อย่างไรชาวนาจะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนเกษตรกรจึงจะมีสิทธิ์

ทำประกันดังกล่าว โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะเป็นหน่วยงานต้นทางส่งข้อมูลทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์นำไปให้ชาวนาที่ต้องการซื้อประกันภัยได้เลือกแปลงนาที่ต้องการทำประกัน จึงขอให้ชาวนาผู้สนใจรีบมาแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรโดยเร็วเพื่อจะได้ไม่เสียโอกาสในสิทธ์การทำประกัน

อนึ่งในช่วงวันที่ 20 มิถุนายน ถึง 22 สิงหาคม 2560 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สมาคมประกันวินาศภัย ออกเดินสายชี้แจง ทำความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ข้าราชการในพื้นที่ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พนักงาน ธกส. ใน 9 จังหวัด คือ ขอนแก่น นครสวรรค์ สุโขทัย ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด สกลนคร และสงขลา

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร โทร 029551640 นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการร่วมให้ทุนพัฒนาบุคลากรระดับปริญญาเอก ระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และกรมวิชาการเกษตร ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รมช.เกษตรฯ เปิดเผยว่า นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเป้าหมายที่จะให้มีการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรของประเทศให้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร มีความเป็นอยู่และรายได้ที่เพิ่มขึ้น หนี้สินลดลง มีศักดิ์ศรีในสังคม โดยได้วางแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายไว้ทั้งเรื่องการพัฒนาศูนย์เพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ทั่วประเทศ การนำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) มาใช้ การทำเกษตรแปลงใหญ่ การผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสินค้าเกษตร ยิ่งไปกว่านั้นการพัฒนาบุคลากรก็จำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) และพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้เป็น Smart Group โดยเฉพาะการพัฒนา Smart Officer ก็เป็นปัจจัยสำคัญและมีความจำเป็นเช่นกัน นอกจากนี้ยังต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องจักรกล ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญ

ในฐานะที่กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงเกษตรฯ ที่ทำงานวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเครื่องจักรกลการเกษตร จึงเป็นที่คาดหวังของผู้เกี่ยวข้องที่อยากเห็นผลงานในลักษณะที่นักวิจัยจะต้องเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ที่รอบรู้ปราดเปรื่อง ต้องเป็น Smart Officer ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาบุคลากรทั้งเพื่อทดแทนบุคลากรในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ และรองรับการพัฒนาการเกษตรไปสู่ประเทศไทย 4.0 และยุทธศาสตร์ A4 ของ รมว.เกษตรฯ จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมมือกันในการพัฒนาบุคลากร ภายใต้กรอบโครงการปริญญาเอกกาญจนภิเษก (คปก.) ซึ่งภายใต้ความร่วมมือโครงการนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรมจับต้องได้ตามที่ รมว.เกษตรฯ คาดหวัง และเกิดอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยมีงานวิจัยและพัฒนาเป็นจุดผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดมูลค่าทางการค้า และก้าวทันโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

ศาสตรจารย์ น.พ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะมุ่งสนับสนุนความร่วมมือในงานวิจัย และพัฒนานักวิจัยระดับปริญญาเอก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบวิจัยด้านการเกษตรของประเทศ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานของภาครัฐแห่งแรกที่จะได้รับการสนับสนุนจาก สกว. ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตรและ สกว. ในโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ปี 2560-2579 ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษกเพื่อหน่วยงานภาครัฐ ซึ่ง สกว.ยินดีให้การสนับสนุนทุนพัฒนาบุคลากรให้แก่กรมวิชาการเกษตรเป็นระยะเวลา 5 ปี จำนวนปีละ 10 ทุน รวม 50 ทุน ทุนละประมาณ 2 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าโดยรวมกว่า 100 ล้านบาท

ขณะที่ ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่ากรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจสำคัญในการวิจัยและพัฒนาด้านการผลิตพืช และเครื่องจักรกลการเกษตร ขณะนี้อยู่ในภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีความชำนาญในสาขาที่สำคัญ รวมทั้งเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการพัฒนาด้านการเกษตรและด้านเศรษฐกิจตามนโยบายประเทศไทย4.0 จำนวน 20 สาขา เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืช อนุกรมวิธานพืช เทคโนโลยีชีวภาพ การเกษตรแม่นยำ การผลิตพืชในโรงเรือน เกษตรกลวิธานขั้นสูง วิทยาการหุ่นยนต์ เทคโนโลยีเซนเซอร์ นาโนเทคโนโลยี แบบจำลองการประเมินผลผลิตและพยากรณ์การผลิตขั้นสูง เป็นต้น

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ จ.ลำพูน และพันธมิตรภาคเอกชน กระจายผลผลิตลำไยสหกรณ์ถึงมือผู้บริโภค ผ่านโมเดิร์นเทรด ผู้ส่งออก ไปรษณีย์ไทย และเครือข่ายสหกรณ์
ภายใต้แนวคิด “สดใหม่ทั่วไทย ลำไยสหกรณ์”

จากนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับสินค้าเกษตรสู่ความมั่นคง โดยมุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการ ผสานพลังร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตลำไยและพันธมิตรคู่ค้าภาคเอกชน และเครือข่ายสหกรณ์ เพื่อแสดงถึงความพร้อมในปี 2560 ในการกระจายลำไยคุณภาพของสหกรณ์ผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค ผ่านทางพันธมิตรภาคเอกชน ประกอบด้วย ห้างโมเดิร์นเทรด ได้แก่ บริษัท เอก – ชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด (เทสโก้ โลตัส) บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บริษัท เนเชอรัล เบฟ จำกัด เครือข่ายสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ ทั่วประเทศ

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เนื่องจากในปีนี้สภาพอากาศมีฝนตกชุก ส่งผลให้ลำไยแทงช่อดอกมีมากกว่าปกติ และผลผลิตลำไยจะออกสู่ตลาดพร้อมกัน ซึ่งจะมากที่สุดในช่วงกลางกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม คาดว่าผลผลิตลำไยปีนี้ของ 8 จังหวัดภาคเหนือ จะมีปริมาณรวมทั้งสิ้น 609,770 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ร้อยละ 44.60 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรในเรื่องของราคาผลผลิตลำไยตกต่ำ กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกสหกรณ์ให้ความสำคัญในเรื่องการผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

มีความปลอดภัย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเน้นรวบรวมและจำหน่ายผลไม้คุณภาพให้กับห้างโมเดิร์นเทรด ผู้ส่งออก ผู้แปรรูป เครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่าง ๆ และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) โดยมีสหกรณ์ในพื้นที่ภาคเหนือทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระจายผลผลิตของสมาชิกออกจากแหล่งผลิต โดยวางแผนการผลิตและการกระจายลำไยให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ซึ่งสหกรณ์จะเน้นการทำตลาดล่วงหน้าและทำการตลาดโดยใช้ความต้องการของผู้ซื้อเป็นตัวนำหรือที่เรียกว่า Demand Driven โดยการมีตลาดที่แน่นอนนี้จะทำให้สหกรณ์และเกษตรกร มีการวางแผนการผลิตร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการลดความเสี่ยงของเกษตรกรในเรื่องราคาผลผลิตอีกด้วย”

“เพื่อเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชน จัดพิธี ลงนามความร่วมมือ โดยได้ตกลงซื้อขายและร่วมกระจายลำไยภาคเหนือออกนอกแหล่งผลิต โดยบริษัท เอก – ชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด (เทสโก้ โลตัส) ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ ซื้อขายลำไยจากสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด จำนวน 450 – 500 ตัน ส่วนบริษัทสยามแม็คโคร จำกัด ลงนามซื้อขายลำไยกับสหกรณ์การเกษตรเสริมป่าซาง จำกัด จำนวน 350 ตัน เพื่อกระจายลำไยผ่านทุกสาขาของห้างเทสโก้ โลตัส และแม็คโคร นอกจากนี้บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ยังได้ให้ความร่วมมือในการกระจายลำไยของสหกรณ์การเกษตรประตูป่า จำกัด ผ่านทาง 4 ช่องทาง

ได้แก่ Call Center 1545 เว็ปไซค์ www.thailandpostmart.com แอปพลิเคชั่น thailandpostmart.com และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ โดยสามารถสั่งซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. – 16 ส.ค. 2560 อีกทั้งบริษัทเนเชอรัล เบฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแปรรูปผลผลิตลำไย ได้ตกลงซื้อลำไยร่วงเพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำลำไยเข้มข้นส่งออกไปยังประเทศจีน โดยได้ตกลงซื้อลำไยจากสหกรณ์การเกษตร ประตูป่า จำกัด จำนวน 450 ตัน และในงานนี้สหกรณ์ผู้ผลิตลำไยในภาคเหนือ ยังได้เชื่อมโยงธุรกิจซื้อขายลำไยกับสหกรณ์เครือข่ายผู้ซื้อจากภาคกลาง ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรบุรีรัมย์ จำกัด สหกรณ์การเกษตรเมืองสุราษฎร์ธานี จำกัด ร่วมมือในการระบายผลผลิตออกนอกพื้นที่โดยใช้ขบวนการสหกรณ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพและสามารถส่งผลผลิตที่มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นายวิรัช จันทรา รองผู้ว่าการกลุ่มบริการอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมงานแถลงข่าวการจัดงาน Smart SME Expo 2017 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ณ โรงแรมสุโกศล

โอกาสนี้ วว. ได้นำผลิตภัณฑ์จากโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอปเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการด้วย โดยโครงการดังกล่าวเป็นการบูรณาการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้าไปสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) พัฒนาผลิตภาพ (Productivity) ให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่ง วว. ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานแกนหลักนำในการดำเนินการ ทั้งนี้ในปี 2559-2560 มีผู้ประกอบการสนใจยื่นใบสมัครคูปองฯ จำนวน 1,557 ราย โดยมีผู้ประกอบการได้รับการอนุมัติคูปองฯ แล้วจำนวน 628 ราย

“Smart SME Expo 2017” จัดโดยสถานีโทรทัศน์ Smart SME ร่วมกับ บริษัท มอร์มีเดีย จำกัด ในเครือบริษัท พีเพิลมีเดียกรุ๊ป จำกัด เพื่อเป็นเวทีเชื่อมต่อโอกาสสำหรับ SME ไทยทุกระดับ ภายใต้แนวคิด “Total SMEs Solution” โดยมีโซลูชั่นต่างๆ 5 โซลูชั่น คือ 1.Start Up : ตั้งต้นธุรกิจ 2.สร้างแบรนด์ให้ดัง 3.หาช่องทางจำหน่ายขยายตลาดให้ทั่วถึง 4.บริการ-ปรึกษารอบด้าน 5.พัฒนาสินค้าให้โดนใจ พร้อมด้วยพันธมิตรทุกหน่วยงานทั้งจากภาครัฐ สถาบันการเงิน และเอกชน กว่า 500 บูธ บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2560 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว สนับสนุนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามนโยบายประชารัฐ เพิ่มความเข้มแข็งและขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรไทย ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง โดยร่วมกันจัดทำโครงการขยายผล “การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว” โดยในปี 2560 จะมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวเปลี่ยนมาเลี้ยงปลาช่อนให้ได้ 200 บ่อ/ราย ซึ่งมีจังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด คือ ขอนแก่น นครราชสีมา หนองคาย กำแพงเพชร และอ่างทอง ภายใต้งบประมาณกว่า 8 ล้านบาท

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “การวิจัยและพัฒนาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ รวมทั้งการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ความร่วมมือดำเนินโครงการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว ระหว่าง สวก. กับกรมประมง และ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ในวันนี้ เป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยการส่งเสริมผลักดันการเพาะเลี้ยงปลาช่อนให้เป็นอาชีพทางเลือกใหม่ ลดความเสี่ยง และเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการลดพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม โดยส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด และสนับสนุนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000 แห่ง นโยบายการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นอาชีพเกษตรกรรมอื่น (Zoning) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ” ของรัฐบาล”

“ดิฉันขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้กับทุกหน่วยงานที่ได้ร่วมกันดำเนินงานเพื่อผลักดันผลงานวิจัยด้านการเกษตรไปสู่ทุกภาคส่วน เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรไทย และประเทศชาติ และขอให้การดำเนินการภายใต้ความร่วมมือนี้ สำเร็จผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้” นางสาวชุติมากล่าวปิดท้าย

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “ปลาช่อน” เป็นปลาน้ำจืดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของไทย ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงอย่างแพร่หลายในพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือของไทย ซึ่งที่ผ่านมา เกษตรกรบางส่วนยังใช้ลูกพันธุ์ที่จับจากธรรมชาติ ทำให้มีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรที่สนใจเลี้ยงปลาชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กรมประมงจึงได้ขอสนับสนุนงบประมาณจาก สวก. เพื่อศึกษาวิจัยการเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลาช่อนแบบครบวงจรให้ได้ปริมาณมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนลูกพันธุ์ให้แก่เกษตรกร

ซึ่งในการวิจัยได้มีการศึกษาวิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ การเพาะพันธุ์ การอนุบาลลูกปลา จนประสบความสำเร็จทำให้สามารถพัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลาช่อนให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้นทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ พัฒนาการเพาะพันธุ์ปลาช่อนโดยใช้โฮโมนสังเคราะห์ ซึ่งทำให้สามารถผลิตลูกปลาช่อนให้มีมาตรฐาน โดยมีอัตรารอดตายเฉลี่ย 30-40 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของลูกปลาช่อนจากการกินอาหารมีชีวิตเป็นอาหารเม็ดได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาคู่มือเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลาช่อนและรูปแบบโรงเพาะพันธุ์มาตรฐาน พร้อมถ่ายทอดให้เกษตรกรที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการนำความรู้ไปขยายผลทางธุรกิจต่อไป

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าทีในการสนับสนุนทุนวิจัยและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยด้านการเกษตร การลงนามข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในภารกิจในการสนองตอบนโยบายภาครัฐและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะร่วมกันส่งเสริมการนำผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชนเชิงสาธารณะอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรเกษตรกร และช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ช่วยสร้างผู้นำเกษตรกรที่จะเป็นต้นแบบในการประกอบชีพให้แก่เกษตรรายอื่นต่อไป ซึ่งโครงการขยายผล “การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว”

จะส่งเสริมผลักดันการเพาะเลี้ยงปลาช่อนให้เป็นทางเลือกใหม่ในการประกอบอาชีพ เสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรในจังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา หนองคาย กำแพงเพชร และอ่างทอง ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นการเพาะเลี้ยงปลาช่อน เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 200 ราย จะมีรายได้สุทธิที่เป็นตัวเงินจากการเลี้ยงปลาช่อนในบ่อดิน เพื่อจำหน่าย บ่อละ 80,000 บาท ในระยะเวลา 3 – 4 เดือน คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 16,000,000 บาท และจากการประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์พบว่า หากมีการส่งเสริมผลักดันอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลา 10 ปี จะมีมูลค่าถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จสิ้นจะได้นำเทคโนโลยีไปถ่ายทอดและขยายผลให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ปลูกข้าว รวมทั้งพื้นที่ที่มีความพร้อมและเหมาะสมต่อไป

นายชยานนท์ กฤตยาเชวง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารสายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีการส่งเสริมผลักดันยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “ประชารัฐ” ซึ่งเป็นการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน ภาคธุรกิจ หรือภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน อย่างเช่น การลงนามความร่วมมือการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาช่อนในพื้นที่ปลูกข้าว ระหว่าง สวก. กับกรมประมง และ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ในวันนี้ เป็นการร่วมกันส่งเสริมผลักดันให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมเป็นการเพาะเลี้ยงปลาช่อน ซึ่งเป็นอาชีพทางเลือกใหม่ ลดความเสี่ยง และเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเบทาโกรเล็งเห็นความสำคัญ และยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการของหน่วยงานภาคเอกชนและภาครัฐ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ”

เป็นสารจากรองผู้อำนวยการสำนักสวัสดิการสังคม เรืออากาศตรี รักษา โภคาสถิตย์ เขียนไว้ในหนังสือ “วันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ 2534” กองสวนสาธารณะ สำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร พิมพ์เพื่อเป็นอภินันทนาการ เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ 28 พฤษภาคม 2534 หนังสือ วันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ พ.ศ…. ซึ่งจัดพิมพ์โดย สำนักงาน งานส่งเสริมและเผยแพร่ กองสวนสาธารณะ สำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร เป็นการจัดพิมพ์ตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งแต่ละปี แต่ละเล่ม ก็จะมีคำนำ คำขวัญ จากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แต่ละช่วงสมัยหมุนเวียนแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกันโดยทุกช่วงสมัยก็จะมีนโยบายที่เหมือนกันคือ เชิญชวนปลูกต้นไม้ในวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ ตามประกาศกรุงเทพมหานคร โดยกำหนดให้ตรงกับวันวิสาขบูชาทุกปี เพียงแต่ว่า แต่ละปี วันวิสาขบูชาอาจจะเปลี่ยนช่วงเวลาไปตามปฏิทิน หรืออาจจะตรงกับวันเข้าพรรษา หรือตรงกับวันเพ็ญในเดือนพฤษภาคม มิถุนายน หรือเดือนกรกฎาคม ตามแต่ปีไหนจะมีเดือน 8 สองหน ดังยกตัวอย่างบางปี ซึ่ง “วันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ” จะตรงกับวันใด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครท่านใด ดังตัวอย่างในช่วงสมัยแต่ละปีต่อไปนี้

วันเข้าพรรษา พ.ศ. 2529 วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พลตรีจำลอง ศรีเมือง

(ไม่ได้ระบุ) พ.ศ. 2531 วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พลตรีจำลอง ศรีเมือง วันวิสาขบูชา พ.ศ. 2532 วันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม พลตรีจำลอง ศรีเมือง

วันวิสาขบูชา พ.ศ. 2534 วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พลตรีจำลอง ศรีเมือง

วันวิสาขบูชา พ.ศ. 2536 วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน ร้อยเอกกฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา

วันวิสาขบูชา พ.ศ. 2539 วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม ร.ต.ต. เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ (รองปลัดกรุงเทพมหานคร ปฏิบัติราชการแทนฯ) วันวิสาขบูชา พ.ศ. 2540 วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม นายพิจิตต รัตตกุล

วันวิสาขบูชา พ.ศ. 2542 วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม นายพิจิตร รัตตกุล

ก็เป็นตัวอย่างหนังสือแต่ละปี เพื่อยืนยันว่า hillchords.com กิจกรรมเชิญชวนปลูกต้นไม้ของกรุงเทพมหานครจัดมาเกือบสี่สิบปีมาแล้ว เพื่อให้ประชาชนเห็นคุณค่าความสำคัญและประโยชน์ของต้นไม้ที่จะช่วยเพิ่มพูนทรัพยากรของชาติ และช่วยให้สภาพแวดล้อมของบ้านเมืองน่าอยู่อาศัย ร่มรื่น สวยงามด้วยต้นไม้ทั้งไม้ยืนต้น และไม้ดอกไม้ประดับ สมดังคำที่ว่า “ปลูกต้นไม้คนละต้น เกิดผลอนันต์”

ในหนังสือวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ ซึ่งกองสวนสาธารณะจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่วิชาการด้านการเกษตร โดยแต่ละเล่ม แต่ละปี จะรวบรวมข้อเขียนงานวิชาการ งานวิจัย จากนักวิชาการหลายด้าน โดยมีเหล่าคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ งานทดลองปฏิบัติการงานเกษตรหลายแขนง รวมทั้งผลงานที่เป็นประโยชน์กับผู้สนใจหลากหลาย โดยจัดเป็นหนังสือแจกจ่าย เพื่ออภินันทนาการแก่ผู้สนใจ และยินดีที่จะให้เผยแพร่ เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณชน เป็นคู่มือศึกษาวิจัยได้ทุกระดับการศึกษา

สำหรับวันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ ได้มีหน่วยงานอีกหน่วยงานซึ่งรับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการปลูกป่ารักน้ำ รักษาทรัพยากรป่าไม้ชาติ คือหน่วยงาน “กรมป่าไม้” เนื่องจากได้รับการสถาปนามาตั้งแต่ พ.ศ. 2439 สิริอายุถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2560) มีอายุถึง 121 ปี โดยมีพัฒนาการตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ได้แบ่งกรมป่าไม้ออกเป็น 3 หน่วยงาน คือ 1. กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ 3. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ต่อมามีพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2546 โอนกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็น กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ได้จัดวันสำคัญของกรมป่าไม้ ที่เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการเชิญชวนปลูกป่า รักษาต้นไม้ ได้แก่

จะเห็นได้ว่า ทั้งหน่วยงานกรุงเทพมหานคร โดย กองสวนสาธารณะ มี “วันต้นไม้ประจำปีแห่งชาติ” ส่วนหน่วยงานกรมป่าไม้ก็จะมีวันสำคัญคือ “วันต้นไม้ประจำปีของชาติ” โดยทั้งสองหน่วยงานก็มีเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน ดังคำขวัญของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2534 มีไว้ว่า “ปลูกและรักษ์ต้นไม้ เพิ่มความสดใสให้สังคม”

จากวันวานมาถึงวันนี้ รัฐบาลได้จัดให้มีวันสำคัญที่เกี่ยวกับการปลูกป่า หรือวันเกี่ยวกับป่าไม้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงของวันวิสาขบูชา หรือวันเข้าพรรษาในบางปี โดยมีเหตุผลเกี่ยวข้องกับสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นไม้ ซึ่งหากปลูกในพื้นที่ที่ต้องปล่อยไว้ตามธรรมชาติจะได้อาศัย น้ำ หรือความชุ่มชื้นจากดินฟ้าอากาศในช่วงฤดูกาลนั้น

เราเป็นบริษัทยางที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับยางพาราเพราะยาง

มีมากถึง 30 ชนิด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางธรรมชาติ ศรีตรังฯเป็นผู้นำในตลาดโลก ทั้งกำลังการผลิตและมาร์เก็ตแชร์ โดยสิ้นปีนี้น่าจะมีกำลังการผลิตเต็มที่ 2.9 ล้านตัน ซึ่งมากที่สุดในโลก ส่วนมาร์เก็ตแชร์ปีที่แล้วอยู่ที่ 12% และมีเป้าหมายขยายให้ได้ 20% ภายใน 3-5 ปีนี้

นอกจากการเติบโตของธุรกิจกลางน้ำแล้ว ในปีนี้ยังโฟกัสมาที่ธุรกิจปลายน้ำ คือการผลิตถุงมือยางทางการแพทย์ (แบรนด์ศรีตรังโกลฟส์) ปัจจุบันก็ยังเป็นผู้ผลิตถุงมือยางติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และเป็นรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยมีสัดส่วนการส่งออกมากถึง 80% ตลาดหลักคือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา จีน อเมริกาใต้ เอเชีย ซึ่งแนวโน้มตลาดถุงมือยางสดใสมาก และปีนี้จะบุกตลาด CLMV มากขึ้นด้วย

จากนี้ไปจะรุกขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งถุงมือยางทางการแพทย์ที่ครองตลาดโรงพยาบาลอยู่แล้ว และหันมาบุกตลาดรีเทลถุงมือยางธรรมชาติอเนกประสงค์ ภายใต้แบรนด์ I”m Grove ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 14,000 ล้านชิ้น/ปี ใช้ยางพารา 5 หมื่นตัน/ปี และตั้งเป้าหมายจะเพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านชิ้น/ปีภายในปี 2563 โดยเตรียมที่จะขยายโรงงาน 2 อาคารในโรงงานเดิมที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มูลค่าการลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องอาคารที่ 2 ในช่วงไตรมาส 1/2562 และอาคาร 3 ปลายปี 2563

Q : ดีมานด์ยางตลาดโลก 12.9 ล้านตัน

สำหรับความต้องการยางของตลาดโลกนั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าปีนี้ดีมานด์จะสูงถึง 12.9 ล้านตัน ซึ่งปกติดีมานด์จะเติบโตขึ้นปีละ 3% และก็พยากรณ์ 10 ปีข้างหน้าก็ยังจะโตต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม่ทัพกลุ่มศรีตรังฯมองว่า เหตุการณ์ราคายางผันผวนหนักตอนนี้มันสวนทางทุกทฤษฎี คือ ดีมานด์สูง ซัพพลายน้อย แต่ราคาลง “ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดีมานด์และซัพพลายมีผลต่อราคายาง ถ้าดีมานด์มากกว่าซัพพลาย ราคาก็พุ่งเลย หรือปีไหนที่ซัพพลายเยอะกว่าดีมานด์มาก ๆ ราคาก็จะตก แต่ปีนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น เราก็คาดว่าราคายางปีนี้ต้องดีแน่ เพราะมีดีมานด์ทุกไตรมาส และสิ้นปีที่แล้วหลายฝ่ายก็บอกว่า ดีมานด์เยอะว่าซัพพลาย แต่ทำไมราคาดันขึ้นไปแล้วก็ทุบ สุดท้ายเราก็พบว่าเป็นพวกกองทุนต่างชาติ”

Q : เฮดจ์ฟันด์ถล่มราคายางร่วงแรง

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปี 2559 ราคายางลงต่อเนื่องเป็นเพราะว่าซัพพลายเยอะกว่าดีมานด์ แต่พอปีที่แล้วมีจุดเปลี่ยน ซัพพลาย-ดีมานด์กลับมาเท่ากัน มันเป็นทริกเกอร์ ทำให้พวกฟันด์ยักษ์ใหญ่เข้ามาเล่น เท่ากับว่ามีสตอรี่ให้เล่นแล้ว นี่เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคายางผันผวน ก็เหมือนกับตลาดหุ้นทุกวันนี้จะขึ้นจะลง เจ้าของยังไม่รู้เลย ไม่มีส่วนร่วมอะไรทั้งสิ้น คือจะทุบก็ทุบ

ดังนั้นทุกบริษัทยางกระทบหมด เพราะราคายางซื้อขายเปลี่ยนทุกวัน เปลี่ยนเช้า สาย บ่าย เย็นด้วยซ้ำ ใครข้อมูลเร็วสุดก็ซื้อได้ราคาที่ดี เหมือนหุ้นเลย เพราะว่าอิงกับตลาดฟิวเจอร์เซี่ยงไฮ้ โตเกียว ญี่ปุ่น ตอนนี้คนนอกอุตสาหกรรมมามีส่วนร่วมในการทำราคาให้ผันผวน พวกเฮดจ์ฟันด์เหล่านี้ไม่ใช่เล่นแค่ยางอย่างเดียว ปาล์ม น้ำตาล เหล็ก น้ำมัน ถ่านหิน โดนหมด

“เราก็ไม่ชอบนะ ราคายางต่ำ ลูกค้าผมก็ไม่ชอบ เขาบอกว่ามันไม่ยั่งยืน ยิ่งต่ำอย่างนี้ชาวสวนยิ่งไม่กรีด โค่นยาง ซัพพลายหาย ทั้งระบบไปหมด ตอนนี้เป็นเกมการเงินแล้ว เขาเทรดวันละ 7 แสนล้านบาท ตอนนี้เหลือ 4 แสนล้านแล้ว เงินเขามหาศาลมาก ๆ ผมเข้าใจเกษตรกรน่ะ ราคายางมันลงก็อยู่ยาก ต้องโวย เขาก็ต้องโวยผมจะไปโวยกองทุนก็ไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า”

สำหรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้นแสดงว่า อเมริกาเศรษฐกิจดี ดอลลาร์จะแข็ง เงินจากประเทศกำลังพัฒนาจะกลับไปที่ดอลลาร์ พวกกลุ่ม Commodity จะต้องอ่อนลง แล้วตลาดหุ้นของประเทศกำลังพัฒนาก็จะต้องอ่อนลง เพราะเงินต้องกลับไปอยู่ในดอลลาร์ แต่ไม่เป็นอย่างนั้น สวนทฤษฎีหมด คือตลาดหุ้นบวก น้ำมัน ยางขึ้นนิดหน่อย บาทแข็งทั้ง ๆ ที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยบาทต้องอ่อน ทฤษฎีก็ใช้อะไรไม่ได้แล้วตอนนี้

ส่วนกรณีค่าบาทแข็ง ทางบริษัทได้มีการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว ส่วนการรับมือกับราคายางผันผวน นโยบายให้ 3 ประเทศมาจับมือกันเหมือนโอเปก ไม่เกิดเพราะประเทศตัวเอง เขาก็ต้องเอาให้รอดก่อน เขาก็มองเราเป็นคู่แข่ง ไม่มีทางจับมือกันได้

แต่อีกปัญหาก็คือ เราไม่สามารถกำหนดราคาได้ เพราะตลาดที่กำหนดราคา คือ ตลาดญี่ปุ่น ตลาดสิงคโปร์ และตลาดเซี่ยงไฮ้ ที่เรียกว่าฟิวเจอร์มาร์เก็ต และในปีนี้มีกองทุนต่าง ๆ มีส่วนในการทำราคาด้วย จึงไม่ได้สะท้อนความจริงเสมอไป

ทั้งนี้ เห็นด้วยกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่จะให้มีการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศเอง ไม่ต้องไปง้อตลาดต่างประเทศมาก ถ้าแปรรูปยางในประเทศได้เยอะ ก็สามารถดูดซับปริมาณไปเยอะ ก็จะช่วยได้ระดับหนึ่ง

สำหรับแนวโน้มราคายางครึ่งปีหลังมองว่า ปลายปีน่าจะสดใส เพราะสต๊อกยางของจีนที่มีอยู่มากในตอนนี้ก็จะทยอยนำออกมาใช้ ราคาจึงมีโอกาสที่จะขึ้นได้ และไม่ควรจะตกต่ำไปมากกว่านี้ เพราะปีที่แล้วราคาต่ำที่สุดในรอบ 5-6 ปี แล้วปีนี้

ปัจจุบันก็ยังสูงกว่าปีที่แล้ว ภาพรวมยังดีกว่าปีที่แล้ว นี่คือก้าวย่างธุรกิจของกลุ่มศรีตรังฯ และมุมมองต่ออุตสาหกรรมยางพารา ที่กำลังตกอยู่ในภาวะสวนทางทุกทฤษฎี ดีมานด์สูง ซัพพลายน้อย แต่ราคาลง

วันที่ 17 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานจัดการประมูลทุเรียนเพชรบูรณ์ ประจำปี 2560 ที่บริเวณกลางตลาดต้องชม ถนนคนเพ็ดซะบูน เทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา โดย อ.เมืองเพชรบูรณ์ร่วมกับหอการค้าจังหวัดเพชรบูรณ์จัดขึ้น มีพ่อค้า นักธุรกิจ ข้าราชการ ผู้บริหารองค์กรท้องถิ่น และประชาชนเข้าร่วมประมูลและชมกันอย่างคึกคัก

ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้กับชาวสวนและส่งเสริมการปลูกทุเรียนใน จ.เพชรบูรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ทุเรียนเพชรบูรณ์ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย รวมทั้งยังช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนให้มีความแข็งแกร่ง เพื่อตอบสนองตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศผลไม้ของโลก และยังสร้างการมีส่วนร่วมดูแลสังคมตามแนวทางประชารัฐ

สำหรับทุเรียนที่นำเข้าประมูลในครั้งนี้นำมาจากสวนของเกษตรกรในเขตพื้นที่บ้านวังทอง ต.วังชมพู อ.เมืองเพชรบูรณ์ มีจำนวน 10 ลูก โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วนำเข้าสมทบโครงการกรีนมาร์เก็ตเพชรบูรณ์และกองบุญสร้างสุขคนอำเภอเมือง ในขณะที่บรรยากาศการประมูลเป็นไปด้วยความคึกคัก

โดยนายพิบูลย์ประเดิมด้วยการประมูลทุเรียนลูกแรกน้ำหนัก 2.3 กก. ด้วยราคา 2,400 บาท จากนั้นยังให้ผ่าทุเรียนออกเพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ลองชิมทุเรียนเพชรบูรณ์ ส่วนทุเรียนน้ำหนัก 6.2 กก. ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุดในเวทีประมูลครั้งนี้ นายวุฒิชัย โรจน์ทิพยรัก ประธานจัดการประชุมนานาชาติ LIMEC เพชรบูรณ์ ประมูลไปด้วยราคา 20,000 บาท ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับชาวเพชรบูรณ์ที่มาร่วมชมการประมูล ซึ่งสร้างยอดเงินรายได้จากการประมูลรวมทั้งสิ้น 68,400 บาท

นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล กล่าวว่า ผืนดินของเพชรบูรณ์มีความมหัศจรรย์มาก สามารถเพาะปลูกพืชผักและผลไม้ได้หลากหลายชนิด ที่สำคัญไม่เพียงให้ผลผลิตค่อนข้างดีแล้วยังมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดอีกด้วย แม้แต่มะขามก็ยังมีรสหวานจนสร้างชื่อให้แก่จังหวัด

ล่าสุดยังพบทุเรียนผลไม้ยอดนิยมมีการเพาะปลูกในเขตพื้นที่อำเภอเมืองทั้งที่คาดไม่ถึงว่าจะมี จากการทดลองชิมดูรสชาติ ไม่แพ้ทุเรียนในจังหวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในขณะที่นายชาญชัย ศรศรีวิชัย นายอำเภอเมืองเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีเกษตรกรในพื้นที่ ต.วังชมพู, ต.นาป่า เพาะปลูกทำสวนทุเรียน จากการนำคณะลงพื้นที่สำรวจพบว่าต้นทุเรียนมีความสมบูรณ์จนสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรมาปลูกทุเรียนให้เป็นผลไม้เศรษฐกิจอีกอย่างของจังหวัดได้

