จะไปร่วมออกบู๊ธในวันที่ 31 สิงหาคม ในโซนด้านหน้า

Hall : EH 103 ซึ่งได้เตรียมโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าที่ไปร่วมงานนี้ไว้ด้วย งานเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. พูดได้คำเดียวงานนี้ห้ามพลาดผู้บริโภคและร้านค้าที่สนใจขนมผักกรอบ DEEDY สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด โทร. (098) 026-6636 หรือ www.gminterfoods.com หรือ Facebook / Line@ : @deedyveggies

18 สถานประกอบการ ฟาร์ม และโรงงาน ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เข้ารับรางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประจำปี 2562 และรับรางวัลเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานดีเด่นระดับประเทศ จาก นายวิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ กองความปลอดภัยแรงงาน อาคารกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฎิบัติการ ธุรกิจสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า การที่สถานประกอบการของบริษัท 18 แห่ง ได้รับรางวัลสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประจำปี 2562 นั้น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนให้สถานประกอบการของบริษัททุกแห่งทั้งโรงงาน ฟาร์ม สถานที่ทำงานในประเทศ และกิจการในต่างประเทศ มีระบบบริหารจัดการด้านความปลอดภัย และปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่ดีของบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพนักงานและลูกจ้าง สร้างสุขภาวะและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สอดคล้องกับนโยบายคุณภาพและความปลอดภัยในการผลิตอาหารของบริษัทและนโยบายกระทรวงแรงงานที่ส่งเสริมขีดความสามารถผ่านการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการไทย

ในปีนี้ สถานประกอบกิจการของซีพีเอฟที่ได้รับรางวัล 18 แห่ง แบ่งเป็น โรงงานผลิตอาหารสัตว์ 9 แห่ง ฟาร์มและโรงเพาะฟักลูกกุ้ง 7 แห่ง และโรงงานแปรรูปอาหาร 2 แห่ง โดยแบ่งเป็นประเภทรางวัล ดังนี้ 1. รางวัลเกียรติบัตรสถานประกอบกิจการต้นแบบฯ ระดับประเทศ (ระดับแพลทินัม) 17-19 ปีติดต่อกัน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกหนองแค โรงงานผลิตอาหารสัตว์ลำพูน และโรงงานผลิตอาหารสัตว์ธารเกษม 2. รางวัลเกียรติบัตรสถานประกอบกิจการต้นแบบฯ ระดับประเทศ (ระดับแพลทินัม) 11-14 ปีติดต่อกัน รวม 6 แห่ง ได้แก่

โรงงานผลิตอาหารสัตว์ราชบุรี โรงงานผลิตอาหารสัตว์หาดใหญ่ โรงเพาะฟักลูกกุ้งท่าบอน โรงเพาะฟักเจอาร์ 2-3 ศูนย์ปรับปรุงพันธุกรรมกุ้งปะทิว ฟาร์มกุ้งนครฟาร์ม 3. โรงงานอาร์ทีเมีย รับรางวัลเกียรติบัตรสถานประกอบกิจการ ระดับประเทศ (ระดับเพชร) 6-9 ปีติดต่อกัน 4. รางวัลเกียรติบัตรสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ระดับประเทศ (ระดับทอง) 2-4 ปีติดต่อกัน 6 แห่ง ได้แก่ ฟาร์มกาญจนดิษฐ์ 2 โรงเพาะฟักลูกกุ้งสิชล โรงเพาะฟักลูกกุ้งสิงหนคร โรงงานผลิตอาหารสัตว์ขอนแก่น โรงงานผลิตอาหารสัตว์โคกกรวด และโรงงานห้าดาวนครราชสีมา

ขณะที่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์บ้านบึง ได้รับโล่รางวัล ระดับประเทศ (ระดับแพลทินัม) 15 ปี ติดต่อกัน และ โรงงานห้าดาวเชียงใหม่ ได้รับโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ (ระดับเพชร) 5 ปี ติดต่อกัน และในการมอบรางวัลครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยจากโรงเพาะฟักกุ้งท่าบอน และ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ธารเกษม ได้รับรางวัลเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานดีเด่นระดับประเทศอีกด้วย

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจัดการมอบรางวัลนี้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อขับเคลื่อนให้สถานประกอบการของไทยมีระบบบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ตลอดจนเสริมสร้างแนวทางการป้องกันอันตรายจากการทำงานในสถานประกอบกิจการ

กรมส่งเสริมสหกรณ์รุกกู้วิกฤติปัญหาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง เร่งรัดติดตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เชื่อมั่นเป็นกลไกลสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาผลผลผลิตทางการเกษตรให้สมาชิกสหกรณ์ในระยะยาว

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวว่า ปัจจุบันมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่เพาะปลูกทั่วประเทศ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยเป็นอันดับ 3 รองจากข้าวและยางพารา รวมทั้งยังเป็นพืชที่สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และสามารถส่งออกได้เป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ปัจจุบันเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ประสบปัญหาวิกฤติโรคระบาดไวรัสใบด่างทำให้ราคาตกต่ำอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรจำนวน 5 แสนกว่าครอบครัว และกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ซึ่งที่ผ่านมา ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ออกมาตรการช่วยเหลือในหลายด้าน หนึ่งในมาตรการสำคัญคือเร่งรัดติดตามโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายในกรสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการรวบรวม จัดเก็บข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ไม่น้อยกว่า 700,000 ตัน เกษตรกรได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยกว่า 250,000 ราย มีรายได้เพิ่มขึ้น 200-500บาท/ตัน ในสหกรณ์ 28 แห่ง ซึ่งหากโครงการประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย จะช่วยชะลอผลผลิตออกสู่ตลาด ยกระดับเสถียรภาพราคามันสำปะหลังและสินค้าเกษตรเป้าหมายให้สมาชิกสหกรณ์ได้อย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งผลักดันให้สหกรณ์หันมาทำธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรให้มากขึ้น รวมทั้งพัฒนาการผลิตและการตลาด สินค้าพืชอาหารสัตว์ให้อยู่ภายในเครือข่ายของสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ให้มากขึ้น และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่อยากให้สหกรณ์การเกษตรได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยยกระดับคุณภาพและราคาผลผลิตเพื่อช่วยเหลือสมาชิก ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดเลือกสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งเข้ามาร่วมดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว และจะเสริมศักยภาพการรวบรวมผลผลิตการเกษตรของสหกรณ์เพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต

ด้านนางปริยากร ศิริพากุล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวางจำกัด หนึ่งในสหกรณ์ที่ทำธุรกิจรวบรวมผลผลิตหัวมันสดจากสมาชิกให้แก่โรงงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมา สหกรณ์ฯ ได้รับเงินอุดหนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในส่วนของงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) จำนวน 5,696,000 บาท นำมาจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บผลผลิต 3 รายการ ได้แก่ ลานตาก ขนาด 4,000 ตารางเมตร, ฉาง ขนาด 500 ตัน และ เครื่องชั่งพร้อมโรงคลุม ขนาด 50 ตัน ในพื้นที่ตำบลนางิ้ว ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูก เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่ง ทำให้สามารถรวบรวมผลผลิตได้มากขึ้น โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ที่ส่วนใหญ่จะนำมาแปรรูปเป็นมันเส้น ส่งขายให้กับชุมนุมสหกรณ์โคนมในจังหวัดขอนแก่น ที่ให้ราคาดีกว่าการจำหน่ายเป็นหัวมันสดแบบที่ผ่านมา

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง เป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ มีสมาชิกถึง 1,700 กว่าคน ปลูกมันสำปะหลังเป็นพืชหลัก ในอดีตทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้แก่โรงงานในพื้นที่ ในลักษณะซื้อมาขายไป แต่ประสบปัญหาไม่สามารถให้บริการสมาชิกได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากตัวสหกรณ์ ห่างไกลจากพื้นที่เพาะปลูก ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการขนส่ง อีกทั้งสหกรณ์มีพื้นที่ลานตากไม่เพียงพอ และไม่สามารถจัดสร้างเพิ่มได้ เกษตรกรจำต้องนำผลผลิตขายให้ผู้รับซื้อเอกชนในพื้นที่ จึงขาดอำนาจต่อรอง ทำให้ขายได้ราคาต่ำ

“โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ทำให้ธุรกิจของสหกรณ์เติบโตและมั่นคงขึ้น สามารถบริการสมาชิกเกือบครบวงจร เมื่อก่อนแค่ซื้อมาขายไป ปัจจุบันก็ทำแปรรูป คู่ค้ายืนยันได้ว่า มันเส้นเรามีคุณภาพ จนไม่พอต่อความต้องการ” นางปริยากร กล่าว

ด้านนางนิตยา ไสววรรณ เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด กล่าวเสริมว่า สหกรณ์ฯ มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือด้านเงินทุน ปัจจัยการผลิต แนะนำส่งเสริมการเพาะปลูกมาตลอด ทำให้สมาชิกมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต่อมาเมื่อได้ก่อสร้างลานตากผลผลิต พร้อมเครื่องชั่ง และฉาง ด้วยงบประมาณอุดหนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยิ่งทำให้สามารถช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการรับซื้อผลผลิตได้ในปริมาณมากขึ้น และให้ราคาสูงขึ้นเมื่อนำไปแปรรูป เธอและคนอื่น ๆ ในชุมชนไม่ต้องขนไปขายไกล ทั้งยังสามารถไว้ใจระบบบริหารจัดการ มั่นใจในตราชั่งที่ได้มาตรฐาน มีความแม่นยำ ทำให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม “การรวบรวมผลผลิตได้ในปริมาณที่มากขึ้นของสหกรณ์ฯ ถือเป็นการชะลอไม่ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไป ชะลอไว้เพื่อที่จะขายให้กับตลาดภายนอก หรือชะลอไว้เพื่อที่จะแปรรูปเป็นมันเส้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้น ” นางนิตยา กล่าว

โครงการไทยนิยม ยั่งยืนของรัฐบาล ได้มีส่วนช่วยเหลือในการแก้ปัญหาหลักของภาคการเกษตร นั่นคือการสร้างกลไก ยกระดับเสถียรภาพราคาผลผลิตทางการเกษตรของสมาชิกสหกรณ์ ตลอดจนส่งเสริมให้ขบวนการสหกรณ์ไทยมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการประชุมให้นโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานที่กำกับดูแล คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร ที่จังหวัดอุทัยธานี ว่า ต้องการให้หน่วยงานที่ตนเองกำกับดูแลหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะการเกษตรจะสำเร็จได้คือต้องมีดิน น้ำ ลม ไฟ เพื่อให้ผลผลิตของการเกษตรของไทยมีคุณภาพและปลอดภัย เป็นครัวของโลกได้ และพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายในการสร้างระบบแบ่งปันผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นจะเข้าไปดูแลการบริหารสหกรณ์ให้มีความเป็นธรรม ไม่มีการขูดรีดดอกเบี้ยจากสมาชิกที่ล้วนเป็นเกษตรกรที่ยากจน

” ต่อไปจะพาทุกกรม ลงพื้นที่เพื่อไปดูว่าเกษตรกรเดือดร้อนอย่างไร ไม่ใช่เพียงแต่เอานโยบายของกระทรวงลงไปสนับสนุนเกษตรกรเพียงฝ่ายเดียว แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าความต้องการของเกษตรกรคืออะไร โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่พบมากขึ้น เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีหนี้สินสะสม บางคนกู้หนี้ปีละหลายหมื่นบาท ก็จะหาเงินมาชำระหนี้และกลับไปกู้ใหม่ เป็นการกู้วนซ้ำแบบนี้ไม่ถูก และจะต้องไปตรวจดูการปล่อยเงินกู้ของสหกรณ์ด้วยว่า มีการขูดรีดดอกเบี้ยจากสมาชิกหรือไม่ เนื่องจากเรามี นโยบายเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นจะต้องมาช่วยแก้ไขให้ระบบนี้ให้ถูกต้อง การช่วยเหลือของสหกรณ์อย่ารอปันผลสิ้นปี ต้องช่วยเหลือทุกครั้งที่สมาชิกเดือดร้อน “ นางสาวมนัญญากล่าว

ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯ ระบุว่าสิ่งที่จะทำต่อไปคือการเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน โดยสนับสนุนการทำอาชีพเสริมผ่านระบบสหกรณ์ และมีนโยบายที่จะทำซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ เพื่อเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพ ทั้งเนื้อ นม ไข่ ข้าวสาร ผัก ผลไม้ อาหารแปรรูป กระจายไปตามจังหวัดต่าง ๆ เบื้องต้น จะตั้งกรรมการศึกษารูปแบบซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ในสัปดาห์หน้า และจะเริ่มนำร่องที่จังหวัดนครปฐม เร็วๆนี้จะได้ให้เห็นแน่นอน เพื่อจะดึงเม็ดเงินไหลกลับไปสู่เกษตรกร เพื่อให้มีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงครอบครัวและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น “ นางสาวมนัญญา กล่าว

ด้าน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมฯได้วางแนวทางพัฒนาสหกรณ์ ในปี 63 โดยจะเน้นการพัฒนาธุรกิจสหกรณ์เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก โดยจะมีการบริหารแปลงใหญ่แบบครบวงจรโดยใช้สหกรณ์ในพื้นที่เข้าไปบริหารจัดการผลผลิต แปรรูป จนถึงหาตลาดมารองรับ การพัฒนาการผลิตของสมาชิกให้ได้มาตรฐานการเกษตร GAP และมาตรฐานออร์แกนิค การสนับสนุนองค์ความรู้ในวิทยาการสมัยใหม่ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาการผลิตสินค้า การบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร การจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว การพัฒนาระบบ GMP กระบวนการแปรรูปสินค้าสหกรณ์ เพื่อลดการสูญเสียในขั้นตอนการผลิตและต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงยกระดับสหกรณ์ในอำเภอเป็นศูนย์รวบรวมสินค้าการเกษตรที่สำคัญ เพื่อเก็บชะลอไม่ให้ทะลักสู่ตลาดพร้อมกัน ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าให้กับเกษตรกร

“ จะพัฒนาระบบธุรกรรมสินค้าการเกษตรด้วยเทคโนโลยีด้วยระบบบล็อกเชน ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการจ้างผู้เชี่ยวชาญศึกษาและวางระบบนี้เพื่อให้สหกรณ์นำไปใช้ และที่สำคัญคือการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเพื่อดึงคนเข้ามาศึกษาดูงานและจัดกิจกรรมที่สหกรณ์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้สมาชิกผ่านโครงการไมซ์เพื่อชุมชน” นายพิเชษฐ์กล่าว

งานอีกด้านที่ต้องเร่งดำเนินการคือการจัดการให้สหกรณ์เป็นองค์กรที่พัฒนาเชิงคุณภาพโดยเฉพาะการจัดการหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ ที่จะต้องช่วยกันวางระบบวางแผนการผลิตสินค้าการเกษตร ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ ผลิตสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด โดยสหกรณ์จะมีบิบาทในการสนับสนุนเงินทุนและปัจจัยพื้นฐานในการประกอบอาชีพให้กับสมาชิก และเพิ่มศักยภาพสหกรณ์ให้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้สมาชิก ทั้งปัญหาหนี้สิน การออม และการลงทุน

ในบรรดาผักเชื้อสายจีน ที่เข้ามาแพร่หลายในไทย เดิมทีมี 16 ชนิด พวกตระกูล กะหล่ำ คะน้า ผักกาด ต้นหอม ผักชี กระเทียมใบ ตั้งโอ๋ ผักโขมจีน และก็มี “กุยช่าย” ที่เข้ามาแพร่หลายนานมาก ทั้งดอก ต้น ใบ เป็นที่นิยม พัฒนาการให้ผลผลิตออกมาเป็น กุยช่ายขาว ผัดเต้าหู้น้ำมันหอย หรือซีอิ๊วเปล่าๆ รสชาติเยี่ยมมาก คอข้าวต้มยามดึกชอบกันนัก ร่วมกับข้าวต้มแบน น้ำสีอำพัน เราเพื่อนกันตลอดไป

ผักกุยช่าย ต้นกุยช่าย ใบกุยช่าย หรือที่รู้จักกัน ชื่อสามัญ Chinese Chive หรือ Garlic Chives
ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium tuberosum Rotter ex Spreng
อยู่ในวงศ์ AMARYLLIDACEAE
วงศ์ย่อย ALLIACEAE พี่น้องเชื้อสายเดียวกับกระเทียมนั่นเอง มี 2 ชนิด คือ กุยช่ายเขียว และ กุยช่ายขาว ลักษณะต่างกันที่สีต้นใบ เนื่องมาจากการดัดแปลงกรรมวิธีการปลูก ส่วนลักษณะอื่นๆ ก็คือ กุยช่าย เหมือนกันทุกอย่าง รสชาติกุยช่าย เผ็ดร้อน มีกลิ่นหอมฉุน มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ จีนแต้จิ๋วเรียก กูไฉ่ คนไทยภาคเหนือเรียก ผักแป้น ภาคกลางเรียก ผักไม้กวาด มีปลูกกันแพร่หลายในแถบเอเชียตะวันออก จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และแถบหิมาลัย อินเดีย เข้ามาปลูกในไทยนานแล้ว คาดว่าเข้ามาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย จนกลายเป็นผักไทย ที่นิยมกินกันมานาน หน้าหนาวกินทำให้ร่างกายอบอุ่นดีมาก กระตุ้นเซลล์ปลายประสาท เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ รักษาบำบัดโรคภัยไข้เจ็บได้สารพัดอย่าง

กุยช่าย เป็นพืชผักมีอายุหลายปี สูง 30-50 เซนติเมตร มีเหง้า ซึ่งเป็นลำต้นใต้ดิน แตกกอ ชูใบขึ้นเป็นลักษณะกาบใบ อัดรวมกันเป็นลำ ดูเหมือนเป็นลำต้น ใบรูปขอบขนาน แบน ยาว 30-40 เซนติเมตร โคนใบเป็นกาบซ้อนสลับกัน

ดอก เป็นลักษณะดอกไม้กวาด ชาวภาคกลางนิยมกินดอกกุยช่ายมาก จึงเรียกว่า ผักไม้กวาด ดอกสีขาวออกเป็นช่อ มีกลิ่นหอม ช่อแบบซี่ร่ม ก้านช่อดอกกลมตัน ยาว 40-45 เซนติเมตร ชูยาวกว่าใบ ออกดอกที่ปลายช่อดอกในระดับเดียวกัน มีใบประดับหุ้มช่อดอก เจริญแตกออกเป็นริ้วสีขาว 6 กลีบ โคนติดกัน ปลายแยก กลางกลีบมีเส้นสีเขียวอ่อน เกสรตัวผู้ 6 ก้าน ตัวเมีย 1 ก้าน ผลกลม โตประมาณ 4 มิลลิเมตร ผลแก่แตกตามรอยตะเข็บ มีเมล็ดแบน ช่อละ 1-2 เมล็ด ผิวเมล็ดขรุขระ สีน้ำตาล

คุณประโยชน์ทางโภชนาการของกุยช่าย ในส่วนของดอก และใบ มีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย เช่น ในกุยช่ายหนัก 100 กรัม ดอกให้พลังงาน 38 กิโลแคลอรี ใบให้ 28 กิโลแคลอรี มีเส้นใยอาหารหรือไฟเบอร์ ดอกมี 34 กรัม ใบมี 39 กรัม คาร์โบไฮเดรต ดอกให้ 6.3 กรัม กับใบให้ 4.1 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม กับ 0.3 กรัม เบต้าแคโรทีน 152.92 ไมโครกรัม และ 136.79 ไมโครกรัม แคลเซียม 31 มิลลิกรัม กับ 98 มิลลิกรัม เหล็ก 1.6 มิลลิกรัม กับ 15 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 62 มิลลิกรัม กับ 46 มิลลิกรัม ดอกมีวิตามินซี 13 มิลลิกรัม แหล่งรวมสรรพคุณทางอาหารมีมากมายขนาดนี้ คงเข้าใจกันได้ว่า ต้องมีคุณค่าต่อร่างกายเป็นอย่างมากทีเดียว

ใบกุยช่าย นิยมนำมาทำขนมกุยช่ายแป้งสด มีทั้งแบบนึ่ง และทอด ผัดไทยถ้าขาดใบกุยช่ายที่ใส่ผัดไปพร้อมกับเส้นก๋วยเตี๋ยว และวางจานคู่กับถั่วงอก หัวปลี ผัดไทยก็จะเป็นเหมือนก๋วยเตี๋ยวผัดธรรมดาไป ใส่ผัดบะหมี่สำเร็จรูป ผัดหมี่ขาว ใส่หมี่กรอบ ดอกกุยช่ายผัดเต้าหู้ ผัดหมูกรอบ ต้มเลือดหมู และอีกสารพัดเมนูอาหาร ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นยาบำรุงสายตา กระดูก ฟัน สรรพคุณทางยา

ใบช่วยลดคอเลสเตอรอล ความดันโลหิตสูง บำรุงกระดูก ป้องกันความเสี่ยงมะเร็ง เพิ่มสมรรถนะทางเพศ กระตุ้นกำหนัด แก้อาการหลั่งเร็ว รักษาอาการไร้สมรรถภาพ ต้มร่วมกับหอยน้ำจืดรักษาโรคเบาหวาน วัณโรค หูเป็นน้ำหนวก หวัด เลือดกำเดาไหลไม่หยุด

รากและใบ กินขับลมในกระเพาะ ท้องอืด ริดสีดวงทวาร บำรุงไต ป้องกันตับอักเสบ คั้นน้ำหยอดไล่แมลงเข้าหู ต้นกุยช่าย รักษานิ่ว ท้องเสีย เมล็ดใช้ป้องกันแมงกินฟัน ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ควรระวังอย่ากินมาก จะร้อนใน ยามเมื่อใดที่ดื่มเหล้ามามาก กุยช่ายจะเพิ่มความร้อนภายในมากขึ้น ยามท้องว่าง คนที่ระบบย่อยอาหารไม่ดี กุยช่ายมีไฟเบอร์มาก ต้นใบแก่ยิ่งเหนียว ระบบย่อยทำงานหนักพึงระวัง

ต้นกุยช่าย เป็นพืชผักที่อายุยืนอยู่ได้หลายปีอย่างที่บอกไว้ตอนต้น เจริญเติบโตทั้งใบและดอก เมื่อตัดไปบริโภค ไปจำหน่ายแล้วจะงอกงามขึ้นมาใหม่ ทดแทนไปเรื่อยๆ หลายปี

การปลูกเป็นแปลง เมื่อเตรียมดินดีแล้ว ปลูกแม่พันธุ์ หลุมละ 2-3 ต้น ตัดไปและแต่งให้มีรากติด ระยะ 30×30 เซนติเมตร ปลูกครั้งเดียว ตัดใบ ดอกไปเป็นประโยชน์ได้ 5-6 ปี กุยช่ายเขียว จำหน่ายได้ กิโลกรัมละ 30-50 บาท

มีร้านอาหาร ภัตตาคาร ต้องการให้เกษตรกร ทำกุยช่ายขาวให้เพื่อใช้เป็นผักประกอบเมนูอาหาร กุยช่ายขาว ทำยากหน่อย ราคาดีมาก กิโลกรัมละ 120-150 บาท มีเกษตรกรหลายรายทำแล้วมีรายได้ดี แต่มีหลักอยู่ว่า ทำแต่พอแรง และมีตลาดที่แน่นอน

การทำไม่ใช่เรื่องยาก ปลูกกุยช่ายปกติ พันธุ์ใบเขียวนั่นแหละ แบ่งแปลงออกเป็น 3-4 ช่วง เพื่อผลิตเป็นกุยช่ายขาว โดยเพิ่มวัสดุอุปกรณ์ คือ กระถางดินเผา ตัดต้นกุยช่ายเขียวช่วงที่ 1 ตัดให้ชิดผิวดิน ครอบกระถางดินเผาปิดไว้ ต้นกุยช่ายจะเจริญเติบโตตามปกติ แต่ไม่ปกติคือ ไม่ได้รับแสงแดด แสงสว่างเลย ใช้เวลาไม่ปกตินั้น 9-10 วัน เปิดครอบกระถาง ตัดกุยช่ายขาวได้ และก็ให้คำนวณระยะเวลาของช่วงอื่น ที่จะตัด โดยกำหนดวันตัดเขียว ครอบกระถาง วันตัดขาว จะได้กุยช่ายขาวส่งร้านอาหารต่อเนื่อง

จะใช้สูตรวิธีทำ กับกุยช่ายที่ปลูกไว้กินที่บ้านก็ได้ จำกัดแสง บำรุงปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก ราดน้ำล้างปลาล้างเนื้อตามปกติ ทั้งกุยช่ายเขียว กุยช่ายขาว ทั้งต้นใบดอก บำรุงร่างกายได้อย่างสุดยอด สังเกตคนเชื้อสายจีนสิ ส่วนใหญ่จะแข็งแรงดี มีอายุวรรณะ สุขะ พละ อาซ้อ อาม้า แก้มแดง หูแดง ลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง

อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทยชี้ ภัยแล้งกระทบหนักดันราคาข้าวสารพุ่งสูงกว่า 40% ในรอบหลายปี ขณะที่สถาณการณ์เริ่มเห็นชัดมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่าน คาดว่าในเดือนตุลาคมจะมีข้าวนาปรังจากเหนือและอีสานมาช่วยบรรเทา

นายสมศักดิ์ ตังพิทักษ์กุล อุปนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถาณการณ์ราคาข้าวในช่วงนี้ค่อนข้างสูง ข้าวเปลือกมีปริมาณน้อยซึ่งเป็นผลกระทบมาจากภัยแล้งในปีนี้ เกษตรกรจะเก็บข้าวไว้บริโภคเองและไม่นำออกมาขาย เพราะมีความเสี่ยงมากที่จะไม่ได้ผลผลิตตามที่ต้องการ ในต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ราคาข้าวเปลือกจากราคา 15-16 บาท/กก. เพิ่มขึ้นเป็น 20-21 บาท/กก. ส่วนราคาข้าวสาร (เหนียว) ปัจจุบัน ราคาขายส่งจะอยู่ที่ 40-44 บาท/กก.จากราคาเดิมประมาณ 32 บาท/กก. ข้าวสาร (หอมมะลิ) ราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ 35-36 บาท/กก. โดยเฉลี่ยราคาข้าวสารเพิ่มขึ้นประมาณ 40% จากราคาเดิม

“เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ฟ้าฝนดีมากชาวบ้านนำข้าวออกมาขาย เมื่อถึงเดือกรกฎาคมชาวบ้านเริ่มชะลอขาย กระทั่งแล้งหนักก็ไม่ขายเลย ขณะที่ราคาข้าวก็สูงมากโรงสีจึงไม่มีการสต๊อกข้าวไว้และไม่มีของเลย เป็นภาวะที่มีข้าวน้อยมากในรอบชีวิตเลย ตอนนี้ราคาปลีกเริ่มปรับขึ้นตามโรงสี และบางแห่งขายอยู่ที่ 50 บาท/กก. และราคาข้าวเหนี่ยวน่าจะยังแพงไปอีกสักระยะจนกว่าจะถึงเดือนสิบที่มีข้าวนาปรังจากเหนือและอีสานออกมาจำนวนหนึ่ง น่าจะลดความรุนแรงของราคาลงได้”
ขณะเดียวกัน เกษตรกรจะหันมาปลูกข้าวเหนียวในช่วงที่ราคาแพง ส่งผลให้ผลผลิตจะออกมาก ราคาข้าว

เหนียวอาจจะลดลงเท่าทวีคูณในปีถัดไป หากภาครัฐไม่มีคำแนะนำให้เกษตรกรในการปลูก
ด้านผู้สื่อข่าวรายงาน จากจังหวัดหนองคายว่า วันนี้ (23 ส.ค 2562) ราคาข้าวสารเหนียวยังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ กิโลกรัมละ 44 บาท สาเหตุเกิดจากการขาดแคลนข้าวในพื้นที่ ต้องไปรับจากภาคเหนือมาขาย ส่งผลให้พฤติกรรมการซื้อข้าวทั้งคนไทยและคนจาก สปป.ลาว เปลี่ยนไป ซึ่งราคาข้าว (สารเหนียว) ที่จำหน่ายตามร้านค้าในเขตเทศบาลเมืองหนองคายสูงกว่าราคาข้าวสาร (ข้าวหอมมะลิ) ที่ราคายังคงอยู่ในระดับปกติ โดยราคาข้าวหอมมะลิเก่า ขายอยู่กิโลกรัมละ 40 บาทเท่านั้น

ร่วมกันพัฒนางานวิจัย /หลักสูตร/ ห้องปฏิบัติการสร้างความเป็น

ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยเลิศด้านวิชาการตอบโจทย์ ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และศาสตราจารย์ ดร. สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจสร้างความร่วมมือทางวิชาการ พัฒนาหลักสูตร การวิจัย การพัฒนาห้องปฏิบัติการให้ได้มาตรฐาน มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ การวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม หวังนำ

ผลการวิจัยและพัฒนามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย โอกาสนี้ นายวิรัช จันทรา รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม พร้อมด้วย ดร. อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. อาจารย์ ดร. กิตติชัย โศจิพันธุ์ ประธานคลัสเตอร์ระบบราง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุรังศี เดชเจริญ ประธานคลัสเตอร์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มจพ. และคณะผู้บริหาร วว. และคณาจารย์ มจพ. ร่วมเป็นเกียรติในพิธีฯ ในวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุม กวท. วว. เทคโนธานี

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว.ชี้แจงว่า ความร่วมมือระหว่าง วว. และ มจพ. ในครั้งนี้มีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวกับการวิจัย เครื่องมือ และห้องปฏิบัติการ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนบุคลากรและนักวิจัยในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านระบบรางและยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ การทดสอบมาตรวิทยา และการรับรองคุณภาพ วัสดุการผลิตและวิศวกรรมพื้นผิว พลังงานและสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การแพทย์ และการดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจนแลกเปลี่ยนบุคลากรและนักวิจัย ระหว่าง วว. และ มจพ. รวมถึงการปฏิบัติการฝึกงานและโครงการวิทยานิพนธ์ในระดับบัณฑิตศึกษา

“…ในนามของ วว. รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ลงนามความร่วมมือกับ มจพ. ซึ่ง วว. เป็นหน่วยงานที่สั่งสมมีองค์ความรู้ด้านงานวิจัยและงานบริการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน วว. มุ่งเน้นการทำงานวิจัยที่สนองตอบต่อนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่ความเป็นเลิศทางด้านวิชาการของทั้ง 2 ฝ่าย และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกัน สร้างบุคลากรรุ่นใหม่ๆ และองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต…” ผู้ว่าการ วว. กล่าวสรุปในตอนท้าย

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มจพ. กล่าวเพิ่มเติมว่า มจพ.รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ลงนามความร่วมมือกับ วว. เป้าหมายของ มจพ.คือการเป็นสถาบันการศึกษาระดับต้นๆ ของประเทศไทยและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ การบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างเข้มแข็งในด้านการวิจัยพื้นฐาน พัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัย นิสิต นักศึกษา รวมถึงพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศ การร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการบูรณาการความร่วมมือ ยังเป็นการสนองตอบนโยบายรัฐ ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายยุทธศาสตร์ประเทศอีกด้วย

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (วว.) จัดงาน “มหกรรม OTOP i Style 4” (OTOP Innovation Style) 4 ภาค ครั้งที่ 1 แสดงผลงานและจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นรูปโฉมใหม่ หรือ โอท็อปอัพเกรด ระหว่างวันที่ 22-26 สิงหาคม 2562 น. ณ ชั้น G โซนภูเก็ตสแควร์ ฮอลล์1 ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต

ผลิตภัณฑ์ที่นำมาแสดงและจำหน่ายมีความทันสมัย มีคุณภาพมาตรฐานสะอาดและปลอดภัย สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนทั้ง 4 ภูมิภาคในประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ในกลุ่มพื้นที่ 10 จังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน น่าน กาฬสินธุ์ นครพนม ตาก ชัยนาท บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ ปัตตานี และนราธิวาส

ภายในงานพบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ การออกบู๊ธจำหน่ายสินค้า “โอท็อปอัพเกรด” ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร อาทิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่กรอบ ข้าวเกรียบปลา ผลิตภัณฑ์ช็อกมอลต์ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากดอกดาวเรือง สครับงาขาว ปลาร้าผง ลูกสมุนไพรกำจัดลูกน้ำยุงลาย ผ้าย้อมสีธรรมชาติ อาทิ ผ้าย้อมคราม ผ้ามัดหมี่ และผ้าขาวม้า เป็นต้น รวมทั้งกิจกรรม “ดาราชวนชิม” ที่จะมาสาธิตเมนูจานเด็ดจากผลิตภัณฑ์สินค้าอาหาร และสินค้าเกษตรในกลุ่มโอท็อปนวัตกรรมอาหาร

วว. เชิญชวนผู้สนใจร่วมช็อป/ชิมในงาน “มหกรรม OTOP i Style 4” ในพื้นที่อื่นๆ ดังนี้

วันที่ 11-15 กันยายน 2562 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ศูนย์สรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่า จังหวัดอุดรธานีบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จัดงานใหญ่ประจำปี ตลาดนัดโชห่วย ครั้งที่ 11 ณ จังหวัดขอนแก่น ขานรับอัตราการเติบโตร้านค้าปลีกรายย่อยในภูมิภาคมาแรงสวนกระแส ดัน “ครัวชุมชน” ส่งสินค้าพร้อมทาน พร้อมปรุง เสริมแกร่งรายได้ รับความต้องการผู้บริโภค พร้อมจัดเต็มเคล็ดลับความรู้ติดอาวุธโชห่วยแบบครบครัน 22-25 สิงหาคมนี้ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น (KICE) คาดผู้ร่วมงานไม่ต่ำกว่า 50,000 คน

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด เปิดเผยว่า “แม็คโคร เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย หรือ โชห่วย ในการเป็นพลังขับเคลื่อนการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและเป็นศูนย์กลางสายใยชุมชน จึงได้จัดงานตลาดนัดโชห่วยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกิจกรรมใหญ่ประจำปี ต่อยอดมาจากโครงการ ‘โครงการแม็คโคร มิตรแท้โชห่วย’ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และรวบรวมเคล็ดลับ การบริหารจัดการร้าน ตลอดจน สินค้าราคาพิเศษสำหรับการทำธุรกิจร้านโชห่วย มารวบรวมไว้อย่างครบครันในงานเดียว ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 22-25 สิงหาคมนี้ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น (KICE)”

“แม็คโคร ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย หรือโชห่วยให้เข้มแข็ง เติบโตอย่างยั่งยืน โดยนำเสนอสินค้าบริการใหม่ ครัวชุมชน เพื่อเป็นทางเลือกสร้างรายได้ ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการอาหารพร้อมปรุง พร้อมทานใกล้บ้าน ตลอดจนยังมีการจัดสินค้าราคาพิเศษ เสวนาแนะนำเคล็ดลับความรู้ อีกมากมายเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ร้านค้ารายย่อยตลอดการจัดงาน ซึ่งคาดว่าตลอด 4 วัน ของการจัดงาน จะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 50,000 คน”

ที่ผ่านมา แม็คโคร ได้จัดกิจกรรม ตลาดนัดโชห่วยภูมิภาคทั่วประเทศ และตลาดนัดโชห่วยประจำปี เพื่อกระจายความรู้ไปยังกลุ่มผู้ประกอบการโชห่วยที่มีอยู่จำนวนมากในประเทศไทย และมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับผลการสำรวจร้านค้าปลีกรายย่อย หรือ โชห่วย และร้านธงฟ้าประชารัฐทั่วประเทศของกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ ที่พบอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 7% โดยเฉพาะร้านค้าปลีกรายย่อยในส่วนภูมิภาค

ด้าน นางสาวอรวรรณ ลาภอำนวยผล ประธานการจัดงานตลาดนัดโชห่วย ครั้งที่ 11 กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานตลาดนัด โชห่วย ครั้งที่ 11 มีกิจกรรมสาระความรู้ การเสวนา เวิร์คช้อปสำหรับผู้ประกอบการ พร้อมด้วยความบันเทิงตลอดการจัดงาน ที่จะทำให้ผู้ประกอบการโชห่วยได้รับแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาศักยภาพของร้านค้าให้เติบโต เป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไป”

