30 ปี เทคโนฯ คืนกำไร นอกจากจะได้รับพันธุ์ไม้ฟรีและเต็มอิ่ม

กับความอร่อยของผลไม้หลากหลายชนิดแล้ว ภายในงานเกษตรมหัศจรรย์ยังจัด เสวนาความรู้ อัพเดตเทรนด์ด้านเกษตรกรรมจากกูรูด้านการเกษตรที่พานิชย์กล่าวย้ำมาว่าวิทยากรรับเชิญมีความรู้รอบด้านสุดสุด พร้อมทั้งเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จะมาเผยเคล็ดลับความสำเร็จในอาชีพของตัวเอง ซึ่งไม่ควรพลาด!

แถมยังมี กิจกรรมเวิร์กช็อป “เกษตร-ศิลป์” 4 วัน 7 หลักสูตร ให้ผู้ร่วมงานได้เข้าร่วมฟรี อาทิ Flower box จัดดอกไม้ในกล่องสวย, พันธุ์ไม้ ลายศิลป์ สไตล์ Marbling art, ปักผ้าแสนสวยด้วยเทคนิค STITCH

“ใน 1 วันจัดประมาณ 2 กิจกรรม แต่วันเปิดจะจัดเพียงกิจกรรมเดียว เราเลือกจากกิจกรรมที่น่าสนใจ โดยงานส่วนหนึ่งนำผลผลิตมาจากเกษตรกร และจำกัดผู้เรียนประมาณ 20 คนต่อกิจกรรม สามารถลงทะเบียนก่อนร่วมกิจกรรมได้เลย ไม่ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า” พานิชย์ระบุ

นอกจากนี้ในงานยังจัดบูธจำหน่ายพันธุ์พืช ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับจากสวนดังทั่วประเทศไทย อาหารดัง อาหารเด็ดที่แต่ละร้านจับมือกันมาร่วมจำหน่ายกว่า 200 บูธ ให้ผู้ร่วมงานได้เลือกจับจ่าย

และพิเศษสุดกับ กิจกรรม “30 ปี เทคโนฯ คืนกำไร” เมื่อซื้อของครบ 100 บาท จะได้รับคูปอง 1 ใบ และครบ 300 บาท ยังมีลุ้นจับสลากรับรางวัลใหญ่ทุกวัน วันละ 30 รางวัล “งานนี้ได้ทั้งของแจก ของชิม ได้ลุ้นรางวัล เวิร์กช็อป ฟังสิ่งดีๆ เกี่ยวกับงานเกษตร ต่างจากงานแฟร์ทั่วไปที่เน้นขายของ แต่เสวนาเราให้ความรู้จริงจัง ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งฟังและดู
“เราพยายามทำกิจกรรมนี้คืนกำไรสู่สังคม สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเรื่องของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่เรานำเสนอมันง่ายๆ รับได้ง่าย เหมือนกับหนังสือที่เราเสนอ คนรับไปได้เลย เอาไปปลูกอะไรก็ง่าย” พานิชย์กล่าวปิดท้าย

พบกับงานเกษตรมหัศจรรย์ “พืชกินได้ ไม้ขายดี” ที่ SKY HALL เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ในวันที่ 7-10 กันยายนนี้
บอกได้ว่ามางานนี้งานเดียว คุ้มเกินคุ้ม! เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม นายไพรัตน์ เสมอเชื้อ สหกรณ์จังหวัดพะเยา ได้รายงานความคืบหน้าสถานการณ์การระบายผลผลิตลำไยสดช่อของจังหวัดว่า ได้มีเครือข่ายสหกรณ์จากทั่วประเทศสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จังหวัดละไม่ต่ำกว่า 2.5 ตัน ราคากิโลกรัมละ 30-32 บาท โดยลำไยมีการคัดเกรดไซซ์ใหญ่ ลูกลำไยขนาดเท่ากับหรือใหญ่กว่าเหรียญสิบบาท พร้อมกันนี้ลำไยเป็นผลไม้มีเปลือกหุ้ม ทำให้เก็บและบรรจุกล่องส่งลูกค้าปลายทางได้รับประทานลำไยสดๆ โดยขณะนี้รายการสั่งซื้อลำไยสดช่อผ่านสหกรณ์ต่างจังหวัดมีเข้ามาทุกวัน ทางภาคตะวันออกและภาคอีสานได้สั่งเข้ามามีการจัดเก็บบรรจุและส่งตามคิวทุกวัน ยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์

“เป็นที่พึงพอใจของจังหวัดพะเยา ว่าด้วยมาตรการระบายลำไยสดช่อ ช่วยกระตุ้นให้ราคาลำไยรูดร่วงเริ่มมีการขยับราคาขึ้นมาบ้างแล้ว จากปลายเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ราคานิ่งอยู่ที่ กิโลกรัมละ 12, 6, 3 และ 1 ยาท ตามเกรด คือ AA, A, B และ C นั้น ขณะนี้เริ่มขยับขึ้นมาอยู่ที่ กิโลกรัมละ 14, 7, 3 และ 1 บาท ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การขายสดช่อก็ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะหมดฤดูกาลของลำไยเช่นกัน” สหกรณ์จังหวัดพะเยากล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ด้านราคาลำไยรูดร่วงในจังหวัดพะเยา ขณะนี้ได้เริ่มมีการขยับตัวแล้ว ขนาด AA จากกิโลกรัมละ 12 บาท ขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 13-14 บาท ทำให้เกษตรกรชาวสวนลำไยที่ไม่สามารถเก็บขายสดช่อได้เริ่มมีการเก็บลำไยรูดร่วงมาขาย ณ จุดรับซื้อในแต่ละพื้นที่แล้ว

ทีมวิจัยจากเยอรมนีเผยอแพร่ผลงานการวิจัยขึ้นใหม่ผ่านวารสารวิชาการ เจอร์นัล ไชน์ทิฟิกรีพอร์ท เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุ ฟองน้ำสำหรับใช้ล้างจานในครัว อาจถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่สกปรกที่สุดภายในบ้าน และก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าที่เคยคิดกัน

ทีมวิจัยเยอรมันระบุไว้ในรายงานดังกล่าวว่า งานวิจัยใหม่นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ฟองน้ำล้างจาน (คิทเชน สปอนจ์) เป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียที่มีชีวิตใหญ่ที่สุดเท่าที่มีในบ้านหลังหนึ่ง ผลงานวิจัยชิ้นนี้สอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ของ ชัค เกอร์บา นักจุลชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ที่ระบุไว้ในปี 2012 ว่า ฟองน้ำล้างจานสกปรกกว่าแท่นรองนั่งชักโครกถึง 200,000 เท่า

งานวิจัยชิ้นใหม่ใช้วิธีเก็บตัวอย่างฟองน้ำล้างจานใช้แล้ว จำนวน 14 ชิ้น มาตัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเพื่อใช้เป็นชิ้นตัวอย่างในการวิจัย รวม 28 ชิ้น โดยตั้งเป้าในการวิจัยไว้ว่าต้องการตรวจสอบชนิดของแบคทีเรียที่เจริญเติบโตอยู่ในฟองน้ำ เพื่อดูว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่อย่างไร โดยใช้วิธีการตรวจสอบและจำแนกดีเอ็นเอของแบคทีเรียที่พบ ซึ่งทำให้ในเวลาเดียวกันก็สามารถทราบปริมาณของแบคทีเรียเหล่านั้นพร้อมกันไปด้วย ทำให้งานวิจัยใหม่นี้ถือเป็นงานวิจัยและวิเคราะห์แบคทีเรียในฟองน้ำล้างจานที่ครอบคลุมมากที่สุด

ทีมวิจัยพบข้อมูลน่าตกใจว่า ในชิ้นตัวอย่างของฟองน้ำล้างจานซึ่งมีขนาดเท่ากับน้ำตาลก้อนสี่เหลี่ยมหนึ่งก้อน มีเซลล์แบคทีเรียปนเปื้อนอยู่มากถึง 54,000 ล้านเซลล์ ความหนาแน่นของแบคทีเรียในระดับสูงมากดังกล่าว พบอีกเพียงที่เดียวเท่านั้นคือใน “อุจจาระ”

ฟองน้ำล้างจานกลายเป็นแหล่งสะสมและเจริญเติบโตชั้นดีของแบคทีเรีย เพราะมักจะเปียกชื้น ไม่เย็นจัดเกินไปและมีเศษอาหารหลงเหลืออยู่ ซึ่งกลายเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรียเหล่านี้ ในการวิจัยพบว่า แบคทีเรียในฟองน้ำล้างจานมีความหลากหลายมากกว่าที่เคยคิดกัน โดยพบแบคทีเรีย 5 ใน 10 ชนิด ซึ่งเป็นกลุ่มของแบคทีเรียที่มีความสามารถในการก่อโรคซึ่งพบเห็นบ่อยที่สุด รวมทั้ง อาซีเนโทแบคเทอร์ จอห์นโซนี (Acinetobacter johnsonii), ครายเซโอแบคทีเรียม โฮมินีส (Chryseobacterium hominis) และโมแรกเซลลา ออสโลเอนซิส (Moraxella osloensis) และพบเชื้อแบคทีเรียก่อโรคในกลุ่มที่ก่อให้เกิดอาการคออักเสบ (สเตรป อินเฟคชั่น) อีกด้วยแม้จะไม่มากมายเท่ากลุ่มอื่นๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ทีมวิจัยพบด้วยว่าไม่มีวิธีการทำความสะอาดใดที่ทำให้ปริมาณแบคทีเรียในฟองน้ำล้างจานลดลงมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ไม่แม้แต่กระทั่งการนำเอาฟองน้ำล้างจานเข้าเตาไมโครเวฟ หรือนำไปต้มในน้ำเดือดเหตุผลที่ทีมวิจัยสันนิษฐานก็คือเป็นเพราะแบคทีเรียส่วนหนึ่งสามารถทนทานต่อกระบวนการทำความสะอาดสุดโด่งเหล่านั้นได้ และจากนั้นก็เริ่มแบ่งตัว สร้างอาณาจักรใหม่ขึ้นในฟองน้ำอย่างรวดเร็ว ทำให้ยิ่งนานไปยิ่งยากที่จะลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียลง

เมื่อนำฟองน้ำล้างจานใหม่ที่ยังไม่ผ่านการใช้มาทดสอบหาเชื้อแบคทีเรีย ทีมวิจัยพบว่า ฟองน้ำใหม่ปกติแล้วจะปลอดเชื้อแบคทีเรียโดยสิ้นเชิง คำแนะนำของทีมวิจัยก็คือ ให้เปลี่ยนฟองน้ำล้างจานบ่อยๆ เป็นประจำ เช่น สัปดาห์ละครั้ง อาจช่วยลดปัญหาลงได้

บนเนื้อที่เกือบ 500 ไร่ ในพื้นที่ ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ถูกใช้เป็นแหล่งเพาะปลูกพันธุ์และจำหน่ายพันธุ์ไม้กว่า 3 ล้านต้น อีกทั้งยังมีการปรับภูมิทัศน์ แบ่งโซนเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ครบวงจร ทั้งซุ้มกาแฟอาหารอร่อย ตลาดซุปเปอร์มาร์เก็ต สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อพันธุ์ไม้กลับไปปลูกเลี้ยงเอง แต่ไฮไลต์สำคัญคือมีการจัดรูปแบบลักษณะการท่องเที่ยว Secret Space “เขาวงกตดินแดนแห่งความลับ” ไว้ให้ทุกคนที่มาเยือนได้ทดสอบสมองค้นหาทางออก โดยมีพันธุ์ไม้เกาะไต่อยู่บนผนังไปตามจินตนาการสนุกชวนค้นหา

“พงษ์ศักดิ์ เขียวมีส่วน” วัย 37 ปี เจ้าของสถานที่แห่งนี้ ได้นำเที่ยวชมสวนพันธุ์ไม้รอบๆ พื้นที่ พบว่ามีการปลูกสร้างโรงเรือนที่แตกต่างกันกับพันธุ์แต่ละชนิด เช่น ไม้กระบองเพชรจะชอบสภาพอากาศที่ร้อนแล้งคล้ายทะเลทราย จึงต้องคลุมด้วยผ้ายางพสาสติกสร้างเป็นหลังคาโรงเรือน ส่วนไม้ใบตระกูลเฟิร์นจะสร้างด้วยสแลนพลาสติกโปร่ง มีรูระบายที่ต้องการความโปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก มีพันธุ์ไม้ประมาณ 1,000 ชนิด ใน 6 ตระกูลหลักๆ แยกเป็นวงศ์ เช่น กระบองเพชร แอนโทเรียม หรือต้นหน้าวัวใบ พันธุ์สับปะรดสี ไม้ตระกูลเฟิร์น เป็นต้น

อย่างกระบองเพชรช้างจะออกดอกสีชมพูอมม่วงมีหลายขนาด จะเริ่มออกดอกประมาณ 2 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่ที่สภาวะแวดล้อมถ้าต้นสมบูรณ์จะใช้เวลาเพียงปีเดียวก็จะให้ดอกที่สวยงามราคาประมาณต้นละ 400 บาท ถูกจัดวางเพาะเลี้ยงตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ลักษณะด้านล่างสูงโปร่งไม่ชื้น อากาศถ่ายเทสะดวก นอกจากนี้ ยังมีการจัดแบ่งพื้นที่รวมพันธุ์ไม้ใบ ไม้กระบองเพชรทุกขนาดมาไว้ในจุดเดียวกัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่มาได้ชมอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องเดินชมในระยะทางที่ไกลมากนัก หากต้องการสายพันธุ์ไหนก็สามารถสอบถามราคากับเจ้าหน้าที่ พร้อมหยิบชมเลือกซื้อกลับไปปลูกที่บ้านได้

นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบยังปลูกต้นไม้นานาชนิด มีการจัดเป็นซุ้มนั่ง มีสัตว์เลี้ยงนานาชนิด ทั้งนก ไก่ ส่งเสียงร้องท่ามกลางธรรมชาติและพันธุ์ไม้ หลายจุดมีนักท่องเที่ยวบางคนนำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพแต่ละจุดอย่างประทับใจ มีความสุขและสนุกสนานกับแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ชวนท้าทายและค้นหา

“พงษ์ศักดิ์” เล่าให้ฟังว่า ได้รับช่วงความรู้การปลูกพันธุ์ไม้เหล่านี้มาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ ส่วนตนเป็นรุ่นที่ 3 สถานที่ของเราเริ่มจากสวนเพียง 18 ไร่ แล้วค่อยๆ ขยายจนกว้างใหญ่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ โดยส่วนตัวเป็นคนรักในธรรมชาติ และมีแนวคิดสร้างสรรค์สิ่งที่แปลกๆ ใหม่ๆ จึงได้ปรับปรุงขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่ ปลูกพันธุ์ไม้มากมาย แต่ละโซนที่จัดแบ่งจะมีการทดลองการปลูกพันธุ์ไม้แต่ละชนิดทางการวิจัยของวิทยาศาสตร์ ตรงไหนสมควรปลูกอะไรได้บ้าง ที่มีความสูง ต่ำมากน้อยขนาดไหน ส่วนใหญ่จะเป็นพวกไม้ใบ ไม้จัดสวน ไม้จัดภายใน เช่น พวกตระกูลหน้าวัว ใบเฟิร์น สับปะรดสี

ส่วนตอนนี้ที่กำลังเป็นที่นิยมจะเป็นพวกไม้หลัก 6 ตระกูล อาทิ กระบองเพชร มีทั้งแบบมีดอกและไม่มีดอก ทั้งจัดวางปลูกไว้กลางแจ้ง และปลูกสร้างอยู่ในโรงเรือนนับล้านต้น มีการส่งจำหน่ายตลาดต่างจังหวัดหลายแห่ง และเปิดขายทุกวันแก่นักท่องเที่ยวที่สนใจ สนนราคาตั้งแต่หลักสิบบาทไปจนถึงหลักพันบาท แล้วแต่ขนาดของต้นพันธุ์แต่ละชนิดที่จัดไว้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตต้นไม้

“แต่สิ่งที่น่าสนใจจะเป็นพื้นที่เขาวงกตประมาณ 300 ตารางวา ดินแดนแห่งความลี้ลับ และการค้นหาท่ามกลางการปลูกเลี้ยงต้นตีนตุ๊กแก ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง ที่สามารถเกาะไต่บนผนังปูนได้ทำให้ดูมีชีวิตชีวา และยังมีต้นเงาะปลูกไว้ในกระถางตามจุดในพื้นที่เขาวงกต ซึ่งจะต้องใช้ความคิดจุดสังเกต เพื่อพยายามหาทางออกไปให้ได้ บางคนจะสังเกตรอยเท้าที่ย่ำบนพื้นดิน และต้นเงาะที่โผล่ขึ้นไปสูงกว่าผนังแสดงสัญลักษณ์นั่นคือทางตันไปต่อไม่ได้ และจะต้องเดินไปอีกทาง มีนักท่องเที่ยวหลายคนต่างสนใจและอยากทดสอบสมองของตัวเองไปกับการค้นหาทางออกอย่างสนุกสนานพร้อมกับถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกในการพิชิตชัยชนะเขาวงกตได้เป็นผลสำเร็จ”

สำหรับจุดประกายการสร้างเขาวงกตนั้น “พงษ์ศักดิ์” ระบุว่า เริ่มจากมีแนวคิดแบ่งพื้นที่ทำร้านกาแฟไว้ จุดแรกให้ลูกค้าที่เข้ามาดูงาน รวมถึงนิสิต นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ ที่เข้ามาดูการเพาะเลี้ยง ให้คำปรึกษาเรื่องการเกษตร มาทำงานภาคปฏิบัติ ซึ่งลูกค้าที่มาบางทีอาจจะต้องพาไปเลี้ยงอาหารบ้างในบางครั้ง จึงคิดว่าทำให้ครบในจุดที่นี่ที่เดียวน่าจะดีกว่า ทำให้การพูดคุยงานจะง่ายขึ้น ความคิดต่อไปคือทำอย่างไรให้มีจุดเด่น จึงคิดมองหาเกมหรือสิ่งที่ช่วยสร้างสีสันให้กับพื้นที่ตรงนี้ได้บ้าง จึงมาคิดลงตัวที่เขาวงกตได้ และคิดต่อไปคือต้นไม้จะทำอย่างไรให้ดูครึ้มทึบ จึงมองหาเลือกต้นไม้อยู่พักใหญ่ดูประโยชน์ที่สามารถแนบกับผนังปูนซีเมนต์ได้จนสุดท้ายมาจบลงที่ต้นตีนตุ๊กแก เพราะเคยเห็นการจัดสวนมีการนำต้นตีนตุ๊กแกเข้ามาจัดมองแล้วดูขลังทำให้มองดูเก่าและครึ้มไปกับพื้นที่

“พงษ์ศักดิ์” บอกด้วยว่า นอกจากมีเขาวงกตให้ชวนค้นหาเป็นจุดไฮไลต์ของที่นี่แล้ว เรายังมีตลาดซุปเปอร์มาร์เก็ตต้นไม้ที่สามารถเลือกซื้อ เลือกชมได้ แม้กระทั่งรอบบริเวณพื้นที่ร้าน ตามคอนเซ็ปต์ว่า “จำหน่ายต้นไม้ทุกต้นที่ยกได้” ราคามีตั้งแต่หลักสิบถึงหลักพันบาทแล้วแต่ไซซ์และชนิด และราคาพันธุ์ไม้รวมถึงการเลี้ยงดูการปลูกง่าย หรือยาก มีการจำหน่ายทั่วไปตั้งแต่ภาคเหนือลงไปถึงภาคใต้

“ในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคมที่จะถึงนี้ หากนักท่องเที่ยวคนไหนพาครอบครัวมาเที่ยวที่นี่ ในรูปแบบครอบครัวพ่อ-แม่-ลูก ทาง Secret Space เราจะมีของที่ระลึก คือพันธุ์ไม้ของทางร้านมอบให้แก่ครอบครัวละ 1 ต้น นำไปปลูกเพาะเลี้ยงที่บ้าน ซึ่งได้ตั้งใจที่จะมอบเป็นของขวัญของฝากในวันแม่ แก่ผู้ที่มาเที่ยวที่นี่ในวันแม่แห่งชาติด้วย” พงษ์ศักดิ์ ทิ้งท้าย

ไทย-เดนมาร์คสปีดหาช่องทางขายใหม่ รุกต่างประเทศหนีตลาดนมในไทยไม่โต ผนึกตัวแทนขายภาคใต้บุกมาเลเซียตุลาคมนี้ ฝั่งในประเทศเดินหน้าสร้างการรับรู้เข้าถึงคนรุ่นใหม่เตรียมเปิดตัวโฉมใหม่บรรจุภัณฑ์เพิ่มความทันสมัย พร้อมเดินหน้าปูพรมร้านนมในโรงเรียน สร้างโอกาสบริโภคต่อเนื่อง

ดร. ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นม “ไทย-เดนมาร์ค” กล่าวว่า อ.ส.ค.มีแผนขยายช่องทางจำหน่ายต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตในกลุ่มธุรกิจนมพาณิชย์ โดยทิศทางจากนี้จะเดินหน้าขยายตลาดในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งการเพิ่มช่องทางขายในตลาดเดิมที่มี ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ผ่านผู้แทนจำหน่ายในแต่ละประเทศ รวมทั้งการเปิดตลาดใหม่ที่คาดว่าจะเริ่มส่งออกนมพร้อมดื่มยูเอชทีไปมาเลเซียได้ในช่วงตุลาคมนี้ผ่านผู้แทนจำหน่ายของ อ.ส.ค.ในภาคใต้ ซึ่งขณะนี้รอตรวจประเมินโรงงานที่สุโขทัยในเรื่องของฮาลาจากรัฐบาลมาเลเซีย

“ตลาดผลิตภัณฑ์นมโดยรวมในไทยปีนี้คาดว่าจะไม่เติบโต จากปัจจัยของเศรษฐกิจกำลังซื้อที่ชะลอตัวและการแข่งขันที่รุนแรง เราจึงให้ความสำคัญกับการหาช่องทางขายใหม่ๆ ในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็จะอาศัยจุดแข็งของนมโคไทย-เดนมาร์ค ที่เป็นนมโคแท้ 100% ต่างจากนมพร้อมดื่มยูเอชทีในภูมิภาคนี้ที่ส่วนใหญ่ใช้นมผงนำมาผลิต ซึ่งการเริ่มส่งออกสินค้าไปมาเลเซียที่เป็นตลาดอาหารฮาลาที่มีศักยภาพสูง จะเป็นโอกาสขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน อาทิ สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย รวมทั้งขยายไปยังประเทศมุสลิมอื่นๆ ในอนาคต”