ด้านนายกษิต โฆษิตานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนทั้งจังหวัดมีราว 200 ไร่ ไร่ละราว 30 ต้น ต้นทุเรียนที่มีอายุมากที่สุดมีอายุราว 30 ปี เป็นพันธุ์ชะนีอยู่ที่ ต.วังชมพู ส่วนผลผลิตที่ออกสู่ตลาดยังไม่พอเพียง เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างมาก เพราะรสชาติไม่แพ้ทุเรียนที่อื่น หากได้รับการส่งเสริมและขยายพื้นที่เพาะปลูก เชื่อว่าในภายภาคหน้าทุเรียนจะเป็นผลไม้เศรษฐกิจอีกชนิดที่สร้างชื่อให้กับ จ.เพชรบูรณ์ อย่างไรก็ตาม นอกจากทุเรียนแล้วยังพบว่ามีเงาะที่ให้ผลผลิตน่าสนใจเช่นเดียวกัน

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดสรรงบประมาณให้แก่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. รับผิดชอบในการคัดเลือกและบริหารโครงการภายใต้แผนงานวิจัยมุ่งเป้าตอบสนองความต้องการประเทศโดยเร่งด่วน : กลุ่มเรื่องข้าว ภายใต้ยุทธศาสตร์ในการวิจัย 6 ด้าน โดยได้สนับสนุนทุนอุดหนุนการวิจัยโครงการวิจัย เรื่อง “การวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์อัตโนมัติกำจัดวัชพืชในนาข้าว” แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไทยศิริ เวทไว แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มงคล เอกปัญญาพงศ์ แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีการผลิตข้าว

โครงการวิจัยนี้ได้พัฒนาหุ่นยนต์กำจัดวัชพืชอัตโนมัติขึ้น เนื่องจากเห็นว่าการกำจัดวัชพืชเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทำนา วัชพืชจะแย่งอาหาร แสงแดด และพื้นที่การเติบโตจากต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวไม่เติบโตหรือโตช้ากว่าที่ควร ทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงและลดรายได้ของชาวนาจากการทำนา ซึ่งการกำจัดวัชพืชในปัจจุบันสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน วิธีแรกคือ การใช้แรงงานคนในการถอนต้นวัชพืช ซึ่งต้องอาศัยแรงงานคนจำนวนมากและมีค่าแรงที่สูง วิธีที่สองคือ การใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายด้านสารเคมีที่สูง และมีสารเคมีตกค้างในต้นข้าวได้

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืชอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถทำงานได้อย่างอัตโนมัติในสภาพแปลงนาที่หลากหลาย เป็นการลดการใช้แรงงานคนที่ขาดแคลน และส่งเสริมการปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ที่ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช โดยได้ออกแบบให้มีต้นทุนต่ำ และสามารถทำงานได้ตามความต้องการของชาวนา เน้นให้หุ่นยนต์มีขนาดเล็ก น้ำหนักน้อย ลอยตัว หรือวิ่งบนพื้นได้ ทำให้ควบคุมได้ง่าย และไม่จมในโคลน การหาตำแหน่งของหุ่นยนต์ในแปลงนาจะเป็นการประสานกันระหว่างหลายเทคโนโลยีทั้ง image processing

และ machine,vision,GPS,Laser,IMU,accelerometer,encodeเพื่อระบุตำแหน่งของหุ่นยนต์ รวมถึงเพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวในนาโดยที่ไม่ทับต้นข้าวที่กำลังเติบโต โดยจะใช้การสังเกตจากแนวต้นข้าวที่ได้ทำการปลูกเป็นแนว สี และรูปร่างของต้นข้าว การทดสอบการใช้บนนาจริง รวมถึงการศึกษาความคุ้มทุนในการนำหุ่นยนต์มาใช้จริง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืช ซึ่งการออกแบบได้คำนึงถึงราคาต้นทุนต่อตัวที่ไม่สูงเกินไป

หุ่นยนต์กำจัดวัชพืช ที่พัฒนาขึ้นมานี้ สามารถตอบสนองการปลูกข้าวแบบอินทรีย์หรือการปลูกข้าวแบบไร้สารได้ ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชาวนาในการลดต้นทุนการผลิตด้านแรงงานและทำให้สุขภาพดีขึ้น ปลอดภัยจากการพ่นสารเคมี รวมถึงการมีสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคด้วย การปลูกข้าวแบบอินทรีย์จะทำให้มูลค่าของข้าวสูงขึ้น โดยปัจจุบันรายได้จากการปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์อยู่ที่ 16,000 – 20,000 บาทต่อไร่ ทำให้เกษตรกรมีกำไรที่สูงขึ้น เป็นการลดภาระการช่วยเหลือจากทางภาครัฐลงได้ และบริษัทเครื่องจักรกลการเกษตรสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้

สสว.จับมือสถาบันอาหาร และ มทร.ธัญบุรี เปิดตัวโครงการสนับสนุนเครือข่าย SMEs ปี 2560 หนุนรวมกลุ่มธุรกิจเกษตรเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกมะพร้าวและสมุนไพรไทยประเภทออร์แกนิก 30 เครือข่าย ด้วยการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มอายุการเก็บรักษา และพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสมุนไพร คาดผู้ประกอบการได้ประโยชน์ไม่น้อยกว่า 4,000 ราย

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้บูรณาการความร่วมมือกับสถาบันอาหาร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ดำเนินโครงการสนับสนุนเครือข่าย SMEs ปี 2560 ภายใต้งบประมาณ 60 ล้านบาท เพื่อสร้างเครือข่ายและยกระดับ SMEs ในอุตสาหกรรมมะพร้าวและสมุนไพรตลอดห่วงโซ่การผลิต มุ่งสนับสนุนการนำผลงานวิจัยมาพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในเชิงพาณิชย์ พร้อมรองรับการขยายตัวของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โครงการคลัสเตอร์ในครั้งนี้ กลุ่มธุรกิจมะพร้าวที่จะเน้นคือ การผลิตกะทิสำเร็จรูป เครื่องดื่มน้ำมะพร้าว และเครื่องสำอางที่ใช้มะพร้าวเป็นวัตถุดิบ ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 กลุ่มนี้ตลาดมีอัตราการเติบโตสูง ในขณะที่ผลผลิตมีจำกัด ดังนั้น สสว.และสถาบันอาหารร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาคเอกชน จะสนับสนุนให้มีการเพิ่มผลผลิต ด้วยการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูกและพันธุ์มะพร้าวคุณภาพ ได้กำหนดพื้นที่ในภาคอีสาน เช่น อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด หรือใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการเพิ่มมูลค่าในเรื่องการบ่งบอกต้นกำเนิดของผลิตภัณฑ์ เช่น ในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และในส่วนกระบวนการผลิตจะเน้นในเรื่องการยืดอายุ การลดกลิ่นของมะพร้าวในกลุ่มเครื่องสำอางเป็นสำคัญ

สำหรับคลัสเตอร์สมุนไพร เป็นเรื่องการนำสมุนไพรมาผลิตเป็นยาและเครื่องสำอาง ซึ่งตลาดมีความต้องการสมุนไพรประเภทออร์แกนิก ในขณะที่สมุนไพรของไทยมีผลผลิตเพียงพอ แต่ยังไม่เป็นออร์แกนิก โดย มทร.ธัญบุรีจะร่วมกับสมาคมผู้ผลิตยาสมุนไพรให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ SMEs เกษตรทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น สกลนคร พังงา นครศรีธรรมราช สระบุรี และจันทบุรี ในส่วนของกระบวนการผลิตต้องนำเทคโนโลยีมาช่วยในการลดความชื้นของสมุนไพร การรับรองมาตรฐานการผลิตโดยจดทะเบียน อย. และพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ ๆ ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่

“สสว.ตั้งเป้าจะรวบรวมกลุ่มอุตสาหกรรมมะพร้าว รวม 25 เครือข่าย ผู้ประกอบการจะได้รับการพัฒนาศักยภาพจำนวน 3,300 ราย และกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพรรวม 5 เครือข่าย ผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาศักยภาพจำนวน 700 ราย รวมเป็นผู้ประกอบการจำนวน 4,000 ราย”

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สถาบันได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานดำเนินการโครงการสนับสนุนเครือข่าย SMEs ในกลุ่มอุตสาหกรรมมะพร้าว มีกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน 5 เดือน (พ.ค.-ก.ย. 2560) ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ 3,300 ราย เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่ม 25 เครือข่ายเป้าหมาย เกิดการพัฒนาศักยภาพผู้ประสานงานเครือข่ายไม่น้อยกว่า 70 ราย ทั้งนี้จะนำผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าไปจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพการดำเนินการธุรกิจให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ. 2542 โดยมอบหมายให้ กยท.เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง 2542 ซึ่งจะทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ในการตรวจสอบปริมาณยางในสต๊อก การนำเข้าและส่งออกยาง หรือที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของปริมาณยางในตลาดที่มีอยู่จริง ป้องกันปัญหาการบิดเบือนข่าว การกักตุนสินค้าหรือทุบราคายาง

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ประเด็นสำคัญของ พ.ร.บ.ควบคุมยาง 2542 กรมวิชาการเกษตรต้องประสานกับ กยท. เรื่องการตรวจสอบปริมาณยางในสต๊อกและการนำเข้าส่งออก รวมถึงสอดคล้องกับศุลกากร แต่กฎหมายควบคุมยางไม่ได้ลงรายละเอียดจำแนกการซื้อขายยาง แต่จะต้องสามารถบอกได้ว่าซื้อมาเท่าไร และขายไปเท่าไร แล้วรวบรวมตัวเลขให้เป็นไปตามเงื่อนไข พ.ร.บ.ควบคุมยาง 2542 ซึ่งจะรวบรวมทุกวันที่ 10 ของเดือนถัดไป ซึ่งผู้ค้ายางทุกรายต้องส่งข้อมูลมาที่กรมวิชาการเกษตร ทั้งหมดต้องอยู่ในระบบเพื่อออกใบผ่านศุลกากร โดยเดือนที่ผ่านมาสต๊อกของเอกชนอยู่ที่ 5 แสนตัน ดังนั้นตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง กยท.ก็จะส่งเสริมรักษาเสถียรภาพและให้ทุกฝ่ายอยู่ในระเบียบ

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ในวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ ผู้บริหาร กยท.จะเดินทางไปร่วมประชุมที่อินโดนีเซีย ในนามสมาชิกบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (IRCo) ที่ประกอบด้วย ประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลก การประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นการนัดประชุมวาระพิเศษเร่งด่วน จากวาระปกติที่จะมีการประชุมอีกครั้งในปลายปี 2560

สำหรับการหารือกันคงมีวาระเดียว คืออาจขอความร่วมมือกับประเทศสมาชิกเพื่อลดการส่งออกยาง เพราะมาตรการลดการส่งออกถือว่าเคยใช้ในช่วงที่ราคายางตกลงมาก จนถึงประมาณ 3 กิโลกรัม 100 บาท เมื่อสมาชิกบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศร่วมกันลดการส่งออก ส่งผลให้ราคายางดีดกลับมาได้อย่างมีเสถียรภาพ
“หลังจากเรียก 5 เสือผู้ส่งออกเข้าหารือถึงมาตรการช่วยสกัดราคายางลดลง ทั้งในตลาดซื้อขายล่วงหน้าและราคาที่เกษตรกรขายได้ ขณะนี้ราคาทั้งสองตลาดทั้งตลาดภายในและต่างประเทศก็ขยับตัวดีขึ้น ถือว่าการร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ส่งออกได้ผลพอสมควร ส่วน 4 มาตรการเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ขยายเวลาหรือเดินหน้าต่อได้นั้นถือว่าช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอกชน สถาบันเกษตรกร และเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้ตลาดสามารถดำเนินการเข้าสู่ดุลยภาพหรือสมดุลของราคา”

ฮือฮาโรงสี-ส่งออกข้าว แปลงร่างเข้าประมูลสต๊อกข้าวรัฐที่มิใช่อาหารคน มาหมดทั้ง “กลุ่มแสงฟ้า-สิงห์โตทอง” ขอใบ รง.4 ตั้งโรงงานอาหารสัตว์-ปุ๋ย ลุ้นรัฐเคาะขาย 2.12 ล้านตัน ให้เอกชน 16 ราย มูลค่า 11,000 ล้านบาท

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่กรมการค้าต่างประเทศเปิดให้เอกชนยื่นซองราคาเสนอซื้อข้าวสารในสต๊อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนครั้งที่ 2/2560 ปรากฏมีผู้มายื่นเสนอราคาซื้อสูงสุด 16 ราย จากที่ยื่นเสนอราคาทั้งหมด 21 ราย รวมปริมาณข้าว 2.12 ล้านตัน หรือคิดเป็น 96.36% ของข้าวสารทั้งหมดที่นำมาเปิดประมูล 2.2 ล้านตัน มูลค่ารวม 11,465.7 ล้านบาท

“ผู้เข้าประมูลยื่นระดับราคาเสนอซื้อตั้งแต่ตันละ 2,000 บาทไปจนถึง 6,730 บาท หรือเฉลี่ยตันละ 4,000-5,000 บาท สูงกว่าการประมูลข้าวชนิดนี้ในรอบที่ผ่านมา หลังจากนี้กรมจะเสนอผลสรุปการพิจารณาต่อที่ประชุมคณะทำงานระบายข้าวกับคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ก่อนเสนอประธานคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวพิจารณาอนุมัติต่อไป” นายกีรติกล่าว

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวตั้งข้อสังเกตว่า hliworldwatch.org การประมูลข้าวที่ไม่ใช่บริโภคของคนครั้งนี้ มีโรงสีและผู้ส่งออกเข้าร่วมประมูล 11 ราย จากจำนวนผู้ที่ผ่านคุณสมบัติ 23 ราย สาเหตุที่โรงสี-ผู้ส่งออกข้าวเข้าร่วมประมูลได้ไม่ใช่เพราะกรมการค้าต่างประเทศปรับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การประมูลที่ให้ผู้ประกอบการข้าวเข้าร่วมได้ แต่เป็นเพราะกลุ่มโรงสี-ผู้ส่งออกข้าวใช้วิธีไปแจ้งจดขอใบอนุญาตประกอบโรงงาน (ใบ รง.) ประเภทอื่นเพื่อไม่ให้ขัดกับหลักเกณฑ์การประมูลที่ระบุไว้ว่าเป็นข้าวที่ไม่ให้คนบริโภค ยกตัวอย่าง กลุ่มโรงสีสิงห์โตทอง อาร์ซีไรซ์ และสิงห์โตทอง คอร์ปอเรชั่น ผู้ประกอบการโรงสีชื่อดังใน จ.กำแพงเพชร ได้ยื่นจดทะเบียนตั้งโรงงานอาหารสัตว์ หรือกลุ่มบริษัทแสงฟ้ายื่นจดทะเบียนตั้งโรงงานปุ๋ย เป็นต้น

“การประมูลครั้งนี้ที่มาแรงมากก็คือ กลุ่มแสงฟ้าโปรดิวส์ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวท็อป 5 และยังมีการส่งออกมันเส้นได้เข้าร่วมประมูลครั้งนี้ด้วย โดยเสนอราคาประมูลแพงสุดตันละ 5,500-6,700 บาท ซึ่งในวงการทราบว่า บริษัทวี ออ แกรนิค คือบริษัทในเครือแสงฟ้าประมูลครั้งที่แล้วได้ข้าวไปถึง 50,000 ตัน และรอบนี้ตั้งเป้าจะซื้ออีก 229,040 ตัน รวมตัวบริษัทแสงฟ้าเองอีก 982,072 ตัน ถ้าชนะการประมูลก็จะได้ข้าวไปถึง 1,211,112 ตัน หรือเกิน 50% ของปริมาณที่คาดว่าจะอนุมัติขาย 2.12 ล้านตัน” แหล่งข่าวกล่าว

ส่วน 16 บริษัทที่ยื่นราคาประมูลข้าวที่ไม่ใช่การบริโภคของคนสูงสุด แบ่งเป็น 1)กลุ่มอาหารสัตว์ ได้แก่ บจก.เอพีเอ็มอะโกร. 155,625.316 ตัน, บจก.SPM อาหารสัตว์ 30,880.832 ตัน, บจก.V.C.F กรุ๊ป 291,699.564 ตัน, บจก.มหาทรัพย์ฟีด 38,569.303 ตัน และ บจก.กาญจนอาหารสัตว์ 123,316.357 ตัน 2)กลุ่มโรงสี-ผู้ส่งออกข้าว ได้แก่ บจก.บุรีรัมย์สหสินข้าวไทย 9,683.479 ตัน, หจก.แสงฟ้าโปรดิวส์ 967,362.099 ตัน, หจก.เฮงเพิ่มพูน 22,195.694 ตัน, หจก.โรงสีทรัพย์แสงทอง ( 2550) 13,300.038 ตัน, บจก.โรงสีธันยบูรณ์ อินเตอร์เทรด 100,868.712 ตัน

3)กลุ่มผู้ค้ามันสำปะหลัง บมจ. P.S.C สตาร์ชโปรดักส์ 65,309.732 ตัน 4)กลุ่มผู้ค้าปุ๋ย บจก.วีออร์แกนนิค 229,040.539 ตัน 5)กลุ่มไซโล/ค้าส่งค้าปลีกขายวัสดุทางการเกษตร ได้แก่ บจก.เจริญวัฒนา (โง้วเทียนเซ้ง) 14,413.038 ตัน, บจก.ชิโนไทย อะโกร โปรดักซ์ 1,648.818 ตัน, บจก.จิรชัย โปรดิ้วซ์ 9,995.977 ตัน และ บจก.เชียงรายกิจศิริโซโล 1995 ปริมาณ 30,601.944 ตัน รวม 16 ราย ปริมาณเสนอซื้อข้าว 2,104,512.197 ตัน

กรมส่งเสริมการเกษตร ประชาสัมพันธ์เร่งรัดให้เกษตรกรมาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรหลังเพาะปลูกแล้ว 15 วัน ซึ่งในปี 2560 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เน้นย้ำให้เกษตรกรมาแจ้งปลูกไม่เกิน 60 วันหลังการเพาะปลูก เพราะภาครัฐต้องการทราบสถานการณ์การเพาะปลูกเพื่อนำข้อมูลไปวางแผนจัดการตลาดล่วงหน้าได้

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในปีนี้เข้าสู่ฤดูกาลปกติ ปริมาณฝนตกมากเพียงพอต่อการทำนา หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมาเราประสบภัยแล้งทำนาช้า แต่ปีนี้ทำนาได้เร็วจึงได้ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่เร่งรัดประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรมาแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนเกษตรกรที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน โดยแจ้งเพียงว่าท่านปลูกพืชอะไร พันธุ์อะไร เนื้อที่เท่าใดและคาดว่าจะได้ผลผลิตเท่าใด

ข้อมูลในฐานทะเบียนเกษตรกรนี้รัฐบาลได้นำไปใช้ในการกำหนดมาตรการต่างๆ เช่น การจัดทำนโยบายข้าว โครงการช่วยเหลือต่างๆ รวมทั้งโครงการประกันภัยข้าวนาปี ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติดำเนินโครงการต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และสมาคมประกันวินาศภัย กำหนดค่าเบี้ยประกันไร่ละ 90 บาท หากเกษตรกรทำประกันภัยไว้ เมื่อประสบภัยพิบัติจะได้รับเงินชดเชยเพิ่มเติมอีกไร่ละ 1,260 บาท หากที่นาแปลงที่ซื้อประกันไว้นั้นเกิดประสบภัยพิบัติเสียหาย

นอกจากจะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐปกติไร่ละ 1,113 บาทแล้วยังจะได้รับเงินชดเชยเพิ่มเติมจากบริษัทประกันภัยอีก 1,260บาท ทำให้ชาวนาที่ทำประกันจะได้รับเงินช่วยเหลือรวม 2,373 บาทต่อไร่ การขายประกันจะสิ้นสุดในวันที่ 31 สิงหาคม 2560 นี้

ปรุงอาหารอย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงการปิ้งย่างจนไหม้เกรียมและอาหาร

แบบดิบๆ สุกๆ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำหลายๆ ครั้ง7.หลีกเลี่ยงอาหารไขมัน ได้แก่ ไขมันอิ่มตัว เช่น กะทิ เนย ไขมันสัตว์ 8.ลดบริโภคเนื้อแดง ควรจำกัดการรับประทานเนื้อแดงให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 500 กรัม และ 9.เกลือแกงอาหารหมักดองต้องน้อยลง ในวันหนึ่งๆควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 6 กรัม ทั้งนี้ ควรเลือกทานอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด

นายสมบัติ นิเวศรัตน์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีคนหางานจำนวนหนึ่งลักลอบไปทำงานนวดแผนโบราณที่ประเทศจีนแล้วถูกนายจ้างลอยแพ หลังจ่ายค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้นายหน้าไทยและจีน พร้อมค่าประกันสัญญาให้กับนายจ้างแล้วรวม 60,000 บาท ต่อราย ทำงานได้เพียง 7 เดือน ส่วนเดือนสุดท้ายนายจ้างยังไม่จ่ายค่าจ้าง ซ้ำยังยึดพาสปอร์ตอ้างว่าจะต่อวีซ่าให้ แต่ภายหลังคืนพาสปอร์ตเพราะไม่สามารถต่อวีซ่าให้ได้ และยังหยุดกิจการชั่วคราว ทำให้ต้องกลายเป็นคนหลบหนีเข้าเมือง อยู่อย่างหวาดกลัวจนต้องขอความช่วยเหลือจากทางการกลับประเทศไทย

“กฎหมายของจีนยังไม่เอื้อต่อการนำแรงงานต่างชาติเข้าไปทำงาน ที่ผ่านมา มีคนไทยหลายรายถูกนายหน้าหลอกไปทำงาน และต้องประสบปัญหาต่างๆ ดังนั้น หากประสงค์จะไปทำงานในต่างประเทศ ควรรู้ข้อมูลเบื้องต้น เพื่อไม่ตกเป็นเหยื่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยขอให้ตรวจสอบตำแหน่งงาน บริษัทจัดหางาน หรือบริษัทที่รับสมัครงานโดยตรง สัญญาจ้างต้องมีรายละเอียดตรงกันทั้งภาษาไทยและภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้น และต้องได้รับการรับรองจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศนั้น และศึกษารายละเอียดของสวัสดิการต่างๆ ก่อน สำหรับประเทศจีนวีซ่าที่ถูกต้องสำหรับคนที่ทำงานในจีน คือ วีซ่าชนิด Z ที่ออกให้ชาวต่างชาติที่ไปทำงานในจีนรวมทั้งผู้ติดตาม โดยระบุระยะเวลาตามสัญญาการจ้างงาน ส่วนวีซ่าชนิด F ใช้ได้เช่นกัน แต่มีอายุเพียง 6 เดือนเท่านั้น” นายสมบัติ กล่าว

“ปิยะสกล” ลั่นแก้ “กม.บัตรทอง” เพื่อประชาชน ย้ำชัดไร้แก้ประเด็นร่วมจ่าย อย่ากลัวไปก่อน วอนศึกษาดีๆ

จากกรณีการเปิดเวทีประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ. …ซึ่งเป็นการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยภาคประชาชนมองว่ากระบวนการยกร่างขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน และเกิดกระแสคัดค้านและวอล์กเอาต์จากเวทีประชาพิจารณ์ใน 2 ภาค คือ ภาคเหนือและภาคใต้ เหลืออีก 2 เวที คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือในวันที่ 17 มิถุนายน และภาคกลาง กทม. วันที่ 18 มิถุนายนนี้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กล่าวระหว่างการแถลงเรื่อง “ความจริงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ว่า อยากให้คนที่ยกประเด็นคัดค้านต่างๆ ได้ศึกษาร่าง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพที่มีการปรับปรุงแก้ไขจริงๆ บางคนยกประเด็นออกมามองถึงว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ในร่าง พ.ร.บ. เองไม่ได้เขียนสิ่งนั้นไว้เลย เป็นการกลัวไปก่อนทั้งสิ้น หากเป็นแบบนี้คิดว่ามันคงจะลำบากในการจับประเด็นที่เกิดขึ้น

นพ. ปิยะสกล กล่าวว่า คณะกรรมการพิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพที่ตนเป็นคนแต่งตั้ง โดยบอกว่ามีผู้แทนภาคประชาชนเพียง 2 คนนั้น ซึ่งก่อนที่จะลงนามแต่งตั้งได้มีการสอบถามก่อนแล้วว่าทุกคนอยู่ในสภาวะสมดุลหรือไม่ คณะกรรมการมีทั้งหมด 27 คน ที่เหลือใช่ภาคประชาชนหรือไม่ เช่น ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก็เป็นตัวแทนประชาชนเพราะมาจากการเลือกของประชาชน คณะกรรมการพิจารณา (ร่าง) จึงมีความสมดุลทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขผลกระทบให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด และส่วนตัวไม่เคยเข้าไปละลาบละล้วงการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ และการทำหน้าที่ไม่มีข้อเคลือบแฝงแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้น ต้องเชื่อและไว้ใจคณะกรรมการชุดนี้ ส่วนการวอล์กเอาต์ออกจากเวทีประชาพิจารณ์ในภูมิภาคของเครือข่ายคนรักหลักประกันจริงๆ ถือเป็นกระบวนการทางประชาธิปไตย ขอเพียงอย่าทำให้เกิดความระส่ำระสาย แต่เวทีประชาพิจารณ์ไม่ได้ล่ม เพราะยังมีภาคประชาชนอื่นๆ เข้าร่วมอีก 300-400 คน แต่มีคนออกจากเวทีราว 80 คน ที่ประชุมก็ยังเดินหน้าต่อไปได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีคนมองว่ามีการแก้ไขเกี่ยวกับประเด็นการร่วมจ่าย นพ. ปิยะสกล กล่าวว่า ไม่เห็นมีอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ที่แก้ไขเลย แต่มีอยู่ข้อหนึ่งใน พ.ร.บ.หลักประกันฉบับเดิมที่มีอยู่แล้วพูดถึงว่าอาจจะให้มีการจ่ายร่วมได้ ที่เห็นภาพชัดคือ คนใช้บริการจ่าย 30 บาท ซึ่งไม่ได้อยู่ในร่าง พ.ร.บ. ใหม่ เพียงแต่ไม่ได้มีการแก้ไขในร่าง พ.ร.บ. ใหม่ และร่าง พ.ร.บ. ใหม่ก็ไม่ได้มีสักคำเดียวว่าจะให้มีการจ่ายร่วม ทุกอย่างใน พ.ร.บ. ต้องมีความยืดหยุ่นได้ เพื่อให้อนาคตสามารถปรับได้ก็ปรับได้

ผศ.ดร. ประภา กาหยี อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวถึงการประชุมวิชาการการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและระดับนานาชาติ ครั้งที่ 9 หัวข้อ “การบูรณาการงานวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” ซึ่งสถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.ภูเก็ต ร่วมกับราชบัณฑิตยสภา จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ว่า การวิจัยเป็นพันธกิจที่สำคัญของสถาบันอุดมศึกษา ในฐานะที่ มรภ.ภูเก็ต เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น งานวิจัยของคณาจารย์และนักวิจัยจะต้องตอบสนองความต้องการในการพัฒนาและการแก้ปัญหาให้สังคมท้องถิ่น รวมทั้งสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ และทันสมัยให้คณาจารย์สามารถนำบูรณาการกับการเรียนการสอน นำไปสู่การผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ทักษะและคุณลักษณะสอดคล้องกับที่สังคมหรือตลาดต้องการ

“การจัดประชุมนำเสนอผลงานวิจัยในครั้งนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญในการส่งเสริมการวิจัยของนักวิจัย เป็นการแสดงผลงานของคณาจารย์และนักวิจัย รวมถึงวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เป็นแหล่งข้อมูลและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สามารถนำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติได้ รวมทั้งเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการวิจัยในรูปแบบที่หลากหลาย” อธิการบดี มรภ.ภูเก็ต กล่าว

ด้าน ผศ.ดร. กุลวรา สุวรรณพิมล ผู้อำนวยการสถาบัน วิจัยและพัฒนา มรภ.ภูเก็ต กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยทางการศึกษาและผลงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีคุณค่าทางวิชาการและเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้พัฒนาสังคมและชุมชน อีกทั้งกระตุ้นให้นักวิชาการและนักศึกษาเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ตลอดจนข้อคิดเห็นในการพัฒนางานวิจัย

“ทั้งยังจะได้สร้างเครือข่ายวงการวิจัยให้เกิดขึ้นระหว่างนักวิจัย สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงพัฒนาทักษะการนำเสนอผลงานวิจัยของนักศึกษา สำหรับการจัดประชุมวิชาการครั้งนี้มีการนำเสนอผลงานวิจัยสาขาการศึกษา สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาสังคมศาสตร์และบริหารธุรกิจ” ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.ภูเก็ต กล่าว

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวปาฐกถาให้คณะผู้บริหารบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 กระทรวงดิจิทัล เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลของไทย โดยให้ชุมชนที่ติดตั้งเน็ตประชารัฐใช้ประโยชน์สร้างรายได้ให้ชุมชน นำสินค้าและบริการมาซื้อขายบนร้านค้าออนไลน์ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล ให้ชุมชนทำการค้าขายแบบออนไลน์ ตามโครงการ e-Commerce ชุมชนของรัฐบาล

อาศัยศักยภาพไปรษณีย์ไทยที่มีสาขาทั่วประเทศ 5,000 แห่ง เครือข่ายคน 30,000 คน เครือข่ายขนส่งมากกว่า 400 เส้นทาง ร่วมกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 24,700 หมู่บ้าน

พล.อ. สาธิต พิธรัตน์ ปธ.กรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย กล่าวว่า นำจุดแข็งการขนส่งและระบบไอทีเข้ามาช่วย เป็นช่องทางขนส่งและกระจายสินค้าให้พี่น้องเกษตรกรไทย คาดว่าจะสามารถเชื่อมโยงระบบพร้อมโพสต์ และเว็บไซต์ www.thailandpostmart.com รวมถึงเครื่อง POS เพื่อเป็นช่องทางการให้บริการผ่านระบบของ ปณท. กนพ.คลอดแพ็กเกจจูงใจลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี-นครพนม เล็งเปิดประมูลกรกฎาคมนี้ 3 จังหวัด นายกฯ สั่งทำมาตรการดึงเอสเอ็มอีลงทุนเพิ่มเติม หนุนนวัตกรรมมาใหม่ ธุรกิจด้านการเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์อัตราค่าเช่าที่ดินที่ดินราชพัสดุในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดกาญจนบุรี และนครพนม ที่กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อจูงใจภาคเอกชนเข้ามาลงทุนในพื้นที่

กำหนดอัตราค่าเช่าที่ดินในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษกาญจนบุรี อัตรา 1,200 ต่อไร่ ต่อปี ค่าบริหารจัดการที่ดิน(ค่าธรรมเนียม) 20,000 บาท ต่อไร่ ต่อ 50 ปี นครพนม อัตราค่าเช่าที่ดิน 8,400 บาท ต่อไร่ ต่อปี ค่าธรรมเนียม 140,000 บาท ต่อไร่ ต่อ 50 ปี จากเดิม และให้ปรับเพิ่มขึ้น 9% ทุก 3 ปี ส่วนการนิคมอุตสาหกรรมจะได้ส่วนลด 30% ให้ยกเว้นอัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุเป็นเวลา 2 ปี กรณีผู้ยื่นข้อเสนอได้รับเลือกมีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 10% ของมูลค่าโครงการภายในปี 2560 แต่หากการลงทุนเกิดขึ้นในปี 2561 จะได้รับการยกเว้น ค่าเช่า 1 ปี

นอกจากนี้ ให้ปรับลดน้ำหนักเงื่อนไขโครงการที่เข้ามาลงทุนจากเดิมเน้นการจัดการระบบบำบัดน้ำเสีย ไฟฟ้า ประปา โดยเน้นการเพิ่มสัดส่วนน้ำหนักให้ธุรกิจที่มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจด้านการเกษตร หรือสินค้าเกษตรแปรรูปของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นหลัก

กำหนดเปิดประมูลให้ภาคเอกชนยื่นข้อเสนอแข่งขันใช้พื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดกาญจนบุรี นครพนม และตาก ที่อนุมัติอัตราค่าเช่าไปก่อนหน้านี้แล้วที่ไร่ละ 36,000 บาท และค่าธรรมเนียม 250,000 บาท ต่อไร่ ต่อ 50 ปี พร้อมกันในเดือนกรกฎาคมนี้

นายปรเมธี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการส่งเสริม การลงทุนเอสเอ็มอีในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมจากมาตรการ ด้านภาษี เช่น มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสินเชื่อ

“พลเอกฉัตรชัย” ปั้นศรีสะเกษแดนเเกษตรสีเขียว ยกระดับจังหวัดหลุดเกณฑ์ยากจน หลังประเมินแปลงใหญ่โคเนื้อ-ทุเรียนภูเขาไฟผ่าน 2 ปีเห็นผลต้นทุนลด กำไรเพิ่ม วอนเกษตรกรพัฒนาคุณภาพสินค้าหนีคู่แข่ง

​พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน68เปิดงาน “เทศกาลเงาะ- ทุเรียนศรีสะเกษ ASEAN Trade Fair 2017” จังหวัดศรีสะเกษ