สำหรับงานนี้ แบ่งพื้นที่จัดงานออกเป็น 7 โซน ประกอบด้วย

– โซนที่ 1 “มิตรแท้ชุมชน…ร้านต้นแบบแห่งความยั่งยืน” นำเสนอแนวคิดการบริหารจัดการร้านโชห่วยให้เป็นศูนย์กลางและเป็นที่พึ่งของชุมชนแบบครบวงจร โดยมีการจำลองร้านค้าโชห่วยต้นแบบไอเดียดีที่จะนำไปต่อยอดธุรกิจได้อย่าง “ร้านมิตรแท้ชุมชน” นอกจากนี้ยังมี “ศูนย์มิตรแท้โชห่วย” ให้คำปรึกษาอัพเดทความรู้ใหม่ๆ “Makro Sustainability สร้างรอยยิ้มให้ชุมชน” และ “ครัวชุมชน” ไฮไลท์สำคัญของปีนี้ที่นำเสนอโปรโมชั่นพิเศษของการนำสินค้า “พร้อมทาน” และ “พร้อมปรุง” จำหน่ายที่ร้าน

– โซนที่ 2 สินค้าราคาพิเศษจาก MakroClick แอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลด้วยการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และพร้อมส่งถึงร้านอย่างรวดเร็วผ่าน

– โซนที่ 3 การจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของแม็คโคร ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภคคุณภาพ ภายใต้แบรนด์ aro, M&K , Extra และ Q-biz ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการร้านโชห่วย

– โซนที่ 4 สินค้ายกแพ็คราคาพิเศษ คุ้มสุดๆ กับสินค้ายกแพ็คหรือยกลังในราคาพิเศษ ตลอดทุกวันในการจัดงาน

– โซนที่ 5 ตลาดนัดโชห่วย ที่มีบู๊ธสินค้าราคาพิเศษจากพันธมิตรทางธุรกิจของแม็คโครมากกว่า 150 ราย

– โซนที่ 6 เวทีกลาง พบกิจกรรมมากมาย ทั้งการมอบรางวัล “โครงการแม็คโครและนักศึกษาร่วมพัฒนาร้านค้าปลีกท้องถิ่น” (U Project) ประจำปี 2562 การเสวนาสาระความรู้จากกูรูชื่อดัง การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ แชร์ประสบการณ์ และกิจกรรมบันเทิงจากศิลปินดาราชื่อดังทุกวัน

– โซนที่ 7 ขอนแก่นมาร์เก็ต รวบรวมอาหารและเครื่องดื่มนานาชนิดกว่า 20 ร้านค้าดัง ในจังหวัดขอนแก่นและกรุงเทพฯ โดยมีการแสดงดนตรีพื้นเมืองจากลานดนตรีเพื่อชุมชนให้ชมตลอดวัน

สำหรับตลาดนัดโชห่วยครั้งที่ 11 จัดระหว่างวันที่ 22-25 สิงหาคม 2562 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น (KICE) ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ผู้สนใจร่วมงานสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 335-5300 หรือ

กรุงเทพฯ – โคเวสโตร ร่วมกับสถานทูตสาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย จัดแสดงนวัตกรรมที่สร้างขึ้นจากการรีไซเคิลพลาสติก ต่อยอดการคืนคุณค่าขยะพลาสติกด้วยแนวคิด waste-to-value ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ถ่ายทอดองค์ความรู้การจัดการขยะอย่างถูกวิธี เพื่อปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนแก่เยาวชน ภายในส่วนจัดแสดงเยอรมนี พาวิลเลี่ยน งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2562 ณ ศูนย์จัดแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี

ดร.เยอร์เกน มายน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท โคเวสโตร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญต่อการสร้างความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals – UNSDGs) ประกอบกับเล็งเห็นความสำคัญต่อปณิธานของเครือข่ายพันธมิตร Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ในการรับมือกับปัญหาขยะพลาสติกที่กำลังส่งผลกระทบและเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โคเวสโตร จึงเข้าร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับวงจรการเกิดขยะพลาสติก รวมถึง การจัดกิจกรรมที่น่าสนใจ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนให้แก่เยาวชน ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2562 (The National Science and Technology Fair 2019)”

บู๊ธกิจกรรมของโคเวสโตรตั้งอยู่ภายในส่วนการจัดแสดงของเยอรมนี พาวิลเลี่ยน เน้นการสร้างประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการจัดการขยะเบื้องต้นอย่างเหมาะสม (waste management) ในชีวิตประจำวัน ตามหลัก 3R ได้แก่ การลดปริมาณการใช้ (Reduce) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำมาเข้ากระบวนการแปรสภาพ (Recycle) ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ที่เยาวชนสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายและเกิดความสนุกสนานไปพร้อมกัน ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังนำเสนอโมเดลเมืองนวัตกรรมยั่งยืน (City of Sustainnovation) แนวคิดการยกระดับรูปแบบชีวิตเมืองด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย พร้อมสาธิตเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) โซลูชั่นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากฟิลาเมนท์ที่ผลิตขึ้นจากโพลีคาร์บอเนตผสมกับขวดพลาสติก PET รีไซเคิล และโชว์นวัตกรรมต่างๆ ที่มาจากการรีไซเคิลพลาสติกด้วยแนวคิด waste-to-value ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อีกด้วย

นอกจากนี้ โคเวสโตร ยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมที่เน้นสร้างการตระหนักรู้และปลูกจิตสำนึกด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชน ตัวอย่างเช่น การจัดทำหนังสือ “จุดประกายความคิด เพื่อชีวิตที่สดใส” (Bright Mind for a Brighter World) เสริมสร้างความรู้การจัดการขยะสำหรับเด็ก และแคมเปญ “เพื่อโลกที่สดใสและวิสัยทัศน์ที่ดีขึ้น” (Brighter Future, Better Vision) จากความร่วมมือระหว่างพนักงานและชุมชน ร่วมกันรณรงค์รับบริจาคและเก็บขวดพลาสติกชนิด PET เพื่อนำไปรีไซเคิลร่วมกับโพลีคาร์บอเนต ผลิตเป็นแว่นสายตาและนำไปมอบเพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชน โดยมีเป้าหมายการจัดกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดปี 2562

“เราเชื่อมั่นว่า กิจกรรมทั้งหมดที่จัดขึ้นในปีนี้ จะช่วยสร้างประโยชน์ในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความยั่งยืนให้แก่คนรุ่นใหม่ ผู้ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการส่งเสริมความยั่งยืนในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโลกที่สดใสและน่าอยู่ต่อไปในอนาคต” ดร.เยอร์เกน กล่าวสรุป

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดน่าน ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเหนียวนาปี และลำไย ซึ่งแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) และ เหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการผลิต จำนวน 60,764 ไร่ และพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) จำนวน 460,069 ไร่ ข้าวเหนียวนาปี พื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง จำนวน 97,624 ไร่ พื้นที่เหมาะสมน้อย และไม่เหมาะสม จำนวน 99,832 ไร่ และลำไย พื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง จำนวน 24,236 ไร่ ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย และไม่เหมาะสม จำนวน 22,406 ไร่

สำหรับพื้นที่เหมาะสมมาก และเหมาะสมปานกลาง ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมส่งเสริมและพัฒนาโดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพสินค้าสู่มาตรฐาน ควบคู่กับการสร้างกลุ่มที่เข้มแข็งและพัฒนาระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่การผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย และไม่เหมาะสม หากเกษตรกรสนใจปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวเหนียวนาปี (อำเภอเวียงสา อำเภอเมือง และอำเภอท่าวังผา) เกษตรกรสามารถที่จะปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นพืชทางเลือกได้จำนวน 9,691 ไร่ ส่วนการปรับเปลี่ยนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (อำเภอเวียงสา อำเภอเมือง และอำเภอนาน้อย) สามารถปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นเป็นพืชทางเลือกได้ จำนวน 4,672 ไร่ และกรณีปรับเปลี่ยนลำไย (อำเภอท่าวังผา อำเภอเมือง และอำเภอเวียงสา) สามารถปลูกไม้ผลไม้ยืนต้นชนิดอื่นที่เหมาะสมได้ จำนวน 1,959 ไร่

สำหรับพืชทางเลือกที่เหมาะในการปรับเปลี่ยน มีจำนวน 3 ชนิด ได้แก่ มะม่วงหิมพานต์ มีต้นทุนการผลิต 9,595 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4-5 ประมาณ 17,703 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 8,107 บาท/ไร่ โดยผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ขายให้แก่ผู้รวบรวมในท้องถิ่น ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10 ขายให้โรงงานแปรรูป (หจก. แคชิวนัทริช กรุ๊ป ไทยแลนด์) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอท่าวังผา เพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นเมล็ดกะเทาะเปลือก ทั้งนี้ ปี 2565 โรงงานแปรรูปดังกล่าวมีแผนรับซื้อผลผลิตประมาณ 5,000 ตัน ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 32-52 บาท

กาแฟ ต้นทุนการผลิต 4,123 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4-5 ประมาณ 6,370 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 2,246 บาท/ไร่ ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ขายในรูปผลสด (เชอร์รี่) ให้กลุ่มวิสาหกิจแปรรูปสันเจริญและกลุ่มอื่นๆ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอท่าวังผา โดยกลุ่มจะทำการแปรรูปเบื้องต้นเป็นเมล็ดกะลาและสารกาแฟ แล้วขายส่งให้แก่พ่อค้าในจังหวัดน่าน แพร่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และกรุงเทพฯ ราคารับซื้อเมล็ดผลสด (เชอร์รี่) อยู่ที่กิโลกรัมละ 11-13 บาท มีปริมาณความต้องการวัตถุดิบเพื่อผลิตกาแฟกะลา 70,000 กิโลกรัม/ปี และสารกาแฟ 52,000 กิโลกรัม/ปี ส่วนผลผลิตที่เหลืออีก ร้อยละ 15 จะขายให้ผู้รับซื้อรายย่อย และร้อยละ 5 ขายให้ผู้รับซื้อรายใหญ่ในท้องถิ่น

มะขามเปรี้ยวยักษ์ มีต้นทุนการผลิต 7,627 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 3-5 ประมาณ 38,150 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 30,523 บาท/ไร่ ผลผลิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 85 จะขายในลักษณะมะขามฝักแห้งให้แก่ผู้รับซื้อในท้องถิ่นเพื่อรวบรวมส่งขายให้แก่พ่อค้าจากจังหวัดเชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ราคารับซื้อมะขามฝักแห้งอยู่ที่กิโลกรัมละ 20-30 บาท มะขามฝักสดกิโลกรัมละ 15 บาท สำหรับผลผลิตที่เหลืออีกร้อยละ 15 จะขายให้แก่พ่อค้าในท้องถิ่นและต่างจังหวัด

อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรมีพื้นที่ทำการเกษตรน้อย และปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือน ไม่สามารถปรับเปลี่ยนการผลิตได้ จะต้องพัฒนาแหล่งน้ำ และปรับปรุงคุณภาพดินให้เหมาะสม สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลด้านพืชทางเลือกที่เหมาะสมในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก แพร่ น่าน สุโขทัย อุตรดิตถ์ และ ตาก สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก โทร. (055)322-650 และ (055) 322-658 หรือ อี-เมล

บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมผักกรอบ DEEDY (ดีดี้) เตรียมขนขบวนความอร่อยที่มาพร้อมกับสุขภาพดีถึงมือผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด ในงาน Care Expo Thailand ณ ไบเทค บางนา โดยรายการ คัมภีร์วิถีรวย ทางช่อง 9MCOT HD และ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ให้เกียรติเชิญไปร่วมออกบู๊ธในครั้งนี้ ซึ่งงานนี้จัดขึ้นเพื่อให้คนในครอบครัวหันมาใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น โดยผู้เข้าร่วมชมงานจะได้ทั้งสาระและการทำกิจกรรมอย่างสนุกสนาน รวมทั้งมีบริษัทต่างๆ มาร่วมออกบูธกันอย่างคับคั่ง ตลอดทั้ง 4 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ถึงวันที่ 1 กันยายน 2562 นี้ คาดว่าน่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานนับแสนคน

โดยบู๊ธของขนมผักกรอบ DEEDY (ดีดี้) จะไปร่วมออกบู๊ธในวันที่ 31 สิงหาคม ในโซนด้านหน้า Hall : EH 103 ซึ่งได้เตรียมโปรโมชั่นพิเศษให้กับลูกค้าที่ไปร่วมงานนี้ไว้ด้วย งานเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. พูดได้คำเดียวงานนี้ห้ามพลาด

ผู้บริโภคและร้านค้าที่สนใจขนมผักกรอบ DEEDY สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด โทร. (098) 026-6636 หรือ www.gminterfoods.com หรือ Facebook / Line@ : @deedyveggies

เอสซีจีดินหน้าแก้ปัญหาขยะในทะเล ส่งมอบทุ่นกักขยะลอยน้ำ

กรุงเทพฯ – 22 สิงหาคม 2562 : ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี โดย นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ส่งมอบทุ่นกักขยะลอยน้ำจำนวน 20 ชุด ให้กับ นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) นำไปขยายผลติดตั้งร่วมกับทุ่นของ ทช. ณ บริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขา พร้อมนำร่องในพื้นที่ 13 จังหวัด เพื่อลดปริมาณขยะไหลลงสู่ทะเล คาดว่าจะช่วยกักขยะได้ 30 ตัน ภายใน 6 เดือน ล่าสุด เอสซีจีเปิดตัวต้นแบบ “หุ่นยนต์เก็บขยะลอยน้ำ 4.0” ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติเพื่อเก็บขยะในบริเวณที่น้ำนิ่ง หรือบริเวณที่ทุ่นเข้าไม่ถึง

ทุ่นกักขยะลอยน้ำ โดยความร่วมมือระหว่างธุรกิจเคมิคอลส์เอสซีจี และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้รับการพัฒนาขึ้นสำหรับติดตั้งบริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขา โดยออกแบบให้มีกลไกฝาเปิดปิดที่อาศัยหลักการไหลของน้ำและแรงดันช่วยกักขยะลอยน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ขยะที่กักได้ไม่หลุดลอยออกนอกทุ่นตามอิทธิพลน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และ ทช. ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “พัฒนาอุปกรณ์ติดทุ่นกักขยะลอยน้ำสำหรับติดตั้งในบริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขา” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา โดยได้ทดลองติดตั้งทุ่นกักขยะแล้ว 5 จุด ณ บริเวณปากแม่น้ำระยอง และคลองในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งได้ผลเป็นที่พอใจสามารถรวบรวมและกักขยะลอยน้ำได้เฉลี่ย 7.7 กิโลกรัม/วัน/ชุด โดยจะขยายผลติดตั้งทุ่นกักขยะอีก 20 จุด ใน 13 จังหวัดนำร่อง

นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาขยะทะเล จำเป็นต้องจัดการขยะอย่างเป็นระบบทั้งบนบกและในทะเล ควบคู่กับการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งและพลาสติกที่ไม่จำเป็นลงให้ได้ เพราะขยะที่ไหลลงสู่ทะเลเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายทรัพยากรทางทะเล สัตว์ทะเล และระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์ ซึ่งกลายเป็นวิกฤตสำคัญของไทยที่ต้องแก้ไขให้ได้ทั้งระบบอย่างจริงจัง ซึ่งลูกพะยูน “มาเรียม” กลายเป็นแรงกระตุ้นจิตสำนึกของคนให้เห็นภัยของขยะพลาสติกต่อชีวิตสัตว์ทะเลหายากมากขึ้น เนื่องจากไทยมีขยะพลาสติกมากกว่า 2 ล้านตัน ต่อปี ดังนั้น พลาสติกที่ไม่จำเป็น เมื่อใช้แล้วต้องทิ้งให้ถูกที่ แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ผ่านระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือหลักการ 3R ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ดังเช่น ความร่วมมือระหว่างกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับเอสซีจี ในการพัฒนาทุ่นดักขยะร่วมกัน รวมทั้งบทบาทการเป็นผู้นำของไทยในฐานะประธานอาเซียน ปี พ.ศ. 2562 ในการจัดการปัญหาขยะทะเลในอาเซียน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันเพื่อลดปัญหาขยะทะเลในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลก

ด้าน นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า “โครงการพัฒนาอุปกรณ์ติดทุ่นกักขยะลอยน้ำสำหรับติดตั้งในบริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขา เกิดจากความมุ่งมั่นของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และเอสซีจี ที่จะร่วมกันลดปัญหาขยะในทะเล โดยขยะส่วนใหญ่ไหลผ่านชุมชนมาตามแม่น้ำลำคลองและไหลลงสู่ทะเล ซึ่งจากการสำรวจของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่าประเทศไทยมีแม่น้ำลำคลองที่เชื่อมต่อกับทะเลจำนวนกว่า 500 สาย เอสซีจี และ ทช. จึงร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์สำหรับติดทุ่นกักขยะลอยน้ำของ ทช. โดยมีกลไกฝาเปิดปิดที่อาศัยหลักการไหลของน้ำและแรงดัน ช่วยกักเก็บขยะได้โดยไม่ไหลย้อนกลับจากการเปลี่ยนทิศทางกระแสน้ำและอิทธิพลน้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งทุ่นที่ได้รับมอบจากเอสซีจี จำนวน 20 ชุดนี้ จะนำไปติดตั้งในพื้นที่ 13 จังหวัดชายทะเล ได้แก่ ระยอง ฉะเชิงเทรา สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา นครศรีธรรมราช ปัตตานี พังงา ภูเก็ต สตูล และระนอง คาดว่าจะสามารถช่วยลดปริมาณขยะลงสู่ทะเลได้อย่างน้อย 30 ตันภายใน 6 เดือน ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการจัดการเพื่อช่วยลดปริมาณขยะที่จะไหลลงสู่ทะเล ลดผลกระทบที่จะเกิดต่อระบบนิเวศทางทะเลและสัตว์ทะเลหายาก”

นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า “เอสซีจีตระหนักถึงปัญหาขยะในทะเล ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากขยะในแม่น้ำลำคลองไหลสู่ทะเล ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตทางทะเล โดยความร่วมมือระหว่าง ทช. และ เอสซีจีในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่ได้นำนวัตกรรมมาช่วยแก้ไขปัญหาขยะในแหล่งน้ำ สำหรับ “ทุ่นกักขยะลอยน้ำ” ที่เอสซีจีได้ส่งมอบให้กับ ทช. จำนวน 20 ชุด ในครั้งนี้ ทาง ทช. จะนำไปวางบริเวณปากแม่น้ำและลำคลองสาขา รวม 20 จุด ในพี้นที่ 13 จังหวัดนำร่อง เช่น เพชรบุรี ระยอง สมุทรสงคราม นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต เป็นต้น ทั้งนี้ ทุ่นกักขยะลอยน้ำจะอยู่ในการดูแลของ ทช. โดยเอสซีจี จะร่วมติดตามผล และศึกษาการจัดการขยะที่เก็บได้จากแหล่งน้ำ เพื่อนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และป้องกันไม่ให้กลับสู่แหล่งน้ำอีก”

“นอกจากนี้ เอสซีจียังได้นำความเชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์มาคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมต้นแบบ “หุ่นยนต์เก็บขยะลอยน้ำ 4.0” ซึ่งจะช่วยเก็บขยะในพื้นที่น้ำนิ่ง และพื้นที่ที่เข้าถึงลำบาก โดยได้นำระบบ ML (Machine Learning) และ IoT (Internet of Things) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บขยะและช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังออกแบบให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมทดลองใช้ภายในปลายปี 2562 นี้” นายชลณัฐกล่าวทิ้งท้าย

จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนแปรนโยบายเป็นเงิน เพิ่มรายได้ใส่กระเป๋าให้กับประชาชนในระดับฐานราก กรมส่งเสริมสหกรณ์และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมกันตีโจทย์และผนึกความร่วมมือในนามของโครงการไมซ์เพื่อชุมชน ดึงการสัมมนาและการจัดประชุมนิทรรศการจากห้องประชุม ออกไปศึกษาดูงานและเรียนรู้กิจกรรมในชุมชนต่างๆ โดยมีสหกรณ์เป็นศูนย์กลาง ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้บริการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานและการสาธิตการผลิตสินค้า เพื่อผลักดันให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างองค์กรต่างๆ กับสหกรณ์ และชาวบ้านในชุมชน นำไปสู่การร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ซึ่งจากปีแรกที่ดำเนินการในปี 2561 มีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 35 แห่ง ส่งต่อความสำเร็จมาในปีที่ 2 มีสหกรณ์เข้าร่วม 50 สหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะหาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือทีเส็บ ภายใต้โครงการไมซ์เพื่อชุมชน ปีที่ 2 ได้รับการตอบรับที่ดีจาก สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้แต่ละสหกรณ์มุ่งมั่นที่จะพัฒนาสหกรณ์ตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อดึงดูดให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ แวะเวียนเข้ามายังสหกรณ์ เพื่อจัดกิจกรรมศึกษาดูงาน เรียนรู้กิจกรรมและเยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าของสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยเผยแพร่งานด้านสหกรณ์และขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ให้เป็นที่รู้จักกับอง ดังนั้น การที่สหกรณ์ ได้เข้าร่วมกับโครงการไมซ์เพื่อชุมชน นอกจากช่วยให้สมาชิกสหกรณ์มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่เป็นผลผลิตแล้ว ยังได้นำเสนอถึงชุมชนในพื้นที่ของสหกรณ์ที่มีความหลากหลายในเชิงอัตลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้มีหน่วยงานต่างๆ สนใจลงไปเยี่ยม ชมกิจกรรมของสหกรณ์และเสริมสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนได้เพิ่มมากขึ้น

ด้าน นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นปีที่ 2 มีสหกรณ์เข้าร่วมแล้ว 80 กว่าแห่ง ซึ่งแต่ละสหกรณ์ได้มีการพัฒนาและเตรียมความพร้อมในการรองรับการศึกษาดูงาน ทั้งในเรื่องห้องประชุม กิจกรรมสาธิต การนำเสนอสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ และหลายสหกรณ์มีจุดแข็งในเรื่องของวัฒนธรรม หรือความหลากหลายของกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น สหกรณ์ในตลาดคลองลัดมะยม แม้ไม่มีห้องสำหรับจัดประชุม แต่กิจกรรมของตลาดคือจุดขาย เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจให้คนเข้าไปเรียนรู้ดูงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทางทีเส็บจะนำมาปรับให้เหมาะสมกับเป้าหมายของโครงการต่อไป รวมถึงจะขยายโครงการไปสู่จังหวัดที่เป็นเมืองรองด้วย เนื่องจากโครงการนี้เน้นการช่วยเหลือประชาชน สมาชิกสหกรณ์ หรือเกษตรกรในระดับฐานรากให้มีรายได้เพิ่ม ซึ่งในปีนี้ทีเส็บจะมีการทำประชาสัมพันธ์ไปยังองค์กรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อเชิญชวนเข้าไปจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในสหกรณ์ให้มากขึ้น

“ทีเส็บหวังว่าในปี 2562 นี้จะทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 33 ล้านคน และสร้างเงินหมุนเวียน ในการท่องเที่ยวประมาณ 117,301 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหสกรณ์ได้จริงตามนโยบายของรัฐบาล” นายจิรุตถ์ กล่าว

นายยงยุทธ์ ซื่อสัตย์ ประธานสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ได้ร่วมงานกับไมซ์เพื่อชุมชนในปีแรกของโครงการ เห็นว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ และช่วยทำให้สหกรณ์จัดกิจกรรมการเรียนรู้ดูงานสำหรับผู้สนใจ ได้ดีขึ้นเป็นระบบมากขึ้น จากเดิมก็มีคนมาเยี่ยมสหกรณ์นี้มากอยู่แล้ว แต่เป็นเหมือนการแวะมาชม ชิม ช็อป แล้วเดินทางกลับ ไม่ได้มีกิจกรรมที่เป็นส่งเสริมเรื่องเรียนรู้และเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งภายหลังจากที่ทีเส็บได้ให้คำแนะนำถึงวิธีในการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานให้น่าสนใจ การถ่ายทอดความรู้ และการให้บริการแก่หน่วยงานต่างๆ ทำให้ในปีที่ผ่านมามีหน่วยงานเข้ามาดูงานมากขึ้นและประทับใจกับกิจกรรมของสหกรณ์ โดยสหกรณ์ได้มีการประสานกับหน่วยงานที่จะเข้ามาดูงาน เพื่อสอบถามถึงเรื่องที่สนใจจะมาเยี่ยมชม ทางสหกรณ์ก็จะจัดเตรียมสถานที่ กำหนดกิจกรรมและหาวิทยากรให้ตรงกับความต้องการของหน่วยงานนั้นๆ ทำให้เกิดความประทับใจ ทั้งแขกผู้มาเยือนและสหกรณ์ซึ่งเจ้าของบ้านที่ให้การต้อนรับ

“หลังจากเข้าร่วมโครงการไมซ์เพื่อชุมชนทำให้มีหน่วยงานเข้ามาดูงานที่สหกรณ์หุบกะพงเพิ่มมากขึ้น หลายหน่วยงานสนใจดูงานแตกต่างกันไป เช่น สนใจเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัว การผลิตของใช้ในครัวเรือน หรือสนใจดูวิธีการจักสานผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์ ทางสหกรณ์พาไปดูตั้งแต่การปลูกต้นป่านศรนารายณ์ การขูดเปลือกเพื่อให้เป็นเส้นป่าน การย้อมสี การถัก ไปจนถึงการขึ้นรูปเป็นกระเป๋าหรือหมวก และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเมื่อมีคนให้ความสนใจมาเยี่ยมชมมากขึ้น ส่งผลทำให้สมาชิกก็มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะชาวบ้านซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่อยู่บ้านสามารถรับป่านไปถักเป็นเปียเพื่อมาจักสานเป็นกระเป๋าได้ ทำให้มีรายได้และมีความสุขเพิ่มมากขึ้น”

นายสันติ ขจรเวชไพศาล ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง กล่าวว่า สมาชิกสหกรณ์มีโอกาสมีรายได้เพิ่มจากโครงการไมซ์เพื่อชุมชน เพราะสามารถนำผลผลิตที่มีในสวน ทั้งทุเรียน ผัก ผลไม้ และสินค้าแปรรูปที่ทำขึ้นเองและมีรสชาดดีเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนมาจำหน่ายกับผู้ที่มาศึกษาดูงานและเยี่ยมชมกิจกรรมของสหกรณ์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีโครงการนี้เข้ามา หน่วยงานที่จะมาดูงานที่สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ด้วยกันที่เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ ยังไม่ค่อยมีภาคเอกชน หรือบริษัทเข้ามามากนัก ดังนั้น การเข้าร่วมโครงการนี้จะเปิดโอกาสให้สหกรณ์ได้ต้อนรับผู้ที่จะเข้ามาศึกษาดูงาน โดยมีทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ซึ่งสหกรณ์จะปรับกิจกรรมการดูงานให้สอดคล้องกับที่หน่วยงานต้องการ และจะประชาสัมพันธ์ผ่านทางออนไลน์เพื่อให้คนได้รับทราบว่าทางสหกรณ์พร้อมให้การต้อนรับทุกหน่วยงานที่สนใจจะมาเยี่ยมชม ที่ผ่านมา มีความประทับใจที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ เพราะแม้ว่า จะไม่สามารถวัดได้ว่ารายได้ของสหกรณ์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับสมาชิกของเราสามารถจำหน่ายผลผลิตและสินค้าที่เขามีอยู่ ทำให้มีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงครอบครัว

ปัจจุบันโครงการไมซ์เพื่อชุมชน มี 5 เส้นทางนำร่อง คือ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด จังหวัดเพชรบุรี สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จังหวัดสระบุรี สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน จำกัด และสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด จังหวัดนครปฐม สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด และสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีความพร้อมสำหรับการเป็นแหล่งศึกษาดูงาน จัดประชุมและการจัดกิจกรรมในชุมชน ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่สนใจได้

แวะเวียนไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกับคนในชุมชนและสหกรณ์ เพื่อช่วยกันต่อยอดความคิด ชีวิตและวิถีชุมชนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนของโครงการไมซ์เพื่อชุมชน

จากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนแปรนโยบายเป็นเงิน เพิ่มรายได้ใส่กระเป๋าให้กับประชาชนในระดับฐานราก กรมส่งเสริมสหกรณ์และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมกันตีโจทย์และผนึกความร่วมมือในนามของโครงการไมซ์เพื่อชุมชน ดึงการสัมมนาและการจัดประชุมนิทรรศการจากห้องประชุม ออกไปศึกษาดูงานและเรียนรู้กิจกรรมในชุมชนต่างๆ โดยมีสหกรณ์เป็นศูนย์กลาง ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้บริการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานและการสาธิตการผลิตสินค้า เพื่อผลักดันให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างองค์กรต่างๆ กับสหกรณ์ และชาวบ้านในชุมชน นำไปสู่การร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ซึ่งจากปีแรกที่ดำเนินการในปี 2561 มีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 35 แห่ง ส่งต่อความสำเร็จมาในปีที่ 2 มีสหกรณ์เข้าร่วม 50 สหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะหาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือทีเส็บ ภายใต้โครงการไมซ์เพื่อชุมชน ปีที่ 2 ได้รับการตอบรับที่ดีจาก สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้แต่ละสหกรณ์มุ่งมั่นที่จะพัฒนาสหกรณ์ตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อดึงดูดให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ แวะเวียนเข้ามายังสหกรณ์ เพื่อจัดกิจกรรมศึกษาดูงาน เรียนรู้กิจกรรมและเยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าของสหกรณ์ ซึ่งจะช่วยเผยแพร่งานด้านสหกรณ์และขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ให้เป็นที่รู้จักกับอง ดังนั้น การที่สหกรณ์ ได้เข้าร่วมกับโครงการไมซ์เพื่อชุมชน นอกจากช่วยให้สมาชิกสหกรณ์มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่เป็นผลผลิตแล้ว ยังได้นำเสนอถึงชุมชนในพื้นที่ของสหกรณ์ที่มีความหลากหลายในเชิงอัตลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรมและความเป็นอยู่ด้วย ซึ่งจะทำให้มีหน่วยงานต่างๆ สนใจลงไปเยี่ยม ชมกิจกรรมของสหกรณ์และเสริมสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนได้เพิ่มมากขึ้น

ด้าน นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นปีที่ 2 มีสหกรณ์เข้าร่วมแล้ว 80 กว่าแห่ง ซึ่งแต่ละสหกรณ์ได้มีการพัฒนาและเตรียมความพร้อมในการรองรับการศึกษาดูงาน ทั้งในเรื่องห้องประชุม กิจกรรมสาธิต การนำเสนอสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ และหลายสหกรณ์มีจุดแข็งในเรื่องของวัฒนธรรม หรือความหลากหลายของกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น สหกรณ์ในตลาดคลองลัดมะยม แม้ไม่มีห้องสำหรับจัดประชุม แต่กิจกรรมของตลาดคือจุดขาย เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจให้คนเข้าไปเรียนรู้ดูงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทางทีเส็บจะนำมาปรับให้เหมาะสมกับเป้าหมายของโครงการต่อไป รวมถึงจะขยายโครงการไปสู่จังหวัดที่เป็นเมืองรองด้วย เนื่องจากโครงการนี้เน้นการช่วยเหลือประชาชน สมาชิกสหกรณ์ หรือเกษตรกรในระดับฐานรากให้มีรายได้เพิ่ม ซึ่งในปีนี้ทีเส็บจะมีการทำประชาสัมพันธ์ไปยังองค์กรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อเชิญชวนเข้าไปจัดกิจกรรมศึกษาดูงานในสหกรณ์ให้มากขึ้น

“ทีเส็บหวังว่าในปี 2562 นี้จะทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 33 ล้านคน และสร้างเงินหมุนเวียน ในการท่องเที่ยวประมาณ 117,301 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหสกรณ์ได้จริงตามนโยบายของรัฐบาล” นายจิรุตถ์ กล่าว

นายยงยุทธ์ ซื่อสัตย์ ประธานสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ได้ร่วมงานกับไมซ์เพื่อชุมชนในปีแรกของโครงการ เห็นว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ และช่วยทำให้สหกรณ์จัดกิจกรรมการเรียนรู้ดูงานสำหรับผู้สนใจ ได้ดีขึ้นเป็นระบบมากขึ้น จากเดิมก็มีคนมาเยี่ยมสหกรณ์นี้มากอยู่แล้ว แต่เป็นเหมือนการแวะมาชม ชิม ช็อป แล้วเดินทางกลับ ไม่ได้มีกิจกรรมที่เป็นส่งเสริมเรื่องเรียนรู้และเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งภายหลังจากที่ทีเส็บได้ให้คำแนะนำถึงวิธีในการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานให้น่าสนใจ การถ่ายทอดความรู้ และการให้บริการแก่หน่วยงานต่างๆ ทำให้ในปีที่ผ่านมามีหน่วยงานเข้ามาดูงานมากขึ้นและประทับใจกับกิจกรรมของสหกรณ์ โดยสหกรณ์ได้มีการประสานกับหน่วยงานที่จะเข้ามาดูงาน เพื่อสอบถามถึงเรื่องที่สนใจจะมาเยี่ยมชม ทางสหกรณ์ก็จะจัดเตรียมสถานที่ กำหนดกิจกรรมและหาวิทยากรให้ตรงกับความต้องการของหน่วยงานนั้นๆ ทำให้เกิดความประทับใจ ทั้งแขกผู้มาเยือนและสหกรณ์ซึ่งเจ้าของบ้านที่ให้การต้อนรับ

“หลังจากเข้าร่วมโครงการไมซ์เพื่อชุมชนทำให้มีหน่วยงานเข้ามาดูงานที่สหกรณ์หุบกะพงเพิ่มมากขึ้น หลายหน่วยงานสนใจดูงานแตกต่างกันไป เช่น สนใจเรื่องการปลูกพืชผักสวนครัว การผลิตของใช้ในครัวเรือน หรือสนใจดูวิธีการจักสานผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์ ทางสหกรณ์พาไปดูตั้งแต่การปลูกต้นป่านศรนารายณ์ การขูดเปลือกเพื่อให้เป็นเส้นป่าน การย้อมสี การถัก ไปจนถึงการขึ้นรูปเป็นกระเป๋าหรือหมวก และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเมื่อมีคนให้ความสนใจมาเยี่ยมชมมากขึ้น ส่งผลทำให้สมาชิกก็มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะชาวบ้านซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่อยู่บ้านสามารถรับป่านไปถักเป็นเปียเพื่อมาจักสานเป็นกระเป๋าได้ ทำให้มีรายได้และมีความสุขเพิ่มมากขึ้น”

นายสันติ ขจรเวชไพศาล ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง กล่าวว่า สมาชิกสหกรณ์มีโอกาสมีรายได้เพิ่มจากโครงการไมซ์เพื่อชุมชน เพราะสามารถนำผลผลิตที่มีในสวน ทั้งทุเรียน ผัก ผลไม้ และสินค้าแปรรูปที่ทำขึ้นเองและมีรสชาดดีเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนมาจำหน่ายกับผู้ที่มาศึกษาดูงานและเยี่ยมชมกิจกรรมของสหกรณ์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีโครงการนี้เข้ามา หน่วยงานที่จะมาดูงานที่สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ด้วยกันที่เดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ ยังไม่ค่อยมีภาคเอกชน หรือบริษัทเข้ามามากนัก ดังนั้น

การเข้าร่วมโครงการนี้จะเปิดโอกาสให้สหกรณ์ได้ต้อนรับผู้ที่จะเข้ามาศึกษาดูงาน โดยมีทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน ซึ่งสหกรณ์จะปรับกิจกรรมการดูงานให้สอดคล้องกับที่หน่วยงานต้องการ และจะประชาสัมพันธ์ผ่านทางออนไลน์เพื่อให้คนได้รับทราบว่าทางสหกรณ์พร้อมให้การต้อนรับทุกหน่วยงานที่สนใจจะมาเยี่ยมชม ที่ผ่านมา มีความประทับใจที่ได้เข้าร่วมโครงการนี้ เพราะแม้ว่า จะไม่สามารถวัดได้ว่ารายได้ของสหกรณ์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับสมาชิกของเราสามารถจำหน่ายผลผลิตและสินค้าที่เขามีอยู่ ทำให้มีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงครอบครัว

ปัจจุบันโครงการไมซ์เพื่อชุมชน มี 5 เส้นทางนำร่อง คือ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด จังหวัดเพชรบุรี สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จังหวัดสระบุรี สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน จำกัด และสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด จังหวัดนครปฐม สหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด และสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีความพร้อมสำหรับการเป็นแหล่งศึกษาดูงาน จัดประชุมและการจัดกิจกรรมในชุมชน ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่สนใจได้

แวะเวียนไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกับคนในชุมชนและสหกรณ์ เพื่อช่วยกันต่อยอดความคิด ชีวิตและวิถีชุมชนให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนของโครงการไมซ์เพื่อชุมชน

