้นทุนการเผาเพิ่มขึ้น ตันละ 500 บาท

นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ระบุว่า ในการประชุมร่วมกับทางผู้แทน 4 องค์กรชาวไร่อ้อย และ 4 สมาคมโรงงานน้ำตาลมีมติให้ สอน. เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงให้เหลือ 1% และขยายระยะเวลาผ่อนชำระคืนภายใต้วงเงิน 6,000 ล้านบาท ตาม “โครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร” ระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2562-2564 เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น จากระยะที่ 1 (2559-2561) มีการอนุมัติเงินไป 1,760 ล้านบาท ส่งผลให้ปริมาณการเผาอ้อยลดลง 4-5% จาก 60.45% ของปริมาณอ้อยที่ตัดเข้าระบบ 90 ล้านบาท เหลือปริมาณการเผาอ้อยอยู่ที่ 57.05% ของปริมาณอ้อยที่ตัดเข้าระบบในปัจจุบันอยู่ที่ 120 ล้านบาท

กรมชลฯคุมใช้น้ำหน้าแล้งให้พอ วอนเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เกี่ยวข้าวแล้วไม่เพาะปลูกต่อเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึง สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)ว่า วันเดียวกันนี้มีปริมาณน้ำรวมกัน 15,250 ล้านลูกบาศก์เมตร(ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 61 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 8,554 ล้าน ลบ.ม. สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ 430 ลบ.ม./วินาที คงปริมาณน้ำไหลผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ 90 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์น้อย กรมชลประทานได้บริหารจัดการระบายน้ำ ให้สอดคล้องกับแผนการจัดสรรน้ำและความต้องการใช้น้ำตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

ในส่วนของผลการจัดสรรน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา จนถึงขณะนี้มีการใช้น้ำไปแล้ว 5,442 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 68 ของแผนฯ(แผนตั้งไว้ 8,000 ล้าน ลบ.ม. คงเหลือปริมาณน้ำต้นทุนที่สามารถจัดสรรได้ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2562 ประมาณ 2,558 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอื่นๆ ตามแผนที่วางไว้ โดยในส่วนของการเพาะปลูกพืชในช่วงฤดูแล้ง 6.07 ล้านไร่ ขณะนี้เกษตรกรปลูกไปแล้ว 5.94 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 98 ของแผนฯ ใกล้เต็มพื้นที่แล้ว (ข้อมูล วันที่ 13 กุมาภันธ์ 2562)

เฉพาะการปลูกข้าวนาปรังในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกไปแล้ว 5.86 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 110 ของแผนฯ(แผน 5.30 ล้านไร่) จะเห็นได้ว่า ทำการปลูกข้าวนาปรังเกินกว่าแผนที่ได้กำหนดไว้แล้วประมาณร้อยละ 10 ของแผนฯ กรมชลประทาน จะดำเนินการควบคุมการใช้น้ำและรักษาระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักและระบบชลประทานตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้มีปริมาณน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2562 ประมาณ 5,500 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอื่นๆ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือจากเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว (นาครั้งที่ 2) ไม่เพาะปลูกต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดและขอให้ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่หลายพื้นที่ในประเทศไทยได้ประสบกับปัญหามลภาวะเป็นพิษ pm2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ รวมถึงปัญหาไฟป่าที่ลุกลามไหม้ตามสถานที่ต่างๆ เป็นวงกว้าง จนทำให้หลายพื้นที่ประกาศคำสั่งห้ามเผาตอซังข้าว รวมถึงห้ามเผาอ้อย แต่ก็ไม่ได้รับความใส่ใจจากเกษตรกรสักเท่าใด จนกระทั่งมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งการจับกุมดำเนินคดีและขอความร่วมมือโรงงานผลิตน้ำตาลในการหักค่าปนเปื้อนจากการเผา ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวด้วยการจ้างรถตัดอ้อยหรือหาแรงงานเพื่อตัดอ้อยสดส่งโรงงานทดแทนการเผาใบอ้อยก่อนตัด แต่จากคำสั่งดังกล่าวก็ได้เริ่มส่งผลกระทบกับเกษตรกรเนื่องจากทางภาครัฐไม่ได้มีมาตรการรองรับในจุดนี้ก่อนจะออกคำสั่ง

ซึ่งจากปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีการเล็งมาที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยซึ่งจะมีการเผากันมากในช่วงเวลานี้ว่าเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหามลพิษโดยมีการระบุสาเหตุของฝุ่นมาจากกิจกรรมการเผาของเกษตรกร จนทำให้ชาวไร่อ้อยกลายเป็นจำเลยของสังคมไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจากการลงพื้นที่สอบถามถึงสาเหตุจำเป็นในขั้นตอนการเก็บผลผลิตของเกษตรกรพบว่าชาวไร่อ้อยหลายรายยังคงใช้วิธีการเผาใบอ้อยเพื่อเก็บผลผลิตเช่นเดิมมิได้ใส่ใจกับคำเตือนห้ามเผาจากทางภาครัฐเท่าใดนัก

จากการสอบถามนางเทียน วิลัย เกษตรกรชาวไร่อ้อยในตำบลหนองระเวียง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า สาเหตุหลักที่เกษตรกรใช้วิธีการเผาใบอ้อยก่อนทำการตัดก็เพราะแรงงานในการตัดนั้นหายากมักปฏิเสธการตัดอ้อยสดเนื่องจากต้องสางใบอ้อยออกก่อนทำการตัดซึ่งทำให้ยุ่งยากและมีราคาแพงกว่า โดยอ้อยตัดสด 10 ลำอ้อยจะตัดในราคา 4 บาท ส่วนอ้อยเผาไฟ 15 ลำ 2 บาท ซึ่งความแตกต่างทางด้านราคาก็เป็นอีกปัจจัยที่เกษตรกรใช้วิธีการเผาใบก่อนตัด ซึ่งตามความจริงเกษตรกรไม่มีใครอยากเผาใบอ้อย

เพราะทราบดีถึงผลเสียที่จะตามมาทั้งมลพิษทางอากาศและการที่ส่งผลกับหน้าดิน รวมถึงถูกหักค่าปนเปื้อนแต่เพราะว่าเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งการที่ผลักให้ชาวไร่อ้อยเป็นตัวการก่อมลพิษนั้นคงไม่ถูกต้องเสียทีเดียวเนื่องจากการเผาก่อนตัดอ้อยนั้นได้ทำการเผามาก่อนหน้านี้เป็นสิบๆปี ไม่เคยมีปัญหารวมถึงสภาพอากาศในเมืองกรุงที่ไม่ได้มีไร่อ้อยแต่ก็ประสบปัญหามลพิษได้เหมือนกันจึงไม่ใช่เพียงแค่ชาวไร่อ้อยเท่านั้นที่ควรรับผิดชอบกับปัญหานี้เพียงลำพัง ส่วนการแก้ปัญหาถ้าจะไม่ให้เกษตรกรเผาใบอ้อยควรให้โรงงานน้ำตาลลงมาทำความเข้าใจกับชาวไร่อ้อยในการรับซื้อ เนื่องจากถ้าตัดอ้อยสดส่งโรงงานแล้วมีใบอ้อยติดไปด้วยโรงงานก็ปฏิเสธการรับซื้อทำให้เป็นปัญหากับชาวไร่ รวมถึงการเพิ่มปริมาณรถในการตัดอ้อยเพื่อลดการรอคิวนานข้ามเดือนของชาวไร่อ้อยอีกด้วย

ฝรั่ง เป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย สามารถผลิตได้ทั้งปี โดยในบ้านเราผลผลิตส่วนใหญ่จะมีจำหน่ายมากในช่วงเดือนกรกฎาคม–ตุลาคม และมีจำหน่ายน้อยในช่วงเมษายนของทุกปี

ซึ่งชาวสวนฝรั่งโดยมากจะเลี่ยงการผลิตฝรั่งออกในช่วงเดือนเมษายน เพราะเป็นช่วงที่ผลไม้จากภาคตะวันออกซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลใหญ่ของผลไม้บ้านเรา ออกสู่ตลาดหลายชนิดและมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่รู้กันของชาวสวนฝรั่งว่า เมื่อไรก็ตาม ที่ มะม่วง เงาะ ทุเรียน มังคุด ออกสู่ตลาดเมื่อไร เมื่อนั้นผลไม้ชนิดอื่นแทบหมดความสำคัญ และช่วงนั้นจะเป็นช่วงตกต่ำของผลไม้ชนิดอื่น เพราะเป็นช่วงที่มีผลไม้ออกสู่ตลาดมากที่สุดนั่นเอง

ส่วนช่วงที่ฝรั่งมักมีราคาสูงจะเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีผลไม้ชนิดไหนออกสู่ตลาด อย่างช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ช่วงนั้นราคาฝรั่งจะสูง 25-40 บาท ต่อกิโลกรัม กับอีกช่วงคือเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ซึ่งบ้านเราจะมีเทศกาลต่างๆ มากในช่วงนี้ ในบ้านเรามีฝรั่งที่ปลูกในเชิงการค้าหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักๆ ก็จะมี ฝรั่งแป้นสีทอง กิมจู และรองลงมาก็จะมี ขาวอัมพร ฝรั่งไร้เมล็ด พันธุ์แป้นไส้แดง กรอบสามสี ทับทิมสยาม และในยุคที่ฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ๆ จากไต้หวันเข้ามาก็จะมีสายพันธุ์ หงเปาสือ ซีกวา เฟิ่นหงส์มี่ เหวินหง เจินจู สุ่ยหมี่ เป็นต้น

ข้อดีของฝรั่งนอกจากจะปลูกง่ายแล้ว ยังให้ผลผลิตได้เร็ว คือหลังปลูกไปแล้วเพียง 6 เดือนขึ้นไป ก็สามารถออกดอกและติดผลได้บ้าง แล้วทำให้เกษตรกรที่เริ่มทำสวนหรือปลูกใหม่มีรายได้เร็วกว่าไม้ผลชนิดอื่นๆ ที่ต้องรอเวลาอย่างน้อย 2-4 ปีขึ้นไป เป็นพืชที่สามารถบังคับให้ออกดอกติดผลได้หลายวิธี ซึ่งที่นิยมคือ การตัดแต่งกิ่งหรือปลายใบของกิ่ง รองลงมาก็จะเป็นการโน้มกิ่ง เป็นต้น ทำให้เกษตรกรสามารถคาดการณ์กำหนดให้ผลผลิตออกสู่ตลาดตามที่เกษตรกรต้องการได้

ฝรั่งสายพันธุ์ดีของจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ได้คัดเลือกจากการนำเมล็ดมาเพาะและคัดเลือกนานหลายปี จนได้ฝรั่งสายพันธุ์ดี เนื้อดี รสชาติหวาน กรอบ 2 สายพันธุ์ คือ ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 1” (ผลสีเขียว) และ ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 2” (ผลสีแดง) โดยมีลักษณะสายพันธุ์ ดังนี้

ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 1” (ผลสีเขียว)

เกิดจากการนำเมล็ดฝรั่งไต้หวันพันธุ์ฮ่องเต้มาเพาะ โดยมีวัตถุประสงค์แรกเพื่อจะใช้ทำต้นตอ และนำไปทาบกิ่ง เพื่อจะได้ต้นพันธุ์ที่มีรากแก้ว-เมล็ด ส่วนหนึ่งได้นำไปปลูกแซมในสวนมะนาวแป้นดกพิเศษ เพื่อตรวจสอบดูว่าจะมีฝรั่งต้นใดกลายพันธุ์มาดีกว่าพันธุ์ฮ่องเต้หรือไม่ ผลปรากฏว่ามีฝรั่งอยู่ต้นหนึ่ง ปลูกด้วยเมล็ดไปเพียง 4-5 เดือนเศษ เริ่มออกดอกและติดผลดกมาก เมื่อผลแก่พบว่า ฝรั่งมีผลเป็นทรงกลมคล้ายพันธุ์กลมสาลี่ มีผิวขาวนวล เนื้อกรอบ เนื้อมีความละเอียดมากเป็นพิเศษ เมล็ดน้อย รสชาติหวานรับประทานอร่อยมาก ความหวานน่าจะไม่ต่ำกว่า 14% บริกซ์

ถ้ามีการบำรุงรักษาที่ดี มีการไว้ผลที่พอเหมาะ ผลจะมีน้ำหนักได้ถึง 1 กิโลกรัม ต่อผล ที่สำคัญเมื่อผลฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 1” แก่จัด เนื้อจะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และเนื้อล่อนหลุดง่ายจากเมล็ด การออกดอกติดผลดกมาก ขนาดผลโดยเฉลี่ย 500-800 กรัม จัดเป็นฝรั่งที่มีรสชาติอร่อยมากอีกพันธุ์หนึ่ง และได้ตั้งชื่อพันธุ์ว่า “พันธุ์พิจิตร 1” เพราะต้นแม่เกิดที่จังหวัดพิจิตร คาดว่าในอนาคตฝรั่งพันธุ์พิจิตร 1 จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการปลูกฝรั่งไทยในอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่งมีเพื่อนเกษตรกรหลายท่านที่ปลูกฝรั่งพันธุ์กิมจูอยู่ก่อนหน้านี้ได้ให้คำตอบว่า รับประทานอร่อยกว่าฝรั่งพันธุ์กิมจู และได้ขยายพื้นที่ปลูกเพื่อจำหน่ายผลเพิ่มแล้วในตอนนี้ เนื่องจากมั่นใจในรสชาติมาก แล้วมีการตอบรับที่ดีจากลูกค้าที่ซื้อไปรับประทาน

ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 2” (ผลสีแดง)

เป็นฝรั่งอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากการเพาะเมล็ดของฝรั่งพันธุ์แดงบางกอก หลังจากการเพาะเมล็ด ต้นฝรั่งที่เพาะเมล็ดโตจนออกดอกและติดผล พบว่า มีบางต้นที่แสดงลักษณะที่ดีและดีมากกว่าเดิม คือ ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 2” ผลมีขนาดใหญ่ เฉลี่ย 350-600 กรัม เนื้อหนากว่าต้นแม่อย่างฝรั่งแดงบางกอกอย่างชัดเจน รสชาติหวาน กรอบ รับประทานอร่อย มีกลิ่นหอม ส่วนใบ ดอก ผล จะมีสีม่วงแดงสวยมาก และแน่นอนฝรั่งที่มีผิวและเนื้อสีแดงม่วงก็จะย่อมมีสารแอนโทไซยานินสูง สีผลฝรั่งเป็นที่สนใจแก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก และได้ตั้งชื่อพันธุ์ว่า “พันธุ์พิจิตร 2” เพราะต้นแม่เกิดที่จังหวัดพิจิตร

ฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 1” และ “พิจิตร 2” จัดเป็นไม้ผลที่น่าปลูกมาก เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เร็วสำหรับการปลูกไม้ผล กล่าวคือ ปลูกเพียง 6 เดือน ต้นสามารถออกดอกและติดผลแล้ว และสามารถเก็บผลผลิตขายได้ภายใน 1 ปี เท่านั้น ซึ่งตอนนี้สวนคุณลี จำหน่ายผลฝรั่ง พันธุ์ “พิจิตร 1” และฝรั่งพันธุ์ “พิจิตร 2” ได้กิโลกรัมละ 50 บาท ออกจากหน้าสวน

ถือว่าเป็นผลไม้ที่มีมูลค่าในการจำหน่ายที่ค่อนข้างดีถ้าเทียบกับไม้ผลหลายๆ ชนิดที่มีการดูแลที่มากและนานกว่าฝรั่ง ซึ่งตอนนี้สวนคุณลีก็ขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น เพื่อให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด สำหรับท่านที่สนใจผลผลิตหรือต้นพันธุ์ฝรั่งแท้จากต้นตำรับ ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. 081-886-7398, 056-513-021 หรือช่องทางเฟซบุ๊ก : สวนคุณลี

การปลูกฝรั่งให้ความสำคัญในเรื่องของสภาพดินปลูก ที่จะต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำที่ดีและมีอินทรียวัตถุสูง เป็นที่สังเกตว่าการนำกากอ้อยมาใช้เป็นปุ๋ยหมักในการปรับโครงสร้างของดิน และที่เน้นเป็นพิเศษคือ จะต้องมีการตรวจเช็คค่าความเป็นกรด-ด่าง ของดิน เมื่อดินเป็นกรดจะแนะนำให้ใส่ปูนโดโลไมท์ ระยะการปลูกมีหลายระยะตามความเหมาะสมของแต่ละสวน เช่น 2.5×3 เมตร 3×3 เมตร และ 4×4 เมตร เป็นต้น มีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า การใช้ระยะปลูกที่ห่างพอสมควรมีส่วนช่วยในเรื่องของระบบการถ่ายเทอากาศที่ดี มีส่วนช่วยลดปัญหาโรคและแมลงได้ แล้วบางสวนเอาเครื่องจักรหรือรถขนาดเล็กเข้าทำงานก็จะง่าย ยกตัวอย่าง ถ้าระยะปลูกระหว่างแถวและระหว่างต้น ประมาณ 3×3 เมตร ในเนื้อที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 160 ต้น

เตรียมหลุมปลูกขนาดของหลุมปลูก ควรกว้างประมาณ 1 หน้าจอบ ถ้าเป็นดินร่วน แต่ถ้าเป็นดินที่ไม่ดี จำเป็นต้องขุดหลุมกว้างขึ้น เพื่อเปลี่ยนสภาพดินในหลุมให้ดีขึ้น ดังนี้

ควiขุดดินโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ดินบนและดินล่าง ดินบนเป็นส่วนที่มีอินทรียวัตถุมากอยู่แล้ว ให้แยกไว้ส่วนหนึ่ง ดินล่างคือดินที่เมื่อขุดลึกลงไปแล้วพบว่าดินมีสีจางลง เป็นชั้นที่ไม่มีอินทรียวัตถุ ตากดินไว้ 10-15 วัน เพื่อให้แสงแดดส่องฆ่าเชื้อโรคในหลุมปลูกและในดิน กลบดินบนลงในหลุมผสมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ต่อดินข้างบน 2 ส่วน โรยสารสตาร์เกิล จี (สารไดโนทีฟูแรน) ซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดแมลงชนิดเม็ดสำหรับรองก้นหลุมและโรยรอบๆ โคนต้น

ซึ่งสารสตาร์เกิล จี จะช่วยป้องกันแมลง เช่น มด ปลวก ที่เข้ามากัดกินรากของต้นกล้าได้ตั้งแต่เริ่มปลูก รวมถึงยังป้องกันการทำลายของแมลงปากดูด อย่างเช่น เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน แมลงหวี่ขาว บริเวณยอดอ่อนของฝรั่ง สามารถคุมได้นาน 30-45 วัน แล้วจึงนำต้นฝรั่งลงในหลุมทับชั้นดินบน จนมีระดับสูงกว่าระดับพื้นดินธรรมดา ประมาณ 10 เซนติเมตร การที่ต้องกลบดินให้สูงกว่าระดับดินเดิมนั้น เพื่อที่เมื่อเวลาปลูกแล้วต้นจะยุบตัวลงเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้พอดีระดับดินเดิม ถ้าไม่เผื่อไว้จะเป็นแอ่งและมีน้ำขัง ทำให้รากเน่าตายได้

หลังจากเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้นำกิ่งพันธุ์ที่ต้องการไปปลูกลงในหลุม กลบดินให้แน่นพอสมควร แล้วใช้ไม้ปักเป็นหลักผูกกันลมโยกและรดน้ำทันที จากนั้นใช้ทางมะพร้าวมาคลุมพรางแสงแดดให้แก่ต้นฝรั่งจนกว่าต้นฝรั่งจะตั้งตัวได้ แต่ถ้าต้นฝรั่งมีความแข็งแรงดีอยู่แล้วในถุงดำ แล้วระบบน้ำดี ก็ไม่จำเป็นต้องทำที่บังแดดให้แต่อย่างใด การปักไม้ค้ำกันลมในระหว่างที่ต้นฝรั่งยังเล็กอยู่ ควรปักไม้ค้ำกันลมเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นโยก เพราะอาจกระทบกระเทือนทำให้ต้นฝรั่งไม่โต การปักไม้ค้ำกันลมควรใช้ไม้รวกหรือแขนงไม้ไผ่ ยาว 1 เมตร ค้ำกิ่งต้นละ 1 ถึง 2 อัน และใช้เชือกพลาสติกผูกติดกับกิ่ง แต่อย่าผูกให้แน่นมาก เพราะอาจเจริญเติบโตช้า

การพยุงผลฝรั่ง ฝรั่งจะเริ่มออกผลเมื่อประมาณ 6 เดือนขึ้นไป ควรใช้ไม้ไผ่ปักไว้เพื่อพยุงผลฝรั่ง โดยใช้ปลายหรือแขนงไม้ไผ่ขนาดเล็ก ยาว 1 เมตร หรือมากกว่านั้น ปักใกล้กับปักกิ่งที่ออกผลแล้ว ควรผูกยึดกับกิ่งไว้ บางส่วนจะผูกขั้วผลกับกิ่งหรือไม้ปักเพื่อไม่ให้ผลถ่วงต้น เพราะน้ำหนักผลฝรั่งมาก ถ้ามีลมพัดแรงต้นจะเฉาตายและรากจะขาด

หลังจากปลูกฝรั่งแล้วต้องหมั่นคอยรดน้ำในช่วงระยะแรกจนกว่าต้นฝรั่งจะตั้งตัวได้ดี หลังจากนั้น ก็สังเกตดูความชุ่มชื้นของดิน ถ้าดินแห้งมากต้องรีบให้น้ำ และถ้ามีฝนตกหนักก็ควรสำรวจระบายน้ำออกจากแปลง ถ้าน้ำท่วมขัง การให้น้ำจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามความต้องการของต้นฝรั่ง ช่วงของการเจริญเติบโตโดยเฉพาะช่วงที่เลี้ยงผลบนต้น จะต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่เมื่อผลใกล้จะแก่อย่างน้อย 7-10 วัน ก่อนหน้า จะลดการให้น้ำแก่ต้นฝรั่งเพื่อเป็นการเพิ่มความหวานวิธีหนึ่ง

โดยปกติการปลูกพืชทุกชนิดควรมีการใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีสูตรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะฝรั่งที่มีการออกผลดกและติดผลจำนวนมากเกือบตลอดทั้งปี ที่แนะนำคือ ใช้สูตรเสมอ เช่น 15-15-15 ยืนพื้น แล้วก่อนตัดแต่งกิ่ง ก็จะให้ปุ๋ย สูตร 8-24-24 จนออกดอก และติดผลขนาดเล็กพร้อมที่จะห่อผล ก็จะมาสลับสูตรปุ๋ยที่มีตัวหน้าสูง (ขยายขนาดผล) และตัวท้ายสูง (เพิ่มคุณภาพและความหวาน) เช่น ปุ๋ยสูตร 21-7-14 หรือ 11-6-25 หรือ 13-10-21 หรือ 8-24-24 โดยเน้นการให้อัตราที่น้อยแต่บ่อยครั้ง

หากจะให้ฝรั่งมีการสร้างเนื้อที่ดี มีรสชาติที่ดียิ่งขึ้น ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตรที่คล้ายๆ กับทางดิน แต่เน้นปุ๋ยที่มีสูตรตัวท้ายสูง เช่น ปุ๋ยไฮโปส (10-4-36) ปุ๋ยเฟอร์ติไจเซอร์ (3-16-36) ฉีดสัปดาห์ละครั้ง ประมาณ 1-2 ครั้ง เพื่อสร้างคุณภาพผล เช่น เพิ่มขนาดผล สร้างเนื้อ และความหวาน

ชาวนาอ่วม! สนช.นัดผ่านกฎหมายข้าว 20 ก.พ.นี้ ติดดาบ “กรมการข้าว” คุมเมล็ดพันธุ์เบ็ดเสร็จ
ชาวนา พรบ.ข้าว – เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 20 ก.พ. มีวาระการพิจารณาที่น่าสนใจคือ ร่างพ.ร.บ.ข้าว พ.ศ…ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญได้พิจารณาเสร็จแล้ว เพื่อให้ที่ประชุมสนช.ลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป มีสาระสำคัญของกฎหมายคือ

การกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการช้าว (นบข.) โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดนโยบาย และแผนการส่งเสริม และบริหารจัดการข้าว ของประเทศ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ

ขณะเดียวกันกมธ.วิสามัญยังได้เพิ่มมาตรา 27/1 ที่บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการให้มีพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเหมาะสมแก่การแพร่พันธุ์ข้าวเพื่อนำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่าย ให้กรมการข้าวมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าว

พันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ที่เหมาะสมแก่การ นำไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย ให้กรมการข้าวประกาศให้เป็นพันธุ์ข้าวรับรองโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไป รวมทั้งเผยแพร่พันธุ์ข้าวดังกล่าวต่อประชาชน

มาตรา 27/1 ยังกำหนดหลักการให้ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งเพื่อป้องกันหรือแก้ไขปัญหาการแพร่กระจายชองพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้คุณภาพ ให้อธิบดีกรมการข้าวโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศว่าพันธุ์ข้าวใดไม่ได้คุณภาพ และเมื่อได้มีการประกาศแล้วให้สั่งระงับการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์จากข้าวดังกล่าว

ตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการกำหนด และให้ถือว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น มีความผิดฐานฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ของพนักงาน เจ้าหน้าที่ ตามพ.ร.บ.นี้ โดยมาตรา 32 วรรคสองบัญญัติของการฝ่าฝินหรือไม่ปฎิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าที่ว่าต้องระวางโทษจำคุไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

