“43 ปี ส.ป.ก. สานต่อศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ส.ป.ก. จัดงานครบรอบวันคล้ายวันสถาปนา “43 ปี ส.ป.ก. สานต่อศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดงานเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก. ครบรอบ 43 ปี ในวันที่ 6 มีนาคม 2561 ณ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “43 ปี ส.ป.ก. สานต่อศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ซึ่งภายในงานมีการจัดนิทรรศการโดยน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในพื้นที่การปฏิรูปที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาในแต่ละภูมินิเวศ ผสมผสาน วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ทำให้เกษตรกรมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งคาราวานร้านค้าจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ของฝากของที่ระลึกแต่ละจังหวัดกว่า 80 บู๊ธ โดยจัดขึ้น ระหว่าง วันที่ 5-7 มีนาคม 2561

นายธีระ วงษ์เจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ วันที่ 6 มีนาคม 2518 ตลอดระยะเวลา 43 ปี แห่งการปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร ได้ดำเนินการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้เกษตรกร จำนวน 2.8 ล้านราย เนื้อที่ประมาณ 35 ล้านไร่

จัดเป็นที่ดินทำกิน ใน 67 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับจัดที่ดิน 2,198,721 ราย เนื้อที่ 34,990,480 ไร่
จัดเป็นที่ดินชุมชน หรือที่อยู่อาศัย ใน 62 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับจัดที่ดิน 587,846 ราย เนื้อที่ 368,859 ไร่
จัดที่ดินเอกชน ใน 53 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับจัดที่ดิน 29,175 ราย เนื้อที่ 469,030 ไร่
ใช้พื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจและพื้นฟูสภาพแวดล้อมนับจากปี พ.ศ. 2545-2560 เนื้อที่รวม 107,067 ไร่
นอกจากนี้ ส.ป.ก. ยังมีกิจกรรมที่ดำเนินการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกร 40,684 ราย พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่องฯ (Smart Farmer) 22,268 ราย พัฒนาผู้แทนเกษตรกร 39,801 ราย มีศูนย์เรียนรู้ฯ 7,118 แห่ง (ขยายผลให้ความรู้กับเกษตรกร 760,541 ราย) สร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ 49,548 ราย พัฒนาความรู้ผ่านกระบวนการวิสาหกิจชุมชน 142,502 ราย

อบรมเกษตรกรภายใต้แนวทางพระราชดำริ 29,942 ราย มีนิคมเศรษฐกิจพอเพียง 156 แห่ง นิคมการเกษตร 58 แห่ง บริการให้สินเชื่อเงินกองทุนฯ ให้แก่เกษตรกรไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 11,132.926 ล้านบาท

และการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฯ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นนโยบายการจัดที่ดินให้เกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกินของรัฐบาล

ด้าน นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า “ในปี 2561 เป้าหมายหลัก ในการดำเนินงานของ ส.ป.ก. ยังคงเน้นการจัดที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ให้ได้มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยมุ่งเน้นการจัดที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร พัฒนาอาชีพเกษตรกรรมจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยการผลิตเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งภาครัฐพร้อมที่จะสนับสนุนในทุกด้านตามความเหมาะสมและจำเป็นในแต่ละพื้นที่

ตลอดระยะเวลา 43 ปี ส.ป.ก. ยึดมั่นในศาสตร์พระราชา โดยได้นำหลักพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาใช้ในการดำเนินงาน คือ การจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกิน และต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรในเรื่องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินที่ได้รับอย่างเต็มที่ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันโดยได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงหรือแม้แต่การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

ในวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 43 ปี ของ ส.ป.ก. ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นประจำของทุกปี ในปีนี้นอกจากการทำบุญเลี้ยงพระตามประเพณีแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ

การจัดนิทรรศการด้านการเกษตร ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ประยุกต์การทำเกษตรทฤษฎีใหม่สู่ภูมิปัญญาท้องถิ่น โคก หนอง นา โมเดล เป็นการจัดการพื้นที่ ซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ได้ประโยชน์สูงสุดผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อเป้าหมายการพึ่งตนเองการแสดงผลงานการวิจัยในเขตปฏิรูปที่ดิน

การมอบรางวัลแก่ข้าราชการดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2560 ซึ่งจะต้องเข้ารับรางวัลครุฑทองคำ ในวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน 2561 ณ ทำเนียบรัฐบาล, Talent of the year, รางวัลชนะเลิศการเขียนบทความทางวิชาการ และรางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ 43 ปี ส.ป.ก. เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ ข้าราชการ ลูกจ้างพนักงาน และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.

และที่พลาดไม่ได้การออกร้านค้าจำหน่ายสินค้าของ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน 72 จังหวัด โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่มสินค้า อาทิ กลุ่มอาหารสด กลุ่มข้าวสารอาหารแห้ง กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มผ้าและของฝาก กลุ่มสมุนไพร และกลุ่มผักสด

รมช. เกษตรฯ ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี พูดคุยกับชาวนาเกลือ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ เล็งยกระดับคุณภาพเกลือไทยให้ได้มาตรฐานผ่านระบบสหกรณ์ สามารถสร้างตลาดทั้งภายในและนอกประเทศ หวังเพิ่มช่องทางตลาด พร้อมผลักดันเกลือไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเกลือทะเลของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด พร้อมรับฟังปัญหาการทำอาชีพเกลือทะเล ที่ ตำบลบ้านแหลม อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

ทั้งนี้ พบว่าจังหวัดเพชรบุรีมีพื้นที่ในการทำนาเกลือของเกษตรกรผู้ผลิตเกลือทะเล รวมทั้งสิ้น 32,000 ไร่ โดยเกษตรกรสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด มีพื้นที่ทำนาเกลือ จำนวน 16,286 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 45.24 ของพื้นที่ทำนาเกลือทั้งหมดของจังหวัดเพชรบุรี

นับตั้งแต่ปี 2536 เกษตรกรผู้ทำนาเกลือได้รวมกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรชาวนาเกลือบ้านแหลม จำกัด ซึ่งเป็นสหกรณ์ประเภทการเกษตร มีสมาชิกแรกเริ่ม 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบ้านแหลม กลุ่มบางขุนไทร กลุ่มปากทะเล และกลุ่มบางแก้ว-พะเนิน สมาชิกแรกตั้ง 111 คน ทุนดำเนินการเงินแรกเริ่ม 111,000 บาท

ต่อมาได้มีการขยายการเปิดรับสมาชิกและแดนดำเนินงานครอบคลุมทุกอำเภอของจังหวัดเพชรบุรี และจดทะเบียนชื่อว่าสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด ปัจจุบันมีสมาชิก 261 คน ดำเนินธุรกิจหลักคือการรวบรวมผลผลิตเกลือทะเลจากสมาชิก การแปรรูป การจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้สมาชิกและการให้บริการอื่นๆ แก่สมาชิกซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ทำนาเกลือ

สำหรับการดำเนินธุรกิจรวบรวมและจำหน่ายเกลือทะเลนั้น ทางสหกรณ์ฯ ได้จัดทำแผนรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก โดยการทำข้อตกลง MOU กับสมาชิกสหกรณ์ และรวบรวมผลผลิตเกลือผ่านชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – ธันวาคม 2561 โดยแบ่งเป็นเกลือแต่ละประเภท ดังนี้ 1. เกลือขาว จำนวน 2,423 ตัน

2. เกลือกลาง จำนวน 62,579 ตัน

3. เกลือดำ จำนวน 3,432 ตัน รวมทั้งสิ้น 68,434 ตัน

ปัจจุบันสหกรณ์รวบรวมเกลือจากสมาชิก จำนวน 614,310 กิโลกรัม และส่งผ่านชุมนุมฯ ไปแล้ว 469,950 กิโลกรัม ที่ผ่านมา ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการช่วยเหลือสมาชิกสถาบันเกษตรกรที่ทำนาเกลือในจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี ภายใต้โครงการ “สร้างระบบการผลิตและการตลาดเกลือทะเลของสถาบันเกษตรกรด้วยวิธีการยกระดับราคาให้ยั่งยืน” โดยผลักดันให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาร่วมกันในการผลิตเกลือคุณภาพมาตรฐานและยกระดับราคาเกลือให้กับสมาชิก