พร้อมทั้งตรวจติดตามการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษที่ประสบความสำเร็จนอกเหนือจากแปลงใหญ่ข้าว เช่น แปลงใหญ่โคเนื้อ และแปลงใหญ่ทุเรียน โดยได้เยี่ยมชมจุดรับซื้อ จุดจัดส่งทุเรียนพรีเมี่ยม เพื่อการพัฒนาทุเรียนคุณภาพของจังหวัดศรีสะเกษ ณ สหกรณ์การเกษตรลักษ์ จำกัด ว่า ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ในระยะสองปีที่ผ่านมามีความคืบหน้าค่อนข้างมากและชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยในปี 2560 จังหวัดศรีสะเกษมีจำนวนแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 85 แปลง ในพื้นที่ 22 อำเภอ ได้แก่ ข้าว 68 แปลง ทุเรียน 2 แปลง พริก 3 แปลง หอมแดง 7แปลง กระเทียม 1 แปลง และปศุสัตว์ 4 แปลง พื้นที่รวม 171,490 ไร่ เกษตรกร 14,612 ราย โดยกลุ่มสินค้าแปลงใหญ่ที่น่าสนใจและเป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนี้ คือ แปลงใหญ่ทุเรียน และแปลงโคเนื้อ

​โดยแปลงใหญ่ทุเรียน พบว่า ผลผลิตของเกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จากเดิมผลิตได้ 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ปัจจุบันสามารถผลิตได้ถึง 1,590 บางพื้นที่สามารถผลิตได้ถึง 1,800 กิโลกรัมต่อไร่ ถือว่าเป็นจุดเด่นที่ชัดเจนมากในเรื่องของการพัฒนา ขณะเดียวกัน เกษตรกรก็หันมาใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มขึ้นช่วยลดต้นทุน ส่งผลทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ในส่วนของมาตรฐานถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญทางกระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมระดับสินค้าทางการเกษตรนั้นจำเป็นจะต้องยกเรื่องมาตรฐานด้วย ทุเรียนจังหวัดศรีสะเกษได้รับรองมาตรฐาน GMP ทุกแปลง ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ผมภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก
สำหรับแปลงใหญ่โคเนื้อ เป็นการรวมกลุ่มของโคเนื้อที่สามารถลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะเรื่องของอาหารสัตว์จากที่เคยซื้อกิโลกรัมละ 2 – 2.50 บาท เปลี่ยนมาใช้หญ้าเนเปียเป็นอาหารทำให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการขายลูกโคเนื้อ อายุ 6 เดือน ที่เปลี่ยนจากเดิมที่ใช้พันธุ์พื้นเมือง เปลี่ยนผสมพันธุ์ชาร์โรเล่ล์ กับพันธุ์บรามัน ทำให้คุณภาพของลูกวัวมีโครงสร้างและคุณภาพที่ดีกว่า ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปพณ บุญยัง อายุ 25 ปี เจ้าของร้านอาหารโอเอซิสบาร์แอนด์เรสเตอรองต์ ที่อ่าวโล๊ะบาเกา เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ และเพื่อนได้ช่วยปลาฉลามเสือดาวที่ติดเบ็ด ว่ายอยู่ในน้ำ บริเวณชายฝั่ง เริ่มมีอาการอ่อนแอเนื่องจากปลาไม่สามารถกินอาหารได้ จึงได้จับมาที่ฝั่งเพื่อให้การช่วยเหลือ แต่พบว่าปลากินเบ็ดเข้าไปลึกมองไม่เห็น จึงได้ส่งให้สัตวแพทย์ที่เกาะพีพีรับช่วงไปดูแลรักษาต่อ

โดยเบื้องต้นพบว่าเป็นฉลามเสือดาว ขนาดยาวประมาณ 1.8 เมตร ได้กินเบ็ดเข้าไปมีเอ็นสลิงติดอยู่ยาว 2 เมตร ซึ่งฉลามเสือดาวนั้นเป็นสัตว์ทะเลที่หาดูได้ยากในเกาะพีพี นานๆ จะเจอสักครั้งหนึ่ง เนื่องจากมักอยู่ในน้ำลึก ส่วนที่ติดเบ็ดนั้น นายประพณกล่าวว่า คาดว่าคงมีคนไปตกเบ็ด แล้วเกิดติดฉลามเสือดาวตัวดังกล่าว แต่ไม่เป็นที่นิยมนำมากิน จึงได้ตัดสายสะลิงปล่อยปลาไป แต่เนื่องจากเบ็ดยังติดอยู่ที่ปากหากปล่อยไว้ไม่นานก็คงจะต้องตาย

ทั้งนี้ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่หน่วยอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.กระบี่ ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อให้การช่วยเหลือฉลามเสือดาวตัวดังกล่าวต่อไป

“อภิรดี” ตั้งเป้าปั้น 4 หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ชิงแชร์ตลาดอินทรีย์ 72,000 ล้านบาท นำร่องชัยภูมิ “ออร์แกนิก วัลเลย์” แห่งแรกของไทย เดินหน้าตั้งสหพันธ์เกษตรอินทรีย์ สร้างเครือข่าย CLMVT หนุนผ้าไหมออร์แกนิกบุกตลาดญี่ปุ่น-ยุโรป

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะลงพื้นที่หารือร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อินทรีย์ อ.หนองบัวแดง และ อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ เพื่อติดตามการดำเนินงานเกษตรอินทรีย์ของชุมชน ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ ปี 2560-2564 ซึ่งได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาจัดตั้งหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ หรือ Organic Village เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแปรรูป และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชน และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งในปีนี้มีเป้าหมายดำเนินการ 4 หมู่บ้านในจังหวัดนครพนม ชัยภูมิ ลพบุรี และเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ดำเนินการไปแล้ว 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านริมสีม่วง ต.ริมสีม่วง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ หมู่บ้านทัพไทย ต.ทมอ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ หมู่บ้านโสกขุมปูน ต.นาโส่ อ.กุดชุม จ.ยโสธร และหมู่บ้านห้วยพูล จ.นครปฐม

“ได้หารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะต้องใช้เวลา 3-5 ปี ให้มีช่องทางการตลาด กระทรวงพาณิชย์รับหน้าที่ดูแลด้านการตลาดให้ ซึ่งได้หารือกับกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ยืนยันว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนี้กระทรวงยังผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางเกษตรอินทรีย์ของอาเซียน เพราะสินค้าไทยมีศักยภาพ มีความหลากหลาย โดยจะสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในกลุ่มประเทศ CLMVT” นางอภิรดีกล่าว

พร้อมกันนี้ เตรียมจัดตั้งสหพันธ์เกษตรอินทรีย์อาเซียน (ASEAN Organic Federation) และจัดประชุมขึ้นเป็นครั้งแรกภายในงาน Organic & Natural Expo ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 ก.ค. 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมุ่งหวังให้สหพันธ์ดังกล่าวเป็นเวทีในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการผลิต และการตลาดเกษตรอินทรีย์ระหว่างผู้ผลิต และผู้ประกอบการในอาเซียน ในส่วนของตลาดต่างประเทศ กระทรวงได้สร้างเครือข่ายออร์แกนิกร่วมกับสมาคมการค้าออร์แกนิกของสหรัฐ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าออร์แกนิกระดับโลก เช่น ANUGA BioFach และ All Things Organic เป็นต้น

โดยปัจจุบันตลาดเกษตรอินทรีย์โลกมีมูลค่า 72,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2.3 ล้านล้านบาท ขยายตัวปีละ 20% ในส่วนมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ไทย มีมูลค่า 2,300 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี และส่งออกได้ปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

ด้านนายวรวัฒน์ บุญหลาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมดิฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทประกันราคารับซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์กับเกษตรกรสมาชิก 9 จังหวัด ที่เข้าร่วมโครงการโดยให้ราคาสูงกว่าปกติ 60% เช่น ข้าวหอมมะลิ ซื้อในราคา กก.ละ 15 บาทจากราคาตลาด กก.ละ 9 บาท เพื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งขณะนี้มีตลาดรองรับและมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุโรป และสหรัฐ ซึ่งประชาชนเริ่มให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในอาหารมากยิ่งขึ้น

นายธีระ ฉันทสวัสดิ์ อาจารย์จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ knifelesstechsystems.com จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้เชี่ยวชาญสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ในการออกแบบที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า ผ้าฝ้ายและผ้าไหมออร์แกนิกเป็นที่นิยมมากขึ้นในตลาดญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป สินค้ากลุ่มนี้สามารถทำรายได้มากขึ้น 20-30% ไทยจะต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านการออกแบบ หนีคู่แข่งสำคัญ คือ เวียดนาม ที่สามารถผลิตสินค้าคุณภาพและราคาใกล้เคียงกับไทย

“เบื้องต้นเริ่มให้ชาวบ้านย้อมสีผ้าให้ได้ตามเทรนด์ที่ตลาดต้องการในปีนี้ซึ่งจะเน้นเป็นสีพาสเทลน้ำเงิน คราม จากนั้นจะออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย และของใช้ในบ้านที่เรียบง่าย สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้ แต่เพิ่มความพิถีพิถันในการตัดเย็บ สร้างแบรนด์และเรื่องราวเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 6 เดือนต่อซีซั่น”

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การตั้งเป็น Organic Village ต้องมีเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 50% ของครัวเรือนทั้งหมดที่เข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ กลุ่มนี้จะได้รับการผลักดันให้เกิดการรวมตัวเป็นเกษตรแปลงใหญ่ เชื่อมโยงการตลาดกับการท่องเที่ยว “ศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี” ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งเป็น ยักษ์ยางพาราของโลก ด้วยจำนวนโรงงานมากถึง 35 แห่งใน 3 ประเทศ ครองส่วนแบ่งการตลาด 12% พร้อมทั้งตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2.9 ล้านตันในปีนี้ และยังรั้งอันดับ 1 ใน 5 ผู้ผลิตถุงมือยางทางการแพทย์รายใหญ่ของโลกอีกด้วย วันนี้กลุ่มศรีตรังฯก็ยังคงมีเป้าหมายที่จะเติบโต รองรับดีมานด์ยางจากทั่วโลก ด้วยเป้าหมายรายได้รวมที่ใกล้จะทะลุ 1 แสนล้านบาท

ขณะที่ยางพาราจัดเป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาขึ้น-ลงตลอดเวลา จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของผู้ส่งออกยางในขณะนี้ “วีรสิทธิ์ สินเจริญกุล” กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA เปิดใจเป็นครั้งแรกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” เกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมยางพารา

วีรสิทธิ์เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจกลุ่มศรีตรังฯในช่วงปี 2560-2561 ว่า ในส่วนของธุรกิจต้นน้ำ คือ การปลูกยางพารา มีเป้าหมายปลูกยางในภาคเหนือ 50,000 ไร่ ตอนนี้ปลูกไปแล้วราว 80% ต้องรอให้ต้นยางโต 7 ปี ซึ่งได้เริ่มทยอยเปิดกรีดลอตแรกเมื่อปลายปี 2558 ซึ่งที่ผ่านมาศรีตรังฯ

มีโรงงานอยู่ที่ภาคใต้ แต่ไม่มีสวนยางแม้แต่ไร่เดียว แต่ที่ทำสวนยางก็เพื่อทำ R&D เกี่ยวกับพันธุ์ยางและการปลูกให้มีประสิทธิภาพที่สุด ขณะที่ธุรกิจกลางน้ำที่เป็นโรงงานผลิตยางแท่ง ยางแผ่น และน้ำยางข้น ถือเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มศรีตรังฯที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2530 โดยสร้างรายได้ถึง 90% และในช่วง 10 ปี

ที่ผ่านมามีการขยายไปที่ภาคอีสานเต็มที่ ปัจจุบันมีโรงงานทั้งหมด 35 โรงงานใน 3 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย 3 แห่ง และเมียนมา 1 แห่ง และปีนี้เตรียมลงทุนสร้างโรงงานใหม่อีกแห่งที่ภาคอีสาน

เกษตรฯลุยปราบหนอนหัวดำแบบผสมผสาน นำร่องสวนมะพร้าว

อินทรีย์ “เกาะพะงัน” กรมวิชาการเกษตร เร่งตัดวงจร“หนอนหัวดำ” สวนมะพร้าวอินทรีย์ นำร่อง”เกาะพะงัน ใช้หมัดเด็ดกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน หวังกู้คืนแหล่งผลิต 472.5 ไร่ใน 2 จว. ต่อลมหายใจเกษตรกรหัวใจออร์แกนิก ​

นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์แพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวได้ขยายวงกว้างขึ้นครอบคลุมพื้นที่ 29 จังหวัด รวม 167,234 ไร่ โดยพบการระบาดมากใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ 139,575 ไร่ ชลบุรี 6,794 ไร่ สุราษฎร์ธานี 5,201ไร่ สมุทรสาคร 2,899 ไร่ และฉะเชิงเทรา 2,351 ไร่ ในจำนวนนี้มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวอินทรีย์ได้รับความเสียหายจากการทำลายของหนอนหัวดำ จำนวน 472.5 ไร่ ซึ่งอยู่ใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่ 331.5 ไร่ เกษตรกร 43 ราย และประจวบคีรีขันธ์ 141 ไร่ เกษตรกร 12 ราย จำเป็นต้องเร่งควบคุมและจำกัดพื้นที่ระบาดก่อนที่สวนมะพร้าวอินทรีย์ของประเทศที่มี จำนวน 2,270.5 ไร่ จะเสียหายเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อปกป้องพื้นที่และคงสภาพสวนมะพร้าวอินทรีย์ และต้องการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหา และส่งเสริมนโยบายเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตรได้เร่งดำเนินการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำในสวนมะพร้าวอินทรีย์ 2 พื้นที่ ได้แก่ แปลงมะพร้าวอินทรีย์ที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 331.5 ไร่ และอำเภอทับสะแก และบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์141ไร่ โดยเน้นให้เกษตรกรมีส่วนร่วมพร้อมใช้เทคโนโลยีการควบคุมกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าวแบบผสมผสาน และจัดการควบคุมการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวอย่างยั่งยืน

สำหรับ เกาะพะงันเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวอินทรีย์ที่มีศักยภาพสูง แต่ละปีได้ผลผลิตประมาณ..700,000 ลูก/ปี นอกจากนี้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวเกาะพะงันยังให้ความสนใจการทำเกษตรอินทรีย์ โดยอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนลดการใช้สารเคมี โดยได้กำหนดเป้าหมายขยายพื้นที่มะพร้าวอินทรีย์ในเกาะพะงันให้ได้ 1,500 ไร่ ภายในปี 2564 อีกทั้งในปีงบประมาณ 2560 ยังได้เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายรัฐบาลเพื่อร่วมกันบริหารจัดการผลผลิตมะพร้าวเกาะพะงันแบบครบวงจรอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตมะพร้าวอินทรีย์ของเกษตรกร ทำให้ต้นมะพร้าวถูกทำลายและได้ผลผลิตลดลงค่อนข้างมาก กรมวิชาการเกษตรจึงเร่งสร้างการรับรู้การป้องกันกำจัดหนอนหัวด้วยชีววิธีในสวนมะพร้าวอินทรีย์บนเกาะพะงัน

โดยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ที่ประสบปัญหาดังกล่าว จัดทำแปลงต้นแบบการควบคุมกำจัดหนอนหัวดำแบบผสมผสาน ซึ่งมีสถานีเรียนรู้เรื่องหนอนหัวดำ สถานีเรียนรู้การตัดทางใบมะพร้าวที่มีหนอนหัวดำระบาด สถานีการผลิตแตนเบียน สถานีเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สถานีเรียนรู้การย่อยทางใบมะพร้าว และสถานีเรียนรู้สารชีวภัณฑ์ เป็นต้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่สนใจให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในแปลงมะพร้าวอินทรีย์ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นกรมวิชาการเกษตรจะเร่งขยายผลสร้างการรับรู้การป้องกันกำจัดหนอนหัวด้วยชีววิธีในสวนมะพร้าวอินทรีย์ ไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่ประสบปัญหาด้วย อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงแนวทางการควบคุมกำจัดหนอนหัวดำแบบผสมผสานว่า

เบื้องต้นได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเจ้าของแปลงมะพร้าวอินทรีย์ตัดทางใบด้านล่าง ที่พบการทำลายในมะพร้าวที่มีทางใบมากกว่า 13 ทางใบ และเผาทำลายเพื่อตัดวงจรการระบาดของหนอนหัวดำระยะไข่ ระยะตัวหนอน และระยะดักแด้ ขณะเดียวกันยังมีการปล่อยแตนเบียนโกนีโอซัส นีแฟนติดิส (Goniozus nephantidis) จำนวน 200 ตัว/ไร่/ครั้ง ให้กระจายทั่วแปลงทุกเดือน รวม 7 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2560 และปล่อยแตนเบียนบราคอน ฮีบีเตอร์ (Bracon hebetor) 200 ตัว/ไร่/ครั้ง ทุกๆ 15 วัน รวม 14 ครั้ง ซึ่งแต่ละวิธีที่นำมาใช้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ หรือ มกษ.9000-2552 และไม่กระทบต่อสภาพสวนอินทรีย์ เนื่องจากไม่มีการใช้สารเคมี

“กรมวิชาการเกษตร ได้มอบหมายให้สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชเร่งผลิตพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนโกนีโอซัสพันธุ์คัด จำนวน 22,000 ตัว/เดือน ส่งมอบให้ศูนย์ผลิตพันธุ์ขยาย 7 ศูนย์ ดำเนินการผลิตแตนเบียนพันธุ์ขยายเพิ่มปริมาณมากขึ้น มีเป้าหมายเดือนละ ประมาณ 90,000-110,000 ตัว และทยอยส่งมอบให้กับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 (สวพ.7) จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำไปให้เกษตรกรปล่อยในพื้นที่สวนมะพร้าวอินทรีย์ที่มีหนอนหัวดำระบาดอย่างต่อเนื่องทุกเดือน รวมแตนเบียนที่ผลิตและปล่อยทั้งหมด 630,000-770,000 ตัว คาดว่า การควบคุมกำจัดหนอนหัวดำในแปลงมะพร้าวอินทรีย์โดยใช้แนวทางชีววิธี จะช่วยฟื้นฟูและกู้คืนสวนมะพร้าวอินทรีย์ที่ถูกหนอนหัวดำเข้าทำลายได้ และคาดว่า จะสามารถรักษาและยังคงสภาพสวนมะพร้าวอินทรีย์เอาไว้ได้ ช่วยต่อลมหายใจให้กับเกษตรกร ทำให้มีผลผลิตมะพร้าวอินทรีย์ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง ทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและทำให้รายได้สูงขึ้นด้วย” นายสุวิทย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 60ที่ผ่านมาได้อนุมัติปรับแผนการดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว(หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคุลมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอ โดยอนุมัติให้กระทรวงเกษตรฯดำเนินการใน 3วิธี คือ 1. ให้ กษ. ปรับแผนการดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธี ผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน จากเดิมดำเนินการในพื้นที่ 78,954 ไร่จำนวน 1,973,850 ต้น เป็นดำเนินการในพื้นที่ 109,409 ไร่ จำนวน 3,877,134 ต้น 2. ให้ กษ. ถัวจ่ายงบประมาณข้ามรายการ ภายใต้วงเงินงบประมาณที่ได้รับเดิมคือ 287ล้าน เพื่อดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว(หนอนหัวดำ)ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนและ3.ขยายระยะเวลาดำเนินงานโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว(หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนจากเดือนเมษายน 2560 – เดือนธันวาคม 2560 เป็นเดือนเมษายน 2560 – มิถุนายน 2561 อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยอากาศที่ร้อนและมีฝนตกทำให้หนอนหัวดำมีการแพร่ระบาดมากขึ้นจาก 7 หมื่นกว่าไร่เพิ่มเป็น 2 แสนกว่าไร่ ดังนั้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการกำจัดบางส่วนเพื่อให้สอดรับการกระจายหนอนหัวดำที่มีมาก ส่วนที่มีความกังวลในเรื่องการใช้สารเคมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯยืนยันว่ากรมวิชาการเกษตรพิจารณาแล้ว พบว่าสารเคมีที่ใช้ไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตรวมถึงไม่มีสารตกค้าง

ดังนั้น เกษตรกรและประชาชนที่บริโภคมะพร้าวจึงไม่ต้องกังวล นอกจากนี้ มีการผลิตแตนเบียนแล้ว 7 แสนกว่าตัว ส่วนการฉีดพ่นสารเคมีอยู่ในระหว่างเตรียมประมูลราคา เพื่อให้บริษัทเข้ามาดำเนินการ และนายกรัฐมนตรีเน้นว่าต้องมีความโปร่งใสและต้องไม่ให้มีข้อครหาเกิดขึ้น สำหรับมะพร้าวเป็นพืชสำคัญทางเศรษฐกิจของประทศ. มีพื้นที่ปลูกทั่วประเทศประมาณ 1,240,874ไร่.และในจำนวนดังกล่าวกำลังประสบปัญหาหนอนหัวดำระบาดใน 29 จังหวัดคิดเป็นพื้นที78,954ไร่หรือคิดเป็นร้อยละ6 ของพื้นที่ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 10,000 ล้านบาท

ดร. ถิรนันท์ ศรีกัญชัย คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยในโอกาสครบ 3 ปี การก่อตั้งคณะอุตสาหกรรมเกษตร ว่า เป้าหมายของคณะคือสร้างบัณฑิตมืออาชีพที่พร้อมทำงานได้ทันที ผ่านการเรียนการสอนในรูปแบบการเรียนทฤษฎีควบคู่กับการฝึกงานจริงในสถานประกอบการ โดยนักศึกษาผ่านการฝึกงานอย่างเข้มข้นตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนถึงปี 4 ทั้งนี้ คณะมุ่งสร้างความสมดุลให้นักศึกษามีความเก่งทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติควบคู่กันไป และเป็นคนดี มีมารยาท อ่อนน้อมถ่อมตนตามวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของสังคมไทย และนอกจากภารกิจในการผลิตบัณฑิตคุณภาพแล้ว คณะยังมีเงื่อนไขต้องทำงานวิจัย มีหน้าที่บริการวิชาการให้ชุมชนสังคม ร่วมกันทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สร้างและแบ่งปันคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างไรก็ตาม ถือเป็นคณะใหม่ที่ยังต้องเรียนรู้พัฒนาต่อไปอีกมาก

“สำหรับปีการศึกษา 2559 ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่คณะได้รับการประเมินประกันคุณภาพการศึกษาคิวเอระดับหลักสูตรการจัดการเทคโนโลยีฟาร์ม และระดับคณะ ตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้คะแนนในระดับดี ทั้งระดับหลักสูตรและคณะ นอกจากนี้ยังมีแผนปรับหลักสูตรการจัดการเทคโนโลยีฟาร์ม และหลักสูตรการจัดการเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ ภายในปี 2561 โดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในต่างประเทศจะเริ่มรับนักเรียนเกรด 12 สายวิทยาศาสตร์จากโรงเรียนต่างๆ ส่งมาเรียนที่คณะ และเมื่อนักเรียนชาวต่างประเทศสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตปริญญาตรีแล้ว ก็จะกลับไปปฏิบัติงานกับซีพีเอฟของประเทศนั้นๆ นอกเหนือจากนี้ยังรับนักเรียนไทยที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดีและสามารถสอบผ่านข้อสอบวัดระดับความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เข้าร่วมเรียนกับนักเรียนชาวต่างประเทศด้วย” ดร. ถิรนันท์ กล่าว

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล นักวิจัยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงผลการวิจัยเกี่ยวกับระดับสินทรัพย์ และการออมขั้นต่ำที่ผู้เกษียณอายุพึงมีในช่วงวัยสูงอายุ ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2563 เนื่องจากประชากรผู้สูงอายุจะมีมากถึงกว่า 13 ล้านคน คิดเป็น 25% ของประชากรทั้งประเทศ หากผู้เกษียณและผู้สูงอายุไม่มีเงินออมเพียงพอต่อการดำรงชีพในอนาคต จะส่งผลให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างกว่า 56.5% มีรายได้เพียงพอสำหรับช่วงเกษียณอายุ ส่วนอีกเกือบ 40% ตอบว่าไม่เพียงพอ และเพียงพอเป็นบางครั้ง ซึ่งรายได้หลักช่วงเกษียณของผู้สูงอายุไทยยังคงมาจากเงินรายได้ของลูกหลาน

นางพรอนงค์ กล่าวว่า จากการวิจัยยังพบว่าประชากรไทยทั่วไปที่มีอายุ 22 ปีในปัจจุบัน และเป็นผู้ประกันตนในประกันสังคมเท่านั้น ถึงจะเพียงพอไม่ต้องออมเพิ่ม แต่หากไม่ได้อยู่ในประกันสังคม จะต้องออมเพิ่ม ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 2,000 บาท โดยเพิ่มการออมที่มีผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี ส่วนผู้ที่อายุมากขึ้น เช่น 33 ปีขึ้นไป แม้จะมีประกันสังคม ก็ต้องเพิ่มการออมไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4,000 บาท เพิ่มการออมที่มีอัตราผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี แต่หากต้องการออมเพียงเดือนละ 2,000 บาท ต้องหาการออมที่มีผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 6% ต่อปี ดังนั้น หากยิ่งอายุสูงการวางแผนการลงทุนช่วงเกษียณ ต้องเน้นลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นจะช่วยลดภาระการออมต่อเดือนได้

นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กรรมการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจพบว่าคนไทยกว่า 70% มีเงินออมไม่เพียงพอสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุ เนื่องจากไม่เก็บออม และหวังพึ่งพาลูกหลาน และเงินจากการดูแลของภาครัฐ โดยยอมรับว่ามีความเป็นห่วงในกลุ่มอาชีพเกษตรกร และผู้มีอาชีพอิสระ เช่น พ่อค้าแม่ค้า ซึ่งจำเป็นต้องมีการออม พร้อมกับหาผลตอบแทนอื่นๆ แทนอัตราดอกเบี้ยการฝากเงินในธนาคารเพียงอย่างเดียว

นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อป (OTOP) เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการโอท็อปมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสินค้า ซึ่งนครชัยแอร์ได้ร่วมสนับสนุน ภายใต้โครงการ “OTOP TO NCA STATION” ตั้งแต่ปี 2559 จัดพื้นที่แสดงสินค้าโอท็อปและเปิดให้ผู้ประกอบการนำสินค้ามาจัดแสดงและวางจำหน่ายโดยไม่มีค่าเช่าพื้นที่ สับเปลี่ยนหมุนเวียนไปทุกสัปดาห์ ณ สถานีเดินรถนครชัยแอร์ 4 สาขา ได้แก่ สาขากรุงเทพฯ สาขาอุบลราชธานี สาขาเชียงใหม่ และสาขาพัทยา เพื่อให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าที่ดี ผลิตจากชุมชนโดยตรง ที่เป็นฝีมือคนไทย

นางเครือวัลย์ กล่าวว่า สำหรับสถิติการจำหน่ายสินค้าโอท็อปตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม-12 มิถุนายน 2560 (รวม 21 สัปดาห์) โอท็อป 5 ดาว จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผลิตภัณฑ์กระเป๋าหนัง ตราเมธา ได้รับความนิยม มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 120,700 บาท สูงสุดตั้งแต่จัดตั้งโครงการมาโดยใช้เวลาเพียง 7 วันเท่านั้น โดยเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องหนังประเภทกระเป๋าแฟชั่น อาทิ กระเป๋าสุภาพสตรี กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่มือถือ เป็นต้น ที่ผลิตจากหนังแท้ ส่วนผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายรองลงมา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์น้ำตาลโตนดแท้ และน้ำตาลสด โอท็อป 5 ดาว จังหวัดเพชรบุรี 76,300 บาท ผลิตภัณฑ์กระเป๋าหนังเย็บมือ โอท็อป 4 ดาว จังหวัดราชบุรี 66,908 บาท ผลิตภัณฑ์เสื้อม่อฮ่อม โอท็อป 4 ดาว จังหวัดแพร่ 65,000 บาท ผลิตภัณฑ์ไข่เค็มสูตรกะทิ โอท็อป 5 ดาว จังหวัดเชียงใหม่ 55,620 บาท ตามลำดับ

“ผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมในโครงการมาจากทั่วประเทศ มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล ทำให้ได้รับความสนใจทั้งชาวไทยและต่างชาติ” นางเครือวัลย์ กล่าว เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน นพ. สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า แต่ละปีห้องปฏิบัติการพิษวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์ฯ ได้รับตัวอย่างเห็ดพิษจากทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถแยกความแตกต่างของเห็ดพิษได้จากลักษณะภายนอก เพราะเห็ดพิษและเห็ดกินได้บางชนิดคล้ายคลึงกันมาก โดยเฉพาะระยะดอกอ่อน ขณะที่จากการประเมินสถานการณ์กินเห็ดพิษในประเทศไทยในรอบ 10 ปี (พ.ศ. 2551-2560) พบอุบัติการณ์ดังกล่าวมากในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเห็ดพิษที่กิน อาทิ เห็ดระโงกหิน เห็ดหัวกรวดครีบเขียว เห็ดขี้วัว เห็ดน้ำหมึก เป็นต้น

“การตรวจเห็ดว่ามีพิษหรือไม่นั้น ต้องอาศัยเทคนิคการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ขณะนี้ห้องปฏิบัติการพิษวิทยาได้พัฒนาวิธีการตรวจจำแนกชนิด (species) ของเห็ด โดยใช้ดีเอ็นเอ บาร์โค้ด ซึ่งมีลักษณะจำเพาะของการเรียงตัวของลำดับนิวคลีโอไทด์ทั้งเห็ดพิษและเห็ดกินได้ เนื่องจากให้ผลวิเคราะห์ที่มีความจำเพาะ (specificity) และความไว (sensitivity) สูง อีกทั้งยังช่วยค้นพบสายพันธุ์เห็ดพิษที่ไม่เคยมีรายงานการพบในประเทศไทย ทำให้มีฐานข้อมูลของดีเอ็นเอ บาร์โค้ด สำหรับเห็ดพิษที่มีความสำคัญทางการแพทย์ของประเทศ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลอ้างอิงสายพันธุ์เห็ดพิษในกรณีเกิดการระบาดจากเห็ดพิษ ปัจจุบันได้ข้อมูลดีเอ็นเอ บาร์โค้ด มากกว่า 200 ฐานข้อมูล และเมื่อฐานข้อมูลสมบูรณ์มากขึ้นจะสามารถจัดทำฐานข้อมูลอ้างอิงในระดับพันธุกรรมโมเลกุล (DNA barcode reference) ของเห็ดพิษต่อไป” นพ. สุขุม กล่าว

นายศิวะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ว่า ผลผลิตทางเกษตรสำคัญในพื้นที่อย่างหลงลับแล หลินลับแล ที่เริ่มออกสู่ตลาดในขณะนี้ กรมมีกลไกช่วยกระจายสินค้าถึงผู้บริโภคให้เร็วที่สุด ผ่านศูนย์กระจายสินค้าของสหกรณ์ที่มีอยู่ทุกภาคทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มไลน์สหกรณ์ที่เสนอซื้อขายสินค้าเกษตรกันได้อย่างใกล้ชิด และมีกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้สินเชื่อแก่สหกรณ์รับซื้อสินค้าของสมาชิกเพื่อพยุงราคาอีกด้วย

สำหรับสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแลฯ มีความเข้มแข็ง มี 4 สาขา รวมสมาชิกกว่า 8,000 คน มีการรับซื้อสินค้าจากสหกรณ์เครือข่ายแปรรูป และส่งออกอย่างครบวงจร และยังเปิดพื้นที่ของสหกรณ์ฯ เป็นตลาดสินค้าเกษตร เพื่อให้เกษตรกรนำสินค้าที่ผลิตได้มาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวโดยตรง โดยไม่ผ่านคนกลาง ทำให้มีรายได้มากขึ้น และได้เรียนรู้เรื่องการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบให้กับสหกรณ์อื่นๆ ทั่วประเทศ

ยาสีฟันอยู่คู่กับการแปรงฟันมานาน ตั้งแต่เริ่มใช้วัตถุดิบธรรมชาติ เช่น เกลือ หรือสมุนไพร ช่วยในการทำความสะอาดฟัน ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ยาสีฟันมีให้เลือกมากมายหลายรูปแบบ และหลายสรรพคุณที่มีการกล่าวอ้างของบริษัทผู้ผลิต แล้วเราควรเลือกยาสีฟันชนิดไหนดี

คำตอบคือ คุณใช้ยาสีฟันเพื่ออะไร อาจตอบว่าช่วยในการแปรงฟัน ช่วยให้ฟันสะอาด แต่จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีการแปรงฟันของคุณมากกว่า ถ้าแปรงฟันไม่ถูกวิธี ไม่สามารถกำจัดแผ่นคราบจุลินทรียได้สะอาด ยาสีฟันก็ไม่ได้ช่วยอะไร หรือคำตอบของหลายคนคือ ใช้เพื่อป้องกันฟันผุ หรือทำให้ปากหอม หรือทำให้ฟันขาว เป็นต้น

2 สิ่งหลักที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกใช้ยาสีฟันให้ตรงตามวัตถุประสงค์ คือ

ส่วนประกอบของยาสีฟัน ถ้าใช้ป้องกันฟันผุ ต้องเลือกยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ เช่น โซเดียม โมโนฟลูออโรฟอสเฟต (Sodium monofluorophosphate) โซเดียม ฟลูออไรด์ (Sodium fluoride) สแตนนัสฟลูออไรด์ (Stannous fluoride) ซึ่งบางทีไม่รู้หรอกว่ายาสีฟันนั้นมีฟลูออไรด์หรือไม่ เพราะส่วนประกอบในฉลากข้างกล่องเขียนตัวเล็กกว่ามด และเป็นภาษาอังกฤษอีก แต่ถ้ามีฟลูออไรด์ ผู้ผลิตมักพิมพ์ตัวใหญ่ว่า “มีฟลูออไรด์ และป้องกันฟันผุ” ส่วนประกอบอื่นที่มักพบในยาสีฟันแทบทุกชนิด เช่น สารขัดฟันต่างๆ ช่วยกำจัดคราบชา กาแฟ คราบสีจากอาหาร แต่ถ้ามีมากเกินไปหรือหยาบเกินไป จะทำให้ฟันสึกได้ สารลดแรงตึงผิวทำให้เกิดฟองเวลาแปรงฟัน สารคงความชื้น ทำให้ยาสีฟันชื้น ไม่แห้ง สารกันเสียทำให้ยาสีฟันมีอายุอยู่ได้นาน สารแต่งกลิ่นและรสต่างๆ
นอกจากนี้ ส่วนประกอบบางชนิดที่ใส่เสริมไปเพื่อเพิ่มคุณสมบัติ เช่น ลดการเสียวฟัน ซึ่งช่วยลดอาการได้ชั่วคราว หากไม่ได้แก้ไขที่สาเหตุของการเสียวฟันทั้งเหงือกร่น ฟันสึก ฟันผุ ฯลฯ สารยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ และสารช่วยลดการอักเสบของเหงือก ทั้งที่เป็นสารเคมีและสมุนไพร ซึ่งอาจช่วยได้จริงตามสรรพคุณที่กล่าวอ้าง แต่ไม่สามารถทดแทนการแปรงฟันที่ถูกวิธีได้

2 .รูปแบบของยาสีฟัน ปัจจุบันมีหลากหลายทั้งที่ผลิตจากโรงงาน หรือแบบทำเองใช้ในครอบครัว มีแบบชนิดครีม เจล ผง น้ำ เม็ด สามารถเลือกตามความสะดวกในการใช้งาน และความชอบส่วนบุคคล แต่มีข้อคำนึงในเรื่องสารขัดฟัน คือ ยาสีฟันแบบผงมักมีสารขัดที่หยาบกว่าแบบครีม หรือแบบน้ำ

แต่อย่าลืมสังเกตอาการแพ้ที่อาจเกิดได้ เช่น ผื่น บวม แดง ฯลฯ ควรเปลี่ยนยาสีฟันทันที ถ้าถามว่า ไม่ใช้ยาสีฟัน แปรงน้ำเปล่าได้หรือไม่ กรุณากลับไปอ่านข้างบน “คุณใช้ยาสีฟันเพื่ออะไร?”