อย่างไรก็ตาม มีบทเฉพาะกาลในมาตรา 34/1 ซึ่งกำหนดให้พันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองพันธุตามกฎหมายว่าด้วยพันธุ์พืชก่อนวันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองแล้วตามมาตรา 27/1 และเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้กรมการข้าวประกาศรายชื่อพันธุ์ข้าวในราชกิจจานุเบกาและประกาศให้ทราบเป็นการทั่วไปภายใน 30 วันนับแต่วันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ

ชื่ออื่นๆ (รวมทุกชนิด) ตาขบ ขรบฝรั่ง ครบ (ปัตตานี) มะเกว๋นควาย ตะขบควาย ตานเสี้ยน มะเกว๋นนก มะเกว๋นป่า หมักเบ็น ตากบผมสับสนกับตัวเอง เพราะแต่ละภาคของประเทศจัดผมอยู่ในกลุ่มต่างๆ ทั้งเป็นชนิด “อยู่ป่า” “ในไทย” และ “ฝรั่ง” แต่เวลาเอ่ยชื่อผม ก็เอ่ยว่า “ตะขบ” อย่างเดียวไม่ต้องสนใจว่าสัญชาติใด ผมก็รู้ว่าเป็นตัวผม เพราะเป็นที่รู้จักกันตั้งสองร้อยกว่าปีมาแล้ว เรื่องนี้ผมภาคภูมิใจมาก จากที่ผมถูกเอ่ยชื่อในกลอนบทละคร จากเรื่อง “อิเหนา” ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กล่าวถึงตะขบป่า ว่า

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 ครองราชย์ พ.ศ. 2352 ถึง พ.ศ. 2367 แต่สืบค้นเพิ่มเติม พบว่า อิเหนาเป็นวรรณคดีที่รู้จักกันมาตั้งแต่ช่วงปลายสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาด้วย แต่สมัยนั้นเอ่ยถึงชื่อผมหรือเปล่าไม่ทราบ ผมมารู้ตัวอีกครั้งว่าผมดังในระดับสื่อ “โซเชียล” ยุค 4.0 เชียวนะ เลย “ฮง” ตัวเอง

จากกรณีวิกฤติฝุ่นละลอง PM 2.5 ปัญหาต่อสุขภาพ และแนวทางแก้ไขมีข้อมูลด้านวิชาต่างๆ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่เสนอมาตรการแก้ปัญหาระยะยาว เรื่องการปลูกต้นไม้โดยกล่าวถึง “ต้นตะขบ” ว่า มีใบมีขนซึ่งดูดซับฝุ่นได้ดี ผมงี้สะดุ้งโหยง คิดดูจากเมืองอิเหนาสองร้อยกว่าปีมาแล้ว ธรรมดาก็อยู่ป่า แล้วเขาก็นำมาปลูกในเมือง ในบ้าน บอกว่าให้ร่มเงาเป็นอย่างดี เด็ดลูกผล ดอกกินได้ มาถึงยุคก่อนมีสภาผู้แทนปี ’62 นี้ จะเอาผมมาอยู่ริมถนนคอยดูดซับฝุ่นมลพิษต่างๆ ที่รถแต่ละคันปล่อยควันดำ คนเผาขยะ ขนดิน ขนปูน ก่อสร้างบ้าน คอนโดฯ แล้วให้ผมยืนต้นผลิใบอ่อนแก่ ทำเป็นเครื่องดูดฝุ่น ก็คิดว่าเป็นข้อเสนอที่ผมปฏิเสธไม่ได้ เพราะเรื่องนี้คนที่พูดถึงผมมีตำแหน่งถึง “แพทยสภา” และสนับสนุนโดย “กลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมือง” ให้เกียรติเชื่อมือผมขนาดนี้ ก็คงต้องยอมรับอย่างภูมิใจ

สมัยก่อนผมคิดว่าต้น “ผกากรอง” ที่ปลูกกลางถนน เขาคงไว้ดูดซับมลพิษจากควันรถ เขาจึงตั้งชื่อเป็นต้นไม้ที่ใช้ “กรอง” แต่เห็นว่าต้นเตี้ย พุ่มเล็ก กลางถนน ได้รดน้ำให้บ้างไม่ให้บ้าง แต่ก่อนมีมากเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นแล้ว

แต่เอ่ยถึงต้นไม้ใหญ่ว่า อย่างต้นจามจุรี และต้นมะขาม ก็มีในเมืองกรุงมาก มาตอนนี้นักวิชาการบอกว่าต้นไม้เป็นเครื่องฟอกอากาศที่ดีของคนเมือง มีการอบรม “รุกขกร” ตัดแต่งต้นไม้ ทำแผนปลูกต้นไม้ใหญ่ให้อยู่ร่วมกับสังคมเมืองได้

เรื่องชื่อแปลกๆ ของผมมีเรียกกันหลากหลายทุกภูมิภาค แต่ผมติดใจ “คนภาคใต้” ที่เรียกชื่อผมว่า “ลูกขรบ” หรือ “หลูกครบ” ลองออกเสียงภาษาใต้ดูนะ ผมว่า “หร๊อยน้ากิน” ไม่ต้อง “ฮง” หรอก ผมเห็นว่าเด็กๆ ชอบปีนต้นผมเก็บลูกสุกๆ กินได้ตลอดปี แต่เขาชอบ “คลึงลูกขรบ” ก่อนกิน จะทำให้ไม่ฝาดลิ้น อ้อ! บอกสักนิดว่าเวลาเคี้ยวลูกตะขบแล้ว ห้ามยิ้มให้ใครเห็นฟันนะ เพราะคนกินหมากก็ชิดซ้ายไปเลย ปากก็ดำ ฟันก็ด่าง ลิ้นสีน้ำตาล จินตนาการเอาเอง

โดยธรรมชาติ ผมขยายพันธุ์ง่ายๆ ด้วยเมล็ด เพราะสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะนกเต็มต้นส่งเสียงร้องทั้งวัน กินไม่ทันก็ร่วงใต้ต้น หล่นลงในน้ำพวกปลาก็ชอบ ใบ ดอก ราก ผมก็เป็นสมุนไพรด้วยนะครับ

คลึงลูกขรบ พบกันริมถนน ช่วยคนเมือง เรื่องฝุ่นควัน จะดูดซับทั้งวัน ขอเพียงที่ต้นฉันรับประกัน อย่าให้ผู้แทนมาแขวนป้าย “ตะ”อ.ต.ก. ตลาดสดคุณภาพ ประกาศก้าวข้ามผ่านการเป็นผู้นำสินค้าเกษตรอาเซียน สู่แผนการดำเนินงาน ตั้งเป้า ปี 2562-2564 ผลักดันตลาดสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท ต่อปี

นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ให้ข้อมูลว่า ในช่วง ปี 2560 ที่ผ่านมา อ.ต.ก. ติดอันดับ 4 ตลาดดีมีคุณภาพของโลก จากการจัดอันดับ ซีเอ็นเอ็น ซึ่งก็ถือได้ว่า “อ.ต.ก. ได้ก้าวผ่านความเป็นผู้นำตลาดอาเซียนมาแล้ว ในปีนี้เราจะเริ่มลงมือปฏิบัติตามพันธกิจที่วางแผนชู อ.ต.ก. เป็นตลาดที่มีมูลค่าสินค้าเกษตร ไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท/ปี ในปี 2564”

ตั้งเป้า อ.ต.ก. เป็นตลาดที่มีมูลค่าสินค้าเกษตร ไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท ในปี 2564

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจในการดูแลเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล และใน ปี 2562 อ.ต.ก. ได้มีการตั้งและปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการบริหารงานใหม่ จากเดิมเราตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำตลาดอาเซียน แต่ ณ ปัจจุบันนี้ ที่ อ.ต.ก. ได้ก้าวผ่านตรงนั้นมาแล้ว

บริเวณหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต ได้พบเห็นประชากรชาวเลมอ

เก็นปูเลา มอเก็นตามับ และชาวเลอูรักลาโว้ย ตั้งถิ่นฐานอยู่ด้วยกัน อีกทั้งนิยมแต่งงานข้ามกลุ่มผสมผสานกันมาก นอกจากนั้น ยังมีชาวเลมอเก็นปูเลาและมอเก็นตามับหลายคน ไปแต่งงานอยู่กินกับชาวเลอูรักลาโว้ย ที่เกาะพีพี และเกาะลันตา จังหวัดกระบี่

ยังมีชาวเลอูรักลาโว้ยบางกลุ่ม ที่อยู่บนเกาะบูโหลน จังหวัดสตูล และบ้านเกาะปอ เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เช่น ชาวเลมอเก็นปูเลาย้ายไปอยู่เกาะเหลา หรือเกาะหลาม จากเกาะระไปอยู่ที่เกาะพระทอง ย้ายจากบ้านบอแหน ไปอยู่ศาลาด่าน จากเกาะสีเหร่ เดินทางไปที่บ้านหินลาด อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา เป็นต้น

ปัจจุบันชาวเลอูรักลาโว้ย ยังมีเครือญาติที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกัน ใช้นามสกุลพระราชทานเหมือนกันหมด เช่น ชาวเลอูรักลาโว้ยที่อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ กลุ่มบ้านหัวแหลม ใช้นามสกุล “ทะเลลึก” กลุ่มบ้านไร่ และคลองดาว ใช้นามสกุล “ช้างน้ำ” ที่จังหวัดภูเก็ต กลุ่มเกาะสีเหร่ และราไวย์ ใช้นามสกุล “ประมงกิจ” กลุ่มเกาะหลีเป๊ะ เกาะบูโหลน ในจังหวัดสตูล ใช้นามสกุล “หาญทะเล” เป็นต้น

คุณขวัญเกล้า มีหลำ ได้เล่าถึงชุมชนโต๊ะบาหลิวว่า ตั้งบ้านเรือนอยู่ในตำบลศาลาด่าน อยู่ห่างจากที่ว่าอำเภอ 400 เมตร โดยมีคลองคั่นกลาง พื้นที่ตั้งชุมชนตั้งอยู่ใกล้กับท่าเทียบเรือศาลาด่าน ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้ทำมาหากินได้คล่อง เดินทางสะดวก และตั้งอยู่ไม่ไกลจากตลาดมากนัก ทำให้สะดวกต่อการนำสิ่งของ อาหารจากท้องทะเลที่หาได้ ไปแลกเปลี่ยนหรือขายในตลาด

อีกทั้งด้านการคมนาคม การเดินทางโดยเรือ โดยใช้ท่าเทียบเรือศาลาด่าน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางน้ำ การเดินทางโดยรถยนต์และรถประจำทางจากตัวเมืองจังหวัดกระบี่มายังท่าเทียบเรือศาลาด่าน ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางเข้าสู่ชุมชนโต๊ะบาหลิวได้ง่าย ในอดีตเป็นสะพานไม้ แต่ปัจจุบันได้สร้างสะพานคอนกรีต มีระยะทางประมาณ 200 เมตร เข้าออกบ้านเรือนได้สะดวกยิ่งขึ้น

ชาวอูรักลาโว้ย ต่างรับรู้ถึงความเป็นมาว่า เดิมชาวอูรักลาโว้ยเป็นชนเผ่าใหญ่ในประเทศมาเลเซีย แต่เกิดความขัดแย้งกัน เนื่องจากมาเลเซียเคร่งครัดในทางศาสนา ที่มีข้อห้ามต่างๆ แต่ชาวอูรักลาโว้ยไม่สามารถปฏิบัติตามข้อห้ามอย่างเคร่งครัดได้ โดยเฉพาะการบริโภคเนื้อหมู การดื่มสุรา เป็นต้น

ทำให้ชาวอูรักลาโว้ย ต้องถูกขับไล่ออกนอกประเทศ จึงต้องแยกย้ายกันหาที่พักใหม่ โดยออกเดินทางมาพักอาศัยที่เกาะอาดัง และเดินทางเรื่อยมาถึงบริเวณเกาะบุโหลน เกาะลันตา ไปถึงบริเวณหาดราไวย์จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น

ชาวอูรักลาโว้ยที่อาศัยบนเกาะหลีเป๊ะและเกาะอาดัง ต่างมีความเชื่อว่าบรรพบุรุษ ชาวอูรักลาโว้ยเป็นกลุ่มที่เดินทางไปจากเกาะลันตา ซึ่งเป็นบ้านแห่งแรกในฝั่งทะเลอันดามัน ยังมีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาว่าโต๊ะคีรี เป็นผู้ซึ่งเดินทางมาจากประเทศอินโดนีเซีย ได้แต่งงานกับสาวชาวอูรักลาโว้ยบนเกาะลันตาและเกาะสิเหร่ ให้มาอาศัยอยู่ที่หมู่เกาะอาดัง ราวี ในช่วงสิ้นรัชสมัยรัชกาลที่ 5

อย่างไรก็ตาม “ศาลาดำ” หรือ “ชุมชนโต๊ะบาหลิว” เป็นพื้นที่ที่ชาวเลอูรักลาโว้ยที่อพยพมาจากบ่อแหน ซึ่งเป็นพื้นที่บรรพบุรุษมาตั้งรากฐานตั้งแต่ต้น แต่เนื่องจากมีนายทุนมาสัมปทานพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อนำไม้โกงกางมาเผาถ่าน ทำให้มีคนนอกพื้นที่เข้ามาอาศัยบริเวณบ้านบ่อแหนจำนวนมากขึ้น ส่วนบริเวณ “ศาลเจ้าโต๊ะบาหลิว” ยังคงใช้เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมและเป็นที่จอดเรือ

ปัจจุบัน ชาวอูรักลาโว้ยถูกจำกัดพื้นที่ให้อยู่อาศัยบนเกาะลันตาเท่านั้น เพราะเจ้าของธุรกิจการท่องเที่ยวไม่ยินยอมให้เรือประมงจอดบริเวณหน้ารีสอร์ต ดังนั้น ชาวอูรักลาโว้ยจึงนำเรือมาจอดรวมกันที่บริเวณหน้าบ้านโต๊ะบาหลิวแทน ทำให้ชาวเลมาทำเพิงพักรอบๆ ศาลเจ้าเพื่อเฝ้าเรือ ปัจจุบันชาวเลชุมชนในไร่และศาลเจ้าโต๊ะบาหลิวมีจำนวน 130 คน ผู้นำทางความเชื่อหรือชาวเลเรียกกันว่า โต๊ะหมอ หรือหมอมะดิเอน ช้างน้ำ เป็นผู้สูงวัยที่เคารพศรัทธาของชาวเลบ้านโต๊ะบาหลิว

สำหรับบ้านสังกาอู้ ซึ่งอยู่ในเขต หมู่ที่ 7 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ นั้นมีที่มาว่า “สังกาอู้” หมายถึง ปลากระเบนราหู โดยชาวสังกาอู้เชื่อกันว่าแต่เดิมอาศัยอยู่ในทะเล มีปลากระเบนราหูตัวหนึ่งนำทางพวกเขามายังเกาะลันตา ทำให้มีถิ่นฐานอยู่อาศัยที่ถาวรมาตั้งแต่นั้นมา ปัจจุบันมีกองหินเรียกว่า “หินเหงือ” ซึ่งมีชาวบ้านนับถือศรัทธา ว่าเป็นที่สิงสถิตของปลากระเบนราหูตัวนั้น เป็นจ้าวแห่งทะเล ชาวเลจึงเรียกกันว่า “โต๊ะอีสังกาอู้” ชาวเลจะนำธงแดงไปปักไว้ที่กองหิน เพื่อแสดงความเคารพ ปัจจุบันบ้านสังกาอู้ มีประชากรชาวเลมากกว่า 400 คน โดยมี โต๊ะหมอประกอบ ทะเลลึก คุณมาราศี ทะเลลึก คุณหี้ เก็บ ช้างน้ำ คุณจุเร็ม ทะเลลึก เป็นต้น เป็นกลุ่มผู้นำทั้งด้านความเชื่อและกรรมการชุมชน

คุณเดียว ทะเลลึก หนุ่มวัยกลางคนของชาวบ้านโต๊ะบาหลิว เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ชาวอูรักลาโว้ยในชุมชน โต๊ะบาหลิวนั้นเชื่อ คือเชื่อในเรื่องของ “โต๊ะ” หรือ “ดาโต๊ะ” ใช้คำเรียกเหมือนกันกับคำเรียกชื่อ ปู่ ย่า ตา ยาย ของชาวมุสลิมในภาคใต้ ซึ่งเป็นวิญญาณบรรพบุรุษ หรือบุคคลที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ แฝงตัวอยู่ในร่างต่างๆ ของสัตว์ เช่น นก เสือ ปลา งู จอมปลวก ก้อนหิน หรือ สถานที่ เป็นต้น

คุณมะดิเอน ช้างน้ำ ผู้นำทางจิตวิญญาณ เรียกว่า “โต๊ะหมอ” เล่าว่า ชุมชนโต๊ะบาหลิวนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณที่ปกป้องหมู่บ้านไม่ให้เกิดสิ่งเลวร้ายต่างๆ และช่วยคุ้มครองชุมชนให้สงบ อยู่เย็น เป็นสุข ความเชื่อเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมายาวนานจากผู้สูงอายุรุ่นต่อรุ่น

และมีศาลเจ้าโต๊ะบาหลิวที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนในการกราบไหว้ ขอพร และประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในศาลเจ้าแห่งนี้เป็นที่ตั้งของวิญญาณบรรพบุรุษ 3 องค์ ด้วยกันคือ โต๊ะบิกง (คนกลาง) โต๊ะบาหลิว (ซ้าย) โต๊ะอาดัม (ขวา) แต่เดิมศาลเจ้าไม่ได้อยู่บริเวณนี้ แต่ต้องย้ายมาจาก บ้านบ่อแหน เนื่องจากถูกนายทุนบุกรุกพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปกราบไหว้ได้เหมือนเดิม จึงได้ย้ายศาลเจ้ามาประดิษฐานไว้เพื่อสำหรับกราบไหว้ในชุมชนโต๊ะบาหลิวจนถึงปัจจุบัน

ชาวอูรักลาโว้ย เชื่อถือศรัทธาว่ามีวิญญาณบรรพบุรุษสิงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทำให้ชาวอูรักลาโว้ย รักษาธรรมเนียมการปฏิบัติต่อศาลเจ้าโต๊ะบาหลิวอย่างเคร่งครัด หากผู้ใดผู้หนึ่งฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ จะทำให้เกิดความเดือดร้อน เกิดโรคภัยไข้เจ็บ กล่าวกันว่าเป็นบทลงโทษของบรรพบุรุษ ส่งผลให้ธรรมชาติที่ล้อมรอบชุมชนยังสมบูรณ์เพราะเคารพธรรมชาติของชาวอูรักลาโว้ย ที่แสดงผ่านความเชื่อวิญญาณบรรพบุรุษ

รู้จัก พาราควอต สารพิษฆ่าหญ้า ยอดนิยมในไทย หลังรัฐบาลมีมติไม่แบน

พาราควอต – หลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการวัตถุอันตราย ไม่แบนพาราควอต โดย กรรมการวัตถุอันตรายที่ลงมติแบนมีเพียง 5 คน ลงมติให้มีการใช้ต่อไปตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 16 คน และไม่ออกเสียง 6 คน

หลังมติดังกล่างออกมา เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร ออกแถลงการณ์แสดงความรู้สึกผิดหวังและเศร้าสลดที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติไม่แบนพาราควอต สารพิษร้ายแรงที่มากกว่า 50 ประเทศทั่วโลกห้ามใช้แล้ว สวนทางกับข้อเสนอของ

(1) กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง (2) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (3) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข (4) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

(5) ผู้ตรวจการแผ่นดิน (6) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (7) สภาเกษตรกรแห่งชาติ (8) สภาเภสัชกรรม (9) แพทยสภา (10) เครือข่ายประชาคมวิชาการ (11) เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (12) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) เป็นต้น ที่เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการยกเลิกสารพิษนี้ภายในปี 2562

เครือข่ายฯ ผิดหวังเป็นที่สุดต่อบทบาทของ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ และข้าราชการระดับสูงกลุ่มหนึ่งในกระทรวง ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญที่ทำให้ตัวแทนของกระทรวงเกษตรฯ ทั้ง 5 คน ในคณะกรรมการวัตถุอันตรายเสนอให้มีการใช้พาราควอตต่อไป

โดยจะให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ใหม่เมื่อพ้นระยะ 2 ปี ไปแล้ว การกระทำดังกล่าวถือเป็นการเพิกเฉยต่อข้อมูลทางวิชาการอันหนักแน่น และเสียงเรียกร้องขององค์กรต่างๆ ปล่อยให้มีการใช้สารพิษร้ายแรงซึ่งคุกคามต่อชีวิตของเกษตรกร ผู้บริโภค และเด็กทารก ทุก 1 ใน 2 คน ที่จะลืมตามมาดูโลก

รัฐบาล คสช. ซึ่งมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ กำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ โดยมีกรรมการที่มาจากหน่วยงานของรัฐมากถึง 19 คน จากกรรมการวัตถุอันตรายทั้งหมด 29 คน ต้องมีส่วนในความรับผิดชอบในการลงมติที่เอื้อต่อประโยชน์ของบริษัทสารพิษกำจัดศัตรูพืชในครั้งนี้

และประชาชนควรจะเป็นผู้ตัดสินใจให้บทเรียนกับผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจทางนโยบายที่ไม่ได้ทำหน้าที่ที่ต้องกระทำ รวมทั้งมีมาตรการที่เหมาะสมต่อหน่วยงานและผู้ที่ลงมติไม่แบนสารพิษร้ายแรงครั้งนี้จำนวน 16 คน ด้วย

เครือข่ายขอประกาศว่า จะเดินหน้าเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการยกเลิกพาราควอตและสารพิษร้ายแรงอื่นๆ ต่อไป โดยสนับสนุนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการยื่นเรื่องนี้ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง

รณรงค์ไม่สนับสนุนสินค้าและบริการจากผู้ผลิตและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนสารพิษร้ายแรง และร่วมกันรณรงค์ไม่ให้บุคคล กลุ่มบุคคล ที่เลือกข้างกลุ่มทุนสารพิษ ไม่ให้เข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศอีก

สำหรับ พาราควอต เป็นยากำจัดวัชพืชชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมที่สุดในโลก ถูกสังเคราะห์ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) แต่ถูกนำมาใช้กำจัดวัชพืชครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) ผลิตจำหน่ายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504)

สำหรับในประเทศไทย พาราควอต เป็นชื่อของสารเคมีกำจัดวัชพืช หรือยาฆ่าหญ้าที่เกษตรกรไทยนิยมใช้ในพืชไร่ เป็นยาเผาไหม้ออกฤทธิ์เร็ว ทำให้วัชพืชแห้งเหี่ยวและตายได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง โดยไม่มีฤทธิ์ทำลายระบบรากของพืชประธาน ใช้ในไร่อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา

ในปี 2560 ไทยนำเข้าสารพาราควอต 44,501 ตัน มูลค่า 3,816 ล้านบาท เป็นมูลค่าสูงเป็นอันดับหนึ่งของวัตถุอันตรายที่นำเข้ามาในไทย

ในทางพิษวิทยา พาราควอต ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อที่สัมผัส ผิวหนังเป็นแผลพุพอง หากสัมผัสกับตาจะทำให้ตาบวมแดงอักเสบ ประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลง หากบริโภคจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองลำคอ ปอด และหายใจไม่ออก และส่งผลต่อสภาวะการทำงานของตับ

บีบีซีไทย รายงานว่า การตกค้างของพาราควอตต่อพืชผัก จากการศึกษาของนักวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างที่ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ในเดือน ธ.ค. 2560 ตรวจพบสารพาราควอตในผักท้องถิ่นทุกตัวอย่าง ได้แก่ พริกแดง กะเพรา คะน้า ชะอม

ขณะที่การตรวจสารตกค้างของผักผลไม้ในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างค้าปลีกของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) พบสารพาราควอตในผักผลไม้ในระดับเกินมาตรฐานสูงถึง 38 ตัวอย่าง จาก 76 ตัวอย่าง

มติการไม่แบนสารพิษดังกล่าว กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงในวงกว้าง และหลายองค์กรเตรียมยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาล ลุกลามไปถึงเตรียมรณรงค์ไม่ให้บุคคล กลุ่มบุคคล ที่เลือกข้างกลุ่มทุนสารพิษ ไม่ให้เข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศอีก

เมื่อวันนี้ (15 ก.พ.) เวลา 12.00 น. ที่ลานวัดบ้านดอนแก้ว หมู่ 6 ต.บึงงาม อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ดนายจันทรา จันทาทอง อายุ 43 ปี คณะกรรมการเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชีร้อยเอ็ดและยโสธร และเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชีกว่า 200 คน ได้จัดงานบุญกุ้มข้าวใหญ่ ครั้งที่ 8 พร้อมอ่านคำประกาศ ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ข้าว ในมาตรา 27

โดยระบุว่า จากกรณีที่มีการร่างแก้ไขพ.ร.บ.ข้าว พ.ศ… โดยทางคณะกรรมาธิการวิสามัญจะสรุปและเตรียมเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในวาระ 2 และวาระ 3 เร็วๆนี้ โดยเฉพาะ ในเรื่องการพัฒนาและการค้าเมล็ดพันธ์ุ ตามมาตรา 27 ในร่างพ.ร.บ.ข้าว พ.ศ. .. กฎหมายให้อำนาจเฉพาะการค้าเมล็ดพันธ์ุที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น

