30 ปี เทคโนฯ คืนกำไร นอกจากจะได้รับพันธุ์ไม้ฟรีและเต็มอิ่ม

กับความอร่อยของผลไม้หลากหลายชนิดแล้ว ภายในงานเกษตรมหัศจรรย์ยังจัด เสวนาความรู้ อัพเดตเทรนด์ด้านเกษตรกรรมจากกูรูด้านการเกษตรที่พานิชย์กล่าวย้ำมาว่าวิทยากรรับเชิญมีความรู้รอบด้านสุดสุด พร้อมทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จะมาเผยเคล็ดลับความสำเร็จในอาชีพของตัวเอง ซึ่งไม่ควรพลาด!

แถมยังมี กิจกรรมเวิร์กช็อป “เกษตร-ศิลป์” 4 วัน 7 หลักสูตร ให้ผู้ร่วมงานได้เข้าร่วมฟรี อาทิ Flower box จัดดอกไม้ในกล่องสวย, พันธุ์ไม้ ลายศิลป์ สไตล์ Marbling art, ปักผ้าแสนสวยด้วยเทคนิค STITCH

“ใน 1 วันจัดประมาณ 2 กิจกรรม แต่วันเปิดจะจัดเพียงกิจกรรมเดียว เราเลือกจากกิจกรรมที่น่าสนใจ โดยงานส่วนหนึ่งนำผลผลิตมาจากเกษตรกร และจำกัดผู้เรียนประมาณ 20 คนต่อกิจกรรม สามารถลงทะเบียนก่อนร่วมกิจกรรมได้เลย ไม่ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า” พานิชย์ระบุ

นอกจากนี้ในงานยังจัดบูธจำหน่ายพันธุ์พืช ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับจากสวนดังทั่วประเทศไทย อาหารดัง อาหารเด็ดที่แต่ละร้านจับมือกันมาร่วมจำหน่ายกว่า 200 บูธ ให้ผู้ร่วมงานได้เลือกจับจ่าย

และพิเศษสุดกับ กิจกรรม “30 ปี เทคโนฯ คืนกำไร” เมื่อซื้อของครบ 100 บาท จะได้รับคูปอง 1 ใบ และครบ 300 บาท ยังมีลุ้นจับสลากรับรางวัลใหญ่ทุกวัน วันละ 30 รางวัล “งานนี้ได้ทั้งของแจก ของชิม ได้ลุ้นรางวัล เวิร์กช็อป ฟังสิ่งดีๆ เกี่ยวกับงานเกษตร ต่างจากงานแฟร์ทั่วไปที่เน้นขายของ แต่เสวนาเราให้ความรู้จริงจัง ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งฟังและดู
“เราพยายามทำกิจกรรมนี้คืนกำไรสู่สังคม สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเรื่องของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่เรานำเสนอมันง่ายๆ รับได้ง่าย เหมือนกับหนังสือที่เราเสนอ คนรับไปได้เลย เอาไปปลูกอะไรก็ง่าย” พานิชย์กล่าวปิดท้าย

พบกับงานเกษตรมหัศจรรย์ “พืชกินได้ ไม้ขายดี” ที่ SKY HALL เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ในวันที่ 7-10 กันยายนนี้
บอกได้ว่ามางานนี้งานเดียว คุ้มเกินคุ้ม! เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายไพรัตน์ เสมอเชื้อ สหกรณ์จังหวัดพะเยา ได้รายงานความคืบหน้าสถานการณ์การระบายผลผลิตลำไยสดช่อของจังหวัดว่า ได้มีเครือข่ายสหกรณ์จากทั่วประเทศสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จังหวัดละไม่ต่ำกว่า 2.5 ตัน ราคากิโลกรัมละ 30-32 บาท โดยลำไยมีการคัดเกรดไซซ์ใหญ่ ลูกลำไยขนาดเท่ากับหรือใหญ่กว่าเหรียญสิบบาท พร้อมกันนี้ลำไยเป็นผลไม้มีเปลือกหุ้ม ทำให้เก็บและบรรจุกล่องส่งลูกค้าปลายทางได้รับประทานลำไยสดๆ โดยขณะนี้รายการสั่งซื้อลำไยสดช่อผ่านสหกรณ์ต่างจังหวัดมีเข้ามาทุกวัน ทางภาคตะวันออกและภาคอีสานได้สั่งเข้ามามีการจัดเก็บบรรจุและส่งตามคิวทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์