นายนำชัย พรหมมีชัย รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ดำเนินโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีการผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ โดยบูรณาการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มีเป้าหมายพื้นที่ดำเนินการ 29 จังหวัด พื้นที่รวม 78,954 ไร่ แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน คือ เร่งตัดทางใบที่ถูกหนอนหัวดำทำลายพร้อมนำมาเผา พ่นด้วยเชื้อ BT ปล่อยแตนเบียน พ่นสารเคมีทางใบ และฉีดสารเคมีเข้าต้นตามหลักวิชาการที่ไม่ส่งผลต่อผู้บริโภค

สำหรับจังหวัดสตูลก่อนหน้านี้พบหนอนหัวดำในพื้นที่อำเภอละงู จำนวน 16 ไร่ และเมื่อทางรัฐได้ลงพื้นที่ช่วยกำจัดหนอนหัวดำ พบว่ามีปริมาณลดลงเหลือเพียง 9 ไร่ที่ยังคงมีปัญหาอยู่

อย่างไรก็ตามต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรเจ้าของสวน ชุมชน taniavaughan.com และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะช่วยผลักดันไม่ให้หนอนหัวดำแพร่ระบาดไปยังพื้นที่อื่น หากพบพื้นที่อื่นที่มีการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำ และไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของสวน ก็จะใช้ พ.ร.บ. กักพืชประกาศเป็นเขตควบคุมศัตรูพืช

นพ.ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคมะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทย มีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม รวมถึงการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด และปัจจัยจากภายในร่างกาย เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันและภาวะทุพโภชนา เป็นต้น

โรคมะเร็ง คือ กลุ่มโรคที่เกิดจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโตแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์อย่างรวดเร็วและมากกว่าปกติ จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติและทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อ เนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ในอวัยวะใดจะเรียกชื่อ มะเร็ง ตามอวัยวะนั้น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น การรักษามะเร็งแต่ละชนิดจะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่เป็นมะเร็ง ระยะของมะเร็งสภาพร่างกายของผู้ป่วยมะเร็ง การรักษาจะยากหรือง่ายก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็งและการดำเนินโรค

นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า พบว่าอาหารมีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งประมาณ 30-50% โดยเฉพาะอาหารที่มีราสีเขียว-สีเหลืองขึ้น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารเค็มจัดส่วนไหม้เกรียมของอาหารปิ้ง ย่าง รมควัน และอาหารที่ถนอมด้วยเกลือ ดินประสิว อาหารจำพวกนี้จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็ง การเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ รวมถึงโรคมะเร็ง

ดังนั้น ขอแนะนำ 9 เคล็ดลับอาหารต้านมะเร็ง ได้แก่ 1. กินผักหลากสี เช่น มะเขือเทศ ฟักทอง แครอท คะน้า บล็อคโคลี่ ผักบุ้ง กวางตุ้ง ตำลึง กะหล่ำสีม่วง มะเขือม่วง ผักกาดขาว ดอกแค เป็นต้น 2.ควรทานผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 3. อาหารธัญพืชและเส้นใย ธัญพืชเต็มเมล็ด คือ ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อยที่สุดทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย เป็นต้น 4.เครื่องเทศมีสรรพคุณลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งและกระตุ้นระบบภูมิคุมกันได้ 5.เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระเช่น ชาเขียว น้ำแครอท น้ำส้ม น้ำขิง เป็นต้น

ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการตลาดสินค้าเกษตรเมืองลับแล

เล็งขยายสู่ตลาดระดับภูมิภาค“พล.อ.ฉัตรชัย” ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการตลาดสินค้าเกษตรเมืองลับแล เล็งขยายสู่ตลาดระดับภูมิภาค แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรยั่งยืน

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ ทั้งนโยบายการบริหารจัดการแปลงใหญ่ข้าว และสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อวันก่อน

พลเอกฉัตรชัย เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายให้เป็นตลาดถาวร มีสถานที่ตั้งที่แน่นอนและเปิดให้บริการทุกวัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้มีสถานที่จำหน่ายสินค้า ให้เกษตรกรหมุนเวียนจัดหาสินค้าที่ตนเองผลิตมาวางจำหน่าย และยังเป็นการรองรับสินค้าสำหรับพี่น้องเกษตรกรในแปลงใหญ่ เกษตรกรทฤษฎีใหม่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรทั่วไป เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นได้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่แน่นอน สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้มีคุณภาพและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งจากการดำเนินที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งยกระดับภาคการเกษตรด้วยนโยบายส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ ส่งผลทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้ 20% และเพิ่มผลผลิตจากการทำเกษตรแปลงใหญ่ได้ 3 % ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับจังหวัดอุตรดิตถ์ได้มีการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรขึ้นที่สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด และมีการส่งเสริมและพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์ ให้เป็นตลาดถาวรและเปิดจำหน่ายได้ทุกวัน เพื่อเป็นช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอลับแลมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น สามารถวางแผนการผลิตได้ อย่างเป็นระบบ โดยได้มีการรวบรวมพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของอำเภอลับแล ได้แก่ ทุเรียน ลางสาด ลองกอง มังคุด ข้าว หอมแดง และพริก มีการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย GAP ผลไม้ตามฤดูกาลซึ่งเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น ทุเรียน มะปราง โดยตลาดสินค้ากลางสินค้าเกษตรอำเภอลับแล จะเป็นตลาดที่ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร ป้องกันปัญหาความไม่เที่ยงตรงของการชั่งน้ำหนัก ลดการถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้า การเปิดตลาดสินค้าเกษตรครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

“การดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ในปัจจุบันประชากรในอำเภอลับแล 17,579 ครัวเรือน เป็นสมาชิกสหกรณ์ 8,000 ครัวเรือน จากการทีได้ทำการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ทางตลาดมีการเปิดจำหน่ายสินค้าของพี่น้องเกษตรกรทุกวัน สินค้าที่มีจำหน่ายในตลาดสินค้าเกษตร อาทิเช่น ข้าวสารของโรงสีสหกรณ์และโรงสีเครือข่าย รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรที่ออกตามฤดูกาล เช่น ทุเรียนหมอนทอง ทุเรียนหลง – หลินลับแล มังคุด ผัก และปลาสด ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตในพื้นที่อำเภอลับแล สามารถร่วมกันวางแผนการผลิตและการตลาดได้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากมีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น และสามารถจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ต้นทุนการตลาดลดลงสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด มีสถานที่จัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร ทำให้สามารถรักษาคุณภาพของสินค้าเพื่อรอการจำหน่ายได้” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

ทั้งนี้ เป้าหมายการดำเนินงานของตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ในระยะต่อไปเมื่อตลาดได้รับการตอบรับและเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ก็อาจจะมีการพัฒนาเป็นตลาดกลางขนาดใหญ่เพื่อรองรับการกระจายสินค้าในระดับจังหวัดและภูมิภาค และจะพัฒนาให้เป็นตลาดกลางสินค้าเกษตรของจังหวัดได้ในอนาคต และพัฒนาให้เป็นสถานที่จำหน่ายข้าวสารของโรงสีเครือข่ายสหกรณ์และศูนย์จำหน่ายสินค้าจากสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ ขณะเดียวกัน จะส่งเสริมสมาชิกรวมกลุ่มเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยที่มีคุณภาพ ปรับปรุงอุปกรณ์ทางการตลาดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเป็นสถานที่เพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรโดยการแปรรูป โดยเป้าหมายการดำเนินงาน เกษตรกรมีรายได้จากการนำสินค้าเกษตรมาจำหน่ายได้ปีละ 10,400,000 บาท

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินนโยบายจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค โดยจะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีความพร้อม เปิดพื้นที่เป็นตลาดสินค้าเกษตร เพื่อเป็นสถานที่ในการจำหน่ายผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มีความสด ใหม่ สะอาดและมีคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง ขณะนี้ได้เปิดตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์แล้วจำนวน 13 แห่ง ใน 10 จังหวัด ซึ่งช่วงของการเริ่มต้นดำเนินโครงการจะไม่เน้นเปิดตลาดที่มีขนาดใหญ่มากนัก แต่จะเลือกจากความพร้อมของสหกรณ์ที่จะเปิดตลาดสินค้าเกษตร ควบคู่กับการสร้างการเรียนรู้เรื่องของการตลาดให้กับเกษตรกร โดยจะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนแนวคิดในการผลิตสินค้าการเกษตรระหว่างเกษตรกรด้วยกัน และเกษตรกรจะได้มีโอกาสรับฟังความต้องการของผู้บริโภคด้วย เพื่อจะได้กลับไปผลิตสินค้าที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีอาชีพที่มั่นคงในที่สุด

“กรมฯกำลังดำเนินโครงการพัฒนาสหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ โดยจะพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอให้เป็นที่พึ่งของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรและคนในชุมชน และนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากของทุกอำเภอทั่วประเทศ โดยสหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอจะทำหน้าที่เป็นแกนนำในการนำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำเนินการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และจะขยายตัวไปอย่างต่อเนื่อง การจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่ของสหกรณ์การเกษตรที่มีความพร้อม เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ในระดับอำเภอ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าที่ผลิตขึ้น ทั้งข้าวสาร ผักผลไม้ อาหารแปรรูป มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่จะมาจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งจากโครงการเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน และเกษตรกรที่ได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ได้นำผลผลิตมาจำหน่ายในราคาท้องถิ่นให้กับผู้บริโภคโดยตรง จะทำให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่ชัดเจน และผู้บริโภคยังสามารถเลือกซื้อสินค้าที่สดใหม่มีคุณภาพในราคายุติธรรมอีกด้วย” นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นายอำนาจ ปาลาศ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เผยว่า อุตรดิตถ์มีพื้นที่ปลูกสับปะรดห้วยมุ่นที่พร้อมเก็บเกี่ยวกว่า 29,970 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ใน ตำบลห้วยมุ่น อำเภอน้ำปาด กว่า 28,000 ไร่ และที่อำเภอบ้านโคกอีกกว่า 1,000 ไร่ รวมผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในปีนี้กว่า 144,000 ตัน ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วเท่าตัว โดยออกเดือนมิถุนายนมากที่สุด 60,000 ตัน ปัญหาของเกษตรกรคือ จำหน่ายเพื่อการบริโภคสดเป็นหลัก มีส่งเข้าโรงงานเล็กน้อย

ขณะนี้มีแนวโน้มราคาลดลง เกษตรกรบางรายระบุว่าราคาหน้าสวน กิโลกรัมละ 3 บาท ลดลงจากช่วงเริ่มฤดูเก็บเกี่ยวเดือนพฤษภาคม ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท ผวจ.อุตรดิตถ์ จึงได้สั่งการให้เร่งช่วยเหลือด่วน

นายชัยยันต์ ยอดคำ พาณิชย์จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า มีการทำงานแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมการตลาดสับปะรด ห้วยมุ่น อาทิ ขอความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ สั่งซื้อจากเกษตรกรโดยสำนักงานเป็นตัวกลาง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ นายสัญชัย ปุรณะชัยคีรี นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออก ผลไม้ไทย มารับซื้อสับปะรดห้วยมุ่น 20 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งเป็นราคานำตลาด เพื่อไปจำหน่ายยังประเทศจีน

นอกจากนี้ ยังมีผู้ค้าจากสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สนใจสั่งซื้อสับปะรดห้วยมุ่นด้วย ดังนั้น ต้องส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อรวบรวมผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดขนาดใหญ่ต่อไป

ด้านนายถาพร ณ นคร สหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ต่างๆ ส่งเสริมการรวมตัวของเกษตรกร โดยเฉพาะการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้มีอำนาจต่อรอง บริหารจัดการผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.อุตรดิตถ์ จำกัด รับซื้อผลผลิตไปกระจาย รวมทั้งเปิดพื้นที่เป็นตลาดการเกษตรให้เกษตรกรนำผลผลิตจำหน่ายแก่ผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้นอีกด้วย

ที่นี่อำเภอน้ำยืนผมมองว่าเป็นดินแดนมหัศจรรย์อีสาน ไม่คิดว่าที่นี่จะสามารถปลูกพืชพรรณธัญญาหารได้ทุกชนิด คำว่าพืชพรรณธัญญาหารของผมหมายถึงยางพารา มันสำปะหลัง ผลไม้จำพวกทุเรียน เงาะ มังคุด พืชผัก ข้าวโพด เดิมที่นี่เป็นภูเขาไฟมาก่อน 4-5 ตำบลของอำเภอน้ำยืน

มาที่นี่ท่านจะแปลกใจว่ามาภาคตะวันออกหรือภาคใต้ของประเทศไทย ที่นี่อีสานครับ ผมจะเรียกว่า ที่นี่น้ำยืนมหัศจรรย์อีสาน อยากให้ทุกท่านมาสัมผัสมาเห็นมาชมจะเกิดความประทับใจ ดินแดนสามเหลี่ยมมรกต

ภาคการเกษตรมีจุดเด่น ที่นี่เป็นภูเล็กภูน้อย เป็นเนิน หาพื้นที่แบบนี้ได้ยาก ความสวยงามมีทุกพื้นที่ เขียวขจีตลอดปีไม่มีแห้งแล้งเหมือนหลายๆ อำเภอ ซึ่งเป็นจุดแข็งของอำเภอน้ำยืนเรา ผมพูดแล้วขออนุญาตพูดคำขวัญเลยดีกว่า ที่นี่เราเรียกว่าดินแดนสามเหลี่ยมมรกต ในไทยมีสามเหลี่ยมทองคำติดพม่า ลาว ของเราสามเหลี่ยมมรกต มีไทย ลาว กัมพูชา ที่อำเภอน้ำยืน บริเวณตำบลโดมประดิษฐ์ นี่คือจุดแข็ง ตรงนั้นมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้น 3 ประเทศในเวลาเดียวกัน เรากำลังจะส่งเสริมการท่องเที่ยว บริเวณช่องบกเนิน 500 ซึ่งมีการสู้รบมาก่อน เป็นการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ขึ้นไปบนภูเขา แล้วมองเห็น 3 ประเทศ

จะมีวัดภูน้อย อยู่บนภูเขาสูง มีปล่องภูเขาไฟ มีการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่คร่อมภูเขาไฟไว้ เพื่อไม่ให้เกิดเภทภัยขึ้น มีบันไดขึ้นไปชม 199 ขั้น วัดคีรีบรรพตหรือวัดภูน้อย เป็นวัดป่า ปีนี้เราส่งเสริมการท่องเที่ยว

น้ำยืนมีหนึ่ง…ธรรมชาติที่สวยงาม ป่าภูเขายังสมบูรณ์ เขาเขียวขจี ป่าไม่ถูกบุกรุก

สอง…มีอ่างน้ำขนาดใหญ่ หล่อเลี้ยงคนน้ำยืนและอำเภอใกล้เคียง เป็นต้นน้ำ มีภูเขาเป็นฉากหลัง สาม…ผู้คนขยันขันแข็งทำมาหากิน

ทั้งสามเป็นจุดแข็ง เราจะทำอำเภอนี้เป็นอำเภอท่องเที่ยว เชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และศาสนา ทั้ง 3 มิติ ทั้งหมดขับเคลื่อนงานแล้ว

สาธารณูปโภค ถนนหลักดีแล้ว ถนนรองยังไม่ดีนัก กำลังพัฒนา เพราะมีถนนมาก ทุกคนไปไร่ไปนา คนอยู่ห่างกัน

โรงแรมมี 12 แห่ง ขนาดเล็ก…มีมากสุด 40 ห้อง รองรับได้ 100 คน ต่อคณะ

โรงแรมบางแห่งอยู่บนที่สูง ทิวทัศน์สวยงาม จังหวัดศรีสะเกษ มีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 3.5 ล้านไร่ แยกเป็นข้าวหอมมะลิ (พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และพันธุ์ กข 15) 3.2 ล้านไร่ และข้าวเหนียว (พันธุ์ กข 6) 3 แสนไร่ มีผลผลิตเฉพาะข้าวหอมมะลิประมาณ 1.8 ล้านตัน (ผลผลิตเฉลี่ยของจังหวัด 585 กิโลกรัม ต่อไร่) มีมูลค่าการผลิตประมาณ 28,080 ล้านบาท

แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิเพื่อการส่งออกของจังหวัดศรีสะเกษ สามารถทำนาได้เพียงปีละ 1 ครั้ง เพราะเป็นพื้นที่นาน้ำฝน มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,553 มิลลิเมตร ต่อปี อุณหภูมิเฉลี่ย 27.86 องศาเซลเซียส ปัญหาในการผลิตข้าวของเกษตรกรคือ มีผลผลิตและคุณภาพต่ำ เนื่องจากขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เกษตรกรขาดองค์ความรู้ในการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี และที่สำคัญขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี เกษตรกรส่วนใหญ่จะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองเป็นระยะเวลาติดต่อกันหลายปี

รวมพลังชาวนาตำบลผักไหม

กลุ่มชาวนาในตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน ได้รวมตัวกันพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น พบว่า “ต้นทุนการผลิตสูง” คืออุปสรรคสำคัญของอาชีพการทำนา เนื่องจากพวกเขาต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี ขาดองค์ความรู้การผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ส่งผลให้มีผลผลิตต่ำกว่าเกณฑ์ และได้ข้อสรุปร่วมกันว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นของเรา เราต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเราเอง” เป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาไปสู่ “ตำบลแห่งการเรียนรู้และพัฒนาเชิงบูรณาการ เพื่อการจัดการตนเองตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อให้สมาชิกในชุมชน “อยู่ดี กินดี มีรายได้เพิ่มขึ้น”

กลุ่มชาวนาจึงได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกร และยกระดับเป็นวิสาหกิจชุมชนในเวลาต่อมา โดยใช้ชื่อว่า “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม” ภายใต้การนำของประธานกลุ่ม คือ คุณไพฑูรย์ ฝางคำ โทร. (081) 579-3108 พวกเขาสามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพันธุ์ข้าว การปรับปรุงบำรุงดิน จนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้มาตรฐานสากล

กลุ่มนี้แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างลุล่วง เพราะได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายตาม “ทฤษฎี 3 ขา” ประกอบด้วย

ภาคเกษตรกรที่รวมตัวแก้ไขปัญหาอย่างมีระบบชัดเจนตามแผนยุทธศาสตร์ที่พวกเขาวางแนวทางไว้ ยกตัวอย่างเช่น ผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เองในชุมชนกว่า 80,442 กิโลกรัม จำหน่ายแก่สมาชิกในราคากิโลกรัมละ 25 บาท ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ในชื่อ ธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพตำบลผักไหมเพื่อส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้เอง ลดต้นทุนการผลิต
ได้รับการสนับสนุนท้องถิ่น คือ องค์การบริหารส่วนตำบลผักไหม
หน่วยงานภาคี ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษและสำนักงานเกษตรอำเภอ ที่ให้การสนับสนุนให้เกิดกระบวนการกลุ่ม การยกระดับกลุ่มและเป็นพี่เลี้ยงในการบริหารจัดการ พร้อมสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนา

ขานรับนโยบายรัฐ “เกษตรแปลงใหญ่”

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น โดยการปฏิรูปภาคเกษตร ซึ่งหนึ่งในโครงการที่สำคัญ ได้แก่ แปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ เป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ภายใต้คณะทำงานการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ (D6) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ และ คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน

หน่วยงานภาครัฐช่วยอบรมความรู้ด้านการผลิตกับเกษตรกรผ่าน ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เพื่อให้เป็นแหล่งถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกลุ่มเกษตรกร สนับสนุนปัจจัยพื้นฐานด้านการผลิต เช่น ให้บริการเพื่อบริหารจัดการน้ำ ตรวจวิเคราะห์ดินเพื่อการเพาะปลูกที่เหมาะสม เป็นต้น รวมถึงระบบมาตรฐานการตรวจรับรองแปลงด้วย ส่วนภาคเอกชนเข้ามาให้ความรู้กับกลุ่มเกษตรกร และเชื่อมโยงกับห้างโมเดิร์นเทรด เพื่อรับซื้อสินค้าเกษตรจากสมาชิกโครงการ

สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มแห่งนี้ รวมกลุ่มการผลิตในรูปแบบแปลงใหญ่แล้ว ได้ใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นศูนย์ของเกษตรกรต้นแบบที่สามารถให้ความรู้ในเชิงวิชาการเพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการร่วมกัน ตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต มีการบริหารจัดการที่ดี ทีมผู้จัดการแปลง ประกอบด้วย คุณประธาน พลโลหะ เกษตรอำเภอห้วยทับทัน ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลง คุณสมาน โพธิ์งาม เกษตรตำบล ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้จัดการแปลง มีตัวแทนจากบริษัท สยามคูโบต้า และตัวแทนเกษตรกรเป็นประธานแปลงย่อยจำนวน 6 คน ทำหน้าที่เป็นกรรมการตรวจแปลงภายใน ส่วนคุณไพฑูรย์ ทำหน้าที่เป็นเกษตรกรต้นแบบ

ปัจจุบันแปลงใหญ่ประชารัฐ เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน มีสมาชิก จำนวน 248 ราย พื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 3,780 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ จำนวน 440 ไร่ ได้ผลผลิต 220 ตัน พื้นที่ผลิตข้าวอินทรีย์ 696 ไร่ ผลผลิต 348 ตัน และพื้นที่ผลิตข้าว GAP จำนวน 2,644 ไร่ ผลผลิต 1,322 ตัน

ทางกลุ่มได้สร้างระบบการบริหารจัดการการผลิตที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการร่วมคิดกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ร่วมวางแผนการผลิตแผนการตลาด ร่วมลงมือทำโดยเน้นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ร่วมแก้ไขปัญหาโดยเริ่มแก้จากรากแก้วของปัญหา และร่วมกันรับประโยชน์ในรูปแบบองค์กรเกษตรกร ที่มีระบบการบริหารจัดการที่ยึดถือหลักคุณธรรม โดยมีกระบวนการในการควบคุมการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานการผลิต มีการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรสมาชิก โดยมี ศพก. เป็นแหล่งเรียนรู้

คุณไพฑูรย์ บอกว่า หลังพวกเขาปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาจากเดิมทำนาหว่าน เป็นการทำนาดำและนาหยอด ช่วยลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ลง การทำนาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์สูงถึงไร่ละ 25-35 กิโลกรัม แต่นาดำใช้เมล็ดพันธุ์เพียงแค่ 5-7 กิโลกรัม ต่อไร่ นาหยอดใช้ 8-12 กิโลกรัม ต่อไร่ นอกจากนี้ ยังใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน สามารถลดค่าปุ๋ยเคมีลง หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานคน สามารถประหยัดต้นทุนการทำนาลดลง ทั้งนี้ การทำนาหว่านมีต้นทุนผลิตสูงถึงไร่ละ 4,620 บาท เมื่อเปลี่ยนมาทำนาดำมีต้นทุนผลิตเพียงไร่ละ 4,050 บาท ประหยัดเงินได้ไร่ละ 570 บาท ส่วนต้นทุนนาหยอดเฉลี่ยไร่ละ 3,285 บาท ลดลงได้ไร่ละ 1,335 บาท

“หลังหมดฤดูทำนา พวกเราจะใช้วิธีไถกลบตอซังเพื่อช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและปริมาณธาตุอาหารพืชในดิน ปลูกพืชปุ๋ยสด และไถกลบ ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และเปลี่ยนมาทำนาดำและนาหยอด ทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้น นาดำ 550 กิโลกรัม ต่อไร่ นาหยอด 500 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อเทียบกับการทำนารูปแบบเดิม นาหว่านได้ข้าวแค่กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น” คุณไพฑูรย์ กล่าว

ปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จ

ความร่วมมือร่วมใจของชาวนาในชุมชนแห่งนี้ ในการพัฒนาผืนนาของพวกเขาเข้าสู่ระบบนาแปลงใหญ่ตามนโบยายรัฐบาลประสบความสำเร็จทั้งด้านการผลิต การตลาด และการพัฒนาคุณภาพผลผลิต จนได้รับการคัดเลือกให้เป็น “ต้นแบบปลูกข้าวแปลงใหญ่ระดับประเทศ”

ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในครั้งนี้ คุณไพฑูรย์ บอกว่า เกิดจากการบริหารแบบมีส่วนร่วม สมาชิกทุกคนร่วมกันคิด วางแผน ร่วมกันทำ ร่วมแก้ไขปัญหาและร่วมรับผลประโยชน์ ส่งผลให้สมาชิกทุกคนมีทัศนคติที่ดีต่อกลุ่มและมีข้อขัดแย้งน้อยมากภายในกลุ่ม มีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกย่องผู้อาวุโสที่มีองค์ความรู้เป็น “ปราชญ์ชาวบ้าน”

ขณะเดียวกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มตลอดเวลา ภายใต้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โดยมีวิทยากรเกษตรด้านต่างๆ ที่เป็นต้นแบบความสำเร็จ เป็นผู้ดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นอกจากนี้ ได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเครื่องจักรกลการเกษตรตำบลผักไหมเพื่อให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตรครบวงจรแก่สมาชิกและบุคคลทั่วไป เช่น รถแทรกเตอร์ เครื่องดำนา เครื่องหยอดเมล็ด เครื่องเกี่ยวข้าว เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ โดยใช้ระบบการขึ้นทะเบียนการขอรับบริการ จัดตั้งศูนย์บริการเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักรกลตลอด 24 ชั่วโมง บริการอะไหล่และค่าซ่อมบำรุงในราคาถูกกว่าศูนย์บริการเอกชน จัดส่งสมาชิกไปเรียนรู้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรจากบริษัท สยามคูโบต้า จำกัด

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์

เพื่อให้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมีคุณภาพดี segerpark.net ตรงกับความต้องการของตลาด คุณไพฑูรย์ บอกว่า ทางกลุ่มได้จัดตั้งโรงเรียนชาวนา พร้อมจัดทำแปลงนาสาธิตให้สมาชิกได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำนาร่วมกัน ทั้งนี้ สมาชิกจะเริ่มเตรียมแปลงนา ตั้งแต่เดือนธันวาคม-มกราคม พอถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม จะเป็นระยะเตรียมปุ๋ย

ในอดีต ชาวบ้านปลูกพืชซ้ำๆ โดยไม่มีการพักหน้าดิน และใช้สารเคมีติดต่อเป็นเวลานาน ทำให้ดินเสื่อมโทรมลง โครงสร้างดินเสีย ปริมาณอินทรียวัตถุในดินน้อยลง ทางกลุ่มจึงได้ส่งเสริมให้สมาชิกพลิกฟื้นดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ โดยการปลูกปุ๋ยพืชสดบำรุงดิน ในกลุ่มพืชตระกูลถั่ว ที่มีคุณสมบัติลักษณะพิเศษในการช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศแล้วปลดปล่อยไนโตรเจนลงสู่ดิน ยกตัวอย่างเช่น “ปอเทือง” ที่ทนต่อความแห้งแล้ง อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ต่ำและให้ไนโตรเจนสูง “ถั่วพร้า” การปลูกถั่วพร้า เป็นพืชปุ๋ยสด จะใช้เมล็ดพันธุ์ถั่วพร้าประมาณไร่ละ 10 กิโลกรัม ได้ปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ 2-3 ตัน ต่อไร่ (น้ำหนักสด) ได้ปุ๋ยไนโตรเจนคิดเป็นยูเรีย (46-0-0) ประมาณ 30-39 กิโลกรัม ต่อไร่

ถั่วเหลือง นอกจากบำรุงดินแล้วยังช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง เพราะถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจที่ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดในประเทศ ต้องพึ่งพาการนำเข้าปีละกว่า 50,000 ล้านบาท ถั่วเหลืองเป็นพืชที่ปลูกดูแลง่าย ที่สำคัญใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกข้าวนาปรังถึง 4 เท่า และช่วยเพิ่มธาตุอาหารและอินทรียวัตถุในดิน ช่วยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดินให้ดีขึ้น เพิ่มการอุ้มน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ช่วยในการเจริญเติบโตของรากพืช ประมาณช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน จะเริ่มเก็บผลผลิตถั่วเหลืองที่ปลูกในช่วงเตรียมแปลงออกขาย

ประมาณเดือนมีนาคม-พฤษภาคม จะเริ่มปรับแปลงทำนา ช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ชาวนาจะเตรียมกล้า และเริ่มปักดำประมาณช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน เป็นระยะบำรุงดูแลต้นข้าวให้เจริญเติบโต ระหว่างการปลูก ทางกลุ่มจะจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์อย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อดูแลผลผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐานที่กำหนดไว้ พอถึงช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ชาวนาจะเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายให้กับโรงสีข้าวชุมชนของกลุ่ม เพื่อรวบรวมผลผลิตของสมาชิกมาแปรรูปและจำหน่ายในลักษณะเมล็ดพันธุ์ ข้าวสาร ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ผักไหม”

“เนื่องจากที่นี่ปลูกข้าวนาน้ำฝน จึงปลูกข้าวได้เพียงปีละครั้ง ทางกลุ่มจึงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชหลังนา เช่น พืชผักอายุสั้น เพาะเห็ด ปลูกถั่วเหลือง มันเทศญี่ปุ่น ฯลฯ เพื่อเป็นรายได้เสริมสำหรับเลี้ยงดูแลครอบครัวอีกทางหนึ่ง” คุณไพฑูรย์ กล่าว

อนึ่ง การทำข่าวรายงานพิเศษจังหวัดศรีสะเกษในครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ได้ เพราะได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูล จากสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คุณประเสริฐ รังสี” รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ “คุณนพดล วงษ์ขันธ์” นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรวิชาการ ชำนาญการ “คุณถิรพุทธ คานทอง” เกษตรอำเภอขุนหาญ “คุณฉัตรยา ชาวดง” นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร “คุณสุรชัย เตินสูงเนิน” นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ “คุณสุพัตรา สายหล้า” ผู้ช่วยแปลงใหญ่ ที่ช่วยดูแลอำนวยความสะดวกในการเดินทาง จึงขอขอบคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้

กรมวิทยาศาสตร์ฯ รวบรวมข้อมูล ‘เห็ดพิษ’ ในระดับโมเลกุล

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ในแต่ละปีห้องปฏิบัติการพิษวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับตัวอย่างเห็ดพิษจากที่ส่งมาตรวจจากทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก พบว่า ไม่สามารถแยกความแตกต่างของเห็ดพิษได้จากลักษณะภายนอก เพราะเห็ดพิษและเห็ดกินได้บางชนิดคล้ายคลึงกันมาก โดยเฉพาะระยะดอกอ่อน และจากการประเมินสถานการณ์การเกิดพิษจากการรับประทานเห็ดพิษในประเทศไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2551-2560) อุบัติการณ์ดังกล่าวพบมากในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีป่าเบญจพรรณหรือป่าหัวไร่ปลายนา หรือป่าชุมชนจำนวนมาก เห็ดพิษมีหลายชนิด บางชนิดมีพิษร้ายแรงถึงตาย เช่น เห็ดระโงกหิน โดยปริมาณสารพิษ (toxin) ที่สามารถทำให้คนตายได้เท่ากับ 0.1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (เทียบเท่ากับการกินเห็ดสดขนาดปานกลางประมาณครึ่งดอก) จัดว่าเป็นสารพิษในเห็ดที่ร้ายแรงที่สุด