หมายความว่าชาวนาที่ทำการเกษตรและมีวิถีชีวิตในการเก็บเมล็ดพันธ์ุใช้เองแบบในอดีตจะไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะมีโทษสูงถึงจำคุก 1 ปีและปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นั้นได้สร้างความกังวลใจให้กับชาวบ้านที่มีวิถีชีวิตกับการเกษตรทั้งนาปีและนาปรัง ที่จะต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวในแต่ละฤดูกาลไว้ใช้ในฤดูกาลผลิตต่อไป

“เพราะเป็นวิถีการสืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และเป็นการลดต้นทุนในการชื้อพันธุ์ข้าว ซึ่งถ้าร่างพ.ร.บ.ข้าว ฉบับนี้ออกมาจริงก็เปรียบเสมือนการฆ่าเกษตรกรชาวนาให้ตายทั้งเป็น ฆ่าภูมิปัญญาการเก็บเมล็ดพันธุ์ เป็นการเพิ่มภาระและต้นทุนให้ชาวนา เป็นการทำลายห่วงโซ่ของชาวนา

ที่ผ่านมาชาวนาไม่เคยรับรู้ข้อมูลมาก่อนและไม่เคยได้มีส่วนร่วมเลย สุดท้ายนี้หากพ.ร.บ.ข้าวฉบับนี้มีผลออกมาบังคับใช้จริงผู้ที่ได้รับประโยชน์คือนายทุน ดังนั้น เครือข่ายลุ่มน้ำชี จ.ร้อยเอ็ดและ จ.ยโสธร จึงมีข้อเสนอต่อเรื่องดังกล่าวคือให้ สนช.ยกเลิกการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ข้าว อย่างเด็ดขาด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเรือกระแชงของพ่อค้า 2 ลำ ติดกอผักตบชวาในแม่น้ำท่าจีนนานกว่า 5 ชั่วโมง ไม่สามารถเดินทางออกจากจุดดังกล่าวได้ เหตุเกิดบริเวณหมู่ 8 ต.สามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งในที่เกิดเหตุพบว่ามีผักตบชวาลอยหนาแน่นอยู่เต็มแม่น้ำท่าจีน ระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร โดยมีเรือของพ่อค้าขายดินปุ๋ย 1 ลำ และเรือของพ่อค้าไอศกรีม 1 ลำ

จากการสอบถาม นายวินัย กุณฑล อายุ 71 ปี พ่อค้าขายดินปุ๋ย เปิดเผยว่า ตนเดินทางมาก จ.ราชบุรี กับนางนวรัตน์ ศรีวิไล อายุ 59 ปี ภรรยา โดยบรรทุกดินปุ๋ยมาส่งลูกค้าที่ตลาดดอนหวาย อ.สามพราน จ.นครปฐม มาถึงตั้งแต่ช่วง 10.00 น. ปรากฏว่าเรือติดอยู่ในกอผักตบชวา ขยับไปไหนไม่ได้ และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้เดินทางกลับบ้าน ปกติแล้วตนจะใช้เส้นทางในการสัญจรทางเรือเพราะประหยัดค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมาเคยมีประสบการณ์มาแล้ว ติดนานนอนในเรือถึง 3 วัน เพราะผักตบชวามันหนาแน่นจนไม่รู้จะไปเรียกร้องให้ใครช่วย

ด้าน นายสกาด วุฒิวิรุฬ อายุ 65 ปี พ่อค้าไอศกรีม กล่าวว่า ตนใช้เส้นทางนี้ประจำเพราะต้องเดินทางไปบรรทุกน้ำแข็งเพื่อไปขายริมน้ำ วันนี้ผ่านมาเส้นทางนี้เพียงไม่กี่นาทีผักตบชวาลอยมาแน่นแม่น้ำเต็มไปหมด หลบหนีไม่ทัน มากมายยาวเป็นกิโล ทำให้ติดอยู่แบบนี้กลับบ้านไม่ได้ วันนี้อยู่นานหน่อย 5 ชั่วโมงไม่ขยับเลย ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงหน้าร้อนด้วย ทำให้การขยายพันธุ์ของผักตบชวานั้นแพร่พันธ์ได้อย่างรวดเร็ว คาดว่าต้องรอเวลาในช่วงน้ำลง เพื่อให้ผักตบชวาไหลลงสู่ปากอ่าวน้ำเค็ม แต่หากพอช่วงน้ำขึ้นผักตบก็จะลอยย้อนกลับมาที่เดิม

ทางด้าน นางวิชิน ถนอมชีวนนท์ อายุ 71 ปี แม่ค้าที่อาศัยอยู่ริมน้ำ เผยว่า แต่ก่อนผักตบชวาไม่ได้หนาแน่นอย่างทุกวันนี้ แต่ปัจจุบันการคมนาคมเปลี่ยนไป มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเพิ่มมากขึ้น เมื่อถึงช่วงหน้าผักตบขยายพันธุ์หนานแน่นก็ส่งผลให้ผักตบลอยไปติดอยู่ที่ตอม่อสะพานก็จะยิ่งขยายพันธุ์เพิ่ม
ก่อนหน้านี้เมื่อมีปัญหาหนักขึ้น ได้มีหน่วยงานราชการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แต่ก็ทำไปแล้วหยุด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ดูเหมือนจะมีโครงการต่างๆ ขึ้นมา ช่วยกำจัดวัชพืช แต่แล้วก็นิ่งไป ไม่จริงจัง อสม.ตามริมแม่น้ำก็มีตั้งขึ้นมาช่วยกันกำจัดแต่ก็แค่พักเดียวก็เลิก เมื่อถึงช่วยหน้าร้อนผักตบจะขยายพันธุ์รวดเร็ว จึงจะมาแก้ไขกัน แต่ก็ไม่ทัน ส่วนตนอาศัยยู่ริมน้ำ จึงมองว่าเป็นเรื่องปกติ

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับ โรงพยาบาล (รพ.) เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จัดเสวนาวิชาการ ถอดบทเรียนหนานเฉาเหว่ย กินใช้อย่างไรห่างไกลตับไตวายŽ มีวิทยากรที่คลุกคลีกับสมุนไพรหนานเฉาเหว่ย และผู้ป่วยโรคไต รวมถึงผู้มีประสบการณ์การใช้สมุนไพรหนานเฉาเหว่ย เข้าร่วม

พญ.สุภินดา ศิริลักษณ์ หัวหน้าภาคอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นแพทย์รักษาผู้ป่วยไต พบว่าปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหรือไตเสื่อมมากขึ้น โดยมีตัวเลขถึง 8 ล้านคน ที่น่าตกใจคือ ประชาชนร้อยละ 98 ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคไตเสื่อม จนกระทั่งโรคดำเนินเข้าสู่ระยะที่ 5 ซึ่งเป็นเกือบระยะสุดท้ายที่ออกอาการ และก็ยากที่จะรักษาแล้ว

กลุ่มเสี่ยงโรคไตเสื่อม คือ กลุ่มคนไข้ความดันสูง เบาหวาน จึงอยากให้คนกลุ่มนี้ตรวจเช็กเลือดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง นอกจากนี้มีข้อบ่งชี้อีกอย่างคือ ให้สังเกตจากการปัสสาวะกลางคืนบ่อย ก็เป็นภาวะเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมที่ชอบหาซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง ทั้งร้านขายยาและยาชุด โดยเฉพาะยากลุ่มที่ออกฤทธิ์เร็ว หากรับประทานต่อเนื่องจะมีผลกระทบทั้งไตและตับŽ พญ.สุภินดากล่าว

พญ.สุภินดากล่าวว่า ขณะนี้มีรายงานจากประเทศเบลเยียมระบุว่า กลุ่มผู้ที่ใช้สมุนไพรลดน้ำหนักมีภาวะไตเสื่อม เนื่องจากใช้สมุนไพรผิดตัวดังนั้น จึงอยากแนะนำว่าการจะดูแลตับไตให้อยู่กับเราไปนานๆ มี 6 ข้อ คือ 1.อย่าซื้อยามารับประทานเอง 2.ไม่แนะนำให้ใช้สมุนไพรกับผู้ป่วยโรคไต เพราะผลการวิจัยส่วนใหญ่จะส่งผลดีกับคนปกติ แต่สำหรับผู้ป่วยยังไม่มีงานวิจัยที่รองรับการรักษา 3.งดรับประทานเค็ม และอาหารที่ใส่ผงชูรสมาก 4.ควบคุมน้ำหนักอย่าให้อ้วน เพราะคนอ้วนจะเสี่ยงกับโรคไตสูงกว่าคนผอม 5.หยุดสูบบุหรี่ และ 6.ควบคุมเบาหวานและความดันŽ พญ.สุภินดากล่าว และว่า หากสามารถทำได้ทั้ง 6 ข้อ โอกาสที่จะเป็นโรคไตเป็นไปได้ยาก

ด้าน ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว หัวหน้าศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การจัดเสวนาวันนี้อยากชวนคิดว่ามีระบบอะไรที่จะช่วยประชาชนในการใช้สมุนไพรอย่างปลอดภัย และใช้ภูมิปัญญาปู่ย่าตายายมาต่อยอด สำหรับสมุนไพรหนานเฉาเหว่ยนั้น มีชื่อเรียกหลายอย่าง ทั้ง ป่าเฮ่วหมองŽ ที่หมอไทยใหญ่เรียกขาน หรือ ป่าช้าเหงาŽ ป่าช้าร้างŽ ป่าช้าหมองŽ ทั้งนี้ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้เก็บข้อมูลและศึกษาร่วมกับแพทย์พื้นบ้านมานานนับสิบปี ซึ่งพบว่ามีการกิน ใช้ กันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในชนกลุ่มน้อยไทยใหญ่ที่ยังมีภาวะสงครามอยู่ก็ใช้กันอยู่แต่ไม่ได้แพร่หลาย

ภญ.ผกากรอง กล่าวว่า สำหรับข้อบ่งใช้สมุนไพรหนานเฉาเหว่ยให้ปลอดภัย คือ ไม่ควรรับประทานเกิน 1-3 ใบ และไม่ควรรับประทานทุกวัน โดยอาจจะลวกก่อนเพื่อลดความขม ทั้งนี้ สาเหตุหรือปัจจัยที่หนานเฉาเหว่ยมีผลเสียต่อร่างกายคือ ใช้ขนาดสูงต่อเนื่อง ผู้ใช้มีค่าไตไม่ดีก่อนใช้สมุนไพร รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น การหยุดใช้ยาแผนปัจจุบันกับโรคที่เป็นอยู่ และที่พบบ่อยคือกินผิดชนิด เนื่องจากสมุนไพรหลายชนิดลักษณะที่เหมือนกันจนแยกไม่ออก

ผู้ป่วยที่รับประทานหนานเฉาเหว่ยเชื่อว่า ช่วยรักษาโรคเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน ไขมัน และสามารถทำให้โรคหายขาด ช่วยคุมโรคได้ดีขึ้น ไม่ต้องกินยาแผนปัจจุบันมาก ในบางรายลดยาและหยุดยาเอง นอกจากนี้ เรามักเจอคำว่า เขาเล่าว่าสมุนไพรนี้รักษาได้สารพัดโรค เช่น แก้ปวด รักษามะเร็ง ฯลฯ รวมทั้งรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ไม่มีโรคไม่มีอาการ แต่ต้องการใช้ โดยหวังผลให้เป็นยาอายุวัฒนะŽ ภญ.ผกากรองกล่าว และว่า นอกจากนี้ยังพบการใช้สมุนไพรหนานเฉาเหว่ยในต่างประเทศ เช่น แอฟริกา เพื่อรักษาหลายโรค อาทิ โรคมาลาเรีย โรคกระเพาะ โรคดีซ่าน ภาวะมีบุตรยาก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ริดสีดวง เป็นต้น

ด้าน นายพีรพล อนุตรโสตถิ์ พิธีกรรายการชัวร์ก่อนแชร์ กล่าวว่า จากการดำเนินรายการชัวร์ก่อนแชร์ มาเป็นพันตอน ได้รับข้อมูลที่ผ่านการแชร์มาก แต่เมื่อได้สืบค้นข้อมูลย้อนกลับไปยังต้นตอ ส่วนใหญ่ก็จะไม่เป็นความจริง และยิ่งในสังคมยุคปัจจุบัน การส่งต่อข้อมูลเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว การทำข้อมูลเท็จ ทำได้ง่ายทั้งแบบภาพนิ่งและวิดีโอ จึงอยากให้ประชาชนช่วยกันตรวจสอบและทวนข้อมูลที่แท้จริงก่อนจะแชร์ต่อ เพราะบางครั้งการแชร์กันจนถูกเชื่อและนำไปใช้กันแบบผิดๆ ไปแล้ว เกิดผลเสียหาย นอกจากนี้ ยังพบว่าหลายครั้งมีการแชร์เพื่อหวังผลกับสินค้า เช่น ต้องการขายอาหารเสริม สมุนไพรของตัวเอง

ขณะที่ นางอำมร บรรจง ผู้จัดการส่วนผลิตรายการ FM 96.5 ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ได้แชร์ประสบการณ์ที่คลุกคลีกับผู้ฟังที่ใช้สมุนไพรว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะศัพท์ทางการแพทย์ และข้อบ่งใช้ของสมุนไพร สื่อสารด้วยภาษาที่ยากในทางวิชาการ โอกาสในการเข้าถึงข้อมูลจากการบอกต่อ เมื่อได้รับข้อมูลการแชร์ในภาษาง่าย อาจทำให้หลงเชื่อและใช้กันอย่างผิดๆ ทั้งที่สมุนไพรมีประโยชน์ถ้าใช้เป็น และส่วนตัวแล้วสามีก็รับประทานหนานเฉาเหว่ยในการควบคุมน้ำตาลวันละ 1 ใบเท่านั้น และจะมีการตรวจร่างกายเพื่อติดตามผลอย่างเป็นระบบเช่นกัน

สำหรับผู้สนใจ สามารถร่วมเรียนรู้การใช้สมุนไพรอย่างถูกต้องกันต่อได้ที่ งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 6-10 มีนาคม 2562 ที่ศูนย์การแสดงสินค้า อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 10-12

ผลกระทบต่อการทำงานของไตคืออวัยวะภายในที่สำคัญอย่างหนึ่ง

มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่วแดงสองข้าง ทำหน้าที่กรองเลือดและของเสียออกจากร่างกายในรูปของเหลวออกมาเป็นปัสสาวะ และช่วยปรับสมดุลของแร่ธาตุต่างๆ ภายในร่างกาย
งานทดลองหนึ่งถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อหาประสิทธิผลของตะไคร้ต่อการทำงานของไตในผู้ทดลองเพศชาย 55 คน และเพศหญิงอีก 50 คน ด้วยการให้ผู้ทดลองดื่มชาที่ทำจากใบตะไคร้เป็นเวลา 30 วัน แล้วตรวจวัดผลด้วยการประเมินอัตราการกรองของไตและอัตราการกำจัดของเสียออกจากไต

ผลการทดลองพบว่า กลุ่มทดลองมีผลการประเมินอัตราการกรองของไต และอัตราการกำจัดของเสียออกจากไตลดลง ซึ่งแสดงถึงผลกระทบที่ทำให้การทำงานของไตแย่ลง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของสารสกัดตะไคร้ที่ใส่ในชาและระยะเวลาที่ผู้ทดลองได้รับสารด้วย โดยผลลัพธ์ดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ในทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโรคไตต่อไป อย่างไรก็ตาม หลักฐานการทดลองยังคงไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างละเอียดแน่ชัด จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าประสิทธิผลของตะไคร้ในด้านดังกล่าวเพิ่มเติมต่อไป

ตะไคร้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงหรือไม่

แม้จะมีการค้นคว้าทดลองมากมายเกี่ยวกับประสิทธิผลของตะไคร้ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อสุขภาพ แต่ในปัจจุบันก็ยังคงไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์อย่างเพียงพอที่จะสามารถยืนยันประสิทธิภาพทางการรักษาหรือคุณประโยชน์ต่อสุขภาพของตะไคร้ในแต่ละด้านได้อย่างชัดเจน ดังนั้น การศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับตะไคร้จึงควรดำเนินต่อไป ทั้งในกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนมากขึ้นและมีความหลากหลายทางประชากรมากขึ้น

ดังนั้น ในระหว่างที่ยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่มากพอ ผู้บริโภคตะไคร้หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากตะไคร้จึงควรใส่ใจในขั้นตอนและปริมาณในการบริโภค เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

ความปลอดภัยในการบริโภคตะไคร้
ข้อมูลด้านการบริโภคสำหรับคนทั่วไป

การบริโภคตะไคร้น่าจะปลอดภัย หากบริโภคในปริมาณที่ใช้ประกอบอาหารทั่วไป
การบริโภคตะไคร้หรือการใช้ตะไคร้ทาบนผิวหนังเพื่อจุดประสงค์ทางการรักษา อาจจะปลอดภัยหากใช้ตะไคร้ในช่วงเวลาสั้นๆ ภายใต้การดูแลและคำแนะนำจากแพทย์
การสูดดมสารที่มีส่วนประกอบของตะไคร้ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายและเป็นพิษต่อร่างกายได้ในผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพปอด
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากตะไคร้อย่างประมาทหรือผิดวิธี อาจนำไปสู่การเกิดภาวะพิษที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น การกลืนยากันยุงที่ผลิตจากตะไคร้

ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่มีปัจจัยทางสุขภาพ

ผู้ที่ตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคตะไคร้ เนื่องจากตะไคร้อาจกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในการเกิดประจำเดือน ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแท้งได้ ผู้ที่กำลังให้นมบุตร ในปัจจุบันยังคงไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการบริโภคตะไคร้ในระหว่างที่ให้นมบุตร ผู้ที่กำลังให้นมบุตรจึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคตะไคร้ เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพทั้งต่อตนเองและทารกที่อาจได้รับสารต่างๆ ผ่านทางน้ำนมด้วย ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการบริโภคตะไคร้ หรืออาหารใดๆ ก่อนเสมอ ว่าอาจส่งผลต่ออาการป่วยของตนเองหรือไม่

ปริมาณในการบริโภคตะไคร้

ทุกวันนี้ยังคงขาดหลักฐานสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ที่จะสามารถระบุปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคตะไคร้ได้ อย่างไรก็ตาม แม้ตะไคร้จะเป็นพืชสมุนไพรตามธรรมชาติ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าการบริโภคตะไคร้จะส่งผลดีต่อสุขภาพหรือมีความปลอดภัยเสมอไป ผู้บริโภคจึงควรระมัดระวังในการบริโภค เช่น บริโภคตะไคร้ในปริมาณและวิธีการที่เหมาะสมตามปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตนเอง เช่น อายุ สภาพร่างกาย และปัญหาสุขภาพของผู้บริโภค ปรึกษาแพทย์ เภสัชกร และศึกษาข้อมูลบนฉลากให้ถี่ถ้วนก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่มีสารสกัดมาจากตะไคร้ก่อนเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลังการบริโภค

พยากรณ์อากาศประจำ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562

ลักษณะอากาศทั่วไป
พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า ส่วนประเทศไทยตอนบนอากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน สำหรับภาคใต้มีฝนน้อยลง

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 16-17 ก.พ. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้น หลังจากนั้น อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา
บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้มีกำลังอ่อน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า

ในขณะที่มีลมใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังอ่อนลง ทำให้ภาคใต้มีฝนน้อยในระยะนี้ ในช่วงวันที่ 16-17 ก.พ. 62 ประเทศไทยตอนบนจะมีคลื่นกระแสลมตะวันตกพัดปกคลุม ทำให้มีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้
พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ตั้งแต่เวลา 06:00 น.วันนี้ ถึง 06:00 น.วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ
มีเย็นในตอนเช้า กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน
อุณหภูมิต่ำสุด 16-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส
สำหรับบริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-15 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตก ความเร็ว 10-15 กม./ชม. ทางตอนบนของภาคอากาศเย็นในตอนเช้า
และมีอากาศร้อน กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส
สำหรับบริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 11-15 องศาเซลเซียส
ลมใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคกลาง

อากาศร้อน กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 36-37 องศาเซลเซียส
ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆบางส่วน กับมีอากาศร้อนในตอนกลางวัน
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส
ลมใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)

มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)

มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดตรัง และสตูล
อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส
ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

เมื่อวันที่ 8-16 ธันวาคม 2561 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้จัดงานวันเกษตรแม่โจ้ 85 ปี : ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร โดยมี พลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ผศ.ดร.จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวรายงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการ องค์ความรู้ทางการเกษตร ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมแก่ประชาชน เกษตรกร องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน มุ่งให้เกิดการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ สร้างความเข้มแข็งทั้งในประเทศและต่างประเทศ

มีเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศ โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างเครือข่ายกับผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนามหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้นักศึกษาและศิษย์เก่าได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้การปฏิบัติงาน ในกิจกรรมงานวันเกษตรแม่โจ้ครบรอบ 85 ปี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของแม่โจ้ ที่จะจารึกสู่คนรุ่นหลังตราบนานเท่านาน

ในงานดังกล่าว ได้มีการจัดนิทรรศการและผลงานวิชาการ ผลงานการวิจัยที่ได้รับรางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศที่น่าสนใจ เช่น กระบวนการตกแต่งสิ่งทอด้วยโปรตีนไฟโบรอินจากเศษไหม…รศ.ดร.อรุณี คงดี อัลเดรต คณะวิทยาศาสตร์ เจ้าของงาน เล่าว่า ปกติแล้วสิ่งทอที่ทำจากไหมเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูง เพิ่มความหรูหราให้กับผู้สวมใส่ เนื่องจากมีความเงางามของเส้นไหมโบรอิน ขณะเดียวกัน เศษไหมที่อยู่ส่วนนอกของรังไหม ไม่สามารถผลิตเป็นเส้นไหมได้ จะถูกทิ้งออกจากโรงงานไหมประมาณ 300-400 ตัน ต่อปี จึงเกิดงานวิจัยว่า

การนำเศษไหมมาละลายในตัวทำละลายที่เหมาะสม จากนั้นนำมาตกแต่งสำเร็จบนผ้าฝ้าย จะทำให้ใยฝ้ายมีคุณสมบัติดีขึ้น คือเส้นใยที่มีลักษณะแบนกลายมาเป็นเส้นใยที่มีลักษณะกลม พื้นผิวผ้าฝ้ายเรียบขึ้น อุ้มน้ำได้มากขึ้น ลดการยับของผ้า เพิ่มคุณสมบัติการต้านเชื้อราให้แก่ผ้าฝ้ายได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มคุณสมบัติและเพิ่มมูลค่า ผลงานนี้ได้รับเหรียญทองจากการประกวดผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ของนักวิจัยสตรีระดับนานาชาติ ที่ประเทศเกาหลี ได้รับการจดสิทธิบัตร เมื่อปี 2557 เลขที่ 1401001617 ขณะนี้ได้มีการวิจัยต่อยอดกับบริษัทสิ่งทอต่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม

บล็อกซีเมนต์นำแสงผลิตจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร…ผลงานจาก ผศ.ดร.ศุภรัตน์ นาคสิทธิพันธุ์ และ อาจารย์ ดร.นิตยา ใจทนง คณะวิทยาศาสตร์ คอนกรีตเป็นวัสดุก่อสร้างที่คิดค้นและใช้งานต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานยาว เนื่องจากเป็นวัสดุต้นทุนต่ำ มีคุณสมบัติที่ดี และใช้งานง่าย ราคาถูก บล็อกซีเมนต์นำแสง เป็นการพัฒนาการผลิตคอนกรีตเพื่อลดการใช้พลังงานแสงและลดการเกิดมลภาวะ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง งานโครงสร้างถูกประดิษฐ์จากวัสดุผสมปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภทที่ 1 ซึ่งทดแทนวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรบางส่วน และเพิ่มคุณสมบัติการนำแสงด้วยเส้นใยแก้วนำแสง โดยขึ้นรูปส่วนผสมในแม่พิมพ์ที่กำหนดทิศทางการนำแสงไว้ และสามารถเพิ่มความแข็งแรงของชิ้นงาน ผลงานนี้ได้รับรางวัลเหรียญทอง จากการประกวดที่ประเทศเกาหลีใต้ รับรางวัลพิเศษ จากประเทศเยอรมนี และประเทศอิหร่าน

มะเขือหลายชนิดในต้นเดียวกัน…เป็นการนำยอดกิ่งพันธุ์พืชตระกูลพริก มะเขือ ที่เราชอบหลายชนิดมาเสียบบนต้นเดียวกัน ทำให้บนต้นมีความหลากหลาย โดยใช้ต้นตอที่หาอาหารเก่ง ได้แก่ มะเขือพวง มะแว้ง มะเขือเปราะ มะเขือป่า เป็นต้น สามารถเก็บผลผลิตได้ยาวนาน เหมาะสำหรับปลูกเป็นผักสวนครัว พืชตระกูลพริก มะเขือ ได้แก่ มะเขือยาว มะเขือเปราะ มะเขือม่วง มะเขือไข่เต่า มะเขือพวง มะแว้ง พริกหยวก พริกยักษ์ พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู มะเขือเทศ มันฝรั่ง และยาสูบ

