Hebei BAOLI Engineering Equipment Corporation Limited.

ขยายตัวสะพานต้านทานแผ่นดินไหว ร่วมหารือเรื่อง “โครงการประเมินสมรรถนะ และอายุการใช้งานของข้อต่อนายอาณัติ หาทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง (ศทร.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และทีมงาน ร่วมหารือกับ บริษัท Hebei BAOLI Engineering Equipment Corporation Limited. ประเด็นเรื่อง โครงการประเมินสมรรถนะ (Performance) และอายุการใช้งาน (Service life time)

ข้อต่อขยายตัวสะพานต้านทานแผ่นดินไหว (Anti-seismic Bridge Expansion Joint) ชนิด Modular โดย บริษัทฯ จะส่งตัวอย่างข้อต่อสะพานขนาดจริงให้แก่ ศทร. วว. เพื่อประเมินสมรรถนะและอายุการใช้งานตามมาตรฐาน AASHTO ซึ่งกำหนดให้ชิ้นส่วนสะพานในงานถนนและทางหลวงต้องสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยไม่น้อยกว่า 75 ปี (วันที่ 29 ตุลาคม 2562 ณ ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง วว.เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี)

กรมปศุสัตว์ ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ พบสุกรมีสารเร่งเนื้อแดง สั่งระงับการฆ่าสุกร 14 ตัว มูลค่ากว่า หนึ่งแสนบาท พร้อมเก็บและส่งตัวอย่างปัสสาวะสุกรและอาหารสัตว์เพื่อตรวจยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการ หากผลตรวจยืนยันจะดำเนินคดีทันที

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท กรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กองสารวัตรและกักกัน และกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ เข้าตรวจสอบโรงฆ่าสุกรแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ พบมีสุกรรอเข้าฆ่าจำนวน 116 ตัว จึงได้ใช้ชุดทดสอบภาคสนาม (strip test) ตรวจปัสสาวะสุกร ผลการตรวจสอบปัสสาวะ พบผลบวกต่อสารเร่งเนื้อแดง 14 ตัว จึงได้กักสุกรไว้ที่โรงฆ่าสัตว์ โดยปัสสาวะที่ให้ ผลบวกได้นำส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ และหากผลตรวจยืนยันว่าพบสารเร่งเนื้อแดงจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

“นอกจากการตรวจสอบที่โรงฆ่าสัตว์ กรมปศุสัตว์จะตรวจสอบย้อนกลับที่มาของฟาร์มต้นทางที่ส่งสุกรมายังโรงฆ่าแห่งนี้ เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายและเกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากสัตว์ที่มาจากฟาร์มที่ลักลอบใช้ สารเร่งเนื้อแดง มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ที่บริโภคเนื้อและผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ยังคงเร่งดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และคุมเข้มอย่างจริงจังและต่อเนื่องกับผู้ลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงที่โรงฆ่าสัตว์และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หากกรมปศุสัตว์ตรวจพบลักลอบผลิตหรือใช้สารเร่งเนื้อแดงผสมในอาหารสัตว์ก็จะมีโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และที่โรงฆ่าสัตว์หากฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานตรวจโรคสัตว์ ตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559 จะมีโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 100,000 บาท” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สารเร่งเนื้อแดงมีหลายชนิดมีความอันตรายมากน้อยต่างกัน แล้วแต่ความไวต่อยาของผู้ได้รับสารนี้ ในอดีตสารที่นิยมใช้กันมากคือ เคลนบิวเทรอล แต่ในปัจจุบันเป็น ซัลบูทามอล และแร็คโตพามีน อีกทั้งยังมีชนิดใหม่ที่เริ่มมีใช้กันคือ ซิปพาเทอรอล โดยนำสารชนิดนี้ไปผสมอาหารสำหรับเลี้ยงสุกรและโคขุน เพื่อกระตุ้นให้มีการใช้พลังงานจาก ไขมัน ลดการสะสมของไขมัน แต่เพิ่มการสะสมโปรตีนในกล้ามเนื้อ ในซากสุกรและโคขุน เป็นผลให้มีเนื้อแดงเพิ่มขึ้น ไขมันน้อย

ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่จูงใจให้เกษตรกรใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกรและโคขุน ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค แต่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค และเมื่อรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างอยู่ อาจส่งผลทำให้กล้ามเนื้อสั่น กระตุ้นการเต้นของหัวใจ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ กระวนกระวาย วิงเวียนปวดศีรษะ ซึ่งในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ โรคลมชัก โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ตลอดจนหญิง มีครรภ์จะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับอันตรายจากสารเร่งเนื้อแดงที่ตกค้างในเนื้อสัตว์

หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิด โปรดแจ้งเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการศึกษาข้อมูลการปลูกข้าวนาปี ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) พบว่า เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการปลูกข้าวนาปีในพื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 828 บาท/ไร่ ในขณะที่เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปีในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) จะได้รับผลตอบแทนสุทธิเพียง 347 บาท/ไร่ โดยพื้นที่ปลูกข้าวของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม มีจำนวน 3.4 แสนไร่ คิดเป็นร้อยละ 25 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งจังหวัด

ไม้ผล ที่น่าสนใจนำมาปรับเปลี่ยนในพื้นที่นาที่มีความเหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม คือ มะม่วงน้ำดอกไม้ โดยมีต้นทุนการผลิต 14,934 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4-5 ผลผลิต 1,123 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรขายได้ในราคา 47.96 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 38,922 บาท/ไร่/ปี โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 ขายให้แก่ผู้รวบรวมจากต่างจังหวัด (กรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา และนครปฐม) เพื่อส่งออกไปต่างประเทศ และผลผลิต ร้อยละ 35 ขายให้แก่ ผู้รวบรวมขายในต่างจังหวัด (เชียงราย และสุราษฎร์ธานี) ส่วนที่เหลืออีก ร้อยละ 5 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด ซึ่งนอกจากจะขายให้กับตลาดผู้บริโภคทั่วไปแล้ว

ยังสามารถนำมาแปรรูปทำข้าวเกรียบมะม่วงซึ่งมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตจากมะม่วงในพื้นที่ และอีกชนิดหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงเช่นกัน คือ ส้มโอ ต้นทุนการผลิต 12,580 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในปีที่ 4-5 ผลผลิต 1,487 กิโลกรัม/ไร่ เกษตรกรขายได้ในราคา 25.65 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 25,562 บาท/ไร่/ปี โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ ร้อยละ 90 ขายให้แก่ผู้รวบรวมขายในต่างจังหวัด (นครปฐม และพิจิตร) และที่เหลืออีก ร้อยละ 10 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด

ด้าน นางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ ยังมีพืชตะกูลถั่วที่เป็นพืชทางเลือกเพื่อปลูกทดแทนในช่วงฤดูนาปรังเพื่อเพิ่มรายได้ และลดการใช้น้ำเหมาะกับช่วงที่ประสบปัญหาน้ำในการเพาะปลูก คือ ถั่วเขียว ต้นทุนการผลิต 2,408 บาท/ไร่ ให้ผลตอบแทนจากการผลิตในเดือนที่ 2-3 ผลผลิต 137 กิโลกรัม/ไร่/รอบการผลิต เกษตรกรขายได้ในราคา 21.7 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ 565 บาท/ไร่/รอบการผลิต โดยผลผลิตในจังหวัดส่วนใหญ่ ร้อยละ 75 ขายให้แก่ บริษัท สมชายพาณิชย์ 88 จำกัด จ.เจริญ 95 จตุรพรสุพานิช และผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ ซึ่งรวบรวมผลผลิตขายไปต่างจังหวัดเพื่อแปรรูปเป็นถั่วเขียว ผ่าซีกสำหรับใช้ทำแป้ง ไส้ขนม และเต้าส่วน ผลิตวุ้นเส้น ถั่วงอก รวมไปถึงบรรจุถุงจำหน่ายเพื่อการบริโภคและเมล็ดพันธุ์ ส่วนผลผลิต ร้อยละ 20 ขายให้แก่ผู้รวบรวมเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ (กัมพูชา จีน) ส่วนที่เหลืออีก ร้อยละ 5 ขายให้ผู้บริโภคภายในจังหวัด

ทั้งนี้ รูปแบบการเกษตรแบบผสมผสาน จะช่วยลดความเสี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของราคาและปริมาณผลผลิตของพืชสำหรับการปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยสามารถรวมกลุ่มเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและการต่อรองราคา รวมทั้งประยุกต์ใช้เทคโนโลยี/นวัตกรรมแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งท่านที่สนใจข้อมูลสินค้าทางเลือกในพื้นที่ หรือข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญในจังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี

รัฐมนตรีเกษตรฯ “เฉลิมชัย” ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.ขอนแก่น เยี่ยมชมกิจกรรมของสมาชิกกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ภาคอีสาน หนุนคนรุ่นใหม่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