นพ.สุขุม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ การต้ม ทอด ย่าง ไม่สามารถทำลายพิษได้ เนื่องจากพิษทนความร้อน เห็ดบางชนิดมีพิษทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เช่น เห็ดหัวกรวดครีบเขียว เห็ดบางชนิดรับประทานเพียงเล็กน้อยทำให้เกิดจินตนาการเป็นภาพหลอน คล้ายยาเสพติด เช่น เห็ดขี้วัว และยังมีเห็ดบางชนิดที่โดยปกติตัวเห็ดเองไม่มีพิษ แต่อาการพิษจะปรากฏเมื่อดื่มแอลกอฮอล์ภายใน 24 -72 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังรับกินเห็ดชนิดนั้น จะมีอาการหน้าแดง ปวดหัวรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน หายใจเร็วและหายใจลำบาก หัวใจเต้นแรง เห็ดที่พบสารพิษชนิดนี้ ได้แก่ เห็ดน้ำหมึก เป็นต้น

นพ.สุขุม กล่าวว่า การเก็บเห็ดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติมารับประทาน มีความเสี่ยงสูงมากที่จะได้รับอันตรายจากสารพิษ ดังนั้นการจะพิสูจน์ทราบว่าเป็นเห็ดชนิดใดหรือมีสารพิษชนิดใด ต้องอาศัยเทคนิคการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ ห้องปฏิบัติการพิษวิทยายังได้พัฒนาวิธีการตรวจจำแนกชนิด (species) ของเห็ด โดยใช้ดีเอ็นเอ บาร์โค้ด ซึ่งมีลักษณะจำเพาะ ของการเรียงตัวของลำดับนิวคลีโอไทด์ ทั้งเห็ดพิษและเห็ดกินได้ เนื่องจากให้ผลวิเคราะห์ที่มีความจำเพาะ (specificity) และความไว (sensitivity) สูง อีกทั้ง ยังช่วยค้นพบสายพันธุ์เห็ดพิษที่ไม่เคยมีรายงานการพบในประเทศไทย ทำให้มีฐานข้อมูลของดีเอ็นเอ บาร์โค้ด สำหรับเห็ดพิษที่มีความสำคัญทางการแพทย์ของประเทศไทย เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลอ้างอิงสายพันธุ์เห็ดพิษ ในกรณีเกิดการระบาดจากเห็ดพิษ ปัจจุบันได้ข้อมูลดีเอ็นเอ บาร์โค้ด มากกว่า 200 ฐานข้อมูล และเมื่อฐานข้อมูลสมบูรณ์มากขึ้น ก็จะสามารถจัดตั้งฐานข้อมูลอ้างอิงในระดับพันธุกรรมโมเลกุล (DNA barcode reference) ของเห็ดพิษต่อไป

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้าโครงการจัดตั้งตลาดกลางข้าวสารในไทยเป็นครั้งแรกว่า จะใช้วิธีเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอในการจัดตั้งตลาดกลางข้าวสารได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้หรืออย่างช้าเดือนกรกฎาคม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ ให้สามารถเปิดดำเนินการตลาดกลางข้าวสารให้แล้วเสร็จได้ภายในสิ้นปี 2560 ทั้งนี้ กรมได้ลงพื้นที่สำรวจและดูสถานที่ของภาคเอกชนแล้วโดยจะเลือกใช้เป็นพื้นที่จัดตั้งตลาดกลางข้าวสารก่อน 4 แห่ง ได้แก่ ตลาดไท จังหวัดปทุมธานี ตลาดต่อยอด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่ของบริษัทปทุมไรซมิลฯ จ.ปทุมธานี และพื้นที่ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) แถวราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ ซึ่งโครงการนี้จะใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท และสถานที่จัดตั้งอยู่ชานเมือง เพราะมีระบบโลจิสติกส์ที่เอื้ออำนวยความสะดวกในการขนส่งและการเดินทางมาเลือกซื้อข้าวสารของผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ

นางนันทวัลย์ กล่าวว่า แนวคิดการจัดตั้งตลาดกลางข้าวสาร เนื่องจากเล็งเห็นว่าไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก แต่ละปีมีผลผลิตข้าวสารเฉลี่ย 20 ล้านตัน ส่งออก 10 ล้านตัน และบริโภคในประเทศ 10 ล้านตัน แต่กลับไม่มีตลาดกลางข้าวสารที่เป็นสถานที่ค้าขายให้ผู้นำเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งผู้ค้าส่งและค้าปลีกข้าวสารในประเทศ มาเลือกซื้อสินค้า หากตั้งตลาดกลางแล้วเสร็จ จะทำให้ทั้งผู้ส่งออก โรงสีข้าว เกษตรกร ได้พบโดยตรง ถึงมือเกษตรกรไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และราคาข้าวจะดีขึ้น

แหล่งข่าวจากสมาคมโรงสีข้าวไทยเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ราคาข้าวเปลือกเหนียวในฤดูกาลผลิตนาปรัง ปี 2560 (ณ 12 มิ.ย.) เกี่ยวสดปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ตันละ 6,600-6,700 บาท ข้าวแห้งตันละ 9,200 บาท จากปีก่อนที่ราคา 14,00-14,500 บาท ส่วนราคาข้าวสารเหนียว 10% อยู่ที่ตันละ 15,500-17,500 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ต่ำมากเทียบเท่ากับราคาปลายข้าวเหนียว เอวันเลิศของปีนี้ จากปกติราคาข้าวเหนียวจะสูงกว่าปลายข้าว และต่ำกว่าราคาช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ตันละ 27,000-28,000 บาท หรือลดลง ตันละ 10,500-11,500 บาท และราคาส่งออก เอฟ.โอ.บี. ตันละ 490 เหรียญสหรัฐ จากปีก่อนที่ 550 เหรียญสหรัฐ

“สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากปีก่อนราคาข้าวเหนียวเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้ชาวนาภาคอีสานปลูกเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ผลผลิตที่ออกมาจึงมีราคาต่ำลงในปีนี้ น่าห่วงว่าราคาข้าวเหนียว กข 6

หรือข้าวเหนียวนาปีที่จะออกช่วงปลายปีจะลดลงตามหรือไม่ โดยปัจจุบันราคาข้าวเหนียว กข 6 ยังทรงตัวที่ตันละ 21,000-22,000 บาท ดังนั้น รัฐบาลอาจต้องมีมาตรการมาดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวซึ่งเป็นข้าวชนิดเดียวที่ปรับตัวลดลงสวนทางกับข้าวอื่นๆ”

แหล่งข่าวจากวงการโรงสี ตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าวเหนียวลดลง เพราะตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวเหนียวเพียงแห่งเดียวของไทย ประกาศขึ้นทะเบียนรายชื่อผู้ส่งออก แต่มีผู้ส่งออกไทยผ่านมาตรฐานการตรวจรับรองของหน่วยงานรับรองคุณภาพของจีน (AQSIQ) เพียง 49 ราย ซึ่งในจำนวนนี้พบว่าผู้ส่งออกข้าวเหนียวรายใหญ่ๆ ของไทยผ่านการตรวจสอบบางราย ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 จึงต้องติดตามสถานการณ์การส่งออกข้าวเหนียวว่า จะปรับตัวลดลงหรือไม่

“ท็อปผู้ส่งออกข้าวเหนียวที่ผ่านการรับรองคือ เบอร์ 1 บริษัท โรงสีข้าว ป. ณัฐตพล จำกัด และบริษัท ธนสรรไรซ์ จำกัด เบอร์ 3 ส่วนอีก 3 ราย คือ บริษัท พรีเมียมไรซ์ เอ็กซ์ปอร์ต เบอร์ 2, ชิงตั๊ก กรุ๊ป เบอร์ 4 และสยาม ฟาร์มมิ่งเอ็กซ์พอร์ท เบอร์ 5 ไม่ผ่าน แต่ไม่น่าจะกระทบมากนัก เพราะผู้ส่งออกสามารถซื้อขายโควตาการส่งออกไปจีนได้”

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบรายงานกรมศุลกากรล่าสุดระบุว่า การส่งออกข้าวเหนียวในช่วง 4 เดือนแรก (มกราคม-เมษายน) 2560 มีปริมาณ 23,243,855 กิโลกรัม มูลค่า 526,278,275 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีปริมาณ 18,888,984 กิโลกรัม มูลค่า 491,767,927 บาท เนื่องจากอุตสาหกรรมในจีนที่ใช้ข้าวเหนียวเป็นวัตถุดิบมีการสั่งนำเข้าเพิ่มมากขึ้น

วิจัยและพัฒนาโดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.), ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ศคช.) และ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พบว่าสารสกัดเห็ดน้ำแป้ง (Russula alboareolata) ซึ่งเป็นเห็ดพื้นเมืองอีสาน มีสารสำคัญ คือ 4,5-dicaffeoylquinic acid และมีสรรพคุณทางเภสัชวิทยา ดังนี้

ส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด macrophage ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม ได้สูงกว่าสารเบต้ากลูแคน (b-glucan) 2 เท่า
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง (โดยเฉพาะอนุมูลซุปเปอร์ออกไซด์)
มีความเป็นพิษและไวต่อการยับยั้งเซลล์มะเร็งปากมดลูก (HeLa cells)
สามารถชักนำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็งแบบ apoptosis โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งปากมดลูก (HeLa) และเซลล์มะเร็งตับ (HepG2)

คุณสมบัติที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชันนัล RUSSULA เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในท้องตลาด

มีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าอย่างน้อย 2 เท่า
มีปริมาณสารฟินอลิกรวม (total phenolic) สูงกว่า 2-3 เท่า สนใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ติดต่อได้ที่ สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call center วว. โทร.0 2577 9300 ในวันและเวลาราชการ

“อภิรดี” ตั้งเป้าปั้น 4 หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ชิงแชร์ตลาดอินทรีย์ 72,000 ล้านบาท นำร่องชัยภูมิ “ออร์แกนิก วัลเลย์” แห่งแรกของไทย เดินหน้าตั้งสหพันธ์เกษตรอินทรีย์ สร้างเครือข่าย CLMVT หนุนผ้าไหมออร์แกนิกบุกตลาดญี่ปุ่น-ยุโรป

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะลงพื้นที่หารือร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อินทรีย์ อำเภอหนองบัวแดง และ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เพื่อติดตามการดำเนินงานเกษตรอินทรีย์ของชุมชน ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ ปี 2560-2564 ซึ่งได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาจัดตั้งหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ หรือ Organic Village เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแปรรูป และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชน และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและขยายตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งในปีนี้มีเป้าหมายดำเนินการ 4 หมู่บ้าน ในจังหวัดนครพนม ชัยภูมิ ลพบุรี และเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ดำเนินการไปแล้ว 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านริมสีม่วง ตำบลริมสีม่วง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ หมู่บ้านทัพไทย ตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ หมู่บ้านโสกขุมปูน ตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร และหมู่บ้านห้วยพูล จังหวัดนครปฐม

“ได้หารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะต้องใช้เวลา 3-5 ปี ให้มีช่องทางการตลาด กระทรวงพาณิชย์รับหน้าที่ดูแลด้านการตลาดให้ ซึ่งได้หารือกับกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ยืนยันว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนี้กระทรวงยังผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางเกษตรอินทรีย์ของอาเซียน เพราะสินค้าไทยมีศักยภาพ มีความหลากหลาย โดยจะสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในกลุ่มประเทศ CLMVT” นางอภิรดี กล่าว

พร้อมกันนี้ เตรียมจัดตั้งสหพันธ์เกษตรอินทรีย์อาเซียน (ASEAN Organic Federation) และจัดประชุมขึ้นเป็นครั้งแรกภายในงาน Organic & Natural Expo ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมุ่งหวังให้สหพันธ์ดังกล่าวเป็นเวทีในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการผลิต และการตลาดเกษตรอินทรีย์ระหว่างผู้ผลิต

และผู้ประกอบการในอาเซียน ในส่วนของตลาดต่างประเทศ กระทรวงได้สร้างเครือข่ายออร์แกนิกร่วมกับสมาคมการค้าออร์แกนิกของสหรัฐ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าออร์แกนิกระดับโลก เช่น ANUGA BioFach และ All Things Organic เป็นต้น

โดยปัจจุบันตลาดเกษตรอินทรีย์โลกมีมูลค่า 72,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2.3 ล้านล้านบาท ขยายตัวปีละ 20% ในส่วนมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ไทย มีมูลค่า 2,300 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี และส่งออกได้ปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

ด้าน นายวรวัฒน์ บุญหลาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมดิฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทประกันราคารับซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์กับเกษตรกรสมาชิก 9 จังหวัด ที่เข้าร่วมโครงการโดยให้ราคาสูงกว่าปกติ 60% เช่น ข้าวหอมมะลิ ซื้อในราคา กิโลกรัมละ 15 บาทจากราคาตลาด กิโลกรัมละ 9 บาท เพื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งขณะนี้มีตลาดรองรับและมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุโรป และสหรัฐ ซึ่งประชาชนเริ่มให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในอาหารมากยิ่งขึ้น

นายธีระ ฉันทสวัสดิ์ อาจารย์จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้เชี่ยวชาญสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ในการออกแบบที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า ผ้าฝ้ายและผ้าไหมออร์แกนิกเป็นที่นิยมมากขึ้นในตลาดญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป สินค้ากลุ่มนี้สามารถทำรายได้มากขึ้น 20-30% ไทยจะต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านการออกแบบ หนีคู่แข่งสำคัญ คือ เวียดนาม ที่สามารถผลิตสินค้าคุณภาพและราคาใกล้เคียงกับไทย

“เบื้องต้นเริ่มให้ชาวบ้านย้อมสีผ้าให้ได้ตามเทรนด์ที่ตลาดต้องการในปีนี้ ซึ่งจะเน้นเป็นสีพาสเทล น้ำเงิน คราม จากนั้นจะออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย และของใช้ในบ้านที่เรียบง่าย สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันได้ แต่เพิ่มความพิถีพิถันในการตัดเย็บ สร้างแบรนด์และเรื่องราวเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 6 เดือนต่อซีซั่น”

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การตั้งเป็น Organic Village ต้องมีเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 50% ของครัวเรือนทั้งหมดที่เข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ กลุ่มนี้จะได้รับการผลักดันให้เกิดการรวมตัวเป็นเกษตรแปลงใหญ่ เชื่อมโยงการตลาดกับการท่องเที่ยว

สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายฮู ซูปิง ผู้แทนคณะทำงานภาครัฐมณฑลชานซี สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มาหารือถึงแนวทางความร่วมมือ

ทางด้านอุตสาหกรรมไทย-จีน และแสดงความสนใจตั้งโรงงานผลิตแม่ปุ๋ย โดยต้องการหาบริษัทพันธมิตรที่ดำเนินกิจการเหมืองแร่โพแทชเพื่อร่วมลงทุน ทั้งนี้ นักลงทุนจะรอดูความชัดเจนของนโยบาย และแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ทั้งระบบของประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ. แร่ฉบับใหม่ก่อน เนื่องจากแร่แต่ละประเภทมีการพัฒนาที่แตกต่างกัน เบื้องต้นขอให้กระทรวงช่วยเป็นที่ปรึกษาประสานไปยังเหมืองต่างๆ

นายสมบูรณ์ ยินดียั่งยืน อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า บริษัท โรงปัง ไมนิง จำกัด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา มีแผนลงทุนทำโรงงานแม่ปุ๋ย น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่จีนต้องการ ซึ่งโรงปังฯ ได้อาชญาบัตรพิเศษปี 2558 เริ่มขุดเจาะสำรวจพื้นที่ 20,000 ไร่ พบ 3-4 หลุมจากทั้งหมด 16 หลุม มีแร่โพแทชมากพอจะนำขึ้นมาผลิตเป็นแม่ปุ๋ยโพแทสเซียม จึงเตรียมยื่นขอประทานบัตรขุดเจาะ

สำหรับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (คนร.) ครั้งที่ 1/2560 ซึ่งมี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น ที่ประชุมได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแนวทางแร่เศรษฐกิจ โดยมีนายสมชาย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน และแต่งตั้งคณะผู้แทนเจรจากับทางบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด จำกัด ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ดำเนินกิจการเหมืองแร่ทองคำที่ยังคงระงับการทำเหมืองส่วนของโรงโลหกรรมเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2559 ภายใต้คำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44

ที่ประชุมจะมีมติเห็นชอบผ่านยุทธศาสตร์บริหารจัดการแร่ทองคำ แต่ในยุทธศาสตร์ได้กำหนดว่าการทำเหมืองทองจะต้องยกระดับการบริหารจัดการแร่ โดยมีมาตรฐานการป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อชุมชนสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ซึ่งอัคราฯยังไม่มีผลสรุปด้านสุขภาพชัดเจน จึงต้องรอผลการสำรวจก่อน

ครม.ดันห้างหุ้นส่วนฯ-คณะบุคคลขึ้นแท่นนิติบุคคลเข้าระบบภาษี โดยยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ จากการโอนทรัพย์สินให้บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่ ‘พาณิชย์’ เจ๋งเริ่มใช้บัตรประชาชนใบเดียวติดต่อราชการ ดีเดย์ 15 ก.ค.

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 13 มิ.ย. เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ. …. เพื่อขยายผลในการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคล โดยขยายให้ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคล จากเดิมให้บุคคลธรรมดา ไม่รวมห้างหุ้นส่วนฯ และคณะบุคคล

สาระสำคัญ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เฉพาะการโอนทรัพย์สินและการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ได้กระทำตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2559-31 ธันวาคม 2560

มาตรการนี้ขยายผลให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคล ส่งเสริมให้ห้างหุ้นส่วนสามัญ และคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลประกอบธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคล เพื่อแสดงผลประกอบการที่แท้จริง สร้างความโปร่งใส และเป็นการสร้างฐานภาษีที่ยั่งยืนในระยะยาว รวมถึงช่วยบรรเทาภาระภาษี ให้กับผู้เสียภาษีที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ที่ได้เปลี่ยนรูปแบบการประกอบธุรกิจเป็นนิติบุคคล

นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยภายหลังลงนามบันทึกข้อตกลง ว่าด้วยการใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร และข้อตกลงว่าด้วยการขอใช้โปรแกรมอ่านข้อมูลบัตรประชาชนกับกรมการปกครอง ว่า เพื่อตรวจสอบและแสดงตัวตนของผู้รับบริการ และอำนวยความสะดวกการให้บริการประชาชนที่ติดต่อกระทรวงพาณิชย์ โดยไม่ต้องใช้สำเนาบัตรประชาชน เป็นใช้บัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ พร้อมตั้งเป้าจะสามารถเริ่มใช้ระบบดังกล่าวได้ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไป

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ stacyscreations.net ระดมความคิดร่วมกำจัดขยะ ปลัด ทส.เผยคนไทยขาดวินัยทิ้งขยะไม่ลงถัง สร้างขยะคนละ 1.14 กิโลกรัม ต่อวัน เล็งเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะย่อยสลายยาก ชี้แก้ปัญหาต้องสร้างความรู้สร้างจิตสำนึกที่ดี กทม.ตั้ง “ชมรมคนริมน้ำ” แก้ปัญหาขยะ ผักตบ

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานการเปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นแนวทางการบริหารจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายระดับพื้นที่ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ารับฟังจำนวนมาก

นายวิจารย์ กล่าวว่า ขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลให้ความสนใจและประกาศเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องร่วมแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยในปี 2559 พบว่ามีปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นของประเทศไทย 27.06 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการเกิดขยะมูลฝอยที่ 1.14 กิโลกรัม ต่อคน ต่อวัน ขณะที่ประชาชนก็ขาดวินัย ทิ้งขยะไม่ลงถัง ส่วนสถานที่กำจัดขยะ จำนวน 2,810 แห่งทั่วประเทศ มีสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยแบบถูกต้องตามหลักวิชาการเพียง 330 แห่ง หรือร้อยละ 12 เท่านั้น ส่วนอีกร้อยละ 88 ยังกำจัดขยะอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งนี้ ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ (ปี 2560-2564) แผนปฏิบัติการ ประเทศไทย ไร้ขยะ รวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง มีเป้าหมายจัดการขยะมูลฝอยให้ถูกต้องตามหลักวิชาการในปี 2564 ร้อยละ 75 และจัดการขยะมูลฝอยตกค้างสะสมให้ได้ร้อยละ 100 ในปี 2562

ปลัด ทส.กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญคือ ขยะพลาสติกที่ไหลลงสู่ทะเล ซึ่งปัจจุบัน ทส.กำลังพิจารณาการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปริมาณขยะย่อยสลายยากเหล่านี้ โดยเฉพาะพลาสติกจำพวกขวด หลอดดูด เป็นต้น นอกจากนี้ทางห้างสรรพสินค้ารวม 16 เครือข่าย ได้ร่วมมืองดใช้ถุงพลาสติกทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ รวมทั้งวันสำคัญสิ่งแวดล้อม สิ่งสำคัญของการแก้ปัญหาคือ การสร้างความรู้และสร้างจิตสำนึกให้แก่ประชาชน ร่วมลดขยะตั้งแต่ต้นทาง คัดแยกขยะ นำขยะกลับมาใช้ซ้ำ หมุนเวียนขยะกลับมาใช้ใหม่ และกำจัดขยะอย่างถูกต้องปลอดภัย

วันเดียวกัน นายสมพงษ์ เวียงแก้ว ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า สำนักการระบายน้ำได้แจ้งไปยัง 50 เขต ในพื้นที่ กทม. ให้การจัดตั้ง “ชมรมคนริมน้ำ” ทั่วพื้นที่ ที่มีแม่น้ำ คูคลอง โดยใน กทม.มีจำนวนคลองทั้งสิ้น 1,682 แห่ง กระจายอยู่ทั่วทั้ง 50 เขต เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคประชาชนในพื้นที่ที่มีที่อยู่อาศัยใกล้กับคู คลอง เพื่อช่วยดูแลความสะอาด เก็บผักตบชวา รวมทั้งขยะและสิ่งปฏิกูลต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจและทำให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่อย่างใด หากพบว่ามีจำนวนผักตบชวาหรือจำนวนขยะมากเกินไปขอให้แจ้งไปยังสำนักงานเขตนั้นๆ หรือสำนักระบายน้ำเพื่อประสานความร่วมมือต่อไป

นายกองค์การนักศึกษา มข. กล่าวว่า นำความรู้มาเสวนาแลกเปลี่ยน

แนวคิด รวมถึงบูรณาการขับเคลื่อนกิจกรรมให้เข้ากับสภาวะปัจจุบัน จะเป็นประโยชน์กับนักศึกษาอย่างยิ่ง คาดหวังว่ากิจกรรมนี้จะช่วยให้ผู้นำนักศึกษาเกิดแนวคิดในการกระตุ้น องค์กรและเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ University 4.0

กยท. เดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมการใช้ยางประเทศ ย้ำ ทุกภาคส่วนร่วมใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้น เพื่อเกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม การยางแห่งประเทศไทยพร้อมเดินหน้าผลักดันมาตรการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศอย่างต่อเนื่อง ย้ำ หากทุกส่วนงานร่วมกันสนับสนุนการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามแนวทางนโยบายฯ อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวเผยว่า กยท. ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทหลักในการพัฒนายางพาราทั้งระบบแบบครบวงจร ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยาง โดย กยท. ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนตามแนวทางนโยบายของรัฐบาลในการให้หน่วยงานต่างๆ หันมาใช้ยางพารามาเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเกิดเป็นเป็นผลิตภัณฑ์ และสินค้าต่างๆ ภายในประเทศ รวมถึงด้านสาธารณูปโภค อาทิ การทำถนนยางพารา แผ่นปูพื้นยางพารา โดยเฉพาะถนนยางพารานั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการพัฒนางานวิจัยโดยการทดลองนำยางพาราไปเป็นส่วนผสมในการทำถนน ซึ่งการทำถนนยางพารา มีหลายกระบวนการและขั้นตอนที่เป็นต้องให้ความสำคัญไม่เพียงแค่การเลือกยางไปผสมกับสารประกอบอื่นๆ ทำถนนเท่านั้น แต่กระบวนการในการพัฒนาให้ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน รวมถึง กระบวนการบริหารจัดการเพื่อการลงทุน เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจะต้องร่วมกันผลักดัน ซึ่งรัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานรัฐให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

“ด้าน กยท. ได้เดินหน้าผลักดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในระเบียบว่าด้วยการพัสดุในส่วนของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางที่ได้รับมาตรฐาน มอก. เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถดำเนินการตั้งงบประมาณได้ ฉะนั้น คาดว่าในปีต่อไป หน่วยงานต่างๆ ในประเทศ ซึ่งสามารถนำยางพาราไปใช้เพื่อทำถนน ปูพื้น หรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตามที่ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว จะเป็นโอกาสในการเพิ่มปริมาณการใช้ยาง และส่งเสริมการนำยางพาราไปใช้ให้เกิดประโยชน์ภายในประเทศให้มากที่สุด” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติม

ดร.ธีธัช กล่าวว่า ขณะเดียวกัน กยท. ได้นำร่องเดินหน้าร่วมมือกับบริษัทเอกชนที่ผลิตยางล้อ นั่นคือ “ดีสโตน”ซึ่งเป็นแบรนด์ยางล้อของไทยที่ส่งขายทั่วโลก ทั้งในแถบเอเชียและยุโรป ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมหลักที่นำผลผลิตจากยางพาราไปแปรรูปเป็นส่วนประกอบรถยนต์ประเภทต่างๆ มากที่สุด ภายใต้แบรนด์ THAI-TYREเป็นโครงการยางล้อประชารัฐ ที่ผลิตจากวัตถุดิบชั้นเยี่ยมของชาวสวนยางไทย ผลิตจากบริษัทคนไทยที่มีมาตรฐาน คุณภาพสากล และเป็นผลิตภัณฑ์ยางที่เกิดจากการบูรณาการจากองค์กร 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคเกษตรกร ซึ่งในระยะเวลา 2 ปี มีเป้าหมายการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อยจำนวน 48,000 กิโลกรัม

“อย่างไรก็ตาม ยังมีผลิตภัณฑ์ หรือธุรกิจภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยางพาราของประเทศให้เพิ่มมากขึ้น หากทุกภาคส่วน ร่วมกันใช้ยางภายในประเทศให้มากขึ้นโดยปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นการแสดงให้ผู้ซื้อและนานาประเทศ เชื่อมั่นได้ว่า ประเทศไทยมีความเข้มแข็งและผลผลิตยางพาราของไทยมีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติต่อไป” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

กรมหม่อนไหมดันอุตสาหกรรมไหมไทยขึ้นแท่นสู่ตลาดโลก จัดการประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์ครบวงจร เฟ้นหาสุดยอดนักดีไซน์ออกแบบชุดผ้าไหม-มือทอระดับชาติ พร้อมนำสุดยอดฝีมืออวดโฉมผลงานในงาน“ตรานกยูงพระราชทานฯ” ครั้งที่ 12 ที่เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 17 กรกฎาคม 60

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าเพื่อกระตุ้นเกษตรกร และผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมตื่นตัวในการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก ตลอดจนส่งเสริมให้เยาวชน ประชาชนเห็นคุณค่าของผ้าไหมไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อร่วมกันอนุรักษ์อย่างยั่งยืน และสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการอนุรักษ์ และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้ดำรงอยู่ตลอดไป กรมหม่อนไหมจึงได้จัดงาน “ประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2560” ระดับประเทศขึ้นเป็นประจำทุกปี

ปัจจุบันผ้าไหมไทยเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ทั้งในด้านความสวยงามและความมีเอกลักษณ์ ส่งผลให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการส่งออกสูงมีตลาดการส่งออกกว้างขวางเกือบทั่วโลก เพราะผ้าไหมทอด้วยมือที่ผลิตในประเทศไทยซึ่งมีความละเอียดอ่อนประณีตสวยงาม มีความแวววาวในตัวเองมีลวดลายและสีสันโดษเด่นเป็นพิเศษ แตกต่างจากผ้าไหมของประเทศอื่นๆ ไหมไทยจึงได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพดีและเป็นสินค้าที่กำลังได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภคในต่างประเทศตลาดส่งออกที่สำคัญ จึงจำเป็นที่กรมหม่อนไหมต้องสร้างเวทีในการเพิ่มศักยภาพด้านการผลิต การออกแบบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้เกษตรกรและผู้ประกอบการพัฒนาฝีมือและการผลิตรองรับอุตสาหกรรมไหมไทยครบวงจรที่กำลังขยายการเติบโตในตลาดภายในและต่างประเทศ

“ ปัจจุบันผ้าไหมไทย ได้รับการยอมรับในตลาดโลกทั้งด้านความงดงามของสีสันและลวดลาย รวมถึงฝีมือการทอผ้าของคนไทยได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นบรรพบุรุษมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน จนกลายเป็นสินค้าส่งออกที่มีแนวโน้มขยายการเติบโตทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ด้านนางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อน กล่าวถึงรายละเอียดในการจัดประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2560” ระดับประเทศที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ว่า แบ่งประเภทการประกวดออกเป็น 34 ประเภท ประกอบด้วย 1) การประกวดเส้นไหมไทยพื้นบ้าน 6 ประเภท 2) การแข่งขันศิลปะการแสดงภูมิปัญญาหม่อนไหม 1 ประเภท 3) การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 20 ประเภท 4) การประกวดผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม/รังไหม 2 ประเภท 5) การประกวดออกแบบชุดผ้าไหม 2 ประเภท 6) การแข่งขันทำสิ่งประดิษฐ์จากรังไหม (ประดิษฐ์พานพุ่มรัชกาลที่10) 1 ประเภท และ 7) การประกวดผลิตภัณฑ์จากทายาทหม่อนไหม 2 ประเภท

โดยการประกวดที่เป็นไฮไลท์สำคัญได้แก่ การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 20 ประเภท แบ่งเป็นผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานสีทอง 8 ประเภท อาทิ ผ้ามัดหมี่ลายโบราณ สีธรรมชาติ ผ้าโฮล(สตรี) สีธรรมชาติ ผ้าโฮล(บรุษ) สีธรรมชาติ ผ้าโฮล(สตรี) สีเคมี ผ้าโฮล(บรุษ) สีเคมี ผ้าแพรวา สีธรรมชาติ ผ้าพื้น สีธรรมชาติและผ้าคลุมไหล่ สีธรรมชาติ ส่วนผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานสีเงิน 2 ประเภท ประกอบ

ด้วยผ้ามัดหมี่ลายประยุกต์ สีธรรมชาติ และผ้าพื้น สีเคมี ในขณะที่ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงิน 9 ประเภท ประกอบด้วย ผ้าแพรวา สีเคมี ผ้าแพรวา สีธรรมชาติ ผ้ายก ผ้าจก ผ้าขิด ผ้าหางกระรอก ผ้ามัดหมี่ สีเคมี ผ้ามัดหมี่ สีธรรมชาติ ผ้าขาวม้า และสีเคมี ส่วนผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานสีเขียว 1 ประเภท ได้แก่ ผ้าเทคนิคผสม

สำหรับ รางวัลชนะเลิศการประกวดในทุกประเภทในครั้งนี้ จะนำไปจัดแสดงภายในงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 12 ประจำปี 2560” ที่กรมหม่อนไหมเตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 17 กรกฎาคม 2560 ณ. ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้เข้ารับโล่พระราชทานฯ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุ

วันที่ 13 มิ.ย. นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ นายอำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา พร้อมด้วยนายมะลิ จรครบุรี กำนันตำบลโคกกระชาย เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 55 หมู่ 11 ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจครอบครัวของนายสมาน ชุ่มใหญ่ อายุ 57 ปี ผู้พิการทางตาบอดทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นผลพวงจากการผ่าตัดเนื้องอกในสมองตั้งแต่ปี 2540 ที่ผ่านมา แต่ยังคงมีกำลังใจล้นเปี่ยมที่จะต่อสู้ชีวิต อีกทั้งยังมีความสามารถที่ไม่น่าเชื่อ คือสามารถ ปะ ชุน รวมถึงสานแหได้อย่างพิถีพิถัน และใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาชาวประมงในพื้นที่ ซึ่งมาใช้บริการสั่งซื้อ สั่งทำแหจากนายสมาน เป็นประจำ

ซึ่งแหแต่ละปากนายสมาน ต้องใช้ระยะเวลาทำนานกว่า 2 เดือน แต่คิดราคาถูกกว่าท้องตลาดเพียงปากละ 700-1,000 บาทเท่านั้น แล้วแต่ขนาด โดยนายสมาน บอกว่าถึงแม้จะเป็นค่าตอบแทนที่ไม่มากมายนัก แต่ก็ยังภูมิใจที่แม้ว่าตัวเองจะตาบอด ก็ยังสามารถหาเงินช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวได้ และมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในสังคมได้อย่างภาคภูมิ นอกจากนี้นายสมาน ยังทำงานบ้านต่างๆ ช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนคนปกติ และยังดูหนังดูละครได้อย่างมีอรรถรส โดยอาศัยน้องสาวคอยบอกว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงตัวละครตัวใด และอาศัยการจดจำเสียงและประติดประต่อเรื่องราวด้วยตนเอง