อากาศยานไร้คนขับหรือโดรนเพื่อการเกษตร…เป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับใช้ในงานการเกษตร ช่วยในการผลักดันให้การเกษตรไปสู่การเกษตรแบบสมาร์ทฟาร์ม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุนการผลิต และเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก ระบบการเคลื่อนที่สามารถเคลื่อนที่อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากใช้โหมดอัจฉริยะควบคุมระยะไกล หลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้อัตโนมัติ ควบคุมการบินโดยไม่มีนักบิน การพ่นสารมีความแม่นยำและสามารถกำหนดเส้นทางและปริมาณสารฉีดพ่นได้ น้ำหนักเครื่องประมาณ 18 กิโลกรัม ถังบรรจุสารฉีดพ่น 10 ลิตร หัวฉีดพ่นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 60 มิลลิเมตร เพดานบิน 1-3 เมตร บรรจุของเหลวขณะบินได้ 20 ลิตร

การเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยระบบไบโอฟล็อก…ไบโอฟล็อกคือตะกอนจุลินทรีย์ชีวภาพที่เกิดจากการรวมตัวกันเองของจุลินทรีย์ อาหารสัตว์น้ำที่สัตว์น้ำกินเหลือ สาหร่ายแพลงก์ตอนและอื่นๆ เกษตรกรสามารถทำเองได้โดยเติมคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลลงในบ่อเลี้ยงปลาแบบหนาแน่นกว่าปกติ เพื่อเป็นอาหารและเพิ่มปริมาณและไปย่อยสลายแอมโมเนียไนโตรเจนในบ่อเลี้ยงปลา โดยมีการเติมอากาศให้เพียงพออยู่ตลอดเวลา ร่วมกับการควบคุมให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสม ประโยชน์ของไบโอฟล็อกคือ เป็นอาหารของสัตว์น้ำโดยตรง

ลดการใช้อาหารสำเร็จรูปเป็นการลดต้นทุน อัตราการแลกเนื้อดี สัตว์น้ำมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ติดเชื้อโรคได้ง่าย เลี้ยงสัตว์น้ำได้หนาแน่น ลดการใช้น้ำเนื่องจากไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยหรือไม่ต้องเปลี่ยนน้ำเลยตลอดช่วงอายุการเลี้ยง เพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็มีข้อจำกัดคือ ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจอย่างสูงในการเติมคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาล ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้น น้ำจะขุ่นตลอดเวลาในการเลี้ยง มีการตรวจคุณภาพน้ำบ่อยครั้ง สัตว์น้ำที่เลี้ยงได้ในระบบนี้ เช่น ปลานิล ปลายี่สกเทศ กุ้งขาว ปลาดุกรัสเซีย

กลุ่มกาแฟอินทรีย์เชียงใหม่…เป็นการรวมกลุ่มกาแฟที่ดีที่สุดและมีคุณภาพจากแหล่งต่างๆ ภายในจังหวัดเชียงใหม่ เช่น กาแฟโป่งเดือด ปลูกบริเวณแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ น้ำพุร้อนโป่งเดือด อำเภอแม่แตง กาแฟดอยเวียง เป็นกาแฟที่ปลูกที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,500 เมตร ที่อำเภอไชยปราการ กาแฟขุนวาง จากเทือกเขาอินทนนท์ จุดสูงสุดของประเทศไทย ที่อำเภอขุนวาง กาแฟดอนผาแดง

ปลูกที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,300-1,400 เมตร อำเภอไชยปราการ กาแฟผายอง ปลูกที่อำเภอสะเมิง กาแฟม่อนมาตุภูมิ เป็นการปลูกกาแฟผสมผสานกับสวนผลไม้และพืชสมุนไพรเพื่อสุขภาพ อำเภอแม่แตง กาแฟบ้านป่ากล้วย ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง กาแฟบ้านห้วยส้มป่อย อำเภอจอมทอง กาแฟบ้านดอยปู่หมื่น อำเภอแม่อาย กาแฟบ้านปางอีกา อำเภอแม่ริม กาแฟบ้านปางไฮ อำเภอดอยสะเก็ด กาแฟบ้านปางขุม อำเภอสะเมิง กาแฟจากโครงการเกษตรวิชญา โครงการพระราชดำริโป่งแยง อำเภอแม่ริม กาแฟดอยแม่ตะละ อำเภอกัลยาณิวัฒนา

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ยังมีผลงานศึกษาวิจัย ผลงานที่เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้ในไร่นาของตนเองอีกมากมาย สมกับได้รับฉายา “ภูมิปัญญาแห่งการเกษตร” ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร. (086) 194-4797, (086) 190-8030, (087) 175-4400

ม. กาฬสินธุ์ เปิดงานวิจัย หงส์ดำ สัตว์คู่รักรับวาเลนไทน์

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์วิจัยภูและฝึกอบรมสิงห์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดี มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดโครงการเลี้ยง หงส์ดำ (Black swan) ที่ถือเอาวันแห่งความรักเปิดตัวสัตว์ที่ครองคู่รักเดียวใจเดียว และกำลังเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่สามารถเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนได้ โดยได้รับการสนับสนุนจาก นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ให้การสนับสนุน โดยมี ดร.จิรนันท์ อินทรีย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร เป็นหัวหน้าคณะทำการวิจัยครั้งนี้

รศ.จิระพันธ์ กล่าวว่า หงส์ดำ เป็นสัตว์ที่อยู่ในแถบอากาศหนาว มีต้นกำเนิดที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งปกติจะพบมากคือ หงส์ขาว ส่วนหงส์ดำนั้นได้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงเศรษฐกิจ เพราะมีราคาสูง โดยมีการนำเข้าจากต่างประเทศมาเพาะเลี้ยงในประเทศไทยนานกว่า 20-30 ปีแล้ว มีความเชื่อมั่นว่าที่กาฬสินธุ์น่าจะเป็นอีกแหล่งเพาะเลี้ยง เพราะมีภูมิประเทศที่เหมาะสม อยู่ติดกับเขื่อนลำปาว สำหรับหงส์ดำปัจจุบันเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ถือเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นมงคล มีความแปลกใหม่ สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ และเป็นสัตว์ที่รักเดียวใจเดียวอยู่เป็นคู่ของตนเองตามอายุขัย และด้วยเหตุนี้เองทางมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จึงถือเอาวันวาลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรักเปิดตัวงานวิจัยเพาะเลี้ยงหงส์ดำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำของศูนย์วิจัยภูสิงห์ อนาคตจะพัฒนาสถานที่และขยายสายพันธุ์หงส์ดำ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไป

ด้าน ดร.จิรนันท์ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้รับการสนับสนุนหงส์ดำมา จำนวน 2 คู่ เป็นหงส์ดำวัยเจริญพันธุ์อายุ 2 ปี มูลค่า 100,000 บาท โดยคณะวิจัยจะเริ่มศึกษาพฤติกรรมการทำรัง การกกไข่ และการฟักไข่ นอกจากนี้ ยังจะศึกษาการใช้เทคนิค ดีเอ็นเอ ในการจำแนกเพศของหงส์ รวมถึงการศึกษาค่าโลหิตของหงส์ดำที่เลี้ยงในพื้นที่ลุ่มน้ำ เปรียบเทียบกับการเพาะเลี้ยงจากแหล่งอื่น ที่สำคัญคือศึกษาความเป็นไปได้ในการเพาะเลี้ยงในพื้นที่ลุ่มน้ำของ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อต่อยอดให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจในอนาคต

“เพื่อสอดคล้องกับชื่อของจังหวัดกาฬสินธุ์ ‘เมืองน้ำดำ’ ม.กาฬสินธุ์ จึงมีแนวความคิดที่จะเลี้ยงสัตว์ให้เชื่อมโยงกันได้ และที่สำคัญต้องเพาะเลี้ยงได้ใน จ.กาฬสินธุ์ จึงคิดที่จะนำเอาหงส์ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงนำเข้าจากประเทศมาทดลองเลี้ยง โดยหงส์ดำเป็นสัตว์ที่มีความสง่างาม สวยงาม และมีความแปลกใหม่ โดยเฉพาะตัวสีดำทั้งตัว คอยาว และสีปากแดง จะจับคู่เป็นรักที่เหนียวแน่น ที่สำคัญสามารถจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับผู้เพาะเลี้ยงได้ราคาสูง อายุแรกเกิดถึง 30 วัน ผู้เพาะเลี้ยงสามารถจำหน่ายได้คู่ละ 15,000-25,000 บาท ขณะที่วัยเจริญพันธุ์อายุ 2 ปี จะมีการจำหน่ายที่คู่ละ 50,000-60,000 บาท และสำหรับในการศึกษาได้ข้อมูลที่แน่ชัดแล้วจะต่อยอดส่งเสริมสู่การเพาะเชิงธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนกาฬสินธุ์ต่อไป”

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 1/2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า คณะกรรมการฯ มีมติระงับการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ หรือจนกว่าราคามะพร้าวภายในประเทศจะปรับตัวดีขึ้น ตามข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว และเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว โดยไทยมีช่วงระยะนำเข้ามะพร้าว 4 เดือน หรือ 2 ช่วง คือ ในช่วงเดือนเมษายน–พฤษภาคม โดยใช้ผลการรับซื้อมะพร้าวในประเทศเดือนมกราคม–มีนาคม และช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยใช้ผลการรับซื้อมะพร้าวในประเทศเดือนมิถุนายน–ตุลาคม

ทั้งนี้ การระงับการนำเข้ามะพร้าวเพื่อผลักดันราคาในประเทศให้ปรับตัวดีขึ้น โดยมติการระงับการนำเข้าจะมีการระงับการพิจารณาคำขอนำเข้ามะพร้าวทุกกรณี โดยสนับสนุนให้ใช้มะพร้าวในประเทศให้หมดก่อน จึงจะมีการพิจราณาให้มีการนำเข้าภายหลัง หรือหากในเดือนเมษายนราคามะพร้าวปรับตัวดีขึ้น ก็จะมีการพิจารณาการนำเข้าอีกครั้ง ส่วนผลผลิตในประเทศ ปี 2562 คาดว่าจะมีปริมาณ 884,756 ตัน เพิ่มขึ้น 27,836 ตัน หรือ 3.25% จากปี 2561 ที่มีผลผลิตรวม 856,920 ตัน

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการระงับการนำเข้ามะพร้าวเพื่อให้ใช้ผลผลิตในประเทศ และคาดหวังว่าราคามะพร้าวที่เกษตรกรขายได้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้มากกว่าต้นทุน 7 บาท ต่อลูก หากราคาปรับสุงกว่าต้นทุนแล้ว คณะกรรมการฯ จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีการนำเข้า หรือระงับการนำเข้าต่อ ทั้งนี้ต้องดูผลผลิตในประเทศก่อน จึงจะพิจารณาการนำเข้า ขณะนี้ราคามะพร้าวอยู่ที่ 5-6 บาท ต่อลูก ซึ่งชาวสวนมะพร้าว ยังประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องและยาวนาน

นายอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการแก้ไขปัญหาการลักลอบ ตามที่ได้มีการดําเนินการป้องกันการลักลอบและนําเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย โดยกําหนดให้สินค้ามะพร้าวเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง โดยกําหนดให้เป็นสินค้านําเข้า ที่ต้องเปิดตรวจทุกกรณี ต้องนําไปผ่านการเอ็กซเรย์ และชั่งน้ำหนักทุกตู้สินค้า ที่นําเข้า รวมถึงควบคุมสินค้ามะพร้าวให้นําเข้าเพียง 2 ท่าเรือ เท่านั้น คือ ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง โดยอาศัยอํานาจตาม มาตรา 5 (6) ของพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอก และการนําเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522

ทั้งนี้ ได้กําหนดให้สินค้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์ เป็นสินค้าควบคุม และกําหนดมาตรการกํากับดูแลการเคลื่อนย้าย เพื่อให้การป้องกันการลักลอบและนําเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย ในภาพรวมมีความรัดกุมมากขึ้น หากมีมติเห็นชอบให้มีการนำเข้า จะมีการเสนอให้จัดตั้งคณะทํางานแก้ไขปัญหาการนําเข้ามะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์ ภายใต้คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช โดยจะมอบหมายฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ยก (ร่าง) คําสั่งเสนอประธานคณะกรรมการฯ ต่อไป

เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และเกาะภูเก็ต ถือว่าเป็น “ไข่มุกแห่งอันดามัน” เนื่องจากเป็นพื้นที่เกาะที่มีทรัพยากรทางทะเลอันงดงามตามธรรมชาติ ประกอบไปด้วยหาดทรายลักษณะต่างๆ เช่น หาดราไวย์ หาดสุรินทร์ หาดแหลมกา หาดกมลา หาดในยาง หาดป่าตอง หาดกะรน หาดยะนุ้ย หาดกะตะ เป็นต้น ทั้งยังมีอ่าวกะรน อ่าวฉลอง อ่าวกะตะ อ่าวสน อ่าวกะตะน้อย รวมไปถึงแหลมพรหมเทพ อันเป็นพื้นที่ที่ดวงตะวันจะเลื่อนลับปลายขอบฟ้าจรดโค้งทะเลบริเวณสถานที่แห่งนี้โดยเฉพาะบริเวณเกาะลันตามีอีกหลายหาด เช่น หาดคลองนิน หาดคลองดาว หาดโละบารา หาดพระแอะ หาดคอกวาง หาดคลองโขง เป็นต้น

ที่สำคัญบนพื้นที่หาดราไวย์และเกาะลันตา มีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลอันเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมสามชนเผ่า ได้แก่ มอแกน (มอเก็น) มอแกลน และอุรักลาโว้ย ซึ่งต่างยังดำรงวิถีชีวิต และรักษาวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า 200 ปี หรือราวๆ 7 รุ่น โดยมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีว่า เป็นผู้บุกเบิกพื้นที่ตั้งถิ่นที่อยู่อาศัย มีการขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ที่มีการตรวจสอบอายุการฝังว่า เป็นระยะเวลานานนับร้อยปี

ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มมอเก็น หรือมอแกน ยังแบ่งออกเป็นอีกสองกลุ่มย่อย มอเก็นปูเลา หมายถึงคนน้ำเค็ม ที่อาศัยเร่ร่อนตามหมู่เกาะ และ มอเก็นดานัง หมายถึงคนน้ำเค็ม ที่อาศัยเร่ร่อนบนแผ่นดินแถบชายฝั่งทะเล ส่วน อูรักลาโว้ย นั้นหมายถึงคนของทะเล “อูรัก” หมายถึง คน และ “ลาโว้ย” หมายถึง ทะเล ซึ่งผู้คนทะเลหรือชาวเลต้องใช้เรือเร่ร่อนกินอยู่หลับนอนในทะเล มีตำนานของชาวอูรักลาโว้ย ที่เล่าขานถึงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาวเลว่า

ในช่วงที่มาเลเซียมีการสร้างเมือง ผู้ชายชาวเลที่เร่ร่อนหากินอยู่ในน่านน้ำ บริเวณช่องแคบมะละกาลงไป มักถูกจับไปเป็นทหาร ส่วนผู้หญิงก็ถูกจับไปทำพันธุ์ จึงพากันอพยพแยกย้ายออกไปหลายสาย เป็นต้นว่า หนีขึ้นมาในเขตประเทศไทย บริเวณหมู่เกาะลันตาเป็นชาวเลออรัง ลอตา หรืออูรักลาโว้ย บางส่วนหนีขึ้นไปบริเวณหมู่เกาะชายแดนไทย-เมียนมา เป็นชาวเลมอเก็นปูเลา อีกพวกหนึ่งถูกจับได้ทิ้งเรือว่ายน้ำหนีขึ้นบก เป็นชาวเลมอเก็นตามับ มอเก็นปูเลา เป็นกลุ่มชาวเลกลุ่มที่คนท้องถิ่น เรียกว่า มอแกนเกาะ หรือพวกสิงห์ทะเล ส่วน มอเก็นตามับ เป็นกลุ่มที่คนท้องถิ่นเรียกว่า มอแกนบก หรือพวกสิงห์ดอน

ชาวเลอูรักลาโว้ย เรียกตนเองว่า “ลาโว้ย” แต่คนต่างกลุ่มมักเรียกว่า “ชาวเล”, “ชาวน้ำ” หรือ “ชาวไทยใหม่” วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวเลอูรักลาโว้ยที่อยู่อาศัยในบริเวณประเทศไทย อาศัยเรือเร่ร่อนหากินในทะเล มีถิ่นที่อยู่ไม่แน่นอน แต่จำกัดอยู่เฉพาะน่านน้ำฝั่งทะเลตะวันตกทางภาคใต้ของไทยเท่านั้น พักอาศัยอยู่ตามหมู่เกาะแถบทะเลอันดามัน นับตั้งแต่ช่องแคบมะละกาขึ้นไป จนถึงบริเวณหมู่เกาะอาดัง เกาะหลีเป๊ะ เกาะบูโหลน จังหวัดสตูล เกาะพีพี (แหลมตง) เกาะจำ และเกาะลันตา โดยกระจายกันอยู่บริเวณบ้านคลองดาว บ้านในไร่ บ้านบอแหน บ้านหัวแหลมกลาง บ้านสังกะอู้ จังหวัดกระบี่ เกาะสี่เหร่ (แหลมตุ๊กแก) หาดราไวย์ บ้านสะปำ จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น

กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ดันเงินกู้ดอกเบี้ย 1% หนุนชาวไร่

เลิกเผาอ้อยกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เร่งผลักดันเงินกู้ดอกเบี้ย 1% หนุนชาวไร่เลิกเผาอ้อย พร้อมประสานผู้ว่าฯ แต่ละพื้นที่ปลูกอ้อยเข้มงวดกวดขันชาวไร่ไม่ให้เผาไร่อ้อย

หนุนชาวไร่เลิกเผาอ้อย – นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) กำลังพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โครงการส่งเสริมสินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยอย่างครบวงจร (ระยะที่ 2) เหลือ 1% จากเดิม 2% ที่เหลือรัฐรับภาระ 3-4% ซึ่งต้องหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบโดยเร็วที่สุด วงเงิน 6,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี (ปีงบประมาณ 2562-2564) แบ่งความช่วยเหลือปีละ 2,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ นอกเหนือจากขยายเวลาการผ่อนชำระสินเชื่อจาก 7 ปี เป็น 9-10 ปี เพื่อสนับสนุนให้เกษตรการชาวไร่อ้อยนำเงินกู้ไปจัดซื้อเครื่องจักรกลหรือรถตัดอ้อยในฤดูการผลิตปี 2562/63 ทดแทนการเผาไร่อ้อยที่คาดว่าจะลดลงได้ 4-5% จากปัจจุบันมีการเผาไร่อ้อยเพื่อเตรียมการเพาะปลูกรอบต่อไป 57% ซึ่งก็ลดลงจากปี 2561 ที่ผ่านมามีการเผาไร่อ้อยกว่า 60% ของปริมาณอ้อยที่ส่งเข้าหีบ ช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 25 ไมครอน (PM 2.5) โดยตั้งเป้าปี 2564 ต้องไม่มีชาวไร่เผาอ้อยทุกพื้นที่ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากปัจจุบันมีปริมาณอ้อยที่ตัดส่งเข้าหีบปริมาณสูงถึง 120 ล้านตัน ต่อปี เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้อยู่ที่ 90 ล้านตัน ต่อปี

“ปัจจุบัน รถตัดอ้อยของต่างประเทศราคาค่อนข้างสูง คันละประมาณ 12 ล้านบาท ขณะที่ไทยผลิตเองราคา 6-7 ล้านบาท แต่ประสิทธิภาพอาจยังไม่เท่าของต่างประเทศ และตอนนี้มีเครื่องตัดอ้อย ชื่อแร็พเตอร์ ที่ผลิตขึ้นเองในไทย ราคาประมาณ 3-4 แสนบาท จึงต้องมาดูกันว่าใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน” นางวรวรรณ กล่าว

สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากรณีที่ยังมีชาวไร่เผาอ้อยนั้น ได้ประสานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละพื้นที่ปลูกอ้อยเข้มงวดกวดขันชาวไร่ไม่ให้มีการเผาไร่อ้อยอย่างเต็มที่ ซึ่งมีบางรายฝ่าฝืนจึงถูกจับดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากรัฐมีนโยบายห้ามชาวไร่เผาอ้อย ก็ต้องยอมรับความจริงว่าชาวไร่ไม่มีทุนมากพอที่จะจ้างแรงงานจำนวนมากมาตัดอ้อย รัฐจึงต้องมีมาตรการช่วยเหลือด้านต่างๆ รวมทั้งรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ชาวไร่อ้อยทราบว่าจะถูกหักเงินค่าอ้อยจากราคาอ้อยขั้นต้น ตันละ 30 บาท กรณีค่าอ้อยไฟไหม้ อ้อยยอดยาว อ้อยที่มีกาบ ซึ่งจะนำไปเฉลี่ยคืนให้กับชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยสดคุณภาพดี 70%

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้เชิญผู้แทนจากสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย, สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย, สมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย, ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน, 3 สมาคมโรงงานน้ำตาล, สมาคมโรงงานน้ำตาลไทย, สมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล และสมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย เพื่อมาหามาตรการระยะสั้น กลาง และยาว ในการพัฒนาอ้อยทั้งระบบ

ชาวนาไม่สนขอสินเชื่อชะลอขายข้าว ชี้ราคาที่รัฐกำหนดใกล้เคียงกับตลาด รวมทั้งเงื่อนไขในการเข้าโครงการที่มีการคำนวณจากความชื้น ซึ่งถ้าข้าวชื้นมากกว่า 15% ก็จะถูกทอนราคาลงไปด้วย
ชาวนาไม่สนขอสินเชื่อชะลอขายข้าว – นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เปิดเผยความคืบหน้า โครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2561/2562 ล่าสุด ว่า ยอด ณ 10 ก.พ. 2562 มีเกษตรกรเข้าโครงการ 1.71 แสนราย คิดเป็นปริมาณข้าวกว่า 9.74 แสนตัน คิดเป็นวงเงินกว่า 1.08 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังอยู่ระหว่างการรอเกษตรกรที่จะเข้ามาทำสัญญาในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจะปิดโครงการในสิ้นเดือน ก.พ. 2562 นี้

ทั้งนี้ ประเมินว่า ยอดการปล่อยสินเชื่อชะลอการขายในปีการผลิต 2561/2562 น่าจะใช้วงเงินน้อยกว่าปีการผลิต 2560/2561 ที่มีเกษตรกรเข้าโครงการ 2.2 แสนราย คิดเป็นปริมาณข้าวเปลือกกว่า 1.4 ล้านตัน คิดเป็นวงเงินที่ปล่อยสินเชื่อ 1.46 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากปีการผลิต 2559/2560 ที่มีเกษตรกรเข้าโครงการ 2.62 แสนราย คิดเป็นปริมาณข้าวเปลือกกว่า 1.58 ล้านตัน คิดเป็นวงเงินที่ปล่อยสินเชื่อ 1.45 หมื่นล้านบาท

สาเหตุที่เกษตรกรเข้าโครงการน้อยลง เพราะเป็นเรื่องของผลผลิตที่อาจจะลดลงกว่าปีก่อน ประกอบกับราคาข้าวในปีนี้เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งราคาที่รัฐกำหนดมีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาด เมื่อเกษตรการคำนวณรวมกับค่ารับฝากและค่ารักษาคุณภาพข้าวแล้ว อาจจะเห็นว่ามีราคาที่ไม่แตกต่าง จึงทำให้เกษตรกรตัดสินใจขายข้าวโดยที่ไม่เข้าโครงการชะลอการขายแบบทุกปี รวมทั้งเงื่อนไขในการเข้าโครงการที่มีการคำนวณจากความชื้น ซึ่งถ้าข้าวชื้นมากกว่า 15% ก็จะถูกทอนราคาลงไปด้วย

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ธ.ก.ส. ได้เสนอขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินโครงการสินเชื่อชะลอการขาย กำหนดเงื่อนไขวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือกที่ความชื้นไม่เกิน 15% สิ่งเจือปนไม่เกิน 2% จำแนกตามชนิดข้าวเปลือก ดังนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาสินเชื่อ ตันละ 1.18 หมื่นบาท ข้าวเปลือกเหนียว ราคาสินเชื่อ ตันละ 1.02 หมื่นบาท ข้าวเปลือกเจ้า ราคาสินเชื่อ ตันละ 7,500 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ราคาสินเชื่อ ตันละ 8,900 บาท

นอกจากนี้ เกษตรกรจะได้รับค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าว ตันละ 1,500 บาท โดยจ่ายพร้อมสินเชื่อก่อน ตันละ 1,000 บาท และจ่ายภายหลังนำเงินมาชำระหนี้อีก ตันละ 500 บาท

การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สัมผัสมรดกโลกอันงดงามแห่งดินแดนสุโขทัย โดยนักเดินทาง “จ๊อบ-นิธิ สมุทรโคจร” ฉายเดี่ยวพาเที่ยวเมืองโบราณ ชื่นชมความตระการตาของสถาปัตยกรรมเก่าแก่นับหลายร้อยปี เยือนอดีตราชธานีที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์

นั่งเกวียนสัมผัสบรรยากาศเมืองเก่า ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์สุโขทัย ชมเรื่องราววิถีชีวิตจากอดีต แล้วไปเจาะลึกกับตำนานพระร่วงเล่นว่าว การละเล่นพื้นบ้านที่เล่าขานสืบต่อกันมายาวนาน จากนั้นแวะพักกายท่ามกลางธรรมชาติกันที่ สุโขทัย เทรเชอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ห้องพักทันสมัยผสมผสานสถาปัตยกรรมความงามฉบับสุโขทัยไว้ได้อย่างครบถ้วน อีกหนึ่งเรื่องราวที่ไม่ควรพลาด หากมาถึงถิ่นบ้านกงแล้ว จะต้องมาพิสูจน์ความอร่อยเด็ดของขนมผิงโบราณ เสน่ห์อยู่ที่การใช้เตาถ่านอบขนม ทำให้มี รสชาติหอมหวาน กรอบอร่อยสมคำร่ำลือ รับประกันถ้าได้ลองแล้วจะติดใจ

สุโขทัย…ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายรอให้คุณไปชื่นชมกับความสวยงามของเมืองเก่าและอิ่มเอมกับบรรยากาศอันเงียบสงบ อย่าลืมมาสนุกพร้อมกัน ในรายการ สมุดโคจร On The Way : เที่ยวสุขใจ สุโขทัยสุขจริง วันเสาร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ที่

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ครั้งที่ 1/2562 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติระงับการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ จนกว่าราคามะพร้าวภายในประเทศจะปรับตัวดีขึ้น หรือตามข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว และเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว โดยไทยมีช่วงระยะนำเข้ามะพร้าว 4 เดือน หรือ 2 ช่วง คือ ในช่วงเดือน เม.ย.–พ.ค. โดยใช้ผลการรับซื้อมะพร้าวในประเทศ เดือน ม.ค.–มี.ค. และช่วง เดือน พ.ย.-ธ.ค. โดยใช้ผลการรับซื้อมะพร้าวในประเทศ เดือน มิ.ย.–ต.ค.