ซึ่งช่วงฤดูแล้งของทุกปี ผลผลิตเกลือทะเลจะมีปริมาณมากที่สุดเป็น 3-4 เท่า ของช่วงปกติ กระทรวงเกษตรฯ จึงได้จัดสรรเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 52.5 ล้านบาท เป็นเงินปลอดดอกเบี้ย ให้สหกรณ์ชาวนาเกลือได้กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกและกำหนดชำระคืนภายใน 5 ปี ระยะเวลาเริ่มโครงการตั้งแต่ปีการผลิต พ.ศ. 2559 ถึงปี พ.ศ. 2563

ภายหลังจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมหารือและรับฟังความเห็นจากสมาชิกสหกรณ์ผู้ทำนาเกลือ พบว่า เกษตรกรยังประสบปัญหาในการดำเนินงานหลายด้าน ที่ภาครัฐต้องเข้ามาให้การส่งเสริมและหาแนวทางแก้ไข ได้แก่

1. เรื่องต้นทุนการผลิตเกลือที่สูง

2.ส่งเสริมคุณภาพเกลือ ซึ่งจะต้องจำแนกเกลือออกเป็นหลายระดับเพื่อยกระดับให้เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ สามารถสร้างตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศได้อย่างถาวร และเป็นที่รู้จักและต้องการของตลาดโลก และผลักดันเกลือไทยเป็นที่รู้จักในสังคมโลก

3. การแปรรูปผลผลิตเกลือให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ซึ่งสหกรณ์ต้องพัฒนากระบวนการแปรรูปเกลือเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกลือทะเล โดยสหกรณ์ต้องมีอุปกรณ์การผลิต เช่น เครื่องทำเกลือป่น เครื่องทำเกลือแป้งเพื่อนำไปใช้ในการทำฝนเทียม และเกลือสปา

ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนจะเข้ามาบูรณาการเพื่อศึกษาเพื่อหาแนวทางร่วมในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งให้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ทำการศึกษาวิจัยการพัฒนาเกลือทะเล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ อย่างกว้างขวาง และต้องส่งเสริมยกระดับระบบสหกรณ์นาเกลือให้เกิดความเข้มแข็ง มีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะต้องหาแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ทำนาเกลือได้รายได้ที่มั่นคงและสามารถประกอบอาชีพทำนาเกลือได้อย่างยั่งยืน

“เราต้องร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ได้ทรงวางรากฐานรักษาอาชีพทำนาเกลือไว้ให้คนไทย ได้พระราชทานพื้นที่ที่สำคัญในการทำนาเกลือจนเกิดประโยชน์ต่อคนไทยมาช้านาน ประโยชน์ของเกลือทะเลไม่ใช่เพียงช่วยทำให้คนไทยไม่เป็นโรคคอหอยพอกเท่านั้น แต่เรายังสามารถนำเกลือไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีก ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรักษาอาชีพทำนาเกลือไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันให้คงอยู่กับคนไทยได้นานเท่านาน” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานคณะกรรมการบริหารสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศว่าอัตราการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้โต 5.5% ว่า อาจจะเป็นไปได้จากการเติบโตจากการส่งเสริมการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้นักธุรกิจมีความมั่นใจในการลงทุน แต่ในส่วนภาคประมงไม่น่าจะเกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่เติบโตจากการนำเข้าสินค้าประมง เพื่อการส่งออก เช่น การนำเข้าปลาทูน่า ปลาหมึก