ดร. ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับตลาดในมาเลเซีย ช่วงปีแรก (ต.ค. 2560-ก.ย.2561) ตั้งเป้าไว้ 100 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มียอดขายจากต่างประเทศ 1,100 ล้านบาท โดยส่งออกไปกัมพูชาคิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% แต่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 ยอดขายยังน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบในบางประเทศ เช่น ลาว ที่ออกกฎข้อบังคับเรื่องฉลากใหม่ ซึ่ง อ.ส.ค.กำลังดำเนินการเพิ่มฉลากภาษาลาวบนบรรจุภัณฑ์ตามข้อกำหนด

ควบคู่กับการขยายตลาดในไทยที่ปัจจุบันไทย-เดนมาร์คเป็นผู้นำตลาดนมพร้อมดื่มยูเอชทีด้วยส่วนแบ่งการตลาดเชิงปริมาณกว่า 42% โดยจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลาย สร้างความแข็งแรงให้กับการขายในแต่ละภูมิภาค เช่น ภาคใต้ ที่โฟกัสเรื่องการขายมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมียอดขายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีฐานที่แข็งแรงในภาคกลางและอีสาน ขณะเดียวกันก็มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตนมพร้อมดื่มโดยการปรับปรุงโรงงานนมที่มวกเหล็ก สระบุรี และปราณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จากปัจจุบันมีสำนักงานและโรงงานผลิต 5 แห่ง ที่เชียงใหม่ สุโขทัย ขอนแก่น สระบุรี ประจวบคีรีขันธ์ รองรับความต้องการในทุกภูมิภาค

เนื่องจากปัจจุบันคนไทยยังดื่มนมน้อย อยู่ที่ 18 ลิตร/คน/ปี อ.ส.ค.จึงพยายามเพิ่มการบริโภคด้วยการมีวาไรตี้ของสินค้า รณรงค์สร้างการรับรู้สร้างโอกาสการบริโภคให้ต่อเนื่อง โดยในช่วงตุลาคมนี้เตรียมเปิดตัวแพ็กเกจจิ้งใหม่สำหรับกลุ่มนมพร้อมดื่มและนมเปรี้ยวยูเอชทีให้ทันสมัย เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ตลอดจนการเอดูเคตตลาดเพื่อขยายฐานผู้บริโภคล่าสุด ได้เปิดร้านนมไทย-เดนมาร์ค มิลค์ช็อป (THAI-DENMARK Milk Shop) ในโรงเรียนที่มงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกมัธยม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นร้านนมต้นแบบในโรงเรียนแห่งแรก และเดือนสิงหาคมนี้จะเปิดเพิ่มที่จังหวัดพิษณุโลก

“ปีนี้ (ต.ค. 2559-ก.ย. 2560) ตั้งเป้ายอดขาย 9,055 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมากว่า 8,000 ล้านบาท” ดร. ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 มีมูลค่า 3,059 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.51% จากปี 2558 และในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ส่งออก 1,554 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนส่งผลดีต่อธุรกิจ “ธุรกิจอาหารสัตว์” ซึ่งเป็นต้นน้ำของกลุ่มปศุสัตว์ได้มีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ปัจจัยบวกของธุรกิจอาหารสัตว์ไม่ใช่เพียงความต้องการใช้อาหารสัตว์ที่เพิ่มตาม “ปริมาณตัวกิน” เท่านั้น แต่สิ่งสำคัญมาจาก “ต้นทุนวัตถุดิบ” ที่ปรับลดลง โดยเฉพาะการนำเข้าวัตถุดิบราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะข้าวสาลี และกากข้าวสาลี (DDGS) ในปี 2559 มีปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 4.57 ล้านตัน จนทำให้เกษตรกรขาดทุนราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศลดลง กิโลกรัมละ 4-5 บาท นำมาสู่ ข้อเรียกร้องให้ “ขึ้นภาษีนำเข้ากากข้าวสาลีจาก 0% เป็น 27%” ตามเดิม เพื่อจำกัดปริมาณการนำเข้าข้าวสาลี

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ผู้ผลิตอาหารสัตว์ยืนยันว่า จำเป็นต้องใช้ข้าวสาลี และ DDGS เพราะผลผลิตข้าวโพดในประเทศมีเพียงปีละ 4.5 ล้านตัน ไม่เพียงพอต่อดีมานด์ที่ต้องการ 8 ล้านตัน ต้องนำเข้า

นำเข้าข้าวสาลี 2 แสนตัน

กระทรวงพาณิชย์จึงได้ออกประกาศกำหนดให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่ต้องการนำเข้าข้าวสาลีมาใช้ในการผลิต จะต้องซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรในประเทศ 3 ส่วน เพื่อจะได้รับสิทธินำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน เพื่อเป็นการแก้ปัญหา เช่น ต้องการนำเข้าข้าวสาลี 4 ล้านตัน ต้องซื้อข้าวโพด 12 ล้านตัน แต่ในทางปฏิบัติข้าวโพดในประเทศมีเพียง 4.5 ล้านตัน หากคิดตามสัดส่วนจะสามารถนำเข้าข้าวสาลีได้เพียง 1.5 ล้านตัน ซึ่งเมื่อบวกกันแล้ว วัตถุดิบยังไม่เพียงพอ

ดังนั้น ผู้ผลิตอาหารสัตว์จึงได้ขอให้กระทรวงพาณิชย์ “ทบทวน” ประกาศมาตรการ 3 ต่อ 1 มีผลผ่อนปรนให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ (อาหารกุ้ง) 6 บริษัท สามารถนำเข้าข้าวสาลีโดยไม่ต้องซื้อข้าวโพด 150,423 ตัน หรือคิดเป็น 10% ของกำลังการผลิต เพราะอาหารสัตว์น้ำจำเป็นต้องใช้ข้าวสาลีในการผลิต

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ ให้ข้อสังเกตว่า การนำเข้าข้าวสาลีเกรดอาหารสัตว์ ช่วง 6 เดือนแรก (มกราคม-มิถุนายน) 2560 ปริมาณ 564,534 ตัน มูลค่า 4,748,143,195 บาท

“การปรับขึ้นภาษีนำเข้า จะไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพราะภาครัฐมีมาตรการทางภาษีช่วยอาหารสัตว์ ตามมาตรา 19 ทวิ ประมวลรัชฎากรให้หักคืนภาษีได้เมื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ แต่ไม่ใช่ลดภาษีให้เพื่อนำเข้ามาแปรรูปและขายทำกำไรในประเทศ แต่หากยังจะนำเข้าควรซื้อจากประเทศที่ทำ FTA เช่น ออสเตรเลีย ไม่ควรนำเข้าจากยูเครน เพราะไม่มี FTA และมีความเสี่ยงจะมีสารอันตรายต่อสุขภาพ

ข้าวสาลีมีสารพิษปนเปื้อน

เพราะข้าวสาลีเกรดอาหารสัตว์ “Feed Wheat” ขายถูก และมีเปอร์เซ็นต์โปรตีนต่ำอยู่ประมาณ 7-8% ต่ำกว่าข้าวสาลีชนิด Food Grade ที่มาทำอาหารคน แต่เสี่ยง “เชื้อรา Ergot Alkaloids” ที่มีผลต่อการทำงานของหัวใจ ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และยังมีความเสี่ยงว่าอาจมีปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีโปรตีน 8-9% เทียบเท่ากับข้าวสาลีเกรดอาหารสัตว์ และมี Corn Oil และสารอื่นที่มีคุณค่ากับสัตว์

เกมพลิกส่งออก “ข้าวโพด”

ประเด็นใหม่ที่พบข้อมูลจากสมาคมพ่อค้าข้าวโพดและพืชพรรณไทยระบุว่า ยอดส่งออกข้าวโพดตลอดปีการผลิต 2559/2560 (เดือนกรกฎาคม 2559 ถึงเดือนมิถุนายน 2560) มีปริมาณ 701,365 ตัน เพิ่มขึ้น 93.38% จากปี 2558-2559 ที่ส่งออกได้ 362,674 ตัน ไปยังตลาดฟิลิปปินส์มากที่สุด 456,414 ตัน รองเวียดนาม 143,423 ตัน มาเลเซีย 28,719 ตัน และอินโดนีเซีย ซื้อ 24,300 ตัน

มีข้อน่าสงเกตว่า ยอดส่งออก “เวียดนาม” เพิ่มขึ้น 1,507% จากปี ก่อนสะท้อนว่าภาคปศุสัตว์เวียดนามขยายตัวขึ้นเป็นอย่างมาก

สาเหตุที่ยอดส่งออกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น 93.38% อาจเพราะผลผลิตข้าวโพดเพิ่มขึ้นสวนทางมาตรการควบคุมไม่ให้ปลูกแบบ “รุกเขา-เผาป่า” หรือไม่ก็เพราะผู้ผลิตอาหารสัตว์หันไปใช้ข้าวสาลีนำเข้าแทน

อย่างไรก็ตาม ห่วงโซ่อุปทานทั้งวงจรต้องพึ่งกัน haveyoursayonline.net รัฐควรส่งเสริมให้ช่วยกัน “แบบพี่ช่วยน้อง” และให้เพิ่มผลผลิตต่อไร่ จากปัจจุบันที่ไทยผลิตเฉลี่ย 650 กิโลกรัม/ไร่ ต่ำกว่าสหรัฐ ปลูกได้ 1,605.34-1,706.94 กิโลกรัม/ไร่ มากกว่าไทย 2.54 เท่า หากเพิ่มผลผลิตได้จะทำให้ต้นทุนลดลงไม่ต้องเดือดร้อน

เวียดนามแข่งเดือดส่งออกไก่

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า ทุกฝ่ายควรมองปัญหาภาพรวมและร่วมกันแก้ไข ถึงอย่างไรก็ต้องนำเข้าวัตถุดิบเพราะผลิตไม่เพียงพอ ประกอบกับธุรกิจปศุสัตว์แข่งขันรุนแรง ซึ่งขณะนี้ญี่ปุ่นเปิดตลาดให้เวียดนามแล้ว คาดว่าปีหน้าอียูจะเปิดตลาดให้อีก

“เวียดนามได้เปรียบไทย เพราะมีพืชตัดแต่งพันธุกรรม (GMO) ได้ และต้นทุนค่าแรงงานต่ำกว่าไทย 1 ใน 3 กำลังการผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นปีละ 20 ล้านตัน ต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเช่นกัน แต่ไม่มีภาษี 0%”

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 10 สิงหาคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยมีแนวโน้มฝนลดลง แต่บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนตกมากกว่าที่อื่นๆ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนลดลง เว้นแต่บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนตกมากกว่าที่อื่นๆ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ตาก กำแพงเพชร และพิษณุโลก อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ทั้งนี้ ลงทุนครั้งแรก 200,000 บาท ส่งขาย 2-3 ครั้ง ก็จะคืนทุน

สำหรับล็อตนี้จะเก็บเกี่ยวได้ 300 ลูก คาดว่าจะได้กำไร 5-6 หมื่นบาท จากการใช้ระยะเวลาการปลูก เพียง 3 เดือน ซึ่งตามท้องตลาดขณะนี้ ผลเมล่อนอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท ในอนาคตมีโครงการ จะปลูกองุ่น สตรอเบอร์รี่ และลูกฟิก อยู่ระหว่างเตรียมพื้นที่เพื่อวางแผนการปลูก

สำหรับการให้ปุ๋ยระบบน้ำ ตั้งเวลาอัตโนมัติ (timer) ใช้ขี้เลื่อยเป็นวัสดุปลูกเพื่อยึดระบบราก และปลูกในแก้วกาแฟ เพื่อยกระบบรากให้สูงขึ้นกว่าระดับดิน ป้องกันโรครากเน่า เมล็ดพันธุ์มาจากประเทศญี่ปุ่น และเกาหลี สร้างโรงเรือนขนาด 7 คูณ 18 เมตร สำหรับพันธุ์ที่ใช้ปลูกมีทั้งหมด 6 สายพันธุ์ คือสายพันธุ์ที่มาจากญี่ปุ่น มีพันธุ์ซูเอโตะ เนื้อสีเขียว นุ่ม ฉ่ำ พันธุ์ซูบาริคิง เนื้อสีส้ม นุ่ม ฉ่ำ พันธุ์คิโมจิ เนื้อสีเขียวกรอบ และพันธุ์เอกะ เนื้อสีส้ม กรอบ ส่วนพันธุ์เอิร์ทเมาท์ เนื้อสีเขียว นุ่ม ฉ่ำ และพันธุ์ฮาเกะ เนื้อสีเขียว นุ่ม ฉ่ำ มาจากประเทศเกาหลี

พะเยา – นางสายฝน เตชะบรรณพุทธ บ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 12 ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา กล่าวว่า ตนกับสามีจะใช้เวลาว่างจากการปลูกข้าวมาขายจิ้งหรีด โดยรับซื้อมาจากเมืองคอบ แขวงไชยะบุลี สปป.ลาว ซึ่งในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จิ้งหรีดจะเริ่มออกมาผสมพันธุ์ ในเมืองคอบฝั่งตรงข้ามอำเภอภูซาง นั้น มีพื้นที่ป่าและสวนหนาแน่นกว่าฝั่งไทย การใช้สารเคมียังมีน้อยทำให้จิ้งหรีดมีมาก

ทั้งนี้ จะรับซื้อมาขายในพื้นที่ อำเภอเชียงคำและอำเภอภูซาง อีกทั้งสามีจะนำไปส่งขายพื้นที่จังหวัดเชียงราย ขายปลีกตัวละ 2 บาท เริ่มต้นครั้งแรกขายที่ตำบลภูซาง ไม่ถึง 300 ตัว ก็หมด บางครั้งขายได้มากถึงครั้งละ 10,000 ตัว โดยในวันที่ อำเภอเชียงคำ มีตลาดนัดจะนำมาครั้งละไม่น้อยกว่า 5,000 ตัว ลูกค้าสั่งซื้อคนละ 100-200 บาท รายละ 2-5 ถุง ถุงละ 50 ตัว ราคา ถุงละ 100 บาท เพราะเป็นจิ้งหรีดที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นจิ้งหรีดสด ผู้บริโภคนิยมซื้อไปทำอาหาร ผู้ที่สนใจสั่งซื้อได้ที่ โทร. (081) 746-8127

เลย – พล.ต. ชาญชัย เอมอ่อน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 28 กล่าวว่า “สนามกอล์ฟกำลังเอก ค่ายศรีสองรัก จังหวัดเลย ถือเป็นสนามกอล์ฟที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน และยังเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์แย้ด้วย ถือเป็นตัวชี้วัดถึงความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าบริเวณนี้ จึงได้อนุรักษ์ไว้ลูกหลานได้เป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง”

เดิมที่สนามกอล์ฟนี้ก็มีแย้อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ แต่มีไม่มากนัก ต่อมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีคนขอนำแย้มาปล่อย 200 ตัว เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ถือเคล็ดว่าหากปล่อยแย้แล้วจะทำให้สิ่งแย่ๆ ในชีวิตหมดไปด้วย หลังจากนั้นแย้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีไม่ต่ำกว่า 1,500 ตัว ขณะนี้ได้ให้นายทหารคอยเฝ้าระวังไม่ให้มีการทำร้ายหรือล่า หรือรบกวนแย้ พร้อม ติดป้ายระวังการขับขี่รถ และหากนักกอล์ฟตีโดนแย้ตาย ต้องจ่ายค่าปรับ 20,000 บาท

รศ.ดร. ชูพงษ์ ทองคำสมุทร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เปิดเผยถึงการประชุมวิชาการเทคโนโลยีอาคารด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม 2017 ซึ่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข.จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ปัญหาเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกัน เพราะอาจหมายรวมถึงความมั่นคงของชาติหรือของโลก ฉะนั้น การประชุมวิชาการครั้งนี้จึงสำคัญมากที่จะช่วยผลักดันสถาบันเครือข่ายวิชาการที่เข้มแข็ง เพื่อปลูกจิตสำนึกให้นักศึกษา สถาปนิก วิศวกรรุ่นใหม่ ตระหนักถึงการทำงานวิชาชีพภายใต้การคำนึงถึงพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

“ปัจจุบันประเทศไทยซื้อไฟฟ้าจากลาว พม่า หากวันหนึ่งประเทศเหล่านี้หยุดส่งไฟฟ้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด สิ่งที่เกิดขึ้นคืออุตสาหกรรมบ้านเรา การท่องเที่ยว การใช้พลังงาน เศรษฐกิจจะหยุดชะงักทั้งหมด อีกกรณีหนึ่งคือการพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดมลพิษ คุณภาพชีวิตต่ำลง เมื่อคนป่วยล้นประเทศ แล้วจะหาเงินไปทำไม สองปัญหานี้เกิดความรุนแรงสูงมากในระดับความมั่นคงของชาติ แต่ทุกคนกลับตระหนักถึงปัญหาน้อยมาก เราจึงต้องปลูกฝังค่านิยมการประหยัดพลังงานให้สถาปนิกและวงการสถาปัตยกรรมเพื่อทำงานสอดคล้องกับวิศวกรโยธา ประกอบร่างเป็นอาคารที่ดี เป็นพื้นฐานที่ทุกอาคารต้องทำ” คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข.กล่าว

สำหรับการประชุมวิชาการเทคโนโลยีอาคารด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม 2017 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลงานวิจัยด้านสถาปัตยกรรม เทคโนโลยีอาคาร พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับอาคาร ให้นักวิชาการ นักวิจัยด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ รวมถึงสถาปนิกได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นและประสบการณ์ สร้างเครือข่ายทางวิชาการระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอาคาร พลังงานและสิ่งแวดล้อม ทั้งเป็นการปลูกฝังให้นักศึกษา นักวิจัย เกิดความตระหนักเพื่อนำสู่การทำงานวิชาชีพที่มีจิตสำนึกร่วมในการประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม

ภายในงานยังมีการบรรยายของพระครูวิมลปัญญาคุณ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนศรีแสงธรรม ผู้นำเทคโนโลยีอาคารประหยัดพลังงานมาใช้ โดยกล่าวว่า เทคโนโลยีที่นำมาสร้างนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนทราบกันดี คือแผงโซลาร์เซลล์ การทำงานของโรงเรียนศรีแสงธรรม คือนำธรรมชาติแก้ไขปัญหาธรรมชาติ เน้นการสอนให้นักเรียนพึ่งพาตนเองในทุกด้าน และลดการใช้พลังงาน มีความรู้และตระหนักถึงการใช้พลังงานอย่างประหยัด คุ้มค่า ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

โรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นของประชากรไทย จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งของประเทศไทย โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในเพศชาย 3 อันดับแรก คือ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในเพศหญิง 3 อันดับแรก คือ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับและท่อน้ำดี

นพ. ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ข้อมูลว่า มะเร็งเป็นกลุ่มของโรคที่เกิดจากเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโตแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ ทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หลอดเลือดและหลอดน้ำเหลือง ในที่สุดจะทำให้เกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะเหล่านั้นผิดปกติ

ปัจจัยเสี่ยง คือ 1. สิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรค รวมทั้งการได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิบางชนิด 2. พฤติกรรม เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา กินอาหารที่มีไขมันสูงหรือเค็มจัด อาหารที่มีส่วนผสมดินประสิวและไหม้เกรียม 3. พันธุกรรม เช่น ความผิดปกติของยีน และความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน

ทั้งนี้ 7 สัญญาณอันตราย ที่พึงระวังว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งได้โดยเฉพาะมีอาการนานกว่า 2 สัปดาห์ ได้แก่ 1. ระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะเปลี่ยนแปลง เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หรือปัสสาวะเป็นเลือด 2. กลืนอาหารลำบาก หรือมีอาการเสียด แน่นท้องเป็นเวลานาน 3. เสียงแหบและไอเรื้อรัง 4. มีเลือดออกผิดปกติจากทวารต่างๆ 5. เป็นแผลรักษาแล้วไม่ยอมหาย 6. มีการเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝ 7. มีก้อนตุ่มที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย

วิธีป้องกัน คือ ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำจิตแจ่มใส กินผัก ผลไม้ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของมื้ออาหารและต้องหลากหลาย ไม่ซ้ำซาก จำเจ ใหม่ สด สะอาด ปราศจากเชื้อรา ไม่กินอาหารที่มีไขมันสูง อาหารปิ้งย่างหรือทอดไหม้เกรียม อาหารหมักดองเค็ม และปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดดิบๆ รวมทั้งไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา ไม่มีเซ็กซ์มั่วหรือไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่อยู่กลางแดดนานๆ และควรตรวจร่างกายเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง

แค่ลดงบประมาณแต่อย่ากังวลเรื่องร่วมจ่าย เพราะไม่ทำแน่ เน้นศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ชะลอผู้ป่วยรายใหม่ สนับสนุนเปิดคลินิกชะลอไตเสื่อมส่งเสริมใช้ยาให้สมเหตุผล

ในการประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา มีวาระการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และประธานบอร์ด สปสช. กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตในการให้บริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต เพื่อลดงบประมาณในการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง โดยจะประสานให้ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ทบทวนการเลือกวิธีบำบัดรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ระหว่างการล้างไตทางช่องท้องและการฟอกเลือด โดยให้อยู่ที่การวินิจฉัยของแพทย์ว่าแบบใดเหมาะสมกับผู้ป่วยที่สุด ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ด้วย เช่น การเดินทาง ฯลฯ โดยให้คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขร่วมกับราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ ศึกษาผลลัพธ์ทางคลินิกและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการล้างไตแต่ละวิธีมาเสนอต่อไป ส่วนเรื่องการบริหารจัดการคลังและการจัดส่งน้ำยาล้างไต จะขอความร่วมมือกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ในการควบคุมมาตรฐานและต่อรองราคา เพื่อช่วยลดภาระงบประมาณในระยะยาว

นพ. ปิยะสกล กล่าวว่า สำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนไตในปัจจุบันที่ยังให้บริการได้น้อย ก็ขอให้ศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการล้างไต และเดินหน้าชะลอผู้ป่วยรายใหม่เข้าสู่ระบบ เช่น คลินิกชะลอไตเสื่อมก็มีข้อมูลว่าสามารถชะลอการเข้าสู่ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ หรือการส่งเสริมการใช้ยาสมเหตุสมผล เป็นต้น เพื่อลดคนไข้เข้าสู่ระบบและลดแรงกดดันด้านงบประมาณ ซึ่งการส่งเสริมและการป้องกันถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการลดผู้ป่วยและลดงบประมาณในการรักษา

รศ.พญ. ประสบศรี อึ้งถาวร ประธานคณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขต กล่าวว่า งบประมาณค่าบริการทดแทนไตในปีนี้อยู่ที่ 7,000 ล้านบาท โดยขณะนี้ได้รับงบประมาณเพิ่มอีก 8 พันล้านบาท ต้องดำเนินการเรื่องการลดงบประมาณ แต่ไม่อยากให้กังวลเรื่องของการร่วมจ่าย เพราะคงไม่มีการดำเนินการเนื่องจากงบประมาณก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ แต่หากควบคุมมาตรฐานเรื่องของการขนส่ง การเลือกวิธีบำบัดทดแทนไตที่เหมาะสมกับคนไข้ ระหว่างการล้างไตทางช่องท้อง หรือการฟอกเลือดล้างไต ตามการวินิจฉัยของแพทย์ ก็น่าจะประหยัดงบประมาณลงได้อีก และการให้ศึกษาผลลัพธ์ทางคลินิกของการล้างไตก็จะช่วยให้ได้ข้อมูลทางวิชาการมาช่วยตัดสินใจมากขึ้นในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับคนไข้ ตรงกับโรค และมีความปลอดภัยมากขึ้น

นพ. โสภณ เมฆธน ปลัด สธ. กล่าวว่า อยากให้ สปสช.สนับสนุนเรื่องการเปิดคลินิกชะลอไตเสื่อม เนื่องจากมีข้อมูลการศึกษาพบว่าช่วยยืดระยะเวลาไตเสื่อมได้ถึง 7 ปี และช่วยให้ลดงบประมาณล้างไตประมาณปีละหมื่นล้านบาท

เพราะจัดงานมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จับมือกับองค์กรภาครัฐและพันธมิตรทางธุรกิจ ภาคเอกชน จัดงาน เกษตรมหัศจรรย์ 2560 เป็นครั้งที่ 8 ในธีม“พืชกินได้ ไม้ขายดี”
พร้อมกับวาระพิเศษ “ครบรอบ 30 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน” นิตยสารด้านเกษตรอันดับ 1 ของเมืองไทยที่อยู่คู่เกษตรกรมาอย่างยาวนาน

พานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เผยว่า ความพิเศษตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านนำเข้ามาล้วนเกี่ยวข้องกับเกษตรกร พืชผัก พืชพรรณต่างๆ เราสัมผัสแล้วเห็นว่ามีประโยชน์และทำเงินให้กับเกษตรกรจริง เราลงพื้นที่สัมภาษณ์ซึ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากของจริงทั้งนั้น

“29 ปีที่ผ่านมา เราสงสัยเรื่องการผลิตของเขา ไปคุย ไปเจอ ไปถาม แต่ปรากฏว่าเรื่องการผลิตไม่มีปัญหาเลย แต่ปัญหาอยู่ที่การเชื่อมโยงการตลาด” พานิชย์กล่าว ถามว่านิตยสารมีส่วนช่วยเหลือเกษตรกรมากน้อยแค่ไหน?