ทั้งนี้ การระงับการนำเข้ามะพร้าวเพื่อผลักดันราคาในประเทศให้ปรับตัวดีขึ้น โดยมติการระงับการนำเข้า จะมีการระงับการพิจารณาคำขอนำเข้ามะพร้าวทุกกรณี โดยสนับสนุนให้ใช้มะพร้าวในประเทศให้หมดก่อน จึงจะมีการพิจราณาให้มีการนำเข้าภายหลัง หรือหากใน เดือน เม.ย. ราคามะพร้าวปรับตัวดีขึ้น ก็จะมีการพิจารณาการนำเข้าอีกครั้ง ส่วนผลผลิตในประเทศ ปี 2562 คาดว่าจะมีปริมาณ 884,756 ตัน เพิ่มขึ้น 27,836 ตัน หรือ 3.25% จาก ปี 2561 ที่มีผลผลิตรวม 856,920 ตัน

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการระงับการนำเข้ามะพร้าว เพื่อให้ใช้ผลผลิตในประเทศ และคาดหวังว่า ราคามะพร้าวที่เกษตรกรขายได้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้มากกว่าต้นทุน 7 บาท/ลูก หากราคาปรับสูงกว่าต้นทุนแล้ว คณะกรรมการฯ จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีการนำเข้า หรือระงับการนำเข้าต่อ ทั้งนี้ต้องดูผลผลิตในประเทศก่อน จึงจะพิจารณาการนำเข้า ขณะนี้ราคามะพร้าว อยู่ที่ 5-6 บาท/ลูก ซึ่งชาวสวนมะพร้าว ยังประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องและยาวนาน

ส่วนของมาตรการแก้ไขปัญหาการลักลอบ ตามที่ได้มีการดําเนินการป้องกันการลักลอบและนําเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย โดยกําหนดให้สินค้ามะพร้าวเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง โดยกําหนดให้เป็นสินค้านําเข้า ที่ต้องทําการเปิดตรวจทุกกรณี ต้องนําไปผ่านการเอ็กซเรย์ และชั่งน้ำหนักทุกตู้สินค้า ที่นําเข้า รวมถึงควบคุมสินค้ามะพร้าวให้นําเข้าเพียง 2 ท่าเรือ เท่านั้น คือ ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง โดยอาศัยอํานาจตาม มาตรา 5(6) ของพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอก และการนําเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522

ทั้งนี้ ได้กําหนดให้สินค้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์ เป็นสินค้าควบคุม และกําหนดมาตรการกํากับดูแลการเคลื่อนย้าย เพื่อให้การป้องกันการลักลอบและนําเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย ในภาพรวมมีความรัดกุมมากขึ้น หากมีมติเห็นชอบให้มีการนำเข้า จะมีการเสนอให้จัดตั้งคณะทํางานแก้ไขปัญหาการนําเข้ามะพร้าวผลและผลิตภัณฑ์ ภายใต้คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช โดยจะมอบหมายฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ยก (ร่าง) คําสั่งเสนอประธานคณะกรรมการฯ ต่อไป

ที่วัดขุนอินทประมูล อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง นายประมวล มุ่งมาตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง เป็นประธานในงานแต่งงานของควายไทย ระหว่าง มณีแดง (เจ้าบ่าว) และวาสนา (เจ้าสาว) ซึ่งเป็นควายไทยราคาหลักล้าน โดยเจ้าบ่าวมณีแดงนั้น มีราคาสูงถึง 6 ล้านบาท ส่วนเจ้าสาววาสนานั้น 1.2 ล้านบาท

ซึ่งบรรยากาศภายในงานนั้นจัดขึ้นไม่แพ้การแต่งงานของคนทั่วไป โดยเริ่มด้วย ขบวนขันหมากของเจ้าบ่าว ควายเพศผู้ ชื่อ“เจ้ามณีแดง” โดยมีนายเตือนใจ ทรงไตร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง เป็นเถ้าแก่ ยกขบวนขันหมากมาสู่ขอควายเพศเมีย คือ “เจ้าวาสนา” ซึ่งฝ่ายควายเจ้าสาวนั้นมีนายสุรเชษฐ์ นิ่มกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง เป็นเถ้าแก่ โดยทางฝ่ายควายเจ้าบ่าวนั้นมีสินสอดเป็นน้ำเชื้อ 100 ล้านตัว และหญ้าเนเปียร์ 20 กิโลกรัม

ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีสู่ขอ มีการจดทะเบียนสมรสควายไทยทั้งคู่ ซึ่งภายในงานแต่งงานของควายทั้งสองตัวนั้น ยังได้มีการแต่งงานระหว่างเจ้าบ่าวไก่ชน ราคา 1.7 ล้าน กับเจ้าสาวไก่ชน การะเกด ราคา 1.5 แสนบาทถ้วน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีการนำธนบัตรปลอม และทองปลอม มาจัดเป็นขบวนสวยงามตามขบวนขันหมากของคนทั่วไป มีการพูดหยอกล้อกันสนุกสนานท่ามกลางรอยยิ้มของประชาชนที่มาร่วมงาน

สำหรับการจัดงานแต่งงานควายและไก่ในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมหนึ่งในการจัดงานเกษตรและของดีเมืองอ่างทอง ครั้งที่ 7 ซึ่งนอกจากนี้ ยังมีกาารให้บริการจากสำนักงานอำเภอโพธิ์ทอง ในการรับจดทะเบียนสมรสให้กับผู้รับที่สนใจมาจดทะเบียนสมรสในกิจกรรม อิ่มบุญเติมรัก ซึ่งคู่รักที่มาจดทะเบียนในงานจะได้ของที่ระลึก คือพระพุทธไสยาสน์วัดขุนอินจำลอง ขนาด 4 นิ้ว จำนวน 2 องค์ สำหรับคู่รัก คู่แรก และที่เข้ามาจดทะเบียน เป็นลำดับต่อมาจะได้รับ พระสมเด็จและหนังสือพระบารมีปกเกล้า เป็นที่ระลึกจากสำนักทะเบียนอำเภอโพธิ์ทองทุกคู่

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่รัฐสภา นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณร่าง พ.ร.บ. ข้าว เปิดเผยว่า ขอยืนยันคณะกรรมาธิการฯ ไม่ได้มีการแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้ชาวนาต้องติดคุกแต่อย่างใด โดยประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการห้ามไม่ให้เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองนั้น เป็นบทบัญญัติที่ห้ามเฉพาะกลุ่มนายทุนเท่านั้น แต่ถ้าเป็นกลุ่มชาวนาที่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการมีการเก็บเมล็ดพันธุ์เอาไว้ และทำการแลกเปลี่ยนกันในเครือข่ายชาวนาด้วยกันจะไม่มีความผิด

นายกิตติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นการเอื้อนายทุนยักษ์ใหญ่ตามที่หลายฝ่ายกล่าวหา เพราะถ้าชาวนาที่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี ก็สามารถทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อย่างอิสระ เว้นแต่ชาวนาจะไปทำในลักษณะที่เป็นผู้ประกอบการเพื่อค้ากำไรเสียเอง เช่นนี้ก็ต้องขออนุญาตจากกรมการข้าวเสียก่อน ดังนั้น ยืนยันได้ว่า สนช. ไม่ได้มีการแก้ไขเพื่อปิดกั้นการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวแต่ประการใด จึงอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจตามนี้ด้วย

นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาร่างกฎหมายใกล้เสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะเข้าสู่คณะกรรมการตรวจร่างกฎหมายของสภา ก่อนที่ที่ประชุม สนช. จะพิจารณาให้ความเห็นชอบในช่วงปลายเดือน ก.พ. ต่อไป

ช่วงนี้ในตอนกลางคืนจะมีอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลง และในตอนกลางวันมีแดดแรง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาทิ กวางตุ้ง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโคลี่ ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช

ระยะต้นกล้า ใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโต จะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้านบนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นในตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามมีขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสม อีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม จากนั้น เกษตรกรควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดได้รวดเร็ว

หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรควรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลง และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค หลีกเลี่ยง การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน และควรทำความสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนใบและใต้ใบ ทุก 5-7 วัน

ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นในประเทศแถบเอเชียเขตร้อน มีลักษณะคล้ายหญ้าและมีใบสูงยาวส่งกลิ่นเฉพาะตัว นอกจากนำมาใช้ประกอบอาหาร ปรุงแต่งกลิ่นในอาหาร และทำเครื่องดื่มแล้ว ตะไคร้ยังถูกนำไปใช้ในหลากสาขา เช่น อุตสาหกรรมสบู่ เครื่องสำอาง การบำบัดด้วยกลิ่น หรือการสกัดเป็นยารักษา โดยมีความเชื่อว่าสารเคมีในตะไคร้ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อาจสามารถช่วยป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียกับยีสต์ได้ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดและลดไข้ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในระหว่างมีประจำเดือน และเป็นส่วนผสมในสารที่ช่วยไล่ยุงได้ เป็นต้น

แม้จะเป็นพืชสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในการบริโภคและประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับประสิทธิผลของตะไคร้แท้จริงแล้วยังคงมีอย่างจำกัด และไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการในเชิงการแพทย์ โดยบางงานวิจัยก็ได้ตรวจสอบสมมติฐานถึงผลของตะไคร้ต่อสุขภาพในด้านต่างๆ ดังนี้

ระงับกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

กลิ่นปากเป็นปัญหาสุขภาพอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่ การไม่รักษาสุขอนามัยภายในช่องปาก การติดเชื้อภายในช่องปาก ตลอดจนการใช้ยารักษาบางชนิด ผู้ที่มีกลิ่นปากอาจสูญเสียความมั่นใจและเกิดความวิตกกังวลจนอาจต้องไปปรึกษาแพทย์ เพื่อหาวิธีรักษาและระงับกลิ่นปาก

ตะไคร้ เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงมีการค้นคว้าที่นำตะไคร้มาเป็นส่วนหนึ่งในการทดลองใช้สารสกัดจากตะไคร้ผลิตน้ำยาบ้วนปาก โดยมีผู้อาสาเข้าร่วมการทดลอง จำนวน 20 ราย ผลการทดลองพบว่า น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการยับยั้งแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดกลิ่นปากบางชนิดได้คือ แบคทีเรียกลุ่มแอกทิโนไมซีเทมคอมิแทนส์ (Aggregatibacter Actinomycetemcomitans) และ พอร์ฟิโรโมแนส จินจิวาลิส (Porphyromonas Gingivalis) แต่มีประสิทธิผลต่ำต่อการต้านเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อกคัส (Streptococcus Mutans)

โดยรวมแล้ว น้ำยาบ้วนปากจากตะไคร้สามารถช่วยลดกลิ่นปากลงได้และพบว่ามีความปลอดภัยจากการใช้งานในกลุ่มผู้ถูกทดลอง แม้ยังคงต้องมีการปรับปรุงกลิ่นฉุนและรสชาติจากตะไคร้เพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตาม งานทดลองนี้เป็นงานทดลองขนาดเล็ก จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในด้านนี้ต่อไป เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์จากตะไคร้ในการระงับกลิ่นปากได้ในอนาคต

โดยปกติ ในช่องปากของคนเรามีแบคทีเรียและเชื้อราบางชนิดอาศัยอยู่ หากมีเชื้อจุลชีพเหล่านี้ในจำนวนที่ไม่เป็นอันตราย จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพช่องปากแต่อย่างใด แต่ปัญหาเชื้อราในช่องปาก เกิดจากการมีเชื้อราแคนดิดาอัลบิแคนส์ (Candida Albicans) ในช่องปากเป็นจำนวนมาก และเชื้อเหล่านี้มีการเจริญเติบโตจนเกินกว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายจะควบคุมได้ จึงเป็นที่มาของอาการต่างๆ เช่น มีคราบหรือปื้นสีขาวตามลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม ต่อมทอนซิล สร้างความเจ็บปวด หรือกลืนอาหารลำบาก เป็นต้น

แม้ตะไคร้อาจมีผลต่อการยับยั้งควบคุมแบคทีเรียในช่องปากบางชนิด แต่สำหรับจุลชีพที่เป็นเชื้อรานั้น มีงานทดลองหนึ่งที่ทำการทดลองในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีที่มีเชื้อราในช่องปาก จำนวน 90 ราย โดยแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 3 กลุ่ม และให้แต่ละกลุ่มรับการรักษาด้วยยาม่วงหรือเจนเชียนไวโอเล็ต น้ำมะนาว และตะไคร้ เป็นระยะเวลา 11 วัน ผลการทดลองพบว่า น้ำมะนาว มีประสิทธิผลทางการรักษาเชื้อราในช่องปากที่ดีกว่ายาม่วง ส่วนยาม่วงและน้ำตะไคร้ต่างก็มีผลช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้เช่นกันเมื่อเทียบกับก่อนรับการทดลอง อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของตะไคร้ในการรักษาเชื้อราในช่องปากยังไม่ปรากฏเป็นที่ชัดเจน และการวิจัยนี้ทำการทดลองในกลุ่มผู้ป่วยเอชไอวีจำนวนหนึ่งเท่านั้น จึงควรมีการค้นคว้าในด้านนี้ต่อไป

ยุง เป็นสัตว์ดูดเลือดและพาหะนำโรคติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์เลือดอุ่นมาสู่คนได้ เช่น ไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย ไข้เหลือง ไข้สมองอักเสบ ไวรัสซิกา เป็นต้น ส่วนตัวริ้นนั้น เป็นแมลงดูดเลือดขนาดเล็กเช่นเดียวกับยุง ซึ่งสร้างความรำคาญและนำโรคมาสู่คนได้เช่นเดียวกัน

มีการทดลองประสิทธิภาพของตะไคร้ด้วยการทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมัครทดลอง แล้วให้ผู้ทดลองอยู่ในบริเวณที่มีตัวริ้น ชนิด Culicoides Pachymerus อยู่อย่างชุกชุม โดยทดลองซ้ำๆ 10 ครั้ง เพื่อทดสอบประสิทธิผลทางการป้องกันภายใน 3-6 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่า โลชั่นที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลทางการป้องกันตัวริ้นชนิดนี้ได้สูงสุดถึงประมาณ 5 ชั่วโมง

ส่วนการทดลองถึงประสิทธิภาพของตะไคร้ในการป้องกันยุงก้นปล่องสายพันธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมัครทดลองเพศชาย 3 คน พบว่า ยากันยุงที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิภาพในการป้องกันยุงได้ยาวนานที่ประมาณ 3 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม งานทดลองเหล่านี้เป็นการทดลองขนาดเล็ก แม้ในปัจจุบันจะมีการนำตะไคร้มาเป็นส่วนหนึ่งในผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง แต่ก็ควรมีการศึกษาค้นคว้าถึงประสิทธิผลในด้านนี้ต่อไป เพื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาปรับประยุกต์ใช้เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวัน

รังแค เป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดกับหนังศีรษะ มีอาการคือ หนังศีรษะลอกแตกออกเป็นแผ่นผิวหนังแห้ง และก่อให้เกิดอาการคัน แม้ไม่ได้นำไปสู่อาการป่วยที่เป็นอันตราย แต่รังแคก็เป็นปัญหารังควานใจ สร้างความวิตกกังวล และสูญเสียความมั่นใจได้ไม่น้อย

ในปัจจุบัน มีแชมพูยาและวิธีการรักษารังแคอย่างหลากหลาย แต่มีงานทดลองหนึ่งในไทยที่นำเอาน้ำมันสกัดจากตะไคร้มาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่น 5, 10 และ 15% โดยมีอาสาสมัครทดลองเป็นคนไทยในวัย 20-60 ปี จำนวน 30 คน ผลการทดลองพบว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่นตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการลดปริมาณรังแคลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของตะไคร้ 10%

อย่างไรก็ดี งานทดลองนี้เป็นการทดลองขนาดเล็กในกลุ่มประชากรจำนวนหนึ่งเท่านั้น จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าถึงคุณประโยชน์ของตะไคร้ต่อการรักษากำจัดรังแคเพิ่มเติมต่อไป ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรระมัดระวังในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์รักษารังแคทั้งที่เป็นตัวยาหรือที่มีส่วนผสมของสมุนไพรใดๆ โดยปรึกษาแพทย์และเภสัชกร รวมทั้งศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ดีก่อนการใช้งานเสมอ

เกลื้อน เป็นการติดเชื้อรามาลาสซีเซีย (Malassezia) บริเวณผิวหนัง โดยปกติ บริเวณผิวหนังของคนเราจะมีเชื้อราชนิดนี้อาศัยอยู่อยู่แล้ว แต่การติดเชื้ออาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลทำให้เชื้อราเกิดการลุกลาม เช่น อากาศร้อนและชื้น ผิวมัน มีเหงื่อออกมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เป็นต้น ทำให้ปรากฏอาการเป็นผิวหนังเป็นจุดดวงที่มีสีอ่อนหรือเข้มกว่าผิวหนังปกติ มักเกิดขึ้นบริเวณแผ่นหลังหรือหน้าอก

เนื่องจากมีสมมติฐานที่ว่าตะไคร้อาจมีประสิทธิภาพในทางการรักษาป้องกันการติดเชื้อจุลชีพได้ จึงมีงานทดลองหนึ่งเกิดขึ้นเพื่อพิสูจน์ประสิทธิผลในเรื่องนี้ โดยให้ผู้ป่วยโรคเกลื้อนรักษาด้วยการทาน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะคีโตโคนาโซล โดยแบ่งการทดลองเป็น 2 ระยะ ระยะแรกมีผู้ป่วยเข้ารับการทดลอง 20 ราย และมีผู้ป่วยเข้ารับการทดลอง 47 ราย ในระยะที่ 2 โดยใช้เวลาในการรักษาเป็นเวลาทั้งสิ้น 40 วัน

ผลการทดลองพบว่า น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีอัตราการรักษาผู้ป่วยโรคเกลื้อนอยู่ที่ประมาณ 60% ในขณะที่ตัวยาคีโตโคนาโซลมีประสิทธิผลทางการรักษาสูงกว่าคือ อยู่ที่ 80%

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลต่างๆ รวมถึงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อจุลชีพและความปลอดภัยในการใช้ตะไคร้ในด้านต่างๆ ยังคงมีจำกัด และยังคงต้องการการศึกษาค้นคว้าต่อไป เพื่อประโยชน์สูงสุดทางการแพทย์และสุขภาพของคนทั่วไปในอนาคต

หลังจากปลูกได้เป็นเวลา 3 เดือน จะพบว่าเริ่มมีรากฝอยอ่อน

แตกออกมาจากนั้นจะใส่ปุ๋ยยูเรีย สูตร 40-8-00 จำนวนต้นละกำมือ จะใส่เพียงครั้งเดียว แต่ระหว่างนั้นจะต้องหมั่นตรวจแปลงเพื่อกำจัดวัชพืชออกให้หมด เพื่อต้องการให้แสงแดดส่องลงมาได้เต็มที่ เนื่องจากแสงแดดมีผลโดยตรงต่อความสมบูรณ์ของสับปะรด และช่วยให้มีคุณภาพทั้งรสชาติและความสมบูรณ์ของผล

กระทั่งเมื่อปลูกได้เป็นเวลา 6 เดือน จึงเริ่มหยอดยากระตุ้น คุณอิ่นแก้ว บอกว่า พื้นที่ปลูกสับปะรดภูแลจำนวน 215 ไร่ ที่กระจัดกระจายไปตามตำบลต่างๆ ในตัวเมืองจะต้องแบ่งสับปะรดออกเป็นโซนจำนวน 24 โซน เพื่อแบ่งการหยอดยากระตุ้น โดยแต่ละโซนจะเว้นการหยอดยากระตุ้นห่างกัน 15 วัน พร้อมจดบันทึก ดังนั้น การบริหารจัดการเช่นนี้จะทำให้ผลผลิตพร้อมตัดเก็บพอดีในเวลาอีก 6 เดือน ต่อมา สามารถทยอยเก็บได้ครบรอบปีโดยไม่เกิดความเสียหาย จึงทำให้มีผลผลิตส่งลูกค้าได้เพียงพอตลอดทั้งปี แล้วทำให้มีรายได้ตลอดเช่นกัน

เหตุผลที่เชียงรายปลูกสับปะรดภูแลได้อร่อย โดยเฉพาะอำเภอนางแล ท่าสุด และตำบลบ้านดู่ เพราะดินไม่ชุ่มน้ำ เป็นดินดำ ลักษณะพื้นที่อยู่ในระดับสูง อากาศดี น้ำดี ดังนั้น จึงสร้างคุณภาพให้สับปะรดภูแลมีรสอร่อย หวานชื่นใจ มีผลเล็กตรงกับความชอบของลูกค้า มีความกรอบ ไม่กัดลิ้นและไม่มีเส้นใย ขณะเดียวกัน ในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดก็สามารถปลูกสับปะรดภูแลได้ แต่อาจได้คุณภาพต่างกัน

ทั้งนี้ ผลผลิตรุ่นแรกในแต่ละโซนจะมีขนาดใหญ่ แล้วค่อยๆ เล็กลง โดยผลผลิตที่เก็บรุ่นแรกมีขนาดน้ำหนักผลประมาณ 1 กิโลกรัม ขนาดผลรุ่นนี้ตลาดต่างประเทศไม่นิยมเพราะใหญ่เกินไปมักขายให้แก่ตลาดในประเทศตามจังหวัดใกล้เคียง แต่พอมาเก็บเป็น รุ่นที่ 2-3 จะได้ขนาดผลละประมาณ 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม เป็นขนาดที่ตลาดต้องการ พอมาถึงผลผลิตรุ่นที่ 4 จะได้ขนาดผลประมาณ 4-5 ผล ต่อกิโลกรัม ดังนั้น จึงมีเพียงรุ่นที่ 2-3 เท่านั้นที่ทำเงินได้ดีที่สุด จึงกำหนดไว้ 3 ขนาด ได้แก่ 1. จัมโบ้ มีขนาดไม่ต่ำกว่า 7 ขีด-1 กิโลกรัม 2. ไซซ์ปอกมีขนาด 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม และ 3. ไซซ์จิ๋วมีขนาด 7-9 ผล ต่อกิโลกรัม โดยไซซ์ปอกจะขายดีที่สุด

ตลาดจำหน่ายสับปะรดม่อนแก้วภูแล มีทั้งในและต่างประเทศ ขายทั้งผลสดและแปรรูปในจำนวนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด ตลาดหลักเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ สำหรับต่างประเทศมียอดสับปะรดแปรรูปส่งขายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน ที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุด

ด้วยยอดขายส่งสับปะรดต่างประเทศที่มีจำนวนมากจึงทำให้ทางโรงงานต้องแปรรูปทุกวัน มีพนักงานทำงาน 2 กลุ่ม คือแบบประจำมีรายได้ตามกฎหมายแรงงาน ทำหน้าที่ล้าง แพ็ก และบรรจุใส่กล่องลำเลียงใส่รถตู้คอนเทนเนอร์ อีกกลุ่มเป็นพนักงานปอกทำหน้าที่ปอก เลาะตา พนักงานกลุ่มนี้มีรายได้แบบจ้างเหมา กิโลกรัมละ 10 บาท โดยแต่ละคนมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน ประมาณ 500-800 บาท

ทั้งนี้ เมื่อได้รับออเดอร์ล่วงหน้าจากลูกค้าแล้วจะบรรจุผลสับปะรดแปรรูปใส่ถุงติดแบรนด์สินค้าของลูกค้ารายนั้นๆ แล้วบรรจุใส่กล่องโฟม ลำเลียงใส่ตู้คอนเทนเนอร์ โดยกล่องโฟมที่บรรจุสับปะรด 1 กล่อง จะใส่สับปะรดได้ 8 กิโลกรัม และใน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ สามารถบรรทุกกล่องโฟมได้จำนวน 1,200 กล่อง