นายสมาน เปิดใจว่า เมื่อครั้งเริ่มแรกที่ตาบอดมีความรู้สึกว่าสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปแล้ว และยังต้องมาถูกภรรยาทอดทิ้งหนีไปอีก จึงทำให้เกิดความท้อใจจนแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป แต่หลังจากมรสุมชีวิตผ่านพ้นไป น้องสาวมารับไปอยู่ด้วย คอยปลอบโยนให้กำลังใจทำให้เกิดอึดสู้ชีวิตอีกครั้ง จึงอาศัยทักษะที่เคยปะชุนแห เมื่อครั้งเป็นลูกเรือประมงหลายสิบปีที่แล้ว มารับจ้างปะชุนแห รวมถึงหัดสานแหทั้งๆ ที่มองอะไรไม่เห็น ซึ่งต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากและใช้ระยะเวลานานหลายเดือน จนประสบความสำเร็จ แต่แหปากแรกที่ทำได้ กลับไม่สามารถนำไปใช้งานได้จริง จึงต้องทำใหม่และใช้ความพิถีพิถันมากขึ้นจนสามารถใช้งานได้จริง และเริ่มมีเพื่อนบ้านมาช่วยอุดหนุน นำไปใช้ได้ผลดีจนเกิดมีลูกค้ามาใช้บริการเป็นประจำ

นายสมาน กล่าวอีกว่า รู้สึกภูมิใจมากที่ผลงานของตนเองเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า ทำให้ชีวิตของตนเองมีคุณค่า อยากจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปโดยไม่ทดท้อ ถึงแม้ว่าในชีวิตนี้จะสูญเสียสายตาแต่หากไม่ท้อและพยายามสู้ต่อชีวิตก็ยังคงมีความหมายเสมอ ขอบคุณทุกๆ กำลังใจทั้งจากครอบครัวคนใกล้ชิด เพื่อนบ้านและลูกค้าที่ยืนอยู่เคียงข้างเสมอมา และอยากฝากให้กำลังใจไปยังผู้พิการหรือสูญเสียอวัยวะต่าง ให้ลุกขึ้นสู้อย่ายอมแพ้ ส่วนผู้ที่มีร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ท้อแท้หรือกำลังคิดสั้น ก็ขอให้รับรู้ไว้ว่าปัญหาของท่านอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหากเทียบกับปัญหาของคนอื่นๆ ที่เผชิญอยู่ ดังนั้นอยากให้มองไปข้างหน้าพยายามต่อสู้กับปัญหาต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าสักวันเราจะก้าวผ่านปัญหานั้นไปได้

เมื่อพูดถึงเกาะฮอกไกโด หรือจังหวัดฮอกไกโด ของญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวจะกล่าวถึงกัน หากไม่ใช่เรื่องหิมะน้ำแข็ง ก็ต้องเป็นเนื้อวากิว และปูฮอกไกโด เพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นอาหารอร่อยที่มีถิ่นกำเนิดที่เกาะฮอกไกโดนี่เอง

ประเทศญี่ปุ่น ผู้คนเขานิยมการบริโภคเนื้อวัวเป็นหลัก ส่วนเนื้อหมูและเนื้อแกะนั้นมีน้อยมาก เนื้อวัวที่เลื่องชื่อมานานในญี่ปุ่น คือเนื้อโกเบ ซึ่งเป็นที่กล่าวขานว่าเนื้อนุ่มมาก จนเอาตะเกียบฉีกได้โดยไม่ต้องใช้มีด ที่นุ่มอย่างนี้เพราะวิธีการเลี้ยงเนื้อที่เมืองโกเบนี้จะต้องดูแลวัวอย่างดี ไม่ให้วิ่งมาก มีการเอาเหล้าให้วัวกินเพื่อให้วัวกินหญ้าแล้วนอนเสียเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ทศวรรษนี้ คนไทยและคนทั่วโลกต่างก็ได้รู้จักเนื้อแบรนด์ใหม่ที่ชื่อวากิว ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นที่เต็มยศ เรียกว่า “คูโรเกะวากิว” (Kuroke Wagyu) โดย คูโรเกะ แปลว่าขนดำ วา แปลว่าญี่ปุ่น กิว แปลว่าวัว ก็คือวัวขนดำของญี่ปุ่นนั่นเอง จะมีถิ่นกำเนิดที่เมืองไหนไม่ทราบ แต่ที่เกาะฮอกไกโดมีอากาศหนาวเย็นนาน มีทุ่งราบสำหรับปลูกหญ้าเลี้ยงวัวกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งนี้ เพราะเนื้อที่ของเกาะฮอกไกโดนี้มีขนาดเกือบเท่าภาคเหนือของประเทศไทยทั้งภาค

ขอพูดเรื่องเนื้อวากิวอีกหน่อย เนื้อพันธุ์นี้มีมานานแล้วที่ญี่ปุ่นผู้เลี้ยงวัวพันธุ์นี้เขาตั้งเป็นชมรมคุ้มกันหนาแน่นไม่ให้หลุดไปแพร่พันธุ์ที่ไหน แต่เมื่อประมาณ 20-30 ปีที่ว่า วัวเนื้อพันธุ์วากิวขนดำนี้ได้หลุดไปที่ประเทศออสเตรเลีย จึงได้ขยายพันธุ์กันแพร่หลายที่นั่น โดยเฉพาะที่เกาะแทสเมเนีย (Tasmania) ซึ่งอยู่ใต้สุดของออสเตรเลีย มีอากาศหนาวดีมาก เนื้อที่ก็กว้างใหญ่ขนาด 3-4 เท่า ของเกาะภูเก็ต

ปัจจุบัน หากขับรถไปตามถนนรอบเกาะแทสเมเนียก็จะพบเห็นวัวพันธุ์วากิวฝูงใหญ่ๆ เดินกินหญ้ากันเป็นแถว การเลี้ยงวัวพันธุ์นี้อย่างมากของออสเตรเลีย มุ่งทั้งเพื่อการบริโภคในประเทศและส่งออก ซึ่งปัจจุบันคนไทยสามารถบริโภคเนื้อวากิวได้ในราคาที่ถูกลงมาก

มาถึงเรื่องปูฮอกไกโด ปูชนิดนี้ตัวใหญ่มาก สีแดงจัด เนื้อแข็งแน่น และอร่อยมาก ไม่ว่าจะนึ่ง ต้ม หรือย่าง ปกติถิ่นที่อากาศหนาวมาก เช่น ฮอกไกโด แคนาดา หรือแถบขั้วโลกก็จะมีปูตัวใหญ่แบบนี้มาก ไม่เฉพาะปูปลาน้ำลึกดีๆ ก็อาศัยอยู่ในแถบอากาศหนาวทั้งนั้น ดังนั้น ปูฮอกไกโดในญี่ปุ่นจึงมีราคาไม่ค่อยแพงนัก ร้านอาหารญี่ปุ่นบางร้านที่ขายปู มีภาษาไทยเขียนกำกับในเมนูก็มี เพราะคนไทยจำนวนมากชอบเดินทางไปท่องเที่ยว และใช้เงินด้วยการไปหาปูฮอกไกโดรับประทาน

เกาะฮอกไกโดมีสถานะเป็นจังหวัด 1 ใน 47 จังหวัด ของประเทศญี่ปุ่น มีผู้กำกับดูแลด้านบริหารสูงสุดเรียกว่า ชิจิ (Chiji) เทียบเท่ากับผู้ว่าราชการจังหวัดของไทยเรา แต่ชิจิมาจากการเลือกตั้งทุก 4 ปี ชิจิที่ประชาชนในจังหวัดรัก จะสมัครกี่ครั้งก็ได้ แต่ละจังหวัดจะประกอบด้วยเมืองซึ่งจะเรียกว่า City หรือเมืองใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 14 เมืองในญี่ปุ่น เช่น โตเกียว โอซาก้า ฟูกูโอกะ เกียวโต นาโกย่า โยโกฮาม่า โกเบ ซัปโปโร เป็นต้น ที่เหลือนอกจากนี้เป็นเมืองเล็ก เมืองใหญ่จะได้อำนาจบริหารมากกว่าเมืองเล็กในด้านการจัดสวัสดิการให้ประชาชน หัวหน้าผู้กำกับดูแลบริหารเมืองใหญ่เรียกว่าชิโช (Shicho) ซึ่งเทียบเท่ากับนายกเทศมนตรี ส่วนเมืองขนาดกลางเล็กลงมาเรียกว่าโชโจ (Chocho) และเมืองขนาดเล็กเรียกว่า ซอนโจ (Soncho) ผู้บริหารสูงสุดของเมืองขนาดต่างๆ เหล่านี้ ล้วนมาจากการเลือกตั้งเช่นกัน

สรุปแล้วประเทศญี่ปุ่นที่มีการปกครองดูแลบ้านเมืองอย่างสงบเรียบร้อยด้วยความรักสามัคคีของประชาชน พร้อมจะต่อสู้กับภัยธรรมชาติทุกอย่าง ก็เพราะใช้ระบบเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยเป็นตัวนำ

แม้กระทั่งการบริหารแต่งตั้งตำรวจในเมืองส่วนท้องถิ่น ก็จัดการโดยคณะกรรมการตำรวจ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลในท้องถิ่นเป็นหลัก

ประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน นอกจากจะส่งสินค้าออกประเภทอุตสาหกรรมตั้งแต่หนักถึงเบาไปยังต่างประเทศแล้ว ยังส่งสินค้าประเภทอาหารออกมากด้วย ซึ่งรวมทั้งขนมนมเนยพร้อมสรรพ และถ้าพูดถึงด้านบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ประเทศญี่ปุ่นก็มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่แพ้ใครในโลกนี้ มีทั้งสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ยุคประวัติศาสตร์ จนถึงวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม บ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่ช่างน่ารักในทุกแห่ง และที่เตะตามากคือ ดอกไม้และต้นไม้ที่สวยงามไม่แพ้ประเทศแถวยุโรป

ประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ไม่มีรถติด ไม่มีบุหรี่ ขยะ หรือคราบโสโครกบนถนน ทั้งๆ ที่ในที่สาธารณะถังขยะมีไม่มาก เพราะไม่มีขยะจะทิ้ง คนมีขยะเมื่อไม่มีที่จะทิ้ง เขาจะเก็บเศษขยะของเขาใส่กระเป๋า ไปถึงที่ทิ้งขยะเมื่อไหร่ค่อยทิ้ง แต่ไปถึงที่ทิ้งแล้วไม่มีใครทิ้งขยะง่ายๆ เขาจะต้องมองก่อนว่า อันนี้เป็นเศษกระดาษ หรือเป็นกระป๋องโลหะ เป็นเศษพลาสติก ต้องแยกกันทิ้งครับ เด็กนักเรียนยืนอยู่ข้างหนึ่งของถนน มีเศษขยะจะทิ้งแต่ไม่มีถังขยะให้ทิ้ง แต่เห็นถังขยะอยู่อีกฝั่งตรงข้าม เขาก็ต้องเดินข้ามถนนตรงทางข้ามไปอีกฝั่งเพื่อเอาขยะไปทิ้งแล้วค่อยเดินกลับ

อย่างนี้ คนไทยจะทำได้ไหม ทำไม่ได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้หน้าที่พลเมืองดี ไม่สามารถแยกความสกปรกโสโครกกับความสะอาด ไม่เห็นความต่างของถนนและทางเท้าที่สะอาดกับที่สกปรกรกรุงรัง จะให้รัฐมนตรีหรือใครที่ว่าใหญ่แค่ไหนก็ตามมาสอนทางวิทยุและทีวีทุกสัปดาห์ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เป็นนิสัยไม่ดีเหล่านี้ของคนไทยได้อีกแล้ว เพราะไม่ได้มีการเน้นสอนโรงเรียนระดับต้นๆ กันมาเลย มาสอนกันทางทีวีตอนนี้ แต่ก่อนเรียกว่าเข้าหูซ้ายทะเลหูขวา

แต่เดี๋ยวนี้ไม่เข้าซักหูแล้ว

การที่รัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับให้คนไทยไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นโดยไม่ต้องมีวีซ่ามาร่วมสองปีกว่าแล้ว นับว่าเป็นบุญกุศลของคนไทยที่พอมีอันจะกินอย่างมากที่จะได้ไปเปิดหูเปิดตา เห็นสวรรค์บนดินเหมือนผู้คนประเทศอื่นบ้าง ไม่ถูกยัดเยียดให้ฟังและเห็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

รัฐบาลญี่ปุ่นเขาเลือกเปิดให้คนไปเที่ยวดูบ้านเมืองเขาเป็นบางประเทศเท่านั้นนะครับ คนญี่ปุ่นที่ชอบเมืองไทยมีมาก รัฐบาลเขาก็ชอบประเทศไทยมาก เขาจึงยอมให้คนไทยไปเที่ยวเมืองเขาง่ายขึ้น ไม่ต้องมีวีซ่า ใครที่มีกำลังเงินพอก็ควรจะไป ถ้ายังรักเมืองไทย

เมื่อกลับมาอยู่บ้านก็พยายามทำอย่างที่ชาวญี่ปุ่นเขาทำ เขาทั้งสุภาพ ให้เกียรติผู้อื่น รักษาความสะอาดเรียบร้อย มีระเบียบวินัย พูดคำไหนคำนั้น เชื่อฟังผู้ใหญ่ รักชาติยิ่งชีวิต เชื่อและเคารพผู้นำ แต่พร้อมจะหาผู้นำคนใหม่ถ้าเห็นว่าไม่ได้ความ ถึงเวลาต้องกลับบ้านเก่าได้แล้ว

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 14 มิถุนายน 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นโดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา thehistoryof.net หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมด้านตะวันออกของประเทศอินเดีย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนบนและประเทศไทยมีกำลังอ่อนและมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมประเทศจีนตอนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่
เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ ตาก พิษณุโลก และพิจิตร
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น และร้อยเอ็ด
อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่
บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่
บริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง
อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส
ตั้งแต่จังหวัดระนองลงไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ครม.อนุมัติการปรับแผนโครงการป้องกันและกำจัดศัตรูมะพร้าวหรือหนอนหัวดำ ชี้ ใช้งบเดิมคือ 287 ล้านบาท

เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 13 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. อนุมัติการปรับแผนโครงการป้องกันและกำจัดศัตรูมะพร้าวหรือหนอนหัวดำด้วยวิธีผสมผสานที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอมา จากเดิมกระทรวงเกษตรฯ ได้รับการอนุมัติจาก ครม.ให้ดำเนิน 3 วิธี คือการผลิตแตนเบียนออกมาเป็นวิธีทางธรรมชาติ ใช้สารเคมีฉีดพ่นทางเบา และการฉีดการเคมีเข้าที่ลำต้นของต้นมะพร้าว แต่อากาศที่ร้อนและมีฝนตกทำให้หนอนหัวดำมีการแพร่ระบาดมากขึ้นจาก 7 หมื่นกว่าไร่เพิ่มเป็น 2 แสนกว่าไร่ ดังนั้นจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการกำจัดบางส่วนเพื่อให้สอดรับการกระจายหนอนหัวดำที่มีมากขึ้น

พล.ท. สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ให้หน่วยงานส่วนกลางเป็นคนผลิตพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์เช่นเดิม แต่แตนเบียนที่พร้อมปล่อยสู่ธรรมชาติให้ผลิตในศูนย์ชุมชนที่กระจายในพื้นที่ต่างๆ ที่มีการแพร่ระบาด จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนลง และจะนำส่วนต่างที่ได้มาเพิ่มในการใช้สารเคมีฉีดพ่นที่ใบและลำต้น ซึ่งใช้วงเงินเดิม 287 ล้านบาท ทั้งนี้ไม่ใช่การลดวิธีทางธรรมชาติเพียงแต่วิธีการผลิตมีการกระจายสู่ภูมิภาคเท่านั้น และในเรื่องสารเคมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่ากรมวิชาการเกษตรพิจารณาแล้ว พบว่าสารเคมีที่ใช้ไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตรวมถึงไม่มีสารตกค้าง ดังนั้นเกษตรกรและประชาชนที่บริโภคมะพร้าวจึงไม่ต้องกังวล นอกจากนี้มีการผลิตแตนเบียนแล้ว 7 แสนกว่าตัว ส่วนการฉีดพ่นสารเคมีอยู่ในระหว่างเตรียมประมูลราคา เพื่อให้บริษัทเข้ามาดำเนินการ และนายกรัฐมนตรีเน้นว่าต้องมีความโปร่งใสและต้องไม่ให้มีข้อครหาเกิดขึ้น

งานวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการมีความเป็นอิสระมีระเบียบ

มีวงการตรวจสอบ หวังให้เกิดความรู้ใหม่ วิธีการใหม่ งานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มักผูกกับกลไกตลาด สอดคล้องกับการปฏิบัติ ได้ผลทันเวลา ไม่เปิดเผย หวังให้เกิดกระบวนการและผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
3. งานวิจัยเพื่อเสริมสร้างพลังสังคมและชุมชน มักมีอุดมการณ์กำกับ หวังให้การจัดการตัวเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การเป็นพลเมืองที่ดี
4. งานวิจัยเพื่อนโยบาย มักเป็นไปตามข้อมูลที่มีอยู่ หวังให้กติกาและมาตรการที่เอื้อต่อประชาชนในเขตพื้นที่

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาครัฐและมหาวิทยาลัย จึงทำงานไปตามระเบียบแบบแผนเดิม ไม่มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น วช.ในฐานะหน่วยงานนโยบายในการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยของประเทศ จึงผลักดันให้นักวิจัยทำงานมากขึ้น โดยการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของนักวิจัย ทั้งเรื่องตำแหน่งทางวิชาการ ภาระงาน และการจัดสรรทุนวิจัย ทั้งนี้ วช.ได้จัดสรรงบประมาณสร้างกิจกรรมแม่ไก่ฝึกลูกไก่ เพื่อให้มีวิทยากรนักวิจัยที่มีความรู้ ความสามารถ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการวิจัยและสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ ให้เป็นนักวิจัยมืออาชีพมากขึ้น

ในลักษณะเครือข่ายเป็นทีมแม่ไก่ฝึกลูกไก่ จึงอยากให้นักวิจัยแข็งแรงและเติบโตหลังจากที่ผ่านการฝึกอบรบแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือหาทุนสนับสนุนนักวิจัยเหล่านี้ พร้อมกับการพัฒนากำลังคนในบริบทของไทยแลนด์ 4.0 ดังนั้นนักวิจัยต้องติดตามความก้าวหน้าเสมอ และใช้ความรู้นั้นแก้ไขปัญหา ดังคำที่ว่า “เมื่อโลกเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยน เมื่อเราเปลี่ยน ไทยก็จะเปลี่ยน”
ด้านนางเพลินจิตต์ นกสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มทรัพยากรบุคคล วช. กล่าวว่า การให้ทุนกับนักวิจัยลูกไก่ที่มีแม่ไก่เป็นที่ปรึกษาในการอบรม จะพิจารณาจากข้อเสนอโครงการวิจัยว่าตรงตามกรอบวิจัยที่ยึดตามยุทธศาสตร์ 7 ด้านหรือไม่ ซึ่งมีทั้งหมด 27 ทุน โดยให้เครือข่ายภูมิภาคเสนอมายัง วช. และจะประกาศผลภายในเดือนกันยายน 2560

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 13 มิถุนายน 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีปริมาณฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวเบงกอลตอนบนได้เคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศอินเดียด้านตะวันออกแล้ว ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนบนและประเทศไทยมีกำลังอ่อนลง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง

อนึ่ง พายุโซนร้อน “เมอร์บก” (Merbok) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ได้เคลื่อนเข้าประเทศจีนตอนใต้ใกล้เกาะฮ่องกงแล้ว คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นและหย่อมความกดอากาสต่ำในระยะต่อไป สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้. ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่

บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ และตาก

อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่

บริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ชัยภูมิ และขอนแก่น

อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดสระบุรี ลพบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม

อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่

ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่

บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และและสงขลา

อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่

บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต

อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.

ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่

อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสำนักชลประทานที่ 12 ชัยนาท เปิดเผยว่า ตรวจสอบปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยาผ่านจุดวัดน้ำค่ายจิรประวัติ อ.เมืองนครสวรรค์ เมื่อเวลา 08.00 น. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยวัดได้ 1,151 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาพื้นที่ อ.มโนรมย์ อ.วัดสิงห์ และ อ.เมืองชัยนาท มีระดับน้ำเพิ่มขึ้น

ขณะที่ระดับน้ำที่จุดวัดน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เช้าวันนี้ เหนือเขื่อนยังทรงตัวอยู่ที่ 16.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยาคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่ 699 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต่อเนื่องเป็นวันที่ 11 ส่วนระดับน้ำท้ายเขื่อนทรงตัวต่อเนื่องเช่นกัน โดยวัดได้ 10.42 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งจะทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ลงไปถึง จ.สิงห์บุรี จ.อ่างทอง และ จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำจะทรงตัวและลดลงได้ได้ 5-10 เซนติเมตร

ทั้งนี้เขื่อนเจ้าพระยายังจำเป็นต้องคงการระบายน้ำไว้ในเกณฑ์ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีต่อไป เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 17-18 มิถุนายน จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทย ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จัดโครงการสัตวแพทย์อาสาอาเซียน ปีที่ 5 เพื่อเสริมทักษะแก่นักศึกษาสัตวแพทย์ในอาเซียน ก่อเกิดความรู้ความเข้าใจ และมีประสบการณ์ที่สามารถต่อยอดสู่อาชีพในอนาคต โดยซีพีเอฟมอบทุนจัดโครงการต่อเนื่อง พร้อมเปิดครัวโลกเป็นห้องเรียนให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริง

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ เริ่มจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ “โครงการสัตวแพทย์อาสาอาเซียน” มาตั้งแต่ปี 2556 โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างดีมาตลอดจากภาคเอกชนอย่างซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำด้านเกษตรกรอุตสาหกรรมและอาหาร ที่มีอุดมการณ์เดียวกันคือ การมุ่งยกระดับการเป็นผู้นำและเสริมศักยภาพสาขาวิชาชีพสัตวแพทย์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและนิสิต เพื่อให้คณะสัตวแพทยศาสตร์มีส่วนช่วยขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทยสู่อาเซียน และยังเป็นการสร้างโอกาสให้บุคลากรและนิสิตได้มีส่วนในการพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนให้มีความเข้มแข็งไปพร้อม ๆ กัน

“ขอขอบคุณซีพีเอฟที่ร่วมสนับสนุนโครงการฯให้ประสบความสำเร็จตลอดมา ทำให้คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ ม.เกษตรฯ กลายเป็นศูนย์กลาง หรือ HUB ของสัตวแพทย์อาเซียนตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ทุกปีมีนักศึกษาสัตวแพทย์ในอาเซียนรอคอยที่จะร่วมโครงการนี้ และโครงการยังได้รับการตอบรับที่ดีจากทุกภาคส่วนมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประชุมคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์สถาบันการศึกษาในกลุ่มประเทศอาเซียน ต่างให้ความสนใจและเสนอตัวเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม และผลักดันให้เป็นโครงการต่อเนื่องทุกปี

ด้าน ศ.น.สพ.ดร.อภินันท์ สุประเสริฐ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตร กล่าวว่า โครงการสัตวแพทย์อาสาอาเซียน เป็นการเปิดโอกาสให้กับนักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศในเขตอาเซียนจำนวน 30 คน ได้เข้ามาฝึกปฏิบัติงานจริง ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึงศูนย์เรียนรู้และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของซีพีเอฟ สำหรับโครงการในปีที่ 5 นี้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน – 9 กรกฎาคม ศกนี้ นอกจากจะมีซีพีเอฟสนับสนุนสถานที่ฝึกงานเช่นเคยแล้ว ยังได้รับความอนุเคราะห์จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ University of Veterinary Science สาธารณรัฐเมียนมาร์ ให้ใช้สถานที่นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานจริง

“โครงการนี้มีส่วนสำคัญในการตอบสนองกลยุทธ์และแผนพัฒนาของคณะสัตวแพทยศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้านการเป็นผู้นำในการให้บริการทางวิชาการสัตวแพทย์ระดับชาติและนานาชาติ และเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับนานาชาติ ด้วยการใช้ศักยภาพที่มีอยู่ในการเป็นผู้นำพัฒนาด้านการศึกษาในสาขาสัตวแพทย์ และเป็นการสร้างเครือข่ายเพื่อนสัตวแพทย์ในอาเซียนที่เข้มแข็ง” ศ.น.สพ.ดร.อภินันท์ กล่าว

ส่วน นายเอนก บุญหนุน รองประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสนับสนุนด้านการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการสัตวแพทย์อาสาอาเซียนที่มุ่งส่งเสริมความเข้าใจที่ดีให้กับบุคลากรและนิสิตในระบบการศึกษา และวิชาชีพสัตวแพทย์ในกลุ่มอาเซียน ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายพันธมิตร และเผยแพร่ศักยภาพความเป็นผู้นำในสาขาวิชาสัตวแพทย์ ซีพีเอฟจึงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี สำหรับปีนี้บริษัทมอบเงินจำนวน 1,500,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรม

“ปัจจุบันซีพีเอฟ ได้ขยายการลงทุนในอาเซียนจนครบเกือบทุกประเทศ ยกเว้นบรูไน ขณะเดียวกันก็ขยายการลงทุนในประเทศนอกอาเซียนควบคู่กันไปด้วย เมื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาในภูมิภาคอาเซียนได้พัฒนาทักษะความสามารถเช่นนี้ ซีพีเอฟจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมสนับสนุน และร่วมมือกัน โดยเฉพาะการเปิดครัวโลกของบริษัทให้เป็นแหล่งศึกษาและพัฒนาแก่นักศึกษาในโครงการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทยสู่อาเซียนร่วมกับม.เกษตรฯ ทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสให้บุคลากรและนิสิตได้มีส่วนในการพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนให้มีความเข้มแข็งไปพร้อมๆ กัน” นายเอนก กล่าว

“โครงการสัตวแพทย์อาสาอาเซียน” ถือเป็นรากฐานการพัฒนาที่สำคัญ เกี่ยวกับสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health ให้กับเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน โดยคัดเลือกนิสิตสัตวแพทย์ชั้นปีที่ 4-6 ของกลุ่มประเทศอาเซียน ร่วมกิจกรรมฝึกอบรม (Internship Program) ระยะเวลา 1 เดือน ด้วยกิจกรรมเรียนรู้ทั้งในภาคทฤษฎี ได้แก่ ด้านสุขภาพสัตว์ การดูแล การป้องกัน เน้น One Health Program ด้านอาหารให้กับมนุษย์ และด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนภาคปฏิบัตินักศึกษาจะได้เข้าฝึกงาน ณ โรงพยาบาลสัตว์ ม.เกษตรฯ และเข้าศึกษาดูงานด้านอาหารปลอดภัยของซีพีเอฟ พร้อมออกปฏิบัติงานอาสาพัฒนาชนบท ณ สาธารณรัฐเมียนมาร์

จากสถานการณ์ราคายางพาราผันผวน กระทบความรู้สึกสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวสวนยางพาราในวงกว้าง เมื่อราคาแผ่นดิบยางพาราเคยสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ช่วงปลายเดือนมกราคม-ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2560 และทรงตัวที่ 70 บาท แต่เพียงสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ราคากลับลดลงเกือบ 20 บาท เหลือขายกิโลกรัมละ 50 บาท ช็อกความรู้สึกของชาวสวนอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่ปี 2560 ควรเป็นปีทองของชาวสวนยาง เนื่องจากปัจจัยจากสภาพแล้งจัดในปี 2559 ตามด้วยปัญหาน้ำท่วม 2 รอบ ในช่วงปลายปีเดียวกันและน้ำท่วมใหญ่ช่วงต้นปี 2560 ผนวกกับมาตรการลดพื้นที่ปลูกยาง ทำให้ผลผลิตยางพาราลดลงจากปีละ 4 ล้านตัน เหลือ 2 ล้านตัน ราคาจึงควรเสถียรกว่าเดิม ไม่ใช่บิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามกลไกตลาด

จากการตรวจสอบพบสัญญาณบ่งชี้ก่อนราคายางพาราตก คือการปล่อยข่าวว่าเกษตรกรใช้กรดซัลฟิวริกในน้ำยาง ทำให้ยางแผ่นดิบเปอร์เซ็นต์ต่ำ มีความยืดหยุ่นน้อย ประกอบกับนโยบายกระจายยางแผ่นดิบให้กระทรวงต่างๆ นำไปใช้ไม่ขยับ ยังไม่รวมเทคนิคการเล่นตลาดของกลุ่มพ่อค้าที่ทุบราคารับซื้อและเล่นตัวไม่ค่อยซื้อ ปล่อยให้ตลาดยางถูกแช่แข็ง

บุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราคายางตกต่ำน่าเป็นห่วงมาก ต้องเร่งหาทางแก้ไขไม่ให้กลับไปอยู่ที่ราคา 3 กิโลกรัม 100 บาท เพราะราคาในท้องถิ่นเหลือ 47-48 บาท ขณะที่ตลาดกลางอยู่ที่ 50-51 บาท เป็นราคาที่น่าใจหาย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือขอให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 นำยางแผ่นดิบในสต๊อก 1 แสนตัน ออกมาทำถนนให้หมดจะทำให้ราคายางดีขึ้น พ่อค้าจะไม่ฉวยข้ออ้างว่ามียางในสต๊อก

ด้าน ทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราคาตกต่ำเกิดจากกลไกตลาดบิดเบือน พ่อค้าพยายามกดราคายางเพราะ กยท.มีแนวคิดนำยางในสต๊อก 1 แสนตัน ออกขายทั้งที่มติคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) วันที่ 21 เมษายน 2560 ให้หยุดขายและนำยางมาใช้ภายในประเทศแต่ กยท.กลับจะขายตามกลไกตลาด เพื่อช่วยนำยางจากพ่อค้าออกมาขายแทนและนำเงินมาแทรกแซงราคา

ขณะที่ มนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมชาวสวนยางและคนกรีดยางรายย่อย (ส.ค.ย.) โพสต์ข้อความคำถามว่าจะเป็นตลาดกลางเพื่อชาวสวนยางหรือไม่เพราะไม่เห็น กยท.ทำอะไร หลังสถานการณ์ปัญหา ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท.เรียกผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ 5 บริษัท หรือ 5 เสือ มาหารือเพื่อออกมาตรการดันราคายางให้สูงขึ้นและจะเชิญมาเลเซีย และอินโดนีเซีย หารือมาตรการงดการส่งออกพร้อมกันทั้ง 3 ประเทศ เพียงข้ามคืนราคายางเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 1.14 บาท ขณะที่ ไชยยศ สินเจริญกุล นายกสมาคมยางพาราไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการยางพาราไทยทั้ง 5 ราย เห็นตรงกันว่าราคายางที่ลดลงอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องผิดปกติ มีความเป็นได้ว่าราคายางร่วงเกิดจากการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายยางพาราล่วงหน้าพร้อมกัน 3 ตลาด คือ ตลาดเซี่ยงไฮ้ ตลาดสิงคโปร์ และตลาดโตเกียว ซึ่งมาตรการที่อาจทำได้คือเอาชนะราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้าเพื่อดันราคาให้สูงขึ้นได้

ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จะเสนอ 4 มาตรการตามมติของ กนย.ช่วยเหลือชาวสวนยางพาราเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือ ขยายเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวมยางพาราภายใต้แนวทางยางพาราทั้งระบบ วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและดูดซับผลผลิตที่จะออกมาสู่ตลาด โดยรัฐบาลชดเชยรับภาระดอกเบี้ยไม่เกิน 3% คิดเป็นงบประมาณที่รัฐต้องชดเชยทั้งสิ้น 300 ล้านบาท คาดว่าสามารถดูดซับผลผลิตออกจากระบบได้ประมาณ 2 แสนตันในปีนี้, ขยายระยะเวลาโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ออกไปอีก 1 ปี จากที่หมดอายุแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560

“ขยายระยะเวลาโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง (เพิ่มเติม) ออกไปอีก 90 วัน เพื่อรอรับเกษตรกรตกค้างประมาณ 1.1 หมื่นครัวเรือน และขยายระยะเวลาโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายางเพื่อเพิ่มสภาพคล่องออกไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563”

แต่ 9 องค์กรเกษตรกรชาวสวนยางกลับเห็นว่ามาตรการข้างต้นยังแก้ไม่ถูกจุด จึงจัดตั้งสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) มีสมาชิกในทุกจังหวัดที่มียางพารา ครอบคลุมเกษตรกรชาวสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิและคนกรีด มี นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ เป็นประธาน และ นายสุนทร รักษ์รงค์ เป็นเลขาธิการ พร้อมมีมติเรียกร้องให้คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย และผู้ว่าการ กยท.แก้ปัญหาราคายางภายใน 10 วัน, เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการนโยบายเพิ่มการใช้ยางในประเทศอย่างเร่งด่วนและจริงจัง และวันที่ 20 มิถุนายนนี้ สมาชิกสภาเครือข่ายจากทั่วประเทศจะเดินทางติดตามการดำเนินงานของ กยท.และยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปการยางแห่งประเทศไทย โดยไม่มีการชุมนุมสุนทร รักษ์รงค์ กล่าวว่า หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย 2558 มาเกือบ 2 ปี ไม่ทำให้เกิดเสถียรภาพด้านราคา กยท.ไม่ทำตามเจตนารมณ์การจัดตั้งองค์กรและดำเนินการตาม พ.ร.บ.การยาง ขอยืนยันจะให้รัฐบาลปฏิรูปการทำงานของ กยท.ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์การออก พ.ร.บ.การยาง