สัมผัสเสน่ห์ดินแดนผ้าไหม จังหวัดขอนแก่น แผ่นดินอีสานที่เปี่ยมล้นไปด้วยวิถีวัฒนธรรมล้านช้างอันทรงคุณค่า โดย “เคนโด้ – ธนิก สมุทรโคจร” ขอตามรอยเส้นทางประวัติศาสตร์อันน่าพิสมัยกับคุณพ่อนักเดินทาง อย่าง “จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร” ตื่นตากับแลนด์มาร์คใหญ่บึงแก่นนคร พร้อมเยือน 3 ชุมชนคนโลคอลในสไตล์ ม่วนคัก ฮัก ISAN เสน่ห์ใหม่แห่งเมืองขอนแก่น

แว่วเสียงแคนแดนอีสาน อร่ามเหลืองเมืองดอกคูนงาม สัมผัสวิถีธรรมชาติ ณ “หมู่บ้านหนองฮี” เรียนรู้ศิลปะการตัดกระดาษแบบโบราณ พร้อมอุดหนุนผลิตภัณฑ์จักสานจากกก สุดยอดงานช่างฝีมือท้องถิ่นไทย ก่อนจะไปช็อปปิ้งตลาดเด็ดย่านอาร์ตที่ “ตลาดต้นตาล” Shopping Mall บ้านนาแห่งเมืองขอนแก่น แหล่งรวมงานศิลป์สุดชิค มีให้เลือกช็อปกันแบบชิลๆ ตามไปเยือนหมู่บ้านทำผ้าไหมที่มีชื่อเสียงของ จังหวัดขอนแก่น พบกับการแสดงสุดม่วนในชุดส้มตำลำซิ่ง ณ “หมู่บ้านเหล่าเหนือ” จากนั้นตามไปอิ่มท้องกับเมนูสุดแซ่บ ยำสะดึ้งสาวเมืองเพีย และแกงผักหวานเงินล้าน อาหารพื้นถิ่นของ “หมู่บ้านเมืองเพีย” ต่อเนื่องด้วยเมนูของหวานอย่างข้าวต้มมัดจิ๋วทรงพลัง สนุกสนานกับกิจกรรมเลี้ยงไก่ชน ปิดท้ายความสนุกของพ่อแม่พี่น้องที่รำวงย้อนยุคส่งท้ายความประทับใจมิรู้ลืม

เติมเต็มสีสันแห่งเทรนด์ท้องถิ่นสไตล์โลคอลได้พร้อมกัน ในรายการ สมุดโคจร On The Way : ม่วนคัก ฮักISAN – ขอนแก่น EP.2 วันเสาร์ ที่ 24 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตามข่าวสารต่างๆ

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดข้าว ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย และพิษณุโลก ระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2562 เพื่อติดตามการเพาะปลูกข้าวเจ้านาปีของเกษตรกร ปริมาณผลผลิต การประสบภัยธรรมชาติ ตลอดจนราคาข้าวเปลือกที่ผู้ประกอบการโรงสีรับซื้อ ซึ่งทั้ง 2 จังหวัด เป็นแหล่งผลิตข้าวเจ้าคุณภาพดีที่สำคัญของประเทศโดยข้อมูลการผลิต (ข้อมูลผลพยากรณ์โดยศูนย์สารสนเทศการเกษตร ณ เดือนมิถุนายน 2562) พบว่า

จังหวัดสุโขทัย มีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ประมาณ 1.04 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 0.99 ล้านไร่ ให้ผลผลิตรวม 0.55 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 553 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%) สำหรับจังหวัดพิษณุโลก มีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ประมาณ 1.37 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1.31 ล้านไร่ ให้ผลผลิตรวม 0.77 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 588 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%)

เมื่อเทียบกับเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกของทั้ง 2 จังหวัด เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน (ปีการผลิต 2562/63) ประกอบกับราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มสูงขึ้น เกษตรกรจึงกลับมาทำนาในที่นาที่เคยปล่อยว่าง แต่เนื้อที่เพิ่มขึ้นไม่มาก เนื่องจากเนื้อที่เพาะปลูกข้าวมีจำกัด

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรทั้ง 2 จังหวัด ได้ประสบปัญหาภัยแล้งในช่วงเดือนมิถุนายน – กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ต้นข้าวของเกษตรกรที่เพาะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม ได้รับความเสียหาย ต้นแคระแกร็น และแห้งตาย ส่งผลให้เนื้อที่เก็บเกี่ยวมีแนวโน้มลดลง ขณะที่มีเกษตรกรบางพื้นที่ในจังหวัดสุโขทัย เช่น อำเภอเมือง อำเภอบ้านด่านลานหอย อำเภอศรีสำโรง และในจังหวัดพิษณุโลก เช่น อำเภอเมือง อำเภอบางระกำ อำเภอบางกระทุ่ม อำเภอวัดโบสถ์ และอำเภอวังทอง ได้เลื่อนการเพาะปลูกข้าวออกไป เนื่องจากฝนมาล่าช้า โดยเกษตรกรได้เริ่มปลูกช่วงปลายเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ส่งผลให้ทำนาได้เพียงรอบเดียว จึงคาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดลดลง (ปกติเกษตรกรจะเริ่มปลูกข้าวช่วงเดือนพฤษภาคม และจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตและนำไปจำหน่ายในเดือนสิงหาคม)

สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกทั้ง 2 จังหวัดพบว่า ณ เดือนสิงหาคม 2562 ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีและมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยจังหวัดสุโขทัย ราคาข้าวเปลือกเจ้าที่เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 25-26%) ประมาณตันละ 6,700-7,200 บาท และข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) ประมาณตันละ 8,000-8,200 บาท สำหรับจังหวัดพิษณุโลก ราคาข้าวเปลือกเจ้าที่เกษตรกรขายได้ (ความชื้น 25-26%) ประมาณตันละ 6,800-7,000 บาท และข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้น 15%) ประมาณตันละ 8,200-8,300 บาท

ดังนั้น หากพิจารณาในภาพรวม เมื่อปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ตลาดยังคงมีความต้องการข้าว ราคาข้าวเปลือกอาจจะรักษาระดับราคาอยู่ในเกณฑ์สูงได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรจะดูแลแปลงนาตลอดฤดูกาลเพาะปลูกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้มีวัชพืช และศัตรูพืชระบาด เพื่อให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพดี สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูง นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาสนับสนุนเงินทุนให้กับสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพ เพื่อซื้อเครื่องอบลดความชื้นข้าวเปลือก เนื่องจากจะเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยชะลอปริมาณข้าวออกสู่ตลาดพร้อมกันเป็นจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ

ส่วนเรื่องตลาดของมะนาวนิ้วมือนั้น หากมองดูเหมือนจะเป็น

ตลาดเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากมีใช้ผสมอาหารหรือผสมค็อกเทลในบางโรงแรมที่มีขนาดใหญ่ แต่จริงๆ แล้ว พอเข้ามาสู่การค้าขายผลผลิตมะนาวนิ้วมือ ทำให้ทราบว่า มีความต้องการใช้มะนาวนิ้วมืออยู่มาก และต้องการใช้จากผู้ซื้ออย่างต่อเนื่อง มะนาวนิ้วมือนี้จึงไม่เป็นที่รู้จักของเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวมากนัก เพียงแต่รู้จักและเพาะพันธุ์กันอยู่เฉพาะในกลุ่มผู้ชื่นชอบมะนาวนิ้วมือเท่านั้น

ส่วนในอนาคตอันใกล้นี้ มะนาวนิ้วมือ น่าจะเป็นที่นิยมปลูกกันแพร่หลายมากขึ้นสำหรับเกษตรกรและผู้บริโภคทั่วไป เนื่องจากความกังวลว่าปลูกแล้วจะติดผลหรือไม่นั้น คงไม่มีแล้ว สายพันธุ์ที่นำมาปลูกและขยายพันธุ์ตอนนี้ออกดอกและติดผลกันหมดแล้ว ทำให้มือใหม่หรือคนที่สนใจปลูกหมดปัญหาเรื่องนี้ไป เพียงแต่ปลูกและบำรุงต้นให้สมบูรณ์ รอเวลาให้ออกดอกติดผลเก็บผลผลิตไว้รับประทานหรือนำไปจำหน่ายเท่านั้น

ปีที่ผ่านมา สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เข้าไปส่งเสริมการนำมาตรฐานไปใช้ในสถานศึกษาระดับมัธยมนำร่อง 6 แห่ง ในจังหวัดน่าน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา เป็นหนึ่งในโรงเรียนทั้ง 6 แห่ง

แนวทางที่มกอช.เข้าไปส่งเสริม คือ การผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ปลอดภัยต่อการบริโภค โดยจัดให้มีแปลงเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเรื่องมาตรฐานอาหารปลอดภัย แต่เหตุที่ต้องเข้ามาส่งเสริมในโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ รับนักเรียนจากหลายอำเภอ โดยเฉพาะนักเรียนที่เป็นชนเผ่า ไร้สัญชาติ จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ทำการเกษตรภายในโรงเรียน เพื่อเป็นแหล่งป้อนอาหารให้กับนักเรียนที่ต้องกินนอนในโรงเรียนตลอดปีการศึกษา

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 แห่งนี้ มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา และเป็นโรงเรียนประจำ เด็กนักเรียนที่มาเรียนที่นี่ต้องกินอยู่หลับนอน เรียนหนังสือ และใช้ชีวิตประจำวันที่โรงเรียนตลอดปีการศึกษา มีช่วงปิดเทอมที่ผู้ปกครองมารับกลับไปบ้านได้

ดูเหมือนไม่น่ามีอะไรที่ติดขัด แต่แท้ที่จริง โรงเรียนแห่งนี้มีเพียงพื้นที่ที่กว้างมากพอรองรับการกินอยู่หลับนอน การเรียน ของเด็กนักเรียนจำนวนหลักร้อย เพราะมีพื้นที่กว้างมากถึง 137 ไร่ ซึ่งถูกแบ่งให้เป็นพื้นที่สำหรับทำการเกษตรมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์

จ.ส.อ. เสวก ฉุนหอม ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 บอกว่า โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนยากจนมาเรียนมากที่สุดของจังหวัดน่าน เด็กส่วนใหญ่มีพื้นฐานครอบครัวจากการเป็นเกษตรกร มีภูมิลำเนาบนที่สูงและภูเขา การทำการเกษตรในโรงเรียนจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อป้อนผลผลิตที่ได้จากการทำการเกษตรเข้าสู่โรงครัว และเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับเด็กนักเรียนและผู้ปกครองที่สนใจ เพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับครอบครัวของนักเรียน

นักเรียนที่มาเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 แห่งนี้ ส่วนใหญ่เป็นชาวชนเผ่า ซึ่งมีทั้งหมด 9 ชนเผ่า ได้แก่ ม้ง เมี่ยน ขมุ ลั๊วะ มลาบรี ถิ่น ไทลื้อ ลาวบ้านโคก และชาวพื้นราบ

ความแตกต่างในการดำรงชีวิตแต่ละชนเผ่ามีความแตกต่างกัน ซึ่งครูจะเป็นผู้ปรับให้นักเรียนทั้งหมดใช้ชีวิตได้อย่างปกติเช่นเดียวกับนักเรียนพื้นราบทั่วไป ยกเว้น ชนเผ่ามลาบรี ที่มีความแตกต่างค่อนข้างสูง เพราะเป็นชนเผ่าที่เก็บตัว มีความส่วนตัวสูง ไม่สุงสิงกับใครยกเว้นชนเผ่าของตนเอง และไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มักถางป่าและทำไร่เลื่อนลอย แต่เมื่อเข้ามาใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ จำเป็นต้องสอนให้เกิดการปรับตัวให้ได้ โดยเด็กนักเรียนที่เป็นชนเผ่ามลาบรีมีทั้งสิ้น 37 คน นอกจากนี้ การสอนให้ทำการเกษตรในโรงเรียน นอกจากจะได้อาหารเข้าสู่โรงครัวแล้ว ยังเชื่อว่าการสอนให้ทำการเกษตรจะส่งต่อไปถึงผู้ปกครองของเด็กอีกด้วย

“การทำการเกษตรในโรงเรียน ได้จัดพื้นที่ไว้ด้านท้ายของโรงเรียน ติดกับหอพักของเด็กนักเรียน เป็นแปลงเกษตรขนาดใหญ่ในรูปแบบของผักปลอดสาร มีการล้อมรั้วเลี้ยงไก่ เป็ด เพาะเห็ด การทำปุ๋ยไว้ใช้เองในโรงเรียน ซึ่งปัญหาของการทำการเกษตรในโรงเรียนมีเพียงปัญหาเรื่องน้ำและดิน ซึ่งถือเป็นปัญหาหลักของภาคเกษตร เพราะดินในพื้นที่ของโรงเรียนไม่เหมาะสำหรับการทำการเกษตร และน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ แม้ว่าจะขุดบ่อบาดาล และมีบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ 1 บ่อแล้วก็ตาม”

ปัญหาสำหรับการสอนนักเรียนเรื่องการทำการเกษตร ไม่เฉพาะความแตกต่างของชนเผ่า แต่ยังพบปัญหายาเสพติด ปัญหาการถูกล่วงละเมิดในเด็ก และปัญหาครอบครัว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ครูในโรงเรียนที่ต้องช่วยกันดูแล

นอกจากนี้ ปัญหาความยากจนก็มีสูงถึง ร้อยละ 60 เมื่อถึงช่วงปิดภาคเรียน จึงพบว่ามีเด็กนักเรียนตกค้างอยู่ที่โรงเรียนจำนวนมาก เพราะภูมิลำเนาเด็กอยู่ห่างไกล ผู้ปกครองไม่มีเงินค่าเดินทางสำหรับมารับนักเรียน อาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพ การทำการเกษตรในโรงเรียนให้ได้วัตถุดิบมาประกอบอาหาร จึงเป็นสิ่งจำเป็น เด็กนักเรียนส่วนใหญ่จึงพยายามเรียนรู้ เพราะรู้ว่าการเกษตรเป็นพื้นฐานของการดำรงชีพ และทำให้พวกเขาอยู่รอด

ในทุกๆ วัน ครูจะพานักเรียนแต่ละชั้นลงแปลง แบ่งเป็นระดับชั้น แต่ทุกระดับชั้นจะได้ลงแปลงวันละ 1 ชั่วโมง ไม่นับเวลาเย็นและเช้าที่นักเรียนจะได้รับมอบหมายให้ดูแลแปลงต่างหาก

ผลผลิตที่ได้จะถูกส่งเข้าโรงครัว เมื่อเหลือจากโรงครัวจะถูกนำไปแปรรูปเพื่อเก็บไว้รับประทานในมื้อถัดไป

จ.ส.อ. เสวก เล่าว่า ที่ผ่านมา ผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรทุกรูปแบบไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักเรียน เพราะเด็กกินอาหาร 3 มื้อ และปัญหาเรื่องดินและน้ำที่ทำให้ได้ผลผลิตไม่ดี จึงเป็นปัจจัยที่โรงเรียนยังต้องการผู้ที่มีความรู้ทางด้านเกษตรเข้ามาให้คำแนะนำ

อย่างไรก็ตาม ข้อเขียนชิ้นนี้ไม่ได้เป็นตัวอย่างในการบริหารจัดการแปลงเกษตรในโรงเรียน เช่นเดียวกับบทความชิ้นอื่น แต่เขียนขึ้นเพื่อให้เห็นว่า การเกษตรในโรงเรียนมีความสำคัญต่อผู้อยู่อาศัยในโรงเรียนมากน้อยเพียงใด และต้องการสื่อให้ทราบว่า ยังมีเด็กนักเรียนที่ต้องการผู้มีความรู้เข้าไปถ่ายทอดเรื่องการทำการเกษตรให้ได้ผลดี ภายใต้ปัจจัยที่มีอุปสรรค และยังต้องการความช่วยเหลือด้านเกษตรอีกมาก ดังนั้น หากจะมีผู้ใหญ่ใจดี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปส่งเสริมสนับสนุน ก็จะเป็นการดีต่อเยาวชนของประเทศ

ขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อสอบถามได้ที่ จ.ส.อ. เสวก ฉุนหอม ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (081) 446-7890

หรือต้องการบริจาคเสื้อผ้า ของใช้ อุปกรณ์การเรียน ให้กับเด็กนักเรียน โรงเรียนแห่งนี้ยินดี โดยเฉพาะเครื่องใช้สำหรับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 สามารถประสานงานไปยัง อาจารย์เพชรรุ่ง ไชยปัญญา โทรศัพท์ (091) 076-1045 ได้ตลอดเวลา

เป็นเรื่องน่าทึ่งมาก เมื่อได้พูดคุยกับ คุณดนหลีม สุนทรมาลาตี เกษตรกรทำสวนส้มจุก เจ้าของสวนคุ้งคลองวัว หมู่ที่ 5 ตำบลแค อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ถึงการทำสวนส้มจุกจะนะ ที่เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของอำเภอ และหารับประทานได้ยาก

จะเรียกว่าได้คุณภาพคือ ผลส้มต้องมีขนาดใหญ่ น้ำหนักรวม 3 ผล ประมาณ 1 กิโลกรัม หากเกินกว่านั้นก็น้ำหนักรวม 4 ผล ประมาณ 1 กิโลกรัม หากจำนวนผลส้มต่อ 1 กิโลกรัม มากเกิน 3-4 ผล ถือว่าตกเกรด

และเท่าที่ทราบ เมื่อผลผลิตเริ่มติด จะเปิดให้จองผ่านโซเชียล และรับคิวจองเพียง 100 คิว เท่านั้น ไม่มีหน้าร้าน ไม่ได้ขายในตลาดทั่วไป ส่วนปริมาณผลผลิตที่เกินกว่าจำนวน 100 คิว ที่จองไว้ จะแบ่งจำหน่ายให้กับคนในพื้นที่

กว่าจะได้ส้มจุกคุณภาพเช่นนี้ คุณดนหลีม เล่าให้ฟังว่า ราว 37 ปีก่อน เริ่มทดลองปลูกเพื่อเรียนรู้ โดยการทดลองปลูกต้นตอด้วยเมล็ดและกิ่งตอน และการเสียบยอด เพื่อทดลองว่า ต้นตอจากส้มชนิดใด ลักษณะใด ให้ผลผลิตได้ดี มีความแข็งแรง ทนทานต่อโรค และเจริญเติบโตได้ดีกว่า การทดลองนี้ คุณดนหลีมใช้เวลา 3-4 ปี เพื่อให้ต้นส้มอยู่ในวัยที่เริ่มให้ผลผลิต จึงพิสูจน์ได้ว่า ควรใช้ต้นตอจากส้มชนิดใด และควรปลูกอย่างไร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี ตามที่ต้องการ

ในที่สุดข้อสรุปของการปลูกส้มจุกจะนะให้ได้คุณภาพคือ การปลูกต้นตอด้วยส้มพันธุ์พื้นเมืองหรือส้มซ่า ที่มีคุณสมบัติเมล็ดมาก รสชาติเปรี้ยวจัด นำมาปลูกในสวนที่ทำลักษณะสวนแบบยกร่อง พื้นที่ 12 ไร่ เมื่อต้นตอมีอายุ 1 ปี จึงนำส้มจุกมาเสียบยอด แม้ว่าต้นตอจะมีคุณสมบัติอย่างไรก็ไม่มีผลต่อส้มที่นำมาเสียบยอด ทั้งยังช่วยให้ต้นส้มหาอาหารเก่ง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

การปลูกส้มจุกแบบเสียบยอด มีผลให้ต้นส้มสูงไม่เกิน 3 เมตร ดูแลง่าย เมื่อให้ผลผลิตไม่ต้องค้ำกิ่ง เก็บผลผลิตง่าย ไม่สิ้นเปลืองแรงงาน และให้ผลผลิตเร็ว ภายใน 2 ปีครึ่ง

พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกระยะห่างระหว่างต้นและแถว 6×7 ทำให้ได้จำนวนต้นส้ม 50 ต้น ต่อไร่เมื่อถามว่า ส้มเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ดูแลยาก และมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวน คุณดนหลีม เล่าว่า สภาพดินก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ต้องปรับวิธีการดูแล เช่น พื้นที่ร่องสวนนี้ส่วนหนึ่งเป็นดินเหนียว อีกส่วนหนึ่งเป็นดินร่วนปนทราย การให้น้ำต้นส้มก็ไม่เหมือนกัน

เช่น ดินร่วนปนทราย ไม่จำเป็นต้องให้น้ำมาก เพราะดินเก็บน้ำได้ ส่วนดินเหนียวควรให้น้ำมาก เพราะหากปล่อยให้แห้ง ดินจะแตก ทำให้ต้นโทรม แต่ข้อดีของดินเหนียวคือ ผลผลิตที่ได้จะมีความหอมเข้มและหวานเข้ม

โรคที่พบมากที่สุดในส้มจุกคือ โรคต้นแตก ลักษณะของโรค มีรอยแตกตามต้น มียางใสเหนียวออกมา ในอดีตแก้ปัญหาด้วยการนำขี้วัวสดและเปลือกต้นสมัคร หรือใบหว้า นำมาหมักด้วยกัน 20 วัน จากนั้นคลุกให้เข้ากัน แล้วบีบเอาเฉพาะส่วนน้ำ นำโคลนมาเทรวมให้เข้ากันอีก แล้วนำไปทาบริเวณต้นที่แตก แต่สำหรับคุณดนหลีมแล้ว วิธีดังกล่าวใช้เวลาและยุ่งยาก คุณดนหลีมค้นพบวิธีใหม่ รักษาต้นแตกหายได้ โดยการนำสีเคลือบเงาไปทาบริเวณต้นที่แตก จากนั้นต้นจะหยุดแตก และเกิดเนื้อเยื่อขึ้นตามปกติ

“แปลงส้มที่นี่ จะใช้เคมีกระตุ้นเรื่องการแตกยอดเท่านั้น ส่วนขั้นตอนอื่นปลอดเคมีทุกขั้นตอน ดังนั้นต้องระวัง แม้ว่าเราจะต้องการปุ๋ยคอกที่ได้จากมูลสัตว์ ก็ต้องดูว่าสัตว์นั้นๆ กินอาหารเม็ดสำเร็จรูปจากโรงงานหรือไม่ หากกินอาหารสำเร็จรูป ก็ถือว่าได้รับสารที่ส่วนเจือปนกับเคมีมา ก็นำมาใช้ไม่ได้ เพราะจะเสี่ยงต่อโรครากเน่าตามมา”

แต่คุณดนหลีมก็ยอมรับว่า ส้มจุกเป็นพืชในตระกูลส้มที่ดูแลยากกว่าส้มชนิดอื่น

“การให้น้ำในส้ม ให้มากยิ่งดี โดยเฉพาะช่วงติดลูก เพราะหลังติดลูกเพียง 8-9 เดือน ผลส้มจะสุก ยิ่งไว้นานก็ยิ่งรสชาติดี แต่ให้ระวัง เพราะช่วงที่ติดผล 8-10 เดือน อาจจะเป็นช่วงฝน ถ้าเป็นฤดูฝน ไม่ควรไว้นาน เพราะจะทำให้ส้มรสชาติจืดลง” ที่ผ่านมา สวนคุ้งคลองวัว ไม่ได้บังคับให้ส้มติดผลนอกฤดู ปล่อยให้ส้มติดผลตามฤดูกาล หากสภาพอากาศเริ่มแล้ง ก็ปล่อยให้แล้ง หากต้องการให้ส้มติดก็เริ่มให้น้ำ เมื่อให้น้ำ ส้มจะติดดอกและให้ผลผลิตตามลำดับและระยะเวลาของส้ม โดยไม่จำเป็นต้องใช้เคมีใดๆ ช่วย

หลังส้มติดผลประมาณ 1 เดือน ให้เริ่มตัดแต่งผล เลือกผลสวย จุกสวย ผิวสีเขียวเข้ม โครงสร้างผลดีไว้ และประเมินว่ากิ่งส้มรับน้ำหนักผลส้มได้เท่าไร ก่อนจะปลิดผลที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เพื่อให้ได้ผลส้มที่มีคุณภาพ

เมื่อผลผลิตมีอายุ 2 เดือน เริ่มห่อผลด้วยโฟม ป้องกันแมลงและช่วยให้ผิวดี

ที่ผ่านมา ส้มอายุ 3-4 ปี ให้ผลผลิต 50-60 กิโลกรัม ต่อต้น

เมื่อส้มอายุมากขึ้น จะให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นปัจจุบัน ต้นส้มอายุ 7 ปี ให้ผลผลิตมาก แต่ตัดแต่งแล้วเหลือผลผลิตที่ได้คุณภาพประมาณ 150 กิโลกรัม ต่อต้น

ควรตัดแต่งต้นส้มเมื่อต้นส้มมีอายุ 3 เดือน ให้กิ่งด้านในโล่ง โปร่ง ไม่ถูกรบกวนจากแมลง

โดยสรุป การปลูกส้มจุกไม่ได้ยากอย่างที่คิด แม้ว่าส้มจุกจะเป็นพืชตระกูลส้มที่ดูแลยากที่สุดกว่าส้มชนิดอื่น เมื่อส้มอายุมากขึ้นก็ตัดออก แล้วปลูกต้นตอตามด้วยเสียบยอดใหม่เข้าไป

“การปลูกส้มไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องละเอียดและใส่ใจทุกขั้นตอน พื้นที่ 12 ไร่ ที่ปลูกส้มจุกปัจจุบัน ใช้แรงงาน 2 คน คือผมกับลูกชาย ผมเป็นหลักในการดูแล ลูกชายช่วยเรื่องการตลาด ลงขายออนไลน์ในเฟซบุ๊ก เปิดให้จองออนไลน์ตั้งแต่ 3 ปีก่อน ฤดูกาลละ 100 คิว เท่านั้น ในจำนวน 100 คิว ที่จองเข้ามาเมื่อครบจะปิดรับ และลูกค้า 100 คิว จะได้ส้มจุกคุณภาพ ที่มีน้ำหนัก 3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ส่วนส้มจุกขนาดอื่น เราก็แบ่งขายให้กับคนในพื้นที่ได้กินของดีบ้าง หรือนำไปวางขายในตลาดบ้าง”

ลูกค้าที่จองคิวออนไลน์เข้ามา มีทั่วประเทศ การซื้อขายก็เป็นไปตามการตลาดออนไลน์ทั่วไป สั่งจอง โอนเงิน และส่งของยังปลายทางให้กับลูกค้า

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า การทำสวนต้องใช้ต้นทุนสูง คุณดนหลีม บอกว่า แท้จริงแล้วการทำสวนที่ใช้ต้นทุนสูง เพราะใช้เคมีเป็นส่วนประกอบ แต่เมื่อไม่ใช้เคมี ต้นทุนจะลดลง เช่น สวนคุ้งคลองวัวแห่งนี้ ปลูกส้มจุก 12 ไร่ ใช้เงินลงทุนแต่ละปี ประมาณ 10,000 บาท แต่ขายได้ฤดูกาลละกว่า 100,000 บาท

เห็นเช่นนี้แล้ว อาจจะอยากเรียนรู้วิธีการดูแลสวนส้มจากคุณดนหลีม ทางคุณดนหลีมยินดีให้ข้อมูลในทุกประเด็นคำถาม ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณดนหลีม สุนทรมาลาตี หมู่ที่ 5 ตำบลแค อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หรือสวนคุ้งคลองวัว โทรศัพท์ (089) 878-0382 หรือสืบค้นข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก ส้มจุก บ้านแคเหนือ ได้ตลอดเวลา

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง ที่ จ.สุรินทร์ เพื่อที่จะไปปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ในพื้นที่บริเวณ จ.สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด บางส่วนเพื่อที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงนี้ ที่เข้าสู่ระยะฝนทิ้งช่วง ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา

โดยหนึ่งในทีมผู้ปฏิบัติงานนั้นคือ น.ส.สร้อยสกุล คุณสุข หรือน้องเอิง อายุ 25 ปี นักบินฝนหลวงหญิงคนแรกของไทย ชาว จ.จันทบุรี ซึ่งเธอนั้นทำการบินเพื่อทำฝนหลวงช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่หลังประสบกับปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งบินเครื่องเหนืออ่างเก็บน้ำห้วยเสนง อ.เมือง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปาเลี้ยงคนเมือง และตำบลรอบนอก ที่กำลังแห้งขอดวิกฤตจนไม่เพียงพอต่อการผลิตน้ำประปาอยู่ในขณะนี้ ซึ่งตลอดเวลาในการปฏิบัติภารกิจนั้นก็ร่วม 2 เดือนแล้ว

น.ส.สร้อยสกุล กล่าวว่า ส่วนตัวชื่นชอบ และสนใจอาชีพนี้อยู่แล้ว ได้มาทำหน้าที่นักบินสำรวจ ถือว่าได้ทำตามความฝันของตัวเอง ได้ช่วยเหลือเกษตรกร ทำประโยชน์ให้แก่คนอื่น โดยได้ขึ้นบินเป็นปีที่ 2 ปัญหา และอุปสรรคเกี่ยวกับเรื่องงานการบินไม่มีอะไร ได้เรียนรู้งานในแต่ละเฟส และพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ขึ้นบิน ต้องสนใจในสภาพอากาศว่าต้องการทำให้ฝนตกเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้ได้ มีความภาคภูมิใจ เวลาที่ทำฝน เริ่มตั้งแต่วางแกน จนเห็นการพัฒนาของเมฆ ทำจนฝนตก ถือเป็นความภาคภูมิใจ ดีใจในแต่ละไฟล์ทที่ได้ขึ้นไปบิน และทำให้ฝนตกได้

ตนเรียนจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ ด้วยความที่ทางบ้านมีอาชีพเกษตรกรและทำสวน มีความเข้าใจว่าฝนตก และการมีน้ำ เป็นทรัพยากรสำคัญในการทำอาชีพแบบนี้ และการที่ได้เข้ามาทำงานที่นี่ รู้สึกดีใจจริงๆ ที่ได้ช่วยเหลือตรงนี้ได้ และได้สานต่อศาสตร์ของพระราชาด้วย

นายวิทยา อัปมาโถ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงที่ จ.สุรินทร์ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ในพื้นที่บริเวณ จ.สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรให้รอดพ้นภาวะแห้งแล้ง และป้องกันผลกระทบของฝนทิ้งช่วงในช่วงนี้ การดำเนินการช่วงนี้ จะเร่งช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรก่อน หลังจากนั้นหากพื้นที่การเกษตรมีน้ำเพียงพอ ก็จะเพิ่มในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค แหล่งน้ำต้นทุน อ่างเก็บน้ำต่างๆ เพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปา ทั้ง จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ด้วย

น.สพ.ดร.สมพร พรวิเศษศิริกุล ปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ขณะนี้ว่าประเทศไทยยังไม่พบโรค ASF ในสุกร ขอให้เกษตรกรและประชาชนมั่นใจในการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดของปศุสัตว์จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องพี่น้องเกษตรกร พร้อมย้ำกับผู้บริโภคทุกคนว่า โรค ASF ในสุกร เป็นโรคที่ไม่ติดต่อสู่คน การอบรมให้ความรู้เกษตรกร จะช่วยให้ทุกคนทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องในการป้องกันโรค ASF ในสุกร เพื่อขจัดความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงเข้าใจในขั้นตอนการปฏิบัติหากสงสัยว่ามีการเกิดโรค

ที่ผ่านมาปศุสัตว์จังหวัดบึงกาฬและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกันป้องกันโรค ASF อย่างเข้มแข็ง โดยมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรค ASF พร้อมให้เกษตรกรได้ทราบถึงช่องทางการแจ้งข่าวสาร (Call Center) หรือ ผ่านแอปพลิเคชั่น DLD 4.0 ของกรมปศุสัตว์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินการควบคุมโรคได้อย่างรวดเร็ว พร้อมจัดซ้อมแผนฉุกเฉินฯ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานกองสารวัตรและกักกันสัตว์ ที่อยู่ประจำตามแนวชายแดนและประจำจุดผ่านแดน เพื่อควบคุมและห้ามไม่ให้มีการนำเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในเขตจังหวัดบึงกาฬ รวมถึงเข้มงวดเรื่องการเคลื่อนย้ายหมูต้องมีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์ (ร.4) พร้อมดำเนินการปราบปรามโรงฆ่าสัตว์ที่ไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมาย

ด้าน นายธีระพงษ์ สมบัติหลาย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นการผลิตหมูที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน บริษัทได้ยกระดับมาตรการป้องกันโรค ในโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มบริษัทและฟาร์มเกษตรกรในคอนแทร็กฟาร์ม จนถึงกระบวนการขนส่งตลอดทั้งห่วงโซ่

นอกจากมาตรการป้องกันโรคภายในบริษัทแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันโรคไม่ให้เข้ามาในประเทศ บริษัทจึงร่วมกับปศุสัตว์จังหวัดเร่งดำเนินการจัดอบรมให้ความรู้เกษตรกรรายย่อยที่ส่วนใหญ่เลี้ยงหมูในฟาร์มแบบเปิดครอบคลุมทุกจังหวัด ได้ปรับปรุงระบบป้องกันโรคในฟาร์ม และได้รู้ทันและเข้าใจถึงสถานการณ์โรค และดำเนินการป้องกันตามมาตรการของกรมปศุสัตว์อย่างเข้มงวด มีข้อมูลข่าวสารที่ช่วยให้เกษตรกรรายเล็กเลี้ยงหมูอย่างมั่นใจ และเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังและแจ้งข่าวสาร เตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วนและทุกระดับ ภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วประเทศมั่นใจการผลิตหมูที่ปลอดภัยของไทย

ปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับ ซีพีเอฟ และ บริษัท อินเตอร์เว็ท (ประเทศไทย) จำกัด จัดอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย “เข้าใจ รู้ทัน ป้องกัน ASF ในสุกร” แก่เกษตรกรกว่า 120 คน จาก 7 อำเภอของจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค ASF ในสุกร โดยมี นายรณรงค์ นครจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมมอบน้ำยาฆ่าเชื้อให้ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยนำไปใช้ในฟาร์ม ณ โรงแรมแคนทารี กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

นายรณรงค์ นครจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยง การจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรเจ้าของฟาร์มขนาดเล็กตื่นตัว ตระหนักถึงผลกระทบของโรค และร่วมกันเฝ้าระวังรวมถึงเตรียมความพร้อมป้องกันโรคอย่างเข้มแข็ง ซึ่งทางจังหวัดปราจีนบุรี ได้ติดตามสถานการณ์และประสานความร่วมมือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้านการป้องกันโรคระบาดอย่างเต็มที่ ป้องกันขั้นสูงสุดไม่ให้เกิดโรค สร้างเครือข่ายป้องกัน และควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

น.สพ.วรากร จิตรหลัง ปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า ปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรเฝ้าระวังป้องกันโรค ตั้งแต่การแจ้งข่าวสาร จนถึงการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ให้เพิ่มประสิทธิภาพรับมือโรค ASF และควบคุมการระบาดได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และดูแลพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยอย่างทั่วถึง วันนี้ได้จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ ได้แนะนำวิธีการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันโรคให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย วิธีการสังเกตอาการต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องโรค และรู้วิธีป้องกันไม่ตื่นตระหนก โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยจะต้องขึ้นทะเบียนในเครือข่าย ให้ทางปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรีได้ช่วยดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยต่อไป

ด้าน น.สพ.พิทักษ์พงษ์ คุ้มศิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค ASF เป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันมีการระบาดในประเทศเพื่อนบ้านทั้ง กัมพูชา เวียดนาม ลาว และเมียนมา ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่มียา หรือวัคซีนป้องกันได้เลย เป็นโรคที่ทางกรมปศุสัตว์ควบคุม ถ้าหากฟาร์มไหนมีการติดเชื้อจะต้องหยุดเลี้ยงสุกร และต้องทำลายสุกรเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ที่ผ่านมาซีพีเอฟได้ร่วมจัดอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยแล้วหลายจังหวัด จังหวัดปราจีนบุรี นับเป็นจังหวัดที่ 4 ของภาคตะวันออก ต่อจากจังหวัดสระแก้ว ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งได้รับความสนใจและตื่นตัวกับโรคนี้มาก ส่งผลดีทั้งด้านการให้ความรู้เพื่อป้องกันโรค ASF ช่วยให้ทราบถึงข้อมูลสำคัญของการเลี้ยง เช่น จำนวนตัว พิกัดของผู้เลี้ยงหมูรายย่อย นำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือป้องกันและเตรียมพร้อมควบคุมโรคระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่สนใจ

ไปเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์โดยตรงได้ในงาน “Fresh From Farm” ซึ่งจะจัดขึ้นใน 16 จังหวัดกระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป กรมวิชาการเกษตรเปิดตัว “หมู่บ้านวิชาการเกษตร”ในพื้นที่ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล หวังเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดผลงานวิจัยด้านการผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจสู่ชุมชน

นางสาวอิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ปัญหาระดับชาติที่ทุกรัฐบาลหยิบยกมาเป็นประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และแนวทางที่นำมาในการพัฒนาตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมา คือการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แม้แต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกือบทุกฉบับและในยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี(2561-2580) ก็ได้กำหนดวิสัยทัศน์ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้อย่างเข้มแข็ง