และเร็วๆ นี้ รัฐบาลเตรียมนำเข้ากุ้ง 5 แสนตัน เพื่อแปรรูปเพื่อส่งออกเช่นกัน ซึ่งไม่ใช้การเติบโตจากการฟื้นตัวของภาคประมงในประเทศ เนื่องจากปัจจุบันภาคประมงจะจับสัตว์น้ำส่วนใหญ่มาบริโภคในประเทศ ก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว ถ้าจะนำไปส่งออกก็จำนวนน้อยมาก

ทั้งนี้ เกิดจากการแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) ทำให้เรือประมงเหลือเพียง 11,000 ลำ เท่านั้น ในจำนวนนี้มีเพียง 8,000 ลำ ที่ใช้จับสัตว์น้ำโดยตรง ที่เหลือเป็นเรือสนับสนุน ทำให้ปริมาณสัตว์ไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายรับฝากรับซื้อเรือประมงคืน ผ่านมา 2 ปี ก็ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด จึงขอให้รัฐบาลเร่งรัดรับซื้อเรือประมงคืน ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคประมงอีกทางด้วย

นายมงคล กล่าวว่า ส่วนกรณีหาก พล.อ.ประยุทธ์ จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกนานนั้น ตนมองว่าก็คงจะดีที่จะแก้ไขปัญหากันต่อไป เนื่องจากดำเนินการแก้ไขปัญหา ไอยูยู มาเกือบ 100% ก็คงไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่านี้แล้ว เพราะภาคประมงได้รับผลกระทบอย่างหนักมาตลอด 3 ปี หากท่านจะอยู่ยาวก็คงทำงานร่วมกับภาคประมงได้ แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงก็คงต้องมีการพูดคุยกันต่อไป

วันที่ 7 มีนาคม 2561 นายประทบ สุขสนาน รองประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และ นายถนอมเกียรติ ยิ่งฉ้วน ที่ปรึกษาประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันที่ 14 มีนาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ตัวแทนจากเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทยทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ จะร่วมกับชาวสวนยาง/แกนนำชาวสวนยางเกือบทุกกลุ่ม และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย จะนัดชุมนุมใหญ่ ขับไล่ พล.อ. ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และ นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กทย. หลังแก้ปัญหาราคายางพาราในโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 180,000 ตัน ล้มเหลว

นายประทบ กล่าวว่า นอกจากนี้ การชุมนุมเพื่อคัดค้านมติบอร์ด กยท. เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ยังดึงดันจะให้บริษัทเอกชนเข้ามาเป็นผู้จัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของพนักงาน กยท. หรือของเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางฯ อีกทั้งเป็นการทำลายองค์กรการยางแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ กำหนดนัดรวมพลคนสวนยางเพื่อชุมนุมขับไล่ทั้ง 2 คน ในวันพุธที่ 14 มีนาคม 2561 ณ การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง เวลา 09.09 น. และพร้อมกับเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ ภายในสำนักงานชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น นายเฉลิมพร พิชุณสาร ประธานกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะเข้าติดตามผลการปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ประกอบด้วยกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานปฏิรูปที่ดิน โดยมี นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 นายภัทรพล ณ หนองคาย ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 6 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง พร้อมเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ จ.ขอนแก่น เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน และเจ้าหน้าที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินร่วมให้การต้อนรับโดยพร้อมเพรียงกัน

สำหรับการติดตามผลการปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้มีผู้แทนของกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานปฏิรูปที่ดินนำเสนอความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาเรื่องของทรัพยากรน้ำและพื้นที่ทางการเกษตร ประจำปีงบประมาณ 2559-2560 ให้กับคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงเกษตรฯ

จากนั้นทางคณะได้เยี่ยมชมรูปแบบการใช้นวัตกรรมพลังงานทางเลือกประเภทโซล่าร์เซลล์แสงอาทิตย์มาใช้กับเครื่องสูบน้ำและการจัดทำระบบเกษตรน้ำหยด ซึ่งสามารถช่วยให้ประหยัดต้นทุนด้านพลังงานและน้ำดิบสำหรับงานภาคการเกษตรลงได้เป็นอย่างดี โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานเป็นคนอธิบายถึงประโยชน์ของรูปแบบการบริหารจัดการน้ำต้นทุนในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ตั้งแต่การจัดหาแหล่งน้ำทั้งในรูปแบบอ่างเก็บน้ำในโครงการพระราชดำริ การจัดสร้างฝายทดน้ำ ฝายแบบประชารัฐ รวมถึงน้ำบาดาลใต้ดินเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตรและเลี้ยงสัตว์

พร้อมทั้งการต่อยอดการบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่ได้ สำหรับนำไปใช้ทำการเกษตรในรูปแบบเกษตรน้ำหยด ผ่านนวัตกรรมพลังงานทดแทนประเภทโซล่าร์เซลล์แสงอาทิตย์ สำหรับใช้กับปั๊มชัก ซึ่งจะสามารถช่วยให้เกษตรกรมีน้ำสำหรับทำการเกษตรได้ครบทั้ง 12 เดือน หรือ 1 ปี

รวมทั้งการนำกระแสไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานแสงอาทิตย์มาปรับใช้กับไฟแสงสว่าง หม้อหุงข้าว เพื่อการดำรงชีพในพื้นที่การเกษตรกรรมที่กระแสไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ซึ่งแนวทางการบริหารจัดการน้ำต้นทุนและส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำการเกษตรที่ได้ผลนี้ จะเป็นอีกทางเลือกและทางรอดของเกษตรกรไทย เพื่อก้าวไปสู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ในยุคของการพัฒนาสู่ Thailand 4.0 อย่างแท้จริง

แม้ว่าหลายคนจะรู้ว่า คนไทยเป็นมะเร็งปากมดลูกมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในช่วง 2 ปี ที่มีผู้ป่วยรายใหม่ถึงประมาณ 6,500 คน ต่อปี และมีผู้ป่วยเสียชีวิต ประมาณ 2,000 ราย ต่อปี
ทั้งๆ ที่เป็นโรคที่ป้องกันได้ แต่ก็ยังไม่มีการตื่นตัวเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ เอชพีวี ต้นเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกมากเท่าใด

กระทรวงสาธารณสุข จึงร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ดำเนินโครงการขยายให้บริการวัคซีน เอชพีวี ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค พ.ศ. 2560 แก่นักเรียน ชั้น ป.5 ทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้หญิงไทยและลดอัตราผู้ป่วยรายใหม่ในอนาคต

ทั้งยังได้ฉีดวัคซีนให้กับเด็กนักเรียนหญิง ป.5 ซึ่งมีอายุ 10-12 ขวบ ทั่วประเทศ จำนวน 4 แสนคน เป็นครั้งแรกในช่วงปลายปี 2560 เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานครที่ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขทุกแห่งฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน ชั้น ป.5 เป็นปีที่ 3 ซึ่งวัคซีนนี้จะช่วยป้องกันเชื้อ เอชพีวี สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 สายพันธุ์ที่เกี่ยวเนื่องกับโรคมะเร็งปากมดลูกถึง 73.8 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังมีการศึกษาแล้วว่าช่วงเวลาที่ได้ผลดีที่สุดก็คือ ช่วงอายุ 10-12 ปี นั่นเอง

สนั่น ประสพมิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าสนุก จ.พังงา หนึ่งในตัวแทนโรงเรียนในภูมิภาคที่เข้าร่วมโครงการ เผยว่า ปกติโรงเรียนจะได้รับจัดสรรงบประมาณจากส่วนกลางในการพัฒนาโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนจะแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งเป็นงบเพื่อสุขภาพ ดูแลตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลพิเศษของการเจ็บป่วย อย่างไข้หวัดใหญ่ การฉีด เอชพีวี นี้จึงเป็นครั้งแรก ที่จะนำมาซึ่งการสร้างความเข้าใจในชุมชนเกี่ยวกับโรคนี้ใหม่ เพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพของนักเรียนที่จะเติบโตและเป็นอนาคตของประเทศ อันถือเป็นโรคร้ายแรง