วันที่ 30 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยได้เดินทางไปยังบ้านท่าลี่ หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เยี่ยมชมกิจกรรมของสมาชิกกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ ปี 2559 จังหวัดขอนแก่น หรือ Young Smart Farmer ของนายปรีชา หงอกสิมมา และพบปะกับคณะกรรมการ Young Smart Farmer (YSE) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมชมนิทรรศการผลการดำเนินงาน Young Smart Farmer

ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยกล่าวชื่นชมผลการดำเนินงานของสมาชิกเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ YSF ใน 9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 30 คน ที่จัดแสดงผลงานและผลิตภัณฑ์ พร้อมกับเน้นย้ำให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้นำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้พัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยใช้หลักตลาดนำการเกษตรตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภค รวมทั้งพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐาน ความปลอดภัย เพิ่มช่องทางและขยายเครือข่ายการตลาดผ่านระบบออนไลน์ให้มากขึ้น พร้อมร่วมปฏิรูปภาคการเกษตรให้ก้าวสู่การเป็นครัวของโลกให้ได้ และยินดีประสานงานกับทุกภาคส่วนในการให้การสนับสนุนทุกด้าน

ด้านนายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า นายปรีชา หงอกสิมมา Young Smart Farmer หรือ YSF จากบ้านท่าลี่ ต.บ้านกง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เป็นผู้ที่มีต้นทุนความรู้โดยต่อยอดนวัตกรรมความคิด สู่เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง “WANAPHAN” (วนพรรณ) จบการศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังเรียนจบเริ่มทำงานในโครงการส่วนพระองค์มูลนิธิชัยพัฒนา ทำหน้าที่เป็นวิทยากรฝึกอบรมให้เกษตรกรและผู้สนใจแนวพระราชดำริ ก่อนจะลาออกแล้วหันมายึดอาชีพเกษตรกร โดยนำความรู้พื้นฐานด้านการเกษตรที่เรียนมา บวกกับความชอบเรื่องระบบนิเวศน์ป่า และธรรมชาติมาวางแผนการทำแปลง เน้นเรื่องป่าไม้ควบคู่กับการทำเกษตร และยึดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่แปลงของตนเอง

โดยสมัครเข้าร่วม “โครงการ Young Smart Farmer : YSF” ของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2559 ด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1.ต้องการหาประสบการณ์เพิ่มเติม เพื่อต่อยอดนวัตกรรมทางความคิดและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 2.ถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเกษตรกรรุ่นใหม่ด้วยกันหรือภาคีเครือข่ายต่างๆ และ 3.ต้องการแสดงว่าโอกาสและการสนับสนุนช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐในการเสริมสร้างขีดความสามารถของตนเองและคนในชุมชนให้แข็งแกร่งและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และเคยได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานอื่นๆ โดยได้รับการคัดเลือกให้ไปศึกษาดูงานด้านการเกษตร ณ ประเทศอิตาลี เมื่อปี 2561 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการคัดเลือกเป็นหนึ่งในเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด

สำหรับแนวทางการทำเกษตร นายปรีชา หงอกสิมมา ได้แบ่งพื้นที่เป็นส่วนๆ ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่ 14 ไร่ อาทิ แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ธนาคารต้นไม้ พื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ ฟาร์มไก่ไข่อารมณ์ดี การแปรรูปสมุนไพรและพื้นที่ที่ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แล้วนำผลผลิตจากป่ามาแปรรูปเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ ผลิตพืชผักอินทรีย์ สมุนไพรอินทรีย์และเครื่องสำอาง เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ สมุนไพร นำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง อาทิ เซรั่มข้าวหอมมะลิ แชมพูและครีมนวดผมอัญชันและจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ สบู่และลิปสติก เจลอาบน้ำสมุนไพรถ่านชาร์โคล เป็นต้น ภายได้แบรนด์ “WANAPHAN” สร้างรายได้มูลค่าเฉลี่ย 1,000,000 บาท/ปี มีผู้สนใจมาศึกษาดูงานและฝึกอบรม ประมาณ 1,500 คน/ปี

“ในการเลือกใช้นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี จะเน้นตอบโจทย์ลูกค้าและกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายเป็นหลัก โดยผลิตตามความต้องการของลูกค้า และเลือกผลิตที่สามารถนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรได้ ทำน้อยแต่เพิ่มมูลค่าของสินค้ามากกว่า และนอกจากตัวเองอยู่ได้ ชุมชนรอบๆ ก็ต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืนด้วย”