“เป็นที่พึงพอใจของจังหวัดพะเยา ว่าด้วยมาตรการระบายลำไยสดช่อ ช่วยกระตุ้นให้ราคาลำไยรูดร่วงเริ่มมีการขยับราคาขึ้นมาบ้างแล้ว จากปลายเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ราคานิ่งอยู่ที่ กิโลกรัมละ 12, 6, 3 และ 1 ยาท ตามเกรด คือ AA, A, B และ C นั้น ขณะนี้เริ่มขยับขึ้นมาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 14, 7, 3 และ 1 บาท ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การขายสดช่อก็ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะหมดฤดูกาลของลำไยเช่นกัน” สหกรณ์จังหวัดพะเยากล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ด้านราคาลำไยรูดร่วงในจังหวัดพะเยา ขณะนี้ได้เริ่มมีการขยับตัวแล้ว ขนาด AA จากกิโลกรัมละ 12 บาท ขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 13-14 บาท ทำให้เกษตรกรชาวสวนลำไยที่ไม่สามารถเก็บขายสดช่อได้เริ่มมีการเก็บลำไยรูดร่วงมาขาย ณ จุดรับซื้อในแต่ละพื้นที่แล้ว

ทีมวิจัยจากเยอรมนีเผยอแพร่ผลงานการวิจัยขึ้นใหม่ผ่านวารสารวิชาการ เจอร์นัล ไชน์ทิฟิกรีพอร์ท เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุ ฟองน้ำสำหรับใช้ล้างจานในครัว อาจถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่สกปรกที่สุดภายในบ้าน และก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าที่เคยคิดกัน

ทีมวิจัยเยอรมันระบุไว้ในรายงานดังกล่าวว่า งานวิจัยใหม่นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ฟองน้ำล้างจาน (คิทเชน สปอนจ์) เป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียที่มีชีวิตใหญ่ที่สุดเท่าที่มีในบ้านหลังหนึ่ง ผลงานวิจัยชิ้นนี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ของ ชัค เกอร์บา นักจุลชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ที่ระบุไว้ในปี 2012 ว่า ฟองน้ำล้างจานสกปรกกว่าแท่นรองนั่งชักโครกถึง 200,000 เท่า

งานวิจัยชิ้นใหม่ใช้วิธีเก็บตัวอย่างฟองน้ำล้างจานใช้แล้ว จำนวน 14 ชิ้น มาตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเพื่อใช้เป็นชิ้นตัวอย่างในการวิจัย รวม 28 ชิ้น โดยตั้งเป้าในการวิจัยไว้ว่าต้องการตรวจสอบชนิดของแบคทีเรียที่เจริญเติบโตอยู่ในฟองน้ำ เพื่อดูว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่อย่างไร โดยใช้วิธีการตรวจสอบและจำแนกดีเอ็นเอของแบคทีเรียที่พบ ซึ่งทำให้ในเวลาเดียวกันก็สามารถทราบปริมาณของแบคทีเรียเหล่านั้นพร้อมกันไปด้วย ทำให้งานวิจัยใหม่นี้ถือเป็นงานวิจัยและวิเคราะห์แบคทีเรียในฟองน้ำล้างจานที่ครอบคลุมมากที่สุด

ทีมวิจัยพบข้อมูลน่าตกใจว่า ในชิ้นตัวอย่างของฟองน้ำล้างจานซึ่งมีขนาดเท่ากับน้ำตาลก้อนสี่เหลี่ยมหนึ่งก้อน มีเซลล์แบคทีเรียปนเปื้อนอยู่มากถึง 54,000 ล้านเซลล์ ความหนาแน่นของแบคทีเรียในระดับสูงมากดังกล่าว พบอีกเพียงที่เดียวเท่านั้นคือใน “อุจจาระ”