พานิชย์จึงยกตัวอย่างขนุนพันธุ์ทองประเสริฐขึ้นมาเล่าให้ฟังว่า ได้ไปทำการตลาดให้ และพบว่าเราปลูกขนุนกันกว่า 100 พันธุ์ ซึ่งนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านเองเผยแผร่เรื่องขนุนทองประเสริฐราวๆ ปี พ.ศ.2538

ทุกวันนี้ทองประเสริฐกลายเป็นพันธุ์ขนุนที่ปลูกมากที่สุด หรือประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมราคาผลผลิตกิโลกรัมละ 5-6 บาท แต่ที่สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขายกิโลกรัมละ 30-40 บาท ทั้งยังส่งออกไปขายที่จีน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนอ่านหนังสือเอาพันธุ์ขนุนไปปลูก ซึ่งที่สามร้อยยอดเองปลูกสับปะรดได้ราคาไม่ดี แต่ปลูกขนุน 15 ไร่ ได้เงินเป็นล้าน

“หนึ่งคือตัวเกษตรกรได้รับผลประโยชน์โดยตรง และสองคือผู้อ่านอ่านเจอ ถือเป็นตัวเลือกให้เขาปรับเปลี่ยนอาชีพได้” พานิชย์กล่าว นอกจากตัวนิตยสารแล้ว เทคโนโลยีชาวบ้านยังมีอีก 2 ช่องทางให้ผู้บริโภคได้เลือกติดตาม ทั้งเว็บไซต์ www.technologychaoban.com และเฟซบุ๊ก Technologychaoban – เทคโนโลยีชาวบ้าน

“แม้คนติดตามเฟซบุ๊กจะยังไม่มากนัก แต่ตัวเลขขยับเรื่อยๆ โดยเฉพาะเวลามีไลฟ์ มีคนติดตามเป็นหมื่น” พานิชย์กล่าว
พานิชย์ยังบอกอีกว่า ทีมงานที่ทำส่วนหนึ่งจบด้านเกษตร บางคนเป็นลูกหลานเกษตรกร เราพยายามนึกว่าเราเป็นเกษตรกร สมมุติว่าต้องการรู้เรื่องอะไรก็ไปหามา พยายามตอบสนองเกษตรกรให้ได้ว่ามีปัญหาเรื่องอะไรอยู่

สมมุติเขาปลูกกล้วยกันเยอะ กล้วยล้นตลาด เราช่วยหาวิธีการแปรรูปกล้วย หาช่องทางการตลาดให้ ไปสัมภาษณ์คนปลูกกล้วยที่พิษณุโลก สัมภาษณ์คนปลูกกล้วยที่ส่งการบินไทย เพื่อเป็นทางออกให้เขา

“ตอนยางพาราราคาถูก นี่เป็นวิกฤตของชาวบ้าน แต่มันเป็นโอกาสที่เราต้องเสนอข่าวสาร เราต้องหาวิธีแปรรูป ลดต้นทุน หรือปลูกพืชเสริมในสวนยางพารา เพื่อให้ชาวสวนยางอยู่ได้

“เราพิสูจน์ได้โดยการลงเรื่องเกษตรสัก 1 เรื่อง เช็กได้โดยการตรวจสอบกับชาวบ้าน ถ้าเขาบอกว่าได้รับโทรศัพท์แล้ว 50 สาย นั่นแสดงว่าเราตอบคำถามได้ว่าเราทำถูกต้อง” พานิชย์กล่าว

ส่วนงานเกษตรมหัศจรรย์ 2560“พืชกินได้ ไม้ขายดี” นั้น พานิชย์กล่าวว่า คอนเซ็ปต์งานใกล้เคียงกับที่ผ่านมา เนื่องจากไม้ขายดีเป็นประโยชน์ เกิดประโยชน์กับคนทั่วไป ทั้งในชีวิตประจำวัน และยังทำเป็นธุรกิจได้ด้วย

“มันดูเหมือนง่ายๆ แต่ไม่ใช่ มันมีความเกี่ยวเนื่องกับคนอย่างแยกไม่ออก บ้านเราเป็นเมืองเกษตร เลยเอาเรื่องใกล้ตัวคือกินได้ ขายดี และทำขายได้” พานิชย์กล่าว

ไฮไลต์สำคัญของงานนี้ ได้แก่ นิทรรศการ “พืชกินได้ ไม้ขายดี” กับความมหัศจรรย์ของพืชที่เป็น “ที่สุด” กว่า 100 สายพันธุ์ ทั้งไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ ที่อยู่ในเทรนด์ปี 2560, นิทรรศการ “30 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน”,กิจกรรมเวิร์กช็อปเกษตร-ศิลป์ 4 วัน 7 หลักสูตร,กิจกรรมเสวนาความรู้ ชวนอัพเดตเทรนด์ด้านเกษตรกรรมจากกูรูด้านการเกษตรและเกษตรกรรุ่นใหม่,กิจกรรมแจกฟรี ไม้ขายดี พันธุ์พรีเมียม
พบกับบูธร้านค้า จำหน่ายพันธุ์ไม้ ผลไม้ สินค้าเกษตร และอาหารจานเด็ดกว่า 200 บูธ และพิเศษสุดกับ กิจกรรม “30 ปี เทคโนฯ คืนกำไร” ช้อปครบตามจำนวน ลุ้นจับสลากรับรางวัลใหญ่ทุกวัน!

ด้านสถานที่จัดงานเกษตรมหัศจรรย์ปีนี้ย้ายมาอยู่ใจกลางเมืองที่ SKY HALL เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โดยพานิชย์กล่าวว่า พยายามเปลี่ยนสถานที่ เนื่องจากจัดพื้นที่เดิมหลายปี ผนวกกับประสบปัญหาคนเดินงานเกษตรน้อย แม้จะพยายามทำหลายๆ อย่าง ทั้งโปรโมตในห้างหรือทางสื่อก็ตาม

“อาจด้วยรูปแบบงาน พอมาแล้วไม่ตรงกลุ่ม รวมทั้งปริมาณคนเดินห้างอาจน้อยลง” พานิชย์เล่าเสริม

สถานที่จัดงานครั้งนี้มีพื้นที่กว้างขวาง เดินทางสะดวก ไม่ว่าจะมาโดยรถยนต์ส่วนตัว รถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้า และรถไฟฟ้ามหานคร (MRT)

สำหรับ นิทรรศการ“พืชกินได้ ไม้ขายดี” funnypatentsandinventions.com ที่จัดแสดงความมหัศจรรย์อันเป็น“ที่สุด” ของพืชกว่า 100 สายพันธุ์ แบ่งเป็น สุดยอดไม้ผล ที่มีความ “ที่สุด” 6 ประเภท คือ อร่อยที่สุด, แพงที่สุด, ใหญ่ที่สุด, สายพันธุ์พิเศษ (ล่าสุด), แปลกที่สุด และ หายากที่สุด (โบราณ) รวมทั้งหมดกว่า 44 ชนิด

อาทิ ประเภทอร่อยที่สุด ส้มโอแชมป์เปี้ยน 4 ภาค (เซลเลอร์ เชียงราย, มณีอีสาน ชัยภูมิ, ขาวแตงกวา ชัยนาท, ทับทิมสยาม นครศรีธรรมราช) ประเภทแพงที่สุด แคนตาลูปญี่ปุ่น จ.สุโขทัย (ราคา 40 บาท ต่อ 1 เมล็ดพันธุ์) ประเภทใหญ่ที่สุด มะขามป้อมยักษ์ ประเภทสายพันธุ์พิเศษ (ล่าสุด) แตงโม 3 สี (แดง, เหลือง, ส้ม) สุดยอดผลไม้ อุดมคุณค่าจาก “เบต้าแคโรทีน” ประเภทแปลกที่สุด มิราเคิลฟรุ๊ต และ ประเภทหายากที่สุด (โบราณ) ลาน ลูกฆ่าแม่

“ลาน ลูกฆ่าแม่ เป็นไม้ตระกูลปาล์มที่ต้องรอจนกว่าจะมีอายุ 30 ปี ถึงจะออกดอกแล้วมีลูก ส่วนลานที่นำมานี้อยู่ที่ทับลาน จ.ปราจีนบุรี ผลกินอร่อยและหากินยาก เวลาต้นลานโตจนออกลูก ต้นแม่จะตายไปเลย เราเลยเรียกว่าลูกฆ่าแม่” พานิชย์อธิบาย

และ พืชทำเงิน จัดแสดงไม้ดอก ไม้ประดับสุดอินเทรนด์ ปลูกง่าย สร้างรายได้งาม พร้อมข้อมูลแน่นปึ้กจำนวนกว่า 30 สายพันธุ์ อาทิ กระบองเพชร ฮาโวเทีย กล้วยไม้ สับปะรดสี ดาวเรือง ลีลาวดี

อีกทั้ง กิจกรรมชิมฟรี สุดยอดผลไม้ไทย ซึ่งพานิชย์กระซิบมาว่ามีให้ชิมจำนวนจำกัดและแบ่งเป็นช่วงเวลาเท่านั้น อาทิ ขนุนทองประเสริฐ, ข้าวโพดอินทรีย์ 2, ส้มโอมณีอีสาน และ สาธิตการทำอาหารจากผลไม้ ตลอด 4 วัน จำนวน 4 เมนู โดยเชฟท็อป

สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลย นั่นคือ โซนนิทรรศการ “30 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน” พื้นที่ที่จะเผยให้เห็นถึงความสำคัญของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านในฐานะผู้นำข่าวสารด้านการเกษตรที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 3 ทศวรรษ

เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของอาชีพเกษตรกรที่น่าภาคภูมิใจ ทำได้จริง กับ “ปัจจุบัน ความหวัง และอนาคต” พร้อม อัพเดต“10 อาชีพเกษตรฮอตในโลกโซเชียล” ที่จะเปิดคลิปวิดีโอจาก Feed และเทคโนโลยีชาวบ้าน ผสานความรู้ ความเข้าใจควบคู่กันไป อาทิ ปลูกกล้วย เพาะเห็ด ปลูกเมล่อน

ด้าน นิทรรศการ 3 เกษตรกรดีเด่นปี 2560 นั้น พานิชย์อธิบายว่า คัดเลือกผู้ที่เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์มาทั้งหมด 3 คน คือ ประกิต โพธิ์ศรี, นพชัย ผิวเกลี้ยง และ การต์รวี บัวบุญ แต่เรายังไม่ทอดทิ้งคนรุ่นเก่าไป อีกทั้งอยากให้คนทั่วไปมองว่างานด้านเกษตรคนรุ่นใหม่ก็สามารถทำได้เช่นกัน

“ไม่จำเป็นต้องเกษียณแล้วรับมรดกจากพ่อแม่ อยากให้มองเห็นเป็นแรงบันดาลใจแก่เยาวชนไทยที่จะสร้างงานเกษตรขึ้น คนหนึ่งเรียนจบวิศวะ แต่หันมาปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิง คนหนึ่งจบเกษตรแล้วมาเลี้ยงไก่ ส่วนอีกคนหนึ่งจบพยาบาล แต่ยอมทิ้งเครื่องแบบสวยงามมาเลี้ยงสัตว์” พานิชย์กล่าว

และพลาดไม่ได้กับ กิจกรรม “แจกฟรี ไม้ขายดี พันธุ์พรีเมียม” ที่ผู้จัดงานรวบรวมไว้ 10 ชนิด จำนวนกว่า 250 ต้น อาทิ ลีลาวดี (ดอกจิ๋ว, สีพิเศษ, กลีบซ้อน), กล้วยไม้, กระบองเพชร อันควบคู่มากับ กิจกรรม “ดาวเรืองแทนใจ” ปลูกดาวเรืองให้เหลืองทั้งแผ่นดิน ซึ่งได้รับการสนับสนุนต้นดาวเรืองจากบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด (เมล็ดพันธุ์ศรแดง) จำนวน 2,160 ต้น โดยจะแบ่งแจกฟรีวันละ 540 ต้น ทุกวัน

เพื่อระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยดาวเรืองทั้งหมดจะออกดอกบานสะพรั่งในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“เรามีพันธุ์ไม้มาแจกให้ทุกวัน แต่มีจำนวนจำกัด และแต่ละวันจะแจกไม่เหมือนกัน เช่น วันแรกแจกลีลาวดี 10 ต้น ช่วงเวลา 11.00-12.00 น. แจกกล้วยไม้ 10 ต้น เวลา 15.00-16.00 น. เป็นต้น ซึ่งวันสุดท้ายอาจจะวนมาแจกลีลาวดีส่วนที่เหลืออีกก็ได้” พานิชย์กล่าว

เวที ITRC และ IRCO ชี้ ทิศทางตลาดและราคายางปรับตัวสูงขึ้น

โดย 3 ประเทศสมาชิกเวที ITRC และ IRCO ชี้ ทิศทางตลาดและราคายางปรับตัวสูงขึ้น โดย 3 ประเทศสมาชิก ผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก เตรียมแผนสร้างสมดุลระยะยาว มุ่งส่งเสริมใช้ยางในประเทศ

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมเวที ITRC และ IRCo’s BoD ร่วมกันเสนอแนวทางมาตรการที่เป็นไปได้ในการเพิ่มราคายาง จากข้อมูล GDP ทั่วโลก และประเทศผู้ใช้ยางปรับตัวสูงขึ้น เน้นมาตรการระยะยาวเพื่อเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศผู้ผลิตเองให้มากยิ่งขึ้น ทั้งรัฐบาลไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สามประเทศต่างมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางของตลาดและราคายางว่าจะมีการปรับตัวตามปัจจัยพื้นฐาน ย้ำให้ความร่วมมือภายใต้กรอบของ ITRC เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยในฐานะผู้แทนประเทศไทย เผยว่า การประชุมร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่อาวุโสสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (ITRC) และคณะกรรมการบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ (IRCo’s BoD) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ที่ผ่านมานั้น ที่ประชุมได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มราคายางที่มีความผันผวนและปัจจัยทางการตลาดที่ส่งผลกระทบต่อราคายางธรรมชาติ แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่าราคายางจะต้องดีกว่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ฉะนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีแก่เกษตรกรชาวสวนยาง และอุตสาหกรรมยางพาราแก่ประเทศผู้ผลิตทั้ง 3 ประเทศ

ที่ประชุมจึงได้เสนอแนวทางมาตรการที่เป็นไปได้ในการเพิ่มราคายาง โดยจากการวิเคราะห์เชิงลึก เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคายางในตลาดล่วงหน้าทั้ง 3 แห่ง ซึ่งระบุว่า ตลาดล่วงหน้ามีปริมาณการขายที่สูงเกินไป กล่าวได้ว่า ในตลาดล่วงหน้าจะขายมากกว่าซื้อ เมื่อเทียบกับการเติบโตของ GDP ของประเทศผู้ใช้ยางเป็นบวกทั้งหมด คาดว่าความต้องการใช้ยางธรรมชาติในปีนี้จะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกที่ดีขึ้น ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า การเจริญเติบโตของ GDP โลกในปี พ.ศ. 2560

ในเดือนกรกฎาคมที่ระดับ 3.5% สูงกว่าประมาณการก่อนหน้านี้ที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.4% เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2560 โดยเฉพาะในประเทศผู้ใช้ยาง เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป และอินเดีย GDP มีการปรับตัวสูงขึ้นที่ 3.2% ขณะที่ประเทศจีน ปีนี้คาดว่า GDP จะยังคงอยู่ที่ 6.7% ตามสภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงของจีน เพราะในช่วงไตรมาส 1 และ 2 GDP ของจีนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ อยู่ที่ 6.9% แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 18 เดือน และด้านอุตสาหกรรมยานยนต์จากประเทศผู้ใช้ยางเหล่านี้ทั้ง จีน ยุโรป และ ญี่ปุ่นมีการเติบโตขึ้นในทางบวกที่ 3.8% , 4.7% และ 9.2% ตามลำดับ

ทั้งนี้ ปัจจัยแวดล้อมที่มีต่อผลผลิตยางในประเทศผู้ผลิต เช่น อินโดนีเซีย คาดว่า ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะถึง จะมีผลผลิตที่ออกสู่ตลาดช้าลง ส่วนในประเทศมาเลเซียและไทยจะลดลงเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยทางสมาคมอุตสาหกรรมยางธรรมชาติแห่งประเทศผู้ผลิต (ANRPC) คาดว่าจะมีการขาดดุลความต้องการซื้อยางธรรมชาติจากทั่วโลก

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ITRC และ IRCo จะยังคงติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มตลาดยาง ตลอดจนพิจารณามาตรการอื่น ๆ ที่เป็นไปได้ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับราคายาง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในประเทศสมาชิก ITRC จะได้รับประโยชน์สูงสุด โดยเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการอุปสงค์และอุปทานให้สมดุล ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งประเด็นนี้ ประเทศสมาชิกต่างให้การสนับสนุนแผนงานของรัฐบาลไทยในการลดพื้นที่ปลูกยางพาราอย่างถาวร ซึ่งจะเป็นการลดอุปทานของยางธรรมชาติประมาณ 360,000 เมตริกซ์ตันต่อปีในอนาคตอันใกล้นี้

“ทั้ง 3 ประเทศสมาชิกจะดำเนินการพิจารณามาตรการระยะยาวเป็นหลักเพื่อเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศของแต่ละประเทศให้มากยิ่งขึ้น ทั้งการก่อสร้างถนน เขื่อนยาง ฯลฯ เป็นต้น โดยรัฐบาลของทั้งสามประเทศมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางของตลาดยางและราคาว่าจะมีการปรับตัวตามปัจจัยพื้นฐานที่สะท้อนเหล่านี้ และที่สำคัญ จะให้ความร่วมมือภายใต้กรอบของ ITRC เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว”

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับมอบเงินเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โครงการ “ประชารัฐรวมใจ ใต้ร่มพระบารมี” โดยมี ดร.ถนอมวงศ์ แต้ไพสิฐพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเบทาโกร (ซ้ายสุด) ร่วมมอบเงินจำนวน 1,000,000 บาท สมทบกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและองค์กรต่างๆ ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็วๆ นี้

วันที่ 9 ส.ค. น.ส.จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่ากรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประมวลค่าเฉลี่ยของความเข้มข้นฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ 19 จุดใน 14 เมืองทั่วประเทศไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 พบค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM 2.5 ทั้ง 14 เมืองเกินค่าความปลอดภัยตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

“ความเข้มข้นของ PM2.5 ในเขตเมืองเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษปรับปรุงดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทย โดยนำค่าเฉลี่ยของ PM2.5มาใช้ในการคำนวณ (PM2.5 AQI)”

น.ส.จริยากล่าวว่ามลพิษทางอากาศเป็นประเด็นการจัดการสิ่งแวดล้อมประการหนึ่งที่รัฐบาลไทยยังล้มเหลวที่จะแก้ไขปัญหา โดยที่ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM 2.5) ยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน การวิเคราะห์ข้อมูลในรายงาน State of Global Air ระบุว่า PM2.5 ก่อให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรประมาณ 37,500 คน ในปี 58

“กลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงอายุ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับโรงไฟฟฟ้าถ่านหิน และโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษ หากไม่มีการปรับเปลี่ยนดัชนีคุณภาพอากาศที่ผนวกเอา PM 2.5 เข้าไปด้วย ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ จะต้องเผชิญกับระดับมลพิษทางอากาศที่สูงกว่าค่าความปลอดภัยที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ”

น.ส.จริยากล่าวว่าค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM 2.5 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 60 ทั้ง 14 เมืองเกินระดับความปลอดภัยที่องค์การอนามัยโลกเสนอไว้ว่าไม่ควรเกิน 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อปี ข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยให้เห็นว่ามี 10 เมืองจากทั้งหมด 14 เมือง ที่มีความเข้มข้นเฉลี่ยของ PM2.5 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 60 สูงกว่าระดับความปลอดภัยที่กำหนดไว้ในมาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปของประเทศไทย ซึ่งตั้งไว้ว่าไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อปี