สำหรับประโยชน์ของการเข้าร่วมโครงการ Young Smart Farmer ถือเป็นเวทีในการสร้างสังคมเกษตรกรรุ่นใหม่ สายเลือดใหม่ก้าวสู่พลังขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจในยุคจุดเปลี่ยนของประเทศไทยในอนาคต คนที่เข้ามามีแต่ได้กับได้ ได้ทั้งความรู้ ได้การเรียนรู้เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ได้เพื่อน ได้สังคมของเกษตรกรไฟแรงด้วยกัน ซึ่งมีทั้งคนที่เพิ่งเข้ามาเรียนรู้และคนที่มีความรู้ด้านเกษตรระดับสูงได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ด้วยกัน ที่สำคัญ คือ นำความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาพัฒนาตัวเอง และสามารถถ่ายทอดพัฒนาให้คนในชุมชนมีความแข็งแรงอยู่ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีแนวคิดในการเชื่อมโยงเครือข่ายหรือการขยายผลสู่ชุมชน ด้วยการจัดเครือข่าย ธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่ จนเป็นชุมชนแรกของประเทศที่ได้รับเงินอุดหนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก และร่วมกับชุมชนจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชน สถาบันการเงินชุมชน และกลุ่มโฮมเสตย์ นับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นต้นแบบความสำเร็จของโครงการ Young Smart Farmer ที่จะก้าวสู่ผู้นำด้านการเกษตรในอนาคต

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลส่งเสริมการออมยอดเยี่ยม ประจำปี 2562 กับ กอช. จัดโดยกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เนื่องในวันออมแห่งชาติ โดยมี นายกษาปณ์ เงินรวง ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมรับรางวัล ประเภทธนาคารที่รับสมัครสมาชิกใหม่สูงสุด ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้ ส่งเสริมให้ประชาชนมาสมัครเป็นสมาชิก กอช. อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีเงินออมไว้ใช้ในยามชราหรือเมื่อเกษียณอายุ โดยเปิดให้บริการรับสมัครสมาชิกที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ณ ห้องประชุมวายุภักดิ์ 4 ชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลัง ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ยืนยันวัตถุดิบปลาป่นทั้งหมดที่บริษัทใช้ในการผลิตอาหารสัตว์น้ำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมาจากการจัดหาที่ถูกกฎหมาย ตามมาตรฐานสากล สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้

น.สพ. สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจสัตว์น้ำ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจและศักยภาพของคู่ค้าธุรกิจทั้งในและต่างประเทศในเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป้าหมายความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals : UN SDGs) รวมถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการจัดทำแผนการปรับปรุงพัฒนาการประมง (Fishery Improvement Plan: FIP) สอดรับกับความต้องการของ ผู้บริโภคในตลาดโลก

ซีพีเอฟ ได้ประกาศข้อกำหนดการจัดหาปลาป่น (Fishmeal Sourcing Restricitions) เพื่อให้การจัดหาวัตถุดิบทางทะเลของบริษัท ทั้งใน และต่างประเทศ มีมาตรฐานเดียวกันภายใต้ข้อกำหนดนี้ ปลาป่นซึ่งผลิตจากผลพลอยได้จากโรงงานแปรรูป (By-product) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน IFFO Responsible Sourcing (IFFO RS) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับ Code of Conduct for responsible Fisheries ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โดยเฉพาะการจัดหาปลาป่นในประเทศไทยในส่วนของ By-Product ได้รับการรับรองว่าเป็นการจัดหาจากแหล่งมีการจัดการอย่างยั่งยืนแล้ว

ขณะที่ปลาป่นซึ่งผลิตจากผลพลอยได้จากการประมงไทย (By-Catch) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล และตรวจสอบได้โดยกลไกตรวจสอบที่มีกฎหมายรองรับจากภาคส่วนต่างๆ เช่น เจ้าหน้าที่หรือผู้แทนจากกรมประมง ผู้ประกอบการ ชุมชนที่เกี่ยวข้อง ผู้บริโภค และนักวิชาการ เป็นต้น

สำหรับธุรกิจปลาป่นในประเทศอินเดีย ได้สนับสนุนสมาคมการประมง บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมประมงและรัฐบาลอินเดีย ในการจัดทำแผนการทำงานเพื่อพัฒนาการทำประมงสู่ความยั่งยืนฉบับแรกตามเป้าหมายปี 2562 โดยมีจุดประสงค์เพื่อการรณรงค์การอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันตกของประเทศอินเดีย ในปัจจุบันแผนของ FIP ได้รับการรับรองจาก IFFO RS IP ซึ่งพร้อมนำมาปฏิบัติได้ทันที โดยจะจัดการอบรมคู่ค้าในธุรกิจปลาป่น รวมถึงชาวประมง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเดินหน้าต่อเนื่อง