ฟองน้ำล้างจานกลายเป็นแหล่งสะสมและเจริญเติบโตชั้นดีของแบคทีเรีย เพราะมักจะเปียกชื้น ไม่เย็นจัดเกินไปและมีเศษอาหารหลงเหลืออยู่ ซึ่งกลายเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรียเหล่านี้ ในการวิจัยพบว่า แบคทีเรียในฟองน้ำล้างจานมีความหลากหลายมากกว่าที่เคยคิดกัน โดยพบแบคทีเรีย 5 ใน 10 ชนิด ซึ่งเป็นกลุ่มของแบคทีเรียที่มีความสามารถในการก่อโรคซึ่งพบเห็นบ่อยที่สุด รวมทั้ง อาซีเนโทแบคเทอร์ จอห์นโซนี (Acinetobacter johnsonii), ครายเซโอแบคทีเรียม โฮมินีส (Chryseobacterium hominis) และโมแรกเซลลา ออสโลเอนซิส (Moraxella osloensis) และพบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในกลุ่มที่ก่อให้เกิดอาการคออักเสบ (สเตรป อินเฟคชั่น) อีกด้วยแม้จะไม่มากมายเท่ากลุ่มอื่นๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ทีมวิจัยพบด้วยว่าไม่มีวิธีการทำความสะอาดใดที่ทำให้ปริมาณแบคทีเรียในฟองน้ำล้างจานลดลงมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ไม่แม้แต่กระทั่งการนำเอาฟองน้ำล้างจานเข้าเตาไมโครเวฟ หรือนำไปต้มในน้ำเดือดเหตุผลที่ทีมวิจัยสันนิษฐานก็คือเป็นเพราะแบคทีเรียส่วนหนึ่งสามารถทนทานต่อกระบวนการทำความสะอาดสุดโด่งเหล่านั้นได้ และจากนั้นก็เริ่มแบ่งตัว สร้างอาณาจักรใหม่ขึ้นในฟองน้ำอย่างรวดเร็ว ทำให้ยิ่งนานไปยิ่งยากที่จะลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียลง

เมื่อนำฟองน้ำล้างจานใหม่ที่ยังไม่ผ่านการใช้มาทดสอบหาเชื้อแบคทีเรีย ทีมวิจัยพบว่า ฟองน้ำใหม่ปกติแล้วจะปลอดเชื้อแบคทีเรียโดยสิ้นเชิง คำแนะนำของทีมวิจัยก็คือ ให้เปลี่ยนฟองน้ำล้างจานบ่อยๆ เป็นประจำ เช่น สัปดาห์ละครั้ง อาจช่วยลดปัญหาลงได้

บนเนื้อที่เกือบ 500 ไร่ ในพื้นที่ ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ถูกใช้เป็นแหล่งเพาะปลูกพันธุ์และจำหน่ายพันธุ์ไม้กว่า 3 ล้านต้น อีกทั้งยังมีการปรับภูมิทัศน์ แบ่งโซนเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ครบวงจร ทั้งซุ้มกาแฟอาหารอร่อย ตลาดซุปเปอร์มาร์เก็ต สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อพันธุ์ไม้กลับไปปลูกเลี้ยงเอง แต่ไฮไลต์สำคัญคือมีการจัดรูปแบบลักษณะการท่องเที่ยว Secret Space “เขาวงกตดินแดนแห่งความลับ” ไว้ให้ทุกคนที่มาเยือนได้ทดสอบสมองค้นหาทางออก โดยมีพันธุ์ไม้เกาะไต่อยู่บนผนังไปตามจินตนาการสนุกชวนค้นหา

“พงษ์ศักดิ์ เขียวมีส่วน” วัย 37 ปี เจ้าของสถานที่แห่งนี้ ได้นำเที่ยวชมสวนพันธุ์ไม้รอบๆ พื้นที่ พบว่ามีการปลูกสร้างโรงเรือนที่แตกต่างกันกับพันธุ์แต่ละชนิด เช่น ไม้กระบองเพชรจะชอบสภาพอากาศที่ร้อนแล้งคล้ายทะเลทราย จึงต้องคลุมด้วยผ้ายางพสาสติกสร้างเป็นหลังคาโรงเรือน ส่วนไม้ใบตระกูลเฟิร์นจะสร้างด้วยสแลนพลาสติกโปร่ง มีรูระบายที่ต้องการความโปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก มีพันธุ์ไม้ประมาณ 1,000 ชนิด ใน 6 ตระกูลหลักๆ แยกเป็นวงศ์ เช่น กระบองเพชร แอนโทเรียม หรือต้นหน้าวัวใบ พันธุ์สับปะรดสี ไม้ตระกูลเฟิร์น เป็นต้น