น.ส.จริยากล่าวว่าพบ 2 พื้นที่เมืองที่มีค่าเฉลี่ยของความเข้มข้น PM2.5 สูงสุดคือ จ.ขอนแก่น มี 44 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จ.สระบุรี มี 40 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าระดับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ถึง 4 เท่า
“มีอีก 8 พื้นที่เมืองที่ยังต้องเผชิญกับปัญหา จ.กรุงเทพฯ สมุทรปราการ(พระประแดง) ปราจีนบุรี(ท่าตูม) ราชบุรี(เมือง) สมุทรสาคร(เมือง) ลำปาง(แม่เมาะ) เชียงใหม่(เมือง) และ จ.ตาก(แม่สอด) มีค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM 2.5 ที่อยู่ในระดับที่สูงตั้งแต่ 26 ถึง39 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร”

น.ส.จริยากล่าวว่ามลพิษทางอากาศถูกใช้เป็นตัวชี้วัดของการพัฒนาที่ยั่งยืน ความกังวลเรื่องมลพิษทางอากาศ สะท้อนให้เห็นอยู่ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) กรีนพีซเห็นว่าแม้ว่าประเทศไทยได้รับรองเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนแต่ยังต้องมีความพยายามอีกมาก ในการทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตกลงร่วมกันในประชาคมโลกรวมถึง เป้าหมายข้อที่ 3 ว่าด้วยการ สร้างหลักประกันให้คนมีชีวิตที่มีคุณภาพและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของคนทุกเพศทุกวัย เป้าหมายข้อที่ 11 ว่าด้วยการทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย ความต้านทานและความหยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างครอบคลุมและยั่งยืน

“ประชาชนนับล้านคนจะต้องตกอยู่ในความเสี่ยง หากไม่มีการปรับปรุงดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทย รัฐบาลไทยต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อกอบกู้วิกฤตด้านสุขภาพของคนในประเทศ และดำเนินการตามแผนปฎิบัติการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อช่วยลดมลพิษทางอากาศ ทำให้อากาศสะอาดปลอดภัยและปกป้องชีวิตผู้คน”น.ส.จริยากล่าว

นสพ.พศวีร์ สมใจ (ขวา สุด) ปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) การดำเนินกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้ “โครงการสำนึกรักถิ่นเกิด ทำความดีเพื่อแผ่นดิน” ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยการร่วมกันเดินหน้ากิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะโครงการอาหารปลอดภัยเลี้ยงไก่ปลอดโรค ด้วยการฉีดวัคซีนให้กับไก่พื้นเมืองเพื่อป้องกันโรค ตลอดจนโครงการเฝ้าระวังโรคระบาด และโครงการอบรมให้ความรู้การเลี้ยงไก่ โดยมี นายบัญชา ขาวเมืองน้อย (ซ้ายสุด) รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจครบวงจรส่งออกโคราชและครบวงจรไก่อีสาน สายธุรกิจไก่เนื้อ เป็นผู้แทนซีพีเอฟร่วมลงนาม โดยได้รับเกียรติจาก น.สพ.สรวิศ ธานีโต (กลาง) รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะโฆษกกรมปศุสัตว์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมสบาย อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อเร็วๆนี้

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่จ.กาฬสินธุ์ สถานการณ์น้ำในพื้นที่ราบลุ่ม 5 อำเภอ คือ อ.ฆ้องชัย อ.ร่องคำ อ.กมลาไสย อ.ยางตลาด และอ.เมืองกาฬสินธุ์ ยังประสบปัญหาน้ำท่วม เป็นพลพวงจากพายุลาตัสและเซินกา ที่ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จำนวนมาก จนทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนลำปาวเพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวันนี้ปริมาณน้ำยังเพิ่มขึ้นปัจจุบันอยู่ที่ 1,745 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 88 ของความจุอ่าง ซึ่งเขื่อนลำปาวมีความจุที่ 1,980 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเหลือเพียง 235 ล้น ลบ.ม. น้ำก็จะเต็มความจุ

ที่ห้องประชุม 4/1 ศาลากลางจ.กาฬสินธุ์ ในการประชุมคณะทำงานวเคราะห์สถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม จ.กาฬสินธุ์ โดยนายสุวิทย์ คำดี ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานในการประชุม และมีนายเธียรชัย อัจฉริยพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจ.กาสินธุ์ พล.ต.ผดุงเกียรติ โปร่งจิตติ์ ผบ.กล.รส.กส. นายสุชาติ หาญชนะชัยกุล ผู้ทรงคุณวุฒิกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าประชุมในการประเมินสถานการณ์และติดตามปัญหา ของพื้นที่ประสบภัยทั้ง 18 อำเภอ โดยพบว่าขณะนี้พื้นที่เสี่ยงและประสบภัยน้ำท่วมอยู่ในเขตพื้นที่ราบลุ่ม 5 อำเภอ ที่ประกอบด้วย อ.ฆ้องชัย อ.ร่องคำ อ.กมลาไสย อ.ยางตลาด และอ.เมืองกาฬสินธุ์ ขณะที่จ.กาสินธุ์ได้ประกาศให้ 14 อำเภอเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ โดยปัจจุบันมีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 195,301 ไร่ เป็นนาข้าว 194,449 ไร่ พืชไร่ 810 ไร่ พืชสวน 42 ไร่ บ่อปลา 1,068 บ่อ มีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจำนวน 37,136 ครัวเรือน

นายสุวิทย์ คำดี ผู้ว่าราชการจ.กาฬสินธุ์ ได้ออกประกาศเตือนฉบับที่ 17 ระบุว่า ขณะนี้เขื่อนลำปาวได้ระบายน้ำวันละ 25 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ซึ่งทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวฯ ได้ขอมติที่ประชุมที่จะเพิ่มการระบายเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 35 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน แต่ทางคณะกรรมการฯในประชุมได้ขอให้ระบายน้ำได้วันละ 30 ล้าน ลบ.ม. เป็นเวลา 2 วัน คือถึงวันที่ 11 สิงหาคมนี้ จากนั้นจะมาประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

ทั้งนี้จ.กาฬสินธุ์ ได้แจ้งไปยังโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง กรมชลประทานให้ลดประตูเขื่อนกั้นน้ำชีที่ฝายคุยเชือก อ.โกสุมพิสัยประบระดับจาก 1.50 เมตร เป็น 1.80 เมตร เพื่อชะลอให้น้ำชี 5.5 ล้าน ลบ.ม. ต่อวัน เข้ามายังเขตกาฬสินธุ์ ขณะที่การตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่ฝายร้อยเอ็ด 12 เครื่อง เพิ่มการระบายน้ำชีให้ไหลเร็วขึ้นวันละ 2 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน อย่างไรก็ตามได้สั่งการให้เฝ้าระวังพนังกั้นน้ำลำชีพื้นที่อ.เมืองกาฬสินธุ์ ต.ลำพาน และ.ในเขตอ.ฆ้องชัยในจุดที่เป็นมีความเสี่ยงสูงให้เสริมพนังด้วยกระสบทรายให้สูงและหนาขึ้นพร้อมเวรยามเฝ้าตลอด 24 ชม.

ทั้งนี้ทางโครงการส่งน้ำฯ ได้รายงานตัวเลขปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนลำปาวยังมาต่อเนื่องล่าสุดวันนี้อยู่ที่ 33 ล้าน ลบ.ม. เพราะอยูในช่วงดูฝน ส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาวปัจจุบันปริมาณน้ำภายในอ่างก็อยู่ในระดับสูงอีกทั้งยังต้องรองรับน้ำในฤดูฝนตลอดช่วงระยะเวลาจนถึงเดือนกันยายนที่มีความน่าจะเป็นไปได้ว่าปริมาณน้ำจะเข้ามายังเขื่อนลำปาวไม่น้อยกว่า 600-800 ล้าน ลบ.ม. ส่วนนี้จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเริ่มการพร่องน้ำออกจากตัวเขื่อนเพื่อให้มีพื้นที่ในการรองรับน้ำตลอดช่วงฤดูฝนนี้

นายทองบ่อ วงศ์เทเวศร์ ชาวบ้านตำบลโนนศิลาเลิง กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในตอนนี้น่าเป็นห่วงคาดว่าจะท่วมหนักและสูงกว่าทุกปี เพราะทางเขื่อนก็ปล่อยน้ำมาจำนวนมาก ตอนนี้บ้านที่อาศัยอยู่ก็ท่วมจนเกือบถึงหลังคาเพราะเป็นบ้านชั้นเดียวข้าวของเครื่องใช้ก็พังเสียหายไปหลายรายการส่วนนาข้าวถูกน้ำท่วมมากว่า 2 อาทิตย์น่าจะเน่าตายทั้งหมด

ม.หอการค้าไทยเผยพิษน้ำท่วมหนักภาคอีสานและเหนือ สร้างความเสียหายต่อพืชเกษตรและการทำการค้าปกติ ซ้ำเติมรายได้ไม่พอจ่ายและว่างงานเพิ่ม ส่งผลเสียต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค. ’60 ลดลงต่อเนื่องเดือนที่ 3 สถิติต่ำสุดรอบ 7 เดือน แนะรัฐออกมาตรการช่วยเหลือ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนกรกฎาคม 2560 ปรับลดลงทุกรายการและลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวม อยู่ที่ 73.9 ลดจากเดือนมิถุนายน 2560 อยู่ที่ 74.9 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 51.7 ลดจาก 52.9 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 83.1 ลดจาก 84.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 62.2 ลดจาก 63.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 69.1 ลดจาก 70.0 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 90.4 ลดจาก 91.5

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ดัชนีปรับลดลง เนื่องจากผู้บริโภคกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ส่งผลเชิงลบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่และราคาพืชผลทางการเกษตรอยู่ในระดับต่ำและปรับลดลงช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งราคาข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และสับปะรดโรงงาน ทำให้กำลังซื้อทั่วไปในต่างจังหวัดไม่คล่องและขยายตัวต่ำ ประกอบกับผู้บริโภคกังวลว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอาจจะยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้นมากอย่างที่คาดการณ์ไว้ และยังกังวลต่อปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าทรงตัวอยู่ในระดับสูง รายได้ไม่สอดคล้องค่าใช้จ่าย บวกกับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น

“การลดลงของดัชนี 3 เดือนติดกัน ดูจากข้อมูลเป็นการลดลงจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งน้ำท่วมน่าเกิดผลระยะสั้น กระทบในวงจำกัดไม่บานปลาย จึงไม่น่ามีผลต่อดัชนีเดือนสิงหาคมนี้ แม้หลายฝ่ายปรับเพิ่มตัวเลขภาพเศรษฐกิจมหภาค แต่มุมมองและความรู้สึกของผู้บริโภคชนชั้นกลางและฐานรากยังไม่รับรู้ว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ราคาเกษตรยังต่ำ ส่งผลต่อกำลังซื้อฐานรากซึมตัว ยอดขายธุรกิจจึงหายไปจนน่ากังวล ประกอบกับธุรกิจกังวลปัญหาแรงงานต่างด้าว อาจกระทบต่อธุรกิจและการส่งออก ตอนนี้อัตราว่างงานอยู่ที่ 1.2% ซึ่งเกินค่าเฉลี่ยแล้ว ทำให้ผู้บริโภคมองเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่โดดเด่นและไม่เร็ว กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ภาครัฐควรเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายและเร่งรัดการลงทุน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยการเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับดัชนีความเหมาะสมการซื้อรถยนต์คันใหม่ในปัจจุบัน เดือนกรกฎาคม อยู่ที่ 77.4 ลดจาก 80.0 เดือนมิถุยายน ขณะที่ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่ในปัจจุบัน อยู่ที่ 58.0 ลดจาก 61.3 ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวในปัจจุบัน อยู่ที่ 62.1 ลดจาก 65.7 ดัชนีความเหมาะสมในการลงทุนทำธุรกิจในปัจจุบัน อยู่ที่ 41.7 ลดจาก 43.0 ดัชนีวัดความสุขในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน อยู่ที่ 78.0 ลดจาก 79.1 ดัชนีภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน อยู่ที่ 71.0 ลดจาก 72.9 ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดในปัจจุบัน อยู่ที่ 64.9 ลดจาก 67.0 และดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน อยู่ที่ 79.0 ลดจาก 81.4

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ลงนามกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ในสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ จัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา จังหวัดสงขลา พื้นที่ 629 ไร่ ที่ ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ระยะการเช่า 50 ปี

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม hannaheloge.com ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า เป็นการลงนามต่อจากการลงนามเช่าที่ดินราชพัสดุ จังหวัดสระแก้ว เพื่อพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่ง กนอ.พัฒนาพื้นที่แล้ว เช่น ก่อสร้างอาคารสำนักงาน กนอ. และสร้างโรงงานสำเร็จให้เอสเอ็มอีเช่า คาดว่าจะเปิดตัวโครงการปลายปี 2561 สำหรับพื้นที่สะเดาออกแบบเรียบร้อยแล้วและอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งอีไอเอผ่านการพิจารณาระดับจังหวัดแล้ว คาดเดือนตุลาคมเสนอเข้าคณะกรรมกรรมการอีไอเอใหญ่พิจารณา ซึ่ง กนอ.พร้อมเริ่มพัฒนากลางปี 2561 ทั้งนี้ ศักยภาพของพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมสะเดา มีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ แรงงาน และระบบคมนาคม ขนส่งสินค้ากับประเทศเพื่อนบ้านที่มาเลเซีย เชื่อมถึงสิงคโปร์ ผ่านด่านศุลกากรสะเดา-รัฐเกดะห์ และด่านศุลกากรปาดังเบซาร์-รัฐปะลิส นอกจากนั้น ยังมีท่าเรือน้ำลึกที่ อำเภอสิงหนคร และท่าอากาศยานหาดใหญ่ เป้าหมายหลักคือสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้มากขึ้น และเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดน

นายวีรพงศ์ กล่าวว่า กนอ.กำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสะเดา ให้เกิดรายได้ ประกอบด้วย พื้นที่อุตสาหกรรม 289.63 ไร่ พื้นที่อุตสาหกรรมบริการ โลจิสติก 119.57 ไร่ พื้นที่เขตประกอบการเสรี (ฟรีโซน) 81.28 ไร่ พื้นที่ระบบสาธารณูปโภค 286.31 ไร่ พื้นที่สีเขียวและแนวกันชน 102.86 ไร่ พื้นที่เขตพาณิชยกรรม 48.28 ไร่ รองรับ 11 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล ได้แก่ แปรรูปสินค้าเกษตรและการถนอมอาหาร อุตสาหกรรมเบา กิจการผลิตภัณฑ์เครื่องใช้จากยางพารา และกิจการผลิตเครื่องใช้อนามัยจากยาง เคมีภัณฑ์และพลาสติก ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ หรือเครื่องใช้จากพลาสติก กิจการผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง หรือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กิจการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กิจการการผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ศูนย์กระจายสินค้า และกิจการห้องเย็นเก็บสินค้า คาดก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนในพื้นที่กว่า 13,000 ล้านบาท และการจ้างงานกว่า 3,000 คน

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ได้สำรวจทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชนเกี่ยวกับวันแม่ พบว่า ปีนี้จะมีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจถึง 13,054.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่มีเพียง 12,4711.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดยาว นิยม พาครอบครัวและแม่ไปท่องเที่ยว แต่ยังไม่คึกคักเท่าที่ควรเพราะยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย

“เทศกาลวันแม่ใช้จ่ายมากเป็นวันพิเศษ แต่ปีนี้ขยายตัวต่ำกว่า 3% ถือว่าเป็นสัญญาณไม่ปกติ สะท้อนประเทศมีปัญหาทางการเงิน ไม่เคยขยายตัวถึง 4% ตั้งแต่ปี 2555 สอดคล้องความเชื่อมั่น ผู้บริโภคที่ยังระมัดระวังการใช้จ่าย เพราะมองว่าเศรษฐกิจจะ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ สะท้อนภาพว่า ไม่มีกำลังซื้อจริงๆ ในบางธุรกิจ กระจุกตัวแค่บางภาคเท่านั้น เช่น การส่งออก และการท่องเที่ยว”

สิ่งที่ลูกจะทำช่วงวันแม่มากที่สุด 33% สวมกอดแม่และบอกรักแม่ รองลงมา 27.8% มอบดอกไม้-กราบเท้าแม่ อีก 27.6% แสดงความกตัญญู 10.6% ทำตามสิ่งที่แม่เคยขอไว้ ส่วนของขวัญ ยอดนิยมมอบให้แม่ อันดับ 1 ให้เงินสด หรือทอง

ยะลา – นายพิพัฒน์ ว่องปิติธวัช อายุ 32 ปี เกษตรกรชาวสวนรุ่นใหม่ เผยว่า เดิมทำสวนยางพารา และสวนผลไม้ อยู่ที่หมู่ที่ 1 ตำบลตาชี อำเภอยะหา จังหวัดยะลา แต่หลังจากราคายางตกต่ำ ได้หันมาทดลองปลูกเมล่อน ลองผิด ลองถูกหลายปี โดยนำเมล็ดมาปลูกปรากฏว่าได้ผล แต่คุณภาพไม่เหมือนเมล็ดพันธุ์แท้ๆ ที่นำเข้า จึงทดลองปลูกถึง 4-5 ปี ทั้งในดิน ทั้งในถุง

ต่อมาจึงทำจริงจัง ด้วยการทำโรงเรือนแบบออร์แกนิกระบบปิด ส่วนวีธีจำหน่ายใช้โซเชี่ยลมีเดีย และตลาดมีการตอบรับที่ดี ผลเมล่อนชุดนี้ที่จะออกในเดือนสิงหาคมนี้จะส่งขายไปยังต่างจังหวัด และที่สำคัญคือตลาดรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ที่ได้ติดต่อจะมาดูงานด้วย

ปลื้ม บัณฑิต มวล.มีงานทำกว่า 90% รายได้เฉลี่ย 18,097 แพทย์

ศ.ดร. ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและยุทธศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า จากการที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้สำรวจภาวะการมีงานทำของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา ปีการศึกษา 2558 หลังจากสำเร็จการศึกษไปแล้ว 1 ปี จำนวน 1,055 คน (ร้อยละ 83.7) จากจำนวนบัณฑิตทั้งหมด 1,261 คน พบว่า บัณฑิตของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีงานทำถึง ร้อยละ 98.3 โดยได้งานทำตรงกับสาขาที่สำเร็จการศึกษา ร้อยละ 82.4 ไม่ตรงกับสาขาที่สำเร็จการศึกษา ร้อยละ 2.5 ประกอบอาชีพอิสระ ร้อยละ 8.2 และศึกษาต่อ ร้อยละ 4.9

ศ.ดร. ธวัชชัย กล่าวต่ออีกว่า จากจำนวนบัณฑิตทั้งหมด 1,261 คน ที่สำเร็จการศึกษาใน 11 สำนักวิชา ประกอบด้วย สำนักวิชาการจัดการเทคโนโลยีการเกษตร พยาบาลศาสตร์ แพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากร ศิลปศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ สหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์ และสารสนเทศศาสตร์ พบว่า บัณฑิตสำนักวิชาแพทยศาสตร์มีเงินเดือน/รายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด 47,893 บาท รองลงมาเป็นสำนักวิชาเภสัชศาสตร์ 35,223 หากดูเป็นรายหลักสูตรจาก จำนวน 38 หลักสูตร พบว่า หลักสูตรการจัดการสารสนเทศ มีเงินเดือน/รายได้สูงถึง 46,250 บาท

อย่างไรก็ตาม รายได้เฉลี่ยโดยรวมทุกสำนักวิชาอยู่ที่ 18,097 บาท ต่อเดือน ทั้งนี้ จากการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตประจำปีการศึกษา 2558 ในภาพรวมของมหาวิทยาลัย จากคะแนนเต็ม 5 พบว่า ด้านคุณธรรม จริยธรรม และด้านความรู้ ได้คะแนน 4.39 เท่ากัน ด้านทักษะทางปัญญา ได้คะแนน 4.38 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ได้คะแนน 4.35 ด้านการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้คะแนน 4.34 ซึ่งในภาพรวมของทุกด้าน คะแนนอยู่ที่ 4.37 อย่างไรก็ตาม หากแยกเป็นรายกลุ่มสาขาวิชา พบว่า กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพได้คะแนนภาพรวมทุกด้านสูงสุด ที่ 4.41 คะแนน รองลงมาคือ กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4.37 คะแนน และกลุ่มสังคมศาสตร์ ได้ 4.34 คะแนน

ผลการสำรวจภาวะการมีงานทำและการประเมินความพึงพอใจ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบัณฑิตและการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของชาติ ทั้งยังได้รับการยอมรับของผู้ประกอบการอีกด้วย รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนฯ มวล.กล่าวในตอนท้าย

นายกมลไชย คชชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เปิดเผยว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน) อนุมัติโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่นำเสนอโดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 แล้ว เพื่อให้จัดหาและเพาะพันธุ์กล้าไม้ประมาณ 1 ล้านต้น สำหรับนำไปปลูกฟื้นฟูป่าในพื้นที่ภาคเหนือในเขต 4 จังหวัดดังกล่าว ซึ่งหลังจากได้รับการอนุมัติ ทางสำนักจะมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเพาะพันธุ์ต้นไม้ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี และให้แต่ละหน่วยงานนำไปปลูกในพื้นที่รับผิดชอบ หน่วยงานละประมาณ 100 ไร่ จะได้พื้นที่ป่าประมาณ 3,000 ไร่

นายกมลไชยกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังกระจายพันธุ์ไม้ที่เพาะได้ให้กับหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชน ที่ต้องการจะพัฒนาพื้นที่ป่าชุมชน หรือสถานที่ที่ต้องการฟื้นฟูเพิ่ม ให้ครบทั้ง 1 ล้านต้นดังกล่าว ซึ่งสามารถนำต้นกล้าตามโครงการไปปลูกได้ โดยต้นกล้าจะเจริญเติบโตพร้อมนำไปปลูก ในปี 2561

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย วงเงินงบประมาณแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร ปี 2561 รวม 9,456 ล้านบาท พร้อมแจงวงเงินทั้ง 3 เป้าหมาย เตรียมเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตร พัฒนาเศรษฐกิจภาคเกษตรให้เติบโตอย่างเต็มประสิทธิภาพ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี 2561 ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ 29 แผนบรูณาการของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยปีงบประมาณ 2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานแผนงานบูรณาการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร และมีหน่วยงานร่วมดำเนินการ 7 กระทรวง 28 หน่วยงาน 2 รัฐวิสาหกิจ ภายใต้หลักการบริหารจัดการสินค้าเกษตร (Product Base) และให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา (Farmer Center) ซึ่งเน้นใน 3 เป้าหมาย ภายใต้งบประมาณ 9,456.6522 ล้านบาท ดังนี้