ทั้งนี้เพื่อสนองนโยบายสำคัญดังกล่าวของรัฐบาล ในปี 2562 กรมวิชาการเกษตรจึงได้เปิดตัวโครงการหมู่บ้านวิชาการเกษตรขึ้น โดยโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดผลงานวิจัยด้านการผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขึ้นในพื้นที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 (สวพ.8) ประกอบด้วย 4 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง คือ ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล โดยวางเป้าจะต้องมีเกษตรกรในชุมชนต้นแบบมีการผลิตพืชตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 8 ชุมชน รวม 120 คน พื้นที่ 240 ไร่ และเกษตรกรทั่วไปที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี400-800 คนต่อปี

ด้านนายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สวพ.8 กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิชาการเกษตรได้ยกระดับหมู่บ้านวิชาการเกษตรจากชุมชนต้นแบบ เพื่อให้เห็นภาพลักษณ์ของหมู่บ้านที่พัฒนาโดยกรมวิชาการเกษตรที่ชัดเจนขึ้น โดยรูปแบบดำเนินการในหมู่บ้านแห่งนี้ ได้วางเป้าหมายให้มีการพัฒนาหมู่บ้านวิชาการเกษตร 1 หมู่บ้าน ให้มีการพัฒนาต่อเนื่องระยะเวลา 3-5 ปี และหมู่บ้านขยายผล ปี ละ 1 หมู่บ้าน

งานที่ดำเนินการประกอบด้วย 4 เสาหลักสู่ความพอเพียง คือ พัฒนาความเข้มแข็งชุมชน พัฒนา 9 กลุ่มพืชผสมผสาน พัฒนาเทคโนโลยีผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาการดำรงชีพตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการพัฒนาการผลิตพืชให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ 9 กลุ่ม ได้แก่ พืชอาหาร พืชรายได้ พืชสมุนไพรสุขภาพ พืชสมุนไพรศัตรูพืช พืชอนุรักษ์ดินและน้ำ พืชอาหารสัตว์ พืชใช้สอย พืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่นพื้นเมือง และ พืชพลังงาน เป็นต้น

“หมู่บ้านวิชาการเกษตรเป็นโครงการที่บูรณาการผลงานวิจัยและพัฒนาของกรมลงสู่พื้นที่ชุมชน เพื่อให้เกษตรกรได้ศึกษาเทคโนโลยีจากเงื่อนไขที่เป็นจริงของเกษตรกร และสามารถนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ต่อได้เหมาะสม เกษตรกรสามารปรับผลงานวิจัยไปรับใช้ในการพัฒนาคุณภาพการผลิตทางการเกษตรได้จริงและเห็นผล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งในชุมชนแบบยั่งยืนในอนาคต” นายธัชธาวินท์ กล่าว

ตำบลตะเคียนเลื่อน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา อาชีพหลักส่วนใหญ่ของประชาชนในตำบลคือ การทำไร่ ทำสวนผลไม้ ซึ่งมีหลากหลายชนิดตามฤดูกาล ต่อมามีการนำพันธุ์กล้วยไข่จากจังหวัดกำแพงเพชรมาปลูก และมีการขยายพื้นที่ปลูกออกไป จึงเกิดการเรียนรู้ การปรับปรุง การพัฒนาคุณภาพการผลิตขึ้น จนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วประเทศ

ต่อมาได้รับคำแนะนำ รวมทั้งเงินทุนในด้านการบริหารจัดการจากทางราชการ จึงมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ และกลุ่มแม่บ้านแปรรูปอาหารจากผลไม้ตามฤดูกาลขึ้น รวมถึงการผลิตและการจำหน่ายผลไม้สดตามฤดูกาลทั้งในพื้นที่อำเภอ จังหวัด จังหวัดใกล้เคียง และต่างประเทศ

ปัจจุบัน กล้วยไข่ตะเคียนเลื่อน นับเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงของจังหวัดนครสวรรค์ นับเป็นผลไม้ที่หายากตลาดมีความต้องการสูง ด้วยจุดเด่นที่กล้วยไข่ของที่ตำบลตะเคียนเลื่อนมีขนาดผลที่ใหญ่ ผิวสวย รสชาติดี เพราะมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์และสภาพพื้นที่เหมาะสมในการปลูกกล้วยไข่เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเคยมีการทดลองนำกล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนไปปลูกที่อื่นก็ไม่ได้ผลดีเหมือนปลูกที่ตะเคียนเลื่อน เพราะฉะนั้นกล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนจึงกลายเป็นงานเกษตรสร้างรายได้ และกลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของพี่น้องเกษตรกรชาวนครสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย

คุณสุเทพ ธาระนาม อยู่บ้านเลขที่ 118 หมู่ที่ 12 ตำบลตะเคียนเลื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนเป็นอาชีพ เล่าว่า ครอบครัวของตนมีอาชีพเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษปู่ ย่า ตา ยาย สืบมาถึงรุ่นพ่อ รุ่นแม่ และตกมาถึงรุ่นลูก ถือว่าตนเองมีความผูกพันได้ซึมซับวิถีชีวิตของการเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่เกิด เมื่อโตมาจึงคิดว่าอาชีพเกษตรกรรมน่าจะเป็นอาชีพที่ถนัดและเหมาะกับตนมากที่สุด จึงยึดเป็นอาชีพมาเรื่อยๆ

ส่วนพืชหลักที่ปลูกเลี้ยงครอบครัว มีอยู่ 2 ชนิด คือ กล้วยไข่ และผักชีฝรั่ง ปลูกสลับกันไป เพราะต้องบอกตามตรงว่า ราคาพืชผลทางการเกษตรไม่แน่นอน กล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนตลาดต้องการมากก็จริง แต่ราคาก็มีความผันผวนสูง บวกกับภัยธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้ จึงจำเป็นต้องหาปลูกพืชอายุสั้นอย่าง ผักชีฝรั่ง เสริม เพื่อป้องกันการผิดพลาด

ปลูกกล้วยไข่ตะเคียนเลื่อน ให้ได้คุณภาพ
เทคนิคสำคัญประกอบด้วยหลายปัจจัย
เจ้าของบอกว่า การปลูกกล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ลูกใหญ่ ผิวสวย รสชาติดี ต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ตนก็เคยปลูกกล้วยไข่มาก่อน แต่ต้องหยุดไป เนื่องด้วยสภาพพื้นที่ปลูกไม่เหมาะสม พื้นที่ต่ำเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ปลูกแล้วไม่เห็นทุน เห็นกำไร จึงหยุดปลูกไปสักพัก เพิ่งจะมาเริ่มฟื้นฟูการปลูกกล้วยไข่ใหม่อีกครั้ง นับปีนี้เป็นปีที่สอง เนื่องจากหาพื้นที่การปลูกที่เหมาะสมได้แล้ว

ดังนั้น การปลูกกล้วยไข่จึงต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน
1. พื้นที่ปลูกต้องมีความเหมาะสม ดินต้องเป็นดินร่วนซุย จะเหมาะกับการปลูกกล้วยไข่เป็นที่สุด
2. ต้องมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ที่จังหวัดนครสวรรค์นับว่าโชคดีที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ มีระบบชลประธานไม่ขาด
3. ปุ๋ยอย่าให้ขาด พยายามเลือกใช้สูตรให้ตรงต่อความต้องการของพืช
4. กล้วยไข่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินแรก พูดง่ายๆ คือ ต้องขยันเปลี่ยนแปลงปลูกทุกๆ 2 ปี เปลี่ยน 1 ครั้ง เพื่อคุณภาพและผลผลิตที่เท่าเดิม และถ้าสงสัยว่าไม่เปลี่ยนพื้นที่ได้ไหม แต่ใช้เป็นวีธีการบำรุงดินแทนก็ได้ แต่ด้วยที่เรามีข้อจำกัดเรื่องเงินทุน เรามีพื้นที่ปลูกเยอะจึงไม่คุ้ม ถ้าเปลี่ยนพื้นที่ปลูกจะง่ายและประหยัดต้นทุนมากกว่า

วิธีการปลูก
“ปัจจุบัน ผมปลูกกล้วยไข่บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ นับเป็นต้นก็ประมาณเกือบ 10,000 ต้น พันธุ์กล้วยที่ปลูกสืบเนื่องจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ได้พันธุ์กล้วยมาจากกำแพงเพชร แล้วนำมาปลูกต่อที่บริเวณหลังบ้าน และนำมาขยายพันธุ์เพิ่ม แต่ที่ของเราผลใหญ่ ผิวสวย และรสชาติดี คงเป็นเพราะสภาพพื้นที่ของเรามีความอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการปลูกกล้วยไข่ที่สุด”เจ้าของบอก

กล้วยไข่ตะเคียนเลื่อน มีจุดเด่นที่ ผลใหญ่ น้ำหนักดี ผิวสวย รสชาติอร่อย พิสูจน์ได้จากสมัยก่อนมีบริษัทส่งออกเคยมาทำและเขาบอกว่าผลผลิตที่นี่ดีกว่าจังหวัดอื่น ผลใหญ่กว่าที่อื่น ผิวสวย รสชาติอร่อย ตลาดส่วนใหญ่ต้องการผลผลิตจากที่นี่

การปลูกกล้วยไข่หลักๆ คือ ดินดี น้ำดี ปุ๋ยอย่าขาด ถ้าพื้นที่ใครมีองค์ประกอบที่กล่าวมาครบก็ทำได้

การเตรียมดิน… โดยการใช้รถไถดะไถแปร ตากดินทิ้งไว้ 5-7 วัน เสร็จแล้วจ้างแรงงานขุดหลุม หลุมละ 2 บาท ขุดกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น ก่อนลงหน่อกล้วยสำคัญที่สุดคือ ต้องชุบน้ำยาเรียกรากและน้ำยากันปลวกก่อนลงหลุม หลังจากนั้นให้รดน้ำ

การให้น้ำ…ถ้าตอนปลูกใหม่ๆ ให้รดน้ำทุกวัน วิธีการรด เริ่มรดตั้งแต่ปลูก สมมุติเริ่มปลูกเดือนมกราคม ก็รดน้ำยาวมาถึงช่วงหน้าฝน ถ้าฝนไม่ตกก็ใช้คนเข้าช่วยรด

ระยะการปลูก…เมื่อต้นกล้วยเริ่มแทงหน่อ มีอายุ 5-6 เดือน กล้วยจะเริ่มให้ปลี เมื่อมีอายุ 8 เดือน สังเกตการออกปลี ก้านปลีเริ่มยื่นยาวออก น้ำหนักมากขึ้นจึงโน้มห้อยลง ปลีจะเริ่มบานให้เห็นดอก เมื่อได้รับการผสมเกสรดอกจะพัฒนาเป็นกล้วย จากนั้นให้ตัดปลีที่ยังไม่บานออก นับไปอีก 45 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้ 1 ต้น ให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 6 กิโลกรัม 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น เท่ากับ 1 ไร่ ได้ผลผลิต 2,400 กิโลกรัม

ปุ๋ย…เดือนแรกยังไม่ต้องใส่ จะเริ่มใส่ปุ๋ยเดือนที่สอง เป็นปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ผสมกับปุ๋ยสูตรเย็น 46-0-0 อัตราการใส่ 1 เดือน ใส่ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 กำมือ จะช่วยเร่งความเจริญเติบโตทั้งต้นทั้งลูกอย่างชัดเจน

การห่อผล…คือเทคนิคทำให้ผิวสวย แต่ไม่ใช่แค่นำถุงมาห่ออย่างเดียวแล้วผิวของกล้วยจะสวยได้ เราจะต้องมีฮอร์โมนและยาฆ่าแมลงอ่อนๆ ไม่ให้แมลงรบกวน และไม่ให้เกิดเชื้อรา โดยจะฉีดยา 2 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ฉีดตอนปลีจะเริ่มออกหัวปลีจะแดงๆ ขึ้นมา

ครั้งที่ 2 ฉีดตอนปลีโน้มห้อยลงมาจนคายปลีแล้วเห็นหวีทั้งหมด จะเริ่มใช้ถุงพลาสติกกัน ยูวี มาห่อ ตั้งแต่ตัดหัวปลีไปแล้ว

ต้นทุนการผลิต…คิดรวมค่าปุ๋ย ค่าแรงงาน แล้วต้นทุนตกต้นละ 30 บาทปัญหา และอุปสรรค
ในการปลูกกล้วยไข่ ต้องรับมือให้ได้
การปลูกกล้วยไข่ ศัตรูตัวสำคัญคือ หนอนกอ ถ้าดูแลป้องกันไม่ดี หน่อกล้วยที่ปลูกจะตาย วิธีรับมือ ดังนี้
1. จุ่มสารเพื่อป้องกัน วิธีนี้ป้องกันได้ประมาณ 70% ยังไม่สามารถแก้ได้ทั้งหมด แต่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย อย่างปีนี้ของผมปลูกเกือบ 10,000 ต้น ต้นตาย เพราะหนอนกอไป 1,200 ต้น ถือว่าเยอะมาก

2. ภัยธรรมชาติ คือ ลม ถ้าสมมุติกล้วยเป็นสาว บางปีคือกำลังจะตกเครือลมมาช่วงกำลังตกเครือ ต้นจะหักเรียบเลยนั้นคือปัญหา ต้องอาศัยดวง ถ้าจะแก้ด้วยการปลูกต้นไม้กันลม ถือว่ายังไม่คุ้ม เพราะการปลูกกล้วยไข่ยังต้องย้ายพื้นที่ปลูก ทิศทางลมมาไม่ตรงและแต่ละปีมาไม่เท่ากัน

3. ตรงนี้เป็นพื้นที่ต่ำ แต่มีความจำเป็น ถ้าจะเลือกพื้นที่สูง ดินไม่ดี พื้นที่ต่ำดินจะร่วนซุย ปลูกอะไรก็งาม ทำให้เราต้องเลือกที่ต่ำ แต่ว่าต้องลุ้นว่าปีนี้น้ำจะท่วมไหม ถ้าไม่เจอภัยธรรมชาติเลย ปีนั้นถือว่าโชคดีมีกำไรเต็มๆ

4. ให้ท่องไว้เสมอว่า ทุกอาชีพมีความเสี่ยง ถึงตอนนี้พืชผลที่เรากำลังปลูกอยู่ราคากำลังไปได้ดี แต่ก็ต้องมีแผนสำรองกันพลาดไว้ด้วย อย่างผมตอนนี้ไม่ได้ปลูกกล้วยไข่อย่างเดียว แต่ปลูกผักชีฝรั่งด้วย ทุก 4 เดือน ก็ได้ถอนขายมีเงินใช้หมุนเวียนในการทำเกษตรต่อไป

ปัจจุบันและอนาคต กล้วยไข่ตะเคียนเลื่อน
ยังเป็นของดีหายากและตลาดมีความต้องการสูง
คุณสุเทพ บอกว่า ถ้าถามหาเหตุผลว่า ทำไม กล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนจึงเป็นที่ต้องการของตลาดมาตลอด
1. เราได้เปรียบในเรื่องของพื้นที่ที่เหมาะแก่การปลูก

2. ประสบการณ์ของเกษตรกรที่ปลูกกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษมีการถ่ายทอดเทคนิคการปลูกจากรุ่นสู่รุ่น

3. มีเพียงไม่กี่พื้นที่ปลูกแล้วจะได้ผลดี ทั้งประเทศไทยมี 77 จังหวัด แต่พื้นที่เหมาะสำหรับการปลูกกล้วยไข่ มีแค่ 2-3 จังหวัด จึงทำให้กล้วยไข่ตะเคียนเลื่อนยังเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดมา ไม่เคยประสบปัญหาเรื่องผลผลิตล้นตลาด แต่อาจต้องมีเคล็ดลับสำคัญสักนิดคือ ต้องปลูกให้ตรงกับฤดูกาลที่ตลาดต้องการด้วย ถ้าไปปลูกชนกับผลไม้อย่างอื่นของเราจะขายยาก ควรวางแผนปลูกให้ผลผลิตออกช่วงที่เงาะหมด ทุเรียนหมด เราแค่เลือกปลูกไม่ให้ตรงกับพืชชนิดอื่น ช่วงที่ตลาดต้องการกล้วยไข่มากที่สุดอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน

ส่วนเรื่องของการตลาดจะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงสวนทุกปี เกษตรกรที่นี่ไม่ต้องไปหาตลาดเอง แค่ปลูกให้รอด มีผลผลิตขายให้พ่อค้าก็พอ ราคาก็ค่อนข้างมีความผันผวนบ้าง อย่างปีที่แล้วราคาแพงที่สุด อยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท แต่ปีนี้ปัญหาคือ แล้งกล้วยเหลือน้อย จากเคยปลูกกัน 10,000 ต้น ปีนี้เหลือ 5,000 ต้นก็มี ดังนั้น เมื่อผลผลิตมีน้อยพ่อค้าแม่ค้าต่างแย่งกันซื้อ ปีนี้ราคาขึ้นมาเป็น กิโลกรัมละ 15 บาทแล้ว และตลาดในต่างประเทศตอนนี้ก็มีติดต่อเข้ามาบ้าง เรากำลังอยู่ในช่วงเตรียมการ เพราะเมื่ออดีตที่ตำบลตะเคียนเลื่อนเคยมีนายทุนมาผลิตกล้วยไข่ส่งออกนอกและได้ผลดีจริงๆ แต่ต้องหยุดไป เพราะผลผลิตไม่พอต่อการส่งออก และตอนนี้เริ่มมีบริษัทมาติดต่อให้ทำส่งออกนอกอีกครั้ง เพราะตลาดต้องการผลผลิตกันมากขึ้น เขาจึงวิ่งมาหาเรา ผมจึงเริ่มคุยกับเขาว่าจะเริ่มทำส่งให้ปีนี้ ซึ่งสถานการณ์ตรงนี้ก็ส่งผลไปถึงตลาดในประเทศด้วย พ่อค้าแม่ค้าในประเทศมีการปรับราคารับซื้อให้สูงขึ้น ถือเป็นของหายาก

ฝากถึงเกษตรกร
ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ใจต้องมาก่อน
การเป็นเกษตรกรถือเป็นอาชีพที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน
1. ใครจะเดินทางสายนี้ใจต้องมาก่อน ถ้าใจไม่รัก ก็ทำไม่ได้ เพราะการทำการเกษตรต้องตากแดดตลอด
2. ต้องมีความรู้มากพอ ผมก็ไม่ได้เก่งทุกเรื่อง เก่งเฉพาะเรื่องกล้วยกับผักชีฝรั่ง ถ้ามือใหม่คิดอยากจะทำก็ทำได้ เพียงแค่ต้องหมั่นหาความรู้อยู่ตลอด เรียนรู้กระบวนการทุกอย่าง ถือว่าไม่ยาก เพราะไม่มีอะไรยากเกินความสามารถของคน และที่ผ่านมาถือว่ากล้วยไข่เลี้ยงผมและครอบครัวได้เป็นอย่างดี

สนใจ หน่อพันธุ์กล้วยไข่ หรือซื้อผลผลิตของ คุณสุเทพ ธาระนาม ติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 081-324-1885ชาวบ้านอย่างเราๆ ที่ซื้อข้าวเหนียวนึ่ง 5 บาท ตามร้านหมูปิ้ง อาจไม่รู็ว่าปัจจุบันนั้นราคาต้นทุนข้าวเหนียวนั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะบรรดาพ่อค้าแม่ขายบางเจ้าก็ยังคงตรึงราคาไว้เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคตกใจ แต่ถ้าสังเกตกันดีๆ จะรู้สึกว่าปริมาณนั้นพร่องลงอย่างชัดเจน แต่บางเจ้าก็สู้ไม่ไหว ต้องขึ้นราคากันไปตามระเบียบ

ราคานั้นแพงขึ้นขนาดไหน?
ข้อมูลจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ข้าวเหนียวโดยรวมตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2561 ถึง ส.ค. 2562 ราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาข้าวเปลือกเหนียว และราคาข้าวสารเหนียว โดยราคาข้าวเปลือกเหนียว ปี 2561 เฉลี่ยอยู่ที่ 9,549 บาท/ตัน และทยอยปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 13,900 – 17,600 บาท/ตัน ณ วันที่ 16 ส.ค. 2562 โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 59.90% (ณ 16 ส.ค. 2561 ราคา 9,000 – 10,700 บาท/ตัน)

ส่วนราคาข้าวสารเหนียว ปี 2561 เฉลี่ยอยู่ที่ 19,610 บาท/ตัน และทยอยปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 38,500 – 38,600 บาท/ตัน ณ วันที่ 16 ส.ค. 2562 โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 98.20% (ณ 16 ส.ค. 2561 ราคา 19,400 – 19,500 บาท/ตัน)

แพงจากอะไร? แล้วสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อไหร่?
นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่ข้าวเหนียวมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก มีหลายปัจจัย ทั้งจากปัญหาภัยแล้ง ที่ส่งผลกระทบให้ผลผลิตข้าวเหนียวทั้งนาปีและนาปรังที่ผ่านมามีปริมาณน้อยกว่าทุกปี ประกอบกับเป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาล ข้าวเก่าเหลือน้อย ข้าวใหม่ก็ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว และภาครัฐได้ระบายข้าวในสต็อกหมด ส่งผลให้ช่วงนี้ข้าวเหนียวขาดแคลนอย่างมาก ชาวนาก็เก็บไว้บริโภคเอง เนื่องจากคาดว่าผลผลิตจะมีปริมาณน้อยมาก ถ้าไม่จำเป็นจะไม่นำออกขาย

ด้านผู้ประกอบการโรงสีก็ต้องการรับซื้อข้าวเพื่อเก็บไว้ในสต๊อกและแปรรูป เพื่อจำหน่าย ซึ่งผลผลิตที่ขาดแคลนทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดการจำหน่าย แต่หากมีสินค้าก็ต้องจำกัดโควต้าให้ผู้รับซื้อ เพื่อปันส่วนของสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการและกระจายได้อย่างทั่วถึง

“ในช่วงปลายเดือน ต.ค. – พ.ย. 2562 ผลผลิตข้าวนาปีฤดูกาลใหม่ปี 2562/63 จะเริ่มออกสู่ตลาด ราคาข้าวเหนียวน่าจะปรับตัวลดลง ซึ่งคาดว่าสถานการณ์ทั้งในด้านราคาและปริมาณผลผลิตที่ขาดแคลนจะค่อยๆ คลี่คลายลง “ นายวิชัย กล่าว

พ่อค้าแม่ขายกัดฟัน…
หรือจะหมดยุคข้าวเหนียว 5 บาท
จากการสำรวจตลาด จ.ชัยนาท ปรากฏว่าพ่อค้าแม่ค้าที่จะต้องขายข้าวเหนียวเป็นอาชีพต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ราคาข้าวเหนียวในปัจจุบันพงมาก คือจากราคาปกติข้าวสารเหนียวกระสอบละ 1,100-1,250 บาท ปัจจุบันขายอยู่ที่กระสอบละ 1,750 บาท ทำให้เกิดผลกระทบกับการขายข้าวเหนียวนึ่งที่จะต้องมีการปรับตัวอย่างหนัก บางรายยอมที่จะขึ้นราคาจากห่อละ 5 บาทไปทำห่อละ 10 บาท

แต่บางร้านเลือกการปรับตัวอีกทางก็คือ ขายราคาห่อละ 5 บาทเท่าเดิม แต่ลดปริมาณข้าวลงเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุน แต่ไม่ให้กระทบกับความรู้สึกของลูกค้ามาเกินไป แต่ถ้าราคาข้าวสารเหนียวยังขึ้นต่อไปไม่หยุด อาจจะต้องจำใจที่จะต้องขึ้นราคาตามร้านอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน

ขณะที่ทางด้านนายกิตติคม สุนทรีย์ภรณ์ เจ้าของร้านขายข้าวสารเองก็เปิดเผยว่า ราคาข้าวสารเหนียวในปัจจุบัน ถือว่าเป็นราคาที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ เพราะราคาขายปลีกหน้าร้านปรับขึ้นภายในเดือนกรกฎาคมเดือนเดียวถึง 20 บาทต่อกิโลกรัม คือจาก 25 บาท ปรับขึ้นเป็น 45 บาท ซึ่งถือว่าแซงสถิติสูงสุดเดิมที่ 37 บาทต่อกิโลกรัม ได้ภายในเดือนเดียว ซึ่งสาเหตุที่ข้าวปรับราคาอย่างรุนแรงครั้งนี้น่าจะเกิดจากปริมาณข้าวสารเหนียวมีน้อยลง เพราะชาวนาหันไปปลูกข้าวจ้าวที่มีอายุสั้นกว่ากันมากขึ้น

จ.อ. สิทธิเดช อ่องเภา เจ้าของ “บ้านสวนจ่ามด” ตำบลท่าบัว อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร โทร. 083-535-4559, 080-099-9361 หรือผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ก “มะนาวคาเวียร์ บ้านสวนจ่ามด” อธิบายการดูแลรักษาต้นมะนาวนิ้วมือ การใส่ปุ๋ยในช่วงแรก ก็เน้นการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ใส่ร่วมกับปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น สูตร 15-15-15, 16-16-16 หรือบวกปุ๋ยสูตรตัวหน้าเล็กน้อยในบางครั้ง เช่น สูตร 46-0-0, 30-0-0, 15-0-0 เพื่อกระตุ้นการแตกใบอ่อน พอต้นได้อายุ 1 ปีครึ่ง ต้นมีความพร้อมที่เริ่มจะออกดอกและติดผล ก็จะเปลี่ยนใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 เพื่อเป็นการสะสมอาหารให้กับต้นมะนาวนิ้วมือ เพิ่มความสมบูรณ์ให้กับต้นมะนาวนิ้วมือก่อนการออกดอก

หลังการออกดอกและติดผลก็จะกลับมาใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เพื่อบำรุงผลเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับต้น โดยการใส่ปุ๋ยจะเน้นการใส่ปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง เช่น ใส่ปุ๋ยให้เดือนละ 1 ครั้ง นั่นเอง ส่วนปุ๋ยและฮอร์โมนทางใบก็ช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้ต้นเจริญเติบโตและมีความสมบูรณ์ โดยปุ๋ยทางใบก็ใช้สูตรให้สอดคล้องกับปุ๋ยทางดิน เช่น ใช้ปุ๋ยทางใบ สูตรเสมอยืนพื้นสลับกับปุ๋ยทางใบที่มีสูตรตัวหน้าสูง เช่น 12-12-12, 18-6-6, 30-0-0 เป็นต้น ส่วนช่วงการสะสมอาหารก่อนมะนาวนิ้วมือจะออกดอก ก็ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบที่ชาวสวนมะนาวนิยมใช้ คือ ปุ๋ยสูตร 0-52-34 ในการฉีดสะสมอาหารเพียง 2-3 ครั้ง ห่างกัน 5-7 วัน แต่เมื่อเห็นว่ามะนาวจะเริ่มออกดอก ก็จะปรับมาใช้ปุ๋ยทางใบที่มีปุ๋ยสูตรตัวหน้าเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้การออกดอกดีขึ้น เช่น ปุ๋ยทางใบ สูตร 10-52-17, 5-20-25 ฉีดพ่น 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยเปิดตาดอกให้มะนาวนิ้วมือออกดอกดีและสม่ำเสมอมากขึ้น

ส่วนฮอร์โมนที่จะเสริมช่วยคือ สังกะสี โดยพืชตระกูลส้มและมะนาวมักจะขาดธาตุสังกะสีได้ง่าย ควรฉีดพ่นให้สม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง แคลเซียม โบรอน จะช่วยในการผสมดอกมะนาวเป็นไปได้ด้วยดีขึ้น ส่งเสริมการออกดอกติดผลดีขึ้น

“มะนาวนิ้วมือ” ตั้งแต่ออกดอกจนเก็บเกี่ยวผลได้ จะใช้ระยะเวลาเฉลี่ยประมาณ 5 เดือนครึ่ง ถึง 6 เดือน ซึ่งจากการสังเกตพบว่า มะนาวนิ้วมือเกือบทุกสายพันธุ์ที่ปลูกไว้จะใช้ระยะเวลาประมาณนี้ อาจจะเก็บได้ก่อนก็ได้ แต่นั้นต้องดูหลายๆ อย่างประกอบ เช่น สังเกตผิวมะนาวนิ้วมือจะต้องมีความตึง ผิวเรียบ ผิวไม่ขรุขระ แสดงว่ามะนาวจะเป็นระยะที่เหมาะกับการเก็บเกี่ยว เมื่อผ่ามาจะพบว่า เนื้อหรือกุ้งข้างในจะมีลักษณะเต่งกลม สวยเหมือนไข่ปลา ไม่ลีบ ส่วนสีเนื้อหรือสีกุ้งของมะนาวนิ้วมือจะสีสวยในระดับหนึ่ง

แต่ถ้าผลมะนาวนิ้วมือที่ติดผลและเก็บเกี่ยวได้ในช่วงอากาศเย็นหรือหน้าหนาว สีเนื้อในหรือกุ้งมะนาวนิ้วมือจะมีสีเข้ม สวยกว่าปกติที่เก็บเกี่ยวในช่วงเวลาอื่นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในเรื่องของการนำไปจำหน่ายอะไร เนื่องจากผลผลิตมะนาวนิ้วมือในตลาดบ้านเราถือได้ว่ามีปริมาณน้อยมากๆ ยังไม่เพียงพอต่อการใช้หรือความต้องการของลูกค้า ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าสอบถามมาจำนวนมาก ทั้งร้านอาหาร โรงแรม ห้างสรรพสินค้า แต่ปริมาณการผลิตก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ไม่สามารถตอบรับออเดอร์ลูกค้าได้ตามที่เขาต้องการ

โดยตอนนี้ก็จะมีร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำ ติดต่อซื้อเป็นประจำเพื่อนำไปประกอบอาหาร จากที่สอบถามมาแล้ว นอกจากความเปรี้ยวและกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของมะนาวนิ้วมือ ทำให้อาหารมีรสชาติที่แตกต่างจากการใช้มะนาว แถมยังการที่มีเนื้อหรือกุ้งที่เป็นเม็ดๆ คล้ายไข่ปลา ยังคงทำให้เกิดรสสัมผัสที่แปลกแก่คนรับประทาน จานอาหารมีสีสันดึงดูดใจเป็นอย่างมาก ซึ่งวิธีใช้มะนาวนิ้วมือนั้นจะขูดเนื้อหรือบีบผลเนื้อออกจากผล นำมาคลุกเคล้าหรือวางประดับหน้าอาหาร เวลาเคี้ยวจะแตกในปาก คล้ายกินไข่ปลาคาเวียร์ รสชาติเปรี้ยว เหมือนมะนาวทั่วไป แต่มะนาวนิ้วมือมีกลิ่นหอมคล้ายมะนาวแป้นผสมเลมอน

ราคาซื้อขายมะนาวนิ้วมือนั้น จำหน่ายออกจากสวนตอนนี้ กิโลกรัมละ 2,000 บาท ซึ่งเป็นการขายแบบคละขนาดและคละสายพันธุ์ เนื่องจากผลผลิตมีไม่มากพอในแต่ละสายพันธุ์นั่นเอง อีกอย่างลูกค้าก็รับได้ในเงื่อนไขนี้ แต่ตอนจัดส่งก็จะพยายามแยกสายพันธุ์มะนาวนิ้วมือให้ลูกค้าอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสะดวกต่อลูกค้านำไปใช้ จะได้ทราบเบื้องต้นว่า มะนาวที่จะนำไปใช้หรือนำไปปรุงอาหารข้างในมีสีอะไร เช่น สีแดง สีเขียว สีชมพู สีขาว เป็นต้น

เพราะเท่าที่ทราบข้อมูลจากลูกค้าที่นำมะนาวนิ้วมือไปประกอบอาหาร จะรับประทานกับอาหารทะเลซีฟู้ด นำไปตกแต่งจัดจานอาหารเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงนำไปใส่ในค็อกเทลหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตอนนี้เร่งปลูกมะนาวนิ้วมือสายพันธุ์ที่มั่นใจให้มีจำนวนต้นมากขึ้น อย่างที่บอกอันดับแรก เพื่อให้ผลผลิตมีป้อนตลาดอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนในการส่ง อย่างห้างสรรพสินค้าติดต่อเข้ามาพอสมควร แต่ด้วยจำนวนผลผลิตไม่มากพอและไม่มีความต่อเนื่อง ที่สวนจึงยังไม่สามารถตอบรับความต้องการของทางห้างสรรพสินค้าได้

การขยายพันธุ์ สามารถทำได้ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ติดตา หรือเสียบยอด ตามถนัดของแต่ละคน เนื่องจากเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้หลากหลายรูปแบบ วิธีการขยายพันธุ์มะนาวนิ้วมือทำได้ไม่ยาก แม้จะเป็นมือใหม่ในการเริ่มต้นขยายพันธุ์พืชก็สามารถทำได้ โดยเน้นการทำบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ ก็จะเกิดความชำนาญเอง เริ่มจากการเสียบยอดจากพันธุ์ไม้อื่นๆ ต้นตอที่นำมาใช้เปลี่ยนยอด เช่น ต้นส้มโอ ต้นมะนาว มะกรูด ส้มนอก เป็นต้น แต่ที่สวนจ่ามด เลือกใช้ต้นตอของส้มโอ เนื่องจากหาต้นตอได้ง่าย ราคาไม่แพง หรือแม้จะนำเมล็ดมาเพาะเองก็ไม่ยุ่งยาก เพราะเมล็ดส้มโอมีอัตราการงอกดี มีการเจริญเติบโตที่ดี แผลต้นตอส้มโอสามารถรับได้ดีกับยอดมะนาวนิ้วมืออีกด้วย ในเรื่องของการเจริญเติบโตก็เป็นไปได้ดี

สำหรับวิธีการเสียบกิ่งมะนาวนิ้วมือบนตอส้มโอ มีดังนี้ เลือกกิ่งมะนาวนิ้วมือและตอส้มโอที่มีขนาดใกล้เคียงกัน หรือต้นตอส้มโอใหญ่กว่าเล็กน้อยได้ โดยกิ่งมะนาวและตอส้มโอที่จะนำมาเสียบกันนั้น ต้องมีลักษณะที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป เพื่อให้เนื้อเยื่อสามารถผสานกันได้ดี ใช้กรรไกรตัดต้นตอส้มโอให้มีความสูงที่พอเหมาะ ประมาณ 10-20 เซนติเมตร แล้วใช้คัตเตอร์ผ่าตรงกลางต้นตอส้มโอให้ลึกประมาณ 1-2 นิ้ว และเฉือนกิ่งมะนาวทั้งสองข้างเฉียงลง ให้เป็นปากฉลาม ยาวประมาณ 1 นิ้ว นำกิ่งมะนาวนิ้วมือเสียบลงบนตอส้มโอให้เปลือกและเนื้อสัมผัสกันพอดี และพันกิ่งด้วยเทปพันธุ์กิ่ง โดยให้พันระหว่างกิ่งพันธุ์มะนาวกับตอส้มโอ เพื่อให้ยึดแนบกันแน่น

จากนั้น นำต้นมะนาวที่เสียบบนตอส้มโอใส่ถุงพลาสติกใบใหญ่ และปิดปากถุงให้แน่นด้วยเชือกฟางเก็บไว้ในที่ร่ม ระยะเวลาในการอบกิ่งพันธุ์ประมาณ 25 วัน ถึง 1 เดือน (ทั้งนี้ระยะเวลาในการอบกิ่งพันธุ์จะต้องขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศด้วย ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการอบไม่เท่ากัน) เมื่ออบได้ระยะที่เหมาะสมก็จะเปิดปากถุงอบเล็กน้อย เพื่อให้ต้นมะนาวนิ้วมือปรับตัวกับสภาพอากาศ อย่างน้อยสัก 5-7 วัน ก่อนจะนำต้นมะนาวนิ้วมือออกจากถุงอบ เมื่อเสร็จแล้วให้นำไปวางไว้ในที่ร่มรำไร หรือใต้ร่มซาแรน ในกรณีที่ไม่ใส่ถุงอบใบใหญ่ก็สามารถใช้ถุงพลาสติกแบบถุงร้อนครอบไว้ที่ยอดที่เสียบ แล้วมัดด้วยเชือกฟางหรือหนังยาง เพื่อรักษาความชื้นและลดการคายน้ำ เป็นเวลา 1 เดือน เมื่อครบกำหนดจึงนำกรรไกรมาตัดปลายมุมถุงทั้งสองข้างออกเพียงเล็กน้อย และปล่อยทิ้งไว้อีก 1 สัปดาห์ ให้ยอดมะนาวนิ้วมือมีการปรับตัว จากนั้นค่อยแกะถุงครอบออก นำไปเลี้ยงอนุบาลต่อไป