“ตาม พ.ร.บ.การยาง มีเงินกองทุนพัฒนาการยาง (เงินเซส) ซึ่งเป็นเงินของเกษตรกรที่ถูกหักจากพ่อค้ารับซื้อยาง แต่เกษตรกรเจ้าของกองทุนไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร สคยท.จะเสนอให้รัฐบาลนำเงินกองทุน ตามมาตรา 49 (3) ร้อยละ 35 มาจัดตั้งบริษัทเพื่อแปรรูปยางพาราแทนการนำเงินไปไล่ซื้อแข่งกับพ่อค้า”

คงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังการเคลื่อนไหวของเครือข่ายชาวสวนยางจะสร้างแรงผลักดันให้รัฐบาล กยท.แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เป็นรูปธรรมหรือจะปล่อยให้ชาวสวนตกอยู่ใต้ชะตากรรมของนายทุนต่อไป

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต สมาคมโฮมช็อปปิ้ง และผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ต่างๆ กว่า 30 ราย ร่วมเป็นกรรมการคัดสรรสินค้า โอท็อปคุณภาพ 3-5 ดาว จากทั่วประเทศกว่า 2,000 รายการ เพื่อยกระดับให้เป็น Best OTOP 77 experience

เน้นสินค้าโอท็อปที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแต่ละจังหวัด walkoffbalk.com ผลักดันเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางธุรกิจ และเซ็นสัญญาซื้อ-ขายร่วมกับผู้ผลิต เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่ช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ขยายตลาดให้เติบโตต่อเนื่อง เป้าหมายคือร่วมมือในการผลักดันสินค้า OTOP เพิ่มมูลค่าให้แก่ตลาดสินค้า OTOP ไทยได้ถึงระดับ 100,000 ล้านบาทภายในปีนี้

ปัจจุบัน การลงทะเบียนกรมการพัฒนาชุมชน พบว่า ปี 2557-มี.ค. 2560 ผู้ประกอบการโอท็อปลงทะเบียนแล้วกว่า 49,585 ราย แบ่งเป็นกลุ่มตกแต่ง 30.9% รองลงมาของที่ระลึก 30.5% กลุ่มอาหารหลัก-เสื้อผ้า 22% กลุ่มสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร 12.46% และกลุ่ม เครื่องดื่มมีอยู่ 4.12%

มหาสารคาม – นางอิงอร ปัญญากิจ ผอ.กองส่งเสริมมาตรฐาน มกอช. เปิดเผยตอนหนึ่งขณะเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ให้แก่เกษตรกร ที่ปรึกษาเกษตรกร และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ที่ อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ว่า มกอช.กำหนดและประกาศใช้มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้าวอินทรีย์ การส่งเสริมให้ผลิตโดยปฏิบัติตามมาตรฐานและสอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564

โดยตั้งวิสัยทัศน์ให้ไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การบริโภค การค้าสินค้า และการบริการเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืนและยอมรับในระดับสากล มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้เป็น 600,000 ไร่ ในปี 2564 และมีเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนตลาดในประเทศ-ตลาดส่งออกเป็น 40:60 และยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านเพิ่มขึ้น

รศ. กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้สู่ University 4.0 ระหว่าง มข. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ (มช.) ว่า มข. และ ม.อ.ได้จัดโครงการสานสัมพันธ์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมาหลายปี กระทั่ง ปี’58 มช.ได้เข้าร่วมและเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม “3 พลังเพื่อแผ่นดิน” ขึ้น โดยทั้ง 3 มหาวิทยาลัยมีเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตคล้ายๆ กัน คือมุ่งพัฒนาเพื่อออกไปรับใช้และตอบสนองความต้องการของภูมิภาค ประเทศชาติ และสังคมโลก ซึ่งการพัฒนานักศึกษาขึ้นอยู่กับสภาพสังคมในแต่ละยุคสมัย ผนวกกับวัฒนธรรมและประเพณีของแต่ละพื้นที่ การพัฒนานักศึกษามีพัฒนาการเรื่อยมา ในอดีตนักศึกษาไปช่วยเหลือสังคมในรูปแบบ อาสาพัฒนาชนบท ปัจจุบันเน้นการไปช่วยเหลือสังคมในรูปแบบของสิทธิมนุษยชนและจิตอาสา สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนานักศึกษาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันไปจนถึงในอนาคต คือการพัฒนานักศึกษาผ่านการลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดทักษะจริง

ด้าน นางสุวิมล ลครชัย รักษาการ ผอ.กองกิจการนักศึกษา มข. กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้บริหาร บุคลากร และผู้นำนักศึกษา มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์แนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกันผ่านกิจกรรมการสัมมนา การระดมความคิดเห็น และการทำกิจกรรมจิตอาสาร่วมกัน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากทั้ง 3 มหาวิทยาลัยทั้งสิ้น 140 คน โดยไฮไลต์กิจกรรมในครั้งนี้คือการเสวนาในหัวข้อ “พลังนักศึกษาในการขับเคลื่อนสู่ University 4.0” โดยรองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาของทั้ง 3 มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอกรณีศึกษากิจกรรมสู่ Thailand 4.0 การพัฒนาผู้ประกอบการในยุค 4.0 การบรรยายพิเศษเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนานักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา การระดมสมองเพื่อร่วมวางแนวทางร่วมกันในการพัฒนานักศึกษาของผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษา และการจัดกิจกรรมจิตอาสา

บุรีรัมย์ปลื้มผ้าซิ่นตีนแดง ได้ GI ดันข้าวหอมฯ ภูเขาไฟจ่อคิว

บุรีรัมย์ – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายให้ทุกจังหวัดส่งเสริมผลักดันให้ผู้ผลิตสินค้าในท้องถิ่นขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indecations หรือ GI) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ อย่างน้อยจังหวัดละ 1 ผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ชุมชน

ในส่วนของจังหวัดบุรีรัมย์ขณะนี้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่ขึ้นชื่อคือ “ผ้าซิ่นตีนแดง” ได้รับอนุญาตจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้เป็นสินค้าที่ได้รับเครื่องหมาย GI แล้ว เนื่องจากเป้นแหล่งผลิตผ้าไหมที่มีคุณภาพมาตรฐาน โดยผ้าซิ่นตีนแดงเป็นผ้าไหมลายเอกลักษณ์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ แต่ละปีจะมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของผลิตภัณฑ์โอท็อปที่มีอยู่กว่า 1,000 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งหลังจากที่ผ้าซิ่นตีนแดงได้รับอนุญาตขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ก็ได้มีกลุ่มผู้ผลิตผ้าซิ่นตีนแดง 6 ราย ยื่นใช้เครื่องหมาย GI ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของกลุ่มผู้ผลิต ทั้งกระบวนการผลิต และวัตถุดิบที่นำมาใช้

ทั้งนี้ยังเตรียมเสนอให้ “ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟ” ขึ้นทะเบียน GI เพิ่มอีก 1 ผลิตภัณฑ์ด้วย เนื่องจากจังหวัดบุรีรัมย์มีภูเขาไฟที่มอดดับสนิทแล้วถึง 6 ลูก จึงเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟ ที่มีความแตกต่างจากที่อื่น เพราะดินภูเขาไฟจะมีแร่ธาตุอาหารที่หลากหลาย

นายสุทธิศักดิ์ พรหมบุตร พาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ประโยชน์ของเครื่องหมาย GI กลุ่มผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาตสามารถนำเครื่องหมายนี้ไปติดที่บรรจุภัณฑ์ของสินค้านั้นๆ ซึ่งเป็นการยกระดับและเพิ่มมูลค่าของสินค้า ทั้งจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะผ้าซิ่นตีนแดงและข้าวหอมมะลิภูเขาไฟ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอยู่แล้ว หากได้รับ GI จะยกระดับเป็นสินค้าชั้นพรีเมียมและสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นอย่างดี

นางจุราพร จันทร์ขาว ผอ.สำนักงาน ธ.ก.ส. จังหวัดลำปาง เผยว่า ธ.ก.ส. ได้ดำเนินมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรรายย่อย ตามนโยบายรัฐบาล ในโครงการชำระเงินดีมีคืน แก่เกษตรกรที่มีประวัติการชำระหนี้ดี และมีหนี้ ณ วันที่ 15 กันยายน 2559 ไม่เกินรายละ 300,000 บาท โดยคืนดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่ผู้ที่มาชำระหนี้ ระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2559-31 ตุลาคม 2560 ในอัตรา ร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระ ซึ่งการคืนดอกเบี้ยนี้จะนำไปชำระหนี้ต้นเงินกู้ที่เหลืออยู่

ที่ผ่านมาได้จ่ายคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าในเดือนเมษายนที่ผ่านมา 961,399 ราย วงเงิน 2,091,826,453 บาท สำหรับรอบต่อไปลูกค้าที่ชำระหนี้ตั้งแต่เดือนเมษยน-ตุลาคม 2560 ธ.ก.ส. จะจ่ายดอกเบี้ยคืนในเดือนตุลาคม 2560 ให้แก่เกษตรกรที่เป็นลูกค้าของธ.ก.ส.ที่มีประวัติการชำระดี จำนวน 2.2 ล้านราย ถือเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างกำลังใจให้เกษตรกรที่มีวินัยการเงินดี

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนา ธ.ก.ส. ประเมินผลแล้วพบว่า ลูกค้าพึงพอใจมาก กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ต่างเห็นพ้องกันว่าเป็นโครงการที่ดี มีประโยชน์ และต้องการให้มีโครงการนี้ต่อไป ส่งออกด่านเชียงแสนเปลี่ยนโฉม จีนรื้อใหญ่การค้าลุ่มน้ำโขง เตรียมลงนามในพิธีสาร ไฟเขียวไทยส่งไก่สดแช่แข็งผ่านท่าเรือกวนเหล่ยฝ่ายเดียว ไม่ต้องมีสินค้าแลกเปลี่ยน พร้อมสนใจซื้อพริกขี้หนู พริกหวาน หน่อไม้ฝรั่ง อีกเพียบ

พันจ่าตรีเทวัญ ธนมาลารัตน์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ประเทศจีนมีความต้องการสินค้าจากประเทศไทยจำนวนมาก โดยในส่วนของจีนตอนใต้กำลังมีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเส้นทางขนส่งสินค้าทางเรือแม่น้ำโขงตามนโยบาย One Belt One Road โดยกำหนดให้ท่าเรือกวนเหล่ยซึ่งเป็นเมืองท่าหน้าด่านของจีนตอนใต้ในการขนส่งสินค้าแช่เย็นและตู้คอนเทรนเนอร์เพียงจุดเดียว เพื่อกระจายสินค้าไปยังมณฑลต่างๆ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสินค้าเนื้อ ไก่แช่แข็งของไทยที่จะส่งออกไปทางชายแดนด้านจังหวัดเชียงรายได้อย่างถูกต้องมากขึ้น

ทั้งนี้หลังจากเกิดปัญหาโรคไข้หวัดนกระบาด ทำให้จีนมีความต้องการนำเข้าไก่ปีละกว่า 3-5 แสนตัน จึงมีสินค้าไก่แช่แข็งทั้งตัวไก่ ปีกไก่ ขาไก่ เครื่องในไก่ถูกส่งออกจำนวนมาก

“ปริมาณความต้องการที่ไม่จำกัดและในจีนก็ผลิตไก่บริโภคเองไม่เพียงพอ ทางการจีนจึงต้องการให้มีการลงนามในพิธีสาร เพื่อขอให้ประเทศไทยส่งไก่สดแช่แข็งที่ไม่ใช้ส่วนอก แต่เป็นส่วนอื่นไปยังจีนตอนใต้ผ่านท่าเรือกวนเหล่ยดังกล่าวไปฝ่ายเดียว”

“ตลาดจีนยังต้องการสินค้าไทยอีก 3 ชนิดคือ พริกขี้หนู พริกหวาน และหน่อไม้ฝรั่ง และยังสนใจข้าวเกรดเอของไทย โดยเคยมาดูแหล่งผลิตข้าวถึงประเทศไทยแล้ว 2 ครั้งด้วย เรื่องนี้จึงน่าสนใจมากที่จีนให้สิทธิพิเศษเรื่องพิธีสารรับสินค้าจากไทยไปฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องมีสินค้าแลกเปลี่ยนลงมา”

รายงานข่าวแจ้งว่า ในปี 2559 ประเทศไทยส่งออกชิ้นส่วนไก่แช่แข็งผ่านด่านศุลกากรเชียงแสน และท่าเรือเชียงแสนไปทางเรือแม่น้ำโขง มูลค่า 3,137 ล้านบาท น้ำหนักรวมกว่า 40,995 ตัน อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่าสินค้าประเภทเนื้อและไก่แช่แข็งได้ทะลักออกไปเป็นจำนวนมาก โดยมีทั้งส่งออกตรงไปยังประเทศจีน และส่งผ่านประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา และ สปป.ลาว ซึ่งทางการจีนได้สกัดจับสินค้าที่ลักลอบเข้าทางชายแดนอย่างหนัก ทำให้สินค้าบางส่วนต้องลักลอบนำกลับมายังประเทศไทย และถูกเจ้าหน้าที่ไทยตรวจยึดแล้วหลายครั้ง

ด้าน นางสาวผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบันโครงการก่อสร้างระบบขนส่งสินค้าแช่เย็นที่ท่าเรือกวนเหล่ยติดแม่น้ำโขงห่างจากอำเภอเมืองเชียงแสนไปทางทิศเหนือประมาณ 263 กิโลเมตร ได้แล้วเสร็จไปกว่า 80% แล้ว โดยใช้ชื่อย่อว่า CIQ หรือ China Inspection and Quarantine ซึ่งไม่ใช่ CIQ ที่ย่อมาจากคำว่า Custom Immigration Quarantine เหมือนทั่วไป ซึ่งแสดงว่าจีนมุ่งใช้ท่าเรือกวนเหล่ยเป็น One Belt On Road ของดินแดนทางใต้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำหนดให้ท่าเรือกวนเหล่ยเป็นจุดเดียวที่นำเข้าและส่งออกสินค้าแช่เย็นและผัก/ผลไม้ ด้วยตูคอนเทรนเนอร์ ขนาด 40 ฟุต เพียงจุดเดียวของด่าน 3 มณฑลทางภาคใต้ของจีนด้วย

ขณะที่ในปัจจุบันมีเรือที่มีตู้คอนเทรนเนอร์ขนาดดังกล่าวเพียง 3 ตัน ดังนั้น หลังจากนี้ผู้ประกอบการเรือบรรทุกสินค้า คงต้องพัฒนาเพื่อรองรับการค้าระบบใหม่ของจีนต่อไป ผู้ปลูกกาแฟบนดอยช้าง เชียงราย สบช่องตลาดกาแฟเฟื่องฟู หันมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า พร้อมติดแบรนด์บุกเจาะตลาดกาแฟคั่วบดขยายตัวทั่วประเทศ ด้านกาแฟลีซู ดอยช้าง เปลี่ยนชื่อใหม่ “อะเบโนะ” เน้นผลิตกาแฟเกรดพรีเมียม เอาใจนักดื่มได้ลิ้มรสชาติดีที่สุด เผยดอยช้างมีพื้นที่ปลูกเกือบ 2.5 หมื่นไร่

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ประจำจังหวัดเชียงราย สำรวจสถานการณ์กาแฟในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่บนดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าคุณภาพในระดับแถวหน้าของเมืองไทย พบว่าในช่วงแรกๆ มีเอกชนเพียงไม่กี่รายที่มีการสร้างแบรนด์กาแฟ ได้แก่ “กาแฟดอยช้าง” จนเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ

แต่ปัจจุบันไลฟ์สไตล์และกระแสความนิยมบริโภคกาแฟเพิ่มมากขึ้น และการลงทุนธุรกิจร้านกาแฟยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้มีผู้ประกอบการ กลุ่มเกษตรกรรายใหม่ๆ ได้หันมาพัฒนาคุณภาพและเพิ่มมูลค่ากาแฟทั้งกระบวนการปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป เพื่อจำหน่ายเมล็ดกาแฟคั่ว และผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์เป็นจำนวนมาก โดยมีการทำแพ็กเกจจิ้งสวยงาม มีการสร้างเรื่องราว (Story) และติดแบรนด์ เช่น 1. บริษัท เบเช คอฟฟี่ จำกัด เน้นผลิตเมล็ดกาแฟ 2. กาแฟแบรนด์ดอยช้าง ของบริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด 3. กาแฟเอเลเฟ่น ดอยช้าง 4. กาแฟอะเบโนะ 5. กาแฟดอยหมอก เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีร้านกาแฟชื่อดังที่นำเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกบนดอยช้างไปจำหน่ายที่ร้าน เช่น กาแฟวาวี กาแฟยอดดอย ฯลฯ สำหรับพื้นที่อื่นๆ ของจังหวัดเชียงราย ก็มีกาแฟหลายยี่ห้อเช่นกัน อาทิ กาแฟอาข่าอ่ามา กาแฟผาฮี้ กาแฟดอยหลวง กาแฟผาตั้ง เป็นต้น

ดอยช้างวาวี ปลูก 2.4 หมื่นไร่

ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงรายระบุว่า ปัจจุบันจังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ปลูกกาแฟทั้งหมดประมาณ 47,061 ไร่ เกษตรกรจำนวน 2,662 ราย โดยมีพื้นที่ให้ผลผลิตแล้ว 33,222 ไร่ และยังไม่ให้ผลผลิต 13,839 ไร่ ในปีที่ผ่านมาให้ผลผลิตรวมกว่า 12,737,019 ไร่ ในปีที่ผ่านมาให้ผลผลิตรวมกว่า 12,737,019 กิโลกรัม

สำหรับพื้นที่ที่มีการปลูกมากที่สุดคือ อำเภอแม่สรวย ซึ่งเป็นที่ตั้งของดอยช้าง ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลวาวี โดยมีพื้นที่ปลูกรวมกันกว่า 24,890 ไร่ เกษตรกรจำนวน 920 ราย ให้ผลผลิตรวมกันต่อปีกว่า 8,420,460 กิโลกรัม รองลงมาคือ อำเภอแม่สาย จำนวน 11,654 ไร่ ผู้ปลูกจำนวน 260 ราย อำเภอเมือง จำนวน 6,840 ไร่ ผู้ปลูก 513 ราย

กาแฟอะเบโนะบุกพรีเมียม

นายชาลี คีรีคามสุข กรรมการฝ่ายผลิต บริษัท อะเบโนะ คอฟฟี่ ดอยช้าง จำกัด หนึ่งในผู้ผลิตเมล็ดกาแฟบนดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันสถานการณ์การผลิตและตลาดกาแฟเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยมีผู้ผลิตกาแฟออกมาหลากหลายยี่ห้อ ทำให้ผู้ผลิตรายเก่าแก่บนดอยช้างต้องเร่งปรับตัวรับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

สำหรับบริษัท อะเบโนะฯ ก็ได้เปลี่ยนชื่อจากแบรนด์ลีซู ดอยช้าง มาเป็นยี่ห้อ “อะเบโนะ” ซึ่งเป็นชื่อบิดาของตน พร้อมทั้งติดตราโลโก้เป็นบิดาบนห่อกาแฟด้วย และมีนโยบายผลิตกาแฟเกรดเอ หรือพรีเมียมเพียงเกรดเดียวเท่านั้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้ดื่มกาแฟที่ดีที่สุดเหมือนกันหมด โดยไม่แบ่งเป็นเกรดกาแฟ

ปัจจุบัน บริษัทปลูกกาแฟบนดอยช้างประมาณ 20 ไร่ และรับซื้อเมล็ดแบบเชอรี่จากชาวบ้านด้วย โดยปี 2559 รับซื้อกิโลกรัมละ 22 บาท นำมาคัดเมล็ดคุณภาพก่อนนำมาล้างและแช่น้ำ โดยเมล็ดที่ดีจะจมน้ำ จะนำมาตากบนแคร่ไม้ไผ่ ส่วนที่ลอยขึ้นมาแสดงว่าไม่ดีทั้งหมด แต่เนื่องจาก

“กาแฟแต่ละผลจะมีเมล็ด 2 กลีบติดกัน จึงต้องนำมาคัดกลีบที่ดีออกมาแล้วนำเมล็ดกาแฟไปตากแห้งบนแคร่ไม้ไผ่เพื่อให้ลมพัดให้แห้ง โดยไม่ตากบนลานคอนกรีต เพราะจะทำให้รสชาติเปลี่ยนไปด้วยไอปูนที่ขึ้นมาและจะทำให้รสชาติไม่ดีเท่าการตากแบบธรรมชาติ เมื่อแห้งดีแล้วก็นำมากะเทาะเปลือกด้วยมือ ก่อนนำไปคั่วให้สุกตามกรรมวิธีต่อไป”

ติดยี่ห้อเชียงรายแบรนด์

นายชาลี กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีโรงคั่วและบรรจุหีบห่อบนดอยช้าง ซึ่งกาแฟคั่วอะเบโนะมีทั้งแบบที่เป็นเม็ดและบดแล้ว รวมทั้งมีแบบคั่วให้รสชาติเข้มข้นมากและเข้มน้อย 2 ชนิด แต่ทุกชนิดเป็นเกรดเดียวกันทั้งหมด จำหน่ายกิโลกรัมละ 500 บาท บรรจุห่อ ห่อละ 250 กรัม ซึ่งในปี 2559 สามารถผลิตกาแฟสารพร้อมคั่วได้ ประมาณ 6.5 ตัน และในปีนี้ตั้งเป้าที่จะผลิตให้ได้ไม่น้อยกว่า 5 ตัน ส่วนกลุ่มลูกค้ากระจายอยู่ทั่วประเทศทั้งโรงแรม รีสอร์ต ร้านค้า ร้านกาแฟ ฯลฯ ซึ่งยังไม่มีการส่งออกไปต่างประเทศ เพราะตลาดในประเทศมีความต้องการสูงมากอยู่แล้ว

นอกจากนั้นยังได้รับเลือกให้ติดยี่ห้อของจังหวัดเชียงราย หรือ “เชียงรายแบรนด์” อีกด้วย ซึ่งสามารถนำไปแสดงให้ลูกค้าเห็นได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากจังหวัดแล้ว ทำให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น และสามารถไปร่วมงานออกบู๊ธกับหน่วยงานราชการต่างๆ ได้อีกด้วย

แปลงใหญ่มังคุดภาคตะวันออกไปได้สวย งัดวิธีประมูลขายให้ล้งได้ราคาดีกว่าเดิม กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมดัน ศพก.เข้าไปช่วยผลิตมังคุดคุณภาพเพิ่มเติมอีก ส่วนแปลงใหญ่ทั่วประเทศเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตกว่า 4,864 ล้าน/ปี

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่มากว่า 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่มการบริหารจัดการร่วมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และมีมาตรฐานภายใต้การบริหารจัดการที่ดี จนทำให้แปลงใหญ่ได้ขยายเป็น 2,138 แปลง จาก 1,500 แปลงเป้าหมาย ผลจากการดำเนินงานในปี 2559 เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ 3,437.82 ล้านบาท มูลค่าผลผลิตเพิ่มขึ้น 1,427.12 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ รวม 4,864.94 ล้านบาท เกษตรกรมีการบริหารจัดการที่ดีส่งผลให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง

ทางด้าน นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ผลสำเร็จที่เกิดจากการทำแปลงใหญ่ชัดเจนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะแปลงใหญ่มังคุด อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเดิมชาวสวนต่างผลิต ต่างขาย หลังจากการรวมเป็น “แปลงใหญ่ มังคุด” ได้ศึกษาการขายแบบประมูล และเริ่มดำเนินการกว่า 40 ครั้ง จนทำให้ฤดูกาลนี้เกิดผลกำไรหมุนเวียนกว่า 5 ล้านบาท เนื่องจากมีการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมากขึ้น มีอำนาจในการต่อรองราคา สามารถประสานงานกับผู้ประกอบการได้เอง สมาชิกมีรายได้เพิ่ม ขณะที่รูปแบบการประมูลผลผลิตมังคุดในแปลงใหญ่ จะใช้วิธีการให้สมาชิกตรวจสอบคุณภาพทั้งหมด จากนั้นผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ (ล้ง) จะดูผลผลิตที่เข้าประมูลแล้วใส่ราคาที่ต้องการตามคุณภาพให้กับสมาชิกครบทุกราย หลังจากนั้นตัวแทนกลุ่มจะเป็นผู้เปิดราคาโดยผู้ที่ให้ราคาสูงสุดเป็นผู้ชนะประมูล และมีระบบการจ่ายจะเป็นรูปแบบเงินสดจ่ายในวันเดียวกัน

“การประมูลมังคุด ทำให้มังคุดจำหน่ายได้ราคาดีกว่าตลาด เกษตรกรได้เรียนรู้การผลิตและการคัดคุณภาพก่อนส่งมาประมูล กลุ่มแปลงใหญ่ มีกติกาที่จะต้องปฏิบัติร่วมกันให้ปลูกมังคุดได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งปี 2561 วางเป้าที่จะใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เข้าไปช่วยในการผลิตมังคุดคุณภาพให้เป็นที่พอใจของตลาดและสามารถประมูลได้ราคาดีขึ้นอีก โดยเฉพาะมังคุดจะส่งออกไปยังประเทศจีนและฮ่องกงเป็นหลัก เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อปี”

ทางด้าน นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีทองของผลไม้ไทย โดยเฉพาะมังคุด ทุเรียน ส่งผลให้การส่งออกผลไม้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องประกอบกับตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการสูงรวมถึงการขนส่งที่สะดวก รวดเร็ว โดยจะเน้นส่งออกไปยังประเทศจีน โดยคาดว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทย อาทิ สินค้าทุเรียนสดจะเพิ่มเป็น 25,000 ล้านบาท จากปีที่แล้ว 21,000 ล้านบาท ขณะที่มังคุดคาดว่ามูลค่าจะปรับตัวสูงขึ้น จาก 4,300 ล้านบาท เป็น 5,000 ล้านบาท โดยตลาดหลักยังคงเป็นจีนและฮ่องกง อันจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าปีที่เเล้ว

“แม้ปีนี้ปริมาณผลผลิตผลไม้จะมากกว่าปีที่แล้ว แต่ราคาปีนี้ไม่ได้ตกต่ำลง โดยเฉพาะทุเรียน ปีนี้คาดว่าผลผลิตทั้งหมดอยู่ที่ 633,540 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมา 30-40% แต่ขณะนี้ราคาทุเรียนเฉลี่ยอยู่ที่ 60-65 บาท ต่อกิโลกรัม ไม่ได้ตกต่ำอย่างที่หลายฝ่ายกังวลและตั้งข้อสังเกต มีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภค และราคายังสูงขึ้นต่อเนื่องในห้วง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งมีปริมาณผลผลิตเท่ากัน แต่ราคาอยู่ที่ 40-50 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่มังคุดปีนี้คาดผลผลิต 217,039 ตัน มากกว่าปีที่ผ่านมาราว 2 หมื่นตัน แต่ราคาปีนี้สูงกว่า อยู่ที่ 78 บาท ต่อกิโลกรัม จาก 56 บาท ต่อกิโลกรัม” นางสาวจริยา กล่าว

ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ และอัตราการเกิดที่ลดลง ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ ข้อมูลขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ภายในปี 2030 หรืออีกเพียงไม่ถึง 13 ปีต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่ “สังคมที่อุดมไปด้วยผู้สูงอายุ” หรือ “Super-Aged Society”

นั่นคือ มีสัดส่วนจำนวนประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศ จากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ราว 10% ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์

แน่นอนว่าโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปดังกล่าว ส่งผลให้กลุ่มผู้สูงอายุกลายเป็นผู้บริโภคที่ทรงอิทธิพลและเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่จะมีผลต่อทิศทางและความอยู่รอดของภาคธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวได้กลายเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” สำหรับผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจอาหาร ในการปรับตัวและเตรียมความพร้อมเพื่อช่วงชิงพื้นที่และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะเจาะจงของผู้บริโภคกลุ่มนี้

“ญี่ปุ่น” ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก ถือเป็นประเทศต้นแบบของนวัตกรรมและสินค้าเพื่อผู้สูงอายุในหลากหลายด้านรวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารด้วย หนึ่งในผู้เล่นซึ่งมองเห็นโอกาสนี้และมีการปรับตัวที่น่าสนใจคือ บริษัท คิวพี ผู้นำด้านการผลิตอาหารเด็กและมายองเนส โดยริเริ่มผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้สูงอายุมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยอาศัยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในเรื่องการผลิตอาหารเด็กที่มีอยู่เดิมมาต่อยอดเพื่อผลิตอาหารให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมีทั้งอาหารแบบปรุงสดและผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่วางจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายยาทั่วไป รวมถึงบริการจัดส่งอาหารตามบ้าน (Home Delivery) อีกด้วย

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้คือ มีผิวสัมผัสที่นุ่มนวลสามารถบดเคี้ยวและกลืนได้ง่าย เพื่อตอบโจทย์ผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน อีกทั้งยังใช้วัตถุดิบและส่วนผสมผลักที่ทำจากปลาและผัก ซึ่งนอกจากจะเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและดีต่อระบบขับถ่ายแล้ว ยังมีรสชาติที่ถูกปากผู้สูงวัยชาวญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ บริษัทยังมีการให้บริการอาหารในโรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุด้วย ซึ่งจากความสำเร็จอันงดงามดังกล่าวส่งผลให้ผู้ผลิตอาหารเด็กหลายรายในญี่ปุ่นเริ่มหันมาวิจัยและพัฒนาเพื่อผลิตอาหารสำหรับผู้สูงอายุกันอย่างจริงจังมากขึ้นในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับ HiPP บริษัทผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปสำหรับทารกรายใหญ่ที่สุดของโลกสัญชาติเยอรมัน ที่เริ่มเบนเข็มมาจับตลาดผู้สูงอายุมากขึ้น หลังจากต้องเผชิญกับปัญหาอัตราการเกิดในยุโรปที่ลดต่ำลงอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมนี สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกไม่ได้เป็นสินค้าดาวรุ่งของบริษัทอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า ราวว 1 ใน 4 ของลูกค้าของบริษัท คือกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุค่อนข้างมาก เนื่องจากกลุ่มนี้มีความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์อาหารทารกที่ข้นหนืด เนื้อเนียน แคลอรีต่ำ สามารถกลืนและย่อยได้ง่าย ทั้งยังสามารถตอบโจทย์เรื่องสารอาหารที่ครบถ้วนและดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย ซึ่งประเด็นดังกล่าวกลายเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้บริษัทมุ่งความสนใจไปยังกลุ่มผู้สูงอายุและหันมาทำการตลาดกับผู้บริโภคกลุ่มนี้โดยตรง เพราะมีศักยภาพเติบโตได้อีกมากในอนาคต

แม้แต่บริษัทผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน (Ready Meals) ในสหรัฐ ก็มีการแตกไลน์ธุรกิจใหม่เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในยุค Baby Boomers เช่นเดียวกัน โดยมีการออกผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานสำหรับผู้สูงอายุขึ้นมาโดยเฉพาะ มีบริการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์และบริการจัดส่งตามบ้านควบคู่กันไปด้วย โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะถูกปรุงขึ้นจากวัตถุดิบธรรมชาติที่สด ใหม่ มีคุณภาพ และมีการออกแบบสูตรอาหารพิเศษที่เหมาะกับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ อาทิ มีปริมาณโซเดียม น้ำตาล และไขมันต่ำ รวมทั้งยังมีอาหารพร้อมรับประทานสูตรพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคไตอีกด้วย

อย่างไรก็ดี หากกลับมามองตลาดไทยจะพบว่า footballsoftpro.com ในปัจจุบันแทบไม่มีผู้ประกอบการธุรกิจอาหารรายใดที่หันมาจับตลาดกลุ่มผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่เป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูงและมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความคิดที่ว่าตลาดนี้ยังถือเป็นตลาดที่เล็กอยู่ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่และกลุ่มทั่วไป ประกอบกับความเข้าใจที่ยังน้อยอยู่เกี่ยวกับพฤติกรรมหรือความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ เนื่องจากผู้สูงอายุมักไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นหรือสะท้อนความต้องการของตน จนได้ชื่อว่าเป็น “Silence Consumer” บนโลกออนไลน์

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเร่งศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ตอบโจทย์ความต้องการและโดนใจผู้บริโภคกลุ่มนี้เข้าไปเติมเต็มช่องว่างทางธุรกิจและคว้าโอกาสก้อนโตที่รออยู่ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีการวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์และสร้าง Brand Image ที่ชัดเจนควบคู่กันไปด้วย เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างภาพจำในใจผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยสร้าง Brand Loyalty ได้อีกด้วย เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้มักไม่ค่อยเปลี่ยน Brand หากมีความพึงพอใจในตัวสินค้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่า “บรรจุภัณฑ์” คืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลือกซื้อสินค้าและความสำเร็จของธุรกิจอาหารเพื่อผู้สูงอายุ ดังนั้น การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับข้อจำกัดทางกายภาพและสอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิดได้ง่าย สะดวก ปลอดภัย และน้ำหนักเบา มีปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการในแต่ละมื้อ ซึ่งมักจะรับประทานอาหารในปริมาณที่น้อยลง รวมไปถึงการปรับให้ตัวอักษรบนฉลากมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นและเลือกใช้สีที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุซึ่งมักมีปัญหาด้านสายตา สามารถอ่านได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้น

นอกจากนี้ ข้อมูลบนฉลากยังต้องระบุถึงข้อมูลด้านโภชนาการอย่างครบถ้วน ชัดเจน และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ที่สำคัญต้องไม่ระบุบนฉลากว่าเป็น “อาหารสำหรับผู้สูงอายุ” เนื่องจากเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวและอาจจะกระทบกับยอดขายสินค้าได้ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ละเอียดอ่อนเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม หากต้องการเอาชนะใจผู้บริโภคกลุ่มนี้อย่างแท้จริง