เป้าหมายที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้นสินค้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย สับปะรด ไม้ผล (ลำไย ทุเรียน เงาะ มังคุด) ยางพารา ปศุสัตว์ (โคนม โคเนื้อ) ประมง (กุ้ง ปลานิล) วงเงิน 4,826.3962 ล้านบาท ประกอบด้วย

1) การพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐานตามความต้องการของตลาด (ต้นทาง) วงเงิน 4,165.7690 ล้านบาท เพื่อดำเนินการด้านข้อมูลสารสนเทศและการบริหารจัดการ ส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิต
ที่มีคุณภาพ/ประสิทธิภาพ พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

2) การพัฒนาศักยภาพกระบวนการแปรรูปสินค้าเกษตร (กลางทาง) วงเงิน 205.8676 ล้านบาท เพื่อดำเนินการพัฒนากระบวนการและแปรรูปสินค้า พัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจ

3) การพัฒนาศักยภาพกระบวนการตลาดสินค้าเกษตร (ปลายทาง) วงเงิน 454.7596 ล้านบาท เพื่อดำเนินการพัฒนาตลาดเกษตรกร ขยายช่องทางการตลาดสินค้าเกษตร สร้างความสามารถในการแข่งขันตลาดสินค้าเกษตร

เป้าหมายที่ 2 ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่สู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วงเงิน 3,192.9653 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ อาทิ ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ 3,980 แปลง ปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri – Map 418,500 ไร่ ปรับปรุงข้อมูลในแผนที่ Agri – Map โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ ยกระดับเกษตรกรเป็น Smart Farmer 73,715 ราย จัดตั้งสถาบันเกษตรกรในรูปแบบประชารัฐ 100 แห่ง จัดตังและพัฒนาธนาคารสินค้าเกษตร 173 แห่ง

เป้าหมายที่ 3 พัฒนาศักยภาพเกษตรกรให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน วงเงิน 1,437.2907 ล้านบาท ประกอบด้วย การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ /ยโสธรโมเดล /พื้นที่ทั่วไป 368,503 ไร่ เกษตรทฤษฎีใหม่ 210,000 ไร่ เกษตรผสมผสาน 33,500 ไร่ (4) วนเกษตร 65,000 ไร่

ทั้งนี้ แผนบูรณาการการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตร จะช่วยยกระดับการผลิตและการบริหารจัดการสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ทางการเกษตรของครัวเรือนเกษตร และนำไปสู่การพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศอย่างยั่งยืน

กรมส่งเสริมสหกรณ์สำรวจสหกรณ์ 5 จังหวัดเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วม เตรียมมาตรการช่วยเหลือพักชำระหนี้สมาชิกสหกรณ์ 1 ปี พร้อมจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 300 ล้านบาท

กรมส่งเสริมสหกรณ์ สั่งสหกรณ์จังหวัดภาคอีสานสำรวจผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม พบว่ามีสหกรณ์ได้รับความเสียหาย 300 แห่ง สมาชิกสหกรณ์ 60,000 ราย เบื้องต้นระดมความช่วยเหลือจากสหกรณ์ภาคต่าง ๆ จัดหา ถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภคและมอบเงินบริจาคให้สหกรณ์ในพื้นที่น้ำท่วม พร้อมเตรียมมาตรการระยะยาวเสนอครม. ขอพักชำระหนี้ให้สมาชิกสหกรณ์ที่ประสบภัยน้ำท่วมเป็นเวลา 1 ปี พร้อมจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 300 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืมไปช่วยเหลือสมาชิกในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด เพื่ออบรมและให้บริการซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตร

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ติดตามพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดสกลนคร นครพนม เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา พบว่าพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้มี 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสกลนคร นครพนม มหาสารคาม ร้อยเอ็ดและมุกดาหาร ซึ่งอยู่ในแถบบริเวณเทือกเขาภูพาน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์มีความห่วงใยเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้สหกรณ์จังหวัดทั้ง 5 จังหวัดสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ประสบภัย พบว่า มีสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม 300 แห่ง จำนวนสมาชิกประมาณ 50,000-60,000 คนที่ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากน้ำท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทำการเกษตรได้รับความเสียหาย

“เบื้องต้นได้ระดมความช่วยเหลือจากขบวนการสหกรณ์ในภาคต่าง ๆ ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือและภาคกลาง ส่งเครื่องอุปโภคบริโภค ถุงยังชีพและอาหารไปให้สหกรณ์ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมนำไปแจกจ่ายให้สมาชิกและครอบครัวผู้ประสบภัย เบื้องต้นทางชุมนุมสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดยะลา ได้ช่วยเหลือโดยนำปลากระป๋องมามอบให้ 1,000 กระป๋อง เพื่อช่วยผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสกลนคร นครพนมและจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง สหกรณ์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช บริจาคน้ำดื่ม 1,200 ขวด และยังมีสหกรณ์หลายแห่งได้ร่วมกันบริจาคเงินช่วยเหลือมอบให้สหกรณ์ที่มีสมาชิกได้รับความเดือดร้อนน้ำท่วม ไปจัดซื้ออาหาร เครื่องดื่มและอาหารปรุงสุก เพื่อนำไปมอบให้กับสมาชิกสหกรณ์และชาวบ้าน ซึ่งขณะนี้ยังมีการส่งมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นและเงินบริจาคไปให้กับสหกรณ์ในพื้นที่น้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีกันของขบวนการสหกรณ์ทั่วประเทศที่ส่งความช่วยเหลือไปให้สหกรณ์ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมขณะนี้” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในระยะยาว ซึ่งกรมฯได้เตรียมจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) จำนวน 300 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืมไปในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ที่ประสบปัญหาอุทกภัย ได้สมาชิกนำไปฟื้นฟูอาชีพของตนเอง หลังจากที่สถานการณ์ดีขึ้นและปริมาณน้ำลดลงแล้ว โดยอาจนำไปลงทุนอาชีพระยะสั้น เช่น ปลูกผัก เพื่อช่วยให้ตนเองสามารถมีรายได้ ระหว่างการรอปรับสภาพพื้นที่การเกษตรให้พร้อมที่จะประกอบอาชีพหลักซึ่งขณะนี้ มีวงเงินพร้อมให้กู้แล้วขณะนี้จำนวน 10 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังได้จัดสรรงบประมาณอีก 5 ล้านบาท สำหรับตั้งหน่วยบริการเคลื่อนที่ ส่งเจ้าหน้าที่มาเปิดจุดให้บริการซ่อมแซมเครื่องจักรกลการเกษตร และอุปกรณ์อื่นๆ แก่สมาชิกสหกรณ์ รวมทั้งจะประสานขอความร่วมมือจากวิทยาลัยเทคนิคในพื้นที่ เพื่อเข้ามาอบรมซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งทางกรมฯเคยดำเนินการสำเร็จจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาคใต้มาแล้วเมื่อช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา

สำหรับหนี้สินที่สมาชิกสหกรณ์มีอยู่กับสหกรณ์นั้น ทางกรมฯจะขอความร่วมมือจากสหกรณ์ที่มีสมาชิกประสบอุทกภัย พิจารณาลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยเหลือในยามที่สมาชิกสหกรณ์ขาดรายได้เนื่องจากพื้นที่ประกอบอาชีพการเกษตรเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งอาจจะลดดอกเบี้ยลง 0.5-1 % เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน เพื่อให้สมาชิกสามารถยังชีพอยู่ได้ในระยะหนึ่งจนกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติ สามารถประกอบอาชีพจนมีรายได้นำมาชดใช้หนี้สินคืนสหกรณ์ได้เหมือนเดิม ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือที่สหกรณ์สามารถทำได้โดยตรงกับสมาชิกของสหกรณ์เอง

สำหรับหนี้สินที่สมาชิกสหกรณ์มีอยู่กับสหกรณ์นั้น ทางกรมฯจะขอความร่วมมือจากสหกรณ์ที่มีสมาชิกประสบอุทกภัย พิจารณาลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยเหลือในยามที่สมาชิกสหกรณ์ขาดรายได้เนื่องจากพื้นที่ประกอบอาชีพการเกษตรเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งอาจจะลดดอกเบี้ยลง 0.5-1 % เป็นระยะเวลา 3-6 เดือน เพื่อให้สมาชิกสามารถยังชีพอยู่ได้ในระยะหนึ่งจนกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติ สามารถประกอบอาชีพจนมีรายได้นำมาชดใช้หนี้สินคืนสหกรณ์ได้เหมือนเดิม ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือที่สหกรณ์สามารถทำได้โดยตรงกับสมาชิกของสหกรณ์เอง

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งด้านการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าและการออกตรวจสอบภาวะราคาสินค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า ยังได้สั่งให้หัวหน้า ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะพาณิชย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (Mini MOC) ติดตามกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป เพื่อหาทางช่วยเหลือและฟื้นฟูการประกอบอาชีพ

จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมี 14 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ชัยภูมิ ขอนแก่น ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา กาฬสินธุ์ ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และหนองคาย ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร ส่วนภาคกลางมี ลพบุรี และพระนครศรีอยุธยา ประชาชนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้กว่า 119,000 ครัวเรือน

จังหวัดที่ครัวเรือนได้รับผลกระทบมาก คือ จังหวัดสกลนคร ขอนแก่น และร้อยเอ็ด พื้นที่การเกษตรเสียหายประมาณ 1.34 ล้านไร่ จังหวัดที่พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายมากที่สุด ได้แก่ พิจิตร มหาสารคาม และสกลนคร

สำหรับจังหวัดได้จัดตั้งตลาดขึ้นชั่วคราวบริเวณน้ำท่วม จำหน่ายอาหารสด และที่จำเป็นอื่นๆ จำหน่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ ส่วนห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ ได้จัดกิจกรรม ลดราคาสินค้าที่จำเป็นจากเดิมประมาณ 20-30%

นางสาลินี วังตาล ผอ.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า เบื้องต้นน้ำท่วมในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เสียหาย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม ทั้งสิ้น 12 จังหวัด รวม 230,897 ราย โดยเฉพาะธุรกิจขายส่งขายปลีกผลกระทบมากที่สุด ประเมินว่าส่งผลกระทบต่อรายได้เอสเอ็มอีที่สกลนครไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท

สสว.ช่วยเหลือให้กู้ยืมฟื้นฟูกิจการรายละไม่เกิน 2 แสนบาท ไม่คิดดอกเบี้ยและไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ขนาดย่อมไม่เกิน 1 ล้านบาท ระหว่าง 15-19 สิงหาคม จะลงพื้นที่สกลนครเพื่ออนุมัติ สินเชื่อเป็นกรณีเร่งด่วน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ของไทย ร่วมกับตัวแทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยว่า ได้ข้อสรุปเบื้องต้นที่จะจัดทำยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ เพื่อผลักดันให้ไทยกลายเป็นมหาอำนาจทางด้านผลไม้ของโลก และเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ผลไม้ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และเพื่อดูแลผลผลิตให้มีปริมาณเหมาะสมและมีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ยอมรับของตลาด

รวมถึงให้ราคาผลไม้ไทยมีเสถียรภาพ ไม่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ โดยยุทธศาสตร์จะจัดทำเป็นระยะสั้น กลาง และยาว โดยระยะสั้นเป็นแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้ระยะสั้นที่จะเกิดขึ้น แผนยุทธศาสตร์นี้จะร่วมกันทำงานกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งยุทธศาสตร์หลักและยุทธศาสตร์รองของผลไม้ รวมถึงดูทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ดูซัพพลายผลไม้รวมในภูมิภาคไม่เฉพาะแต่ในไทย

อาทิ คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุต บอร์ด) ซึ่งมีรมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ก็จะเสนอแผนงานให้กระทรวงพาณิชย์ผลักดันด้านการค้า เบื้องต้นจะใช้กับทุเรียน มังคุด และมะพร้าวน้ำหอมนำร่องก่อน และขยายสู่ผลไม้ไทยอื่นๆ เช่น ลำไย สับปะรด กล้วยหอม กล้วยไข่ มะม่วง ฯลฯ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.เตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจการเกษตร (จีดีพีภาคเกษตร) ปี 2560 เพิ่มเป็น 3-4% จากคาดการณ์จีดีพีเดิม ทั้งปีจะเติบโต 2.5-3.5% เนื่องจากดัชนีผลผลิตและราคาที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวดีขึ้นเป็นส่วนใหญ่ โดยประมาณการจีดีพีภาคเกษตรใหม่ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นนี้ จะเกิดขึ้นภายใต้สมมติฐานที่ภัยธรรมชาติ หรือน้ำท่วม ไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตด้านการเกษตร

“สศก.กังวลว่าน้ำท่วมรอบในในภาคอีสานและภาคเหนือ อาจกระทบกับผลผลิตข้าว ซึ่ง ถือว่ามีสัดส่วนที่มากสุดใน จีดีพีภาคเกษตรประมาณ 21% ของสัดส่วนจีดีพีภาคเกษตร และอาจกระทบผลผลิตด้านการเกษตรอื่นๆ แต่หากให้ประเมินผลกระทบเบื้องต้น แม้จะมีบ้าง ประมาณการจีดีพี คงไม่ต่ำกว่า 2.5-3.5% ตามที่ สศก.ตั้งไว้ทั้งปี 2560”

ส่วนจีดีพีภาคเกษตรไตรมาส 2 ปี 2560 (เม.ย.-มิ.ย. 2560) ขยายตัว 11.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 จากผลผลิตที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น หนุนที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 2 ขยายตัวได้ในระดับสูง จากการดำเนินนโยบายและมาตรการทางด้านการ เกษตรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง

สะท้อนจากเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นถึง 16.8% ถึงแม้ว่าดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายจะลดลง 1.9 แต่ดัชนีรายได้เกษตรกรยังคงเพิ่มขึ้น 14.6 เนื่องจากมูลค่าการผลิตข้าวนาปรัง ยางพารา ทุเรียน มังคุด และเงาะ

ชุมพร – นายณรงค์ พลละเอียด ผวจ.ชุมพร พร้อม นางศิริลักษณ์ พลละเอียด นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชุมพร และส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครชมรมรักษ์ในหลวง ชุมพร พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ร่วมในกิจกรรมทำความดี ปลูกต้นไม้ถวายแม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ตำบลทุ่งคา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

กิจกรรมดังกล่าว เป็นการร่วมมือกันปลูกต้นโกงกาง จำนวน 4,985 ต้น บนพื้นที่ 10 ไร่ ในอุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะชุมพร ตำบลทุ่งคา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าให้สมบูรณ์ พร้อมกับส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ซึ่งให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาสิ่งแวดล้อม

นายณรงค์ เผยว่า รู้สึกยินดีและปลาบปลื้มที่ได้เห็นประชาชนร่วมกันทำความดีปลูกต้นไม้ถวายแม่ แสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสามัคคีของชาวชุมพรในครั้งนี้ สำหรับไม้โกงกางเป็นไม้ที่มีคุณสมบัติแข็งแรง เหนียว ทนทาน เหมาะแก่การนำมาใช้ประโยชน์ เปลือกของต้นโกงกางมีสารแทนนิน และฟีนอล จากธรรมชาติสูง อีกทั้งมีราคาถูก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำยา ทำหมึก ทำสี ใช้ในการฟอกหนัง ใช้ทำกาวสำหรับติดไม้

นอกจากนี้ เปลือก ยังสามารถนำมาย้อมผ้า ย้อมหนังได้ fixcounter.com ป่าโกงกางและป่าชายเลนมีความสำคัญอย่างมากสำหรับสัตว์ทะเลต่างๆ เนื่องจากเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ แหล่งอนุบาล ที่หลบภัย ที่อยู่อาศัย ของสัตว์น้ำหลายชนิด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาหาร และเป็นแหล่งที่มีสภาพสมดุลทางธรรมชาติสูงมาก และประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ช่วยในการป้องกันรักษาชายฝั่งทะเลจากการกัดเซาะของกระแสน้ำ เป็นแนวบังคลื่นลม ที่เคลื่อนเข้าปะทะชายฝั่งได้เป็นอย่างดี รากของโกงกางทำหน้าที่คล้ายตะแกรงธรรมชาติคอยดัก กรองสิ่งปฏิกูลต่างๆ และสารมลพิษต่างๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล

นายณรงค์ เผยว่า รู้สึกยินดีและปลาบปลื้มที่ได้เห็นประชาชนร่วมกันทำความดีปลูกต้นไม้ถวายแม่ แสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสามัคคีของชาวชุมพรในครั้งนี้ สำหรับไม้โกงกางเป็นไม้ที่มีคุณสมบัติแข็งแรง เหนียว ทนทาน เหมาะแก่การนำมาใช้ประโยชน์ เปลือกของต้นโกงกางมีสารแทนนิน และฟีนอล จากธรรมชาติสูง อีกทั้งมีราคาถูก สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำยา ทำหมึก ทำสี ใช้ในการฟอกหนัง ใช้ทำกาวสำหรับติดไม้

นอกจากนี้ เปลือก ยังสามารถนำมาย้อมผ้า ย้อมหนังได้ ป่าโกงกางและป่าชายเลนมีความสำคัญอย่างมากสำหรับสัตว์ทะเลต่างๆ เนื่องจากเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ แหล่งอนุบาล ที่หลบภัย ที่อยู่อาศัย ของสัตว์น้ำหลายชนิด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาหาร และเป็นแหล่งที่มีสภาพสมดุลทางธรรมชาติสูงมาก และประโยชน์ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ช่วยในการป้องกันรักษาชายฝั่งทะเลจากการกัดเซาะของกระแสน้ำ เป็นแนวบังคลื่นลม ที่เคลื่อนเข้าปะทะชายฝั่งได้เป็นอย่างดี รากของโกงกางทำหน้าที่คล้ายตะแกรงธรรมชาติคอยดัก กรองสิ่งปฏิกูลต่างๆ และสารมลพิษต่างๆ จากบนบกไม่ให้ลงสู่ทะเล

สินค้าเด่นของที่นี่นอกจากจะเป็นผักปลอดสารพิษหลากหลายชนิดแล้ว ยังมีเมล่อนปุ๋ยชีวภาพ รสชาติหวานฉ่ำที่คัดพันธุ์มาจากประเทศญี่ปุ่น ออกสู่ท้องตลาดในรูปของผลิตภัณฑ์ชุมชนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่สั่งจองจนผลิตไม่ทัน แม้ราคาขายจะสูงถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ทั้งนี้ ด้วยสรรพคคุณความหวานที่มีค่าความหวานสูงสุดถึง 20 องศาบริกซ์ จากสูตรปุ๋ยชีวภาพที่ทางกลุ่มคิดค้นขึ้น ทำให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่ง

ดร.บุญร่วม คำจันทราช เกษตรจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยหน.กลุ่มฝ่ายฯพร้อมจนท.ประชุมตามระบบส่งเสริมการเกษตรT&V System เพื่อรายงานผล-แผนการปฏิบัติราชการ และฟังการประชุมถ่ายทอดระบบVDO Conference การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 38 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยการเยียวยาและให้การช่วยเหลือในระยะยาวการผู้ที่ประสบภัย มีหน.กลุ่ม/ฝ่ายฯเข้าประชุม 20 คน และมอบเงินให้นายสุจินต์ มูลแอด และครอบครัว ซึ่งเป็นขรก.สนง.กษจ.สน.ที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขตเทศบาลสกลนคร..โดยรับเงินบริจาคของเกษตรอำเภอ 18 อำเภอ และเกษตรจังหวัด หน.กลุ่ม ฝ่ายไปในส่วนแรกก่อน..โดยทำพิธีมอบที่ห้องประชุมสนง.กษจ.สกลนคร

วัฒนธรรมจังหวัดลำปาง กล่าวว่า โครงการพัฒนาและยกระดับ

การท่องเที่ยว มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำองค์ความรู้ตำนาน อัตลักษณ์ผ้าและเครื่องแต่งกายล้านนา สร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ด้านผ้าและเครื่องแต่งกายล้านนา เผยแพร่วิถีวัฒนธรรมด้านผ้าและเครื่องแต่งกายอันเป็นอัตลักษณ์มรดกทางวัฒนธรรมล้านนา

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศประจำวันที่ 3 สิงหาคม 2560 ดังนี้
ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น และภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนในภาคใต้ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมในระยะ 2-3 วันนี้ สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยเริ่มมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มมากขึ้น และภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนตกหนักบางพื้นที่ สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังแรง อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น “โนรู” (NORU) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกจะมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปประเทศญี่ปุ่น ในช่วงวันที่ 4-7 ส.ค.60 ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวควรตรวจสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงราย ลำปาง ตาก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี และนครปฐม อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ส่วนมากในระหว่างบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

สินค้าจากภาคเกษตรกรรมเป็นสินค้าที่ราคาเป็นปัญหาทุกประเทศทั่วโลก เพราะทุกวันนี้มนุษย์สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้เกินความต้องการในการอุปโภคบริโภคได้เป็นจำนวนมาก ถ้าหากราคาสินค้าเกษตรนั้นมีราคาสูงพอ ปริมาณการผลิตจึงมิได้อยู่ที่ความสามารถของการผลิตของเกษตรกรโดยส่วนรวม ยกเว้นแต่บางประเทศที่แห้งแล้งเป็นทะเลทราย แต่ถ้าราคาสูงมากมนุษย์ก็ขวนขวายหาทางเพาะปลูกจนได้ เช่น เกษตรกรในมณฑลซินเจียงของประเทศจีน สามารถระบายหิมะจากยอดเขาเทียนซาน ไหลลงมากลายเป็นน้ำใช้ทำการเพาะปลูกได้

ราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง รวมทั้งมันฝรั่ง อ้อย ยางพารา และอื่นๆ ล้วนกลายเป็นสินค้าการเมืองทั้งสิ้น กล่าวคือ ราคามีผลต่อความนิยมและเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลและพรรคการเมือง รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในประเทศด้วย เพราะมีความต้องการทั้งด้านผู้ผลิตและผู้บริโภคและอุปโภค

สำหรับประเทศในระบบเศรษฐกิจเสรีที่เป็นประเทศที่มีความเจริญทางอุตสาหกรรมในระดับสูง ที่มาตรฐานการดำรงชีวิตสูง ค่าจ้างแรงงานก็ถีบตัวสูงตามไปด้วย ถ้าหากจะเปิดตลาดให้สินค้าเกษตรสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเสรีระหว่างประเทศ สินค้าเกษตรจากต่างประเทศก็จะหลั่งไหลเข้ามาทำให้ภาคเกษตรกรรมของประเทศล่มสลายได้