อัครราชทูตและอุปทูต สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณ

รัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศเยอรมนีได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ในด้านทักษะทางวิศวกรรมที่เป็นเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องกลและไฟฟ้า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เยอรมนีได้ให้ความช่วยเหลือประเทศไทยเป็นอย่างมาก เช่น เมื่อ 60 ปีที่แล้ว มจพ. เป็นมหาวิทยาลัยเทคนิคที่ก่อตั้งโดยโครงการอาชีวศึกษาของเยอรมนีและยังคงเป็นสถาบันชั้นนำด้านการศึกษาทางเทคนิคและอาชีวศึกษาจนถึงปัจจุบัน

“นอกจากเราจะสนับสนุนในภาคการศึกษา โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาคุณภาพของการฝึกอบรมด้านอาชีวศึกษาในประเทศไทยแล้ว เรายังมุ่งเน้นในเรื่องการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย หนึ่งในพันธกิจที่สำคัญคือ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นในประเทศไทย และการหลีกเลี่ยงการใช้สารอันตรายที่ดำเนินการไปแล้วในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ดังนั้น เราจึงต้องการสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมการทำความเย็นในภูมิภาคอาเซียน และเป็นประเทศตัวอย่างที่สามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน” นายยาน แชร์ กล่าวเสริม

ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มจพ. กล่าวว่า “มจพ.มุ่งมั่นที่จะพัฒนาบุคลากรในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผ่านการให้ความรู้ คุณธรรมและความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศ เราตระหนักดีว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และการผลิตที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย ด้วยเหตุนี้สารทำความเย็นธรรมชาติ หรือ “Green Cooling”

จึงถูกหยิบยกให้เป็นเทคโนโลยีสำคัญในภาคอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น เรามีความเชี่ยวชาญทางด้านความรู้เชิงเทคนิคและการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ และมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับการสนับสนุนการจัดฝึกอบรมจากโครงการ RAC NAMA เราวางแผนที่จะฝึกอบรมครูฝึกภาคอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นและหัวหน้าช่างในประเทศไทย ให้สามารถใช้สารทำความเย็นธรรมชาติที่ติดไฟได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยสากลและสามารถเผยแพร่ความรู้ไปสู่ช่างเทคนิคคนอื่นๆ ทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อที่ว่าเราจะได้มีครูฝึกที่มีคุณภาพมากขึ้นในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและทำความเย็น และพร้อมก้าวสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน”

รองศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรชาญ ทองจับ หัวหน้าโครงการและหัวหน้า RAET วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ. กล่าวว่า “ในการอบรมนี้ เราจะแนะนำการใช้สารทำความเย็น R290 สำหรับเครื่องปรับอากาศ เนื่องจากมีค่าศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (GWP) ต่ำ ซึ่งจะช่วยลดภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ การใช้ R290 ยังสามารถลดการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 5-25 และมีคุณสมบัติการถ่ายเทความร้อนที่ดีเยี่ยม นำไปสู่การพัฒนาเครื่องปรับอากาศคุณภาพสูง ที่ประหยัดพลังงานและช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้”

“หลักสูตรฝึกอบรมครั้งแรกนี้ จะมีครูฝึกช่างเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นจำนวน 16 คนเข้าร่วม ในการอบรมภาคทฤษฎี ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสารทำความเย็นชนิดต่างๆ วัฏจักรระบบทําความเย็น ทฤษฎีการเชื่อม รวมไปถึงความเสี่ยงและข้อควรระวังเกี่ยวกับความปลอดภัยในการดำเนินงาน นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอนของการทำงาน เริ่มตั้งแต่การติดตั้ง การปฏิบัติงานเชื่อม การใช้งาน การตรวจสอบการรั่ว การติดฉลาก การรายงาน และการส่งมอบงาน รวมทั้งเรียนรู้เทคนิคการใช้เครื่องมืออย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ทั้งเครื่องมือที่ใช้ในต่างประเทศ และการประยุกต์ใช้กับเครื่องมือที่หาได้ในประเทศไทยอีกด้วย” รองศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรชาญ กล่าวเสริม

นายทิม มาเลอร์ ผู้อำนวยการ GIZ ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย กล่าวว่า “หลักสูตรการฝึกอบรมการจัดการใช้สารทำความเย็นที่ติดไฟได้อย่างปลอดภัย ได้ถูกพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนจาก GIZ และ มจพ. นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมทั้งหมด 8 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นที่แรก และตามด้วยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 2 สุพรรณบุรี

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 10 ลำปาง วิทยาลัยเทคนิคยโสธร วิทยาลัยเทคนิคกระบี่ วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ และสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 17 ระยอง ภายในปี พ.ศ. 2563 นี้โครงการ RAC NAMA ตั้งเป้าการจัดฝึกอบรมทั้งหมด 13 หลักสูตร โดยมีผู้ฝึกอบรมกว่า 200 คนทั่วประเทศไทย เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าโครงการจะช่วยให้ผู้ฝึกสอนและหัวหน้าช่างในภาคอุตสาหรรมเครื่องปรับอากาศและทำความเย็นเห็นประโยชน์ของ Green Cooling อย่างแท้จริงและเข้าใจวิธีใช้งานที่ปลอดภัย”

แม้ว่าขณะนี้จะเป็นช่วงฤดูฝน แต่สถานการณ์ภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมานั้นยังคงขยายวงกว้างออกไปอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำตามแหล่งน้ำขนาดใหญ่ก็แห้งขอดเกือบหมด ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ในการเกษตรกรได้

นายชาญชัย ขุนบุญ อายุ 50 ปี ชาวนาบ้านหลุ่งประดู่ หมู่ที่ 11 ตำบลหลุ่งประดู่ อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา หนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ทำให้ไม่สามารถปลูกข้าวนาปีในฤดูเพาะปลูกปีนี้ได้ จึงตัดสินใจเลิกทำนาปีแล้วหันไปทำอาชีพเสริม เพื่อหารายได้ทดแทนมาใช้จ่ายในครัวเรือน โดยทดลองเลี้ยงหนูนาในบ่อซิเมนต์ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้มีรายได้เสริมนับหมื่นบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

สำหรับการเลี้ยงหนูนาในบ่อซิเมนต์ จะลงทุนซื้ออุปกรณ์บ่อซิเมนต์แค่ครั้งเดียว จำนวน 2 วงวางซ้อนกัน แล้วนำหนูพ่อพันธุ์ 1 ตัว มาปล่อยไว้ในบ่อกับหนูแม่พันธุ์ 5 ตัว และเอาไม้ไผ่ หรือวัสดุที่เป็นโพลงมาวางทิ้งไว้ให้เป็นที่หลบซ่อนของหนู เพราะหนูนาจะมีนิสัยชอบอยู่ตามซอกตามมุม จากนั้นหาฝามาครอบเอาไว้

ส่วนอาหารจะใช้ข้าวเปลือก หรืออาหารหมู ซึ่งภายใน 1 ปี แม่พันธุ์จะออกลูก 2 คลอก แต่ละคลอกจะได้ลูก 12 ตัว เมื่อได้ลูกมาแล้ว นำไปเลี้ยงขุนไว้ในวงบ่อซิเมนต์ ประมาณ 4- 6 เดือน ก็จะได้หนูพุกใหญ่เนื้อน้ำหนักดี ตัวละ 1-2 กิโลกรัม โดยเฉลี่ยหนูพุกใหญ่น้ำหนักจะอยู่ที่ตัวละ 1.5 กิโลกรัม

เมื่อหนูโตได้น้ำหนักที่เหมาะสมแล้ว ก็จะนำมาชำแหละ ถอนขน ซึ่งพฤติกรรมการบริโภคทางภาคอีสาน จะนิยมบริโภคทั้งหนังด้วย แต่ภาคกลางใช้วิธีถลกหนังออก จากนั้นนำมาผ่าท้องเก็บเครื่องในบางส่วนไว้ แล้วนำไปแช่ช่องเย็น เพื่อส่งขายในภาคอีสาน ราคาตัวละ 150-200 บาท ส่วนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่สมบูรณ์และเจริญพันธุ์แล้ว จะขายคู่ละ 500 บาท ทำให้มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่ต่ำกว่า 15,000-20,000 บาท

“ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม” ต้นกำเนิดสายพันธุ์จากภาคใต้ เปลือกบาง มีเนื้อสีแดงเข้มเหมือนสีทับทิม รสชาติหอมหวาน เนื้อนุ่มน่ารับประทาน ซึ่งส้มโอพันธุ์นี้แตกต่างจากส้มโอพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน มีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่น คือ เนื้อผลมีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม ผิวผลส้มโอและหลังใบมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมคล้ายกำมะหยี่ มีความเฉพาะเจาะจงกับสภาพพื้นที่ จึงปลูกกันไม่แพร่หลาย

ปัจจุบันพบว่าส้มโอพันธุ์นี้เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง และจำหน่ายได้ในราคาสูง ราคาจากในสวนเฉลี่ยแล้ว ผลละ 200-300 บาท และเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ จนไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

คุณสุธาทิพธ์ อิ่มสำราญ อายุ 48 ปี และ คุณประดิษฐ อิ่มสำราญ อายุ 54 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/2 หมู่ที่ 9 ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เจ้าของสวนชื่อ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ” ซึ่งปลูกต้นส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม จำนวน 16 ไร่ คุณสุธาทิพย์ ได้เล่าว่า เดิมตนทำงานอยู่ธนาคาร เพิ่งลาออกมาได้ประมาณ 8 เดือน เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วน คุณประดิษฐ ทำงานอยู่ที่การไฟฟ้านครหลวง และเป็นคนจังหวัดสิงห์บุรี และยังคงทำงานอยู่ ตนมีคุณพ่อเป็นเจ้าของสวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ซึ่งปลูกอยู่ 60 ไร่ แต่ผลผลิตไม่เคยพอขาย

พ่อเคยให้ตนลองนำกิ่งตอนมาทดลองปลูกที่พื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ปรากฏว่าให้ผลผลิตที่มีรสชาติไม่แตกต่างจากสวนของพ่อเลย จึงเริ่มปลูกอย่างจริงจังในเนื้อที่ 16 ไร่นี้ มา 3 ปีแล้ว เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ส้มโอเริ่มติดผล พ่อก็ให้ตนลาออกจากงานประจำเพื่อมาดูแลสวนได้อย่างเต็มที่

สำหรับตนคิดว่าตนไม่เคยเห็นส้มโอล้นตลาด ไม่เคยเห็นส้มโอราคาตก แต่เห็นว่าราคาสูงขึ้นมาเรื่อยๆ และผลผลิตไม่เคยพอต่อความต้องการของตลาด อีกทั้งเป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศ เรียกได้ว่าตนทำงานรายได้รวมกันเป็นเวลา 1 ปี ยังไม่เท่ากับรายได้ที่พ่อขายส้มโอเพียงเดือนเดียวเลย ตนจึงลาออกจากงานประจำมาดูแลอย่างจริงจัง และแนะนำให้ญาติๆ ซึ่งมีที่ดินอยู่ในละแวกนี้ปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามกัน จนรวมพื้นที่ที่ปลูกกันทั้งหมดประมาณ 80 ไร่ เพื่อที่เมื่อผลผลิตออกมาแล้วในแต่ละครั้งจะสามารถขนส่งได้เป็นจำนวนมาก และที่สำคัญเราอยากให้คนทั่วไปได้รู้สึกว่า ถ้านึกถึงส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามให้นึกถึงที่ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน แห่งนี้ แล้วคุณจะได้กินส้มโอที่หวานอร่อยที่สุด

สำหรับความหมายของชื่อสวนคือ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ” นั้นคือ 1.ตามรอยพ่อหลวง (ในหลวง ร.9) ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง คือทำให้พอเพียง พออยู่ และพอกิน 2.ตามรอยพ่อของตนที่ปลูกส้มโอขายที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จนจุดประกายให้ลูกมาปลูกส้มโอตามในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี

นอกจากส้มโอแล้วในพื้นที่ของเรายังปลูกต้นมะพร้าวน้ำหอมอยู่ประมาณร้อยต้น เรามีบ่อซึ่งขุดขนานแบ่งเป็นช่องเพื่อเอาไว้รดน้ำต้นไม้ และในบ่อยังเลี้ยงปลาไว้กินอีกด้วย นอกจากนี้ยังปลูกต้นฝรั่ง ซึ่งมี 2 สายพันธุ์ คือฝรั่งไต้หวันพันธุ์แตงโมและฝรั่งกิมจู ซึ่งฝรั่งพันธุ์แตงโมนี้จะมีเนื้อในสีชมพู หวานกรอบ อร่อย ในส่วนของฝรั่งนี่เราปลูกไม่เยอะ ปลูกไว้ขายเอง เน้นคุณภาพและก็ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้แต่ปุ๋ยอินทรีย์ นอกจากนี้ยังปลูกพืชผักสวนครัวเอาไว้ทำกินเองในบ้านด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจในผลผลิตคือ ส้มโอทับทิมสยาม ตอนนี้ยังไม่มีขายซึ่งผลผลิตจะสามารถออกจำหน่ายได้ในช่วงปลายปีนี้ แต่ที่สวนจะขายกิ่งตอน และกิ่งชำซึ่งเป็นพันธุ์ทับทิมสยามของแท้จากสวน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถมาเยี่ยมชมสวนและมาศึกษาเรียนรู้ได้ที่ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ” ตั้งอยู่ที่เลขที่ 12/2 หมู่ที่ 9 ตำบลพักทัน อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เบอร์โทรศัพท์ 094-4825636 คุณสุธาทิพย์ หรือติดตามได้ที่เพจ “ส้มโอทับทิมสยาม ตามรอยพ่อ”

กรมส่งเสริมการเกษตร จัดงานรวมพลเกษตรกรแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) กว่า 2,000 คน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้เรียนรู้การทำงานในรอบปีที่ผ่านมาและสรุปบทเรียนร่วมกัน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน ว่า ทั้ง 3 เครือข่ายประกอบด้วย เกษตรแปลงใหญ่ ศพก.และเกษตรกรรุ่นใหม่ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเกษตรกรทั้ง 3 เครือข่ายนี้ ได้ผ่านการอบรมรับองค์ความรู้จากกรมส่งเสริมการเกษตรมาเป็นอย่างดี สามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายภายนอกเพื่อยกระดับอาชีพและรายได้อย่างมั่นคง รวมถึงจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายด้านอื่นๆ

ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไปในอนาคตอีกด้วย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายที่จะขยายเครือข่ายทั้ง 3 ส่วนให้เพิ่มมากขึ้นพร้อมกับเชื่อมโยงกับอาสาสมัครเกษตรกรที่มีอยู่ทุกหมู่บ้านเพื่อร่วมกันพัฒนาภาคการเกษตร ในขณะที่ ศพก.ก็จะต้องเชื่อมโยงกับทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้แบบดิจิทัลให้ก้าวทันเทคโนโลยีต่างๆ บูรณาการองค์ความรู้ในหลายๆ ด้านให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยการดำเนินงานสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งจะต้องทำควบคู่ไปกับนโยบายการตลาดนำการผลิต ซึ่งในขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ได้มีแนวทางร่วมกันที่จะเชื่อมโยงนโยบายด้านการตลาดโดยใช้กลไกของกระทรวงพาณิชย์ให้สอดรับกับภาคการผลิตที่กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์รับผิดชอบ

ด้าน นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การจัดงานรวมพลเกษตรกรแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) เป็นการพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และรมดมความคิดเห็นร่วมกันของทั้ง 3 เครือข่าย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางบริหารจัดการภาคการเกษตรร่วมกัน ซึ่งทั้ง 3 เครือข่ายถือเป็นกลไกสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่ ตั้งแต่ ศพก.ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรในชุมชน และนำไปสู่การขยายผลในการผลิตร่วมกันในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมในชุมชน สำหรับการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันในลักษณะนี้จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการขับเคลื่อนดำเนินการให้ภาคเกษตรเข้มแข็ง ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตร ได้วางกลไก 3 เครือข่ายเกษตรกร เป็นหลักในการปฏิรูปภาคเกษตร โดยใช้ศักยภาพของเกษตรกรแกนนำ ทั้งแปลงใหญ่ ศพก. และ young smart farmer ที่ในปัจจุบัน มีกว่า 5,000 แปลง สินค้าเกษตรกว่า 74 รายการใน 10 กลุ่มสินค้า

ซึ่งการจัดงานรวมพลเครือข่ายในลักษณะนี้ จะช่วยให้ในแต่ละเครือข่ายได้เรียนรู้ว่าหากจะต้องเชื่อมโยงเครือข่ายในภาพรวม และพัฒนาการผลิตของตัวเองจะต้องทำอย่างไร ความต้องการสินค้าของแต่ละเครือข่ายเป็นแบบไหน เพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากในปัจจุบันการดำเนินงานของกลุ่มแปลงใหญ่มีการพัฒนาไปมาก ทั้งการผลิตและการตลาด แต่สิ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรมุ่งหวังคือการเชื่อมโยงเครือข่ายที่เข้มแข็งขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่เฉพาะเครือข่ายแปลงใหญ่ ศพก.และเกษตรกรรุ่นใหม่เท่านั้น

แต่ต้องการให้เชื่อมโยงไปยังกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ด้วย ดังเช่น กลุ่มชาวสวนทุเรียนแปลงใหญ่ ที่ขณะที่ได้ขยายผลประสานกับเครือข่ายกับชาวสวนทเรียนทุกภูมิภาคจนนำไปสู่การจัดตั้งเป็นสมาพันธุ์ชาวสวนทุเรียนไทยเพื่อร่วมกันบริหารจัดการทั้งแต่การผลิตไปจนสู่การตลาด ซึ่งคาดหวังว่าในอนาคตจะต้องมีเครือข่ายเกษตรกรในแต่ละรายสินค้าอีกหลายๆ ชนิด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยมีจุดเริ่มต้นจากตัวเกษตรกรและขยายเครือข่ายไปยังภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้ประกอบการ ซึ่งการดำเนินงานในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ ยังคงตอบโจทย์ปัจจัยเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

กรมส่งเสริมการเกษตร โชว์ผลสำเร็จกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ต.เขาดิน จ.ฉะเชิงเทรา ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมปทุมคุณภาพดีเกรดพรีเมียม ด้วยวิธีการปลูกและดูแลที่เน้นใช้ปัจจัยการผลิตตามธรรมชาติ ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ผลผลิตข้าวสูง ส่งผลให้ชุมชนเข้มแข็ง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวตำบลเขาดิน รวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่เมื่อปี 2561 มีพื้นที่ในการปลูกข้าว 799 ไร่ ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวมีสมาชิกจำนวน 36 ราย โดยกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่จะเน้นปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชลบุรี จากนั้นศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชลบุรีจะนำเมล็ดพันธุ์ดังกล่าวจำหน่ายให้กับเกษตรกรทั่วไป จากการเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้จากการหันมาใช้น้ำหมักชีวภาพทำให้ลดต้นทุนปุ๋ยลงจาก ไร่ละ 250 บาทเหลือ ไร่ละ 200 บาท โดยเฉลี่ย ในขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ที่ผ่านมา มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิกกลุ่ม เกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการกลุ่มและการวางแผนการผลิต ให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินการผลิตของกลุ่มมากขึ้น มีการอบรมและฝึกปฎิบัติการผลิตสารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูข้าว โดยกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา/สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะกง /สถานีพัฒนาทีดินฉะเชิงเทรา พร้อมกับจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อเป็นแปลงตัวอย่างสาธิตและเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกกลุ่มในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา กรมการข้าว รวมไปถึงการอบรมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตามมาตรฐาน GAP โดยกรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร

จากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทำให้สมาชิกมีที่ปรึกษาในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ก่อให้เกิดความสามัคคีในกลุ่ม ทำให้ที่ผ่านการการเข้าไปให้การสนับสนุนของเจ้าหน้าที่เกิดความคล่องตัวและเกิดผลสำเร็จกับเกษตรกรเป็นที่น่าพอใจมาก ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของแปลงใหญ่ข้าว ต.เขาดิน จ.ฉะเชิงเทรา มีจุดเด่นที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เนื่องจากชาวนาจะใช้ภูมิปัญญาการทำนาปีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนในพื้นที่ ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ. ฉะเชิงเทรา คือ การทำนาร่วมกับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่ผืนเดียวกัน

โดยขุดคูน้ำลึกประมาณ 70 ซม. ไว้ล้อมรอบแปลงนา เพื่อทำนาขาวัง (นาปี) ในช่วงน้ำจืดและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ปูทะเล กุ้ง ปลา ) ในช่วงน้ำเค็ม เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกข้าว โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มีคุณภาพดีส่วนหนึ่งเป็นเพราะพื้นที่ที่มีความเค็มเล็กน้อยไม่ได้จืดสนิททำให้หญ้าหรือพืชพันธุ์อื่น ๆ ที่ไม่ต้องการไม่สามารถเติบโตได้ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่นี่จึงมีสิ่งเจอปนน้อยไปจนถึงไม่มีเลย อีกทั้งคูน้ำที่ขุดไว้ล้อมรอบแปลงนายังทำให้เวลาจะเก็บเกี่ยวพื้นนาจะแห้งได้ดีกว่า ข้าวที่เก็บเกี่ยวจะมีความชื้นต่ำเป็นการเพิ่มคุณภาพอีกทางหนึ่ง ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวมีผลผลิตข้าวรวม 639 ตัน/ปี ผลผลิตเฉลี่ย/ไร่ 800 กิโลกรัม/ไร่ ราคาผลผลิตเฉลี่ย 12.40 บาท/กิโลกรัม

นอกจากกระบวนการผลิตข้าวที่ผนวกกับภูมิปัญญาแล้วกลุ่มดังกล่าวถือเป็นกลุ่มตัวอย่างการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ใส่ใจการดูและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยการเลือกใช้วิธีไถกลบตอซังและฟางข้าวแทนการเผาไหม้ที่จะทำให้หน้าดินเสื่อมโทรม ทำให้เศษซากจากสัตว์น้ำที่ปล่อยเลี้ยงในแปลงข้าว ก่อนการปลูกข้าวช่วยเพิ่มธาตุอาหารแก่ต้นข้าว ช่วยทำให้ลดการใช้ปัจจัยทางการเกษตรอย่างปุ๋ยเคมีให้น้อยลง นับเป็นต้นแบบแปลงใหญ่ สำหรับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแปลงข้าวและบริเวณแปลงข้าวให้คงสภาพความอุดมสมบูรณ์เกิดความสมดุลในระบบนิเวศน์ในบริเวณแปลงข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้มีปริมาณที่สูงและมีคุณภาพดีไปพร้อม ๆ กัน

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเปิดมหกรรมสินค้าสหกรณ์ทั่วไทย ภายใต้งาน “Fresh From Farm เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม By CO-OP” กระจาย 16 จังหวัด ระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายนนี้ หวังขยายช่องทางการตลาดสินค้าสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภค พร้อมเปิดโต๊ะเจรจาธุรกิจระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชนภายในงาน เพื่อต่อยอดธุรกิจสินค้ากลุ่มปศุสัตว์ของสหกรณ์กระจายสู่ตลาดทั้งในและประเทศ

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ ภายใต้งาน “Fresh From Farm เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม By CO-OP” โดยมีนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับผู้แทนสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อนครปฐม จำกัด จังหวัดนครปฐม และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมในการแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ ซึ่งในงาน แถลงข่าวครั้งนี้มีสหกรณ์ต่าง ๆ ได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์เนื้อ นม ไข่ ผัก ผลไม้ กาแฟ สินค้าแปรรูปมาร่วมจัดแสดงภายในงานแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ ภายใต้ชื่องาน “Fresh From Farm เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม By CO-OP” โดยจัดงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค 16 จังหวัด ส่วนกลางจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า พระราม 3 กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 23 -25 สิงหาคม นี้ และจะกระจายไปอีก 15 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พะเยา พิษณุโลก เชียงราย เพชรบูรณ์ อุทัยธานี บุรีรัมย์ หนองคาย มหาสารคาม มุกดาหาร ศรีสะเกษ สกลนคร กาฬสินธุ์ ราชบุรี และยะลา

เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าคุณภาพของสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคในทุกพื้นที่
สินค้าที่จะนำมาจำหน่ายภายในงานจะเน้นสินค้าปศุสัตว์ เนื้อ นม ไข่ ทั้งนมพาสเจอร์ไรส์ นม UHT โยเกิร์ต ไอศกรีม นมอัดเม็ด จากสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) จังหวัดราชบุรี สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด จังหวัดสระบุรี สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็นจำกัด จังหวัดสระแก้ว ผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุน ซึ่งสหกรณ์ได้มีการแปรรูปโคเนื้อ

เป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น เนื้อย่าง ไส้กรอก เบอร์เกอร์ และชิ้นส่วนเนื้อโคขุนต่างๆ เหมาะสำหรับทำปิ้ง-ย่าง ชาบู จากสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด จังหวัดนครปฐม และยังมีไข่ไก่สดสะอาดจากฟาร์มสมาชิกสหกรณ์ ผ่านการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP และได้รับ การรับรองสถานที่จำหน่ายไข่สดปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค “ปศุสัตว์ OK ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค” จากกรมปศุสัตว์แล้วทุกแห่ง โดยสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทราและสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้นำไข่ไก่มาแปรรูปเป็นเต้าหู้ไข่ ลูกรอก ขนมไทย ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง

นอกจากจะมีสินค้าประเภทปศุสัตว์แล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆ อาทิ ข้าวสาร ผักปลอดภัย ผลไม้ภาคใต้ ทั้งมังคุด ลองกอง และสินค้าแปรรูป ซึ่งภายในงานยังมีการจัดเวทีเจรจาธุรกิจ เพื่อให้สหกรณ์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเจรจาธุรกิจซื้อขายสินค้ากับผู้ประกอบการ นักธุรกิจภาคเอกชน ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร และหอการค้าจังหวัด ดังนั้นขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่สนใจไปเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์โดยตรงได้ ในงาน “Fresh From Farm” ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ ซึ่งมีทั้งสินค้าประเภทเนื้อ นม และไข่ ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย และผ่านกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐานแล้ว มาจัดแสดงและจำหน่ายสู่ผู้บริโภค เพื่อให้สหกรณ์ได้เรียนรู้ถึงทิศทางของตลาดสินค้าและความต้องการของผู้บริโภค เพื่อจะได้นำกลับไปพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าของสหกรณ์ได้สอดคล้องกับที่ตลาดต้องการ

หากมองถึงการปลูกข้าวในจังหวัดตราด พบว่า มีพื้นที่ S1/S2

ที่เหมาะสำหรับการปลูก 114,233 ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 607 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ S3/N จำนวน 20,633 ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 487 บาท/ไร่ ซึ่งพิจารณาสินค้าทางเลือกเพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตทดแทนพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสม ตาม Agri – Map พบว่า มีสินค้าหลายชนิดที่สามารถพัฒนาให้มีคุณภาพและเพิ่มมูลค่า อาทิ

มะพร้าวน้ำหอม มีต้นทุนการผลิต 5,789 บาท/ไร่/ปี สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 40-60 วัน/รอบ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ 22,352 บาท/ไร่/ปี (ประมาณ 6 รอบ) ซึ่งมีโครงการ Zoning ของภาครัฐ สนับสนุนต้นพันธุ์มะพร้าวน้ำหอม และค่าปรับพื้นที่ในการเตรียมดิน ในการปรับเปลี่ยนการผลิตจากนาข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมปรับเปลี่ยนเป็นยกร่องทำแปลงมะพร้าวน้ำหอม และราคาผลผลิตอยู่ในเกณฑ์ดีเป็นที่ต้องการของตลาดนักท่องเที่ยวที่มาจังหวัดตราด ฟักทอง มีต้นทุนการผลิต 6,860 บาท/ไร่/รุ่น ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 60 วัน/รุ่น ได้ผลตอบแทนสุทธิ 14,667 บาท/ไร่/รุ่น โดยจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อในแหล่งผลิตต่อเนื่อง

มันเทศ มีต้นทุนการผลิต 10,651 บาท/ไร่/รุ่น ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90 วัน/รุ่น ผลตอบแทนสุทธิ 13,724 บาท/ไร่/รุ่น พริก มีต้นทุนการผลิต 21,184 บาท/ไร่/รุ่น ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90 วัน/รุ่น ผลตอบแทนสุทธิ 13,037 บาท/ไร่/รุ่น โดยมันเทศและพริกมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อในแหล่งผลิตและขายปลีกแก่ผู้บริโภคในท้องถิ่น

แตงกวา มีต้นทุนการผลิต 8,282 บาท/ไร่/รุ่น ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 40 วัน/รุ่น ผลตอบแทนสุทธิ 9,941 บาท/ไร่/รุ่น เป็นพืชหลังนาที่ใช้น้ำน้อย ปัจจุบันผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง มีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อในแหล่งผลิต นอกจากนี้ ยังมีการปลูกกาแฟ ซึ่งเกษตรกรสามารถปลูกร่วมในพื้นที่ไม่เหมาะสมของการปลูกยางพาราได้ มีต้นทุนการผลิต 15,818 บาท/ไร่/ปี ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 150 วัน โดยเกษตรกรเก็บเกี่ยวปีละ 1 ครั้ง ได้ผลตอบแทนสุทธิ 20,815 บาท/ไร่/ปี ทั้งนี้ การปลูกกาแฟ ดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก มีแมลงรบกวนน้อย ราคาผลผลิตอยู่ในเกณฑ์ดี ผลผลิตมีการสร้างแบรนด์กาแฟเพื่อการค้าของดีจังหวัดตราดจึงมีความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง

สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมข้อมูลพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคตะวันออก สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่จังหวัดอุดรธานี ร่วมมือ ซีพีเอฟ อบรมผู้เลี้ยงหมูรายย่อย สร้างภูมิคุ้มกันโรค ASF ในสุกร นับเป็นจังหวัดที่ 14 ของภาคอีสาน มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมอบรม 170 คน อย่างคึกคัก

จากนโยบายการเตรียมพร้อมและรับมือโรค ASF ในสุกรที่กำลังเป็นวาระแห่งชาติขณะนี้ ปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี ร่วมกับ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอ็มเอสดี แอนิมัล เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งเสริมความรู้เรื่องโรค ASF ในสุกร ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงรายย่อยในจังหวัดอุดรธานี เพื่อร่วมป้องกัน เฝ้าระวัง รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายจากโรค ASF ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ในระดับจังหวัดและระดับประเทศ

นายสิธิชัย จินดาหลวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม เรื่อง “เข้าใจ รู้ทัน ร่วมป้องกันโรค ASF ในสุกร” กล่าวว่า การจัดอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรเจ้าของฟาร์มขนาดเล็กตื่นตัว ตระหนักถึงผลกระทบของโรคและร่วมกันเฝ้าระวัง รวมถึงเตรียมความพร้อมในการป้องกันอย่างเข้มแข็ง

“จังหวัดอุดรธานี ได้ติดตามสถานการณ์และประสานความร่วมมือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการป้องกันโรคระบาดอย่างเต็มที่ เนื่องจากจังหวัดอุดรธานีมีเขตพื้นที่ติดกับจังหวัดชายแดน จึงถือเป็นด่านหน้าป้องกันโรคชั้นที่สองที่จะป้องกันโรคไม่ให้เข้าไปสู่จังหวัดอื่นๆ” นาย สิทธิชัย กล่าว

น.สพ. พนธ์สมิทธิ์ กลางนภา ปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี ได้สร้างเครือข่ายเกษตรกรเฝ้าระวังป้องกันโรค และร่วมมือกับ ซีพีเอฟ ในการจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรค และแนะนำการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อการป้องกันโรคของฟาร์ม จาก บริษัท เอ็มเอสดี แอนิมัล เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องโรค รู้วิธีป้องกันไม่ตื่นตระหนก และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคว่าการผลิตเนื้อหมูในอุดรธานี รวมถึงภาคอีสานปลอดภัยได้มาตรฐาน

นอกจากการอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยแล้ว วันนี้ปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานียังได้จัดโครงการซ้อมแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรค ASF ในสุกรไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้ฝึกปฏิบัติร่วมกับเกษตรกร ตั้งแต่การแจ้งข่าวสาร จนถึงมาตรการต่างๆ อันจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือโรค ASF และหยุดการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

“ขอย้ำว่าโรค ASF ในสุกร เป็นโรคที่ไม่ติดต่อสู่คน และขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าพบการระบาดของโรคในประเทศ หากพบสุกรแสดงอาการป่วยคล้ายโรคระบาดให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือ Call Center ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (War Room) จังหวัดอุดรธานี กรมปศุสัตว์ DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที” น.สพ. พนธ์สมิทธิ์ กล่าว

นายธีระพงษ์ สมบัติหลาย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยหลายจังหวัดที่ผ่านมา เกษตรกรรายย่อยเกิดให้ความสนใจและตื่นตัวกับโรคนี้เป็นอย่างมาก ส่งผลดีทั้งในด้านการให้ความรู้เพื่อช่วยกันป้องกันโรค ASF และยังช่วยให้ทราบถึงข้อมูลสำคัญการเลี้ยง เช่น จำนวนตัว พิกัด ของผู้เลี้ยงหมูรายย่อย เพื่อนำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการป้องกันและเตรียมพร้อมในการควบคุมโรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที

เพื่อประสิทธิผลในการป้องโรค ในการอบรมครั้งนี้ ซีพีเอฟ ได้มีการมอบน้ำยาฆ่าเชื้อให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั้ง 20 อำเภอ ในเขตจังหวัดอุดรธานีสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer เพื่อให้มีขีดความสามารถด้านการเกษตร สามารถทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมและมีศักยภาพสามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดสินค้าเกษตร จนเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่น และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกระดับ โดยการจัดเยี่ยมเยียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในฟาร์มของแต่ละคน เป้าหมายเดือนละ 2 ราย

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เพื่อพัฒนา Young Smart Farmer ของอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ดำเนินการโดยยึดหลักการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยตัวของเกษตรกรเอง โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นพี่เลี้ยง ให้ความสำคัญกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยมีเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริง โดยสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว ได้กำหนดนำ Young Smart Farmer

ไปศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันโดยกำหนดไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในฟาร์มของ Young Smart Farmer ซึ่งมีทั้งหมด จำนวน 12 ราย กำหนดแลกเปลี่ยนฯ เดือนละ 2 ราย สำหรับครั้งแรกกำหนดดูงานในวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ณ แปลงเกษตร ของ นายศิรสิทธิ์ ชลหัตถ์ ประธาน Young Smart Farmer อำเภอเกาะยาว และเป็นเครือข่ายศูนย์บ่มเพาะ Young Smart Farmer ของจังหวัดพังงาด้วย ซึ่งกิจกรรมประกอบด้วยการทำการเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่ ทำสวนยางพารา

สวนปาล์มน้ำมัน นาข้าว ไม้ผล พืชผัก เลี้ยงไก่อินทรีย์ ปศุสัตว์ การทำปุ๋ยอินทรีย์ การเลี้ยงไส้เดือนดิน เป็นต้น โดยกิจกรรมในฟาร์มไม่มีการใช้สารเคมี มีการทำอาหารสัตว์เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต การกำจัดกลิ่นปุ๋ยคอกโดยการใช้น้ำหมักชีวภาพ และทำที่พักให้นักท่องเที่ยวมาพักและร่วมกิจกรรมในฟาร์ม โดยใช้ชื่อว่า “Yao Island Resort and Farm” ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวแถบยุโรป

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 ส.ค. 62) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนา เยาวชนวิทยาศาสตร์ จัดกิจกรรม “มหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ตอน นวัตกรรมเพื่อการเกษตร”

แก่นักเรียนชั้น ม.ต้น กว่า 100 คน ในย่านจังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับการสนับสนุนการจัดกิจกรรมโดยโครงการ Chevron Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต เพื่อจุดประกายความรู้นวัตกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตรซึ่งส่งผลกับการเจริญเติบโตของพืชที่ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผ่านเทคโนโลยีและความรู้ของนักวิจัย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ตั้งแต่ทำความรู้จักกับโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) อิทธิพลของแสง เช่น แสงเทียมกับการเจริญเติบโตของพืช พร้อมร่วมทดลองทำกิจกรรมปลูกผักต้นอ่อนหรือไมโครกรีนซึ่งสามารถปลูกกินเองได้ง่ายๆ ทุกวัน และการต่อวงจรโมดูล LED และประกอบกล่องปลูก เพื่อให้ทราบถึงชนิดของแสงสีและความเข้มแสงที่ต่างกันจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ต่างกันไปด้วย

นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและกิจกรรมพัฒนาเยาวชนวิทยาศาสตร์ สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเกษตร มีประชากรจำนวนมากที่ประกอบอาชีพเกษตรกร รวมถึงยังนำการเกษตรไปใช้ประโยชน์ในเรื่องของอาหาร ยา สังคม และเศรษฐกิจ จึงเป็นที่มาของการจัดกิจกรรมมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ตอน นวัตกรรมเพื่อการเกษตร สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งมีน้องๆ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ชั้น ม.2 กว่า 100 คน จาก 3 โรงเรียนในย่านจังหวัดปทุมธานีเข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ โรงเรียนโยธินบูรณะ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี เพื่อเรียนรู้ถึงความสำคัญของการเกษตรที่เป็นเสาหลักของประเทศ พร้อมเรียนรู้ถึงนวัตกรรมการเกษตรที่จะมาช่วยยกระดับให้เป็นการเกษตรเพื่ออนาคตได้

กิจกรรมมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ตอนนวัตกรรมเพื่อการเกษตร เป็นกิจกรรมที่ช่วยจุดประกายความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตร ที่ส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโตของพืชได้ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่การทำความรู้จักกับโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตพืชในระบบปิดหรือกึ่งปิดที่ควบคุมสภาพแวดล้อมภายในให้เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช ต่อด้วยการเรียนรู้ถึงเรื่องอิทธิพลของแสง ที่มีผลต่อกับการเจริญเติบโตของพืช

อย่างแสงแดดตามธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ จะประกอบด้วยแสงสีที่ความยาวช่วงคลื่นต่างๆ ซึ่งพืชแต่ละชนิดจะมีการตอบสนองต่อแสงสีแตกต่างกันไป ทั้งนี้ แสงสีแดงและแสงสีน้ำเงินเป็นแสงสีที่สีพืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม ในด้านการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์การปลูกพืชและผักด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้เราสามารถผลิตแสงเทียมเพื่อมาช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตของพืชเองได้ ซึ่งทั้งสองหัวข้อได้รับเกียรติจาก ดร. เกรียงไกร โมสาลียานนท์ นักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. มาให้ความรู้แก่น้องๆ ซึ่งการบรรยายนี้น้องๆ ได้นำความรู้ไปต่อยอดกับการทดลองวิทยาศาสตร์ในกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องอิทธิพลของแสง เพื่อเรียนรู้ถึงแสงสีต่างๆ กับการเจริญเติบโตของพืชที่มีผลแตกต่างกัน

จากนั้น เป็นการบรรยายโดย ผศ.ดร. ณัฐชัย พงษ์ประเสริฐ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กับการปลูกไมโครกรีน ผักจิ๋วมหัศจรรย์ ซึ่งน้องๆ นอกจากจะได้รับทราบถึงที่มาที่ไปของพืชไมโครกรีนหรือผักต้นอ่อนแล้ว ยังได้ร่วมทดลองกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการปลูกผักต้นอ่อนหรือไมโครกรีน พร้อมคำแนะนำวิธีจดบันทึกผล และเทคนิคตรวจสอบผลการปลูกที่ดีควรเป็นเช่นไร เพราะถ้าน้องๆ ปลูกเองได้ดี ก็จะมีผักต้นอ่อนขนาดจิ๋วที่สามารถปลูกกินเองได้ง่ายๆ เลยทุกวัน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมทดลองทางวิทยาศาสตร์ การต่อวงจรโมดูล LED และประกอบกล่องปลูก โดย พี่วรพล เกิดเจริญ และ พี่ชุมพล กลิ่นสุคนธ์ ที่ให้น้องๆ ได้ทดลองประกอบกล่องปลูก โดยให้ต่อวงจรไฟฟ้าด้วยตนเองเพื่อกำหนดแสงสีต่างๆ ซึ่งแสงแต่ละชนิดจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูกแตกต่างกันไป

เด็กชายกวิน ว่องไววุฒิ นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนโยธินบูรณะ เล่าว่า “กิจกรรมครั้งนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงประเภทของพืชที่มีอย่างหลาก หลาย ทั้งพืชที่ปลูกโดยทั่วไป พืชที่ใช้ในอุตสาหกรรม รวมถึงได้ทดลองทำสิ่งประดิษฐ์ เกิดการวางแผนกับสมาชิกในกลุ่ม เพื่อให้งานประสบความสำเร็จตามที่วางแผนไว้ตามเวลาที่กำหนด ถือว่าเป็นประสบการณ์นอกห้องเรียนที่คุ้มค่ามากๆ” ขณะที่ เด็กหญิงปรินทร แสนโภชน์ นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม เล่าว่า “ดีใจที่ได้ร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เพราะได้เรียนรู้เรื่องพืชต้นอ่อนหรือไมโครกรีน

ว่าแตกต่างกับพืชต้นอ่อนอื่นๆ อย่างไร รวมถึงการต่อวงจรไฟฟ้าเพื่อกำหนดแสงซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูก ความรู้ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำโครงงานเรื่องการปรับแสงที่แตกต่างกันเพื่อให้พืชชนิดต่าง ๆ เจริญเติบโต” และท้ายสุดกับ เด็กชายณัฐภัทร ตั้งศักดิ์ชัยสกุล นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี เล่าว่า “ได้ความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืช เทคโนโลยีการเกษตร ที่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อทำโครงงานประดิษฐ์ และโครงงานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งตนกำลังศึกษาเรื่องแสงที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช การมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ได้รับความรู้พร้อมความสนุกสนาน เกิดการเรียนรู้ความสามัคคีภายในกลุ่ม และยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ต่างโรงเรียนอีกด้วย”

นายองอาจ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และคณะ เยี่ยมชมการดำเนินงานของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การขับเคลื่อนนวัตกรรมชุมชน ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมเยี่ยมชมศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร (FISP) โดยมี นาย สายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. และผู้บริหาร ให้การต้อนรับ ในวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ดำเนินงานโครงการพัฒนาและยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อผลักดันสนับสนุนยกระดับคุณภาพ และเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ การพัฒนาศักยภาพกลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันโดยใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ร่วมกับ การพัฒนารูปแบบการประกอบธุรกิจ รวมถึงระบบการบริหารจัดการและการตลาด โดยนำทีมนักวิจัยจาก มทร.สุวรรณภูมิ ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาท เพื่อพัฒนาบริการวิชาการรูปแบบนวัตกรรมและเทคโนโลยีถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน สังคม ประเทศ และนานาชาติ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมและพัฒนาชุมชน สังคม ให้เข้มแข็งมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น อันนำไปสู่ความเป็นเลิศทางด้านวิชาการและเพิ่มศักยภาพงานวิจัยให้เกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ ชุมชน สังคม อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.กิตติ บุญเลิศนิรันดร์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ กล่าวว่า การใช้กระบวนการจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโอท็อปด้วยวิทย์สร้างอาชีพในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพกลุ่มผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้และของตกแต่ง ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ได้รับการสนับสนุนทุนในการบริการวิชาการ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะทำงาน ในนามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ได้มีวิธีการดำเนินงานตามกรอบกระบวนการจัดการความรู้ (KM Process) และเครื่องมือที่ใช้ (KM Tools) จากเดิมผู้ประกอบการโอท็อป ไม่มีที่ปรึกษาให้คำแนะนำแบบใกล้ชิด สะท้อนให้เห็นปัญหา เมื่อมีโครงการนี้เข้ามา การลงพื้นที่บ่อยๆ จะสร้างความไว้วางใจได้ระดับหนึ่ง จึงทำให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

ด้าน อาจารย์ณัฏฐ์ สิริวรรธนานนท์ ผู้อำนวยการโครงการยกระดับโอท็อปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เปิดเผยว่า การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโอท็อปด้วยวิทย์สร้างอาชีพในพื้นที่จังหวัดชัยนาท สามารถยกระดับผู้ประกอบการสู่ความสำเร็จ โดยนักวิจัยและคณะทำงาน แบ่งกลุ่มคณะทำงาน แบ่งหน้าที่ เป็นทีมบริหารโครงการ ทีมผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา และเตรียมความพร้อมวางแผนการทำงาน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเป็นระบบชัดเจน โดยมีกองทุนบริการวิชาการในการให้ยืมเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินงาน 30% ของโครงการ (ไม่เกิน 1 ล้าน) มีการประเมินความเสี่ยงเพื่อให้คณะกรรมการซักถามแนวทางในการทำงาน และวิธีการจัดการที่ดีภายใต้ขอบเขตงานที่กำหนดและตามกรอบเวลา การประชุมวางแผนการทำงานอย่างต่อเนื่อง แบ่งหน้าที่ในการบริหารจัดการ กำหนดกรอบเวลาในการส่งงานที่ชัดเจน และติดตามผลอย่างใกล้ชิดโดยผู้บริหารระดับสูง

ซึ่งผลปรากฏว่า ผลจากการยกระดับทางด้านคุณภาพและทางด้านเศรษฐกิจในการเข้าร่วมโครงการ การดำเนินโครงการ ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น ก่อนเข้าร่วมโครงการประมาณการยอดขาย 25,833,792 บาท ต่อปี ค่าใช้จ่าย 16,899,276 บาท มีรายได้ 8,934,516 บาท จากการสำรวจเมื่อสิ้นสุดโครงการปี 2561 ประมาณการยอดขาย 31,050,300 บาท ค่าใช้จ่าย 19,266,540 บาท มีรายได้ 11,783,760 บาท ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากก่อนเข้าร่วมโครงการ ประมาณ 2,849,244 บาท คิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น 31.89% หรือคิดเป็นรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10,751 บาท ต่อคน ต่อปี

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมเปิดตัวการอบรม ”การจัดการใช้สารทำความเย็นที่ติดไฟได้อย่างปลอดภัย” ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ. เพื่อฝึกอบรมช่างให้เข้าใจเกี่ยวกับการใช้และติดตั้งสารทำความเย็นธรรมชาติในแอร์และตู้เย็นอย่างถูกต้อง ปลอดภัย นำไปสู่การลดการใช้พลังงานและลดภาวะโลกร้อน

การฝึกอบรม “การจัดการใช้สารทำความเย็นที่ติดไฟได้อย่างปลอดภัย” เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (RAC NAMA) ซึ่งดำเนินการโดย GIZ ภารกิจของโครงการคือ การสนับสนุนการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและทำความเย็น ที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของโครงการคือ

การเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรภาคบริการในการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติอย่างปลอดภัย ดังนั้น โครงการจึงได้ร่วมมือกับสาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการทำความเย็นและการปรับอากาศ (RAET) วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มจพ. จัดหลักสูตรการฝึกอบรมนี้ เพื่อให้ผู้ฝึกอบรมหันมาใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น โดย RAET จะให้ความรู้และเทคนิคด้านการใช้งานของสารทำความเย็นธรรมชาติที่ปลอดภัย นอกจากนี้ มจพ. ยังได้รับเงินทุนจากกองทุน RAC NAMA ที่บริหารโดย กฟผ. มาสนับสนุนอุปกรณ์การฝึกอบรมสำหรับจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม ขณะที่ GIZ จะสนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ

นางมาร์กาเร็ต ทังก์ อุปทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนทางด้านนโยบายและมาตรการทางการเงินจากรัฐบาลอังกฤษและเยอรมนีผ่าน NAMA Facility ให้มาริเริ่มโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อยกระดับสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ และในพิธีเปิดการฝึกอบรมวันนี้ เรากำลังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนด้วยการส่งเสริมการผลิตและการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติหรือ “Green Cooling” ในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นของประเทศไทย ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของเราในลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและใช้ไฟฟ้าน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ (net-zero) ในสหราชอาณาจักรรวมถึงในระดับนานาชาติ ที่เราได้ร่วมมือกันอยู่ อย่างเช่น ประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนด้านการเงินจำนวนครึ่งล้านยูโร (ประมาณ 17 ล้านบาท) เราจะพัฒนาแรงงานช่างให้มีทักษะ และสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้ “Green Cooling” ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”

การวิจัยครั้งนี้ได้ค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก (new species)

ในสกุลมหาพรหม (Mitrephora (Blume) Hook.f. & Thomson) จากป่าบนเขาหินปูนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งพืชชนิดนี้มีลักษณะเด่นคือ เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 2 เมตร มีดอกขนาดเล็กที่สุดในสกุล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตร สีขาวเด่น และเปลี่ยนเป็นสีครีมเมื่อดอกมีอายุมากขึ้น มีกลิ่นหอมปานกลางคล้ายกลิ่นดอกโมก กลีบดอกชั้นในประกบกันเป็นรูปโดม โคนกลีบคอด เผยให้เห็นช่องว่างระหว่างกลีบ ผลเมื่อสุกสีแดงอมส้ม

รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงสนพระทัยการศึกษาวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์เคมี วิทยาศาสตร์ชีวภาพและการแพทย์ และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสหสาขาวิทยาศาสตร์ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

โดยทรงริเริ่มการก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ในสาขาดังกล่าว อันมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ กอปรกับเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงได้กราบทูลขอพระราชทานนามไทย ‘พรหมจุฬาภรณ์’ สำหรับพืชชนิดใหม่ของโลกชนิดนี้ และกราบทูลขอพระราชทานนามระบุชนิด ‘chulabhorniana’ เพื่อเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mitrephora chulabhorniana Damth., Aongyong & Chaowasku และได้รับพระราชทานนามทั้งสอง อันเป็นเกียรติแก่คณะผู้วิจัยและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง

อาจารย์ ดร.ธนวัฒน์ กล่าวเสริมว่า พรหมจุฬาภรณ์ หรือ Mitrephora chulabhorniana Damth., Aongyong & Chaowasku ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Brittonia เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นพันธุ์ไม้ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งยวด (critically endangered) พบเพียงไม่กี่ต้น บริเวณป่าดิบแล้งบนเขาหินปูนขนาดเล็กในอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่นอกเขตอนุรักษ์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบบนิเวศเขาหินปูนนั้นเป็นระบบนิเวศที่เปราะบาง และมักพบสิ่งมีชีวิตที่จำเพาะ กล่าวคือ ไม่พบที่อื่นใดอีก เมื่อถูกคุกคามมีโอกาสสูญพันธุ์สูง

เขาหินปูนลูกที่พบต้นพรหมจุฬาภรณ์นี้มีโอกาสถูกคุกคามในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากการขยายตัวของสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน หรือแม้กระทั่งการระเบิดหินปูนเพื่อการใช้ประโยชน์ จึงสมควรอย่างยิ่งที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งประชาชนคนไทยทุกคน จักต้องช่วยกันหวงแหนเขาหินปูนในประเทศไทย เพื่ออนุรักษ์ไม่ให้สิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยและจากโลก นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เพื่อช่วยขยายพันธุ์ต้นพรหมจุฬาภรณ์ให้มีจำนวนมากขึ้น และนำไปปลูกอนุรักษ์ไว้ในสวนพฤกษศาสตร์ หรือสถานที่ราชการต่าง ๆ เป็นการลดโอกาสการสูญพันธุ์ของต้นพรหมจุฬาภรณ์

การค้นพบ ‘พรหมจุฬาภรณ์’ นี้ จัดได้ว่าเป็นงานวิจัยพื้นฐานที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาต่อยอดในสาขาต่าง ๆ เปรียบเสมือนกับต้นน้ำที่ค่อย ๆ ไหลไปยังกลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งก็คือการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ถ้าขาดพื้นฐาน ประเทศชาติย่อมขาดโอกาสในการพัฒนาต่อยอด การพัฒนายารักษาโรคจากพืชสมุนไพร ก็เป็นหนึ่งในแนวทางการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

พบว่าพืชสกุลมหาพรหมหลายชนิดมีสารเคมีทุติยภูมิที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง จึงเป็นที่น่าสนใจว่าต้นพรหมจุฬาภรณ์ก็อาจจะมีสารเคมีทุติยภูมิที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งและอาจพัฒนาเป็นยาต้านมะเร็งได้ในอนาคต ซึ่งการรักษาโรคมะเร็งและพัฒนายาต้านมะเร็งเป็นหนึ่งในพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

ประกาศผลแล้ว สสว. จับมือ ศูนย์แห่งความเป็นเลิศ : Excellence Center ด้านเกษตรและด้านการพัฒนาชุมชน จัดงาน “สุดยอดผลิตภัณฑ์เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน & Product Champion 2019” เพื่อประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขายให้กับผลิตภัณฑ์จากเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน รวมกว่า 400 ราย จากทั่วประเทศ พร้อมกับนำร่อง อุ่นเครื่องด้วยการโชว์ 2 สุดยอดผลิตภัณฑ์ (Product Champion) ที่ได้รับการพัฒนาและผ่านการคัดสรรโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เมื่อวันที่ 15-18 สิงหาคม 2562 เวลา 10.00-22.00 น. ลานเมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม โดยสุดยอดสองผลิตภัณฑ์แรกที่เปิดตัวก่อน ได้แก่ “ขวัญธารา” ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากมะไฟจีน และ “Noble Sense” Coconut oil

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากมะไฟจีนจากวิสาหกิจชุมชนขวัญธารา จ.น่าน

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากมะไฟจีน แบรนด์ ขวัญธารา จากวิสาหกิจชุมชนขวัญธารา จ.น่าน เป็นต้นแบบของนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับท้องถิ่นบนพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ เครื่องสำอางผลไม้มะไฟจีน ถือเป็นพืชสมุนไพรอัตลักษณ์ของ จ.น่าน ที่มีวิตามินซี คอลลาเจน ช่วยลดอาการอักเสบ และใบยังมีน้ำมันหอมระเหยอีกด้วย พัฒนากว่า 3 ปี จากวิสาหกิจชุมชนขวัญธารา ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเกียง จ.น่าน

ประธานกลุ่มคือ คุณธารารัตน์ ศรีจันทร์ดี เผยถึงแนวความคิดการทำเครื่องสำอางจากมะไฟจีน ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องสำอางหนึ่งเดียวที่พัฒนาผลไม้ท้องถิ่น คือ “มะไฟจีน” สมุนไพรที่ได้ชื่อว่า บ้านน้ำเกี๋ยน จ.น่านปลูกได้มากที่สุดในประเทศไทย จนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัด ตั้งแต่ดั้งเดิมคือทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น น้ำสมุนไพร แต่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนขวัญธาราที่เกิดจากการรวมตัวของชาวเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่อยากกลับมาพัฒนาบ้านเกิด และชอบทำอะไรที่ไม่เหมือนใคร จึงคิด ค้นคว้า วิจัยและทดลองจนได้เครื่องสำอางที่ทำจากมะไฟจีนที่ดีต่อผิวพรรณ

“มะไฟจีน เป็นพืชอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน ดั้งเดิมคนนำไปทำน้ำบ๋วย น้ำมะไฟจีนบ้าง เรากลุ่มวิสาหกิจชุมชนขวัญธารา ซึ่งมีสมาชิกกลุ่ม 12 คน มีแนวคิดอยากเอาสมุนไพร จ.น่าน นำมาสร้างมูลค่า สร้างรายได้สู่ชุมชน โดยการคิดนอกกรอบ ทำอะไรที่คนอื่นไม่ทำกัน จึงคิดทำเครื่องสำอาง อาชีพหลักคือ ทำสวน เกษตรกร คนรุ่นใหม่ ที่อยากมาสร้างมูลค่า เราจะขายเรื่องราวเสน่ห์ของน่านโดยมีงานวิจัยรองรับ ทำทุกอย่างถูกวางตามหลักวิชาการทั้งหมด มีเลขจดแจ้ง ที่ อย.กำหนดทุกตัว มีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนกำหนด”

ทางกลุ่มใช้เวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์นาน 3 ปี ซึ่งปัญหาการทำอะไรใหม่ๆ มักไม่ได้การยอมรับจากลูกค้า เธอจึงต้องเอางานวิจัยมารองรับ นำผู้เชี่ยวชาญมาสร้างการรับรู้แบรนด์จนผู้บริโภคยอมรับ อีก 1 ปัญหา ที่ SME หน้าใหม่ประสบคือ สมุนไพรมะไฟจีนออกผลเพียง 2-3 เดือน ต่อปี เท่านั้น คือเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม คิดสเต๊ปต่อไปหากสินค้าติดตลาด แล้วไม่มีมะไฟจีนมารองรับ จึงต้องใช้องค์ความรู้วิชาการ ให้มหาวิทยาลัยอุทยานวิทยาศาสตร์ ม.พะเยา และมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือต่างๆ ช่วยบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ และทำงานวิจัยค่อยๆ ทำสารสลัดจากมะไฟจีนได้จึงจะเพียงพอต่อการทำผลิตภัณฑ์รองรับกลุ่มลูกค้าปีต่อปี เพราะอยากให้ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สดใหม่ทุกปี

“การพัฒนาธุรกิจต้องคิดอย่างเป็นสเต๊ป เริ่มแรกเราผลิตแชมพู สบู่ ก่อนผลิตเราลงทุนใช้เงิน 1 ล้านบาทโดยไม่กู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ลงทุนซื้อเครื่องจักรเข้าโรงงาน จากนั้นทำการตลาดพยายามทำส่งในโรงแรมจังหวัดน่าน ออกบู๊ธตามส่วนราชการเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ก่อน เสร็จแล้วแรกๆ บรรจุภัณฑ์ไม่สวย ก็ต้องค่อยๆ พัฒนาหีบห่อ จากนั้นพยายามทำตลาดออนไลน์ แล้วเรากลายเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดน่าน ตอนนี้เราเน้นเซรั่มบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมะไฟจีน ซึ่งขายดีมาก นอกจากนี้ ยังมีครีมบำรุงผิว เรามีโฟมมูสล้างหน้า บอดี้โลชั่น แฮนด์ครีมบำรุงมือและเล็บ สบู่เหลว และแชมพู และยังคงทำเจลว่านหางจระเข้ขายดีมาก ซึ่งเราทำก่อนมะไฟจีนด้วยซ้ำ”

สำหรับการมองคู่แข่งในตลาด ซึ่งกลุ่มมีการเตรียมรับมืออย่างดีแล้ว “เราวางแผนธุรกิจมานานแล้ว ต่อให้เขาเลียนแบบเรา แต่หากเสิร์ชในอินเตอร์เน็ตผลิตภัณฑ์ด้านความงามจากมะไฟจีนจะขึ้นแต่ของเรา เพราะเราเป็นเจ้าเดียวที่ทำ ถ้าเราทำอะไรในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ แล้วเราทำก่อน เขาตามเราไม่ทัน เพราะเขายังไม่ได้รับการยอมรับ แต่เราได้รับการยอมรับแล้ว อีกทั้งเราอยู่กับแหล่งปลูกมะไฟจีนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เราจึงได้เปรียบด้านแหล่งวัตถุดิบ”

สุดท้าย สินค้าจะขายได้ดี ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ควรทำดังนี้ 1. ต้องศึกษาให้รู้จริงในสิ่งนั้น 2. ต้องใฝ่เรียนรู้ให้มากที่สุด 3. การทำธุรกิจมีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่สิ่งสำคัญ เมื่อเกิดปัญหาต้องมีสติ วิเคราะห์หาทางออก 4. มีกำลังใจที่เข้มแข็ง ต่อให้มีอุปสรรค ต้องมีจุดยืนของเรา ทำให้ดีที่สุดในแต่ละวัน

ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตน้ำมันมะพร้าวบ้านแสงอรุณ จ.ประจวบคีรีขันธ์

ผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ภายใต้แบรนด์ Noble Sense Coconut oil ที่ผ่านกระบวนการเก็บกลิ่นแบบธรรมชาติ เป็นระบบสกัดเย็นที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส และมีกระบวนการแยกความชื้นได้ 100% จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตน้ำมันมะพร้าวบ้านแสงอรุณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่าย

“จุดแข็งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ได้รับคัดเลือกก็คือ การตอบแทนกลับคืนสู่สังคมด้วยการให้กลุ่มคนพิการในหมู่บ้านแสงอรุณ ทำกระปุกครีมบำรุงผิวจากเปลือกมะพร้าว ที่ช่วยอนุรักษ์โลกไม่ให้เกิดขยะจากบรรจุภัณฑ์ที่ใช้หมดแล้ว อีกทั้งเศษกะลามะพร้าวที่แตกหักยังสร้างอาชีพให้เด็กๆ ในละแวกหมู่บ้านได้นำไปประดิษฐ์เป็นเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านอีกด้วย” คุณสำราญ สุจริตรักษ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตน้ำมันมะพร้าวบ้านแสงอรุณ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทายาทชาวสวนมะพร้าวนับ 100 ไร่ ให้ข้อมูล

ปัจจุบัน นอกจากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแล้ว ทางกลุ่มฯ ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปเป็นแชมพู โลชั่น ครีมอาบน้ำ น้ำมันนวด ยาหม่อง สบู่ ลิปสติกบาล์ม โคโคนัทอบกรอบ และรับจ้างผลิตน้ำมันมะพร้าวส่งให้ธุรกิจอื่นๆ ลูกค้าส่วนใหญ่นอกจากคนไทยแล้ว ยังมีชาวรัสเซีย ญี่ปุ่น จีน อิหร่าน คูเวต เป็นต้น มูลค่าการส่งออกราวๆ ปีละราว 10 ล้านบาท ตอนนี้พัฒนาสินค้าโดยใช้หัวไชเท้าผสมกับน้ำมันมะพร้าวทำเป็นเซรั่มบำรุงผิวหน้าภายใต้แบรนด์ “มิส โคโค่” อีกด้วย ถือเป็นการต่อยอดแบรนด์อีกสเต๊ปหนึ่ง

คุณสำราญ เล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นว่า ที่บ้านปลูกมะพร้าวพันธุ์พื้นเมืองของทับสะแกให้น้ำกะทิที่เข้มข้นนับ 100 ไร่ และปลูกแบบออร์แกนิกมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ต้องการประหยัดต้นทุนไม่ใช้สารเคมี ทำปุ๋ยหมักจากมูลไก่ มูลวัว มูลควาย ไว้ใช้เอง เปลือกมะพร้าวก็นำมาสับบดให้ละเอียดใช้ทำปุ๋ยได้ ปัจจุบัน ต่อยอดชักชวนและรวบรวมสมาชิกในกลุ่มได้ราวๆ 30 คน 10 ครัวเรือน และให้ทุกครัวเรือนปลูกมะพร้าวปลอดสารทั้งหมด ซึ่งจะเป็นวิถีที่ยั่งยืนกว่า

“12 ปีแล้ว ที่เข้าไปช่วยพ่อแม่ต่อยอดการปลูกมะพร้าว เพราะการทำธุรกิจแบบเดิมรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย จึงต้องพัฒนาสินค้าใหม่ขึ้นมารองรับตลาด ดิฉันจบคณะศึกษาศาสตร์ เอกวิทยาศาสตร์ จากรามคำแหง พอเรียนจบก็กลับมาช่วยพ่อแม่พัฒนา เพราะค่าเก็บ ค่าดูแลมะพร้าวถูกมาก แต่ไม่มีการประกันราคามะพร้าว รายได้รายจ่ายไม่สมดุลกัน เราจึงคิดแปรรูป พอดีมีเทรนด์รักสุขภาพเข้ามา แต่คนไม่รู้จักน้ำมันมะพร้าวเท่าไร ก็ต้องเริ่มปรึกษากับผู้รู้ ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา ให้ความรู้เรื่องน้ำมันมะพร้าวและการแปรรูปจึงนำองค์ความรู้มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในการสกัดเย็น สกัดเย็นคือ การแปรรูปมะพร้าวเป็นน้ำมันมะพร้าวแต่ยังคงคุณค่าของมะพร้าวที่ดี เช่น กรดบอลิก วิตามินอี ช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน เป็นหวัดบ่อย ๆ ช่วยได้ดี นอกจากกินยังพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผม ทาผิวได้ด้วย ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ”

นี่คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในยุคแรกๆ ได้รับเสียงรอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โชคดีที่เธอรู้จักคนรัสเซียจึงเป็นช่องทางในการส่งสินค้าไปขายที่รัสเซียเป็นประเทศแรก คอนเน็กชั่นสิ่งเป็นสิ่งสำคัญ

ก้าวต่อๆ ไปของ Noble Sense Coconut oil คือ ตั้งใจขยายตลาดในประเทศไทยให้มากขึ้น โดยใช้วิธีออกงานแสดงสินค้ากับรัฐบาลทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดที่เชื่อถือได้และได้รับการยอมรับว่าผลิตภัณฑ์ดีจริงจึงได้จับมือกับหน่วยงานรัฐไทย ประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต้องเช่าพื้นที่ ถือเป็นอีกช่องทางการตลาดหนึ่งที่ดีมาก

“ลูกค้าในไทยรู้จักมากขึ้น เราได้พบปะกับลูกค้าจริงๆ เรามีตัวตนไม่ใช่แม่ค้าออนไลน์ แนวคิดต่างๆ ในการพัฒนาแบรนด์ได้จากการเข้าฝึกอบรมกับหน่วยงานรัฐบาล สัมมนาจะมีวิทยากรที่สอนเราเรื่อง เรียนรู้การทำมาตรฐานโรงงานให้ปลอดภัย การตลาด ทำบัญชี ทำออนไลน์ ทำหีบห่อสิ่งเหล่านี้ดีมากๆ ช่วยเราได้จริงๆ โดยเฉพาะ Excellence Center ช่วยเรามากจริงๆ”

สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ ที่อยากแจ้งเกิดในตลาด มีคำแนะนำมาฝาก “ข้อแรกต้องดูก่อนว่าตลาดต้องการสินค้าประเภทไหน หากสินค้าเราถูกกับตลาดช่วงนั้นก็จะทำการตลาดได้ง่ายขึ้น เช่น น้ำมันมะพร้าวเหมาะกับคนรักสุขภาพ ทั้งกินทั้งทาได้หมด ใช้ได้ทั้งหญิงและชาย หากสินค้าดีลูกค้าก็พร้อมจ่าย 2 .ต้องปรับปรุงหีบห่อให้สวยงามและมีมาตรฐาน พยายามขอมาตรฐานสินค้าให้ครบทุกตัว เช่น อย. ฮาลาล เข้าร่วมโครงการของกระทรวงพาณิชย์ หรือ สสว. ให้ได้ ให้เขายอมรับเรา 3. ออกงานแสดงสินค้าหาเวทีให้ตัวเอง 4. ต้องบุกตลาดออนไลน์ ขายสินค้าในเว็บไซต์ช็อปปิ้งเกือบทั้งหมด เช่น ช้อปปี้ ลาซาด้า ฯลฯ เพื่อให้ลูกค้าพบเห็นสินค้าเราได้บ่อยและง่ายขึ้น ปัญหาอุปสรรคเดิมๆ ที่กำลังแก้ไขอยู่คือ ปัญญาแรงงานต้องพึ่งกระทรวงแรงงานนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาทดแทน”

ท้ายสุด คุณวนิดา จรูญเพ็ญ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า กิจกรรมทดสอบตลาดครั้งนี้ จัดทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยเป็นผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยต่างๆ หลังจากนี้จะจัดขึ้น วันที่ 5-8 กันยายน จัดโดย ม.เทคโนโลยีสุรนารี และ ม.แม่โจ้, 12-15 กันยายน จัดโดย ม.นเรศวร และ ม.วลัยลักษณ์ และ 19-22 กันยายน 2562 จัดโดย ม.ขอนแก่น และ ม.สงขลานครินทร์ ณ ลานเมืองสุขสยาม ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (อินเดีย) จำกัด พร้อมดำเนินการภายใต้โครงการพัฒนาประมง IFFO RS Improver Program (IFFO RS IP) เพื่อปรับปรุงการจัดหาวัตถุดิบปลาป่นอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ภายในปี 2562 นับเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของอินเดียที่ริเริ่มดำเนินการผลิตและจัดหาปลาป่นตามมาตรฐานสากลความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน

น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ อินเดีย มีเป้าหมายการเข้าโครงการพัฒนาประมงภายใต้ IFFO RS IP ภายในปี 2562 ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการเดินหน้าต่อเนื่องสู่การจัดทำแผนบริหารจัดการประมงตามมาตรฐานองค์กรปลาป่นและน้ำมันปลาสากล (IFFO RS Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ดีที่สุดในปัจจุบัน สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

“บริษัทมีแนวทางในการดำเนินธุรกิจสัตว์น้ำชัดเจนทั้งในประเทศไทยและธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนการประมงให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลอย่างเหมาะสม และถูกต้องตามกฎหมาย” น.สพ.สุจินต์ ย้ำ

นายพิชัยยุทธ์ เตชะพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านควบคุมและประกันคุณภาพ ซีพีเอฟ (อินเดีย) ไพรเวท จำกัด กล่าวว่า การเข้าสู่โครงการ IFFO RS IP นับเป็นการเริ่มต้นในการบริหารจัดการ ปรับปรุง และทบทวนระบบการจัดซื้อ-จัดหาวัตถุดิบปลาป่นที่มาจากผลพลอยได้จากโรงงานแปรรูป (by-product) ถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานสากล ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการรักษาสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการจับปลาด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมในเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีปลาหลายพันธุ์ เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบปลาป่นไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของปลาบางชนิด

“การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ IFFO RS IP เป็นจุดเริ่มต้นของ ซีพีเอฟ อินเดีย ในการพัฒนาการจัดซื้อ-จัดหา ไปสู่การรับรองมาตรฐาน IFFO RS ในอนาคต เพื่อยืนยันวัตถุดิบปลาป่นมาจากการทำประมงที่ถูกกฎหมาย มีการรายงาน และมีการควบคุมที่ดี (Non-IUU) ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่กฎหมายรองรับ” นายพิชัยยุทธ์ กล่าว

นอกจากนี้ ซีพีเอฟ อินเดีย ยังให้การสนับสนุนรัฐบาลและอุตสาหกรรมน้ำมันปลาและปลาซาดีนของประเทศอินเดีย ผ่าน Omega Fishmeal and Oil Private Limited ในการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาการประมงเพื่อความยั่งยืนของอินเดีย (Fishery Improvement Project Action Plan) เพื่อนำเสนอต่อ IFFO ในการเดินหน้าโครงการ

ปัจจุบัน ปลาป่นที่จัดหาในประเทศไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน IFFO RS แล้ว 100% ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมให้ธุรกิจสัตว์น้ำของบริษัทในประเทศเวียดนามเข้าสู่โครงการ IFFO RS IP และมีเป้าหมายปลาป่นที่ใช้ในเวียดนาม 100% จะผ่านการรับรองมาตรฐาน IFFO RS ภายในปี 2565 และยังมีแผนขยายการดำเนินงานไปยังประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซีย

จังหวัดเชียงใหม่ จัดประชุมเชิงปฏิบัติ “การดำเนินงานตามแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ” มีปลัดอำเภอ เกษตรอำเภอ พัฒนาการ ผู้นำชุมชน 25 อำเภอ กว่า 150 คน เข้าร่วม คาดหวังนำความรู้ไปจัดทำแผนพัฒนาชุมชนที่เกิดจากความต้องการของคนในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนให้ตรงจุดต่อไป

นายชูชีพ พงษ์ไชย หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริเพื่อที่จะนำความเจริญผาสุขมาสู่ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ความร่วมมือของประชาชน บนพื้นฐานหลักการทรงงานโดยเฉพาะ หลักการ “ระเบิดจากข้างใน” โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนนำความต้องการของชุมชนมาเป็นโจทย์การพัฒนาเชิงพื้นที่

“หลังจากการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ คาดหวังให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม นำความรู้ไปใช้ในการจัดทำแผนงาน โครงการ กิจกรรมของชุมชนเอง ที่มีหลักคิดว่าเกิดจากความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง จากฐานข้อมูลที่เป็นจริง เกิดการจัดทำแผนพัฒนาของหมู่บ้าน แผนพัฒนาอำเภอและจังหวัด และเป็นแผนของชุมชนให้หน่วยงานต่างๆ วางแผนการส่งเสริมสนับสนุน โดยกลับไปเริ่มดำเนินการได้ทันที” นายชูชีพ ระบุ

ด้าน นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ในฐานะวิทยากร “การพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ” กล่าวว่า หลักสำคัญในการพัฒนาเชิงพื้นที่ คือทุกฝ่ายต้องมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาเป็นอย่างเดียวกัน มีความเชื่อและเข้าใจแนวพระราชดำริ มีทีมงานที่ดีและเก่ง ตลอดจนการมีโครงสร้างและความสัมพันธ์ของหน้าที่ของฝ่ายต่างๆ ที่เหมาะสมชัดเจน รวมถึงมีการบริหารโครงการและกิจกรรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ สามารถปรับเปลี่ยนไปตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงโดย ที่สำคัญคือการมีข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้องพร้อมใช้งาน