อย่างกระบองเพชรช้างจะออกดอกสีชมพูอมม่วงมีหลายขนาด จะเริ่มออกดอกประมาณ 2 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่ที่สภาวะแวดล้อมถ้าต้นสมบูรณ์จะใช้เวลาเพียงปีเดียวก็จะให้ดอกที่สวยงามราคาประมาณต้นละ 400 บาท ถูกจัดวางเพาะเลี้ยงตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ลักษณะด้านล่างสูงโปร่งไม่ชื้น อากาศถ่ายเทสะดวก นอกจากนี้ ยังมีการจัดแบ่งพื้นที่รวมพันธุ์ไม้ใบ ไม้กระบองเพชรทุกขนาดมาไว้ในจุดเดียวกัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่มาได้ชมอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องเดินชมในระยะทางที่ไกลมากนัก หากต้องการสายพันธุ์ไหนก็สามารถสอบถามราคากับเจ้าหน้าที่ พร้อมหยิบชมเลือกซื้อกลับไปปลูกที่บ้านได้

นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบยังปลูกต้นไม้นานาชนิด มีการจัดเป็นซุ้มนั่ง มีสัตว์เลี้ยงนานาชนิด ทั้งนก ไก่ ส่งเสียงร้องท่ามกลางธรรมชาติและพันธุ์ไม้ หลายจุดมีนักท่องเที่ยวบางคนนำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพแต่ละจุดอย่างประทับใจ มีความสุขและสนุกสนานกับแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ชวนท้าทายและค้นหา

“พงษ์ศักดิ์” เล่าให้ฟังว่า ได้รับช่วงความรู้การปลูกพันธุ์ไม้เหล่านี้มาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ ส่วนตนเป็นรุ่นที่ 3 สถานที่ของเราเริ่มจากสวนเพียง 18 ไร่ แล้วค่อยๆ ขยายจนกว้างใหญ่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ โดยส่วนตัวเป็นคนรักในธรรมชาติ และมีแนวคิดสร้างสรรค์สิ่งที่แปลกๆ ใหม่ๆ จึงได้ปรับปรุงขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่ ปลูกพันธุ์ไม้มากมาย แต่ละโซนที่จัดแบ่งจะมีการทดลองการปลูกพันธุ์ไม้แต่ละชนิดทางการวิจัยของวิทยาศาสตร์ ตรงไหนสมควรปลูกอะไรได้บ้าง ที่มีความสูง ต่ำมากน้อยขนาดไหน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกไม้ใบ ไม้จัดสวน ไม้จัดภายใน เช่น พวกตระกูลหน้าวัว ใบเฟิร์น สับปะรดสี

ส่วนตอนนี้ที่กำลังเป็นที่นิยมจะเป็นพวกไม้หลัก 6 ตระกูล อาทิ กระบองเพชร มีทั้งแบบมีดอกและไม่มีดอก ทั้งจัดวางปลูกไว้กลางแจ้ง และปลูกสร้างอยู่ในโรงเรือนนับล้านต้น มีการส่งจำหน่ายตลาดต่างจังหวัดหลายแห่ง และเปิดขายทุกวันแก่นักท่องเที่ยวที่สนใจ สนนราคาตั้งแต่หลักสิบบาทไปจนถึงหลักพันบาท แล้วแต่ขนาดของต้นพันธุ์แต่ละชนิดที่จัดไว้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตต้นไม้

“แต่สิ่งที่น่าสนใจจะเป็นพื้นที่เขาวงกตประมาณ 300 ตารางวา ดินแดนแห่งความลี้ลับ และการค้นหาท่ามกลางการปลูกเลี้ยงต้นตีนตุ๊กแก ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง ที่สามารถเกาะไต่บนผนังปูนได้ทำให้ดูมีชีวิตชีวา และยังมีต้นเงาะปลูกไว้ในกระถางตามจุดในพื้นที่เขาวงกต ซึ่งจะต้องใช้ความคิดจุดสังเกต เพื่อพยายามหาทางออกไปให้ได้ บางคนจะสังเกตรอยเท้าที่ย่ำบนพื้นดิน และต้นเงาะที่โผล่ขึ้นไปสูงกว่าผนังแสดงสัญลักษณ์นั่นคือทางตันไปต่อไม่ได้ และจะต้องเดินไปอีกทาง มีนักท่องเที่ยวหลายคนต่างสนใจและอยากทดสอบสมองของตัวเองไปกับการค้นหาทางออกอย่างสนุกสนานพร้อมกับถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกในการพิชิตชัยชนะเขาวงกตได้เป็นผลสำเร็จ”