ในการเจรจาเพื่อเปิดตลาดให้มีการค้าเสรี จึงไม่สามารถรวมสินค้าภาคเกษตรเข้าไปในรายการที่จะต้องเปิดเสรี สำหรับประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การค้าระหว่างประเทศ เพราะถ้าเปิดเสรีประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จะต้องเลิกการผลิตสินค้าเกษตร เพราะถ้าเปิดเสรีประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเลิกผลิตสินค้าเกษตร เพราะราคาจะต่ำลงจนผลิตไม่ได้ ไม่คุ้มค่าแรง

ประเทศเหล่านี้จึงมีนโยบายสินค้าเกษตรของตนเอง กล่าวโดยรวมๆ ก็คือห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่ตนต้องการจะปกป้องเกษตรกรของตน เกษตรกรที่จะผลิตสินค้าเกษตรแต่ละชนิดต้องมาลงทะเบียนกับทางการ ทางการจำกัดเนื้อที่เพาะปลูกให้แต่ละครอบครัว หรือแต่ละบริษัทที่จะทำการเพาะปลูกได้ รัฐบาลตั้งงบประมาณจำกัดในการรับซื้อสินค้าเกษตรทั้งหมดในราคาประกัน จะเรียกว่าโครงการประกันราคา หรือโครงการรับจำนำ หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วรัฐบาลจะโดยหน่วยงานของรัฐที่เป็นรัฐวิสาหกิจหรือสหกรณ์ก็จะเป็นผู้นำสินค้าเกษตรเหล่านั้นออกมาขายให้กับพ่อค้าขายส่งในราคาที่รัฐบาลกำหนด ขึ้นกับความต้องการว่าจะให้ราคาที่ผู้บริโภคจะต้องจ่ายควรเป็นเท่าไหร่

เกษตรกรทั้งหมดในประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ทำการเกษตรได้จะมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับแรงงานทั้งหมดทั่วประเทศ กล่าวคือมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 3-5 เท่านั้นเอง ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำการเกษตรได้มักจะมีฐานะและความเป็นอยู่ดีกว่าครอบครัวที่เป็นแรงงานหรือพนักงาน หรือแม้แต่ผู้บริหารในบริษัท เพียงแต่มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ในสมัยที่โลกสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ยังดำรงอยู่ ที่ดินไม่ว่าจะเป็นที่ดินทางการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ทั้งหมดล้วนเป็นของรัฐ ในภาคเกษตรกรรมนั้นหน่วยงานผลิตไม่ใช่ครอบครัว แต่เป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่ก็สหกรณ์ ราคารับซื้อสินค้าเพื่อการเกษตรต่ำมากเมื่อเทียบกับราคาตลาดโลก เกษตรกรจึงไม่อยากจะทำการผลิต หรือเมื่อผลิตแล้วก็มักจะซุกซ่อนไว้ไม่ส่งมอบทั้งหมด เพื่อเอาไว้บริโภคหรือแอบขายในตลาดมืด

สินค้าเกษตรกรรมจึงเป็นสินค้าที่รัฐบาลต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวควบคุม ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้าแล้วทางอุตสาหกรรม เพื่อความมั่นคงทางทหาร เช่น กรณีญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และยุโรป ต้องรักษาภาคเกษตรกรรมไว้ จึงต้องทำให้ราคาสูงพอโดยการชดเชยจากภาษีอากรและให้ผู้บริโภคต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่าราคาในตลาดโลก สำหรับสหรัฐก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้ราคาภายในประเทศสูงกว่าราคาตลาดโลก แต่จำกัดจำนวนประชากรในภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ให้มีเพียงไม่เกิน 5% ของประชากรที่เป็นแรงงานทั้งหมด นโยบายดังกล่าวแม้จะต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินแต่ก็มีจำนวนจำกัด ไม่เป็นอันตรายต่อฐานะการคลังของประเทศ สำหรับประเทศสังคมนิยมที่รัฐบาลเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เกษตรทั้งหมดก็ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว เพราะปริมาณผลผลิตลดลงจนไม่เพียงพอกับการบริโภคในประเทศต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ในยุคที่รัสเซียและยุโรปตะวันออกเป็นคอมมิวนิสต์ประเทศต่างๆ เหล่านี้ต้องปันส่วนอาหารและเสื้อผ้า ต้องนำเข้าอาหารจากสหรัฐและที่อื่นๆ

พม่าเมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวออกมากที่สุดในโลก เพราะรัฐบาลอาณานิคมอังกฤษเปิดให้มีการค้าเสรี แต่เมื่อกองทัพพม่าเข้ายึดอำนาจแล้วโอนกิจการการสีข้าว ค้าข้าว และส่งออกเป็นของรัฐ หลังจากนั้นพม่าที่เคยเป็นประเทศส่งออกมากที่สุดในโลกก็กลายเป็นประเทศที่ต้องนำข้าวเข้ามาบริโภค ขณะที่ประเทศไทยที่เคยมีการค้าเสรี รัฐบาลได้หันมาเก็บภาษีขาออกและพรีเมียมการส่งออกข้าว ทำให้ราคาข้าวในประเทศต่ำกว่าราคาตลาดโลกครึ่งหนึ่ง

หลังจากที่ไทยเลิกการจำกัดโควต้าการส่งออกสินค้าเกษตร เลิกภาษีขาออก เลิกค่าธรรมเนียมการส่งออก เลิกพรีเมียมการส่งออก ราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศก็ถีบตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลก เป็นเหตุให้ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 1-2 ล้านตัน/ปี เป็นประมาณ 9-10 ล้านตัน/ปี

ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกไม่ว่าจะเป็นสินค้าชนิดไหน ไม่มีประเทศใดจะกำหนดราคาได้ เพราะทุกประเทศที่ส่งออกสินค้าเกษตรก็เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรไปพร้อมกันด้วย สินค้าเกษตรส่วนใหญ่จะถูกบริโภคภายในประเทศและนำเข้าเฉพาะส่วนที่ขาด สินค้าเกษตรที่ซื้อขายกันในตลาดโลกจึงมีเพียง 10-15% ของสินค้าที่ผลิตและบริโภคทั้งหมดเท่านั้น นอกจากนั้นสินค้าเกษตรเกือบทุกชนิดมีสินค้าที่ทดแทนกันได้เยอะมาก โดยเฉพาะในประเทศใหญ่ที่มีพื้นที่ครอบคลุมทั้งเขตร้อนและเขตอบอุ่น เช่น จีน อินเดีย อเมริกา ความสามารถของสินค้าที่ทดแทนกันได้ระหว่างข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และอื่นๆ จึงเป็นเรื่องปกติมาก ขึ้นอยู่กับราคาเปรียบเทียบ เพราะรสนิยมในการบริโภคของประชากรเหล่านั้นมีความยืดหยุ่น มีการทดแทนด้วยธัญพืชต่างชนิดกันได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่สามารถดูดซับแรงงานจากภาคเกษตรได้หมดอย่างประเทศพัฒนาแล้ว สถานการณ์จะกลับกันกับประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว กล่าวคือแรงงานที่ยังอยู่ในภาคเกษตรยังมีสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานทั้งหมด ภาคเกษตรกรรมยังเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในการโอบอุ้มแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่าภาคเกษตรจะผลิตเพียงร้อยละ 10-15 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ แต่โอบอุ้มแรงงานไว้ถึงร้อยละ 35-40 ของแรงงานทั้งหมด

การจะใช้นโยบายราคาเพื่อช่วยเหลือเกษตรทั้งหมด โดยการรับซื้อหรือรับจำนำสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมด โดยไม่ได้จำกัดเนื้อที่เพาะปลูกและจำนวนครัวเรือนที่เป็นเกษตรกร จึงเป็นไปไม่ได้สำหรับฐานะการคลังของประเทศ นอกจากจะเป็นภาระอย่างมากแล้วในระยะยาวก็จะยิ่งทำให้เกษตรกรเร่งผลิตสินค้าชนิดที่ได้รับการชดเชยจากรัฐบาลและลดการเพาะปลูกสินค้าที่ไม่ได้รับการชดเชยรัฐบาลอย่างเป็นระบบ ในที่สุดก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น การชดเชยพืชที่ส่งออกจึงเป็นการส่งเสริมให้มีการผลิตมากขึ้นและผู้ได้รับประโยชน์จากการชดเชยก็คือผู้บริโภคต่างประเทศ

นโยบายราคาสินค้าเกษตรสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ผลิตสินค้าเหลือเพื่อการส่งออกอย่างประเทศไทยจึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เพราะเป้าหมายของนโยบายเป็นเรื่องทางการเมือง นักวิชาการของรัฐบาลที่ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้มักจะคิดเอาเองว่า เมื่อประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ประเทศไทยก็น่าจะเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าเช่นว่านั้นในตลาดโลกได้ ถ้าเขาลดปริมาณการส่งออกโดยการเก็บกักตุนสินค้าเกษตรเช่นว่านั้น จึงประสบความล้มเหลวมาโดยตลอดแม้แต่สินค้าประเภทแร่ธาตุ เช่น ดีบุก ที่เคยมีการจัดตั้งมูลภัณฑ์กันชนระหว่างประเทศก็ประสบความล้มเหลว ประโยชน์จะไปตกอยู่กับประเทศคู่แข่ง ไม่มีมาตรการใดที่จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรดังกล่าวมีราคาสูงกว่าราคาตลาดโลกได้

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาหรือกึ่งพัฒนาอย่างประเทศไทย นโยบายราคาสินค้าเกษตรที่ดีที่สุดก็คือปล่อยให้เป็นไปตามราคาตลาด เพื่อให้ราคาสินค้าประเภทต่างๆ เป็นตัวกำหนดว่าสินค้าประเภทใดควรจะผลิตเท่าใด พื้นที่ใดเหมาะสมกับพืชชนิดใด รู้จักใช้ปัจจัยการผลิตให้เหมาะสมกับพืชชนิดต่างๆ ที่มีราคาแตกต่างกัน ที่สำคัญต้องตระหนักไว้เสมอว่า เราไม่สามารถกำหนดราคาตลาดโลกของสินค้าเกษตรชนิดใดได้เลย แม้ว่าเราจะไม่ส่งออกเลยก็ตามก็จะมีผู้ผลิตจากประเทศอื่นผลิตและส่งออกแทนเรา แล้วราคาก็จะอยู่ที่เดิม แต่ราคาสินค้าเกษตรอาจจะถูกกระทบจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมหรือฝนแล้งได้ แต่ก็เป็นเรื่องเฉพาะที่และชั่วคราวเท่านั้น

ถ้าจะต้องทำเพื่อผลทางการเมือง ก็อาจจะต้องทำบ้าง แต่ต้องคำนึงถึงภาระทางการคลังและตระหนักเสมอว่า เราไม่อาจจะทำให้ราคาสูงกว่าราคาตลาดโลกซึ่งก็คือราคาปัจจุบันได้ จะได้ไม่มีปัญหาทางการเมืองอีกด้านหนึ่งที่จะตามมาได้

นโยบายภาคเกษตรกรรมควรคิดกันใหม่ได้แล้ว นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากข้อเสนอของสภาเกษตรกรแห่งชาติต่อการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ในการเปิดให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ให้สามารถแจ้งข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลได้ทราบและมีข้อมูล จำนวนพื้นที่ปลูก และผลผลิตที่เป็นจริง สำหรับใช้ประกอบในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับยางพาราของรัฐบาลรวมทั้งการให้ความช่วยเหลือยามมีภัยพิบัติหรืออื่นๆอย่างถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง ซึ่งกยท.ได้รับข้อเสนอนี้ และได้ประกาศให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 ธันวาคม 2559 นั้น ปรากฏว่ามีเกษตรกรที่ยังไม่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง กยท.จึงได้ขยายเพิ่มระยะเวลาการแจ้งตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2560

สภาเกษตรกรแห่งชาติในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรจึงขอแจ้งถึงเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ที่ยังไม่ได้แจ้งข้อมูลต่อการยางแห่งประเทศไทย ขอให้ติดต่อหน่วยงานของการยางในพื้นที่เพื่อแจ้งข้อมูล ทั้งนี้ การแจ้งข้อมูลไม่ได้เกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิในที่ดินที่ปลูกยางพารา แต่จะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรโดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลจึงขอให้เกษตรกรรีบแจ้งข้อมูลให้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน 2560 หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดทุกจังหวัด

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคอีสาน เบื้องต้นพบเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 10 ราย ที่สวนยางได้รับความเสียหาย ซึ่ง กยท. พร้อมดำเนินการจัดสรรเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบอุทกภัย และเร่งสำรวจพื้นที่สวนยางที่ได้รับความเสียจากเพิ่มเติมอีกครั้งหลังน้ำลดกลับสู่ภาวะปกติ

นายวัฒนา คงแก้ว ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 จนถึงขณะนี้ พบว่าสวนยางภายใต้ความดูแลของ กยท. เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จำนวน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสกลนคร นครพนม และกาฬสินธุ์ ที่ได้รับผลกระทบแน่นอนแล้ว แต่เนื่องจากบางพื้นที่ยังคงมีระดับน้ำท่วมขังสูง เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าสำรวจจำนวนสวนยางที่เสียหายได้ทั้งหมด

“เบื้องต้นได้รับรายงานจาก กยท. จังหวัดนครพนม ว่า เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ ต.หนองบ่อ อ.นาแก มีสวนยางได้รับความเสียหายและเป็นไปตามเกณฑ์ได้รับการเยียวยาจาก กยท. ตามมาตรา 49 (5) ว่าด้วยการใช้จ่ายเงินสวัสดิการให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ประสบอุทกภัย จนทำให้สวนยางเกิดความเสียหาย ประมาณ 10 ราย ซึ่ง กยท. จะเร่งดำเนินการมอบเงินให้เกษตรกรที่สวนยางพาราเกิดความเสียหายรายละ 3,000 บาทโดยเร็วที่สุด” นายวัฒนา กล่าว

ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท.ได้จัดรถขนน้ำดื่ม กยท. จากกองจัดการโรงงาน 6 จำนวน 2,400 ขวด มอบให้กับจังหวัดสกลนครเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นให้กับผู้ประสบอุทกภัย ทั้งนี้ กยท. จะเร่งสำรวจและรวบรวมข้อมูลสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยเพิ่มเติม เพื่อช่วยบรรเทาความเดือนร้อนให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางให้ทั่วถึงมากที่สุด

เครือเบทาโกร จัดกิจกรรม “รวยติดล้อกับไส้กรอกเบทาโกร” คืนกำไรให้คู่ค้าและลูกค้าทั่วประเทศ มอบโชค รถทอดไฟเบอร์กลาสและสร้อยคอทองคำ รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ส่งเสริมอาชีพและรายได้ พร้อมความรู้ด้านอาหารปลอดภัย (Food Safety) ให้ผู้ประกอบการรายย่อย เพิ่มช่องทางการนำอาหารคุณภาพเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ

นางประถิมา อุเทนพิทักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักการตลาด เครือเบทาโกร กล่าวว่า เบทาโกร ให้ความสำคัญนโยบายด้าน Food Safety และ Food Quality อย่างเคร่งครัดทุกขั้นตอนกระบวนการผลิตอาหาร ยิ่งไปกว่านั้น มีความตั้งใจที่จะพัฒนามาตรฐานการผลิตสินค้าอาหารสำหรับผู้ประกอบการในซัพพลายเชนให้ก้าวไปอีกขั้น เพื่อเสริมสร้าง “คุณภาพชีวิตที่ดี” แก่ผู้บริโภคทุกระดับ ให้เข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะและมีความปลอดภัย และจากความสำเร็จของสินค้ากลุ่มไส้กรอก ซึ่งมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง เบทาโกร จึงจัดแคมเปญ “รวยติดล้อกับไส้กรอกเบทาโกร” เพื่อขอบคุณ “คู่ค้า” กลุ่มร้านขายสินค้า และ “ผู้ซื้อ” กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย รถทอดไส้กรอก ลูกชิ้น รวมถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ ไส้กรอก แฮม เบคอน ลูกชิ้นและไก่ยอ ของเบทาโกร ครบทุก 5 กิโลกรัม มีสิทธิ์รับคูปองลุ้นโชค 1 ใบ ส่งที่กล่องรับคูปอง หน้าร้านที่ซื้อสินค้า โดยคนซื้อมีสิทธิ์ลุ้นรับรถทอดไฟเบอร์กลาส จำนวน 10 รางวัล ส่วนร้านขายลุ้นรับทองคำ 1 บาท จำนวน 10 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 1,100,000 ล้านบาท

“เบทาโกรมียอดขายสินค้ากลุ่มไส้กรอกเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ ส่งผลให้มีการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องและต่อยอดแตกไลน์สินค้า ทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากทั้งคู่ค้ากลุ่มร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไส้กรอก ลูกชิ้น ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศเกือบ 500 ราย และผู้ซื้อ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่นำสินค้าไปทอดขายต่อรวมถึงผู้บริโภค ที่ให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์เบทาโกรด้วยดีเสมอมา ถือเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันธุรกิจให้ก้าวไปด้วยกัน แคมเปญรวยติดล้อกับไส้กรอกเบทาโกร นอกจาก ผู้ซื้อจะได้รับรถทอดพร้อมอุปกรณ์ เพื่อนำไปต่อยอดการประกอบอาชีพ สร้างรายได้แล้ว เรายังมีแนวคิดเสริมความรู้ด้านอาหารปลอดภัย (Food Safety) ให้กับพวกเขาด้วย เช่น การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพ การเก็บรักษาคุณภาพสินค้า การปรุงอาหารที่ถูกวิธี ความสะอาด ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น เพื่อขยายช่องทางการนำอาหารคุณภาพให้เข้าถึงผู้บริโภคครอบคลุมยิ่งขึ้น” นางประถิมา กล่าว

สำหรับแคมเปญ “รวยติดล้อกับไส้กรอกเบทาโกร” ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถส่งคูปองลุ้นโชคได้ตั้งแต่ วันนี้ – 26 พฤศจิกายน 2560 โดยสังเกตร้านค้าที่มีป้ายสัญลักษณ์แคมเปญ กำหนดจับรางวัล ครั้งที่ 1 วันที่ 8 สิงหาคม 2560 และ ครั้งที่ 2 วันที่ 8 ธันวาคม 2560 ติดตามรายชื่อผู้โชคดีได้ทาง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย hillchords.com ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ มีมติเห็นชอบร่างคำสั่งและองค์ประกอบคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค 6 คณะแล้ว มั่นใจ เป็นอีกกลไกเชื่อมโยงการขับเคลื่อนทั้งระดับประเทศ ภูมิภาค และจังหวัด ตามยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 – 2564

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง) เป็นประธาน และกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงบประมาณ หน่วยงานภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ มีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายธนิตย์ เอนกวิทย์) เป็นกรรมการและเลขานุการ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ 3 ประเด็น คือ 1) ร่างคำสั่งและองค์ประกอบของการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ระดับภาค 6 คณะ โดยภาคเหนือ มีอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธานอนุกรรมการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานอนุกรรมการ ภาคกลาง อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานอนุกรรมการ ภาคตะวันออก เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นประธานอนุกรรมการ ภาคใต้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ และภาคใต้ชายแดน มีเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นประธานอนุกรรมการ ทั้งนี้ แต่ละคณะจะมีหน่วยงานในสังกัดของประธานอนุกรรมการเป็นฝ่ายเลขานุการ ซึ่งจะทำให้เกิดกลไกเชื่อมโยงการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ทั้งระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด ให้การดำเนินงานเป็นไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2564

2) แผนปฏิบัติงานปีงบประมาณ 2560 (ก.ค. – ก.ย.) และปีงบประมาณ 2561 รวมทั้งการติดตามผลการดำเนินงานเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ และ 3) โครงการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ครบวงจร เพื่อสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง โดยจัดทำเป็นโครงการต้นแบบ ส่งเสริมการผลิตในลักษณะ Area Based เชื่อมโยงสู่การเป็นจังหวัดเกษตรอินทรีย์ครบจงจร เน้นการทำงานแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างแรงงจูงใจให้กับเกษตรกรที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ ทั้งพืช สัตว์ สัตว์น้ำ ภายใต้กิจกรรมต่าง ๆ เช่น การจัดงานมหกรรมผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์พบผู้บริโภค เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิต ผู้บริโภค การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และสร้างกลุ่มต้นแบบเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ อย่างน้อยจังหวัดละ 1 – 10 กลุ่ม ตามศักยภาพและความเหมาะสมของพื้นที่

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ฯ 4 เรื่อง คือ 1) การจัดงาน Organic and Natural Expo 2017 โดยกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 27-30 กรกฎาคม 2560 2) การเสนอรายชื่อผู้แทนเกษตรกร ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา เพื่อขอความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นผู้แทนในคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนฯ ซึ่งได้รับความเห็นชอบและแต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งการแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของจังหวัด ที่ได้มีการแต่งตั้งแล้ว จำนวน 36 จังหวัด 3) การจัดทำแผนที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ (Organic mapping) เพื่อแสดงพื้นที่เหมาะสมกับการผลิตเกษตรอินทรีย์ ให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ทราบข้อมูลการผลิตและช่วงเวลาของผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด โดยจะพัฒนาเป็น Mobile Application ในปี 2561และ 4) ผลความก้าวหน้าการดำเนินงานเกษตรอินทรีย์ ปี 2560 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การปรับปรุงพันธุ์ได้เริ่มในฤดูนาปี 2547 จากนั้น ในปี พ.ศ.2555

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกรมการข้าว จึงขอส่งข้าวเหนียวสายพันธุ์ กข-แม่โจ้ 2 เข้าร่วมปลูกเปรียบเทียบผลผลิตระหว่างสถานี จำนวน 3 ฤดู รวมทั้งปลูกเปรียบเทียบผลผลผลิตในนาราษฎรจำนวน 2 ฤดู และทดสอบปฏิกิริยาต่อโรค แมลงศัตรูข้าว ทดสอบการตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน ทำการวิเคราะห์คุณภาพเมล็ดทางกายภาพเคมีที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี

และเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2558 คณะกรรมการรับรองพันธุ์ กรมการข้าว มีมติให้พันธุ์รับรอง ชื่อ กข-แม่โจ้ 2 จากวันนั้น ถึงวันนี้ เป็นระยะเวลากว่า 11 ปี ถือเป็นความสำเร็จที่ทีมงานนักวิจัยภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่สามารถปรับปรุงข้าวพันธุ์ดีให้เกษตรกรได้ปลูก ให้ผู้บริโภคได้รับประทานข้าวเหนียว ที่หอม นุ่ม อร่อย

ขณะนี้ ข้าวเหนียวหอม พันธุ์ กข-แม่โจ้ 2 พร้อมมีเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายให้เกษตรกรสำหรับนำไปเพาะขยายพันธุ์ สามารถติดต่อได้ที่ หน่วยความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยและพัฒนาการปรับปรุงพันธุ์ข้าว โทรศัพท์ 09 5676 4747 และมีข้าวสารจำหน่ายให้กับผู้บริโภค ทุกวันศุกร์ – เสาร์ ณ กาดแม่โจ้ 2477 มหาวิทยาลัยแม่โจ้