ขณะที่ นายสุทัศน์ บานเย็น นายกเทศมนตรีตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว ผู้เข้าร่วมฝึกอบรม กล่าวถึงหลักการพัฒนาตามแนวปิดทองหลังพระฯ ว่า เป็นแนวการพัฒนาที่มีความยั่งยืน มีการค้นหาปัญหาที่แท้จริงของชุมชน โดยเก็บข้อมูลทุกครัวเรือนเพื่อทำให้รู้ปัญหาที่แท้จริงซึ่งจะสามารถนำมาวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง และเมื่อนำแนวการพัฒนาไปปรับใช้ ทำให้เกือบทุกครัวเรือนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ลดรายจ่ายครัวเรือน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าแนวทฤษฎีใหม่เป็นการแก้ไขปัญหาชุมชนและสังคมได้จริง

สำหรับเทศบาลตำบลปิงโค้ง พบว่า ชุมชนประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยทุกครัวเรือนต้องซื้อน้ำดื่มเฉลี่ยรวมเป็นเงินประมาณ 6 แสนบาท ต่อเดือน ดังนั้น เทศบาลจึงเดินหน้าทำโครงการประปาหมู่บ้านซึ่งจะเก็บค่าน้ำในราคาที่เป็นธรรมและเมื่อมีรายได้จะเป็นกองทุนสำหรับนำมาพัฒนาสร้างและซ่อมระบบประปา โดยในระยะต่อไป จะดำเนินการทำฝายเก็บน้ำและโครงการธนาคารอาหารชุมชน ซึ่งจะสนับสนุนให้ทุกครัวเรือนปลูกผักสวนครัว เลี้ยงไก่ รวมถึงการทำแก๊สชีวภาพจากเศษวัสดุในชุมชน ซึ่งโครงการทั้งหมด จะช่วยลดรายจ่ายครัวเรือนของสมาชิกในชุมชน

นายชลสิทธิ์ เวทยะวานิช ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซี.พี. บังกลาเทศ จำกัด ให้การต้อนรับ เกษตรกรและตัวแทนจำหน่ายในเขตภาคเหนือ สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ จำนวน 22 คน เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำโบกูร่า ซึ่งเป็นโรงงานผลิตอาหารปลาแห่งใหม่ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต และเป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มาตรฐานสากล

นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top 4) ของจังหวัดตราด ตามแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) พบว่า ได้แก่ ยางพารา ทุเรียน เงาะ กุ้งขาวแวน นาไม โดยการปลูกยางพาราในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 1,166 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 194 บาท/ไร่ ทุเรียน พื้นที่ S1/S2 ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 48,267 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่ S3/N ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 46,352 บาท/ไร่ เงาะ พื้นที่ S1/S2 ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 19,768 บาท/ไร่ พื้นที่ S3/N ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 19,673 บาท/ไร่ และกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งไม่มีการจำแนกพื้นที่ความเหมาะสม มีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 74,503 บาท/ไร่

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ เราจะทำผลผลิตแพะให้มีคุณภาพ

ได้อย่างไร เพราะหากต้องการส่งขายให้กับคนมาเลเซีย ก็ต้องทำคุณภาพให้ได้ตามที่ตลาดมาเลเซียต้องการระยะแรก การรวมกลุ่มเกิดขึ้นเพียง 31 คน จากทุกครัวเรือน เลี้ยงแพะครัวเรือนละ 2-3 ตัว แต่เป้าหมายในระยะแรกที่ต้องพัฒนาคือ ที่ดินที่มีอยู่ของแต่ละครัวเรือน ราว 20-30 ไร่ ควรนำมาพิจารณาว่า ทำอย่างไรให้พื้นที่ที่มีอยู่ สามารถเลี้ยงแพะได้จำนวนมาก เช่น ที่ดิน 20-30 ไร่ ควรเลี้ยงแพะให้ได้มากถึง 200 ตัว และควรคำนึงถึงอาหารแพะที่ลดต้นทุนการเลี้ยง โดยการปลูกหญ้าเนเปียร์ พันธุ์ปากช่อง 1 ที่ให้โปรตีนมากพอสำหรับการขุนแพะเนื้อเพื่อจำหน่าย

เมื่อมีการรวมกลุ่มเกิดขึ้น เกษตรกรที่ต้องการหารายได้เสริมและเข้าร่วมกลุ่มครั้งนี้ จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายการเป็นสมาชิก เสมือนการลงหุ้นร่วมกัน รายละ 500 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ นำไปซื้อแพะพันธุ์ให้กับสมาชิกที่ลงหุ้นกลับไป เมื่อแพะตกลูก ก็ให้นำลูกแพะกลับมาคืนให้กับกลุ่ม

การเลี้ยงแพะให้มีคุณภาพ ให้ตรงตามตลาดต้องการนั้น คุณมะสุกรี บอกว่า ชาวมุสลิมมาเลเซีย จะซื้อเฉพาะแพะที่เลี้ยงไว้ในคอก ไม่เลี้ยงปล่อยปะปนกับสุนัข ซึ่งเป็นความเชื่อ แต่หากเลี้ยงรวมคอกละ 10 ตัว ขนาดคอกที่เหมาะสม คือ 4×4 เมตร

การลงทุนสร้างโรงเรือนสำหรับแพะ อาจจะเป็นการลงทุนในระยะแรก แต่เป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว อาจมีการซ่อมแซมบ้าง แต่ไม่บ่อยนัก ถือว่าคุ้ม เมื่อต้องการแพะแบบไม่เลี้ยงปล่อย เพื่อให้ได้ราคาและตรงความต้องการของผู้บริโภค

“ในบางวัน หากต้องการให้แพะได้ออกกำลังกาย ออกมานอกโรงเรือนเลี้ยง ต้องใส่สายจูง เพื่อไม่ให้แพะเดินไปปะปนกับสุนัข เป็นการคัดคุณภาพแพะอย่างหนึ่ง”

ระยะแรกที่เริ่มเลี้ยง มีชาวมาเลเซียมาดูถึงโรงเรือนเลี้ยง เพื่อให้แน่ใจว่า เลี้ยงได้ถูกต้องตามความเชื่อของชาวมุสลิมหรือไม่ เมื่อเห็นว่าถูกต้องตามหลักความเชื่อที่เหมาะสม จึงเริ่มสั่งซื้อแพะจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง

อายุแพะที่ต้องการขุนให้ได้เนื้อ อยู่ที่ 2 เดือน น้ำหนักแพะประมาณ 15 กิโลกรัม และไซซ์ที่ตลาดต้องการอีกไซซ์คือ ไซซ์ใหญ่ หรือน้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม ซึ่งต้องเลี้ยงแพะไว้นานถึง 2 ปี แต่ราคาจะดีกว่าและมีตลาดรองรับแน่นอน ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่าต้องการเลี้ยงแพะเพื่อขายในช่วงเวลาใด

สำหรับพันธุ์แพะที่เลี้ยงไว้ขุนเนื้อขายคือ พันธุ์บอร์ และพันธุ์แองโกล นูเบียน เพราะมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วและน้ำหนักดี

ส่วนอาหาร เริ่มนำหญ้าเนเปียร์ พันธุ์ปากช่อง 1 เข้ามาปลูก เพื่อเป็นอาหารแพะ ตั้งแต่ระยะแรกๆ โดยแรกเริ่มซื้อมาจากจังหวัดใกล้เคียงด้วยราคากิโลกรัมละ 4 บาท โดยใช้พื้นที่นาร้างลงปลูก เมื่อเห็นว่าผลผลิตที่ได้ดี จึงเริ่มขยายพื้นที่ปลูกออกไป โดยเน้นพื้นที่ร้าง ไม่ใช้ประโยชน์ กระทั่งปัจจุบันใช้พื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ร้าง น้ำท่วมซ้ำซาก มีการปรับพื้นที่สำหรับปลูกหญ้าเนเปียร์ ของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง โดยเช่าพื้นที่ต่อจากชาวบ้านด้วยกัน

ปัจจุบัน มีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ของสมาชิก รวม 150 ไร่ ผลผลิตหญ้าเนเปียร์ที่ได้ นอกจากนำมาเป็นอาหารให้แพะ เนื่องจากมีโปรตีนสูงถึง 14 เปอร์เซ็นต์ ตรงความต้องการของแพะแล้ว เมื่อผลผลิตมีมากก็จะนำมาทำเป็นอาหารหมัก เพื่อเก็บไว้ใช้ได้นานถึง 1 ปี การหมักหญ้าเนเปียร์เป็นอาหารแพะ ประกอบด้วย เกลือ 1 กิโลกรัม กากน้ำตาล 300 กรัม และหญ้าเนเปียร์ 100 กิโลกรัม หากนำไปเป็นอาหารแพะ ไม่ต้องใส่ยูเรีย แต่ถ้านำไปใช้เป็นอาหารวัว ต้องใส่ยูเรียเข้าไปด้วย ระยะเวลาในการหมัก 22 วัน สามารถนำไปให้แพะหรือวัวกินได้ โดยเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปี

“หญ้าเนเปียร์ เราปลูกไว้ให้แพะเรากิน เราหมักไว้ให้แพะเรากิน และเรายังขายได้ เพราะมีเกษตรกรจากพื้นที่ใกล้เคียงต้องการซื้อหญ้าเนเปียร์หมัก นำไปให้สัตว์เลี้ยงกิน กลุ่มเราจึงขายในราคากิโลกรัมละ 3.50 บาท เป็นรายได้ให้เกษตรกรของกลุ่มเราด้วย”

เมื่อได้ผลผลิตของแต่ละครัวเรือนที่เป็นสมาชิกของกลุ่ม จะนำหญ้าเนเปียร์มารวมกัน เพื่อขายให้กับลูกค้าที่ต้องการซื้อ เมื่อเหลือจึงนำไปแปรรูปเป็นอาหารหมัก โดยมีสมาชิกด้วยกันเองรับจ้างตัดหญ้าเนเปียร์ และหมักหญ้าเนเปียร์ ซึ่งสมาชิกที่ลงแรงก็จะได้ค่าจ้างเป็นค่าแรงงานต่อวัน ทั้งยังได้ปันผลจากการนำหญ้าเนเปียร์มาขายผ่านกลุ่มอีกด้วย

ถังหมักอาหารหญ้าเนเปียร์
การให้อาหารแพะ ทำได้ไม่ยาก เพราะแพะเป็นสัตว์กินง่าย มีเพียงหญ้าที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนที่เหมาะสม ก็เจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับสายพันธุ์ที่เลือกมาเลี้ยงมีความเหมาะสมก็จะทำให้แพะเจริญเติบโตได้เร็วตามระยะเวลาการขาย

อัตราการให้อาหารแพะ ให้คำนวณที่น้ำหนักแพะ หากเป็นกลุ่มของแพะที่ต้องการทำน้ำหนักให้ได้ 15 กิโลกรัม ก็ให้อาหาร 2 กิโลกรัม ต่อวัน หรืออัตรา 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ส่วนแพะที่มีน้ำหนักตัวจัดอยู่ในกลุ่มของแพะใหญ่ น้ำหนัก 30 กิโลกรัม ควรให้อาหารอัตรา 1 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หรือ 3 กิโลกรัม ต่อวัน

การจำหน่ายแพะของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง ในปัจจุบัน มีลูกค้าในพื้นที่จังหวัดยะลา และจังหวัดใกล้เคียงในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงชาวมาเลเซียที่ต้องการแพะเพื่อบริโภคติดต่อซื้อแพะจากกลุ่ม ทำให้จำนวนแพะที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการซื้อของผู้บริโภค

แม้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง จะเริ่มก่อตั้งมาได้เพียง 2-3 ปีก็ตาม แต่ความเข้มแข็งของเกษตรกลุ่มนี้ จัดอยู่ในระดับที่ดีทีเดียว หากต้องการสอบถามเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ คุณมะสุกรี มะแตหะ ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง โทรศัพท์ (081) 098-8845 และ คุณมะกอยี ยูโซะ รองประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง โทรศัพท์

เกาะยาว เป็นอำเภอเล็กๆ ของจังหวัดพังงา พื้นที่ประมาณ 137.6 ตารางเมตร ประกอบด้วย 2 เกาะหลักๆ คือ เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ และเกาะต่างๆ รายล้อมมากมาย มีชายหาดและทิวทัศน์ที่สวยงามกลางทะเลอันดามัน รายได้หลักของประชาชนมาจากการทำสวนยางพารา ทำนา ประมง และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

นอกจากพืชเศรษฐกิจหลักคือ ข้าว ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของข้าวอินทรีย์ ที่มีรสชาติดี มีไอโอดีนแล้ว ยังมีพืชเศรษฐกิจอีกชนิดที่มีอนาคตสดใส สร้างความหวังให้เกษตรกรชาวอำเภอเกาะยาว คือ มะพร้าวอ่อน เนื่องจากเกาะยาวเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

อีกทั้งมะพร้าวของเกาะยาวมีรสชาติดี เนื่องจากอยู่ใกล้ทะเล ทำให้มะพร้าวมีรสชาติหวาน เข้มข้น อร่อย พร้อมทั้งได้สัมผัสวิถีแบบพื้นบ้าน ร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านจับปลา หาหอย เกี่ยวข้าว ขี่จักรยาน เที่ยวศึกษาธรรมชาติ ดังคำยืนยันของเกษตรกรรายนี้

คุณลุงอุสัน บัวทอง หรือที่ชาวอำเภอเกาะยาวรู้จักกันดี ในนาม “ป๊ะบ่าว” อายุ 71 ปี อยู่บ้านเลขที่ 32/1 หมู่ที่ 7 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ซึ่งทำอาชีพไร่นาสวนผสม ในพื้นที่ จำนวน 4 ไร่ โดยทำนาควบคู่กับการปลูกพืชผักต่างๆ ไม้ผล ยางพารา เลี้ยงปลา และเลี้ยงสัตว์ ทำให้มีรายได้รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมะพร้าวอ่อน ซึ่งปลูกไว้ จำนวน 50 ต้น ซึ่งให้ผลผลิตแล้วทั้งหมด ให้ผลต้นละ 50 ผล จำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวที่มาชมในสวน ราคาผลละ 30 บาท สร้างรายได้ปีละ ประมาณ 75,000 บาท

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อำเภอเกาะยาว มีเกษตรกรปลูกมะพร้าวอ่อน จำนวน 240 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก จำนวน 306 ไร่ พื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว จำนวน 243 ไร่ ยังไม่ให้ผลผลิต จำนวน 63 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 2,500 กิโลกรัม/ไร่ สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรปีละประมาณ 7 ล้านกว่าบาท

ซึ่งสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาวได้ส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการผลิตที่ปลอดภัยตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพังงาตรวจออกใบรับรองมาตรฐานการผลิต นับว่า มะพร้าว เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของอำเภอเกาะยาวที่นับวันจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว โทรศัพท์ (076) 597-127

กรมวิชาการเกษตร สานต่อโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง”

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย จึงได้จัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 70,000 ราย/ปี น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกรแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพจากผลผลิตในทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในครัวเรือนของตนเอง

นายจำรอง ดาวเรือง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้โครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” มาตั้งแต่ปี 2560 ด้วยการส่งเสริมและปลูกฝังให้เกษตรกรและประชาชนศึกษาและน้อมนำองค์ความรู้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ได้รับไปปรับใช้กับพื้นที่เกษตรของตนเองได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับพื้นที่ของเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนและมีรายได้เสริม

ในปี 2562 กรมวิชาการเกษตร ได้สานต่อโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” โดยได้จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ผักสำหรับแจกจ่ายเกษตรกรในโครงการ 70,000 ราย ทั่วประเทศ เพื่อนำไปใช้ในการเพาะปลูกสำหรับบริโภคในครัวเรือน สามารถพึ่งพาตนเองได้ ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน สามารถต่อยอดสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ต่อไปในอนาคต ซึ่งเมล็ดพันธุ์ผักที่ได้จัดเตรียมไว้ในปีนี้ประกอบไปด้วย กวางตุ้งต้น กะเพรา คะน้าใบ พริกขี้หนู แตงกวา ผักบุ้งจีน มะเขือเทศ มะเขือยาว มะละกอ โมโรเฮยะ ถั่วฝักยาว ถั่วเขียว และข้าวโพดเทียน ส่วนปี 62 นี้ กรมวิชาการเกษตร ได้รับเป้าหมายส่งเสริมเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 3,898 ราย โดยมีกิจกรรมหลักๆ คือการอบรมปรับเปลี่ยนแนวคิดในการทำทฤษฎีใหม่ สนับสนุนปัจจัยการผลิต อบรมให้ความรู้เฉพาะด้านพร้อมติดตามเยี่ยมเยือนแปลงของเกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เราจะเน้นความสมัครใจ และไม่เคยทำเกษตรทฤษฎีใหม่มาก่อน มีแหล่งน้ำของตนเองใช้งานได้ตลอดปี ส่วนวิธีการดำเนินโครงการใช้หลักทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงส่งเสริมเกษตรกร โดยเริ่มจากทำตามที่ตนเองถนัด 1 อย่างก่อน หรือทำเหมาะสมกับฐานะ จากนั้นให้ลองทําการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างที่ 2 และอย่างที่ 3 เน้นเลือกทำแบบง่ายๆ ลงทุนน้อย มีรายได้ ืจากนั้นค่อยขยายฐานและขยายผลมุ่งให้เกษตรกรลดรายจ่ายมากที่สุดและมีรายได้เพิ่มจากผลผลิตของตนเอง

นายจำรอง กล่าวด้วยว่า จากผลดำเนินงานของกรมวิชาการเกษตรที่ผ่านมา ร้อยละ 80 ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตเป็นแนวเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรกรที่ร่วมโครงการมากกว่า ร้อยละ 30 สามารถลดรายจ่ายในครัวเรือนได้ โดยแผนงานในปี 62 ได้วางเป้าพัฒนาแปลงสู่เกษตรทฤษฎีใหม่เต็มรูปแบบ ขั้นแรกจะมุ่งทำให้ “พอกิน” ทำให้เกษตรกรมีผลผลิตที่มีคุณภาพปลอดภัยเพียงพอสำหรับการบริโภคในครัวเรือนและสามารถทำให้ “พอแบ่ง” ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ ใช้เทคโนยีที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ มีกิจกรรมการเกษตรที่หลากหลายขึ้นเพื่อผลผลิตจะได้เหลือแบ่งปันและมีเหลือเพียงพอจนสามารถจำหน่ายเป็น “รายได้เสริม”

ด้าน นายเกรียงไกร เตชะเสนา นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิชาการเกษตร เร่งสร้างเกษตรกรต้นแบบเพื่อเป็นตัวอย่างสามารถสร้างแรงบันดาลใจและแรงจูงใจให้เกษตรกรรายใหม่หันเข้ามาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ให้มากขึ้น โดยกรมจะทำหน้าที่ในการเป็นพี่เลี้ยง คอยให้คำแนะนำ ช่วยเหลือตลอดจนให้เกษตรกรวิเคราะห์ตนเองและวางแผนการผลิตตามศักยภาพ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนเอง เริ่มจากง่ายและถนัด

รวมทั้งเร่งสร้างเกษตรกรต้นแบบและสร้างทายาทเกษตรกรเพื่อขยายผลต่อยอดการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้นําไปปฏิบัติจริงอย่างแพร่หลายในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ส่วนเกษตรกรได้รับความรู้ สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดและรูปแบบในการทำมาหากิน การประกอบอาชีพให้มีศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง โดยสามารถลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับตนเองและครอบครัวต่อไป

ด้าน ร.ต ถวิล มาลี อดีตนายทหารจากกรมการทหารช่าง ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ที่ใช้ชีวิตหลังเกษียนผันตัวเองยึดแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ยึดแนวทางพ่อหลวง อดีตนายทหารกล่าวว่า ตนเองได้รับการปลูกฝังในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงตั้งแต่ยังประจำการในฐานะนายทหารช่างอยู่ภาคใต้ ซึ่งกองทัพได้บ่มเพาะปลูกฝังให้นายทหารปลูกผักทำกินเองในบริเวณบ้านพัก เมื่อเกษียนออกมาเลยยึดแนวทางดังกล่าวมาโดยตลอด โดยเริ่มต้นปลูกผักสวนครัว 1 ไร่ มะม่วง 1 ไร่กล้วยน้ำว้า 1 งาน จากนั้นขยายผลมาปลูกผักสวนครัว เช่น มะนาว มะเขือ พริก ผักบุ้ง เพื่อบริโภคและจำหน่ายตามฤดูกาล เช่น มีการปลูกกล้วยตามความต้องการในชุมชน

นอกจากนี้ ได้ขยายผล หันมาเลี้ยงไก่ไข่ และไก่พื้นเมือง เพื่อนำไข่มาบริโภค เลี้ยงสุกร จำนวน 30 ตัว เป็ด 20 ตัว ห่าน 5 ตัว มูลไก่และมูลสุกรสามารถนำมาทำปุ๋ยได้ ส่วนด้านการประมง มีบ่อน้ำ 2 บ่อ เพื่อกักเก็บน้ำมาใช้ในการเกษตร และเลี้ยงปลาเพื่อนำมาบริโภคและจำหน่าย ทำให้ทุกวันนี้สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอบรมและดูงานนำมาใช้ สามารถถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรใกล้เคียง

ท้ายสุด อดีตนายทหารช่างวัยเกษียน กล่าวย้ำว่า เกษตรทฤษฎีใหม่สำหรับตน คือการทำเกษตรใกล้ตัวปลูกทุกอย่างที่กินได้ เหลือกินก็นำไปขาย ครอบครัวมีความสุขจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และรายจ่ายที่ลดลงจากการปฏิบัติตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งชีวิตประจำวันในครอบครัวแทบไม่ต้องใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารการกินเลย เพราะปลูกพืชผักเกือบทุกชนิดไว้รอบบ้าน นอกจากนี้ ยังเลี้ยงไก่ไข่ ไก่พื้นเมือง เลี้ยงปลามีกิน มีใช้ตลอดปี อยู่กันแบบพอเพียงและมีเงินเหลือเก็บ ตนเองและสมาชิกครอบครัวมีความสุข การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ถือว่าเป็นอาชีพอิสระที่ทำแล้วมีความสุข ชีวิตไม่เดือดร้อนในการต้องออกไปดิ้นรนในสังคมเมืองหลวงหรือสังคมเมืองใหญ่เหมือนอาชีพอื่นๆ

กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพรด้วยระบบส่งเสริมแบบแปลงใหญ่ มีการรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชสมุนไพร และพัฒนาเกษตรกรให้สามารถผลิตพืชสมุนไพรที่มีคุณภาพ และปริมาณตามความต้องการของตลาด ได้มาตรฐานสากล หนุนตลาดภายในประเทศและส่งออกตลาดเอเชีย

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า “จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 พื้นที่ปลูกสมุนไพรเป็นการค้า รวม 27,555 ไร่ ผลผลิตรวม 39,103 ตัน มีการรวมกลุ่มผลิตสมุนไพรในรูปแบบแปลงใหญ่ จำนวน 16 แปลง ใน 15 จังหวัด จำนวนเกษตรกร 701 ราย พื้นที่ 7,706.75 ไร่ สำหรับ พืชสมุนไพรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ( Product Champions ) 4 ชนิด ได้แก่ ได้แก่ กระชายดำ มีพื้นที่ปลูก 116 ไร่ ผลผลิตรวม 310 ตัน, ไพล มีพื้นที่ปลูก 595ไร่ , ผลผลิตรวม 1,694 ตัน, บัวบก มีพื้นที่ปลูก 842 ไร่ ผลผลิตรวม 255 ตัน และ ขมิ้นชัน มีพื้นที่ปลูก 1,746 ไร่ ผลผลิตรวม 3,405 ตัน”

สำหรับแนวโน้มด้านการตลาดสมุนไพรไทย ความต้องการวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานมีมากขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ผลิตแบบอินทรีย์ เนื่องจากสมุนไพรเป็นสินค้าที่ผลิตเพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษา สร้างเสริมสุขภาพ ตลอดจนเพื่อเสริมความงาม ผู้ประกอบการจึงต้องการวัตถุดิบที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพราะเมื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นอกจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้ว ในปี 2561 ได้มีการประกาศใช้มาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับพืชสมุนไพร และกำลังมีการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับสมุนไพรแห้ง เกษตรกรสามารถขอรับการรับรองมาตรฐานได้ทั้งมาตรฐานกระบวนการผลิต และมาตรฐานสินค้า เพื่อให้วัตถุดิบสมุนไพรมีคุณภาพ คือ มีสารสำคัญออกฤทธิ์ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด มีความปลอดภัย คือมีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ สารปนเปื้อน และสิ่งแปลกปลอม ไม่ค่าเกินมาตรฐานที่กำหนด

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตวัตถุดิบแบบอินทรีย์หรือการเข้าสู่ระบบรับรองกระบวนการผลิตอื่น ๆ (GAP, GACP, PGS) และได้รับการรับรองมาตรฐานตามที่คู่ค้ากำหนด รวมถึงส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพรที่สำคัญทางเศรษฐกิจในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้ได้สมุนไพรที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ สามารถสร้างอำนาจต่อรอง และเชื่อมโยงตลาดได้ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต รวมถึงการส่งเสริมการใช้พันธุ์ดี สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ ตลอดจนจัดทำแหล่งรวบรวม อนุรักษ์และขยายพันธุ์สมุนไพรที่สำคัญ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 20 ศูนย์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพันธุ์สมุนไพรที่เป็นที่ต้องการของตลาด ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพอีกด้วย

“แมงกะพรุนลอดช่อง” คือ แมงกะพรุนที่นิยมบริโภคทั้งทำในรูปตากแห้ง ไปแปรรูปใส่เย็นตาโฟ ใส่ในสุกี้ยากี้ รวมทั้งส่งออก หรือส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ญี่ปุ่น จีน

วิธีการดองแมงกะพรุนให้กรอบ ด้วยวิธีธรรมชาติ1. การแช่น้ำจืด นำแมงกะพรุนสดๆ ที่ตักได้มาแช่น้ำจืด ทิ้งไว้ 1 คืน ให้ตัวสะอาดไม่มีเมือก และให้น้ำฝาดเปลือกอินทรีย์ซึมเข้าในตัวแมงกะพรุน
2. การล้างทำความสะอาด ล้างน้ำให้สะอาด 3-4 ครั้ง จนเห็นตัวใส
3. แช่น้ำเปลือกอินทรีย์ นำแมงกะพรุนวางในภาชนะ ตุ่ม กะละมัง ใส่น้ำเปลือกอินทรีย์ ใช้ผ้าปิดคลุมไว้ แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 5 วัน และ
4. การรับประทาน นำมาล้างให้น้ำฝาดออก 4-5 ครั้ง จิ้มกับน้ำจิ้มถั่ว
เนื้อแมงกะพรุนดองอร่อย ต้องใช้เนื้อเปลือกต้นอินทรีย์ที่แก่จัดและให้เข้าเนื้อแมงกะพรุน เวลารับประทานจะมีกลิ่นหอมน้ำฝาด เนื้อจะกรุบกรอบโดยเฉพาะตรงอก

การทำน้ำฝาดเปลือกอินทรีย์ และน้ำจิ้มถั่วให้อร่อย

การทำน้ำฝาดจากเปลือกต้นอินทรีย์ น้ำฝาดจากเปลือกต้นอินทรีย์ที่นำมาดองแช่แมงกะพรุน “น้ำฝาด” จะช่วยขับน้ำออกจากตัวแมงกะพรุน ยางในเปลือกช่วยรักษาเนื้อของแมงกะพรุนให้สด น้ำฝาดมีสีแดงๆ เมื่อนำมาดองแมงกะพรุนเนื้อจึงสีแดง ชมพู น่ารับประทาน

ขั้นตอนการทำ

1. เลือกใช้เปลือกอินทรีย์ที่ต้นแก่ๆ ใช้มีดหรือขวานถากเปลือก นำมาทุบให้แตกพอช้ำๆ ใส่น้ำสะอาดให้ท่วมปริ่มๆ (น้ำมากไป น้ำฝาดจะเจือจาง น้ำน้อยไปจะเข้มข้น ต้องพอดีๆ) แช่ไว้ค้างคืน 1 คืน
2. นำน้ำมากรองเอาเปลือกออก นำไปใช้ดองแมงกะพรุนหรือบรรจุขวดไว้สำหรับล้างพิษแมงกะพรุนได้และ
3. เปลือกอินทรีย์นี้เติมน้ำและใช้ทำน้ำฝาดซ้ำได้ 2 ครั้ง
ทำน้ำจิ้มถั่วให้อร่อย

แมงกะพรุนดอง ต้องคู่กับน้ำจิ้มถั่วเท่านั้น วิธีทำง่ายๆ สูตรนี้ใช้จิ้มแมงกะพรุน 1/2 กิโลกรัม ปรับได้มากน้อยตามชอบ เริ่มจาก เตรียมเครื่องปรุงประกอบด้วย ถั่วตัด (2 ชิ้น) พริกแกงแห้งคั่ว (4-5 เม็ด) กระเทียม (4-6 กลีบ) น้ำส้ม (หรือน้ำมะขาม) 2 ช้อน น้ำปลา 1 ช้อน น้ำตาล 1/2 ช้อน น้ำเปล่า 1/4 แก้ว จากนั้นนำพริกแห้ง กระเทียม มาตำให้ละเอียดก่อนใส่ถั่วตัดลงไป ตำให้เข้ากัน ตักใส่ชามเพื่อปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู หรือน้ำมะขามเปียก จะมีกลิ่นหอม (ไม่ใช้น้ำมะนาว) คนให้เข้ากันดี เติมน้ำปลา น้ำตาลเล็กน้อย (เพราะถั่วตัดหวานอยู่แล้ว) เหยาะน้ำเปล่าเพื่อไม่ให้น้ำข้นมาก คนให้เข้ากันก่อนจะรับประทานชิมรสเสียหน่อยให้มีทุกรส หวาน มัน เปรี้ยว เผ็ดเล็กๆ มีกลิ่นหอมพริกแห้ง น้ำมะขาม รสนัวมากเมื่อนำชิ้นแมงกะพรุนฉีกพอคำมาจิ้มให้ชุ่มฉ่ำ เคี้ยวแล้วกรุบกรอบโดยเฉพาะตรงหัวหมวก รับประทานเล่นเป็นอาหารว่าง แต่ชาวบ้านท้องถิ่นนิยมรับประทานเป็นกับข้าวชนิดหนึ่ง

ขอขอบคุณ : คุณวิโรจน์ วงษ์ทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เจ้าของสูตรน้ำฝาดและน้ำจิ้มถั่ว รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รองศาสตราจารย์ ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศาสตราจารย์ ดร.ธรณินทร์ ไชยเรืองศรี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมแถลงข่าวการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลก โดยได้รับพระราชทานนาม ‘พรหมจุฬาภรณ์’

รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า ทีมคณะนักวิจัยนำโดย อาจารย์ ดร.ธนวัฒน์ เชาวสกู สังกัดภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มช. น.ส.อานิสรา ดำทองดี นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาความหลากหลายทางชีวภาพและชีววิทยาชาติพันธุ์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มช. และนายกิติศักดิ์ อ๋องย่อง นักวิจัยอิสระ ได้ดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง ‘อนุกรมวิธานและวิวัฒนาการชาติพันธุ์ของพรรณไม้วงศ์กระดังงา (Annocaceae) ในประเทศไทยที่หายากและยังไม่เป็นที่รู้จัก เพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน’ ซึ่งโครงการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดทำหนังสือพรรณพฤกษชาติแห่งประเทศไทย (Flora of Thailand) และได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้ทุนส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่

ตอนนี้ทางกรมส่งเสริมการเกษตรเราแนะนำให้เกษตรกรหว่านข้าว

โดยเฉพาะพื้นที่อาศัยน้ำฝนให้หว่านข้าวแห้งเพื่อรอน้ำ ตัวนี้ก็จะสามารถแก้ปัญหาทางด้านการทำนาได้ ส่วนพื้นที่ชลประทานยังไม่น่าเป็นห่วงเนื่องจากผลผลิตข้าวที่นี่เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ผลผลิตข้าวจะอยู่ไร่ละประมาณ 600 หรือ 700 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งพันธุ์ข้าวที่ใช้อยู่ในขณะนี้ส่วนมากจะเป็น กข ต่างๆ เป็นพันธุ์ที่แนะนำจากกรมส่งเสริมการเกษตร มีส่วนราชการแนะนำอยู่

นอกเขตชลประทาน จังหวัดนครสวรรค์ ที่อำเภอท่าตะโก อำเภอไพศาลี อำเภอหนองบัว เรามีข้าวขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดของประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกค่อนข้างมากเหมือนกัน เป็นข้าวคุณภาพดีของจังหวัดนครสวรรค์ ก็มีส่วนหนึ่งใน 3-4 อำเภอที่ปลูกอยู่ ผลผลิตของข้าวมะลินี้ไม่สูงเท่าไร 300-400 กิโลกรัม ต่อไร่ ส่วนข้าวนาปรัง 600-700 กิโลกรัม ต่อไร่ ในเรื่องราคาในปีที่ผ่านมา ราคาข้าวอยู่ในขั้นดี ถือว่าเกษตรกรพออยู่ได้ไม่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจมากนัก ซึ่งราคาข้าวมะลิในปีที่แล้วเกวียนละ 7,000-10,000 บาท ส่วนข้าวนาปรังราคาเกวียนละ 7,000-8,000 บาท ซึ่งเกษตรกรก็พอจะอยู่ได้

คุณบุญมีกล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับข้าวที่พบเจอจะเป็นในส่วนของปัจจัยทางด้านการผลิตข้าว บางตัวค่อนข้างที่จะมีราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารเคมี แต่กรมส่งเสริมการเกษตรเรามีแนวทางในการที่จะแก้ไขปัญหาตรงนี้ คือจัดตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ให้เกษตรกรที่จัดตั้งกลุ่มแปลงใหญ่ร่วมกัน ได้จัดหาปัจจัยการผลิตร่วมกันโดยรวมกันซื้อ รวมกันขาย รวมกันจำหน่าย ก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ทางกรมส่งเสริมการเกษตรเราก็พยายามที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรร่วมกันผลิตจากแปลงเล็กแปลงใหญ่เพื่อจะให้เกษตรกรร่วมกันแก้ปัญหาไปกับภาครัฐ ถ้าหากภาครัฐฝ่ายเดียวก็คงไม่สำเร็จ ต้องให้เกษตรกรช่วยแก้ไขปัญหาในส่วนของตรงนี้ด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ทางกรมส่งเสริมการเกษตรและสำนักงานเกษตรจังหวัดได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อยู่ ทั้งระดับอำเภอทั้งระดับจังหวัด

คุณบุญมี บอกว่า พืชตัวที่สองคือ มันสำปะหลัง โดยมีพื้นที่ปลูกอยู่ประมาณ 4 แสนกว่าไร่ พื้นที่ค่อนข้างมากเหมือนกัน ผลผลิตไร่ละประมาณ 5-6 ตัน ราคามันสำปะหลังในปีที่ผ่านมากิโลกรัมละ 2-2.50 บาท ถามว่าเกษตรกรอยู่ได้ไหม ตอบว่าถ้าราคาประมาณนี้เกษตรกรอยู่ได้เพราะผลผลิตเราประมาณ 6 ตัน 6,000 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ ก็ประมาณไร่ละกว่าหมื่นบาท พออยู่ได้ แต่ถ้าดีที่สุดคือ 2 บาท 50 สตางค์ ถึง 3 บาทขึ้นไปถึงจะอยู่ได้ดีและคุ้มต่อการผลิต พื้นที่ 4 แสนกว่าไร่ก็ไม่น้อย ถือเป็นพืชเศรษฐกิจตัวหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์เรา ในช่วงที่ผ่านมายังไม่มีปัญหาในส่วนของการกระทบแล้ง แต่จะมีปัญหาเรื่องของโรคใบด่าง โดยแหล่งกำเนิดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ตอนนี้ยังมีระบาดที่แถวสระแก้ว แถวปราจีนบุรี

เมื่อโรคตัวนี้เข้ามาสู่มันสำปะหลังแล้วถ้ามีการระบาดต้องทำลายอย่างเดียว ไม่ได้ผลผลิตเลย เสียหายสิ้นเชิงและตอนนี้ลุกลามมาถึงที่นครราชสีมาเขตใกล้เคียงติดต่อกับจังหวัดเรา โดยสิ่งสำคัญของโรคนี้คือแมลงพาหะปากดูด ดูดน้ำเลี้ยงจากต้นที่เป็นไปสู่ต้นที่ไม่เป็น ตอนนี้เราแนะนำให้เกษตรกรคัดเลือกพันธุ์ที่จะนำมาปลูกไปซื้อในแหล่งพันธุ์ที่ไม่มีโรคนี้ระบาด ในขณะนี้เราก็เฝ้าระวังในพื้นที่จังหวัดเราให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงนะ ว่าในพื้นที่ปลูกของเรานั้นมีโรคใบด่างหรือไม่อย่างไร ถ้ามีรีบทำลายรีบขุดแล้วก็ฝังทันทีและก็รายงานให้ส่วนราชการเราทราบทันที ทั้งจังหวัดทั้งเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอและตำบล เราประชาสัมพันธ์ให้เฝ้าระวังในเรื่องนี้