คุณกาย ชี้ว่าความจริงแล้วราคาขายสับปะรดภูแลในประเทศดีกว่า เพียงแต่จำนวนการสั่งมีน้อยและไม่แน่นอน ตรงข้ามกับตลาดต่างประเทศที่มียอดการสั่งแบบไม่อั้น สั่งตลอด ยังมีอยู่อีกยาวนาน เนื่องจากตลาดต่างประเทศขยายวงกว้างมากขึ้น จนบางคราวมีออเดอร์สั่งเข้ามาติดกันจนทำให้ผลผลิตไม่พอก็จะต้องแก้ปัญหาด้วยการรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านในกลุ่มที่ปลูกสับปะรดแบบคุณภาพ ดังนั้น ผู้ผลิตจึงต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

แม้สับปะรดภูแลได้กลายเป็นหนึ่งในผลไม้สำคัญของจังหวัดเชียงราย แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาพบว่ามีเพียง 3 ตำบล คือนางแล ท่าสุด และตำบลบ้านดู่ ที่มีผลผลิตคุณภาพดีได้มาตรฐานกว่าหลายแห่งอันมาจากลักษณะทางพื้นที่ ดิน น้ำ และอากาศ อีกทั้งตำบลบ้านดู่ยังนับเป็นแหล่งใหญ่ เพราะไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูก โรงงานแปรรูปที่มีกว่า 20 แห่ง มีรายได้เข้า-ออกสูง แล้วยังมีจำนวนประชากรทำงานอยู่ในพื้นที่หมุนเวียนมากด้วย

นอกจากนั้นแล้ว สับปะรดภูแลยังสร้างชื่อเสียงไปยังหลายประเทศ จนมีกลุ่มแอบอ้างนำสับปะรดพันธุ์อื่นไปหลอกขายสร้างความเสื่อมเสียมายังผู้ผลิต ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ “จีไอ” (GI:Geographycal Indication)

หรือกรณีมีพ่อค้าหัวใสหลายจังหวัดนำสับปะรดพันธุ์อื่นมาแอบอ้างว่าเป็นภูแล พอผู้ซื้อไปรับประทานแล้วไม่อร่อย เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ปัญหานี้ คุณกาย บอกว่าวิธีสังเกตสับปะรดภูแลแท้คือ 1. ผลมีกลิ่นหอม 2. ก้านผลมีขนาดเล็ก 3. เนื้อเนียน ละมุน ไม่มีใย และ 4. รับประทานแล้วไม่กัดลิ้น

การแปรรูปสับปะรดในโรงงานจะมีวัสดุบางประเภทไม่เกิดประโยชน์แล้วต้องทิ้งอย่างเปลือกหรือตา ที่เลาะออกมา คุณกาย บอกว่าวัสดุเหลือทิ้งเหล่านี้ไม่ได้ขายแต่จะให้ชาวบ้านนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ โดยไม่คิดเงิน อย่างเปลือกนำไปผลิตเป็นอาหารวัว หรือตาจะนำไปเป็นอาหารเป็ด/ไก่

เมื่อสังเกตจากปากทางถนนเข้าสู่ตำบลบ้านดู่จะพบว่า บ้านเรือนสองข้างทางล้วนมีชาวบ้านประกอบอาชีพทำสับปะรดภูแลกันแทบทุกหลังคาเรือน ทั้งปลูก แปรรูป รับจ้างเก็บ รับจ้างปอก ฉะนั้น สับปะรดภูแลถือเป็นไม้ผลที่สร้างอาชีพให้เกิดรายได้แก่ชุมชนโดยไม่ต้องออกไปตระเวนหางานต่างถิ่น ช่วยให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ช่วยให้ทุกครัวเรือนมีรายได้ที่ดีกว่าเดิม มีความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป มีฐานะดีขึ้น

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระราชทานพระราโชบายบริหารประเทศ ให้ ครม. นึกถึง ปชช. -ทำให้มีความสุข นำแนวทางจิตอาสา ช่วยเกษตรกร ลดความเหลื่อมล้ำ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว – ครม. – เมื่อวันที่ 12 ก.พ. เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ. หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ก่อนการประชุม ครม. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ปรารภว่า

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน พระราโชบายในการบริหารประเทศ โดยขอให้คนไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่พระองค์เห็นความสำคัญของประชาชน โดยท่านมีรับสั่งว่า ขอให้ ครม. นึกถึงประชาชนเป็นหลักในการทำงาน ทำให้มีความสุข มีทางออก และมีทางเลือก

ขณะที่การแก้ปัญหาสังคมของประเทศนั้น สามารถบรรเทาได้โดยการสร้างวินัยให้กับประชาชน รวมถึงขอให้ประชาชนทุกคนมีความภูมิใจในประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศชาติได้ในเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยว

“ส่วนประเด็นสำคัญ คือการนำเอาจิตอาสาไปขับเคลื่อนให้กับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน หากช่วยเหลือได้ จะนำจิตอาสาช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ ทั้งด้านผลผลิต และการเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ดีที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับทุกหมู่เหล่า

โดยจะเป็นการร่วมมือกันของส่วนราชการ เอกชน ในการรวมพลัง ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนในประเทศ เพื่อยกระดับให้มีฐานะที่เท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำและลดช่องว่าง” พ.อ. หญิงทักษดา กล่าว

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 นายยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี เข้าร่วมงานพร้อมทั้งให้บริการทางการเกษตร ในงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ครั้งที่ 2/2562 ณ วัดคลองปลาดุกลาย หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดยมี นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งจัดโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอนาดี

สำหรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ นี้ เป็นโครงการที่ช่วยเหลือและพัฒนาอาชีพเกษตร โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ พัฒนาที่ดิน และด้านอื่นๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ได้รับทราบปัญหาด้านการเกษตรของเกษตรกร สามารถเข้าถึงการบริการทางวิชาการ ได้รับการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร และเพื่อบูรณาการความร่วมมือให้เกิดการบริการแก่เกษตรกร ณ จุดเดียวกันในรูปแบบกิจกรรมเคลื่อนที่ พร้อมมุ่งหวังให้เกษตรกรได้นำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ดี และต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร สร้างแรงกระตุ้นให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเกิดการตื่นตัว พร้อมทั้งยอมรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรใหม่ๆ โดยคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ เป็นช่องทางหนึ่งในการเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างใกล้ชิด ตรงตามความต้องการและทันต่อเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์พร้อม นายธีระ อนันต์ปัญญา ปศุสัตว์เขต 5 นายสุรเดช สมิเปรม เลขานุการกรม นายนพพร มหากันธา ปศุสัตว์จังหวัดเชียงรายและคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามงานด้านมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์ ณ สิรินทร์ฟาร์ม มีพื้นที่ทั้งหมด 30 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวและฟาร์ม ประกอบด้วย ฟาร์มสุกรอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อินทรีย์ ศูนย์รวมไข่อินทรีย์และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์อินทรีย์

ลักษณะเด่นของการเลี้ยงสัตว์คือ ไม่ใช้ยาปฏฺิชีวนะ อาหารไก่เป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นโดยมีส่วนผสมของสมุนไพรสร้างภูมิคุ้มกันให้ไก่ สำหรับการเลี้ยงหมูเป็นฟาร์มเดียวที่ขยายพันธุ์หมูคุโรบุตะพันธุ์แท้ ไม่ฉีดสารเร่งเนื้อแดง ไม่ใช้ฮอร์โมน

แนวคิดหลักของสิรินทร์ฟาร์ม คือการทำฟาร์มแบบครบวงจร ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและจะต้องไม่เกิดขยะหรือของเสียซึ่งส่งผลดีต่อระบบนิเวศวันแห่งความรักปีนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า เผยแพร่ภาพถ่ายจากดาวเทียมไทยโชตสีผสมเท็จ ด้วยภาพ “มินิฮาร์ทแห่งท้องทะเล” บริเวณเกาะนางแอ่น ตั้งอยู่ใจกลางอ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในธีม “เพียงหมุนภาพ…คุณจะเห็นมินิฮาร์ทแห่งท้องทะเล”

โดย “เกาะนางแอ่น” หรือ “เกาะแอ่น” แห่งนี้ บริเวณรอบๆ เกาะจะมีปะการังตามธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และที่สำคัญเกาะนี้ยังเป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์หอยหลายชนิดอีกด้วย โดยตำแหน่งที่ตั้งของเกาะที่สังเกตได้ชัดเจนคือ ในตอนเช้าหากคุณหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ แล้วมองไปยังเบื้องหน้าของอ่าวมะนาวเราจะเห็น “เกาะนางแอ่น” หรือ “เกาะแอ่น” โผล่พ้นประดับอยู่เหนือผืนน้ำ ส่วนทางซ้ายมือจะเห็นแนวสันเขาล้อมหมวก และด้านขวามือจะเห็นเขาคลองวาฬ ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก นับเป็นความสวยงามที่กลมกลืนและสะดุดตาที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นจนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่น่าจดจำของอ่าวมะนาวและชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ สีผสมเท็จในภาพนี้ เพื่อให้สามารถแยกแยะวัตถุที่ต้องการ เพื่อให้มองเห็นได้เห็นชัดเจนขึ้น จากภาพดังกล่าวเป็นการจำแนกพื้นที่ป่า เมื่อผสมสีจะทำให้สามารถเห็นปริมาณของพื้นที่ป่าและยังสามารถแยกประเภทป่าได้อีกด้วย

เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 62 : เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือ ระหว่าง มูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม และภาคีเครือข่ายแม่แจ่มโมเดล ณ ชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า โรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่าฯ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อระดมทุนสำหรับใช้ในกิจกรรมฟื้นฟูป่าแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าอย่างยั่งยืนโดยการเปิดรับบริจาคผ่านช่องทางแอปพลิเคชั่นทรูมันนี่ วอลเล็ท (True Money Wallet)

นายอุทิศ สมบัติ ประธานกรรมการมูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม และภาคีเครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ มูลนิธิไทยรักษ์ป่า และสถาบันอ้อผะหญา เปิดเผยว่า ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แม่แจ่มโมเดล เพื่อฟื้นฟูป่าไม้ ส่งเสริมอาชีพ ลดการบุกรุกทำลายป่า เผาป่า ขยายผลสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทุกฝ่ายได้มีความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

โดยล่าสุดเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้สนับสนุนด้านการสร้างความยั่งยืนแก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเปิดช่องทางรับบริจาคเงินผ่านแอปพลิเคชั่นทรูมันนี่ วอลเล็ท (True Money Wallet) เพื่อที่จะได้นำเงินที่ได้รับจากการบริจาคไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนแนวทางพัฒนาอาชีพและรายได้ของเกษตรกร สนับสนุนการพัฒนาระบบข้อมูลและระบบสารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์ การดูแลรักษา การฟื้นฟูดินน้ำป่าและการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า

ด้าน นายจอมกิตติ ศิริกุล ผู้บริหาร ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักปรัชญา “3 ประโยชน์” คือการจะทำอะไรต้องคำนึงถึงประโยชน์ต่อชาติ ตามด้วยประโยชน์ของประชาชน ก่อนจะคำนึงถึงประโยชน์ขององค์กรตามลำดับ ซึ่งเครือฯ ได้มีเจตนารมณ์และเป็นหนึ่งพลังในการช่วยฟื้นฟูป่าผ่านโครงการแม่แจ่มโมเดลพลัส โดยที่ผ่านมาได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวชุมนแม่แจ่ม แก้ข้อจำกัดในเรื่องของพืชทดแทน และปัญหาอื่นๆ มาอย่างต่อเนื่อง การเปิดรับบริจาคเงินผ่านแอปพลิเคชั่นทรูมันนี่ วอลเล็ท ขึ้นมาก็เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างสรรค์พัฒนาสังคมโดยพี่น้องคนไทยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการแบ่งปันคนละเล็กละน้อยเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าและฟื้นฟูป่า พัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

ในส่วนของ นางสาวจิตติมา จันทรมโรภาส Assistant Director บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด เผยว่า การเปิดช่องทางการรับบริจาค เพื่อระดมทุนในการฟื้นฟูป่า และการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ให้แก่มูลนิธิฮักเมืองแจ๋ม (แม่แจ่มโมเดล) ผ่านแอปพลิเคชั่นทรูมันนี่ วอลเล็ท (True Money Wallet) ทุกคนสามารถทำได้ง่าย เพียง 1 บาทก็บริจาคได้ ตลอด 24 ชั่วโมง ติดตามรายละเอียดการบริจาคได้ที่

เฮ! อย. เผย 4 โรค ใช้ประโยชน์จากกัญชาได้ เตรียมออกอนุบัญญัติกัญชาทางการแพทย์
เมื่อวันที่ 13 ก.พ. นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงการเตรียมออกอนุบัญญัติเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ เพื่อรองรับร่าง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. … ซึ่งมีประกาศในส่วนของการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชาด้วยนั้น ว่า หากมาแจ้งการครอบครองกัญชาภายใน 90 วัน ตามที่กำหนดหลังจากกฎหมายใหญ่บังคับใช้

ก็จะไม่ต้องรับโทษ และออกแบบให้บางกลุ่มสามารถครอบครองต่อไปได้ เช่น ถ้าเป็นคนไข้จริง เป็นแพทย์แผนไทยจริง เป็นหมอพื้นบ้าน หรือจะทำงานวิจัยต่อ แต่ก็ต้องมาขออนุญาตตามกฎกระทรวงใหม่ ซึ่งผู้ป่วยก็จะได้รับการดูแลจากแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนไทยในการสั่งยาจากกัญชาเพื่อดูแล โดยไม่ต้องไปหาซื้อจากนอกระบบ เป็นการคุ้มครองประชาชน ส่วนกลุ่มที่ไม่มาแจ้งก็ต้องเอาผิดตามกฎหมาย เพราะการครอบครองถือว่ามีความผิด ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นผู้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย

นพ. ธเรศ กล่าวว่า นอกจากประกาศนิรโทษ 2 ฉบับ และกฎกระทรวงเรื่องการผลิต การปลูก สกัด วิจัย จำหน่าย และส่งออก แล้วนั้น ยังมีประกาศฉบับอื่นๆ ที่เร่งดำเนินการอีก ซึ่งจะมีเรื่องของประกาศตำรับยาจากกัญชา ซึ่งได้ให้กรมการแพทย์และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ไปดูว่าโรคอะไร ตำรับอะไรบ้างที่จะใช้กัญชาบำบัดรักษา และกำลังไปดูวิธีในการเขียนประกาศอยู่ว่า

ทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทยจะอยู่ในประกาศเดียวกันหรือไม่ หรือหากสะดวกอาจออกประกาศแยกกันก็ได้ และอีกฉบับจะเป็นประกาศประเภทแพทย์แผนไทยว่า แพทย์แผนไทยประเภทไหนที่สามารถใช้ได้ ส่วนประกาศอื่นๆ จะเป็นลักษณะของระบบรายงาน ระบบหลังบ้านต่างๆ ซึ่งตรงนี้เราเคยทำกับยาเสพติดทางการแพทย์อื่นๆ อย่างมอร์ฟีนมาแล้ว ก็จะมีความคล้ายกัน ซึ่งการออกอนุบัญญัติเหล่านี้ก็เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่อะไรที่อาจเป็นอุปสรรคก็อาจออกแนวทางเพิ่มเติมได้ โดยอาจออกประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือออกเป็นไกด์ไลน์ได้ ถือเป็นการพัฒนา

เมื่อถามว่า ผู้ป่วยที่มาแจ้งครอบครองกัญชา ต้องเป็นผู้ป่วยโรคตามที่กำหนดหรือไม่ นพ.ธเรศ กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มโรคเป็นตามที่เราคุยกับกรมการแพทย์ คือ กลุ่มแรก มี 4 โรค ชัดเจนที่สามารถใช้ได้ กลุ่มสอง คือ น่าจะมีประโยชน์ และอีกกลุ่มทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งคิดว่า 2 กลุ่มนี้ที่อาจเปิดกว้าง แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพ อย่างมะเร็งระยะสุดท้าย ที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ไม่ได้รักษามะเร็ง หรือกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้าย อาจทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่จะใช้กัญชาในการบำบัดโรคนั้น ได้ให้กรมการแพทย์ประมาณการณ์จำนวนผู้ป่วยและปริมาณที่ต้องการใช้กัญชาในการบำบัดรักษาโรค เพราะประเทศไทยอยู่ใต้สนธิสัญญา ดังนั้น โควต้าการผลิตต้องแจ้งให้องค์การควบคุมยาเสพติดระดับโลก ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศออสเตรียรับทราบด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 4 กลุ่มโรค ที่สามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ คือ ลมชักในเด็ก กล้ามเนื้อเนื้อแข็ง ผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการได้รับยาเคมีบำบัด และปวดเรื้อรัง ส่วนอีก 2 กลุ่มโรค คือ กลุ่มโรคที่น่าจะมีประโยชน์ทางการแพทย์ อาทิ โรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ เครียด และการใช้ในผู้ป่วยระยะสุดท้าย ส่วนอีกหนึ่งกลุ่มคือ กลุ่มที่อาจจะมีประโยชน์ เช่น การใช้นำมันกัญชาในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะต้องเริ่มวิจัยตั้งแต่หลอดทดลอง และระดับคลินิกต่อไป

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 5 กุมภาพันธ์ 2562 เห็นชอบให้ปลากัดไทย ชื่อสามัญ “Siamese Fighting Fish” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอนั้น กระทรวงพาณิชย์จะกำชับสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศให้เร่งประชาสัมพันธ์และแจ้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศต่างๆ ทราบว่า ปลากัดไทย เป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย ซึ่งไม่ควรมีบุคคลใดนำไปจดทะเบียนสิทธิบัตรเพื่ออ้างความเป็นเจ้าของ

นางสาวชุติมา กล่าวว่า นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ระหว่างดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทรัพยากรพันธุกรรมที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรเพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบนำทรัพยากรพันธุกรรมของไทยไปใช้โดยไม่ชอบ และจะหารือกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้มีการนำรูปปลากัดไทย ซึ่งจะต้องมีการเลือกว่าเป็นพันธ์ุใด รูปลักษณะ สี แบบใด นำไปจดสิทธิบัตรภาพเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ อย่างก่อนหน้านี้มีการจดสิทธิบัตรภาพช้างไทย ภาพดอกราชพฤกษ์ ภาพศาลาไทย ซึ่งจะทำให้ต่างชาติไม่สามารถนำภาพคล้ายกันไปจดทะเบียนทางการค้าหรือหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้

นางสาวชุติมา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สิทธิบัตร (ฉบับที่..) พ.ศ. … ต่อ ครม. และผ่านความเห็นชอบแล้วเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาคาดว่าจะออกมาเร็วๆ นี้ ซึ่งจะช่วยคุ้มครองปลากัดไทยในฐานะที่เป็นทรัพยากรพันธุกรรม (Genetic Resources) ของไทย ทั้งในระดับประเทศและระดับดับสากล

นางสาวชุติมา กล่าวว่า สาระสำคัญหนึ่งของร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว กำหนดให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่มีการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมต้องเปิดเผยแหล่งที่มาและการแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่เจ้าของทรัพยากรพันธุกรรมนั้น ในคำขอรับสิทธิบัตร เพื่อป้องกันปัญหาการขโมยทรัพยากรพันธุกรรมไปใช้ประโยชน์โดยไม่ชอบ หรือที่เรียกว่าปัญหาโจรสลัดชีวภาพ (Bio-Piracy) ทั้งนี้ ไทยยังเดินหน้าเจรจา เร่งรัด และผลักดันให้มีการจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศด้านการคุ้มครองทรัพยากรทางพันธุกรรมภายใต้กรอบองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) โดยหากการเจรจาจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวเป็นผลสำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและชุมชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรพันธุกรรมเป็นอย่างมาก ส่วนการแบ่งประโยชน์ไม่ได้ระบุว่าต้องอยู่ในระดับเท่าใด ขึ้นอยู่กับมูลค่าที่เกิดขึ้นว่ามากน้อยเพียงใดและสัดส่วนต้องเหมาะสม

ส่วนการขอจดสิทธบัตรปลากัดไทย นางสาวชุติมา กล่าวว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถขอรับสิทธิบัตรได้ นอกจากปลากกัดไทย ชาติอื่นก็มีปลากัดเช่นกัน แต่หากเป็นการคิดกรรมวิธีใหม่ เช่น กรรมวิธีใหม่ในการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ก็จะสามารถนำมาขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรได้ ซึ่งผู้ประดิษฐ์หรือนักวิจัยไทยก็สามารถดำเนินการได้เช่นกัน ส่วนในต่างประเทศ แม้มีบางประเทศที่อนุญาตให้นำสัตว์ไปจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ แต่ก็มีกระบวนการคัดค้านและเพิกถอนการจดทะเบียนตามขั้นตอนของกฎหมายภายในประเทศนั้นๆ อยู่ ดังนั้น หากมีการนำสัตว์ที่เป็นทรัพยากรพันธุกรรมของไทย เช่น ปลากัดไทย ไปจดทะเบียนสิทธิบัตรในต่างประเทศ ก็สามารถดำเนินการคัดค้านหรือเพิกถอนการจดทะเบียนตามขั้นตอนของกฎหมายได้

“คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติแล้ว จึงขอให้หน่วยงานและองค์กร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรพันธุกรรมในสาขาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนคนไทยทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตาและเฝ้าระวังไม่ให้มีการขโมยทรัพยากรพันธุกรรมของไทย เช่น ปลากัดไทย ไปใช้โดยไม่ชอบ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญ ในการป้องกันปัญหาโจรสลัดชีวภาพไม่ให้เกิดขึ้น และเป็นการรักษาสิ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางวัฒนธรรมไว้ให้ลูกหลานของไทยสืบไป”

ตกรายได้ต่อเดือน 12 ครั้งเงินประมาณ 240,000 บาท ต่อเดือน

หักต้นทุนไปครึ่งหนึ่งที่เหลือคือกำไรคุณณัฐพงษ์ บอกต่ออีกว่า กุหลาบตัดดอกไม่มีผลอะไรกับช่วงเทศกาลแห่งความรัก ขณะที่ราคากุหลาบก้านปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว แต่กุหลาบตัดดอกไม่ได้รับผล ราคาขายยังเท่าเดิม จะมีขยับขึ้นคือช่วงเทศกาลสงกรานต์ผู้คนนิยมนำไปสรงน้ำพระ หรือเทศกาลเช็งเม้งนำไปโรยสุสานบรรพบุรุษ

“ทุกวันนี้ราคากุหลาบตัดดอกยังคงที่ ส่งขายที่ปากคลองตลาดได้ราคา ดอกใหญ่ 30-40 สตางค์ ดอกเล็ก 10-15 สตางค์ ไม่ต้องรอเทศกาลก็สามารถอยู่ได้อย่างสบาย เพียงแต่ต้องมีวิธีการจัดการที่ดี หากเป็นช่วงที่มีปัญหาราคาดอกกุหลาบถูก ก็พยายามรักษาคุณภาพและปริมาณไว้ให้คงเดิม เพราะอย่างน้อยเราขายได้ราคาถูก แต่เรายังได้จำนวนดอกคงที่ ตัวเงินที่ได้มาก็จะคงที่ เมื่อบวกลบมาแล้วมีเงินเหลือประมาณนี้พอจะเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่เดือดร้อน”

สาธารณสุขเตือน! กินโคลน เสี่ยงโรคเพียบ ชาวบ้านไม่ฟังเตรียมบายสี แก้บน
กินโคลน – จากกรณีที่ชาวบ้าน บ้านหนองกุงน้อย หมู่ที่ 10 ต.โคกกระเบื้อง อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา แห่กันนำเอาขวดไปใส่โคลนที่ผุดขึ้นมาบริเวณกลางทุ่งนา เพื่อนำไปพอกตัว รักษาโรคปวดเมื่อย พอกหน้า เพื่อให้ใบหน้าขาวใส ตามความเชื่อว่าเป็นโคลนวิเศษ รักษาโรคต่างๆ ได้

ขณะที่บางคน นำโคลนไปกราบไหว้บูชาเพื่อเป็นสิริมงคล รวมถึงนำไปดื่มกิน โดยเชื่อว่าจะรักษาโรคต่างๆ ได้อีกล่าสุด วันที่ 12 ก.พ. นายอำนวย เนียมหมื่นไวย์ สาธารณสุขอำเภอ ได้เตือนชาวบ้าน ที่นำโคลนลาวาไปพอกหน้า รวมถึงดื่มกิน อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคฉี่หนู โรคผิวหนัง เนื่องจากความเป็นกรดเป็นด่างของดินในทุ่งนา ที่ตกค้างจากสารเคมี อาจส่งผลให้เชื้อโรคซึมเข้าสู่ผิวหนังทางบาดแผลได้

ทั้งนี้ แหล่งข่าวระบุว่า ภายในวันที่ 15 ก.พ. จะมีชาวบ้านจำนวนมากเดินทางไปร่วมพิธีบวงสรวง บายศรีสู่ขวัญของหมอทรง และได้จ้างหมอลำกลอนมารำแก้บน โดยชาวบ้านเชื่อว่าบริเวณที่มีโคลนผุดเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีเจ้าเมืองบาดาลอาศัยอยู่