ส่วนธุรกิจในประเทศเวียดนาม บริษัทเข้าเป็นสมาชิกของโครงการหวุงเต่าเพื่อการพัฒนาประมงอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการวมตัวกันของโรงงานปลาป่นและโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำในจังหวัด บ่าเสียะ-หวุงเต่า เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การทำประมงในประเทศเวียดนามที่มีลักษณะทรัพยากรสัตว์น้ำที่หลากหลาย โดยมีแผนที่จะส่งร่างแผนปฏิบัติการ (Fishery Action Plan : FAP) ให้ IFFO RS พิจารณาในต้นปีหน้า

น.สพ. สุจินต์ กล่าวว่า การทำแผน FIP ในอินเดีย และเวียตนาม ซึ่งเป็นเป็นโครงการนำร่องให้ประสบความสำเร็จและเกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมอาหารประมงเพื่อร่วมกันผลักดันโครงการฯ FIP สู่เป้าหมายการผลิตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมอาหารทะเล

“ซีพีเอฟ ไม่ได้เป็นผู้ผลิตปลาป่น บริษัทรับซื้อปลาป่นสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสำหรับเลี้ยงกุ้ง และไม่มีธุรกิจเดินเรือหรือเป็นเจ้าของเรือประมง แต่มีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมให้กิจการสัตว์น้ำของบริษัททั่วโลก ปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการทำประมงที่ผิดกฎหมาย การประมงที่ขาดการรายงาน และการประมงที่ขาดการควบคุม หรือ IUU ให้อุตสาหกรรมอาหารทะเลเกิดความยั่งยืน” น.สพ. สุจินต์ กล่าวย้ำ

ซีพีเอฟ ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ร่วมมือกับองค์กรทั้งระดับประเทศ และระดับโลก เช่น Seafood Task Force และ Seafood Business for Ocean Stewardship (SeaBOS) เพื่อแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมาย และปกป้องสิทธิของชาวประมง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ แรงงานทาส และแรงงานบังคับ

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาต้นทุนการผลิตประสิทธิภาพเชิงเทคนิคการผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ ปี 2561 ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง (พิษณุโลก ตาก สุโขทัย และอุตรดิตถ์) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้ศึกษาและเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตข้าว และประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวในพื้นที่แปลงใหญ่และนอกพื้นที่แปลงใหญ่ซึ่ง พบว่า

ข้าวที่ผลิตในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ทั้ง 4 จังหวัด มีต้นทุนรวมเฉลี่ย 4,217 บาท/ไร่ เกษตรกรได้ผลผลิตเฉลี่ย 782.25 กิโลกรัม/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 1,196 บาท/ไร่ ในขณะที่ข้าวที่ผลิตนอกพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีต้นทุนรวมเฉลี่ย 4,904 บาท/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 776.68 กิโลกรัม/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 253 บาท/ไร่ เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่โครงการฯ มีการใช้ปัจจัยการผลิตในปริมาณน้อยกว่าเกษตรกรนอกพื้นที่โครงการ รวมทั้งมีการบริหารจัดการการใช้เทคโนโลยีการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า ข้าวที่ผลิตในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและให้ผลตอบแทนดีกว่า รวมทั้งยังมีประสิทธิภาพการผลิตที่สูงกว่าด้วย เนื่องจากเกษตรกรที่ผลิตตามรูปแบบระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ การปลูกข้าวตามศักยภาพความเหมาะสมของดินตามแผนที่เกษตรเชิงรุก (Agri – Map) การถ่ายทอดองค์ความรู้ในการลดต้นทุนการผลิต โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์/ชีวภาพไว้ใช้เอง การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม การตรวจรับรองมาตรฐาน GAP รวมถึงการรวมกลุ่มจัดซื้อจัดหาปัจจัยการผลิตต่างๆ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการนำผลงานศึกษาวิจัยเทคโนโลยี นวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ และมีการบริหารจัดการกลุ่มเพื่อวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดร่วมกัน นอกจากนี้ ภาครัฐยังดำเนินโครงการอื่นๆ ในพื้นที่แปลงใหญ่ อาทิ โครงการเกษตรอินทรีย์ ศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)