6 ห้างใหญ่อุดรฯ เปิดพื้นที่ตลาดประชารัฐเริ่มแล้ว 6 ห้างใหญ่เมืองอุดร

เปิดพื้นที่ตลาดประชารัฐ เซ็นทรัลนำร่องก่อน 3 เดือน รองรับ 20 บู๊ธ คิดค่าไฟฟรีค่าที่ผู้ประกอบการหมุนเวียนมาขาย ด้านเทสโก้ โลตัส ประเดิมสาขา อำเภอกุมภวาปี บิ๊กซี สาขาอุดร 1 ดีเดย์หลังกุมภาฯ แม็คโครอยู่ระหว่างเตรียมพื้นที่ลานหน้าทางเข้า โพศรีวิลเลจเน้นผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับ ยูดีทาวน์เลือกกลุ่มหัตถกรรม

นายประเสริฐ ฝ่ายชาวนา พาณิชย์จังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า หลังจากรัฐบาลมีนโยบายให้จังหวัดดำเนินการจัดตลาดประชารัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ต้องการจำหน่ายสินค้า แต่ยังไม่มีสถานที่จำหน่าย โดยให้มาขึ้นทะเบียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และศูนย์ดำรงธรรมอำเภอทุกอำเภอนั้น ได้สิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 มีผู้มาลงทะเบียนจำนวน 1,933 ราย แบ่งเป็นผู้ลงทะเบียนในตลาดประชารัฐโมเดิร์นเทรด จำนวน 107 ราย โดยในส่วนของตลาดประชารัฐโมเดิร์นเทรดจังหวัดอุดรธานีได้รับความร่วมมือจาก 6 ศูนย์การค้า ได้แก่ 1. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาอุดรธานี 2. ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี 3. ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส 4. ศูนย์การค้าโพศรีวิลเลจ 5.ศูนย์การค้ายูดีทาวน์ และ 6.ห้างสรรพสินค้าแม็คโคร โดยมีเซ็นทรัลนำร่องเป็นแห่งแรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี ให้จําหน่ายสินค้าตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 รวม 3 เดือน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ คิดเพียงค่ากระแสไฟฟ้าเท่านั้น โดยขยายพื้นที่เพิ่มเติมให้อีกจำนวน 20 บู๊ธ สินค้าที่จำหน่ายเป็นสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป สมุนไพร ผักและผลไม้ ผ้าทอมือ อัญมณี เป็นต้น โดยผู้ประกอบการการค้าจะหมุนเวียนกันเข้ามาจำหน่ายเป็นรายสัปดาห์ จนครบทุกคนที่ขึ้นทะเบียนไว้

ขณะที่ห้างอื่นๆ ได้แก่ เทสโก้ โลตัส อยู่ระหว่างการวัดขนาดพื้นที่ใน 2 สาขา ได้แก่ สาขารังษิณา ซึ่งเป็นโลตัสเอ๊กซ์ตร้า กับ สาขาอำเภอกุมภวาปี ที่ขณะนี้พร้อมเข้าแล้ว ส่วนบิ๊กซี เตรียมเปิดขายหลังกุมภาพันธ์ 2561 ที่สาขาอุดร 1 ห้างสรรพสินค้าแม็คโคร ยังไม่กำหนดเวลา แต่เตรียมพื้นที่ลานด้านหน้าทางเข้าแล้ว แต่ศูนย์การค้าโพศรีวิลเลจ ต้องการผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับ ขณะที่ยูดีทาวน์ เน้นกลุ่มหัตถกรรม

ด้าน นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมในการให้ความร่วมมือของศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่ หรือ Modern Trade ทุกห้างในจังหวัดอุดรธานี ที่ร่วมสร้างคุณค่าให้กับสังคม สำหรับการจัดตลาดประชารัฐในที่ครั้งนี้ เป็นระยะเวลาถึง 3 เดือน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ศูนย์การค้ามีลูกค้าเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการมีที่ขายสินค้า มีรายได้เพิ่ม และสามารถพัฒนาสินค้าให้เชื่อมโยงกับตลาดศูนย์การค้าต่างๆ ได้อย่างยั่งยืน

นางสาวนิสากร โสภารัตน์ อายุ 48 ปี ชาวกุมภวาปี เจ้าของร้านกาแฟและขนม “บ้านนกอิสระ” เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เปิดร้านบ้านนกอิสระ ขายกาแฟและขายขนมต่างๆ อยู่บริเวณด้านหน้าโรงเรียนมัธยมกุมภวาปี ที่ตัดสินใจลงทะเบียนเลือกตลาดประชารัฐโมเดิร์นเทรด เพราะต้องการทดลองกับการตอบรับลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายมีบราวนี่ เค้กกล้วยหอม ชิฟฟ่อน ทองม้วนสด

วันที่ 13 ธันวาคม นพ.สุวิช ธรรมปาโร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) ที่ 12 จ.สงขลา กล่าวว่า ขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่น้ำท่วมปฏิบัติตนเองเพื่อลดโอกาสเสี่ยงโรคไข้เลือดออก โดยยึดหลักมาตรการ 3 เก็บ “เก็บบ้าน เก็บขยะ เก็บน้ำ” ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เก็บกวาดขยะลงในถุงดำ นำไปกำจัดขยะด้วยการขุดหลุมในบริเวณที่ไม่มีน้ำขังแล้วฝังกลบให้เรียบร้อย ป้องกันแมลงวัน สุนัข และหนูมาคุ้ยเขี่ย

นพ.สุวิชกล่าวว่า เพื่อลดโอกาสเสี่ยงจากโรคฉี่หนู ขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งอยู่ในช่วงทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด ให้สวมรองเท้าบู๊ตหรือถุงพลาสติกที่สะอาดหาได้ในพื้นที่สวมถุงมือยางเพื่อป้องกันไม่ให้มือและเท้าสัมผัสน้ำหรือดิน และป้องกันการถูกทิ่มแทงจากของมีคมและให้รีบทำความสะอาด ชำระร่างกายหลังจากเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำท่วมขังบริเวณเทือกสวน ไร่นา สวนปาล์ม

นพ.สุวิชกล่าวว่า โรคอุจาระร่วงเป็นโรคหนึ่งที่ประชาชนมีโอกาสเสี่ยงจากโรคอุจาระร่วงหลังน้ำลด ขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ป้องกันตนเองจากโรคอุจจาระร่วง ยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” เพราะโรคอุจจาระร่วงจะเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งในภาวะน้ำท่วมมีโอกาสที่จะเป็นโรคอุจจาระร่วงสูง เนื่องจากน้ำเป็นตัวนำพาสำคัญทำให้เชื้อโรคปนเปื้อนเข้าสู่อาหารได้

ขอนแก่น – นายสุวิทย์ กองเป้า ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 นายนิรันดร์ เจียมในเมือง สมาชิก อบต.บ้านโคกสูง และชาวบ้าน 50 คน ได้มาร้องทุกข์คัดค้านการสร้างโรงงานคัดแยกและกำจัดขยะมูลฝอย โดยชุมนุมอยู่หน้าศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดขอนแก่น พร้อมถือป้ายข้อความว่า “ชาวบ้านโคกสูงขอคัดค้านการสร้างศูนย์คัดแยกขยะ” “หยุดสร้างศูนย์คัดแยกขยะเพื่ออนาคตลูกหลานและชาวบ้านทุกคน เราไม่เอามะเร็ง”

พ.อ. พิทักษ์พล ชูศรี หน.กกล.รส.จ.ขอนแก่น พร้อมด้วย นางสาวสุรางรัตน์ ช่วยวงศ์ญาติ ผอ.ศูนย์กลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดขอนแก่น ได้รับหนังสือคัดค้านไว้ นายสุวิทย์ กล่าวว่า ชาวบ้านโคกสูงหมู่ที่ 4 ตำบลบ้านหว้า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้รับแจ้งจากทางบริษัทแห่งหนึ่งว่าจะก่อสร้างโรงงานกำจัดขยะท้ายหมู่บ้านโคกสูง จึงทำประชาคมและมีมติคัดค้าน เพราะกลัวได้รับมลพิษ และอาจเป็นที่มาของโรคภัยต่างๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง

วันที่ 13 ธันวาคม นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า คพ.ได้ติดตามเฝ้าระวังการระบายน้ำออกจากทุ่งพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งใช้เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก ทั้ง 13 ทุ่ง โดยเริ่มจากทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก พื้นที่ลุ่มต่ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอีก 12 ทุ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ใต้ จ.นครสวรรค์ลงมา

ปัจจุบันมีระบายน้ำออกจากทุ่งไปแล้วรวม 1,266 ล้าน ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คงเหลือปริมาณน้ำในทุ่งที่จะต้องระบายรวมกันออกอีกประมาณ 128 ล้าน ลบ.ม. โดยจะคงปริมาณน้ำส่วนหนึ่งไว้ในแต่ละทุ่ง รวมกันประมาณ 346 ล้าน ลบ.ม. และใช้ระบบชลประทานในพื้นที่เก็บกักน้ำไว้ เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ในการเตรียมแปลงเพาะปลูกพืชช่วงฤดูแล้งได้อย่างเพียงพอ

นางสุณี กล่าวว่า จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ระบายน้ำ วันที่ 13 ธันวาคม 2560 พบว่าปริมาณออกซิเจนละลาย (DO) อยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ ตั้งแต่ช่วง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ลงมา ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ ทำให้ปลาและสัตว์น้ำลอยหัวขึ้นสู่ผิวน้ำ การแก้ไขปัญหาจะต้องเพิ่มการระบายน้ำเพื่อเจือจางน้ำเสีย

โดย สำนักงานชลประทานที่ 11 ได้ระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นเป็น 140 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และ ระบายจากเขื่อนพระรามหก 77.95 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที “คพ. จึงขอแจ้งเตือนให้เตรียมรับสถานการณ์ โดยมีพื้นที่ที่อาจมีผลกระทบเพิ่ม ได้แก่พื้นที่ ปทุมธานีและ นนทบุรี และสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังให้ทำการคัดเลือกสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ออกจำหน่ายก่อน เฝ้าระวังสังเกตอาการของสัตว์น้ำ หากสัตว์น้ำลอยหัวเป็นเวลานานให้ใช้ปั๊มน้ำหรือปั๊มลมเติมออกซิเจนโดยด่วนและลดปริมาณการให้อาหาร หากมีสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมากให้นำมาแปรรูปหรือกำจัดโดยการฝังกลบห้ามทิ้งลงในแหล่งน้ำ และขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมตลอดริมลำน้ำและคลองย่อยใกล้เคียงให้ลดการระบายน้ำทิ้งในห้วงเวลานี้ ” นางสุณี กล่าว

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์สำหรับจุดประกายจัดตั้ง “ตลาดกลางข้าวสาร” เป็นไอเดียที่เกิดขึ้นระหว่างที่ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะเยือนจีนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 ซึ่งได้มีโอกาสเยี่ยมชมตลาดกลางข้าวสาร ซึ่งรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนที่ดิน และให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ 100% ทั้งยังวางระบบการขนส่งเชื่อมโยง ทั้งระบบรถไฟ รถยนต์ สร้างความสะดวกต่อผู้ซื้อ ช่วยให้สามารถกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ใกล้เคียงได้

เดิมประเทศไทยไม่เคยมีตลาดกลางข้าวสารมาก่อน แต่เคยมี “ตลาดนัดข้าวเปลือก” ซึ่งจัดขึ้นปีละครั้งในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี เป็นเวทีที่เปิดให้ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อข้าวเปลือกจากโรงสี และเกษตรกรนำออกมาขาย เมื่อถูกใจจะเจรจาต่อรองซื้อขายได้ทันที ตลาดนัดข้าวเปลือกที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือ ท่าข้าวกำนันทรง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นแหล่งที่นิยมมาซื้อ-ขาย เพราะมีระบบขนส่ง การกระจายข้าวได้ง่าย ซึ่งดำเนินการลักษณะนี้เรื่อยมา แต่ภายหลังระบบการซื้อขายข้าวเปลี่ยนไป ตลาดนี้ซบเซาลง

ถึงสมัย นางพรทิวา นาคาศัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปัดฝุ่นแนวคิดจัดตั้ง “ตลาดกลางค้าข้าวอาเซียน” โดยปรับรูปแบบการซื้อขายในท่าข้าวกำนันทรง มาเป็นประมูล เพื่อให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายมีโอกาสพบปะกันโดยไม่ผ่านคนกลาง แต่ยังไปไม่ถึงไหนเกิดปัญหาสัญญาขายข้าวรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) ระหว่างไทยกับจีนขึ้น ตามด้วยปัญหากับโครงการรับจำนำข้าว โครงการจึงเลือนหายไป

กระทั่งนางอภิรดีเข้ามารับตำแหน่ง และมอบหมายให้กรมการค้าภายใน ซึ่งขณะนั้น นางนันทวัลย์ ศกุลตนาค เป็นอธิบดีก่อนที่จะรับตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ ประกาศหลักเกณฑ์คัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติ เพื่อเปิดรับสมัครผู้สนใจทำตลาดกลางข้าวสาร “แห่งแรก” ในประเทศไทย โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ประกอบการจะต้องลงทุนเองทั้งหมด รัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนช่วยด้านการทำประชาสัมพันธ์ การทำตลาด และเริ่มประกาศรับสมัครตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 มีผู้สมัคร 3 ราย บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ หรือตลาดไท, บริษัท ตะวันนา ไนท์บาซาร์ จำกัด หรือตลาดตะวันนา ในกลุ่มเดียวกับบริษัท TCC Land Asset World หรือตลาดต่อยอด ของ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี และ บริษัท บูรณากาญจน์ จำกัด หรือท่าข้าวเขาใหญ่

หลังจากแสดงวิสัยทัศน์รอบแรกคัดเลือกเหลือเพียง 2 ราย คือ ตลาดไท และตลาดต่อยอด จากนั้นคณะกรรมการให้ 2 ตลาดแสดงวิสัยทัศน์อีกครั้ง แต่ผลการพิจารณาเป็นไปอย่างยืดเยื้อหลายเดือน กระทั่ง “นางอภิรดี” ได้แถลงข่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 ก่อนอำลาตำแหน่งว่าได้คัดเลือกผู้ชนะทั้ง 2 ตลาด
โดยให้เหตุผลว่า ทั้ง 2 ตลาด มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก โดย “ตลาดไท” มีเครือข่ายที่เป็นซัพพลายเออร์ในประเทศจำนวนมาก ขณะที่ “ตลาดต่อยอด” เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการทำตลาดต่างประเทศ หากได้ทั้งสองตลาดมาร่วมจะช่วยสร้างกลไกการแข่งขัน ถ่วงดุลอำนาจระหว่างชาวนา และโรงสี ซึ่งมีหลักพันโรง ที่มักจะถูกผู้ส่งออก ซึ่งมีเพียงหลักร้อยรายครอบงำตลาด

ทำให้ผู้ส่งออกค้านหัวชนฝาว่าตลาดนี้ “ไม่เวิร์ก” ไทยไม่มีความสามารถทำอย่างจีนได้ เพราะไม่มีระบบโลจิสติกส์เหมือนจีน และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้พ่อค้าไม่เดินตลาดแล้ว
แต่หลังจากผลพิจารณาออกมา เริ่มมีสัญญาณว่าแต่ละรายต่างไม่พอใจ เตรียมจะอุทธรณ์ ทางกรมการค้าภายในจึงพยายามให้ 2 ตลาด เข้ามาบันทึกความเข้าใจร่วมกัน เพื่อให้เดินหน้าโครงการต่อไปได้

แต่จังหวะนั้นมีการปรับคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 5” เสียก่อน นางอภิรดีจึงต้องส่งไม้ต่อให้กับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่พิจารณาสานต่อโครงการนี้
เป็นที่น่าสนใจมากว่า งานนี้ “ตลาดกลาง” จะเกิดหรือล่ม ! หรือไม่…เพราะในสมัยนายสนธิรัตน์ เป็น รมช.พาณิชย์ เห็นว่าการสร้างเครือข่ายตลาดและร้านค้าปลีกชุมชน เป็นประเด็นที่ควรผลักดันมากกว่าการสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือตลาด แต่เชื่อมั่นว่า หากโครงการนี้ให้ประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง คงจะต้องมีการเดินหน้าต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่จะเห็นตลาดในปี 2561

วันที่ 12 ธันวาคม 2560 ที่ศาลากลางจังหวัดชุมพร ตัวแทนชาวประมงชายฝั่งอำเภอปะทิวกว่า 30 คน นำโดย นายนรงค์ ม่วงทองคำ นายสมโชค พันธุรัตน์ และนายพนา คงมั่น ได้เดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพร เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากกรณีที่ได้รับความเดือดร้อนจากอวนลากเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่เข้ามาทำประมงใกล้ชายฝั่งลากอวนชาวบ้านทำให้เกิดการสูญเสียเครื่องมือทำมาหากินเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาทแล้ว โดยมีนายดุสิต ศักรกานต์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรม เป็นผู้รับหนังสือ