“ลำไย” เป็นผลไม้ที่มีเปลือกหุ้ม มีเนื้อในสีใสขุ่น รสชาติหวาน กรอบ ส่วนใหญ่ปลูกพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไทยที่ขึ้นชื่อระดับประเทศและขจรขจายในระดับโลกเห็นจะเป็นผลผลิตจากเชียงใหม่ ลำพูน ไล่มายังเชียงราย พะเยา เป็นต้น แต่ละปีจะมีการนำผลผลิตลำไยแปรรูปเป็นลำไยอบแห้งส่งออกไปจีน เป็นกลุ่มผู้บริโภครายใหญ่ ส่วนหนึ่งเกษตรกรก็เก็บช่อสดขายให้แก่ผู้บริโภคในประเทศ

นางภูษณิศ ไชยมณี ผู้อำนวยการกลุ่มกำกับดูแลและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า เชียงใหม่และลำพูนเป็นแหล่งผลผลิตลำไยใหญ่ที่สุดใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เฉพาะของเชียงใหม่คาดว่าปีนี้มีประมาณ 1.3 แสนตัน ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบปีที่ผ่านมา จากสถานการณ์ช่วงต้นฤดูที่ผ่านมา การส่งออกลำไยอบแห้งชะลอตัว ล้งที่เคยรับซื้อประมาณ 10 กว่าแห่ง หยุดรับซื้อ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่จึงมี นโยบายให้อำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ พบว่าเกษตรกรที่ขายแบบรูดร่วง ราคาทรงตัวอยู่ที่ประมาณกิโลละ 12 บาท มีการรับซื้อไปแล้วตั้งแต่ต้นฤดูนำไปทำลำไยอบแห้ง ประมาณ 6 หมื่นตัน เหลืออีก 4 หมื่นตัน

“ยอมรับว่าช่วงนี้ตลาดหลักลำไยอบแห้งที่ประเทศจีนยังไม่ถึงช่วงบริโภคเพราะอยู่ในช่วงหน้าร้อน จังหวัดจึงให้อำเภอที่มีโรงอบออกสำรวจร่วมกับพาณิชย์จังหวัดเพื่อช่วยทำลำไยอบแห้งเก็บไว้ ขณะที่ตลาดส่งออกผลสด ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และจีน ทุกตลาดเริ่มเปิดรับซื้อแบบไม่อั้นแล้ว จึงเป็นข่าวดีของเกษตรกรหันมาส่งผลสดกระจายภายในประเทศ โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคม เป็นช่วงที่ผลผลิตลำไยของเชียงใหม่ออกมากที่สุดเกือบวันละ 2 พันต้น เมื่อแบ่งสัดส่วนการกระจายผลผลิตออกไปแล้วจะเหลือโอเวอร์ซัพพลายประมาณวันละ 500 ตัน”

นางภูษณิศ บอกด้วยว่า มีการหารือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายกระจายผลสดออกนอกจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิต เชียงใหม่ได้โควต้าวันละ 500 ตัน จาก 1 พันตัน ต้องรวบรวมผลผลิต คัดแยกเกรด จัดลงแพคเกจกระจายออกทุกจังหวัดที่ไม่ใช่แหล่งผลิต รวม 22 จังหวัด จังหวัดละ 3 ตัน รวม 60 กว่าตัน ตามโครงการกระจายผลผลิตลำไยผ่านศูนย์ประสานการกระจายผลผลิตด้านการเกษตรสู่ผู้บริโภค ร่วมกับลำพูนและจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตอื่นๆ

“ถือเป็นทางเลือกของเกษตรกรที่จะทำสดช่อส่งให้ผู้บริโภคในประเทศ กำหนดราคารับซื้อนำตลาดกิโลละ 20 บาท ในเกรด AA+A ที่เป็นช่อสด น่าจะดีกว่ารูดร่วง 12 บาท ผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการกับจังหวัดเชียงใหม่มีตั้งแต่กลุ่มวิสาหกิจสหกรณ์ ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมจากทุกส่วนที่ร่วมมือกัน โดยคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรของจังหวัดเชียงใหม่ (คจก.) ทำหน้าที่ประสานบริหารจัดการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง”

ด้าน นางอำไพพรรณ กันทาแก้ว ผู้บริหารอำไพพรรณการเกษตร อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะเลขาธิการสมาคมผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ เผยว่า ปีนี้ผลผลิตลำไยมากสุดในโลกเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 100% จากไร่ละ 300-400 กิโลกรัม เป็น 700-800 กิโลกรัม เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยเฉพาะ อำเภอดอยเต่าฮอด จอมทอง ดอยหล่อ สันป่าตอง และ อำเภอแม่วาง มีผลผลิต 50,000-60,000 ตัน ผู้ประกอบการรับซื้อกว่า 30 ราย ปีที่แล้วผลผลิตน้อย ราคาสูง เกรด AA กิโลละ 38-42 บาท ลำไยอบแห้งกิโลละ 130 บาท ปีนี้ ลำไยสด เกรด AA ตกเหลือกิโลละ 12-13 บาท เกรด A 7 บาท ลำไยอบแห้ง 55 บาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง 60-70%

“ช่วง 7 วันที่ผ่านมา ลำไยสดออกสู่ตลาดกว่า 30% แล้ว และออกสู่ตลาดมากที่สุดตั้งแต่กลางสิงหาคมนี้ ผู้ประกอบการรับซื้อลำไยสด หยุดรับซื้อวันที่ 3 สิงหาคม เป็นเวลา 1 วัน เพื่อเริ่มอบลำไยแห้ง เนื่องจากตลาดยังพอไปได้อยู่ และมีการสั่งซื้อจากจีน อินโดนีเซีย เวียดนามเพิ่มขึ้น”

ส่วนปัญหาลำไยสดปีนี้ คือ มีผลผลิตล้นตลาดและแรงงานหายาก ส่วนใหญ่เป็นต่างด้าว 90% คนไทยเพียง 10% เท่านั้น ค่าจ้างแรงงานจากวันละ 300 บาท เป็นวันละ 400-500 บาท ทางออกควรบริหารจัดการแผนการตลาดลำไยในฤดูและนอกฤดูอย่างเหมาะสม พร้อมส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ คัดคุณภาพผลผลิตเป็นหลัก เพื่อบรรจุลำไยสดส่งออกและบริโภคในประเทศแทน

ในส่วนของพะเยา ผลผลิตลำไยอันดับรองจากลำพูนและเชียงใหม่ ปีนี้ให้ผลผลิตประมาณ 2 หมื่นกว่าตัน มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่าตัว ต้นปีของฤดูกาลลำไยต้นเดือนกรกฎาคม 2560 การซื้อขายลำไยรูดร่วงของพะเยา เปิดตัวที่ AA กิโลกรัมละ 18 บาท ตามด้วยเกรด A 13 บาท B 8 บาท และ C 3 บาท เมื่อต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวราคาเปิดตัวกิโลละไม่ถึง 20 บาท ทำให้มองเห็นแนวโน้มราคาลำไยลดต่ำลงต่อเนื่อง ต่อมาไม่นานในเดือนกรกฎาคม 2560 ตลอดทั้งเดือน ราคาลำไยในพะเยาและทั่วภาคเหนือลดลงทุกวันเฉลี่ยกิโลกรัมละ 1 บาท จนล่าสุดวันที่ 26 กรกฎาคม ราคาลำไยลดลงมาอยู่ที่กิโลละ 12-7-4-1 บาท ตามเกรดคือ AA A B และ C จนถึงวันนี้ (2 ส.ค.60) ไม่มีการขยับแม้แต่น้อย

เกษตรกรชาวสวนลำไยต่างดิ้นรนทุกวิธีทางเพื่อให้อยู่รอด เพราะต่างหวังเงินจากการขายลำไยมาใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กองทุนหมู่บ้าน(กทบ.) โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ในเดือนสิงหาคม-กันยายน 2560 นี้ ทั้งนี้ยังไม่นับหนี้นอกระบบ

ที่ผ่านมา ชาวสวนลำไย ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ประชุมหารือเพื่อส่งเสียงความเดือดร้อนจากปัญหาราคาลำไยตกต่ำถึงรัฐบาล ทางจังหวัดไม่อาจนิ่งนอนใจได้ จึงเร่งประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนจะลงตัวที่รูปแบบการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคทุกช่องทาง เป็นการทำงานเชิงรุกที่หนักหน่วงเช่นกัน

โดยสหกรณ์จังหวัดพะเยา พาณิชย์จังหวัดพะเยา ได้ประสานงานผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) หรือตามงานต่างๆ ที่จะสามารถนำผลผลิตลำไยออกไปวางขาย เช่น สหกรณ์จังหวัดพะเยา ประสานงานขายผลผลิต “ลำไยสดช่อ” ถึงสหกรณ์จังหวัดต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 5 ตัน ไพรัตน์ เสมอเชื้อ สหกรณ์จังหวัดพะเยา กล่าวว่า คณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคาลำไยจังหวัดดำเนินการเชิงรุกช่วยกระจายผลผลิตลำไยสดช่อ มีเกษตรกรจาก 5 อำเภอ เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย อำเภอเชียงคำ อำเภอแม่ใจ อำเภอภูซาง อำเภอจุน และ อำเภอเชียงม่วน พร้อมส่งขายผ่านทางสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร ฯลฯ จำนวนกว่า 1.3 พันตัน และสามารถเพิ่มเติมได้หากผู้บริโภคมีความต้องการต่อเนื่อง โดยราคารับซื้อปลายทางลำไยสดช่อ เกรด AA บวก A กิโลกรัมละ 30 บาท

“ขณะนี้เริ่มมีคำสั่งซื้อลำไยสดช่อจากสหกรณ์ต่างจังหวัดเข้ามาแล้ว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ไม่เพียงการส่งขายผ่านระบบของเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ การขายตรงจากสวนถึงผู้บริโภคผ่านระบบขนส่งไปรษณีย์เป็นอีกช่องทางหนึ่ง แต่ต้องปรับวิธีการขายของเกษตรควบคู่กันด้วย ต้องเน้นการคัดคุณภาพของขนาดลำไย อาจจะเพิ่มขั้นตอนซึ่งนั่นก็หมายถึงราคาลำไยที่จะสูงตามคุณภาพและขนาดของลำไยเช่นกัน” ต่วนกฤษ จันทะนะ เกษตรกรชาวสวนลำไย ตำบลน้ำแวน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา กล่าวว่า การระบายผลผลิตลำไยสดช่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่รัฐช่วยเหลือเกษตรกร ยังมีพ่อค้าเอกชนจากจีนตั้งจุดรับซื้อลำไยสดช่อเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีนและเวียดนาม ในราคากิโลกรัมละ 15-18 บาท ตามขนาดผลและคุณภาพของลำไย เป็นราคาที่เกษตรกรสามารถยอมรับได้ เพราะหากรอราคาขายรูดร่วง เกษตรกรจะต้องหมดตัวและเป็นหนี้สินในระยะยาวเพราะรายได้ไม่คุ้มค่าต้นทุน

อีกด้านหนึ่งคือการปรับค่านิยมของเกษตรกรให้หันมาขายสดช่อลำไยคุณภาพ ไม่รอขายรูดร่วงเพียงอย่างเดียว มิเช่นนั้นอาจจะประสบปัญหาราคาตกต่ำเหมือนในปีนี้อีก

ล่าสุดมีเอกชนติดต่ออยากได้เนื้อลำไยสด แต่เกษตรกรไม่มีความพร้อมสำหรับแปรรูป

นี่เป็นสถานการณ์ตลาดลำไยทางเหนือ ที่ชาวสวนร่วมกับภาครัฐจัดการแก้ปัญหาลำไยล้นตลาดได้อย่างดี นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.หรือเอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ให้ธนาคารขยายระยะเวลาโครงการสินเชื่อฟื้นฟูเอสเอ็มอีจากอุทกภัยและภัยพิบัติ ปี 2560 ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการสินเชื่อฟื้นฟูเอสเอ็มอีจากอุทกภัยภาคใต้ ปี 2560 วงเงิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งมีวงเงินเหลือ 3,500 ล้านบาทที่จะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ออกไปอีก 6 เดือนนับจากวันที่มติ ครม.เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผล

กระทบจากอุทกภัยและภัยพิบัติทั่วประเทศให้สามารถปรับปรุง ฟื้นฟู และมีเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ โดยครอบคลุมพื้นที่ประสบเหตุในปัจจุบัน รวมทั้งอาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ

นายมงคล กล่าวว่า โครงการสินเชื่อฟื้นฟูเอสเอ็มอี จากอุทกภัยและภัยพิบัติ ปี 2560 วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท เพื่อผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล บุคคลธรรมดา ที่จดทะเบียนกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย วงเงินกู้สูงสุดต่อรายที่ 15 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืมตลอดโครงการไม่เกิน 7 ปี โดยปีที่ 1-3 คิดอัตราดอกเบี้ยที่ 3% และปีที่ 4-7 เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด โดย 3 ปีแรก รัฐบาลชดเชยอัตราดอกเบี้ยให้กับธนาคารในอัตรา 3% คิดเป็นวงเงิน 450 ล้านบาท โดยวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย สามารถใช้ บสย.ค้ำประกัน

นายมงคล กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือครั้งนี้จะสามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีและผู้ประสบความเดือดร้อนได้ถึง 1,000 ราย เป็นการค้ำประกันเฉลี่ยรายละ 5 ล้านบาท ทำให้เกิดสินเชื่อหมุนเวียนในระบบของธนาคาร 5,000 ล้านบาท และเกิดทุนหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึง 22,900 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ธนาคารออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบ 2 มาตรการ คือ 1. มาตรการพักชำระหนี้สำหรับวงเงินกู้แบบมีระยะเวลา พักชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน และ 2. สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการกรณีเป็นลูกค้าเดิมของธนาคารระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปลอดชำระคืนเงินต้นไม่เกิน 1 ปี หากเป็นลูกหนี้วงเงินอนุมัติรวมไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท หากเป็นลูกหนี้วงเงินรวม 1-5 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท และหากวงเงินกู้มากกว่า 5 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 4.99% ต่อปี

โรคแพนิค เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีความทุกข์ทรมานอย่างมากจากอาการวิตกกังวล ซึ่งสามารถแสดงออกได้หลายอย่าง และอาการนั้นมีความรุนแรงจนรบกวนกับชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ ผู้ป่วยโรคแพนิคจะมีอาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง (panic attacks) ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยที่ไม่สามารถควบคุมอาการเหล่านั้นได้

อาการหลักของโรคนี้ ได้แก่ อาการตกใจกลัวอย่างรุนแรง หรือที่เรียกว่า แพนิค ที่เกิดขึ้นหลายๆ ครั้ง โดยมากจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ทราบสาเหตุ และจะมีอาการสั้นๆ 5-10 นาที ไม่นานเกิน 30 นาที ทำให้ผู้ป่วยกลัวที่จะเกิดอาการซ้ำอีก กังวลกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากอาการ หรือกลัวเกิดอาการซ้ำในที่สาธารณะจนหลีกเลี่ยงการออกไปไหนมาไหน จึงมีผลรบกวนกับชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ

อาการของแพนิคมีได้หลายอย่าง ได้แก่ ใจสั่น เหงื่อแตก มือเท้าชา หายใจไม่อิ่ม หรือรู้สึกมีก้อนจุกที่คอ แน่นหน้าอก เวียนหัว คลื่นไส้ มวนท้อง มีความรู้สึกภายในแปลกๆ เช่น รู้สึกมึน งง คล้ายจะเป็นลม รู้สึกเหมือนกำลังจะตาย รู้สึกหวิวๆ ลอยๆ คล้ายอยู่ในฝัน โดยที่จะมีอาการหลายอย่างดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ไม่จำเป็นต้องมีทุกอาการ

สาเหตุการเกิดโรคแพนิค มีสมมุติฐานที่อธิบายหลายอย่าง ประกอบด้วย สาเหตุทางพันธุกรรม ความไม่สมดุลของสารเคมีในสมอง การเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจในอดีต รวมทั้งความเครียดในปัจจุบัน ทำให้เกิดสัญญาณหลอก (false alarm) ราวกับว่าร่างกายกำลังเผชิญหน้ากับอันตราย ร่างกายจึงหลั่งสารเคมีและฮอร์โมนบางตัวออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติทำให้เกิดอาการดังกล่าว

เนื่องจากอาการหลายอย่างของโรคแพนิคสามารถเกิดได้จากโรคทางกายอื่นๆ เช่น อาการแน่นหน้าอกจากโรคหัวใจหรือโรคปอด อาการใจสั่นหน้ามืดจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือเกิดจากผลข้างเคียงของยาบางชนิด รวมทั้งยาเสพติดและกาเฟอีน ดังนั้น เมื่อเกิดอาการขึ้นเป็นครั้งแรก หรือเมื่อไม่แน่ใจในสาเหตุของอาการ ควรพบแพทย์เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยให้ถูกต้องก่อนว่าอาการไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น และถ้าไม่แน่ใจหรืออาการเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ อาจต้องพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

การรักษาโรคแพนิค ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช โดยที่การรักษาจะใช้การผสมผสานระหว่างการให้ยาเพื่อลดอาการแพนิค และให้ยาเพื่อคุมอาการในกรณีที่มีอาการมาก ร่วมกับการรักษาทางจิตสังคม เช่น การทำพฤติกรรมบำบัด การฝึกการผ่อนคลาย หรือการทำจิตบำบัด นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจรักษาภาวะทางกายหรือจิตเวชอื่นๆ ที่อาจจะพบร่วมกับโรคนี้ได้ เช่น โรคหัวใจ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลชนิดอื่นๆ รวมทั้งการติดสุราหรือสารเสพติดอื่นๆ เมื่อรักษาด้วยยาคุมอาการ อาจจะมีความจำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องหลายเดือน ขึ้นอยู่กับอาการและการตอบสนองต่อยา

เวลาเป็นแพนิค อย่าตกใจ อย่าคิดต่อเนื่องไปว่าจะป่วยหนักหรือจะหัวใจวายตาย เพราะจะยิ่งทำให้เครียด และยิ่งเป็นมากขึ้น ให้นั่งพักและรออาการสงบ ซึ่งจะหายไปเองเหมือนครั้งก่อนๆ ที่เคยเป็น หรือกินยาที่แพทย์ให้ไว้ใช้เวลาที่เกิดอาการแล้วพักสักครู่รอยาออกฤทธิ์ ขอให้มั่นใจว่า ไม่เคยมีใครตายจากโรคแพนิค มีแต่คนที่เป็นแล้วคิดมากจนไม่มีความสุข

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและอ่าวไทย ซึ่งหลายฝ่ายวิตกกังวลว่าอาจกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานครด้วยนั้น ยืนยันว่าจนถึงขณะนี้สถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ปริมาณน้ำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อจังหวัดที่อยู่เหนือกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มต่ำใน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตาม หากการระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที พื้นที่กรุงเทพฯอาจเกิดปัญหาเช่นกัน

“กทม.จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา จังหวัดข้างเคียงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะการเตรียมรับมือกับการระบายน้ำเหนือที่ไหลลงมายังแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด ซึ่งผมเชื่อว่าสถานการณ์ในส่วนนี้ไม่น่าจะมีปัญหาหรือน่าเป็นห่วงแต่อย่างใด และจากการประเมินสถานการณ์ยังไม่พบว่ามีพื้นที่ใดใน กทม.จำเป็นต้องแจ้งเตือน” พล.ต.อ. อัศวิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักการระบายน้ำได้จัดเตรียมแผนรับมือรับมือน้ำป่าจากภาคเหนือที่ระบายลงสู่อ่าวไทยผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา โดยตรวจสภาพเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาและเร่งแก้ไขจุดที่ชำรุด รวมถึงนำกระสอบทรายไปจัดเรียงบริเวณจุดฟันหลอ อาทิ บริเวณคลองบางกอกน้อย และบริเวณถนนทรงวาด เขตสัมพันธวงศ์ สูง 2 เมตร ขณะที่ปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดได้ 1,600 ลบ.ม. ต่อวินาที ขณะที่ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่กรุงเทพฯ วัดได้ 1,400 ลบ.ม. ต่อวินาที อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ กทม.จากการวัดระดับน้ำริมตลิ่งบริเวณสะพานพระพุทธยอดฟ้า เขตพระนคร วัดระดับน้ำได้ 1.65 เมตร ยังอยู่ในระดับปกติ เนื่องจากแนวเขื่อนของกรุงเทพฯ มีศักยภาพสามารถรับน้ำได้ 3 เมตร

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ โดยสาระสำคัญส่วนหนึ่งได้กำหนดรายได้เพิ่มเติมให้กองทุนผู้สูงอายุ ที่มีการดำเนินการอยู่แล้วเพิ่มเติม โดยให้ได้รับเงิน 2% ของภาษีสุราและยาสูบ แต่ไม่เกิน 4,000 ล้านบาท ต่อปี

เงินที่เก็บเพิ่มจากภาษีบาป ไม่มีผลต่อราคาสินค้า เนื่องจากการเก็บเพิ่ม 2% จากเนื้อภาษีที่เสียอยู่ปัจจุบัน เช่น สินค้าบาปราคา 100 บาท เสียภาษีสรรพสามิต 10% หรือ 10 บาท ซึ่งการเก็บเพิ่มอีก 2% เป็นการเก็บเพิ่มจาก 10 บาท ที่เป็นภาษี ไม่ใช่ 100 บาท ที่เป็นราคาสินค้า ดังนั้น พ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายสุรายาสูบไม่ควรฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าสูงเกินไป เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถือว่าน้อยมาก

นอกจากนี้ การเก็บภาษีดังกล่าวยังไม่มีผลทันที เพราะต้องรอให้ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ มีผลบังคับใช้ ซึ่งยังต้องผ่านขั้นตอนให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างกฎหมาย และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2561

ดร. มงคล เทพรัตน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีการเกษตร hliworldwatch.org มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยถึงงานเกษตรพระราชา ราชภัฏสงขลา ครั้งที่ 1 “สร้างคน สร้างงาน เกษตรผสมผสานยั่งยืน” เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการทำเกษตรผสมผสานตามแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์จากการเรียนการสอน การวิจัยของนักศึกษาและอาจารย์ทางด้านพืชศาสตร์ สัตวศาสตร์ ผลิตภัณฑ์อาหาร และการประมง ตลอดจนการประกวดแข่งขันทางด้านเกษตร อาทิ วาดภาพระบายสี หัวข้อ ปลาของพ่อ ตำส้มตำลีลาเด็ด ประกวดปลากัดสวยงาม ประกวดต้นชวนชม แข่งขันกรีดยางพารา ประชันเสียงนกกรงหัวจุก