นางสาววิยดา ใจหล้า อายุ 30 ปี อาชีพพนักงานขายสินค้า มารดาเด็กฝาแฝด เด็กหญิงวธิดา-วนิดา ไชยวงค์ เปิดเผยว่า สำหรับโรคมะเร็งปากมดลูก เรารู้ว่าเป็นโรคที่อันตรายมาก เนื่องจากมีญาติที่เสียชีวิตจากโรคนี้หลายคน พอได้รับข้อมูลข่าวสารจากทางโรงเรียนว่าจะมีการฉีดวัคซีน เอชพีวี ซึ่งลูกสาวก็จะได้รับวัคซีนนี้ รู้สึกดีใจ เพราะเป็นการป้องกันและช่วยลดค่าใช้จ่าย ถ้าไปฉีดเองก็น่าจะแพง อยากให้ลูกได้รับการป้องกัน เพราะเดี๋ยวนี้โรคใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะ ถ้าเราป้องกันได้ก็ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร และก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยในส่วนของกรมชลประทาน มี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้แทนกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุม โดยนายกฤษฎาได้กำชับให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยเมืองเพชรบุรี หลังจากที่ได้รับความเห็นชอบงบประมาณเพิ่มเติมในการดำเนินโครงการ จาก ครม.สัญจรนอกสถานที่ ณ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา

สำหรับโครงการดังกล่าว สืบเนื่องจากการควบคุมและบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเพชรบุรี ปัจจุบันสามารถทำได้เฉพาะพื้นที่บริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง คือ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนห้วยผาก และเขื่อนแม่ประจันต์ ที่ตั้งอยู่ทางตอนบนของลุ่มน้ำเพชรบุรี

ส่วนพื้นที่ที่ไม่สามารถควบคุมและบริหารจัดการน้ำได้ จะเป็นพื้นที่ด้านท้ายของอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 แห่ง ซึ่งอยู่เหนือเขื่อนเพชร (เขื่อนทดน้ำ) ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.ท่ายาง เมื่อมีปริมาณฝนตกเกิน 150 มิลลิเมตร ต่อวัน จะทำให้มีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลผ่านเขื่อนเพชร จนทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน ช่วงฤดูฝน ปี 2560 ที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเพชรบุรี ทำให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเพชร มากกว่า 350 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที

ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่เกินขีดความสามารถในการระบายน้ำของแม่น้ำเพชรบุรี ในช่วงที่ไหลผ่านตัวเมืองเพชรบุรี (รับน้ำได้เพียง 150 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที) ส่งผลให้เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณตัวเมืองเพชรบุรี ไปจนถึงพื้นที่ลุ่มต่ำอำเภอบ้านลาด และอำเภอบ้านแหลม ส่งผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจค่อนข้างมาก

กรมชลประทาน ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น โดยการก่อสร้างคลองระบายน้ำ 2 สาย บริเวณด้านเหนือเขื่อนเพชร เพื่อตัดยอดปริมาณน้ำก่อนที่จะไหลผ่านเขื่อนเพชร ให้ระบายออกสู่ทะเลได้ในอัตรา 650 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ทำให้ปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนเพชรลดน้อยลง และไม่ทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเพชรลงมา คือ

1. การก่อสร้างคลองระบายน้ำสาย 3 เชื่อมลงคลองระบายน้ำ D9 ความยาวรวม 31.50 กิโลเมตร สามารถระบายน้ำได้ 100 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา กรมชลประทานได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างคลองระบายน้ำสาย D9 ความยาว 19 กิโลเมตร ส่วนคลองระบายน้ำสาย 3 ความยาว 4 กิโลเมตร จะเริ่มดำเนินการในปีนี้ ทั้งนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้ง 2 สาย ในปี 2562 ส่วนงานที่เหลือจะดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2562 หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้ 100 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที