60 ชม. เข้าวันที่สาม ความหิวเราจะลดลงอย่างน่าแปลกใจ

ตอนนี้ร่างกายจะเริ่มดึงทั้งไขมันและดึงกล้ามเนื้อมาเผาผลาญพลังงานอย่างเต็มที่ เป็นจังหวะที่ร่างกายเราจะเริ่มปรับตัวได้แล้ว ถ้ายังมีน้ำกินอยู่ ตอนนี้จะรู้สึกตัวเบาๆ หน่อย และค่อนข้าง Active เป็นพิเศษได้อีกหลายวันหน่อย มันเป็นกลไกธรรมชาติเหมือนสั่งให้เราห้ามตาย และพยายามลุกออกไปหาอาหารมาเติมลงกระเพาะให้ได้

72 ชม.อย่างที่บอกว่าร่างกายเราจะยังค่อนข้างตัวเบาๆ โหวงๆ อยู่ อาจจะมีวูบๆ บ้างเวลาลุกเร็วๆ เพราะน้ำตาลในเลือดเราลดลงอย่างฮวบฮาบ รวมถึงดึงไขมันและกล้ามเนื้อมาเป็นพลังงานแทน

90 ชม. ขึ้นไป ตรงนี้เริ่มน่าเป็นห่วงเล็กน้อย เพราะปกติแล้วเราจะกินคาร์โบไฮเดรตจากอาหารต่างๆ แต่พอเราขาดคาร์บจากการกิน ร่างกายเราเลยไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนและไขมันในเส้นเลือด ทำให้เลือดในร่างกายเริ่มค่อยๆ เสียไปเรื่อยๆ ทีละน้อยๆ ส่วนการดำรงชีพก็ยังคงดึงชั้นไขมันมาใช้ได้อยู่เหมือนเดิมอย่างที่บอก

สรุป จุดวิกฤตคือ ประมาณ 7-10 วัน ตอนนี้แหละ ร่างกายเคย Active หรือกระปี้กระเปร่า ก็จะเริ่มหมดเรี่ยวแรงไม่สามารถขยับไปไหนได้แล้ว อวัยวะภายในตับไตเริ่มพังทีละส่วน เนื่องจากเลือดเป็นพิษอย่างที่บอก ถ้าเลือดเป็นพิษถึงระดับ 30% ของเลือดในร่างกายทั้งหมดก็จะเป็นจุดที่อันตรายที่สุดแล้ว เพราะทำให้มีสารพิษวิ่งเข้าสู่สมองได้ นับว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของจริง

แต่ช้าก่อน !! อย่าเพิ่งวิตกกังวลขนาดนั้น มาดูข้อดีของการที่น้องๆ ติดอยู่ในถ้ำที่มืดสุดๆ มืดแบบแทบจะไม่มีแสงส่องผ่านเลย คืองี้ปกติเวลาที่คนติดอยู่ในที่มืดเป็นเวลานานเนี่ย ร่างกายเราจะรู้สึกหลอนๆ และผวาตลอดเวลา สาเหตุเพราะไม่รู้วันเวลาไม่มีแสงเพื่อบอกว่านี่เช้าแล้ว หรือนี่มืดแล้ว ประสาทสัมผัสจะเริ่มแปรปรวน อาจทำให้เสียสติได้ง่าย แต่การที่น้องๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ อาการเหล่านี้แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย หรือหากเกิดขึ้นก็จะมีกำลังใจจากเพื่อนๆ รอบข้างคอยช่วยเหลือและปลอบใจกัน ทำให้ความเครียดสะสมลดลง และสามารถผ่านพ้นอาการทางจิตไปได้แบบสบายๆ แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสติของแต่ละคนนะ

และหากร่างกายเราอยู่ในสภาวะนี้ไปซักระยะใหญ่ และร่างกายเราจะเริ่มปรับตัวคล้ายๆ สัตว์ที่จำศีล และหากน้องๆ สามารถนอนหลับได้ การไม่รับรู้ถึงแสงสว่างภายนอกอาจจะทำให้วงจรการนอนหลับเปลี่ยนไป น้องอาจนอนหลับแบบรวดเดียวสองวันสองคืนได้เลย โดยไม่มีแสงมาเป็นตัวกระตุ้นบอกเวลาว่านี่เป็นวันใหม่แล้ว ขอให้รู้ไว้เลยว่าแสงมีอิทธิพลกับสมองเราเยอะมาก สังเกตได้จากเวลามีสุริยุปราคาแล้วสัตว์บินกลับรัง มนุษย์เราก็เช่นกัน หากไร้นาฬิกาหรือเครื่องบอกเวลา ยามอยู่ที่มืดนานๆ ร่างกายเราก็บอกให้ตัวเองเน้นพักผ่อนมากกว่าทำงาน ฉะนั้นระดับการเผาผลาญพลังงานจะยิ่งลดลงกว่าเดิมเข้าไปอีก มีพลังงานสำรองเหลือเฟือให้ใช้อีกหลายวัน

ขนาดตึกถล่มคนติดในนั้นซากตึกนานตั้งเป็นสัปดาห์ยังรอดมาได้เลย ยิ่งน้องๆ เป็นนักกีฬาที่แข็งแรงและไม่ได้บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยอะไรด้วยแล้ว การมีน้ำสะอาดกินได้และยังเกาะกลุ่มกันอยู่ โอกาสรอดหมอว่าน่าจะมีสูงเกิน 80-90% เลยแหละเคสนี้ ยังไงน้องๆ ก็ต้องรอด หมอเชื่ออย่างนั้นนะ #ไม่พบไม่ล้มเลิก

วว. ผนึกกำลัง จังหวัดสระบุรี /อบต. ตาลเดี่ยว ส่งเสริมความร่วมมือเชิงบูรณาการ ขับเคลื่อนผลงาน วทน. พัฒนาเทคโนโลยีแก้ไขปัญหาขยะชุมชนอย่างยั่งยืน

(วันที่ 26 มิ.ย. 2561) นายบัณฑิต เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนา ด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ นายมงคล สุขศิลา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาลเดี่ยว ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการทำงาน “โครงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติกในชุมชนเพื่อการบูรณาการอย่างยั่งยืน” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายโครงการจังหวัดสะอาด ในการแก้ไขปัญหาขยะชุมชนด้วยผลงานวิจัยพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มุ่งสู่การบูรณาการทุกภาคส่วนภายในประเทศอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ วว. โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม นำโดย ดร.เรวดี อนุวัฒนา นักวิจัยอาวุโสและทีมงาน ยังได้จัดโครงการฝึกอบรมระดับเยาวชน ชุมชน และวิสาหกิจชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการขยะจากต้นทางและการนำกลับมาใช้ใหม่ ลดปัญหามลพิษจากขยะ ทำให้ประชาชนมีสุขอนามัยที่ดี สร้างความตระหนักในการใช้ทรัพยากร การเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากร รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมจากผลงานวิจัยที่แล้วเสร็จ ด้าน วทน. ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะชุมชน ให้แก่กลุ่มเป้าหมายทั้งระดับเยาวชน ชุมชน และพื้นที่ใกล้เคียงในเขตตำบลตาลเดี่ยว อำเภอแก่งคอย ในวันที่ 26 มิถุนายน 2561 ณ หอประชุม 60 ปี โรงเรียนแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

นายบัณฑิต เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ในนามของจังหวัดสระบุรีมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ วว. เข้ามาขับเคลื่อนโดยการใช้องค์ความรู้ วทน. แก้ไขปัญหาขยะชุมชน ทั้งในรูปแบบการให้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในการคัดแยกขยะต้นทาง รวมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเครื่องจักร ซึ่งจังหวัดสระบุรีจัดเป็นพื้นที่หนึ่งในอีกหลายๆ พื้นที่ ที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาขยะชุมชน ทั้งขยะเก่าตกค้างสะสมและขยะใหม่ ซึ่งมีปัญหาสำคัญคือ การจัดการขยะชุมชนแบบไม่ถูกวิธี โดยการกองทิ้งกลางแจ้ง ทั้งนี้ จังหวัดสระบุรี

มีหน่วยงานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 109 แห่ง ซึ่งมีความแตกต่างกันของประเภทขยะ ทั้งขยะเมือง ขยะภาคการเกษตร และขยะอุตสาหกรรม จำเป็นอย่างยิ่งที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ต้องมีความรู้ในแนวทางการจัดการขยะที่มีลักษณะแตกต่างกัน อีกทั้งจังหวัดสระบุรีเป็นจังหวัดที่มีการขยายตัวเมืองอย่างต่อเนื่อง และการขยายตัวนี้ยังส่งผลต่อปริมาณขยะให้เพิ่มสูงขี้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีความเชื่อมั่นว่าพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการทำงานครั้งนี้ จะสามารถขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนบูรณาการร่วมกับ วว.

เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาขยะของจังหวัดสระบุรีในเขตตำบลตาลเดี่ยว ซึ่งถือเป็นต้นแบบการจัดการขยะขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งแนวทางการขับเคลื่อนของ วว. ยังมีการให้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ และงานวิชาการในรูปแบบต่างๆ เข้ามาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการฝึกอบรมเพื่อขับเคลื่อนให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมต่อการจัดการขยะชุมชนที่ต้นทางอย่างถูกวิธี และนำองค์ความรู้จากงานวิจัยที่มีอยู่มาบูรณาการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะชุมชน สร้างรายได้เพิ่มและยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรม ขับเคลื่อนสู่ประเทศไทย 4.0

ดร. อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. กล่าวว่า ความร่วมมือของ วว. จังหวัดสระบุรี และองค์การบริหารส่วนตำบลตาลเดี่ยว เป็นการนำผลงานวิจัยพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในชุมชน อยู่ภายใต้การดำเนินงาน “โครงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติกในชุมชนเพื่อการบูรณาการอย่างยั่งยืน” เพื่อผลักดันงาน ด้าน วทน. ไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาขยะชุมชนที่ต้นทาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างเป็นต้นแบบการคัดแยกขยะชุมชน ทั้งในรูปแบบการฝึกอบรมสร้างองค์ความรู้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมภายในประเทศ อาทิ เทคโนโลยีการคัดแยกขยะชุมชนและกำจัดกลิ่นโดยระบบกึ่งอัตโนมัติ เทคโนโลยีการคัดแยกชนิดและสีของขยะพลาสติก โดยระบบ NIR พร้อมระบบผลิตเกล็ดพลาสติก และเทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาขยะชุมชนทั้งขยะเก่าและขยะใหม่

“…ปัญหาขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทย นับเป็นปัญหาสำคัญและทวีความรุนแรง จากปัญหาดังกล่าว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จึงได้อนุมัติแผนที่นำทางการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย รวมถึงระเบียบปฏิบัติในการจัดการขยะในประเทศไทย โดยเริ่มด้วยการจัดการขยะชุมชนที่ ตกค้างสะสมหรือขยะเก่า นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษ ยังได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาการกำจัดขยะมูลฝอยที่ไม่ถูกต้องและตกค้างสะสมในพื้นที่ จากข้อมูลของปัญหาดังกล่าว วว. จึงร่วมมือกับ จังหวัดสระบุรี และ อบต. ตาลเดี่ยว เพื่อผลักดันงานวิจัย ด้าน วทน.

ไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ วว. ผ่านการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติกในชุมชนเพื่อการบูรณาการอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อแก้ไขและลดปัญหาขยะชุมชน รวมถึงขยะพลาสติกที่เหลือทิ้งโดยนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่และเพิ่มมูลค่า โดยขยายผลในการดำเนินงานทุกด้าน ทั้งด้านเทคโนโลยีและการฝึกอบรม เพื่อสร้างโอกาสให้กับพื้นที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน…” ดร. อาภารัตน์ มหาขันธ์ กล่าว

นายมงคล สุขศิลา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตาลเดี่ยว กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนตำบลตาลเดี่ยว จัดเป็น อบต. ขนาดกลาง ที่มีจำนวน 11 หมู่บ้าน โดยมีการผสมผสานระหว่างชุมชนเมือง เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ทำให้ขยะมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากเขตอื่นๆ อีกทั้งตาลเดี่ยวจัดเป็นเขตเมืองที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มสูงขึ้นและมีปัญหาจากปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีแหล่งการจัดการขยะที่ถูกวิธี เพื่อสอดรับกับการขยายตัวของเมือง และประชากร ดังนั้น การที่ วว. เข้ามาช่วยขับเคลื่อนภายใต้โครงการ “โครงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติกในชุมชนเพื่อการบูรณาการอย่างยั่งยืน”

ซึ่งมีเป้าหมายด้านการคัดแยกขยะที่ต้นทาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมให้เกิดความตระหนักโดยการอบรมให้ความรู้ภายในชุมชนหรือหมู่บ้าน การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการทั้งขยะเก่า ขยะใหม่ และบำบัดมลพิษ จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทั้งสามหน่วยงานได้ร่วมกันดำเนินโครงการในครั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาขยะชุมชนโดยใช้องค์ความรู้ วทน. ภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างเป็นต้นแบบให้หน่วยงานท้องถิ่นอื่นๆ ตามหลักการ 3Rs และสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการจัดการมลพิษทางสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสมกับประเภทขยะชุมชนและลักษณะของพื้นที่ที่แตกต่างกันในแต่ละท้องที่

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน www.mallikafoundation.com เปิดเผยว่า ได้ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการตามระบบราชการถึงนายกรัฐมนตรีและสำเนาส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเสนอมาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือวิกฤติราคาพืชผลการเกษตร โดยเฉพาะสับปะรด ในพื้นที่ 30 จังหวัด ซึ่งราคาตกต่ำสุดวิกฤตมากในปัจจุบัน

นางมัลลิกา กล่าวว่า ราคาตลาด 70 สตางค์ ถึง 1 บาท ที่เกษตรกรนำมาวางขายข้างถนนสายซุปเปอร์ไฮเวย์ระหว่างจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น ถนนสายลำปาง-พะเยา-เชียงราย ปัจจุบันนี้ เป็นราคาที่ตกต่ำที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นกับเกษตรกรสับปะรด วันนี้วิกฤตสุดแล้ว ถ้าช่วยไม่ทันเวลาจะเป็นภาระของเกษตรกรในการเก็บทิ้งอีกด้วย

จึงเสนอนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 3 ประการ คือ

1.อนุมัติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจัดงบประมาณกลางผ่านระบบท้องถิ่นหรือราชการที่ถูกต้องโปร่งใสให้เกิดการรับซื้อสับปะรดในราคาพยุง (ซึ่งราคาพยุงคือ กิโลกรัมละ 5 บาท ทุกจังหวัด)

2.ใช้อำนาจสั่งการให้รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์หาตลาดส่งออกสับปะรดสดเร่งด่วนที่สุด 3.ใช้อำนาจคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจวางแผนตลาดรองรับฤดูกาลต่อไปของทุกผลผลิตทางการเกษตร

ทั้งนี้ เป็นเพียงช่องทางเดียวในเวลาที่วิกฤตเช่นนี้ โดยเฉพาะมาตรการแรก ยกเว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลจะรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนทั้งราชการ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ ประสานงานตลาดกลางทุกจังหวัดรับซื้อในราคาพยุง ช่วยกันทั้งหมดจึงจะแก้ได้ แต่ก็ยังเสี่ยงต่อการไม่ทันสถานการณ์ เนื่องจากสับปะรดปีนี้มีผลผลิตมากกว่าเดิมจากทั้งหมด 1,800,000 ตัน เป็น 2,000,000 ตัน แต่โรงงานสับปะรดกระป๋องมีโควต้าส่งออกเพียงแค่ 600,000 ตัน ต่อปี เท่านั้น

ขณะเดียวกัน มูลนิธิมัลลิกาฯ ก็ได้ประสานงานเครือข่ายช่วยประชาชน ทั้งมูลนิธิแพร่น้ำใจ มูลนิธิม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เพื่อช่วยเกษตรกรระดับหนึ่ง ซึ่งวันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2561 นี้ จะนำมาเปิดตลาดนำร่องที่รับซื้อมาทั้งจะจำหน่าย ทั้งแจกจ่าย ให้กับประชาชนที่สนใจ กูรูอินเดีย อวดสรรพคุณ “มะม่วงวิเศษ” – วันที่ 27 มิ.ย. เว็บไซต์ทริบูน รายงานกระแสฮือฮาสุดพิสดารในประเทศอินเดีย หลังจาก นายสัมภาจี ภิเท หรือ “กูรูจีภิเท” วัย 85 ปี นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยมที่เชิดชูอุดมการณ์แบบฮินดุตวา หรือฮินดูชาตินิยม ที่มีชื่อเสียงและมีประชาชนให้ความเลื่อมใสศรัทธาอย่างมาก

เนื่องจากเป็นแกนนำกลุ่มฮินดูชาตินิยมคนสำคัญของรัฐมหาราษฏระ รวมถึงเคยได้รับคำชื่นชมจาก นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมที ผู้นำอินเดีย เปิดเผยความลับว่า ช่วยเหลือให้คู่สามีภรรยามากกว่า 150 คู่ ที่ไม่สามารถมีบุตร หรือมีลูกยาก ได้มีลูกสมดังหวังเพียงเพราะกินมะม่วงที่ปลูกในสวนของตน

“ข้าพเจ้าไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร จะยกเว้นก็แต่แม่เท่านั้นที่รู้ ข้าพเจ้าปลูกต้นมะม่วงหลายต้นไว้ในสวน จนถึงตอนนี้มีคู่สามีภรรยาที่ไม่มีลูก 180 คู่ มาขอมะม่วงไปกิน และ 150 คู่ ก็มีลูกกันแล้ว” กูรูจีภิเทกล่าว และว่าส่วนใหญ่คู่รักที่มาหาตนจะได้ลูกชายหลังจากกินมะม่วง “มะม่วงในสวนของข้าพเจ้ามีประโยชน์มากต่อใครก็ตามที่เผชิญปัญหาการมีบุตร” กูรูจีภิเท กล่าวยืนยัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากกรณีดังกล่าว กลายเป็นกระแสพูดคุยอย่างกว้างขวาง เจ้าหน้าที่หน่วยงานท้องถิ่นเมืองนาชิคเร่งนำกำลังไปขอข้อมูลของครอบครัวที่กูรูจีภิเทกล่าวอ้างว่า มีลูกหลังกินมะม่วงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว นายสรวิศ ธานีโต ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธาน ในการเปิดโครงการนำร่อง “การแปรรูปผลสับปะรดสดเป็นอาหารสัตว์ เพื่อแก้ปัญหาสับปะรดล้นตลาดในภาคตะวันออก”

นายสรวิศ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ร่วมกับสหกรณ์การเกษตรนิคมระยอง จำกัด และสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ร่วมกันแก้ไขปัญหาสับปะรดล้นตลาดในภาคตะวันออก โดยการนำสับปะรดที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของโรงงานมาผลิตเป็นอาหารสำหรับโคนม โดยสหกรณ์โคนม วังน้ำเย็น จำกัด จะรับซื้อผลสับปะรดสด จำนวน 315 ตัน ผลิตอาหาร TMR จำนวน 500 ตัน เลี้ยงโคนมได้จำนวน 800 ตัว ระยะเวลา 20 วัน จะได้ผลผลิตน้ำนมดิบ จำนวน 224 ตัน คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 4 ล้านบาท สามารถแก้ปัญหาสับปะรดตกต่ำได้ระดับหนึ่ง ขณะที่มีอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพดีอีกด้วย

ที่จังหวัดลำปาง รถบรรทุก 6 ล้อ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ จังหวัดลำปาง เข้าขนสับปะรด จำนวน 20 ตัน จากพื้นที่หมู่ 10 ตำบลบ้านแลง อำเภอเมืองลำปาง นำไปแจกฟรีที่หน้ากระทรวงสาธารณสุข ในวันที่ 28 มิถุนายน เวลา 09.00 น. ทั้งนี้ มีผู้บริจาคเงิน 4 แสนบาท เพื่อรับซื้อสับปะรดจากเกษตรกรและที่ผ่านมาได้ซื้อผลผลิตจากเกษตรกรมาแล้ว 20 ตัน นำไปแจกผู้มารับบริการและญาติผู้ป่วยที่หน้าโรงพยาบาลลำปาง และ นายอธิษฐาน วงศ์ใหญ่ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลลำปาง

และนักพูดชื่อดังในจังหวัดลำปาง ได้เข้ามาซื้อช่วยอีกกว่า 50 ตัน โดย 20 ตันแรก จะขนเข้าไปยังกระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพฯ รวมถึงอีก 30 ตัน จะขนโดยรถบรรทุกของเอกชน คือ บริษัท นิ่มซีเส็ง จำกัด สาขาลำปาง ที่ให้การสนับสนุนรถบรรทุก 10 ล้อ บรรทุกผลผลิตนำไปแจกจ่ายฟรีที่โรงพยาบาลหลายแห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จังหวัดตาก โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ โรงพยาบาลลำพูน และโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่

นักวิทย์ชี้ ช่วงนี้ทะเลไทยผิดปกติ สัตว์น้ำหลายแห่งตายประหลาด
ผศ.ดร. ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว Thon Thamrongnawasawat ระบุข้อความว่า

“ช่วงนี้สภาพแวดล้อมในทะเลมีบางอย่างผิดปรกติ สัตว์น้ำหลายแห่งมีอาการประหลาด เช่น สัตว์หน้าดินแถวชุมพรตายอย่างไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด คาดว่าออกซิเจนในน้ำใกล้พื้นทะเลต่ำมาก สัตว์ที่ติดลอบจึงตาย สาเหตุคงไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่เป็นคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงในหลายพื้นที่ เช่น ปากเมง (ตรัง) หาดประพาส (ระนอง) ละแม (ชุมพร) นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลกำลังพยายามรวบรวมข้อมูลกันอยู่ครับ”

ช่วงนี้สภาพแวดล้อมในทะเลมีบางอย่างผิดปรกติ สัตว์น้ำหลายแห่งมีอาการประหลาด เช่น สัตว์หน้าดินแถวชุมพรตายอย่างไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด คาดว่าออกซิเจนในน้ำใกล้พื้นทะเลต่ำมาก สัตว์ที่ติดลอบจึงตาย สาเหตุคงไม่ใช่ภัยพิบัติ แต่เป็นคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงในหลายพื้นที่ เช่น ปากเมง (ตรัง) หาดประพาส (ระนอง) ละแม (ชุมพร) นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลกำลังพยายามรวบรวมข้อมูลกันอยู่ครับ

ภาพสัตว์น้ำที่ตายในลอบจากทะเลชุมพรครับ หนูมีปัญหาเรื่องชื่อที่หลายคนบ่นว่าเรียกไม่ถูก เพราะเรียกตามคำอ่านก็บอกว่าผิด คือบางคนอ่านว่า เส-ลา กลายเป็นเป็นคำเรียกที่แปลกมาก บางคนอ่านว่า สะ-เลา ยิ่งผิดแปลกเพี้ยนไปเลย หนูจึงบอกเขาว่าให้ไปเปิด google เขาอ่านว่า สะเหลา ค่ะ ฟังแล้วหนูเองก็มีความรู้สึกว่าช่างอ่อนช้อย “สะหลักสะเหลา” ยิ่งนัก เพราะกลีบดอกสีม่วงอ่อนที่ย้วยย่นเป็นหยักลอน เพียงแต่บอบบางน่าทะนุถนอมก็ทำให้หนูมีความรู้สึกว่าใครๆ ก็รักหนู

หนูภูมิใจมากที่หนูเป็นที่รักเอ็นดูของใครต่อใคร คิดดูซิคะ หนูเป็นพันธุ์ไม้พระราชทาน เพื่อปลูกเป็นมงคลประจำจังหวัดนครสวรรค์ เมืองท่องเที่ยวที่ทุกคนรู้จัก แล้วหนูยังเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยนเรศวรอีกด้วย เป็นสัญลักษณ์ที่ชาวมหาวิทยาลัยนเรศวร รอรับดอกเสลาที่บานสะพรั่งช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคมของทุกปี เพราะจะได้ต้อนรับบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตในงานพระราชทานปริญญาบัตร พร้อมจะได้ร่วมร้องเพลง ดอกเสลา ที่ท่าน ศ.ดร. สุจินต์ จินายน อธิการบดี แต่งคำร้องไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2555 ที่ขึ้นต้นว่า “สราญสดใส เสลาผลิใบ ดอกบานสะพรั่ง ฟ้าม่วงชมพู สีเจ้า สดหรู ชื่นชูชีวัน…ฯลฯ” แล้วยังมีชื่อหนูปรากฏในวรรณคดีอีกตั้งหลายเรื่อง เช่น โคลงนิราศสุพรรณ บทประพันธ์ของท่านสุนทรภู่

มีบาทสุดท้ายของบทหนึ่งว่า

“เสลาสลอดสลักสล้าง เหล่าไม้กระแสสินธุ์ฯ”

และมีบาทแรกอีกบทหนึ่งว่า

“เสลาสลอดสลับสล้าง สลัดใจ” หนูเป็นไม้ยืนต้นแข็งแรงขนาดกลางถึงใหญ่ ขัดแย้งกับกลีบดอกที่ดูย่น หยักอ่อนบางร่วงหล่น แต่แปลกอีกอย่างคือ ถ้าหนูออกดอกมาเมื่อไหร่ หนูก็จะไล่ใบเขียวๆ ร่วงหล่นผลัดใบแล้วหนูก็โชว์ดอกสวยสล้างเสลาของหนูชูช่องาม เห็นแต่ดอกคลุมทั่วต้น แต่ถ้าดอกหนูโรยเมื่อไหร่ก็จะมีผลกลม แข็ง แตกเป็นกลีบเมล็ดมีปีก นี่แหละนำไปเพาะปลูกได้เลย

มีปัญหาอีกอย่างที่มีคนบ่นว่า แยกหนูไม่ออกกับพี่ๆ น้องๆ ของหนูที่เขาเรียก 3 ใบเถา คือ ตะแบก และอินทนิล ก็ถ้าดูดอกแล้วจะดูยาก จึงขอแนะนำให้ดูเปลือกต้นเพราะขึ้นปะปนกันตามป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ แต่เขานิยมนำหนูและพี่น้องมาปลูกข้างถนนทั่วไป แต่หนูก็มีดีทางสมุนไพร คือเปลือกบดป่นให้ละเอียด ใช้โรยแผลได้ กินแก้ท้องเสียได้ แล้วเนื้อไม้ทำเครื่องแกะสลัก ไม้พื้น รอด ตง คาน และเครื่องมือช่างไม้ได้ดี พี่จะปลูกหนูเป็นไม้ประดับก็ได้แต่ต้องขยันกวาดใบกวาดดอกหน่อยนะคะ

“ตะแบกบานแล้วร่วง สีม่วงที่พี่ชื่นชม…ฯ” ถ้าดูดอกแล้วแยกหนูกับพี่ตะแบกไม่ได้ ก็ดูเปลือกต้นนะจ๊ะ เขาพูดกันว่า “เสลาเปลือกแตก ตะแบกเปลือกบางนะ…เจ้าค่ะ”

เกษตรฯ ชู จังหวัดเลย ใช้การตลาดนำการผลิต สร้างจุดแข็งสินค้า แก้ปัญหาล้นตลาด พร้อมระดมทุกภาคส่วนเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืน

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการติดตามการขับเคลื่อนงานของกรมส่งเสริมการเกษตรที่จังหวัดเลยนั้น มีอยู่ 2 ประเด็น คือ

1. การขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีนโยบายหลักของกระทรวงที่ลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ 15 โครงการหลัก โดยในส่วนของจังหวัดเลยนั้น เป็นจังหวัดที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก มีประมาณ 14 อำเภอ ดังนั้น การปฏิบัติงานของจังหวัดเลยจึงค่อนข้างที่จะคล่องตัว โดยในส่วนของการปฏิบัติงาน ในปี 2561 มีการตั้งเป้าหมาย มีการวางแผน และมีผลการดำเนินงานมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ส่วนจุดแข็งของจังหวัดเลย ที่พบคือ การทำงานในด้านของการส่งเสริมพัฒนาอาชีพ โดยเฉพาะด้านการผลิตพืช

จังหวัดเลยมีการสนองนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ โดยการใช้แผนการตลาดนำการผลิต ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องของตลาดสินค้าเกษตรเกือบทุกชนิดพืช ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ไม้ดอก และพืชตระกูลส้ม เป็นต้น เนื่องจากมีตลาดรองรับแน่นอน ประกอบกับจังหวัดเลยมีพื้นที่ไม่มากนัก ผลผลิตที่ได้จึงพอเหมาะกับตลาดที่รองรับ อีกทั้งการวางแผนการผลิตและการตลาดค่อนข้างที่จะเชื่อมโยงกัน สามารถที่จะขับเคลื่อนการตลาดนำการผลิตได้ค่อนข้างดี