อ.ส.ค.ไอเดียเจ๋ง จับมือกรมหม่อนไหมพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมัลเบอร์รี่ผลสดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ หวังเพิ่มความหลากหลายภายใต้ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คและช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวหม่อนไหม

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และ นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง อ.ส.ค. และกรมหม่อนไหม ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมัลเบอร์รี่ผลสดร่วมกับผลิตภัณฑ์นมในหลายรูปแบบ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่สนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและเพิ่มความหลากหลายในผลิตภัณฑ์มัลเบอร์รี่และนมของอ.ส.ค. ภายใต้แบรนด์ไทย–เดนมาร์คเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์มัลเบอร์รี่ ณ. ห้องประชุมชั้น 5 สำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ติดปีกนักวิจัยให้เข้มแข็ง กระตุ้นให้ปรับความคิดและสร้างความรู้ใหม่ มุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเปิดอบรมและบรรยายพิเศษ หัวข้อ ติดปีกความคิด ตีโจทย์สร้างงานวิจัย และแนวทางการจัดทำข้อเสนอการวิจัยให้ได้ใจแหล่งทุน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช.จัดขึ้น ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น วันนี้ (12 มิ.ย.60) ว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกจำเป็นต้องสร้างความรู้โดยนักวิจัย แต่กระบวนการสร้างความรู้ของประเทศไทยที่ผ่านมายังเป็นลักษณะลองผิดลองถูก ดังงานวิจัยในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อช่วง 20 ปีผ่านมากว่า 100,000 เรื่อง พบว่าอยู่ในข่ายที่ใช้ประโยชน์ได้เพียง 1,000 กว่าเรื่อง ขณะเดียวกัน ความรู้ที่เกิดขึ้นมากมายนั้นก็มีวันหมดอายุ ดังนั้น นักวิจัยจำเป็นต้องสร้างความรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลา โดยนักวิจัยต้องตั้งคำถามและหาเป้าหมายจากโจทย์ในงานวิจัยนั้น ๆ ดังนั้น จึงต้องเริ่มต้นที่นักวิจัย โดยอาจทบทวนงานวิจัยของต่างประเทศ และไม่ควรลอกเลียนแบบหรือทำตาม แต่ควรพัฒนาจนไปสู่การวิจัยเพิ่มเติม ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดทั้งนี้ การดำเนินงานวิจัยประกอบด้วย 4 เส้นทางดังนี้

ในส่วนของ อ.แม่สอด จ.ตาก อยู่ระหว่างพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป

ที่ผ่านมาได้ศึกษาพบว่า กล้วยตากในตลาดปกติมีขนาดใหญ่-เล็กต่างกัน ดังนั้น จึงออกแบบแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์กล้วยตากสี่เหลี่ยมลูกเต๋า เคลือบช็อกโกแลตคล้ายกับขนม ตั้งเป้าหมายจะวางจำหน่ายเป็นขนมที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว (Souvenir) บรรจุถุงเล็ก ขนาด 5-6 เม็ด ในแพ็กใหญ่มี 30 ซอง จะมีน้ำหนักเบา สะดวกต่อการรับประทาน คาดว่าในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ได้

ปัจจุบันทางบริษัทดูฟู้ด ยังได้พัฒนาและเปิดตัวสินค้าใหม่ในงานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX 2017 ซึ่งเป็นแกงกะทิผลไม้กึ่งสำเร็จรูปพร้อมปรุง “Curry Pop” หลายรสชาติ เช่น ทุเรียน แกงลิ้นจี่ แกงมะม่วง แกงสับปะรด สามารถนำไปปรุงได้สะดวกเพียงใส่เนื้อสัตว์ลงไป และอุ่นร้อน ทั้งนี้ แกงกะทิผลไม้กึ่งสำเร็จรูปสามารถเก็บได้นาน 2 ปีโดยไม่ต้องแช่เย็น มุ่งตลาดกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยว มีแผนวางจำหน่ายที่ร้านปลอดภาษีคิง เพาเวอร์ ราคากล่องละ 90 บาท

“เราต้องการเป็นผู้นำในการผลิตอาหารพร้อมทาน และเห็นพฤติกรรมลูกค้าจีนที่นิยมรับประทานผลไม้ไทย เช่น มีการนำทุเรียนไปทำหม้อไฟทุเรียน เราจึงนำมาต่อยอดเป็นอาหารคาว”

นอกจากนี้ ได้มีการลงทุนโรงงาน “All Thai Fruit” ผลิตผลไม้แช่เย็นแช่แข็ง (ฟรีซดราย) ขึ้นที่ จ.ระยองอีกแห่ง โดยซื้อโรงงานเฟอร์นิเจอร์เก่า ขนาด 8,000 ตร.ม. มาปรับเปลี่ยนเครื่องจักรด้วยงบประมาณ 100 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ภายใน 1-2 เดือน ทั้งนี้ โรงงานรองรับการแปรรูปผลไม้สดเป็นผลไม้แช่เย็นแช่แข็งกำลังผลิต 2 ตันต่อวัน จะใช้วัตถุดิบประมาณ 20 ตันต่อวัน เริ่มนำร่องในกลุ่มทุเรียนก่อน โดยเลือกทุเรียนขนาดที่ไม่ได้มาตรฐานไม่สามารถขายสดได้ เพราะอาจใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปนำมาแปรรูป

“ที่ลงทุนแตกไลน์ทำผลไม้แช่เย็นแช่แข็ง เพราะไทยเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่สำคัญ ทั้งมะม่วง ทุเรียน ขนุน มังคุด เงาะ และมีตลาดรองรับโดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่นิยมผลไม้ไทยจำนวนมาก แต่ละปีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาประเทศไทยกว่า 9 ล้านคน ปีนี้คาดว่าจะมีถึง 12 ล้านคน เราผลิตและวางจำหน่ายที่ร้านคิง เพาเวอร์ จับกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ซึ่งจะซื้อกลับเป็นจำนวนมาก ๆ เพื่อนำไปรวมกับการขนส่งกับสินค้าอื่น ๆ เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่ง”

นายเดวิดให้ความเห็นถึงปัญหาการรับซื้อของล้งจีนว่า การมีล้งช่วยเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ราคาดี จากสมัยก่อนราคาทุเรียนที่สวน กก.ละ 10-12 บาทจนเกษตรกรต้องออกมาประท้วง ปัจจุบันทุเรียนอยู่ที่ กก.ละ 50-60 บาท เมื่อมีการแข่งขันทำให้เกษตรกรขายได้ราคาสูงขึ้น

สำหรับสินค้าอาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัท ส่งซัพพลายให้กลุ่มลูกค้าสายการบิน 17 สายการบินทั่วโลก ได้แก่ กลุ่มการบินไทย คาเธ่ย์แปซิฟิค สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส ลุฟท์ฮันซ่า สายการบินเกาหลี สายการบินคูเวต แอร์เอเชีย และไทยไลอ้อนแอร์ เป็นต้น และแต่ละตลาดมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี อาศัยจุดแข็ง คือ เน้นการให้บริการผลิตและจำหน่ายสินค้าตามความต้องการของลูกค้า และรักษามาตรฐานสินค้า จึงเป็นตลาดที่ไร้คู่แข่ง และไม่ต้องประมูลตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา

“เราเข้าไปออกแบบสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละรายที่ไม่เหมือนกัน จึงเรียกว่าไม่มีคู่แข่ง เช่น เราผลิตอาหารยาก อาหารฮาลาล หรืออาหารมังสวิรัติ หรือช่วยลูกค้าแก้ปัญหา เช่น เที่ยวบินจากฟิลิปปินส์ไปปักกิ่งใช้เวลา 5 ชม.บิน และจอด 1 ชม. ซึ่งขากลับกว่าจะเสิร์ฟอาหารหลังจากนั้นอีก 1.30 ชม. รวมใช้เวลา 7.30 ชม. เพื่อเสิร์ฟอาหารชุดที่ 2 หากเป็นอาหารโฟรเซ่น น้ำแข็งแห้งที่ใส่ไปพร้อมกับอาหารส่วนใหญ่ละลายหมด อาหารอาจจะเสีย แต่อาหารพร้อมรับประทานผลิตโดยผ่านการฆ่าเชื้อและใช้เทคโนโลยีทำให้เก็บ รักษาไว้ได้ 2 ปีในดรายสโตร์ เสิร์ฟเมื่อไรก็ได้”

ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) เพื่อเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ ปี 2560 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช(ศพก) สวนนายเสริม หาญชนะ กิจกรรม : การผลิตทุเรียน ต.พราน อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยี และปัจจัยการผลิตที่เหมาะสมร่วมกับความรู้และภูมิปัญญาในการผลิตทุเรียน เงาะและพืชสวนอื่นๆ

สำหรับ ศพก.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกทุเรียนหมอนทอง ซึ่งมีพื้นที่ปลูก2,799 ไร่ เกษตรกร 295 ราย และมีเกษตรกรปลูกเงาะโรงเรียน อีก 55 ราย ในพื้นที่ปลูก 165 ไร่ สินค้าเกษตรเด่นคือทุเรียนหมอนทองศรีสะเกษ หรือ ทุเรียนภูเขาไฟ โดยเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำความรู้ที่ได้จาก ศพก. ไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการผลิตพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่จำนวน 200 คน เข้าร่วมงาน

เมื่อพูดถึงเกาะฮอกไกโด หรือจังหวัดฮอกไกโด ของญี่ปุ่น ที่นักท่องเที่ยวจะกล่าวถึงกัน หากไม่ใช่เรื่องหิมะน้ำแข็ง ก็ต้องเป็นเนื้อวากิว และปูฮอกไกโด เพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นอาหารอร่อยที่มีถิ่นกำเนิดที่เกาะฮอกไกโดนี่เอง

ประเทศญี่ปุ่น ผู้คนเขานิยมการบริโภคเนื้อวัวเป็นหลัก ส่วนเนื้อหมูและเนื้อแกะนั้นมีน้อยมาก เนื้อวัวที่เลื่องชื่อมานานในญี่ปุ่น คือเนื้อโกเบ ซึ่งเป็นที่กล่าวขานว่าเนื้อนุ่มมาก จนเอาตะเกียบฉีกได้โดยไม่ต้องใช้มีด ที่นุ่มอย่างนี้เพราะวิธีการเลี้ยงเนื้อที่เมืองโกเบนี้จะต้องดูแลวัวอย่างดี ไม่ให้วิ่งมาก มีการเอาเหล้าให้วัวกินเพื่อให้วัวกินหญ้าแล้วนอนเสียเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ทศวรรษนี้ คนไทยและคนทั่วโลกต่างก็ได้รู้จักเนื้อแบรนด์ใหม่ที่ชื่อวากิว ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นที่เต็มยศ เรียกว่า “คูโรเกะวากิว” (Kuroke Wagyu) โดย คูโรเกะ แปลว่าขนดำ วา แปลว่าญี่ปุ่น กิว แปลว่าวัว ก็คือวัวขนดำของญี่ปุ่นนั่นเอง จะมีถิ่นกำเนิดที่เมืองไหนไม่ทราบ แต่ที่เกาะฮอกไกโดมีอากาศหนาวเย็นนาน มีทุ่งราบสำหรับปลูกหญ้าเลี้ยงวัวกว้างใหญ่ไพศาล ทั้งนี้ เพราะเนื้อที่ของเกาะฮอกไกโดนี้มีขนาดเกือบเท่าภาคเหนือของประเทศไทยทั้งภาค

ขอพูดเรื่องเนื้อวากิวอีกหน่อย เนื้อพันธุ์นี้มีมานานแล้วที่ญี่ปุ่นผู้เลี้ยงวัวพันธุ์นี้เขาตั้งเป็นชมรมคุ้มกันหนาแน่นไม่ให้หลุดไปแพร่พันธุ์ที่ไหน แต่เมื่อประมาณ 20-30 ปีที่ว่า วัวเนื้อพันธุ์วากิวขนดำนี้ได้หลุดไปที่ประเทศออสเตรเลีย จึงได้ขยายพันธุ์กันแพร่หลายที่นั่น โดยเฉพาะที่เกาะแทสเมเนีย (Tasmania) ซึ่งอยู่ใต้สุดของออสเตรเลีย มีอากาศหนาวดีมาก เนื้อที่ก็กว้างใหญ่ขนาด 3-4 เท่า ของเกาะภูเก็ต

ปัจจุบัน หากขับรถไปตามถนนรอบเกาะแทสเมเนียก็จะพบเห็นวัวพันธุ์วากิวฝูงใหญ่ๆ เดินกินหญ้ากันเป็นแถว การเลี้ยงวัวพันธุ์นี้อย่างมากของออสเตรเลีย มุ่งทั้งเพื่อการบริโภคในประเทศและส่งออก ซึ่งปัจจุบันคนไทยสามารถบริโภคเนื้อวากิวได้ในราคาที่ถูกลงมาก

มาถึงเรื่องปูฮอกไกโด ปูชนิดนี้ตัวใหญ่มาก สีแดงจัด เนื้อแข็งแน่น และอร่อยมาก ไม่ว่าจะนึ่ง ต้ม หรือย่าง ปกติถิ่นที่อากาศหนาวมาก เช่น ฮอกไกโด แคนาดา หรือแถบขั้วโลกก็จะมีปูตัวใหญ่แบบนี้มาก ไม่เฉพาะปูปลาน้ำลึกดีๆ ก็อาศัยอยู่ในแถบอากาศหนาวทั้งนั้น ดังนั้น ปูฮอกไกโดในญี่ปุ่นจึงมีราคาไม่ค่อยแพงนัก ร้านอาหารญี่ปุ่นบางร้านที่ขายปู มีภาษาไทยเขียนกำกับในเมนูก็มี เพราะคนไทยจำนวนมากชอบเดินทางไปท่องเที่ยว และใช้เงินด้วยการไปหาปูฮอกไกโดรับประทาน

เกาะฮอกไกโดมีสถานะเป็นจังหวัด 1 ใน 47 จังหวัด ของประเทศญี่ปุ่น มีผู้กำกับดูแลด้านบริหารสูงสุดเรียกว่า ชิจิ (Chiji) เทียบเท่ากับผู้ว่าราชการจังหวัดของไทยเรา แต่ชิจิมาจากการเลือกตั้งทุก 4 ปี ชิจิที่ประชาชนในจังหวัดรัก จะสมัครกี่ครั้งก็ได้ แต่ละจังหวัดจะประกอบด้วยเมืองซึ่งจะเรียกว่า City หรือเมืองใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 14 เมืองในญี่ปุ่น เช่น โตเกียว โอซาก้า ฟูกูโอกะ เกียวโต นาโกย่า โยโกฮาม่า โกเบ ซัปโปโร เป็นต้น ที่เหลือนอกจากนี้เป็นเมืองเล็ก เมืองใหญ่จะได้อำนาจบริหารมากกว่าเมืองเล็กในด้านการจัดสวัสดิการให้ประชาชน หัวหน้าผู้กำกับดูแลบริหารเมืองใหญ่เรียกว่าชิโช (Shicho) ซึ่งเทียบเท่ากับนายกเทศมนตรี ส่วนเมืองขนาดกลางเล็กลงมาเรียกว่าโชโจ (Chocho) และเมืองขนาดเล็กเรียกว่า ซอนโจ (Soncho) ผู้บริหารสูงสุดของเมืองขนาดต่างๆ เหล่านี้ ล้วนมาจากการเลือกตั้งเช่นกัน

สรุปแล้วประเทศญี่ปุ่นที่มีการปกครองดูแลบ้านเมืองอย่างสงบเรียบร้อยด้วยความรักสามัคคีของประชาชน พร้อมจะต่อสู้กับภัยธรรมชาติทุกอย่าง ก็เพราะใช้ระบบเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยเป็นตัวนำ

แม้กระทั่งการบริหารแต่งตั้งตำรวจในเมืองส่วนท้องถิ่น ก็จัดการโดยคณะกรรมการตำรวจ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลในท้องถิ่นเป็นหลัก

ประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน นอกจากจะส่งสินค้าออกประเภทอุตสาหกรรมตั้งแต่หนักถึงเบาไปยังต่างประเทศแล้ว ยังส่งสินค้าประเภทอาหารออกมากด้วย ซึ่งรวมทั้งขนมนมเนยพร้อมสรรพ และถ้าพูดถึงด้านบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ประเทศญี่ปุ่นก็มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่แพ้ใครในโลกนี้ มีทั้งสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ยุคประวัติศาสตร์ จนถึงวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม บ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่ช่างน่ารักในทุกแห่ง และที่เตะตามากคือ ดอกไม้และต้นไม้ที่สวยงามไม่แพ้ประเทศแถวยุโรป

ประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ไม่มีรถติด ไม่มีบุหรี่ ขยะ หรือคราบโสโครกบนถนน ทั้งๆ ที่ในที่สาธารณะถังขยะมีไม่มาก เพราะไม่มีขยะจะทิ้ง คนมีขยะเมื่อไม่มีที่จะทิ้ง เขาจะเก็บเศษขยะของเขาใส่กระเป๋า ไปถึงที่ทิ้งขยะเมื่อไหร่ค่อยทิ้ง แต่ไปถึงที่ทิ้งแล้วไม่มีใครทิ้งขยะง่ายๆ เขาจะต้องมองก่อนว่า อันนี้เป็นเศษกระดาษ หรือเป็นกระป๋องโลหะ เป็นเศษพลาสติก ต้องแยกกันทิ้งครับ เด็กนักเรียนยืนอยู่ข้างหนึ่งของถนน มีเศษขยะจะทิ้งแต่ไม่มีถังขยะให้ทิ้ง แต่เห็นถังขยะอยู่อีกฝั่งตรงข้าม เขาก็ต้องเดินข้ามถนนตรงทางข้ามไปอีกฝั่งเพื่อเอาขยะไปทิ้งแล้วค่อยเดินกลับ

อย่างนี้ คนไทยจะทำได้ไหม ทำไม่ได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้หน้าที่พลเมืองดี ไม่สามารถแยกความสกปรกโสโครกกับความสะอาด ไม่เห็นความต่างของถนนและทางเท้าที่สะอาดกับที่สกปรกรกรุงรัง จะให้รัฐมนตรีหรือใครที่ว่าใหญ่แค่ไหนก็ตามมาสอนทางวิทยุและทีวีทุกสัปดาห์ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เป็นนิสัยไม่ดีเหล่านี้ของคนไทยได้อีกแล้ว เพราะไม่ได้มีการเน้นสอนโรงเรียนระดับต้นๆ กันมาเลย มาสอนกันทางทีวีตอนนี้ แต่ก่อนเรียกว่าเข้าหูซ้ายทะเลหูขวา

แต่เดี๋ยวนี้ไม่เข้าซักหูแล้ว

การที่รัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับให้คนไทยไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นโดยไม่ต้องมีวีซ่ามาร่วมสองปีกว่าแล้ว นับว่าเป็นบุญกุศลของคนไทยที่พอมีอันจะกินอย่างมากที่จะได้ไปเปิดหูเปิดตา เห็นสวรรค์บนดินเหมือนผู้คนประเทศอื่นบ้าง ไม่ถูกยัดเยียดให้ฟังและเห็นอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

รัฐบาลญี่ปุ่นเขาเลือกเปิดให้คนไปเที่ยวดูบ้านเมืองเขาเป็นบางประเทศเท่านั้นนะครับ คนญี่ปุ่นที่ชอบเมืองไทยมีมาก รัฐบาลเขาก็ชอบประเทศไทยมาก เขาจึงยอมให้คนไทยไปเที่ยวเมืองเขาง่ายขึ้น ไม่ต้องมีวีซ่า ใครที่มีกำลังเงินพอก็ควรจะไป ถ้ายังรักเมืองไทย

เมื่อกลับมาอยู่บ้านก็พยายามทำอย่างที่ชาวญี่ปุ่นเขาทำ เขาทั้งสุภาพ ให้เกียรติผู้อื่น รักษาความสะอาดเรียบร้อย มีระเบียบวินัย พูดคำไหนคำนั้น เชื่อฟังผู้ใหญ่ รักชาติยิ่งชีวิต เชื่อและเคารพผู้นำ แต่พร้อมจะหาผู้นำคนใหม่ถ้าเห็นว่าไม่ได้ความ ถึงเวลาต้องกลับบ้านเก่าได้แล้ว

“หัวโขน” เป็นงานศิลปะชั้นสูง ใช้สวมครอบศีรษะปิดบังส่วนหน้าของผู้แสดงโขน เป็นศิลปะประเภทประณีตศิลป์ที่ได้รับการสร้างสรรค์อย่างวิจิตรตระการตาตามแบบช่างไทย มีรูปลักษณะสวยงาม ถือเป็นงานศิลป์คู่วิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน

ด้วยความรักงานหัวโขน ยุธศักดิ์ ศิริสวัสดิ์ ศิลปิน วัย 49 ปี ชาวแม่กลอง ใช้พื้นที่บ้านพัก เลขที่ 74 หมู่ที่ 1 ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม สร้างหัวโขนด้วยทักษะฝีมือที่ร่ำเรียนมา แต่ปรับลดขนาดลงเป็น “หัวโขนจิ๋ว” ที่มีลักษณะสวยงาม น่ารัก ที่สำคัญเหมาะแก่การดูแลเก็บรักษาไว้ชื่นชมง่ายกว่าหัวโขนที่มีขนาดใหญ่

“ยุธศักดิ์” เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำหัวโขน เริ่มจากการเข้าไปเรียนในวิทยาลัยในวัง แนวอนุรักษ์ศิลปะไทยช่างสิบหมู่ ในโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเห็นว่า หากไม่อนุรักษ์การทำหัวโขนไว้นับวันจะสูญหายไป หลังเรียนจบได้รวมกลุ่มทำหัวโขนฝากร้านเพื่อนจำหน่ายในสวนจตุจักร กรุงเทพฯ เพราะเห็นว่านักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมซื้อ แต่วางขายได้ประมาณ 6 เดือน ปรากฏว่าขายได้เพียง 1 ชิ้น แม้ลูกค้าชมว่าสวยแต่มักบ่นว่ามีราคาแพง ในปี 2543 มีโอกาสได้ออกงานกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก ตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งได้รับเชิญไปสาธิตในงานนิยมไทย ที่สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ ซึ่งมีลูกค้าสนใจจำนวนมาก มียอดจำหน่ายและสั่งซื้อประมาณ 1,000 ชิ้น จึงตัดสินใจย้ายกลับบ้านเกิด มาตั้งชื่อกลุ่ม “ภูเตศวร” จัดทำหัวโขนจิ๋ว โดยได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อนามปากกาของ “อาจารย์แม้ว” ประพนธ์ วิพัฒนพร นักเขียนชื่อดังที่นับถือมานาน เพื่อเป็นสิริมงคล และหมายถึงพระศิวะเจ้า ผู้ทรงเป็นมหาเทพสูงสุดของศาสนาพรหมณ์ด้วย

“หัวโขนจิ๋วที่ทำเป็นแนวเชิงอนุรักษ์ที่ปัจจุบันหาดูยาก ทั้งวัสดุขั้นตอนการทำเป็นแบบโบราณทั้งหมด ใช้ทองคำแท้ โครงหน้าทำจากกระดาษสาลงรักปิดทองแบบโบราณ ประดับคริสตัล ส่วนฟันหรืองาช้างทำจากเปลือกหอยมุกที่ผ่านการเจียรเป็นชิ้นเล็กๆ ย่อส่วนเล็กลงมา การทำหัวโขนจิ๋วมีขั้นตอนการทำ 10 ขั้นตอน ใช้เวลาทำต่อชิ้น 15-30 วัน ส่วนใหญ่เป็นตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ ประมาณ 400 แบบ แต่คนไทยรู้จักประมาณ 40-50 หน้า โดยเฉพาะตัวเองของเรื่อง เช่น พระราม พระลักษมณ์ หนุมาน ทศกัณฐ์ และนางสีดา แบบหัวโขนที่ขายดีที่สุดเป็นหน้ายักษ์ เพราะการเขียนหน้ามีรายละเอียดค่อนข้างมาก ส่วนคนไทยที่นับถือด้านนาฏศิลป์จะนิยมบูชาหน้าพ่อแก่ ฤๅษี และหน้ายักษ์ ส่วนหน้าเทพ จะเป็นพระพิฆเนศ หรือช้าง ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ปิดด้วยทองคำแผ่นแท้ๆ ซึ่ง 1 หัวโขนต้องใช้ทองคำแผ่นประมาณ 100 แผ่น ส่วนเม็ดสีต่างๆ ที่ใช้ประดับมาจากแก้วคริสตัลแท้ ฟันกับเขี้ยวทำมาจากมุก”

“ยุธศักดิ์” กล่าวทิ้งท้ายว่า การดูแลรักษานั้น จากคุณสมบัติของทองคำแท้จะไม่หมอง ไม่ดำ เพียงดูแลไม่ให้ฝุ่นจับ อาจเก็บในตู้กระจก หรือนำโหลแก้วมาครอบกันฝุ่น หัวโขนจิ๋วอยู่ทนทานนานเป็นแรมปี ปัจจุบัน หัวโขนจิ๋วได้รับคัดเลือกเป็นสินค้าโอท็อป ระดับ 5 ดาว ของจังหวัดสมุทรสงคราม และได้รับคัดสรรเป็นสินค้าที่ระลึกมอบแด่ภรรยาผู้นำเอเปค ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ รวมทั้งได้ต่อยอดทำหัวโขนจิ๋วเป็นกรอบรูปนูนต่ำ งานปั้นลอยตัวจากวรรณคดีรามเกียรติ์ หุ่นกระบอกในตัวละคร เช่น อิเหนา บุษบา เงาะ รจนา ทศกัณฐ์ และนางสีดา เพื่อเพิ่มมูลค่า

“สนนราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 500-60,000 บาทเศษ วางจำหน่ายในเครือห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาชิดลม ลาดพร้าว สีลม และภูเก็ต ดิเอ็มโพเรียม สุขุมวิท คิงพาวเวอร์ ดิวตี้ฟรี 3 สาขา ผู้สนใจอยากเรียนรู้ สอบถามได้ที่ โทร. (081) 775-4118”

รศ.พญ. แจ่มใส เพียรทอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยว่า คณะนักวิจัย มข.ประกอบด้วย รศ.ภญ. ฉันทนา อารมณ์ดี และ รศ.ภญ. วัชรี คุณกิตติ จากคณะเภสัชศาสตร์ และ รศ.พญ. ทิพยา เอกลักษณานันท์ รวมทั้งตนจากคณะแพทยศาสตร์ ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยฟ้าทลายโจรโดยปรับสูตรโครงสร้างสารสำคัญเพื่อเพิ่มสารสำคัญทั้งฤทธิ์ต้านไวรัส ต้านแบคทีเรีย และต้านการอักเสบ กระทั่งได้ “แอนโดรกราโฟลายด์” ซึ่งเป็นสารที่แยกได้จากฟ้าทลายโจรมาสังเคราะห์จนพบสารอนุพันธ์ที่เรียกว่า “ไอพีเอดี” คณะนักวิจัยจึงนำทั้งสองสารมาทดลองโดยการเพาะเลี้ยงเชื้อเซลล์มะเร็งปากมดลูก ก่อนพบว่าสารทั้งสองทำให้โปรตีนก่อมะเร็งลดลง และเซลล์มะเร็งปากมดลูกตายภายใน 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเชื้อเริมได้เป็นอย่างดี โดยสารอนุพันธ์ไอพีเอดี มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการแสดงออกของยีนซึ่งมีผลต่อการเพิ่มจำนวนไวรัส

ด้าน รศ.ภญ. วัชรี คุณกิตติ กล่าวว่า สำหรับการนำผลการทดลองสู่กระบวนการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ยานั้น คณะวิจัยได้ทดสอบคุณสมบัติต่างๆ อยู่หลายครั้ง โดยการวิจัยทุกครั้งจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตำรับยาทุกขั้นตอน

ในที่สุดคณะวิจัยพบว่า รูปแบบผลิตภัณฑ์ยาที่มีคุณสมบัติในการคงสรรพคุณทางยาของสารสกัด แอนโดรกราโฟลายด์และไอพีเอดี ตลอดจนสามารถปลดปล่อยตัวยาได้ผลดีที่สุด คือผลิตภัณฑ์ยารูปแบบครีม โดยอยู่ในช่วงการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ หากผลงานวิจัยสำเร็จจนได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์พร้อมจำหน่ายแล้ว จะมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรับทราบ และได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพจากงานวิจัย มข.

ส่วน รศ.ภญ.ฉันทนา กล่าวว่า คณะวิจัยยังได้คิดค้นชุดทดสอบและวัดปริมาณสารในฟ้าทลายโจร สำหรับเกษตรกรใช้วัดคุณภาพ เพื่อพัฒนาอาชีพการปลูกฟ้าทลายโจรให้มีรายได้ดีโดยขายได้ราคาสูงอีกด้วย ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมที่สนใจ สามารถเจรจาเทคโนโลยีการผลิตเหล่านี้ได้

ธ.ก.ส. ออกมาตรการช่วยเกษตรกรรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ต่อปี ทั้งลดหนี้ ปล่อยกู้แก้หนี้นอกระบบ และให้สินเชื่อฉุกเฉิน ล่าสุดดันมาตรการใหม่สินเชื่ออาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ใหม่ กู้รายละไม่เกิน 1 แสน เป้าหมาย 1 แสนราย

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า kodiakcamera.com ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมศึกษาเรื่องการออกมาตรการเพื่อดูแลเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไม่เกิน 3 หมื่นบาท ต่อปี ที่ได้ผ่านการลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 ภายใต้โครงการก้าวผ่านความยากจน โดยจะมีมาตรการครอบคลุมเรื่องการบริหารจัดการหนี้เดิมของลูกหนี้ที่มีหนี้กับ ธ.ก.ส. รายละไม่เกิน 3 แสนบาท

กรณีที่เป็นเกษตรกรที่เสียชีวิต พิการ ทุพพลภาพ เจ็บป่วย ไม่สามารถประกอบอาชีพการเกษตร หรือมีหนี้สินเป็นภาระหนักได้รับการช่วยเหลือด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และลดดอกเบี้ยให้ทั้งหมดหรือไม่น้อยกว่า 50% ของจำนวนดอกเบี้ย มีเกษตรกรเป้าหมาย 200,000 ราย จำนวนหนี้รวม 21,700 ล้านบาท

ขณะที่เกษตรกรที่ไม่มีปัญหาการชำระหนี้สินและได้รับการคืนดอกเบี้ย 30% ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระ ปัจจุบันคืนดอกเบี้ยให้เกษตรกร 8.5 แสนราย เป็นเงิน 2,020 ล้านบาท

สำหรับการแก้หนี้นอกระบบ แบ่งเป็นระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เพื่อชำระหนี้สินแก้เจ้าหนี้นอกระบบ วงเงินให้กู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท หรือเพื่อสงวนที่ดินทำกินของตนเองหรือคนในครัวเรือน วงเงินให้กู้รายละไม่เกิน 1.5 แสนบาท วงเงินสินเชื่อรวม 1 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน กำหนดชำระคืนไม่เกิน 10 ปี

ที่ผ่านมามีเกษตรกรได้รับสินเชื่อและแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบกว่า 3.75 หมื่นราย จำนวนเงิน 3,400 ล้านบาท รวมการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 3.06 แสนราย จำนวนเงิน 3.15 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ มีโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉินป้องกันการก่อหนี้นอกระบบ วงเงินให้กู้รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท ดอกเบี้ย 0.5-0.85% ต่อเดือน กำหนดชำระคืนไม่เกิน 5 ปี

พร้อมกันนี้ธนาคารเตรียมเสนอมาตรการสร้างรายได้ใหม่ เช่น สินเชื่ออาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหรือค่าลงทุน ในการประกอบอาชีพเสริมนอกเหนือจากอาชีพการเกษตรเดิม วงเงินกู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท เป้าหมายจำนวน 1 แสนราย ดอกเบี้ย 0.59 ต่อเดือน

ประเภทของอาชีพเสริม การปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจปลูกพืชสมุนไพร ปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ปลูกไม้ผล การขายสินค้า เช่น ขายอาหารตามสั่ง ร้านชา กาแฟ ร้านขายของชำ ค้าขายรถเข็นแผงลอย ร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค หันมาบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ในอนาคตตลาดผลไม้แปรรูปลักษณะเป็นขนมขบเคี้ยวที่ทานได้ง่าย เช่น ผลไม้ทอด ทอฟฟี่ผลไม้ ผลไม้อบแห้ง จะขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นทั้งตลาดในและต่างประเทศ

ส่วนน้ำผลไม้จะปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นผลิตภัณฑ์แบบผง หรือพร้อมชงมากขึ้น ให้เข้ากับวิถีชีวิตผู้บริโภค ยังเป็นการลดต้นทุนค่าขนส่ง โดยนำเทคโนโลยีนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้

ส่วนผู้บริโภคต่างประเทศหันมานิยมบริโภคผลไม้อบแห้งเป็นขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ ทำให้การส่งออกเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันไทยมีการส่งออกผลไม้อบแห้งเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากตุรกี และสหรัฐ ตลาดส่งออกส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน จีน และฮ่องกง เป็นต้น

การส่งออกผลไม้สด สัดส่วนสูงสุด 27% จำนวน 32,412 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นทุเรียนสด 52% รองลงมา ลำไย มังคุด เงาะ ส่วนน้ำผลไม้ สัดส่วน 23% มูลค่า 27,256 ล้านบาท เป็นสับปะรดกระป๋อง 18%