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร ร่วมกับ บริษัทยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด จัดการสัมมนาฟรี! ในหัวข้อเรื่อง “การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร : Research and development on Innovative herbal product” ในวันที่ 12 มีนาคม 2562 ณ Meeting room 4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ จากวิทยากรทั้งภายในและต่างประเทศ ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย อาทิ ผู้ประกอบการ นักวิจัยและอาจารย์ด้านวิจัย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน link https://goo.gl/forms/e53365FlmoTo3RMs2 หรือ QR code ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 5 มีนาคม 2562

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และการประชุมด้านอุตสาหกรรมการผลิตยาครบวงจรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “CPhi (Convention on Pharmaceutical Ingredient) South East Asia 2019” ซึ่งบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2562 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ม่อนแก้วภูแล เชียงราย บุกตลาดสับปะรดภูแล แปรรูปขายส่งต่างประเทศ

ใครที่ได้ชิมสับปะรดภูแลแล้วแทบไม่เชื่อเลยว่า ผลเล็กๆ เช่นนั้นจะมีความหวาน กรอบ ไม่แสบลิ้น จนเป็นที่โปรดปรานของหลายคน ถ้าได้ผ่าผลออกเป็นชิ้นเหลือก้านไว้เพื่อให้จับได้สะดวกแล้วแช่เย็นนำไปรับประทานเหมือนไอติมก็ยิ่งเป็นที่ถูกใจของทุกเพศทุกวัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ภูแลเป็นสับปะรดของเชียงรายที่ได้รับความนิยมมาก นับเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่ส่งไปขายต่างประเทศ สร้างรายได้ เปลี่ยนฐานะความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่

แต่เดิมเชียงรายมีสับปะรดนางแลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าสับปะรดภูแลเป็นผลพวงของสับปะรดภูเก็ตกับนางแล ความจริงไม่เกี่ยวข้องกันเลย เพียงแต่เป็นการผสมชื่อระหว่าง ตำบลนางแล กับสับปะรดภูเก็ตเท่านั้น เนื่องจากผู้ที่เริ่มปลูกนำพันธุ์ภูเก็ตมาปลูกที่ตำบลนางแล จึงเกิดการกลายพันธุ์ขึ้น

ถึงแม้ภูแลจะเป็นสับปะรดน้องใหม่ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด แต่ความอร่อยของพันธุ์นี้ก็ใช่ว่าจะปลูกได้ทุกแห่ง เนื่องจากลักษณะทางกายภาพพื้นที่ตลอดจนสภาพอากาศ ดิน น้ำ ดังนั้น จึงมีเพียง 3 ตำบล คือ นางแล ท่าสุด และบ้านดู่ ที่ปลูกสับปะรดภูแลได้อย่างมีศักยภาพ ทั้งนี้ ภาพรวมของอาชีพการทำสับปะรดภูแลมีทั้งผู้ปลูก ผู้แปรรูป อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง แล้วมีตลาดต่างประเทศเป็นเป้าใหญ่รองรับธุรกิจนี้

จนทำให้เกิดเป็นวงจรธุรกิจสร้างอาชีพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปลูก การแปรรูป อาชีพรับจ้างปอก รับจ้างตัด รับจ้างขน โรงงานน้ำแข็ง ฯลฯ ที่ล้วนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบขึ้น จนชาวบ้านมีรายได้จับจ่ายใช้สอยกันอย่างมีความสุข ไม่ต้องเดือดร้อนอพยพหางานต่างถิ่นทำ

นอกจากนั้นแล้ว สับปะรดภูแลยังได้รับจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographycal Indication) กับมาตรฐานสินค้าโอท็อป 5 ดาว พ่วงมาอีก

“ม่อนแก้วภูแล” ธุรกิจแปรรูปสับปะรดภูแลภายใต้การบริหารงานโดยม่อนแก้วภูแล กรุ๊ป โดยมี คุณกาย ลูกชาย คุณอิ่นแก้ว จอมแสง รับผิดชอบดูแลงานด้านการตลาด

คุณกาย เล่าว่า เมื่อราว 6 ปีก่อนหลังจากที่ตัวเองกลับไปบ้านที่เชียงราย ซึ่งขณะนั้นพ่อ-แม่ทำอาชีพปลูกสับปะรดบนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ เพื่อส่งขายโรงงาน ก็พบว่าราคาสับปะรดลดลงอย่างมาก เนื่องจากทางโรงงานรับซื้อเพียงบางส่วน จึงสร้างความเสียหายกับผลผลิตที่เหลือ อีกทั้งยังมีผลผลิตสับปะรดออกมาพร้อมกันทุกสวนจนล้นตลาด และสวนของพ่อ-แม่ ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน จึงคิดหาทางแก้ไขแบบเร่งด่วนในระยะสั้น ด้วยการบรรทุกผลผลิตสับปะรดภูแลเข้ามาขายในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ เพื่อช่วยเร่งระบายจำนวนผลผลิตที่ทยอยมีออกมาเรื่อยๆ ไม่ให้เสียหาย

“การนำสับปะรดภูแลเข้ามาขายในกรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง จะปอกแล้วแพ็กใส่ถุงพร้อมรับประทานเพื่อสะดวกแก่ลูกค้า โดยนำสับปะรดไปวางขายตามสถานที่หลายแห่ง ทั้งตลาดสด หน้าอาคารสำนักงานชื่อดัง หรือตลาดนัดขายสินค้า ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก ขายดี โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนขายสนใจติดต่อให้นำสับปะรดมาส่ง จึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นในเวลาต่อมา

คุณกาย มองว่าหากทำตัวเป็นเพียงพ่อค้าคนกลางเพื่อติดต่อซื้อ-ขายสับปะรดในลักษณะรับซื้อจากสวนของชาวบ้านเพื่อรวบรวมมาขายส่งอีกต่อหนึ่งอาจเกิดปัญหาหลายประการ ทั้งเรื่องการควบคุมปริมาณและการดูแลคุณภาพ ดังนั้น จึงตัดสินใจปลูกสับปะรดภูแลเอง จัดการแปรรูปเอง และหาตลาดขายเอง

พันธุ์สับปะรดภูแล เริ่มใช้จากสวนของครอบครัว พร้อมขยายพันธุ์ไปปลูกยังพื้นที่ปลูกทุกแห่ง ฤดูปลูกจะเริ่มประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เพราะเมื่อปลูกต้นกล้าเสร็จก็เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตเจริญงอกงามสมบูรณ์ ก่อนเริ่มปลูกจะต้องจัดการปรับพื้นที่ กำจัดเศษวัชพืชต่างๆ ออกให้หมด ใช้รถไถพรวนดินให้ฟู พร้อมไปกับการตระเตรียมต้นกล้าที่สมบูรณ์รอไว้ ภายหลังปรับพื้นที่เรียบร้อยจึงเริ่มปลูกต้นกล้า โดยพื้นที่จำนวน 1 ไร่ ปลูกกล้าสับปะรดได้จำนวนกว่า 3,000 ต้น ใช้ระยะห่างระหว่างแถว 1.50 เมตร

หลังจากปลูกได้เป็นเวลา 3 เดือน จะพบว่าเริ่มมีรากฝอยอ่อนแตกออกมา จากนั้นจะใส่ปุ๋ยยูเรีย สูตร 40-8-00 จำนวนต้นละกำมือ จะใส่เพียงครั้งเดียว แต่ระหว่างนั้นจะต้องหมั่นตรวจแปลงเพื่อกำจัดวัชพืชออกให้หมด เพื่อต้องการให้แสงแดดส่องลงมาได้เต็มที่ เนื่องจากแสงแดดมีผลโดยตรงต่อความสมบูรณ์ของสับปะรด และช่วยให้มีคุณภาพทั้งรสชาติและความสมบูรณ์ของผล

กระทั่งเมื่อปลูกได้เป็นเวลา 6 เดือน จึงเริ่มหยอดยากระตุ้น คุณอิ่นแก้ว บอกว่า พื้นที่ปลูกสับปะรดภูแลจำนวน 215 ไร่ ที่กระจัดกระจายไปตามตำบลต่างๆ ในตัวเมืองจะต้องแบ่งสับปะรดออกเป็นโซนจำนวน 24 โซน เพื่อแบ่งการหยอดยากระตุ้น โดยแต่ละโซนจะเว้นการหยอดยากระตุ้นห่างกัน 15 วัน พร้อมจดบันทึก ดังนั้น การบริหารจัดการเช่นนี้จะทำให้ผลผลิตพร้อมตัดเก็บพอดีในเวลาอีก 6 เดือน ต่อมา สามารถทยอยเก็บได้ครบรอบปีโดยไม่เกิดความเสียหาย จึงทำให้มีผลผลิตส่งลูกค้าได้เพียงพอตลอดทั้งปี แล้วทำให้มีรายได้ตลอดเช่นกัน

เหตุผลที่เชียงรายปลูกสับปะรดภูแลได้อร่อย โดยเฉพาะอำเภอนางแล ท่าสุด และตำบลบ้านดู่ เพราะดินไม่ชุ่มน้ำ เป็นดินดำ ลักษณะพื้นที่อยู่ในระดับสูง อากาศดี น้ำดี ดังนั้น จึงสร้างคุณภาพให้สับปะรดภูแลมีรสอร่อย หวานชื่นใจ มีผลเล็กตรงกับความชอบของลูกค้า มีความกรอบ ไม่กัดลิ้นและไม่มีเส้นใย ขณะเดียวกัน ในแต่ละพื้นที่ของจังหวัดก็สามารถปลูกสับปะรดภูแลได้ แต่อาจได้คุณภาพต่างกัน

ทั้งนี้ ผลผลิตรุ่นแรกในแต่ละโซนจะมีขนาดใหญ่ แล้วค่อยๆ เล็กลง โดยผลผลิตที่เก็บรุ่นแรกมีขนาดน้ำหนักผลประมาณ 1 กิโลกรัม ขนาดผลรุ่นนี้ตลาดต่างประเทศไม่นิยมเพราะใหญ่เกินไปมักขายให้แก่ตลาดในประเทศตามจังหวัดใกล้เคียง แต่พอมาเก็บเป็น รุ่นที่ 2-3 จะได้ขนาดผลละประมาณ 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม เป็นขนาดที่ตลาดต้องการ พอมาถึงผลผลิตรุ่นที่ 4 จะได้ขนาดผลประมาณ 4-5 ผล ต่อกิโลกรัม ดังนั้น จึงมีเพียงรุ่นที่ 2-3 เท่านั้นที่ทำเงินได้ดีที่สุด จึงกำหนดไว้ 3 ขนาด ได้แก่ 1. จัมโบ้ มีขนาดไม่ต่ำกว่า 7 ขีด-1 กิโลกรัม 2. ไซซ์ปอกมีขนาด 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม และ 3. ไซซ์จิ๋วมีขนาด 7-9 ผล ต่อกิโลกรัม โดยไซซ์ปอกจะขายดีที่สุด

ตลาดจำหน่ายสับปะรดม่อนแก้วภูแล มีทั้งในและต่างประเทศ ขายทั้งผลสดและแปรรูปในจำนวนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด ตลาดหลักเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างกรุงเทพฯ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ สำหรับต่างประเทศมียอดสับปะรดแปรรูปส่งขายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน ที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุด

ด้วยยอดขายส่งสับปะรดต่างประเทศที่มีจำนวนมากจึงทำให้ทางโรงงานต้องแปรรูปทุกวัน มีพนักงานทำงาน 2 กลุ่ม คือแบบประจำมีรายได้ตามกฎหมายแรงงาน ทำหน้าที่ล้าง แพ็ก และบรรจุใส่กล่องลำเลียงใส่รถตู้คอนเทนเนอร์ อีกกลุ่มเป็นพนักงานปอกทำหน้าที่ปอก เลาะตา พนักงานกลุ่มนี้มีรายได้แบบจ้างเหมา กิโลกรัมละ 10 บาท โดยแต่ละคนมีรายได้เฉลี่ยต่อวัน ประมาณ 500-800 บาท

ทั้งนี้ เมื่อได้รับออเดอร์ล่วงหน้าจากลูกค้าแล้วจะบรรจุผลสับปะรดแปรรูปใส่ถุงติดแบรนด์สินค้าของลูกค้ารายนั้นๆ แล้วบรรจุใส่กล่องโฟม ลำเลียงใส่ตู้คอนเทนเนอร์ โดยกล่องโฟมที่บรรจุสับปะรด 1 กล่อง จะใส่สับปะรดได้ 8 กิโลกรัม และใน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ สามารถบรรทุกกล่องโฟมได้จำนวน 1,200 กล่อง

คุณกาย ชี้ว่าความจริงแล้วราคาขายสับปะรดภูแลในประเทศดีกว่า เพียงแต่จำนวนการสั่งมีน้อยและไม่แน่นอน ตรงข้ามกับตลาดต่างประเทศที่มียอดการสั่งแบบไม่อั้น สั่งตลอด ยังมีอยู่อีกยาวนาน เนื่องจากตลาดต่างประเทศขยายวงกว้างมากขึ้น จนบางคราวมีออเดอร์สั่งเข้ามาติดกันจนทำให้ผลผลิตไม่พอก็จะต้องแก้ปัญหาด้วยการรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านในกลุ่มที่ปลูกสับปะรดแบบคุณภาพ ดังนั้น ผู้ผลิตจึงต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

แม้สับปะรดภูแลได้กลายเป็นหนึ่งในผลไม้สำคัญของจังหวัดเชียงราย แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาพบว่ามีเพียง 3 ตำบล คือนางแล ท่าสุด และตำบลบ้านดู่ ที่มีผลผลิตคุณภาพดีได้มาตรฐานกว่าหลายแห่งอันมาจากลักษณะทางพื้นที่ ดิน น้ำ และอากาศ อีกทั้งตำบลบ้านดู่ยังนับเป็นแหล่งใหญ่ เพราะไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูก โรงงานแปรรูปที่มีกว่า 20 แห่ง มีรายได้เข้า-ออกสูง แล้วยังมีจำนวนประชากรทำงานอยู่ในพื้นที่หมุนเวียนมากด้วย

นอกจากนั้นแล้ว สับปะรดภูแลยังสร้างชื่อเสียงไปยังหลายประเทศ จนมีกลุ่มแอบอ้างนำสับปะรดพันธุ์อื่นไปหลอกขายสร้างความเสื่อมเสียมายังผู้ผลิต ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ “จีไอ” (GI:Geographycal Indication)

หรือกรณีมีพ่อค้าหัวใสหลายจังหวัดนำสับปะรดพันธุ์อื่นมาแอบอ้างว่าเป็นภูแล พอผู้ซื้อไปรับประทานแล้วไม่อร่อย เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ปัญหานี้ คุณกาย บอกว่าวิธีสังเกตสับปะรดภูแลแท้คือ 1. ผลมีกลิ่นหอม 2. ก้านผลมีขนาดเล็ก 3. เนื้อเนียน ละมุน ไม่มีใย และ 4. รับประทานแล้วไม่กัดลิ้น

การแปรรูปสับปะรดในโรงงานจะมีวัสดุบางประเภทไม่เกิดประโยชน์แล้วต้องทิ้งอย่างเปลือกหรือตา ที่เลาะออกมา คุณกาย บอกว่าวัสดุเหลือทิ้งเหล่านี้ไม่ได้ขายแต่จะให้ชาวบ้านนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ โดยไม่คิดเงิน อย่างเปลือกนำไปผลิตเป็นอาหารวัว หรือตาจะนำไปเป็นอาหารเป็ด/ไก่

เมื่อสังเกตจากปากทางถนนเข้าสู่ตำบลบ้านดู่จะพบว่า บ้านเรือนสองข้างทางล้วนมีชาวบ้านประกอบอาชีพทำสับปะรดภูแลกันแทบทุกหลังคาเรือน ทั้งปลูก แปรรูป รับจ้างเก็บ รับจ้างปอก ฉะนั้น สับปะรดภูแลถือเป็นไม้ผลที่สร้างอาชีพให้เกิดรายได้แก่ชุมชนโดยไม่ต้องออกไปตระเวนหางานต่างถิ่น ช่วยให้ครอบครัวอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า ช่วยให้ทุกครัวเรือนมีรายได้ที่ดีกว่าเดิม มีความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป มีฐานะดีขึ้น

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงแนะวิธีบริหารประเทศ ให้ ครม. นึกถึงประชาชน
“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระราชทานพระราโชบายบริหารประเทศ ให้ ครม. นึกถึง ปชช. -ทำให้มีความสุข นำแนวทางจิตอาสา ช่วยเกษตรกร ลดความเหลื่อมล้ำ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว – ครม. – เมื่อวันที่ 12 ก.พ. เวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ. หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ก่อนการประชุม ครม. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ปรารภว่า

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน พระราโชบายในการบริหารประเทศ โดยขอให้คนไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่พระองค์เห็นความสำคัญของประชาชน โดยท่านมีรับสั่งว่า ขอให้ ครม. นึกถึงประชาชนเป็นหลักในการทำงาน ทำให้มีความสุข มีทางออก และมีทางเลือก

ขณะที่การแก้ปัญหาสังคมของประเทศนั้น สามารถบรรเทาได้โดยการสร้างวินัยให้กับประชาชน รวมถึงขอให้ประชาชนทุกคนมีความภูมิใจในประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศชาติได้ในเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยว

“ส่วนประเด็นสำคัญ คือการนำเอาจิตอาสาไปขับเคลื่อนให้กับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน หากช่วยเหลือได้ จะนำจิตอาสาช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ ทั้งด้านผลผลิต และการเกษตร ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ดีที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาให้กับทุกหมู่เหล่า

โดยจะเป็นการร่วมมือกันของส่วนราชการ เอกชน ในการรวมพลัง ช่วยเหลือผู้ขาดแคลนในประเทศ เพื่อยกระดับให้มีฐานะที่เท่าเทียมกัน ลดความเหลื่อมล้ำและลดช่องว่าง” พ.อ. หญิงทักษดา กล่าว

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 นายยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สังกัดสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี เข้าร่วมงานพร้อมทั้งให้บริการทางการเกษตร ในงานโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ครั้งที่ 2/2562 ณ วัดคลองปลาดุกลาย หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โดยมี นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งจัดโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอนาดี

สำหรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ นี้ เป็นโครงการที่ช่วยเหลือและพัฒนาอาชีพเกษตร โดยความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ พัฒนาที่ดิน และด้านอื่นๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ได้รับทราบปัญหาด้านการเกษตรของเกษตรกร สามารถเข้าถึงการบริการทางวิชาการ ได้รับการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร และเพื่อบูรณาการความร่วมมือให้เกิดการบริการแก่เกษตรกร ณ จุดเดียวกันในรูปแบบกิจกรรมเคลื่อนที่ พร้อมมุ่งหวังให้เกษตรกรได้นำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ดี และต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร สร้างแรงกระตุ้นให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายเกิดการตื่นตัว พร้อมทั้งยอมรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรใหม่ๆ โดยคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ เป็นช่องทางหนึ่งในการเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างใกล้ชิด ตรงตามความต้องการและทันต่อเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์พร้อม นายธีระ อนันต์ปัญญา ปศุสัตว์เขต 5 นายสุรเดช สมิเปรม เลขานุการกรม นายนพพร มหากันธา ปศุสัตว์จังหวัดเชียงรายและคณะลงพื้นที่ตรวจติดตามงานด้านมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์ ณ สิรินทร์ฟาร์ม มีพื้นที่ทั้งหมด 30 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวและฟาร์ม ประกอบด้วย ฟาร์มสุกรอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อินทรีย์ ศูนย์รวมไข่อินทรีย์และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์อินทรีย์

ลักษณะเด่นของการเลี้ยงสัตว์คือ ไม่ใช้ยาปฏฺิชีวนะ อาหารไก่เป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นโดยมีส่วนผสมของสมุนไพรสร้างภูมิคุ้มกันให้ไก่ สำหรับการเลี้ยงหมูเป็นฟาร์มเดียวที่ขยายพันธุ์หมูคุโรบุตะพันธุ์แท้ ไม่ฉีดสารเร่งเนื้อแดง ไม่ใช้ฮอร์โมน

แนวคิดหลักของสิรินทร์ฟาร์ม คือการทำฟาร์มแบบครบวงจร ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและจะต้องไม่เกิดขยะหรือของเสียซึ่งส่งผลดีต่อระบบนิเวศม่อนแก้วภูแล เชียงราย บุกตลาดสับปะรดภูแล แปรรูปขายส่งต่างประเทศ

ใครที่ได้ชิมสับปะรดภูแลแล้วแทบไม่เชื่อเลยว่า ผลเล็กๆ เช่นนั้นจะมีความหวาน กรอบ ไม่แสบลิ้น จนเป็นที่โปรดปรานของหลายคน ถ้าได้ผ่าผลออกเป็นชิ้นเหลือก้านไว้เพื่อให้จับได้สะดวกแล้วแช่เย็นนำไปรับประทานเหมือนไอติมก็ยิ่งเป็นที่ถูกใจของทุกเพศทุกวัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ภูแลเป็นสับปะรดของเชียงรายที่ได้รับความนิยมมาก นับเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่ส่งไปขายต่างประเทศ สร้างรายได้ เปลี่ยนฐานะความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่

แต่เดิมเชียงรายมีสับปะรดนางแลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าสับปะรดภูแลเป็นผลพวงของสับปะรดภูเก็ตกับนางแล ความจริงไม่เกี่ยวข้องกันเลย เพียงแต่เป็นการผสมชื่อระหว่าง ตำบลนางแล กับสับปะรดภูเก็ตเท่านั้น เนื่องจากผู้ที่เริ่มปลูกนำพันธุ์ภูเก็ตมาปลูกที่ตำบลนางแล จึงเกิดการกลายพันธุ์ขึ้น

ถึงแม้ภูแลจะเป็นสับปะรดน้องใหม่ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด แต่ความอร่อยของพันธุ์นี้ก็ใช่ว่าจะปลูกได้ทุกแห่ง เนื่องจากลักษณะทางกายภาพพื้นที่ตลอดจนสภาพอากาศ ดิน น้ำ ดังนั้น จึงมีเพียง 3 ตำบล คือ นางแล ท่าสุด และบ้านดู่ ที่ปลูกสับปะรดภูแลได้อย่างมีศักยภาพ ทั้งนี้ ภาพรวมของอาชีพการทำสับปะรดภูแลมีทั้งผู้ปลูก ผู้แปรรูป อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง แล้วมีตลาดต่างประเทศเป็นเป้าใหญ่รองรับธุรกิจนี้

จนทำให้เกิดเป็นวงจรธุรกิจสร้างอาชีพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปลูก การแปรรูป อาชีพรับจ้างปอก รับจ้างตัด รับจ้างขน โรงงานน้ำแข็ง ฯลฯ ที่ล้วนสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบขึ้น จนชาวบ้านมีรายได้จับจ่ายใช้สอยกันอย่างมีความสุข ไม่ต้องเดือดร้อนอพยพหางานต่างถิ่นทำ

นอกจากนั้นแล้ว สับปะรดภูแลยังได้รับจดสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographycal Indication) กับมาตรฐานสินค้าโอท็อป 5 ดาว พ่วงมาอีก

“ม่อนแก้วภูแล” ธุรกิจแปรรูปสับปะรดภูแลภายใต้การบริหารงานโดยม่อนแก้วภูแล กรุ๊ป โดยมี คุณกาย ลูกชาย คุณอิ่นแก้ว จอมแสง รับผิดชอบดูแลงานด้านการตลาด

คุณกาย เล่าว่า เมื่อราว 6 ปีก่อนหลังจากที่ตัวเองกลับไปบ้านที่เชียงราย ซึ่งขณะนั้นพ่อ-แม่ทำอาชีพปลูกสับปะรดบนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ เพื่อส่งขายโรงงาน ก็พบว่าราคาสับปะรดลดลงอย่างมาก เนื่องจากทางโรงงานรับซื้อเพียงบางส่วน จึงสร้างความเสียหายกับผลผลิตที่เหลือ อีกทั้งยังมีผลผลิตสับปะรดออกมาพร้อมกันทุกสวนจนล้นตลาด และสวนของพ่อ-แม่ ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน จึงคิดหาทางแก้ไขแบบเร่งด่วนในระยะสั้น ด้วยการบรรทุกผลผลิตสับปะรดภูแลเข้ามาขายในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ เพื่อช่วยเร่งระบายจำนวนผลผลิตที่ทยอยมีออกมาเรื่อยๆ ไม่ให้เสียหาย

“การนำสับปะรดภูแลเข้ามาขายในกรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง จะปอกแล้วแพ็กใส่ถุงพร้อมรับประทานเพื่อสะดวกแก่ลูกค้า โดยนำสับปะรดไปวางขายตามสถานที่หลายแห่ง ทั้งตลาดสด หน้าอาคารสำนักงานชื่อดัง หรือตลาดนัดขายสินค้า ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก ขายดี โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนขายสนใจติดต่อให้นำสับปะรดมาส่ง จึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นในเวลาต่อมา

คุณกาย มองว่าหากทำตัวเป็นเพียงพ่อค้าคนกลางเพื่อติดต่อซื้อ-ขายสับปะรดในลักษณะรับซื้อจากสวนของชาวบ้านเพื่อรวบรวมมาขายส่งอีกต่อหนึ่งอาจเกิดปัญหาหลายประการ ทั้งเรื่องการควบคุมปริมาณและการดูแลคุณภาพ ดังนั้น จึงตัดสินใจปลูกสับปะรดภูแลเอง จัดการแปรรูปเอง และหาตลาดขายเอง