ปีที่ผ่านมา อ้อยราคาไม่ดี

พืชเศรษฐกิจตัวต่อมาคือ อ้อยโรงงาน ซึ่งมีพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ โดยในช่วงฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาทางด้านราคานั้นไม่ค่อยจะสู้ดีนักอยู่ตันละ 700-800 บาท โดยในปีที่ผ่านๆ มานั้นตันละประมาณ 1,000 บาท ทั้งนี้ทั้งนั้น อ้อยถือเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีกฎหมายรองรับ ราคาอ้อยจะขึ้นอยู่กับราคาตลาดน้ำตาลโลก กล่าวคือถ้าราคาน้ำตาลของตลาดโลกดี ราคาอ้อยก็จะสูงขึ้น คิดว่าแนวโน้มในปีนี้ราคาน่าจะกระเตื้องขึ้นนิดหน่อยเนื่องจากว่าอ้อยตอที่เกษตรกรปลูกอยู่ในขณะนี้อยู่ในแปลงขณะนี้ผลผลิตคงยังไม่ดีนัก เนื่องจากกระทบต่อฝนแล้ง โดยปัญหาที่พบคือราคาที่ค่อนข้างตกต่ำนิดหน่อยทั้งนี้ทั้งนั้น ราคาไม่สามารถที่จะคุมได้เนื่องจากราคาขึ้นอยู่กับตลาดโลก มีหลายประเทศที่ผลิตอ้อยเพื่อนำไปแปรรูปเป็นน้ำตาลทราย ราคาไม่ค่อยจะดีนัก ที่สำคัญคือเรื่องสภาพฝนที่ไม่ค่อยสม่ำเสมอเท่าไร แต่ก็ไม่กระทบมากนัก ยังคงสามารถผลิตได้ตามฤดูกาลของอ้อย ในส่วนของศัตรูพืชไม่ค่อยมี

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเรามีข้าวโพดหลังนา พื้นที่ปลูกที่ผ่านมาประมาณ 70,000 ไร่ ตุลาคมถึงเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งในปีที่แล้วเริ่มนับตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมาเก็บเกี่ยวเดือนมีนาคม เมษายนถึงพฤษภาคม ที่ฤดูกาลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านไปแล้ว ราคาดีมากเลยเนื่องจากเป็นโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีการกำหนดราคาหน้าโรงงาน หน้าไซโล และอีกอย่างหนึ่งคือเราเชิญผู้ประกอบการในพื้นที่หรือผู้รับซื้อมาพูดคุยกันระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการรัฐสามฝ่ายมาคุยและตกลงราคาระหว่างกัน ราคาปีที่ผ่านมาก็อยู่ประมาณกิโลกรัมละ 6-7 บาท ผลผลิตที่ได้เฉลี่ย 1 ตัน ต่อ 1 ไร่ ราคาที่ได้อยู่ที่ 7,000 บาท ต่อ 1 ไร่ เกษตรกรมีรายได้ต่อไร่ประมาณ 7,000 บาท เกษตรกรอยู่ได้ ทีนี้สืบเนื่องมาข้าวโพดฤดูฝนซึ่งอยู่ในช่วงปลูกอยู่ขณะนี้พื้นที่ปลูกประมาณ 1-1.2 แสนไร่ พื้นที่ค่อนข้างมาก อายุตอนนี้ประมาณ 1-2 เดือน ข้าวโพดมีทุกรุ่นตั้งแต่ 10 วัน 20 วัน เดือนครึ่งถึง 2 เดือน และกำลังออกดอกอีกนะครับ มีทุกระยะเลย

คุณบุญมี เผยปัญหาที่พบของการปลูกข้าวโพดในขณะนี้คือ “หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด” ซึ่งหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดตัวนี้ระบาดมาตั้งแต่ช่วงหลังนามาแล้ว วิธีการของหน่วยงานภาครัฐกับเกษตรกรลำดับแรกคือ ส่วนของสำนักงานเกษตรจังหวัดกรมส่งเสริมการเกษตรสร้างการรับรู้สำหรับอบรมการถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดทุกอำเภอ ทุกตำบล ทุกหมู่บ้านที่มีการปลูกข้าวโพดให้ทางอำเภอนี้ จัดตามแผนการฝึกอบรมเกษตรกรโดยสร้างการรับรู้เกษตรกรทุกรายในพื้นที่เฝ้าระวังเรื่องหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ซึ่งดำเนินการไปแล้วตอนนี้อยู่ในช่วงเฝ้าระวัง มีศัตรูระบาด

หลังจากการระบาดเราจะสร้างการรับรู้ โดยการปล่อยแตนเบียนเข้าไปเพื่อทำลายไข่ของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด โดยใช้ชีววิธีก็สามารถช่วยลดการระบาดลงได้ และคิดว่าสถานการณ์ศัตรูพืชโดยเฉพาะหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด เกษตรกรและส่วนราชการน่าจะเอาอยู่ โดยสาเหตุของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด แหล่งกำเนิดมาจากประเทศแอฟริกา ซึ่งระบาดในปีที่แล้วช่วงข้าวโพดหลังนา…ข้าวโพดหลังนาในประเทศไทยเข้าร่วมกัน 37 จังหวัด ระบาดพร้อมกันทั้ง 37 จังหวัด ผมก็แปลกใจเหมือนกัน ทำงานมา 30-40 ปีนี้ไม่เคยเจอศัตรูพืชระบาดเร็วและหนักขนาดนี้ ถ้าหากว่าเกษตรกรไม่หมั่นตรวจแปลงหรือสำรวจพื้นที่ปลูก ปล่อยสักหนึ่งอาทิตย์หรือสองอาทิตย์นี่เรียบร้อยเลย ทั้งนี้ทั้งนั้น การเฝ้าระวังเรามีทั้งทางกรมและทางส่วนของราชการ มีการให้คำแนะนำการเฝ้าระวังในเรื่องนี้ว่าจะเกิดการระบาดและสุดท้ายก็ระบาดจริงๆ แต่เราก็สามารถที่จะเอาอยู่เนื่องจากว่าเราประสานงานและติดต่อกับเกษตรกรอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้มีผลกระทบนิดหน่อยไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ที่เสียหายจริงๆ

ทั้งนี้ หนอนกระทู้จะทำลายข้าวโพดตั้งแต่อายุ 15 วัน ถึงประมาณ 1 เดือน หนอนชอบช่วงข้าวโพดกำลังอ่อนอยู่ ถ้าข้าวโพดออกดอกที่หัวแล้วก็จะเกิดการทำลายน้อยลง โดยผีเสื้อจะทำการวางไข่ไว้ใต้ใบข้าวโพด แค่เปิดใบขึ้นก็สามารถเห็นกลุ่มหนอนได้แล้ว กล่าวคือต้องหมั่นตรวจแปลง ต้องช่วยๆ กัน ถึงอย่างไรหลังการออกดอกแล้วคงจะไม่มีปัญหาอะไร ในส่วนของภัยแล้งก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควรระวังในข้าวโพด กล่าวคือข้าวโพดถ้าออกดอกแล้วฝนไม่ตก การผสมเกสรหรือการติดฝักเมล็ดก็จะไม่ค่อยดี ปีนี้เราก็เกรงกลัวอยู่เหมือนกันสำหรับเรื่องภัยแล้ง

คุณบุญมีกล่าวถึงในส่วนของสถานการณ์พืชไร่ว่า ในขณะนี้นั้นยังคงไม่น่าเป็นห่วงสักเท่าไรนัก ถ้าหากว่าฝนไม่ทิ้งช่วงหรือว่าไม่แล้งตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ไว้นะครับ คิดว่าผลกระทบก็คงจะไม่เกิดขึ้นนัก แต่ถ้ามันแล้งจริงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมไม่ตกเลย คิดว่าจะมีผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่แน่นอน โดยภาพรวมแล้วจังหวัดนครสวรรค์เป็นจังหวัดที่มีพืชเศรษฐกิจหลากหลายความเป็นอยู่ของเกษตรกรยังคงดำเนินชีวิตอยู่ได้ดีกว่าจังหวัดอื่นๆ ที่มีตัวเลือกพืชน้อย ในภาพรวมจังหวัดนครสวรรค์ถือว่ายังใช้ได้อยู่ ยังดีอยู่

แต่เจอปัญหาเรื่องลม

กล้วยไข่ที่ปลูกแถวอำเภอเมือง จริงๆ แล้วเป็นพืชของจังหวัดกำแพงเพชรซึ่งเป็นเขตติดต่อเรา เราสามารถที่จะปลูกได้ อย่างกล้วยไข่ในขณะนี้ที่เราปลูกอยู่แถวตะเคียนเลื่อน แหล่งที่จำหน่ายส่วนมากจะไปทางตลาดไท ทางต่างประเทศก็มี ในส่วนของผลผลิตก็ดีอยู่ในเกณฑ์กว่า 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ สามารถที่จะปลูกได้ แต่อาจจะมีปัญหานิดหน่อยสำหรับกล้วยไข่ที่ปลูกในจังหวัดนครสวรรค์คือในช่วงต้นฤดูเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมเจอปัญหาพายุลมต้นล้ม แนวทางการป้องกันตัวนี้ลำบากมาก โดยเรามีแผนที่จะให้เกษตรกรปลูกพืชกันลม ทุกปีจะมีวาตภัยเข้ามาทำลายสวนกล้วยน้ำว้าและกล้วยไข่

ฝรั่งเก้าเลี้ยวขึ้นชื่อ

มะละกอก็ไม่ธรรมดา

ฝรั่งเราก็มีเยอะที่เก้าเลี้ยว มีฝรั่งกิมจูและฝรั่งอื่นๆ หลากหลายพันธุ์ด้วยกัน ตลาดก็จะเป็นกรุงเทพฯ ส่วนในจังหวัดนครสวรรค์ห้างร้านต่างๆ เกษตรกรนำมาจำหน่ายเอง ในส่วนของปัญหาที่พบเจอคือเพลี้ย แต่เราป้องกันได้โดยการห่อผล จะไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไรนัก โรคจุดดำที่เกิดจากเชื้อราก็มีบ้างไม่ค่อยเท่าไร นอกจากฝรั่งแล้วก็ยังคงมีมะลิโดยการเก็บดอกขายที่อำเภอเมืองและอำเภอเก้าเลี้ยวจะค่อนข้างปลูกเยอะ นอกจากพวกนี้แล้วก็จะมีพืชผักปกติทั่วไปมีการปลูกขายบ้างปลูกบริโภคบ้าง

อีกทั้งยังมีมะละกอที่ปลูกแถวจันเสน เป็นมะละกอพันธุ์แขกนวล ถ้าถามว่ามะละกอผลิตยากไหม ก็ตอบว่ายากครับ เนื่องจากโรคใบด่างวงแหวนซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส โดยวิธีการป้องกันก็มีการใช้ชีวภาพก่อน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เราก็ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี ในขณะนี้เองภาครัฐพยายามให้ลดการใช้สารเคมีลงและมีนโยบายรัฐบาลจำกัดให้มีการใช้สารเคมี 3 ตัว มีการฝึกอบรมให้แก่เกษตรกรที่จะซื้อ มีการสอบก่อนถึงจะซื้อจะใช้และจะขายได้ เพราะฉะนั้น เราจึงได้พยายามรณรงค์ในเรื่องนี้อยู่

ผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพ

สินค้าเกษตรปลอดภัย

คุณบุญมีกล่าวถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร “ที่สำคัญของกลุ่มตอนนี้อยู่ที่อำเภอเมือง มีการแปรรูปข้าว…สีข้าวบรรจุขายของวิสาหกิจชุมชน มีการทำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรพวกครีม พวกอะไรต่างๆ มีค่อนข้างจะมากอยู่นะ อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสิ่งทอที่นำมาตัดเป็นเสื้อผ้า

ในส่วนของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ช่วงเย็นจะมีตลาดที่เหล่าประชาชนไปจับจ่ายใช้สอยที่เก้าเลี้ยวคือตลาดยามเย็น แล้วก็มีตลาดเกษตรกรอยู่หน้าค่ายจิรประวัติ มีวันพุธ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ ตลาดเราสินค้าปลอดภัยครับ พืชผัก ผลไม้ที่นำไปขายซึ่งแต่ละกลุ่มที่นำไปจำหน่ายจะต้องมีมาตรฐานรองรับ ถ้าเป็นอาหารก็ต้องมี อย. ถ้าเป็นผลไม้ก็ต้องมี GAP รองรับ จุดขายของเราคือความปลอดภัย คนที่ขายในตลาดเป็นเกษตรกรโดยตรง เราให้เกษตรกรผลิตเองและจำหน่ายเอง ทางด้านราคาถามว่าขายแพงไหม ตอบเลยว่าไม่ สูสีกับแม่ค้าทั่วไป แต่เรามีเครื่องหมายรับรอง GAP และ อย.รับรอง

ตลาดนี้สร้างมาเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปี ช่วงแรกเราพยายามประชาสัมพันธ์ว่าสินค้าเรานั้นเกษตรกรปลูกเอง ปลอดภัย เกษตรกรที่จะมาจำหน่ายถ้ามีการใช้สารเคมี สารเคมีนั้นต้องหมดฤทธิ์แล้วถึงจะมาจำหน่ายได้ บางครั้งสินค้าบางตัวก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีแต่ต้องใช้ในปริมาณที่ปลอดภัยจริงๆ เกษตรกรที่มาขายในตลาดเป็นเกษตรกรรายย่อย

คุณบุญมีกล่าวสรุปภาพรวมตลาดสินค้าทางการเกษตร ว่าจังหวัดนครสวรรค์เป็นจังหวัดที่ค่อนข้างมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในตัว ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเขตชลประทาน นอกเขตชลประทานก็ตาม พื้นที่ราบลุ่มเหมาะสมต่อการเกษตร ในส่วนของผลผลิตทางการเกษตรของจังหวัดนครสวรรค์อยู่ได้ ตัวหนึ่งคือภาคการเกษตรสามารถที่จะให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการห้างร้านต่างๆ อยู่ได้ สังเกตโรงสีในจังหวัดนครสวรรค์ โดยเฉพาะโรงสีข้าว จังหวัดนครสวรรค์มีเยอะมากนะครับ นั่นก็หมายความว่าถ้าโรงสีข้าวมาก แสดงว่าผลผลิตข้าวที่ได้ก็มีเยอะ ความเป็นอยู่ของเกษตรกรทุกระดับในจังหวัดนครสวรรค์อาศัยภาคเกษตร

แปลงใหญ่ก้าวหน้า

คุณบุญมีกล่าวถึงภาพรวมเกษตรแปลงใหญ่ว่า แปลงใหญ่เรามีภาพรวมอยู่ทั้งหมด 75 แปลง มีแปลงใหญ่ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด แปลงใหญ่ที่เราทำอยู่ในขณะนี้เราพยายามดึงเกษตรกรแปลงเล็กมารวมกันเป็นแปลงใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องข้าวที่เราทำสำเร็จคือตลาดนำการผลิตที่อำเภอบรรพตพิสัยกลุ่มหนึ่ง เราเชิญผู้ประกอบการในโรงสีมาคุยกับสมาชิกแปลงใหญ่โดยเราจัดให้ผู้ประกอบการกับเกษตรกรมาพบกัน ผู้ประกอบการต้องการผลผลิตข้าวแบบไหนพันธุ์อะไร เขาก็มาแนะนำให้เกษตรกรปลูกพันธุ์นั้น เมื่อปลูกพันธุ์นั้นเสร็จแล้วก็คิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้ข้าวพันธุ์นั้นคุณภาพดี

ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดและศูนย์เมล็ดพันธุ์ฯ เราลงไปให้คำแนะนำโดยทั้ง 2 ฝ่ายจะมาคุยกันและตกลงกันได้ เขาจะซื้อในราคาที่สูงกว่าเกษตรกรทั่วไป หลักๆ คือประกันราคาให้เลยที่บรรพตพิสัยและยังมีกลุ่มที่ผลิตเมล็ดพันธุ์เป็นแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์แปลงใหญ่ 40-50 ราย เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ให้ส่วนราชการคือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดนครสวรรค์รับซื้อจากเกษตรกรเลย เป็นตลาดรองรับที่แน่นอนมีหลายกลุ่มทำอยู่ในขณะนี้ เกษตรกรก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นในส่วนของปัจจัยการผลิตเขาก็จะสามารถที่จะแก้ไขได้ ทางด้านการประกันราคาข้าวที่บรรพตพิสัยสูงกว่าเกษตรกรทั่วไปตันละ 200 บาท ถ้าสมมติเกษตรทั่วไปขายเกวียนละ 6,000 บาท เขาก็ให้เลย 6,200 บาท สูงกว่าเกษตรกรทั่วไปตันละ 200 บาทที่เราทำอยู่ในขณะนี้

แนะปลูกพืชหลายชนิด ลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกร

“ปัจจุบันเราพยายามส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอื่นหลายๆ อย่างในพื้นที่เดียวกัน พยายามปลูกพืช 2 ชนิดขึ้นไปเพื่อประกันความเสี่ยง ปัจจัยการผลิตภาครัฐเราให้ไปนิดเดียว ในส่วนขององค์ความรู้ในพื้นที่เรามีศูนย์เรียนรู้เพิ่มศักยภาพการผลิตทางการเกษตร อีกส่วนหนึ่งคือส่วนราชการสังกัดการเกษตรและสหกรณ์ในระดับจังหวัดเรา เกษตรกรต้องการความรู้ด้านไหนเราก็เชิญไปอบรมและมอบความรู้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ผลตอบรับเกษตรกรมีการให้ความร่วมมือที่ดีในการฝึกอบรม การศึกษาดูงานอะไรต่างๆ มีการให้ความสนใจ ส่วนในทางปฏิบัตินั้นขึ้นอยู่กับศักยภาพของเกษตรกรว่ามีความรู้มีความพร้อมขนาดไหน ดังนั้น ตัวนี้ถือเป็นตัวสำคัญอีกตัวหนึ่ง” คุณบุญมี กล่าว

คุณบุญมีเผยสิ่งสำคัญของเกษตรพอเพียงว่า “คือความประหยัดโดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องน้ำเรื่องอะไรอย่างนี้ ที่ผ่านมาในอดีตเรื่องน้ำไม่มีปัญหาเลย แต่ทุกวันนี้เริ่มมีปัญหา เริ่มมีข้อจำกัดเรื่องน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องทรัพยากรดินที่มีอยู่เราพยายามที่จะให้ลดละ อย่างปุ๋ย อย่างน้ำหมักชีวภาพ เราพยายามที่จะให้มีการผลิตเองซึ่งกลับมาสู่เกษตรดั่งเดิมเรา”

คุณบุญมีเผยจุดเด่นการเกษตรจังหวัดนครสวรรค์ “จุดเด่นโดยเฉพาะเรื่องข้าวเกษตรกรมีความประณีตมากในการทำนา ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดินและการกำจัดวัชพืช เทคโนโลยีการผลิตมีการใช้เครื่องเข้ามาเกี่ยวข้องส่งผลต่อความสม่ำเสมอ ในส่วนของข้าวโพดใช้เครื่องหยอดทั้งหมดเลยนะครับ เรื่องมันสำปะหลังหรือเรื่องอ้อยมีการใช้เครื่องทุ่นแรงเข้ามาช่วยเยอะ”

คุณบุญมีกล่าวเชิญชวนว่า “ช่วงเดือนกันยายนจะมีประเพณีการแข่งเรือในจังหวัดนครสวรรค์ก็อยากเชิญชวนให้จังหวัดใกล้เคียงและผู้ที่สนใจได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมการแข่งเรือที่จังหวัดนครสวรรค์ อีกทั้งยังมีอาหารรสเด็ด อาทิ ปลานครสวรรค์ที่ขึ้นชื่อมาก ก็ขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจมาเยี่ยมชม”

คุณเสน่ห์ และ คุณบุญยัง ร่มโพธิ์ (ภรรยา) อยู่บ้านเลขที่ 61/3 หมู่ที่ 11 ตำบลเขาดิน อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ เคยประสบปัญหาหนี้สินจำนวนมากจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว กระทั่งมาประสบความสำเร็จด้วยการทำไร่นาสวนผสมแบบเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้จนสามารถปลดหนี้ได้เป็นอิสระ มีชีวิตครอบครัวอย่างมีความสุข จนได้รับการยกย่องให้เป็นต้นแบบไร่นาสวนผสมที่มีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

หันมาทำไร่นาสวนผสม

แต่เดิม คุณเสน่ห์ มีอาชีพทำนาในพื้นที่ 14 ไร่ แต่ราคาข้าวไม่ดี จึงปรับมาปลูกมะละกอฮอลแลนด์อย่างเดียว พร้อมกับมีอาชีพรับจ้างรถเกี่ยวข้าว และรถดำนาด้วย ระหว่างทำอาชีพรถดำนารับจ้างเกิดปัญหาลูกค้าติดค้างค่าจ้างเป็นเงินจำนวนมาก จึงต้องนำผลผลิตมะละกอกับต้นกล้าที่เพาะไว้ออกขายเพื่อบรรเทาปัญหาการเงิน แล้วตัดสินใจรื้อแปลงมะละกอออก เพื่อเปลี่ยนเป็นสวนเกษตรผสมผสานแบบเศรษฐกิจพอเพียงแทน

คุณเสน่ห์ ไม่มีความรู้เรื่องทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง หรือเกษตรทฤษฎีใหม่เลย แต่ได้แรงบันดาลใจจากผู้ที่ประสบความสำเร็จหลายท่าน รวมทั้งยังแสวงหาความรู้จากนักวิชาการ และผู้มีประสบการณ์จากเอกสาร และทางอินเตอร์เน็ต ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังค่อยๆ ทำทีละน้อย และเป็นไปตามขั้นตอนอย่างรัดกุมโดยไม่ต้องรีบ คุณเสน่ห์ ตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะทำเกษตรแบบอินทรีย์ล้วน แม้ที่ผ่านมาเคยผ่านการใช้เคมีมา แต่เห็นว่าการใช้แนวทางอินทรีย์ช่วยให้เกิดความยั่งยืน และปลอดภัย โดยเริ่มจริงจังในปี 2555 หัดทำปุ๋ยหมัก และน้ำชีวภาพ พร้อมกับการจัดทำผังแบ่งเป็นโซนทำเกษตรกรรมต่างๆ ขุดร่องน้ำปล่อยปลาโดยรอบพื้นที่ 14 ไร่ บนสันร่องน้ำปลูกมะม่วง แซมกล้วย ปลูกข้าวนาอินทรีย์เพื่อไว้ทานในครอบครัว

ความเป็นมือใหม่ชนิดหักดิบจากเคมีมาเป็นอินทรีย์ ทำให้คุณเสน่ห์เกิดความกังวลและเครียดว่า จะสามารถทำได้เป็นผลสำเร็จหรือไม่ในระยะเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากตัวเองยังมีภาระหนี้สินอยู่จำนวนมาก แต่เมื่อทุกอย่างลงตัวทำให้ชีวิตคุณเสน่ห์และครอบครัวเริ่มดีขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรที่ใช้แนวทางอินทรีย์ทุกชนิดได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคและหน่วยงานต่างๆ มากขึ้น จนกระทั่งสามารถปลดหนี้สิน พร้อมก่อร่างสร้างครอบครัวได้อย่างมั่นคงจนได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาคราชการหลายหน่วยงาน เพื่อเป็นต้นแบบการทำสวนเกษตรผสมผสานที่ได้มาตรฐาน

ผังเกษตร…หัวใจสำคัญของเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่จำนวน 14 ไร่ คุณเสน่ห์ และ คุณบุญยัง ร่วมกันวางผังปลูกพืชไม้ผลชนิดต่างๆ ทั้งปลูกข้าวและเลี้ยงปลา รวมถึงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ ไว้ใช้เอง

“ภายในสวนมีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย กล้วย ขนุน ฝรั่ง มะนาว สับปะรด ข้าว ผักใบและสมุนไพร และปลา จึงทำให้มีรายได้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือนและรายปี มีพืชไม้ผลที่ปลูกสลับไป-มาจำนวนกว่า 100 ชนิด ในบ่อเลี้ยงปลามีหลายสายพันธุ์จำนวนกว่า 4 หมื่นตัว เป็นปลากินพืช ได้แก่ ปลานิล ยี่สก ปลาจีน ปลาไน ปลาสวาย ปลานวลจันทร์ ปลาหมอนา ฯลฯ เป็นต้น

แนวทางอินทรีย์ สร้างคุณภาพพืชไม้ผลชนิดต่างๆ

สมบูรณ์ ปลอดภัยคุณเสน่ห์ เผยถึงวิธีผลิตปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพจากที่ไม่เคยมีความรู้หรือทำมาก่อน จึงเริ่มจากไปซื้อปลามาจากโรงงานเพื่อนำมาหมัก แต่พบว่ามีกลิ่นแรง เพราะไม่ได้ผสมกากน้ำตาล จึงได้ปรับสูตรแล้วหมักปลาทิ้งไว้หลายปี เมื่อครบกำหนดจึงนำมาใส่ในพืชชนิดต่างๆ ทุกอย่างล้วนมีความสมบูรณ์มาก ต้นพืชแข็งแรง มีสีเขียว

ภายหลังจากพบข้อดีของน้ำหมักปลา จึงขยายผลด้วยการใช้สารพด.จากกรมพัฒนาที่ดินมาใช้หมักอีกหลายชนิด โดยใช้มูลวัว กากน้ำตาล และรำเป็นส่วนประกอบ การทำปุ๋ยหมักจำนวนกว่า 100 ตัน ไว้ใช้ ขณะเดียวกันยังนำพืชผักใบที่ไม่เกิดประโยชน์แล้วนำมาผลิตเป็นฮอร์โมน อย่าง ต้นกล้วย หัวปลี สาบเสือ รวมถึงใช้เศษผัก ใบไม้ที่เน่าเสียนำมาหมักเป็นปุ๋ย ทั้งนี้ บางอย่างโดยจะไม่หมักไว้นาน เมื่อต้องการใช้จึงค่อยผลิต

ปลูกมะม่วงพันธุ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เขียวสามรส น้ำดอกไม้ โชคอนันต์ มันหมูสี อกร่อง เป็นต้น ผลผลิตมะม่วงบางพันธุ์ออกตามฤดู บางพันธุ์มีผลผลิตเรื่อยๆ ที่เป็นเช่นนั้นเกิดจากการดูแลบำรุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ใช้น้ำหมักแล้วพ่นสารชีวพันธ์เพื่อป้องกันศัตรู

กล้วยหวีละ 8 บาทเท่านั้น
ส่วนสับปะรดปลูกพันธุ์บ้านไร่ ปลูกตามความเหมาะสม ตรงไหนเหมาะก็ปลูก พอหน้าแล้งต้องปล่อยหญ้าให้ปกคลุมหรือตัดใบกล้วยมาปิดหัวสับปะรดเพื่อป้องกันแดดเผาที่เปลือกทำให้เสียหาย สับปะรดให้ผลผลิตได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องทำอะไรแล้วปล่อยไปตามธรรมชาติ ได้ผลผลิตที่หัวใหญ่มาก เฉลี่ย 3 กิโลกรัม มีรสหวาน กรอบ ขายราคาหัวละ 40 บาท

คุณเสน่ห์ ปลูกกล้วยน้ำว้าพื้นเมือง ไว้ 6 ไร่ ที่ปลูกพันธุ์นี้เพราะมีความทนทาน แข็งแรง รสอร่อย ผลผลิตกล้วยพันธุ์น้ำว้าพื้นเมืองตัดขายทุกวัน มีรายได้จากการขายกล้วย จำนวน 10 หวี เฉลี่ยวันละ 150 บาท เป็นอย่างต่ำ ซึ่งตั้งใจนำไปขายจำนวนเท่านี้เพราะเกรงใจพ่อค้าในพื้นที่เดียวกันที่ต้องรับซื้อกล้วยมาขาย นอกจากนั้นยังปลูกพืชผักอายุสั้นที่เก็บผลผลิตขายได้ตลอดทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นชะอม พริก มะนาว มะเขือ ถั่วฝักขาว และผักสวนครัวอีกหลายชนิดรวมถึงพืชสมุนไพรด้วย

ส่วนนาข้าว ปลูกพันธุ์ กข 41 ปลูกแบบอินทรีย์ ปลูกไว้ทานในครอบครัว ผลของการใส่ปลาหมักในนาข้าวทำให้ใบมีสีเขียวเข้ม ได้ผลผลิตสมบูรณ์ โดยบางแปลงคุณเสน่ห์จะหยุดปลูกเพื่อจะเปลี่ยนมาปลูกผักบุ้งยอดแก้ว หรือผักบุ้งยอดสีขาว ที่กำลังได้รับความนิยม ทั้งนี้เพื่อจะได้มีรายได้ทุกวัน

อย่างไรก็ตาม น้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องลงทุนมาก เนื่องจากต้องวางเป็นระบบน้ำเพราะต้องวางท่อทั่วพื้นที่ 14 ไร่ ถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าเพราะไม่ต้องจ้างแรงงาน หรือสิ้นเปลืองเวลาในการลากสายยางไปรดต้นไม้ตามจุดต่างๆ เพียงแค่เปิดสวิตช์เมื่อต้องการใช้งานเท่านั้น

เมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ ทำกันเอง ไม่ต้องซื้อ ประหยัดได้อีก

แนวทางเศรษฐกิจพอพียงสอนให้รู้จักการประหยัดและพึ่งพาตนเอง คุณเสน่ห์ จึงใช้หลักคิดนี้สำหรับการจัดหาเมล็ดพันธุ์และขยายพันธุ์พืชโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ อย่าง ถั่วฝักยาว และผักหลายชนิดจะเก็บพันธุ์ไว้ใช้เอง หรืออาจเป็นลักษณะการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเดียวกัน

“ดังนั้นการทำเกษตรแนวนี้จึงแทบจะไม่มีต้นทุน รวมถึงยังสามารถบริหารจัดการปริมาณและจำนวนผลผลิตทางการเกษตรให้เพียงพอและเหมาะสมเพื่อควบคุมคุณภาพ ปริมาณ”

คุณเสน่ห์ บอกว่า ปัญหาโรค/แมลง จะพบน้อยมากเป็นเพราะการพัฒนาพื้นที่ปลูกด้วยการยึดแนวทางอินทรีย์เป็นหลัก นำสารพด.ของกรมพัฒนาที่ดิน มาผลิตปุ๋ยอินทรีย์สูตรต่างๆ ไว้ใช้ในสวน โดยปล่อยไปตามระบบน้ำ ทำให้สารอินทรีย์ซึมซับลงใต้ผิวดินส่งผลต่อต้นไม้และพืชต่างๆ ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่และทั่วถึง ช่วยทำให้ดินทั้ง 14 ไร่ มีคุณภาพ อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุต่างๆ แล้วเมื่อปลูกอะไร ตรงไหนก็เจริญงอกงามมีความสมบูรณ์ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายที่เกิดกับพืชหรือมนุษย์ ดังนั้น ความสมดุลทางธรรมชาติจึงเกิดขึ้น แมลงตามธรรมชาติจะจัดการกันเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสารเคมี

ทุกวันนี้ครอบครัวร่มโพธิ์ มีความสุขและสนุกกับกิจกรรมเกษตรที่ปลูกแบบอินทรีย์ ทำให้มีรายได้เฉลี่ยวันละประมาณ 300 บาท เป็นอย่างต่ำ อีกทั้งยังนำออกไปขายตามตลาดที่จัดงานเป็นสัปดาห์อีก ครั้งละ 2-3 พันบาท ซึ่งเวลานำสินค้าทางการเกษตรไปขาย คุณบุญยัง เล่าว่า ยังไม่ทันจะนำออกวางขายก็มีผู้จับจองเรียบร้อยหมดแล้ว เพราะลูกค้ารู้ว่าเป็นของอินทรีย์อย่างแท้จริง ราคาถูก อย่าง ฝรั่ง กิโลกรัมละ 20 บาท มะม่วงเขียวสามรส ขาย 3 กิโลกรัม 100 บาท เพราะต้องการให้ลูกค้าได้ชิมผลผลิตทางการเกษตรที่มีความอร่อย ปลอดภัย ในราคาไม่แพง

แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้กับไร่นาสวนผสมของคุณเสน่ห์และคุณบุญยัง ช่วยให้สามารถปลดภาระหนี้สินหลักล้านบาทได้สำเร็จจนหมดสิ้น ทำให้หลายปีที่ผ่านมาครอบครัวนี้พบแต่ความสุข ใช้เวลาสำหรับการถ่ายทอดความรู้ แนวคิด เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่ผู้สนใจ พร้อมเปิดสวนผสมให้ทุกท่านเข้าไปศึกษาดูงาน

“ทำช่วงแรกๆ อย่าไปเครียด อดทนต่อสู้ต่อไป อีกไม่นานเริ่มมีความชำนาญมากขึ้น คล่องตัวมากขึ้น ถามว่าเหนื่อยหรือท้อแท้ไหม ก็มีบ้าง แต่พอมาถึงจุดที่ทำสำเร็จแล้วสิ่งเหล่านั้นหายไปทันที แล้วความสุขเข้ามาแทนที่ ดังนั้นการทำเกษตรผสมผสานแนวเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงวางรากฐานไว้ สามารถทำให้ครอบครัวอยู่กันอย่างมีความสุขได้อย่างแท้จริง” คุณเสน่ห์ กล่าว

ไร่นาสวนผสมของ คุณเสน่ห์/บุญยัง ได้รางวัลชนะเลิศครัวเรือนต้นแบบของจังหวัด ได้รางวัลไร่นาสวนผสมระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ จึงการันตีความเชี่ยวชาญและการประสบความสำเร็จของการทำไร่นาสวนผสมแนวเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างแท้จริง จึงนับเป็นตัวอย่างไร่นาสวนผสมที่ พิสูจน์ความจริงของเกษตรทฤษฎีใหม่ได้อย่างแท้จริง

สนใจประสงค์จะติดต่อเข้าศึกษาดูงานที่สวนผสม คุณเสน่ห์ และ คุณบุญยัง ร่มโพธิ์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (081) 973-8243 อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ตอนกลางของจังหวัดยะลา

ชื่อของอำเภอ เป็นภาษามลายูปัตตานี มีความหมายว่า ที่นาที่มองเห็นต้นมะปราง ผนวกกับคำขวัญของอำเภอบันนังสตา ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ถิ่นนามะปราง” นั่นอาจจะหมายถึง ในอดีตมีต้นมะปรางอยู่กลางท้องนามาก เป็นที่เข้าใจของคนในท้องถิ่นว่ามีต้นมะปรางและมีท้องนา อันเป็นอาชีพของเกษตรกรที่นี่ อย่างที่ทราบกันดีว่าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีชาวไทยมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก การบริโภคแพะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาวไทยมุสลิม เพราะใช้ประกอบในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ ทำให้อัตราการบริโภคแพะ การซื้อขายแพะในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงมีสูง

ก่อนหน้านี้ชาวบ้านป่าหวัง หมู่ที่ 1 ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ ทำไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด สวนยางพารา เป็นพืชไร่มากกว่าพืชสวนและท้องนา รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ที่ผ่านมาก็มีเพียงรายเล็กๆ เท่านั้น

เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ชาวบ้านป่าหวัง หมู่ที่ 1 ประสบปัญหาทำการเกษตรแล้วขาดทุน จึงเริ่มมองหาอาชีพอื่น เพื่อเสริมรายได้อีกทาง เล็งเห็นว่าตลาดแพะมีความต้องการสูง จึงขอคำปรึกษาไปยังสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดยะลา และได้รับคำแนะนำว่า ให้รวมกลุ่มกันเลี้ยงแพะ เพื่อทำในรูปแบบของเกษตรแปลงใหญ่ โดยแต่ละบ้านเลี้ยงจำนวนไม่มาก แต่นำมารวมกันเพื่อต่อรองการซื้อขายให้ได้ราคาที่ต้องการ

ด้วยพื้นที่อำเภอบันนังสตา มีส่วนหนึ่งที่ติดกับชายแดนมาเลเซีย ทำให้ คุณมะสุกรี มะแตหะ ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง และ คุณมะกอยี ยูโซะ รองประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ (แปลงใหญ่) บ้านป่าหวัง ในขณะนั้นยังไม่ได้รวมกลุ่มกัน เล็งเห็นว่า การรวมกลุ่มเพื่อเลี้ยงแพะ แล้วขายให้กับชาวมุสลิมในมาเลเซียหรือชาวไทยมุสลิมที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดยะลาและจังหวัดใกล้เคียง ก็น่าจะสร้างรายได้ให้ไม่น้อย