สำหรับจุดประกายการสร้างเขาวงกตนั้น “พงษ์ศักดิ์” ระบุว่า เริ่มจากมีแนวคิดแบ่งพื้นที่ทำร้านกาแฟไว้ จุดแรกให้ลูกค้าที่เข้ามาดูงาน รวมถึงนิสิต นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ที่เข้ามาดูการเพาะเลี้ยง ให้คำปรึกษาเรื่องการเกษตร มาทำงานภาคปฏิบัติ ซึ่งลูกค้าที่มาบางทีอาจจะต้องพาไปเลี้ยงอาหารบ้างในบางครั้ง จึงคิดว่าทำให้ครบในจุดที่นี่ที่เดียวน่าจะดีกว่า ทำให้การพูดคุยงานจะง่ายขึ้น ความคิดต่อไปคือทำอย่างไรให้มีจุดเด่น จึงคิดมองหาเกมหรือสิ่งที่ช่วยสร้างสีสันให้กับพื้นที่ตรงนี้ได้บ้าง จึงมาคิดลงตัวที่เขาวงกตได้ และคิดต่อไปคือต้นไม้จะทำอย่างไรให้ดูครึ้มทึบ จึงมองหาเลือกต้นไม้อยู่พักใหญ่ดูประโยชน์ที่สามารถแนบกับผนังปูนซีเมนต์ได้จนสุดท้ายมาจบลงที่ต้นตีนตุ๊กแก เพราะเคยเห็นการจัดสวนมีการนำต้นตีนตุ๊กแกเข้ามาจัดมองแล้วดูขลังทำให้มองดูเก่าและครึ้มไปกับพื้นที่

“พงษ์ศักดิ์” บอกด้วยว่า นอกจากมีเขาวงกตให้ชวนค้นหาเป็นจุดไฮไลต์ของที่นี่แล้ว เรายังมีตลาดซุปเปอร์มาร์เก็ตต้นไม้ที่สามารถเลือกซื้อ เลือกชมได้ แม้กระทั่งรอบบริเวณพื้นที่ร้าน ตามคอนเซ็ปต์ว่า “จำหน่ายต้นไม้ทุกต้นที่ยกได้” ราคามีตั้งแต่หลักสิบถึงหลักพันบาทแล้วแต่ไซซ์และชนิด และราคาพันธุ์ไม้รวมถึงการเลี้ยงดูการปลูกง่าย หรือยาก มีการจำหน่ายทั่วไปตั้งแต่ภาคเหนือลงไปถึงภาคใต้

“ในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคมที่จะถึงนี้ หากนักท่องเที่ยวคนไหนพาครอบครัวมาเที่ยวที่นี่ ในรูปแบบครอบครัวพ่อ-แม่-ลูก ทาง Secret Space เราจะมีของที่ระลึก คือพันธุ์ไม้ของทางร้านมอบให้แก่ครอบครัวละ 1 ต้น นำไปปลูกเพาะเลี้ยงที่บ้าน ซึ่งได้ตั้งใจที่จะมอบเป็นของขวัญของฝากในวันแม่ แก่ผู้ที่มาเที่ยวที่นี่ในวันแม่แห่งชาติด้วย” พงษ์ศักดิ์ ทิ้งท้าย

ไทย-เดนมาร์คสปีดหาช่องทางขายใหม่ รุกต่างประเทศหนีตลาดนมในไทยไม่โต ผนึกตัวแทนขายภาคใต้บุกมาเลเซียตุลาคมนี้ ฝั่งในประเทศเดินหน้าสร้างการรับรู้เข้าถึงคนรุ่นใหม่เตรียมเปิดตัวโฉมใหม่บรรจุภัณฑ์เพิ่มความทันสมัย พร้อมเดินหน้าปูพรมร้านนมในโรงเรียน สร้างโอกาสบริโภคต่อเนื่อง