พันธุ์สับปะรดภูแล เริ่มใช้จากสวนของครอบครัว พร้อมขยายพันธุ์ไปปลูกยังพื้นที่ปลูกทุกแห่ง ฤดูปลูกจะเริ่มประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เพราะเมื่อปลูกต้นกล้าเสร็จก็เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งจะช่วยให้ผลผลิตเจริญงอกงามสมบูรณ์ ก่อนเริ่มปลูกจะต้องจัดการปรับพื้นที่ กำจัดเศษวัชพืชต่างๆ ออกให้หมด ใช้รถไถพรวนดินให้ฟู พร้อมไปกับการตระเตรียมต้นกล้าที่สมบูรณ์รอไว้ ภายหลังปรับพื้นที่เรียบร้อยจึงเริ่มปลูกต้นกล้า โดยพื้นที่จำนวน 1 ไร่ ปลูกกล้าสับปะรดได้จำนวนกว่า 3,000 ต้น ใช้ระยะห่างระหว่างแถว 1.50 เมตร

นอกจากนี้ ดูแลรักษาก็ง่าย โรคและแมลงก็ไม่มีมารบกวน

และเป็นพืชที่ปลูกแล้วให้ผลผลิตเร็ว อายุประมาณ 8 เดือน ก็ให้ผลผลิตได้ ในหน้าแล้งมีการให้น้ำอยู่เรื่อยๆ สามารถเก็บผลิตได้ตลอดปี ทำให้มีราคาดีในหน้าแล้ง และเป็นสินค้าการเกษตรที่ตลาดต้องการ เนื่องจากคนในท้องถิ่นนิยมบริโภค สามารถแปรรูปผลผลิตได้หลายอย่าง เช่น การดอง หน่อไม้อัดปี๊บ/ถุง ทำให้เก็บรักษาผลผลิตได้นานๆ จึงได้นำไผ่เลี้ยงมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ มาปลูกในพื้นที่ จำนวน 13 ไร่

การเตรียมดิน โดยการไถเตรียมพื้นที่ปลูก และทำการขุดหลุมขนาด 30x30x30 เซนติเมตร
รองก้นหลุมด้วยปุ๋ย สูตร 15-15-15 จำนวน 1 กำมือ ผสมปุ๋ยคอก 4 กำมือ
ใช้ระยะปลูก 2 x 3 เมตร หลังจากปลูกแล้วควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน ตรวจดูสภาพความชื้นของดิน
เมื่อแตกใบอ่อนใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 จำนวน 2 ช้อนแกง/ต้น โดยโรยบริเวณรอบโคนต้น แต่อย่าให้ถูกต้น
การให้น้ำจะให้น้ำแบบสปริงเกลอร์
6.การเกิดหน่อเมื่อมีการเกิดหน่อขึ้นมา ให้เหลือหน่อที่สมบูรณ์ ประมาณ 3 หน่อ ห่างกัน ส่วนหน่อที่เหลือเก็บจำหน่าย

7.อายุประมาณ 1 ปี ตัดแต่งกิ่งไผ่ให้โปร่งทำได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องคอยกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้หญ้าขึ้นรกคลุมแปลงปลูก ในช่วงหน้าแล้งถ้าไม่มีฝนตกควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เมื่อปลูกไผ่ได้ประมาณ 7 เดือนแล้ว ควรตัดแต่งกิ่งและลำต้นที่เล็กออก แล้วพรวนดินให้ทั่วรอบกอ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 5 – 10 กิโลกรัม แล้วนำหญ้าที่ถอนออกมาคลุมโคนต้นไว้ หรืออาจเป็นใบไม้แห้ง,ฟางข้าวก็ได้ เพื่อเก็บรักษาความชื้นในดินไว้ ควรให้น้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต เมื่อไผ่มีอายุได้ 8 เดือน ขึ้นไปก็จะสามารถให้หน่อได้และเพิ่มจำนวนต้นในแต่ละกอ เพื่อจะได้ปริมาณจำนวนต้นไว้ผลิตหน่อในฤดูต่อไป

เมื่อปลูกไผ่เลี้ยงได้ประมาณ 2 ปี ต้องมีการตัดต้นที่แก่และชิดกันออก ให้แต่ละกอเหลือจำนวนต้นอยู่ประมาณไม่เกิน 12 ต้น ควรตัดแต่งกิ่งทุกปี ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม

หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จ ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 15-20 กิโลกรัม แล้วรดน้ำทันทีเพื่อเร่งให้ได้ผลผลิตในช่วงต้นฤดูแล้ง ซึ่งจำหน่ายได้ราคาสูงลักษณะของหน่อไผ่ที่เหมาะสมต่อการเก็บผลผลิต ต้องรอให้หน่อไผ่พ้นขึ้นมาจากดินประมาณ 4-6 วัน จะมีขนาดประมาณ 30-40 เซนติเมตร จึงจะสามารถตัดได้ มีขนาดพอดีไม่แก่เกินไป และเป็นที่ต้องการของตลาด และราคา 15-20 บาท จะอยู่ในช่วงฤดูมีหน่อไม้ออก

คุณสงบ จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 50-60 บาท อาจราคาสูงกว่านี้ในต้นฤดูกาลหรือนอกฤดูกาล นอกจากหน่อไผ่สดที่คุณสงบจำหน่ายแล้ว หน่อไผ่เลี้ยงยังสามารถแปรรูปเป็นหน่อไม้อัดปี๊บและบรรจุถุงขายทั้งในฤดูและนอกฤดูได้อีกด้วย ซึ่งวิธีการผลิตก็ทำได้ไม่ยาก คือ นำหน่อไม้มาเผาแล้วแกะเอาเปลือกออก หลังจากนั้นนำออกมาต้มให้สุก ช่วงที่ต้มใส่เกลือปรุงรสเล็กน้อย แล้วนำบรรจุถุงออกจำหน่ายในราคาถุงละ 20 บาท มีรสชาติอร่อย และยังสามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน ถ้าใส่ตู้เย็นเก็บไว้ได้ถึง 10 วัน

การผลิตไผ่นอกฤดูกาล

1.เดือนธันวาคม จะตัดต้นและแต่งกิ่ง เหลือไว้ประมาณ 3-5 ต้น/กอ หลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม

2.หลังจากนั้นให้หว่านปุ๋ยยูเรีย จำนวน 2-4 กำมือ/กอ หว่านให้ห่างโคนต้นประมาณ 20 เซนติเมตร โดยอย่าให้ปุ๋ยถูกหน่อโดยเด็ดขาดจะทำให้เกิดการเน่าเสีย

3.เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วรดน้ำทันทีจนปุ๋ยจะละลายหมด และรดน้ำติดต่อ ประมาณ 4-5 วัน เพื่อให้ปุ๋ยละลายเต็มที่

4.ให้สังเกตดูสภาพดินหรือความชื้น ถ้าดินเริ่มแห้งต้องให้น้ำ

5.หลังจากนั้น ประมาณ 1 เดือน ไผ่เลี้ยงจะเริ่มออกหน่อ จากนั้นจะให้ปุ๋ย 15-15-15 ประมาณ 2 ช้อนแกง/กอ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม และให้หมั่นสังเกตอาการหน่อไม้ว่าขาดน้ำหรือไม่ (อาการกาบใบเหลือง) หรือขาดปุ๋ย (หน่อน้อย)

6.การเก็บหน่อไม้ควรเก็บทุกวัน อาจารย์สงบ สุขันธ์ เล่าให้ฟังว่า ช่วงประมาณเดือนมิถุนายน คัดเลือกต้นที่สมบูรณ์และใหญ่ไว้ เหลือกอละ 10-12 ส่วนที่เหลือตัดทิ้งหรือนำไปจำหน่ายหรือนำไปใช้ประโยชน์ สำหรับในการผลิตหน่อไม้ครั้งต่อไป ควรมีการตัดต้นและแต่งกิ่งควรเหลือต้นเก่าไว้ ประมาณ 2 ต้น

อาจารย์สงบ นอกจากจะมีการผลิตไผ่นอกฤดูกาลแล้ว ยังได้มีการปักชำกล้าไผ่ไว้จำหน่าย หน่อละ 30 บาท การทำหน่อไม้ปี๊บ/ถุง การทำหน่อไม้ดองไว้จำหน่าย จากการปฏิบัติดังกล่าว ทำให้เกิดรายได้ประมาณปีละ 700,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายในด้านปัจจัยการผลิต ประมาณ 200,000 บาท คงเหลือกำไร 500,000 บาท

ไผ่เลี้ยง เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ตลอดทั้งปี ดูแลรักษาง่าย วิธีการปลูกก็ง่ายไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับโรคระบาดต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับต้นไผ่เพราะยังไม่ปรากฏชัดเจน อาจมีปัญหาเรื่องหนอนหรือตัวด้วงบ้างที่มาเจาะกินต้นไผ่ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สามารถกำจัดและดูแลรักษาให้ดีได้ จึงเป็นพืชที่สามารถปลูกร่วมกับการทำการเกษตรกรรมชนิดอื่นๆ ได้ดีมาก สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังได้คัดเลือกให้เป็นจุดสาธิตการปลูกไผ่เพื่อการค้า ของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลศรีบุญเรือง ซึ่งเกษตรกรสามารถจะเข้าเยี่ยมชมหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะซื้อผลผลิตสามารถติดต่อได้ที่อาจารย์สงบ สุขันธ์ โทร.08-5764-3234

ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2562) ได้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ โครงการนำร่องร่วมทดสอบการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B 10 ภายใต้โครงการสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมัน ไบโอดีเซลให้สูงขึ้น ระหว่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งโครงการดังกล่าว ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปี 2560 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ภายใต้ “โครงการสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้สูงขึ้น” ซึ่งกำหนดแผนงานในการทดสอบการนำร่องการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 ในภาคขนส่ง ระหว่างเดือนตุลาคม 2561 – กรกฎาคม 2562

ผู้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ โครงการนำร่องร่วมทดสอบการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B 10 ภายใต้โครงการสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้สูงขึ้น ประกอบด้วย ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร. จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

โดยมี ดร. ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารกิจการภายใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร. สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยวัสดุสำหรับพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ลงนามเป็นพยาน โอกาสนี้ นายสมชาย สถากุลเจริญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ให้เกียรติร่วมแสดงความยินดี ทั้งนี้มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือทั้งสิ้น 5 เดือน 19 วัน นับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562– 30 กรกฎาคม 2562

ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตอบรับเข้าร่วมโครงการนำร่อง ร่วมทดสอบการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 ภายใต้โครงการ “สนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้สูงขึ้น” กับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยจะนำไปใช้กับรถยนต์ส่วน กลางและรถโดยสารสวัสดิการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่น้อยกว่า 10 คัน ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันประเมินการใช้ B10 จาก

ไบโอดีเซลที่ได้รับการเพิ่มคุณภาพแล้วจริงในภาคสนาม ก่อนการผลักดันให้เกิดการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกอย่างเป็นรูปธรรม และยังสอดคล้องกับโครงการมหาวิทยาลัยสีเขียวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สร้างความตระหนักการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในมหาวิทยาลัยและลดมลพิษที่เกิดจากการเดินรถโดยสารภายในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 นอกจากนี้ยังเป็นการทำงานอย่างต่อเนื่องกับโครงการทดสอบการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 ในรถเก่าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี2561ที่ผ่านมาอีกด้วย

สำหรับโครงการสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้สูงขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปี 2560 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เพื่อดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่จะส่งเสริมให้การใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 เป็นทางเลือกนั้น นายสมชาย สถากุลเจริญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า ได้มีการดำเนินงานแล้วเสร็จในส่วนของการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มคุณภาพไบโอดีเซล ( H-FAME)

ในระดับโรงงานสาธิต ตลอดจนได้ทำการทดสอบการใช้งานในรถกระบะ จำนวน 8 คัน ระยะทางกว่า 80,000 กิโลเมตร และพร้อมนำร่องใช้ B10 ภาคสนาม เพื่อร่วมขับเคลื่อนแนวทางการใช้ไบโอดีเซลผสมในสัดส่วนที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการน้ำเข้าน้ำมันดิบ ตลอดจนช่วยเกษตรกรชาวสวนปาล์มในประเทศ ในการเพิ่มอุปสงค์การใช้น้ำมันปาล์มเพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซล ตามแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรง ริเริ่มไว้กว่า 30 ปีที่แล้วรวมถึงการลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ด้าน ดร. จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวว่า ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ได้ดำเนินการขยายผลกระบวนการเพิ่มคุณภาพไบโอดีเซล H-FAME ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่จากงานวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการเผาไหม้ให้ดีขึ้น โดยผลิต H-FAME (เฮช-เฟม) เพื่อผสมในดีเซลในสัดส่วน ร้อยละ 10 สำหรับการนำร่องใช้งานกับยานยนต์หลากหลายประเภทกว่า 80 คัน ในหน่วยงานราชการ จากความร่วมมือกันในวันนี้ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จะร่วมกันติดตามการใช้งานของยานพาหนะด้วยน้ำมัน B10 อย่างใกล้ชิด เพื่อประมวลผลการใช้งานซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการใช้เชื้อเพลิง B10 ตามที่มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2558 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2558 ตั้งเป้าหมายสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนร้อยละ 30 ในปี 2579 ซึ่งในภาคขนส่งได้มีการตั้งเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซลจำนวน 14 ล้านลิตร ต่อวัน และครั้งล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 ได้มีมติเห็นชอบให้มีการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 เป็นทางเลือก

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) ร่วมฉลองเทศกาลแห่งความรักสไตล์ คนรักดาราศาสตร์ มอบ “เนบิวลาหัวใจ” ดวงโตสีแดงฉ่ำในห้วงอวกาศ แทนใจวันวาเลนไทน์

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า “เนบิวลาหัวใจ” (Heart nebula, IC 1805) เป็นเนบิวลาชนิดเปล่งแสง อยู่ในกลุ่มดาวค้างคาว (Cassiopeia) ห่างจากโลกประมาณ 7,500 ปีแสง กลุ่มฝุ่นและแก๊สที่เรียงตัวกันในห้วงอวกาศมองดูคล้ายหัวใจสีแดงสดใสนี้ มีขนาดแผ่ขยายออกไปถึง 200 ปีแสง ปรากฏบนท้องฟ้ากว้าง 2.5 องศา หรือประมาณ 5 เท่าของขนาดดวงจันทร์เต็มดวง บริเวณใจกลางหัวใจมีกระจุกดาวเปิดชื่อ Melotte 15 เป็นดาวฤกษ์เกิดใหม่จำนวนมาก กำลังปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างมหาศาลจนทำให้แก๊สที่อยู่รอบๆ ดาวแตกตัวเป็นไอออนแล้วเปล่งแสงสีแดงออกมา

การดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมปัจจุบันดูเป็นเรื่องไม่ง่ายขึ้นทุกที ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุที่ประชากรเพิ่มขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติลดลง เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเติบโต การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย การเลือกปฏิบัติแบบง่ายสะดวกอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออะไรก็ตาม ที่ล้วนแล้วแต่ก็มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น

หากมองในเรื่องของเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาแต่ไหนแต่ไร การทำเกษตรในปัจจุบันดูราวกับหมุนตามกระแสความต้องการที่ไม่รู้จบ เน้นการผลิตให้ได้ปริมาณมากและรวดเร็วโดยอาจหลงลืมถึงผลกระทบที่จะตามมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการทำเกษตรอย่างยั่งยืน และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างแท้จริง จึงพยายามส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตรตลอดมา ทั้งการพัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพและได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการเน้นปริมาณ ตลอดจนการพัฒนาดูแลดินปุ๋ยวัตถุดิบการเกษตรต่างๆ และหนึ่งในโครงการสำคัญที่จะยกตัวอย่างจากการทำเกษตรบนพื้นที่ราบสูงของไทยคือ การดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี

ความสำคัญของการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร นอกจากจะไม่เกิดมลภาวะที่เป็นพิษและเกิดฝุ่นควันในสภาพแวดล้อมซึ่งกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลดีต่อการทำเกษต คือ ลดปัญหาดินเสื่อมโทรมขาดความอุดมสมบูรณ์ ลดปัญหาต้นทุนการผลิตสูงผลผลิตที่ได้รับต่ำ อันเป็นผลมาจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรได้เดินหน้าส่งเสริมความรู้ให้แก่เกษตรกรโดยสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา และขยายพื้นที่นำร่องการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ปี พ.ศ. 2562

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ฝุ่นควันในประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงและมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจในภาพรวมอยู่ในขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ตระหนักและห่วงใยสุขภาพของเกษตรกรและประชาชนในวงกว้าง จึงได้กำชับไปยังพื้นที่ที่พบว่ามีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง โดยให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลเสียจากการกระทำดังกล่าว รวมถึงสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา ให้สามารถถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในชุมชนของตนเองให้มีความรู้พื้นฐานเพื่อการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร และสามารถนำเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรมาใช้ทดแทนการเผาได้ เช่น การใช้เครื่องสับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นวัสดุปกคลุมหน้าดิน การทำปุ๋ยหมัก การทำน้ำหมักเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน การไถกลบตอซัง การจัดเก็บเศษวัสดุฟางข้าวมาเพาะเห็ดฟาง การอัดฟางก้อน การหมักฟางเป็นอาหารสัตว์ การทำหุ่นไล่กา เป็นต้น

จากรายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ในปี พ.ศ. 2561 ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการเผาได้ 35,664 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 142 ล้านบาท จากราคาปุ๋ยอินทรีย์เฉลี่ย 4 บาท ต่อกิโลกรัม ทำให้เกิดพื้นที่การเกษตรปลอดการเผา รวม 100,320 ไร่ และจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2561 ลดลง ซึ่งจากรายงานแสดงจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ลดลงทุกปี เมื่อเทียบกับตัวเลขจุดความร้อนตั้งแต่เริ่มโครงการ ในปี พ.ศ. 2557 ที่มีจำนวน 12,528 จุด เหลือ 4,804 จุด

ตัวอย่างชุมชนต้นแบบปลอดการเผาในพื้นที่การเกษตรอยู่ในจังหวัดน่าน จำนวน 2 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนในตำบลทุ่งศรีทอง อำเภอเวียงสา ที่ลดการเผาด้วยการทำปุ๋ยหมัก ไถกลบตอซัง และเก็บเศษวัสดุฟางข้าว และชุมชนในตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง ที่ลดการเผาด้วยการทำปุ๋ยหมักและเพาะเห็ดฟางจากเศษฟางข้าวกว่า 57 ตัน ต่อปี ลดการเผาฟางข้าวได้กว่า 72 ไร่ มีสมาชิกจำนวน 43 ราย สามารถผลิตเห็ดฟางได้ถึง 600 กิโลกรัม ต่อดือน โดยจำหน่ายในพื้นที่กิโลกรัมละ 80 บาท สร้างรายได้ 48,000 บาท ต่อเดือน

ในปี พ.ศ. 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าขยายเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบปลอดการเผา ผ่านกลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ จากพื้นที่นำร่องกลุ่มเดิม 120 ตำบลใน 10 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน และจังหวัดอุตรดิตถ์ สู่พื้นที่นำร่องกลุ่มใหม่ในจังหวัดดังกล่าวอีก 30 ตำบล และขยายเครือข่ายเพิ่มเติมไปยัง 16 จังหวัด ที่พบว่ามีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง

ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และจังหวัดอุดรธานี รวมถึงเร่งพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความรู้พื้นฐานต่างๆ เพื่อการหยุดเผา แก่เกษตรกรในชุมชนของตนเองได้ เพื่อร่วมผลักดันให้เกษตรกรในชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำการเกษตรปลอดการเผา ตลอดจนสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรด้วย โดยเกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน และสามารถเข้าร่วมฐานเรียนรู้การปฏิบัติกิจกรรมหยุดเผาในพื้นที่เกษตรได้ในวันสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุทดแทนการเผาและรณรงค์หยุดเผาในพื้นที่เกษตร ที่แต่ละจังหวัดกำหนด ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2562

ด้าน นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สสก.ที่ 6 จ.เชียงใหม่ ได้มีการมอบแนวทางการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งสำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และจังหวัดลำพูน และศูนย์ปฏิบัติการ 11 ศูนย์

พร้อมทั้งเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ป้องกัน รวมทั้งเฝ้าระวังการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรที่มุ่งเน้นการสร้างเกษตรกรและชุมชนต้นแบบที่มีการขับเคลื่อนการเกษตรการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรให้เป็นรูปธรรม และเป็นจุดเรียนรู้และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่มีปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรต่อไป โดยมีเป้าหมายคือลดพื้นที่การเผาในพื้นที่การเกษตร ลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สร้างชุมชนเกษตรปลอดภัย สร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบและเครือข่าย

กิจกรรมที่ได้ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย 1. สร้างชุมชนเกษตรกรปลอดการเผาต้นแบบและเครือข่าย โดยถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกร สร้างวิทยากรด้านการเกษตรปลอดการเผา เสริมสร้างการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา และนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรทดแทนการเผา 2. เฝ้าระวังติดตามและแก้ไขปัญหาการเผาในช่วงวิกฤติ โดยจัดเวทีเชื่อมโยง นอกจากนั้น ยังได้ประสานความร่วมมือและสนับสนุนหน่วยงานภาคีเครือข่าย เกษตรกรและอาสาสมัครเกษตรต่างๆ และ 3. รณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ลดการเผาในชุมชนภาคเหนือตอนบน

“เมื่อเกษตรกรหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรแล้วจะได้ 5 ดี คือ อากาศดี สุขภาพดี เศรษฐกิจดี สิ่งแวดล้อมดี และได้ปุ๋ยดีจากธรรมชาติ” ผอ.สสก.ที่ 6 จ.เชียงใหม่กล่าว

สำหรับการประกาศวันห้ามเผาเด็ดขาดปี พ.ศ. 2562 ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ดังนี้

จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562
จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562
จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562
จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562
จังหวัดพะเยา ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562
จังหวัดแพร่ ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562
จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562
จังหวัดลำปาง ระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 10 เมษายน 2562 และ
จังหวัดลำพูน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562
หากเกษตรกรเล็งเห็นผลดีที่แท้จริงอันจะได้รับจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร และร่วมมือร่วมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำเกษตรปลอดการเผา สังคมเกษตรกรรมไทยเราก็จะเป็นสังคมหยุดเผา หยุดฝุ่น หยุดโรค สุขภาพกายใจดี มีเงินเพิ่มพูนได้ไม่ยาก

ใกล้ถึงเทศกาลแห่งความรัก (Valentine) พ่อค้าแม่ค้าหลายแห่งเตรียมถือโอกาสขึ้นราคาดอกกุหลาบ แต่ในขณะเดียวกันไม่เพียงเฉพาะตลาดกุหลาบก้านเท่านั้นที่คึกคัก ยังมีม้ามืดที่หลายคนคาดไม่ถึง กุหลาบที่ไม่ต้องรอเทศกาลก็สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวกว่าเดือนละแสน

คุณณัฐพงษ์ สบู่ม่วง อยู่บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 14 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ปลูกกุหลาบตัดดอกพันธุ์ฟูซีเลียเลี้ยงครอบครัว บนพื้นที่ 15 ไร่ ที่ผ่านมาตลาดค่อนข้างไปได้ดีตลอดทั้งปี เพราะกุหลาบเป็นดอกไม้ที่นำมาใช้ได้หลายโอกาส ทั้งงานพิธี ใช้ประดับตกแต่ง หรือถ้าเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ราคาจะสูงขึ้นไปอีก เพราะตลาดมีความต้องการสูง ประชาชนนำมาใส่ในน้ำอบ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และกำลังขยายไปถึงธุรกิจโรงแรม ร้านสปา ที่ต้องใช้ดอกกุหลาบมาเป็นส่วนผสม นับได้ว่าไปได้ดี

กุหลาบพันธุ์ฟูซีเลีย เป็นกุหลาบสีแดง อยู่ในกลุ่มกุหลาบมอญ ที่มีความสวยงาม ดอกดก ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง

ปลูกกุหลาบตัดดอก 15 ไร่ ฟันกำไรเดือนละแสน

“การปลูกกุหลาบตัดดอก ถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดี อาจจะต้องใช้แรงงานเยอะสักนิด เมื่อก่อนปลูก 10 ไร่ ตอนนี้มีการขยายแปลงปลูกเพิ่มเป็น 15 ไร่ เพื่อรองรับกุหลาบแปลงที่ต้นโทรมให้ผลผลิตน้อย ปัจจุบัน ใช้แรงงานปลูก 10 คน แรงงานครอบครัว 4 คน แรงงานนอก 6 คน จ้างเฉพาะตอนตัดดอก เรื่องการดูแลผมจะเป็นคนดูแล ใส่ปุ๋ย รดน้ำ ตัดแต่งกิ่งเอง เคยเก็บดอกได้เยอะสุด จำนวน 280,000 ดอก ต่อครั้ง…กุหลาบ 15 ไร่ แบ่งปลูกเป็นสองชุด ถ้ามีการเปลี่ยนต้นชุดแรกก็เปลี่ยนก่อน

เราก็ยังสามารถมีรายได้จากแปลงที่ 2 ถือว่าเป็นการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง” คุณณัฐพงษ์ เล่า

กุหลาบตัดดอก ที่คุณณัฐพงษ์ปลูก 1 เดือน สามารถเก็บดอกขายได้ 12 ครั้ง เก็บ 1 วัน เว้น 2 วัน

1 วัน เก็บขายสร้างเงินครั้งละ 20,000-30,000 บาท