เวลาต่อมา นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร และนายธนนท์ พรรพีภาส นายอำเภอปะทิว ได้เชิญตัวแทนชาวประมงพื้นบ้านทั้งหมดเข้าร่วมประชุมที่ห้องประชุมบนศาลากลางจังหวัด ชาวประมงพื้นบ้านได้สรุปปัญหาให้ที่ประชุมทราบว่า ที่ผ่านมาพวกตนเคยมีการพูดคุยเบื้องต้นกับเจ้าของเรืออวนลากขนาดใหญ่กันกลางทะเลแล้ว แต่เจ้าของเรืออวนลากขนาดใหญ่ไม่ยอมรับฟัง แถมยังมีการข่มขู่ว่า ถ้ายังนำเรือประมงพื้นบ้านออกมาวางอุปกรณ์จับปูปลาอีก เรืออวนลากขนาดใหญ่จะลากให้พังให้หมด ทั้งที่ตามกฎหมายในขณะนี้ ยังกำหนดไม่ให้เรือขนาดใหญ่เข้ามาใกล้ชายฝั่งเกินกว่า 3 ไมล์ทะเล แต่หากประกาศลดเหลือแค่ 1.6 ไมล์ทะเลตามมติคณะกรรมการจังหวัดอีก ถามว่าชาวประมงพื้นบ้านจะอยู่กันอย่างไร พวกตนจึงจำเป็นต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอปะทิว

จากนั้น นายชัยสิทธิ์ และนายธนนท์ได้รับมอบหนังสือขอความเป็นธรรมซึ่งเขียนด้วยลายมือจากตัวแทนชาวประมงพื้นบ้าน โดยนายชัยสิทธิ์รับปากว่า จะรีบนำส่งต่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งหาทางให้ความช่วยเหลือต่อไป

กรณีชาวบ้านพบความผิดปกติการดำเนินโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด และ อ.นาคู อ.กุฉินารายณ์ อ.ห้วยผึ้ง อ.เขาวง และ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ โดยมีการเสนอซื้อพันธุ์ข้าวเปลือกนาปรัง พันธุ์ปลาดุกขนาดเล็กไม่เหมาะสมกับราคา หัวอาหารปลาดุก และปุ๋ยชีวภาพมีราคาแพงและราคาสูงกว่าท้องตลาดนั้น

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายบำรุง คะโยธา อนุกรรมการการมีส่วนร่วมเพื่อการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สำหรับโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ เพื่อฟื้นฟูอาชีพด้านการเกษตรแก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด การดำเนินโครงกา 9101 ในพื้นที่หลายอำเภอของ จ.กาฬสินธุ์ ที่ผ่านมา มีการผลิตปุ๋ยกันจำนวนมากนั้นก็ยังเคลียร์ปัญหากันไม่ได้ มีคำถามมากมายว่าการชงเอง จัดซื้อเอง กินเอง โดยที่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องแล้วนำมายัดเยียดให้โครงการ 9101 ฟื้นฟูน้ำท่วมก็อีกยิ่งหนักกว่าเดิม มีชาวบ้านร้องเรียนมาหลายพื้นที่ว่าปลาดุกราคาตัวละ 2 บาท ถึง 2.50 บาท เป็นปลาดุกลูกอ๊อดตัวเล็กมาก ซึ่งเทียบกับราคาซื้อขายในท้องตลาด ปลาดุกขนาดเท่าหัวแม่มือราคาเพียง 1 บาท

นายบำรุงกล่าวอีกว่า GClub หัวอาหารที่นำมาแจกจ่ายชาวบ้านมีราคาสูงถึงกระสอบละ 600 บาท เป็นราคาที่แพงมาก เพราะราคาของหัวอาหารทั่วไปไม่ว่าจะเป็นอาหารสำเร็จรูปและเม็ดลอยน้ำทั่วไปราคาประมาณ 400 กว่าบาทเท่านั้น ที่สำคัญไม่ได้ปรึกษาชาวบ้าน หลายคนอยากปลูกข้าว เพราะน้ำท่วมเสียหายก็ไม่ให้ปลูก จะปลูกผักก็ไม่ให้ปลูก บังคับให้เลี้ยงปลาอย่างเดียวเลี้ยงกันทั้งจังหวัด เอาท่อปูน กระชัง ลูกปลามาแจกมายัดเยียดให้ชาวบ้าน ถือเป็นการไม่โปร่งใส จึงอยากฝากถึงผู้มีอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ชาวบ้านเขาเดือดร้อนจริงๆ ทราบว่ายังมีปัญหาอีกหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ ต.บัวบาน อ.ยางตลาด และ อ.นาคู อ.กุฉินารายณ์ อ.ห้วยผึ้ง เขาวง และ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีชาวสวนทุเรียน ผู้ประกอบการจุดรวบรวมทุเรียน (ล้ง) เพื่อการส่งออก และเจ้าของแผงจำหน่ายทุเรียนใน อ.หลังสวน จ.ชุมพร ร่วมกันเรียกร้องให้จังหวัดชุมพรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการป้องกันและแก้ปัญหาทุเรียนอ่อนที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของทุเรียนชุมพร ทำให้นายณรงค์ พลละเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายไพสิฐ เกตุสถิตย์ เกษตรจังหวัดชุมพร นายประสพชัย พูลเกิด พาณิชย์จังหวัดชุมพร เรืออากาศตรี โสภณ ภู่ขันเงิน นายอำเภอหลังสวน และ พ.ต.อ.นิรันดร์ กันจู ผกก.สภ.หลังสวน ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบที่ตลาดมรกต อ.หลังสวน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกทุเรียนรายใหญ่ของภาคใต้ พร้อมเชิญผู้ประกอบการเกี่ยวกับการซื้อ-ขายทุเรียน และชาวสวนทุเรียนมาพบปะพูดคุยเพื่อรับทราบปัญหา

ต่อมานายณรงค์มีคำสั่ง 2 ข้อคือ 1. ขอให้อำเภอร่วมกับเกษตรอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ออกตรวจสอบสวนของเกษตรกรอยู่เสมอ และช่วยกันประชาสัมพันธ์รณรงค์ ไม่ซื้อ ไม่ขาย ทุเรียนอ่อน และ 2. ขอให้จัดเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจ (ชุด ฉก.) ออกตรวจสอบล้งทุเรียน สุ่มตรวจแผงจำหน่ายทุเรียนข้างทาง รวมทั้งตั้งด่านตรวจรถบรรทุกที่อาจนำทุเรียนอ่อนเข้ามาจำหน่ายในช่วงกลางคืน พร้อมขอให้นำกฎหมายที่มีโทษขั้นสูงสุดมาบังคับใช้ เพื่อป้องกันการตัดทุเรียนอ่อนออกสู่ท้องตลาดอีก รวมทั้งขอให้จัดโครงการอบรมการตัดทุเรียนที่ถูกต้องแก่คนตัดทุเรียนเมื่อผ่านการอบรม ให้มอบใบรับรองให้นั้น

ล่าสุด เรืออากาศตรี โสภณ ภู่ขันเงิน นายอำเภอหลังสวน เปิดเผยว่า หลังได้รับคำสั่งจากผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร อำเภอหลังสวนได้จัดเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันของฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ออกตรวจสอบบรรดาแผงทุเรียน และมีการตั้งด่านตรวจสอบรถบรรทุกทุเรียนตามจุดต่างๆ โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ซึ่งด่านตรวจสอบรถบรรทุกทุเรียนจะหมุนเวียนไปตามจุดต่างๆ ทั่วทั้งอำเภอ ซึ่งการตรวจสอบในช่วงที่ผ่านมายังไม่พบการลักลอบนำทุเรียนอ่อนเข้ามาจำหน่ายในพื้นที่แต่อย่างใด

“การตรวจสอบทุเรียนอ่อน-แก่ ในปัจจุบันยังมีปัญหาคนตัดทุเรียนไม่มีความรู้ ส่วนคนมีความรู้ก็มีไม่มาก ช่วงนี้เป็นช่วงของทุเรียนนอกฤดู คือ ทุเรียนทวาย ปัญหาจึงอาจไม่มากนัก หลังจากนี้อำเภอหลังสวนจะจัดทำป้ายรณรงค์ไม่ซื้อ ไม่ขาย ทุเรียนอ่อน ติดตั้งตามจุดรวบรวมทุเรียน แผงจำหน่ายทุเรียน และพื้นที่ปลูกทุเรียน โดยเน้นเรื่องความผิดตามกฎหมายจากการซื้อ-ขายทุเรียนอ่อน เพื่อป้องกันทุเรียนอ่อนออกสู่ท้องตลาดอีก” เรืออากาศตรีโสภณกล่าว