ดร. ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม “ไทย-เดนมาร์ค” กล่าวว่า อ.ส.ค.มีแผนขยายช่องทางจำหน่ายต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตในกลุ่มธุรกิจนมพาณิชย์ โดยทิศทางจากนี้จะเดินหน้าขยายตลาดในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งการเพิ่มช่องทางขายในตลาดเดิมที่มี ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ผ่านผู้แทนจำหน่ายในแต่ละประเทศ รวมทั้งการเปิดตลาดใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มส่งออกนมพร้อมดื่มยูเอชทีไปมาเลเซียได้ในช่วงตุลาคมนี้ผ่านผู้แทนจำหน่ายของ อ.ส.ค.ในภาคใต้ ซึ่งขณะนี้รอตรวจประเมินโรงงานที่สุโขทัยในเรื่องของฮาลาจากรัฐบาลมาเลเซีย

“ตลาดผลิตภัณฑ์นมโดยรวมในไทยปีนี้คาดว่าจะไม่เติบโต จากปัจจัยของเศรษฐกิจกำลังซื้อที่ชะลอตัวและการแข่งขันที่รุนแรง เราจึงให้ความสำคัญกับการหาช่องทางขายใหม่ๆ ในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็จะอาศัยจุดแข็งของนมโคไทย-เดนมาร์ค ที่เป็นนมโคแท้ 100% ต่างจากนมพร้อมดื่มยูเอชทีในภูมิภาคนี้ที่ส่วนใหญ่ใช้นมผงนำมาผลิต ซึ่งการเริ่มส่งออกสินค้าไปมาเลเซียที่เป็นตลาดอาหารฮาลาที่มีศักยภาพสูง จะเป็นโอกาสขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน อาทิ สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย รวมทั้งขยายไปยังประเทศมุสลิมอื่นๆ ในอนาคต”

ดร. ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับตลาดในมาเลเซีย ช่วงปีแรก (ต.ค. 2560-ก.ย.2561) ตั้งเป้าไว้ 100 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มียอดขายจากต่างประเทศ 1,100 ล้านบาท โดยส่งออกไปกัมพูชาคิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% แต่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 ยอดขายยังน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบในบางประเทศ เช่น ลาว ที่ออกกฎข้อบังคับเรื่องฉลากใหม่ ซึ่ง อ.ส.ค.กำลังดำเนินการเพิ่มฉลากภาษาลาวบนบรรจุภัณฑ์ตามข้อกำหนด

ควบคู่กับการขยายตลาดในไทยที่ปัจจุบันไทย-เดนมาร์คเป็นผู้นำตลาดนมพร้อมดื่มยูเอชทีด้วยส่วนแบ่งการตลาดเชิงปริมาณกว่า 42% โดยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลาย สร้างความแข็งแรงให้กับการขายในแต่ละภูมิภาค เช่น ภาคใต้ ที่โฟกัสเรื่องการขายมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมียอดขายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีฐานที่แข็งแรงในภาคกลางและอีสาน ขณะเดียวกันก็มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตนมพร้อมดื่มโดยการปรับปรุงโรงงานนมที่มวกเหล็ก สระบุรี และปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จากปัจจุบันมีสำนักงานและโรงงานผลิต 5 แห่ง ที่เชียงใหม่ สุโขทัย ขอนแก่น สระบุรี ประจวบคีรีขันธ์ รองรับความต้องการในทุกภูมิภาค

เนื่องจากปัจจุบันคนไทยยังดื่มนมน้อย อยู่ที่ 18 ลิตร/คน/ปี อ.ส.ค.จึงพยายามเพิ่มการบริโภคด้วยการมีวาไรตี้ของสินค้า รณรงค์สร้างการรับรู้สร้างโอกาสการบริโภคให้ต่อเนื่อง โดยในช่วงตุลาคมนี้เตรียมเปิดตัวแพ็กเกจจิ้งใหม่สำหรับกลุ่มนมพร้อมดื่มและนมเปรี้ยวยูเอชทีให้ทันสมัย เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ตลอดจนการเอดูเคตตลาดเพื่อขยายฐานผู้บริโภคล่าสุด ได้เปิดร้านนมไทย-เดนมาร์ค มิลค์ช็อป (THAI-DENMARK Milk Shop) ในโรงเรียนที่มงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกมัธยม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นร้านนมต้นแบบในโรงเรียนแห่งแรก และเดือนสิงหาคมนี้จะเปิดเพิ่มที่จังหวัดพิษณุโลก

“ปีนี้ (ต.ค. 2559-ก.ย. 2560) ตั้งเป้ายอดขาย 9,055 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมากว่า 8,000 ล้านบาท” ดร. ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 มีมูลค่า 3,059 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.51% จากปี 2558 และในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ส่งออก 1,554 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนส่งผลดีต่อธุรกิจ “ธุรกิจอาหารสัตว์” ซึ่งเป็นต้นน้ำของกลุ่มปศุสัตว์ได้มีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ปัจจัยบวกของธุรกิจอาหารสัตว์ไม่ใช่เพียงความต้องการใช้อาหารสัตว์ที่เพิ่มตาม “ปริมาณตัวกิน” เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญมาจาก “ต้นทุนวัตถุดิบ” ที่ปรับลดลง โดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะข้าวสาลี และกากข้าวสาลี (DDGS) ในปี 2559 มีปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 4.57 ล้านตัน จนทำให้เกษตรกรขาดทุนราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศลดลง กิโลกรัมละ 4-5 บาท นำมาสู่ ข้อเรียกร้องให้ “ขึ้นภาษีนำเข้ากากข้าวสาลีจาก 0% เป็น 27%” ตามเดิม เพื่อจำกัดปริมาณการนำเข้าข้าวสาลี

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์ยืนยันว่า จำเป็นต้องใช้ข้าวสาลี และ DDGS เพราะผลผลิตข้าวโพดในประเทศมีเพียงปีละ 4.5 ล้านตัน ไม่เพียงพอต่อดีมานด์ที่ต้องการ 8 ล้านตัน ต้องนำเข้า

นำเข้าข้าวสาลี 2 แสนตัน

กระทรวงพาณิชย์จึงได้ออกประกาศกำหนดให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่ต้องการนำเข้าข้าวสาลีมาใช้ในการผลิต จะต้องซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรในประเทศ 3 ส่วน เพื่อจะได้รับสิทธินำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน เพื่อเป็นการแก้ปัญหา เช่น ต้องการนำเข้าข้าวสาลี 4 ล้านตัน ต้องซื้อข้าวโพด 12 ล้านตัน แต่ในทางปฏิบัติข้าวโพดในประเทศมีเพียง 4.5 ล้านตัน หากคิดตามสัดส่วนจะสามารถนำเข้าข้าวสาลีได้เพียง 1.5 ล้านตัน ซึ่งเมื่อบวกกันแล้ว วัตถุดิบยังไม่เพียงพอ

ดังนั้น ผู้ผลิตอาหารสัตว์จึงได้ขอให้กระทรวงพาณิชย์ “ทบทวน” ประกาศมาตรการ 3 ต่อ 1 มีผลผ่อนปรนให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ (อาหารกุ้ง) 6 บริษัท สามารถนำเข้าข้าวสาลีโดยไม่ต้องซื้อข้าวโพด 150,423 ตัน หรือคิดเป็น 10% ของกำลังการผลิต เพราะอาหารสัตว์น้ำจำเป็นต้องใช้ข้าวสาลีในการผลิต

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ ให้ข้อสังเกตว่า การนำเข้าข้าวสาลีเกรดอาหารสัตว์ ช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน) 2560 ปริมาณ 564,534 ตัน มูลค่า 4,748,143,195 บาท

“การปรับขึ้นภาษีนำเข้า จะไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพราะภาครัฐมีมาตรการทางภาษีช่วยอาหารสัตว์ ตามมาตรา 19 ทวิ ประมวลรัชฎากรให้หักคืนภาษีได้เมื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ แต่ไม่ใช่ลดภาษีให้เพื่อนำเข้ามาแปรรูปและขายทำกำไรในประเทศ แต่หากยังจะนำเข้าควรซื้อจากประเทศที่ทำ FTA เช่น ออสเตรเลีย ไม่ควรนำเข้าจากยูเครน เพราะไม่มี FTA และมีความเสี่ยงจะมีสารอันตรายต่อสุขภาพ

ข้าวสาลีมีสารพิษปนเปื้อน

เพราะข้าวสาลีเกรดอาหารสัตว์ “Feed Wheat” ขายถูก และมีเปอร์เซ็นต์โปรตีนต่ำอยู่ประมาณ 7-8% ต่ำกว่าข้าวสาลีชนิด Food Grade ที่มาทำอาหารคน แต่เสี่ยง “เชื้อรา Ergot Alkaloids” ที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และยังมีความเสี่ยงว่าอาจมีปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีโปรตีน 8-9% เทียบเท่ากับข้าวสาลีเกรดอาหารสัตว์ และมี Corn Oil และสารอื่นที่มีคุณค่ากับสัตว์

เกมพลิกส่งออก “ข้าวโพด”

ประเด็นใหม่ที่พบข้อมูลจากสมาคมพ่อค้าข้าวโพดและพืชพรรณไทยระบุว่า ยอดส่งออกข้าวโพดตลอดปีการผลิต 2559/2560 (เดือนกรกฎาคม 2559 ถึงเดือนมิถุนายน 2560) มีปริมาณ 701,365 ตัน เพิ่มขึ้น 93.38% จากปี 2558-2559 ที่ส่งออกได้ 362,674 ตัน ไปยังตลาดฟิลิปปินส์มากที่สุด 456,414 ตัน รองเวียดนาม 143,423 ตัน มาเลเซีย 28,719 ตัน และอินโดนีเซีย ซื้อ 24,300 ตัน

มีข้อน่าสงเกตว่า ยอดส่งออก “เวียดนาม” เพิ่มขึ้น 1,507% จากปี ก่อนสะท้อนว่าภาคปศุสัตว์เวียดนามขยายตัวขึ้นเป็นอย่างมาก

สาเหตุที่ยอดส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น 93.38% อาจเพราะผลผลิตข้าวโพดเพิ่มขึ้นสวนทางมาตรการควบคุมไม่ให้ปลูกแบบ “รุกเขา-เผาป่า” หรือไม่ก็เพราะผู้ผลิตอาหารสัตว์หันไปใช้ข้าวสาลีนำเข้าแทน

อย่างไรก็ตาม ห่วงโซ่อุปทานทั้งวงจรต้องพึ่งกัน haveyoursayonline.net รัฐควรส่งเสริมให้ช่วยกัน “แบบพี่ช่วยน้อง” และให้เพิ่มผลผลิตต่อไร่ จากปัจจุบันที่ไทยผลิตเฉลี่ย 650 กิโลกรัม/ไร่ ต่ำกว่าสหรัฐ ปลูกได้ 1,605.34-1,706.94 กิโลกรัม/ไร่ มากกว่าไทย 2.54 เท่า หากเพิ่มผลผลิตได้จะทำให้ต้นทุนลดลงไม่ต้องเดือดร้อน

เวียดนามแข่งเดือดส่งออกไก่

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า ทุกฝ่ายควรมองปัญหาภาพรวมและร่วมกันแก้ไข ถึงอย่างไรก็ต้องนำเข้าวัตถุดิบเพราะผลิตไม่เพียงพอ ประกอบกับธุรกิจปศุสัตว์แข่งขันรุนแรง ซึ่งขณะนี้ญี่ปุ่นเปิดตลาดให้เวียดนามแล้ว คาดว่าปีหน้าอียูจะเปิดตลาดให้อีก

“เวียดนามได้เปรียบไทย เพราะมีพืชตัดแต่งพันธุกรรม (GMO) ได้ และต้นทุนค่าแรงงานต่ำกว่าไทย 1 ใน 3 กำลังการผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นปีละ 20 ล้านตัน ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเช่นกัน แต่ไม่มีภาษี 0%”

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีแนวโน้มฝนลดลง แต่บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนตกมากกว่าที่อื่นๆ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนลดลง เว้นแต่บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนตกมากกว่าที่อื่นๆ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตาก กำแพงเพชร และพิษณุโลก อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.