นอกจากนั้น ยังมีการสาธิตแปลงผักอควาโปนิกส์ จัดแสดงพันธุ์ปลาดุกลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ “บิ๊กลำพัน” นิทรรศการการเลี้ยงโคนม อาชีพพระราชทาน นิทรรศการ นวัตกรรมอาหารสู่ไทยแลนด์ 4.0 สาธิตทดสอบสารเคมีตกค้างในผัก สาธิตทำเบเกอรี่ บริการวิเคราะห์ดิน และแนะนำปุ๋ย เป็นต้น

ดร. มงคล กล่าวต่อไปว่า การถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรและประชาชนผู้เข้าชมงาน ผ่านกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน จะนำไปสู่การสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นในชุมชน ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของรายได้และกระจายการพัฒนา ส่งผลไม้คนไทยในทุกส่วนของประเทศได้รับประโยชน์ ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

ด้าน ศ.ดร. จรัส สุวรรณมาลา นายกสภา มรภ.สงขลา กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีว่า ขอชื่นชมคณะผู้จัดงานที่เห็นถึงความสำคัญของการทำเกษตรผสมผสาน งานวันนี้นับเป็นความหวังว่าหากเราสามารถผลิตคนไปเพื่อทำเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถเอาชนะระบบเกษตรผูกขาดในปัจจุบันได้จะเป็นเรื่องที่ดีมาก กล่าวคือ ให้ครัวเรือนผลิตเองเป็นหลัก แทนที่จะผลิตตามคำสั่งของผู้ประกอบการรายใหญ่เช่นทุกวันนี้ เพราะไม่เช่นนั้นในอนาคตเกษตรรายย่อยจะอยู่ไม่ได้ ดังนั้น เราต้องทำให้เกษตรรายย่อยก้าวพ้นการรับจ้างผลิตไปให้ได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยคือความหวังหนึ่งที่จะช่วยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง

ลำปาง – นายวุฒิชัย เสาวโกมุท รองผวจ.ลำปาง เผยว่า จังหวัดลำปางเปิดกิจกรรมอบรมอาสาสมัครวัฒนธรรมนำเที่ยว ในกลุ่มล้านนาตะวันตก รุ่นที่ 1 ตามโครงการพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยว พื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 กิจกรรมตามรอยอารยธรรมล้านนาตะวันตก

ทั้งนี้ ลำปางเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาระยะเวลายาวนาน 1,300 กว่าปี มีมรดกทางอารยธรรมอันล้ำค่า รวมทั้งมีเอกลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีที่ดีงามมากมาย เช่น รถม้าลำปาง ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาเซรามิก สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ฯลฯ จึงขอเน้นย้ำให้ชาวลำปางเป็นเจ้าบ้านที่ดี

พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์จะหารือร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน เร่งพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ จากปาล์มน้ำมัน เช่น วิตามินอีจากปาล์ม น้ำมันโอลีนฟิน สารเคมีสกัดจากปาล์มเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีรายใดผลิตได้ หากผลิตได้จะช่วยเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตปาล์มได้มากขึ้น

ด้านนายพงศ์นรินทร์ วนสุวรรณกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทท่าฉางอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นโยบายส่งเสริมให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงขึ้นเป็น 18% เป็นนโยบายที่ดี ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการได้ผลผลิตที่ดีขึ้น แต่ยังอาจจะทำได้ลำบาก เนื่องจากปัจจุบันไทยไม่ได้มีเครื่องวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมันปาล์ม

“ผลผลิตที่เกษตรกรตัดมาเป็นแบบคละ เมื่อตัดผลผลิตมาแล้วจำเป็นต้องขายเพื่อจะมีรายได้มาใช้จ่าย ผู้ประกอบการจำเป็นต้องรับซื้อ เนื่องจากมีกฎระเบียบการซื้อ-ขายอยู่แล้ว ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องส่งเสริมและให้ความรู้เกษตรกรให้ผลิตปาล์มที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันตามเป้าหมายหากผลผลิตมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง ผู้ประกอบการพร้อมรับซื้ออยู่แล้ว

ส่วนที่จังหวัดตรัง เสนอให้สร้างแท็งก์เก็บน้ำมันปาล์มเพิ่มมองว่ายังไม่จำเป็นเพราะมีแท็งก์อยู่แล้ว หากสร้างเพิ่มก็ไม่คุ้มค่าการลงทุนหรือการดูแล

พล.ต.ท. ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยว่า กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ อคส.ซื้อสต๊อกปาล์ม 100,000 ตัน จากเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา งบประมาณดำเนินการ 3,000 ล้านบาท ในกรณีที่ราคาผลปาล์มต่ำกว่า กิโลกรัมละ 4.20 บาท

“จากการลงพื้นที่ถามความเห็นจากเกษตรกรมองว่าแม้ราคาผลปาล์มน้ำมัน (เปอร์เซ็นต์น้ำมัน17%) ปัจจุบันจะปรับลดลง เหลือกก.ละ 3.80-3.90 บาท แต่ไม่ต้องการให้มีการเข้าไปรับซื้อต้องการให้ช่วยเหลือผลักดันการส่งออกมากกว่า ซึ่งอคส.อยู่ระหว่างประสานประเทศที่สนใจนำเข้า เช่น จีน อินเดีย เป็นต้น และอยู่ระหว่างพิจารณาระดับราคากลางที่เหมาะสมจะเข้าไปดำเนินการรับซื้อ”

พร้อมกันนี้ อคส.กำลังศึกษาแนวทางพัฒนาและส่งเสริมให้โรงงานปาล์มน้ำมันหีบแบบรวมสกัดแห้ง (โรงเกรด B) พัฒนาให้เป็นโรงงานปาล์มน้ำมันแบบหีบทะลายสกัดเปียกด้วยไอน้ำ (โรง A) โดยการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรละสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจสถานการณ์น้ำท่วมเบื้องต้นทุกพื้นที่ในขณะนี้ ได้รับความเสียหายรวม 35 จังหวัด เกษตรกร 518,770 ราย แยกเป็นด้านพืช 4.14 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าว 3.77 ล้านไร่ พืชไร่ 3.3 แสนไร่ พืชสวนและอื่นๆ 4 หมื่นไร่ ประมง 17 จังหวัด มีพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประสบภัย 17,785 ไร่ กระชังเลี้ยงปลา 1,422 ตารางเมตร(ตร.ม.) ด้านปศุสัตว์ 600,634 ตัว เป็นโค-กระบือ 71,949 ตัว สุกร 17,135 ตัว แพะ –แกะ 18,124 ตัว สัตว์ปีก 493,426 ตัวและแปลงหญ้า 452 ไร่

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า ทั้งนี้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ กข.15 และ กข. 6 ซึ่งเป็นชนิดข้าวไวแสงที่ต้องมีช่วงแสงช่วยให้การออกดอกติดรวง ใช้ระยะเวลาปลูก 120 วัน และเกษตรกรสามารถปลูกได้ปีละครั้ง ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯจึงสั่งให้กรมการข้าวลงไปสำรวจพื้นที่ความเสียหายเพื่อเร่งซ่อมแซม อีกทั้งให้กรมชลประทานรีบระบายน้ำให้ลดลงลงเร็วที่สุดเพื่อสำรวจถึงความเสียหายอย่างสิ้นเชิง และฟื้นฟู ปลูกรอบใหม่ โดยข้าว กข.15 นั้นคาดว่ายังสามารถ ปลูกได้ภายในกลางเดือนสิงหาคมนี้ หากเลยระยะเวลานี้ไปจะเสี่ยงต่อการติดดอกออกรวง

ซึ่งกรมการข้าวได้เตรียมเมล็ดพันธุ์สำรองไว้แล้ว 182 ตัน รวมทั้งเมล็ดถั่วเพื่อปลุกทดแทน 103 ตันซึ่งจะช่วยลดปัญหาของเกษตรกรในเบื้องต้นได้ นอกจากนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 8 สิงหาคมนี้ กระทรวงเกษตรฯจะเสนอมาตรการเยียวยานอกเหนือจากมาตรการทางกระทรวงการคลัง คือชดเชยค่าเสียโอกาสรายได้จากการขายผลผลิตที่เกษตรกรควรจะได้รับ เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถปลูกทดแทนและสร้างรายได้รอบใหม่ได้ทันฤดูกาลผลิตในปีนี้ และเยียวยาเพิ่มเติมโดยช่วยเหลือครัวเรือนละ 3,000 บาท รวมทั้งลดภาระหนี้สิน ให้แก่ สมาชิกสถาบันเกษตรกร และสมาชิกกองทุนหมุนเวียน โดยกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) สนับสนุนเงินทุนเพื่อช่วยเหลือสมาชิกสถาบันเกษตรกร จำนวน 300 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

“เกษตรกรที่ได้รับความเสียหายอย่างสิ้นเชิงกรณีที่เป็นนาข้าวจะได้รับการชดเชยตามมาตรการกระทรวงการคลัง ไร่ละ 1,113 บาท ในกรณีที่เกษตรกรร่วมโครงการประกันภัยพืชผลจะได้รับการชดเชยอีก ไร่ละ 1,260 บาท แต่ทั้งนี้ต้องรอผลการสำรวจว่า เสียหายสิ้นเชิงหรือไม่ หลังน้ำลดอีกครั้ง “น.ส.ชุติมา กล่าว

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า จากน้ำท่วมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ คาดว่าจะส่งผลกระทบกับแผนข้าวครบวงจร ผลผลิตข้าวไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้คือ 8 ล้านตันข้าวเปลือก จากพื้นที่ปลูก 23 ล้านไร่ ซึ่งจะพิจารณาปรับแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง

เครือเบทาโกร โดย นายภูกิจ พีระกรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด สำนักงานสกลนคร นำทีมพนักงานเดินทางไปมอบผลิตภัณฑ์เนื้อไก่และไข่ไก่ จำนวน 1 คันรถ ให้กับสำนักงานเหล่ากาดจังหวัดสกลนคร เพื่อเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในเบื้องต้น ณ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ศาลากลางจังหวัดสกลนคร

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) นำสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง 22 แห่ง เข้าร่วมจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อยางและผลิตภัณฑ์ยาง กว่า 100 ราย จาก 25 ประเทศทั่วโลก ซึ่งงานนี้จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาคีส์ ควีนส์ปาร์ค ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน มุ่งเน้นขยายลู่ทางการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งเร่งหาตลาดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบกิจการยาง

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นโอกาสในการพบปะระหว่างผู้นำเข้าและผู้ผลิต ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตวัตถุดิบยางและผลิตภัณฑ์ยางในประเทศไทย โดยมีผู้นำเข้าจาก 25 ประเทศ 106 ราย จากทั่วโลก ทั้งจากประเทศโซนเอเชีย ได้แก่ ประเทศจีน อินเดีย บังกลาเทศ ประเทศโซนเอเซียตะวันออกกลาง เช่น ประเทศซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน และโซนยุโรป ได้แก่ ฮังการี เนเธอร์แลนด์ รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย นอกจากนั้นยังมีประเทศโซนทวีปแอฟริกา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้นำผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ ทั้งหมดมาจับคู่ทางการค้าภายในงาน ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากการยางแห่งประเทศไทย นำสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่เป็นสมาชิกของการยางแห่งประเทศไทยกว่า 20 ราย มาร่วมจับคู่ธุรกิจ พร้อมนำผลิตภัณฑ์จากยางพาราของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางมานำเสนอ ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีมากที่ภายในงานนี้ไม่ได้มีแค่เฉพาะผู้ประกอบการทั่วไป แต่ยังมีสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรชาวสวนยางมาร่วมเจรจาธุรกิจด้วย ซึ่งคาดว่าในงานนี้จะสามารถขายยางได้ประมาณ 300,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการกิจการยางทั้งสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และภาคเอกชน ได้ร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ นับว่าเป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางการตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบกิจการยางพารา เพราะส่วนมากมาจากประเทศผู้ซื้อจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศโซนเอเชียตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่ง กยท. ได้นำตัวแทนสถาบันเกษตรกรที่แปรรูปและผลิตยางพาราที่มีมาตรฐานและมีศักยภาพมาพบปะกับผู้ชื้อและนำเข้าจากทั่วโลก

โดยบรรยากาศภายในห้องเจรจาวันนี้มีความคึกคัก ผู้ซื้อให้ความสนใจยางพาราของไทยที่มีคุณภาพ แสดงให้เห็นว่าพื้นฐานความต้องการใช้ยางพาราในตลาดยังคงมีสูงมาก ซึ่งการเจรจาในชั่วโมงแรก สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด ปิดยอดขายเบื้องต้นไป 200 ตันต่อเดือน สหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด ปิดยอดขายหมอนเบื้องต้นกับทางประเทศจีนประมาณ 2 แสนใบต่อเดือนและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจาก 5 จังหวัดชายแดนใต้ กำลังเจรจาซื้อขายน้ำยางกับประเทศอินเดีย

“พื้นฐานความต้องการใช้ยางพาราในตลาดยังคงมีสูงมาก เห็นได้ชัดว่าการจับคู่ธุรกิจในวันนี้ ผู้ซื้อจากต่างประเทศให้ความสนใจสั่งซื้อยางจากไทยซึ่งเป็นยางที่มีคุณภาพ โดยวันนี้ได้ถือโอกาสเปิดตัวยางที่ได้มาตรฐานซึ่งสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางต่างๆ พยายามเร่งผลักดันเพื่อให้สินค้าและผลิตภัณฑ์ยางพาราของตนเองผ่านมาตรฐาน GMP ที่กำหนดไว้ เพื่อเน้นการแข่งขันกันด้านคุณภาพมากว่าการแข่งขันด้านราคา ถือเป็นการขยายลู่ทางการส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมทั้งเร่งหาตลาดใหม่ให้แก่ผู้ประกอบกิจการยาง อย่างไรก็ตาม กยท. จะเข้าร่วมประชุมสภาไตรภาคียางพารา ร่วมกับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ในปลายสัปดาห์นี้ และจะมีการประชุมในระดับรัฐมนตรีต่อไป ในวันที่ 15 กันยายนนี้” ผู้ว่าการ กยท. กล่าว

ด้าน นางสาวรวีพลอย ยุทธเจริญกิจ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัดกล่าวว่า สหกรณ์บ่อทองได้เข้าร่วมจับคู่ธุรกิจกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศอยู่เป็นประจำ และทุกครั้งจะได้ผลตอบรับที่ดี และได้ลูกค้าใหม่ๆ เสมอ เดิมทีลูกค้าหลักจะเป็นผู้นำเข้าจากประเทศจีน แต่ในครั้งนี้จะเน้นหาลูกค้าในโซนยุโรปเป็นการเปิดตลาดใหม่ ซึ่งได้พูดคุยกับผู้ซื้อจากเยอรมัน และฮังการี ที่ให้ความสนใจในตัวสินค้าของทางสหกรณ์บ่อทอง ซึ่งเมื่อผู้ซื้อทราบว่าเราเป็นชาวสวนยางเอง เกิดความพอใจเนื่องจากมีความต้องการที่จะซื้อจากผู้ผลิตโดยตรงที่เป็นต้นทางจริงๆ ซึ่งมีความต้องการที่ตรงกัน เนื่องจากสหกรณ์บ่อทองเองต้องการขายกับผู้ซื้อโดยตรงเช่นกัน

สินค้าที่ทำการขายได้ในช่วงแรกของวันนี้ ได้แก่ ยางแผ่นรมควันชั้น 1 และชั้น 3 เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ และส่วนประกอบของรถ ถึงแม้ว่าปริมาณการซื้อของลูกค้าจากโซนยุโรปจะไม่เยอะมากเท่ากับทางประเทศจีน แต่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเพิ่มจำนวนคู่ค้ารายใหม่ๆ ซึ่งประเทศเยอรมัน สั่งซื้อสินค้าประมาณ 50 ตันต่อเดือน ส่วนฮังการี สนใจใน STR20 RSS3 น้ำยางข้น STR10 STR5L STR3L ในส่วนของยางแผ่นรมควันขณะนี้มียอดสั่งซื้อประมาณ 200 ตัน และกำลังรอลูกค้ายืนยันการสั่งซื้อซึ่งจะมีเพิ่มเติมมาอีกในการเจรจาช่วงต่อไปในงานนี้

เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนพรรษาครบรอบ 65 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ดำเนินโครงการ “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี”อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเทิดพระเกียรติและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในอันที่จะทำให้เกษตรกรอยู่ดีมีสุข ระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจส่งเสริมการเกษตรอย่างมากมาก ตั้งแต่ครั้งยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช โดยทรงยึดแนวทางทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการช่วยเหลือราษฎรแก้ไขปัญหาดิน น้ำ และการเกษตรในลักษณะต่างๆ อาทิ โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ ซึ่งจัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2545 เพื่อเป็นหน่วยบริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรแก่ประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารที่ประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบันครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความปลื้มปีติอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นหน่วยงานรับสนองพระราชกรณียกิจต่างๆ ดังกล่าว

“การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการรวมพลเกษตรกรไทยจากทั่วประเทศ เดินทางมาร่วมกันแสดงพลังเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เนื่องจากทุกคนต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ทำให้เกษตรกรมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตร จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีและเทิดพระเกียรติแก่ในหลวงของปวงชนชาวไทย เพื่อให้ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญแก่อาณาประชาราษฎรชาวไทยและเกษตรกรไทยให้เกิดความรุ่งเรืองตลอดไป”

ด้านนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กิจกรรมในงานแบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การจัดแสดงนิทรรศการ โดยเป็น“นิทรรศการมีชีวิต” เสมือนจริง ซึ่งจะจัดแสดงเรื่องสำคัญ อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ที่ทรงมีต่อการพัฒนาการเกษตร ตลอดจนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ รวมทั้งยังได้จัดถวายพระพรเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของรัชกาลที่ 10 ผลการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) ผลผลิตจากการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ในตลอดช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา และผลงานของ Yong Smart Farmer หรือยุวเกษตรกรรุ่นใหม่ของไทย

สำหรับไฮไลท์สำคัญคือ การจัดแสดงนวัตกรรมทางการเกษตร โดยนำนวัตกรรมและผลงานวิจัยต่างๆ ออกเผยแพร่ เช่น การพัฒนาพันธุ์ข้าวระดับพันธุวิศวกรรม การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ จุลินทรีย์ดิน รวมทั้งอบรมการเกษตรที่ทุกคนสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน แม้แต่คนในเมือง เช่น การปลูกผักแนวตั้ง การปลูกผักใช้พื้นที่น้อย และการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ รวมถึงการฝึกอบรมอาชีพที่หลากหลาย
นายวิวัฒน์ ศรีกระสัง หนึ่งใน Young Smart หรือ “YSF” แห่งอ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา วิวัฒน์ถือเป็นเด็กหนุ่มไวแรงที่ผันตัวเองจากอาชีพสื่อสารมวลชนหันมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยการหันมาปลูก “มันหวานอินทรีย์”สายพันธุ์ต่างประเทศและสายพันธุ์ไทยในพื้นที่ 50ไร่ ภายใต้กระบวนปลูกระบบอินทรีย์ 100% ความพิเศษของมันหวานวิวัฒน์ คือ เนื้อมันสีขาว ไม่เหมาะแก่การปลูกในช่วงฤดูฝน เพราะมีแป้งมาก รสชาติตจะไม่หวาน เช่น พันธุ์ออเรนทอลไวน์

ทั้งนี้ ใครที่อยากรับประทานมันหวานรสชาติอร่อยและมีราคาถูกกว่ามันนำเข้าจากต่างประเทศถึง 10 เท่า โดยนิวัฒน์จะนำมันหวานพันธุ์ฮาวาย ไปโชว์แลจำหน่ายในราคาถูกในงาน พันธ์สายพันธุ์ดังกล่าวมีความพิเศษไม่เหมือนใคร คือ มีหัวสีขาว แต่เนื้อสีม่วง สีสันสวยงาม มีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการอย่างมาก เนื้อในสีม่วง มีสารช่วยชะลอความแก่ โดยมันหวานพันธุ์ฮาวาย มีเกษตรกรปลูกในไทยน้อยมาก เพียง 10-15 รายเท่านั้น แต่ผลผลิตที่ได้เป็นที่พอใจ 1 ไร่ ได้ 3,000 กิโลกรัม และราคาดี 350 บาท/กก.ในขณะที่หากนำเข้าจากต่างประเทศมีราคากิโลกรัมละประมาณ 2-3 พันบาท

อีกหนึ่งนวัตกรรมโดดเด่นที่อยากให้ไปสัมผัสคือ “หม้อข้าว หม้อแกงลิง” ของประกิต โพธิ์ศรีภายใต้ “rayong smile plant” “YSF” แห่งบ้านค่าย จ.ระยอง ประกิตเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งที่ริเริ่มปรับปรุงสายพันธุ์หม้อข้าวหม้อแกงลิง โดยนำนวัตกรรมทางพันธุกรรมพืชของไทย ผสมร่วมกับพันธุ์ต่างประเทศ จนได้สายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ สยามเรด นิลมังกร แบล็คไดมอน เป็นต้น ทำให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ หรือเป็นซิกเนเจอร์ของประเทศไทย ปัจจุบันหม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่ได้พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ โดยนำพันธุ์ไทยกับต่างประเทศมาผสม

ทำให้เกิดใบด่างสวยงายกลายเป็นต้นไม้ที่มีมูลค่าสูง ราคาแพงถึง 100,000 บาท โดยตลาดค้าส่งหม้อข้าวหม้อแกงลิง ได้แก่ ตลาดบางใหญ่ สวนจตุจักร และหน้าสวน นอกจากนี้ ยังขยายตลาดส่งออกไปยังเวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน ใครที่อยากสัมผัสหม้อข้าว หม้อแกงต้นละ 100,000 บาทจะสวยขนาดไหนตามไปดูได้ในงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี”

เวทีนี้ ประกิตบอกว่า จะแพร่ผลการพัฒนาพันธุ์พืชท้องถิ่น ซึ่งกำลังจะสูญพันธุ์ ให้ทั่วโลกได้เห็นคุณค่า และร่วมอนุรักษ์ พร้อมต่อยอดแนวคิดพัฒนาสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้สนใจเข้าร่วมงาน จะได้เห็นพันธุ์พืชใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาสายพันธุ์ และยังช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกทางหนึ่งด้วย

ทั้ง หากเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป อยากเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ในการพัฒนาด้านการเกษตร สามารถเข้าร่วมเรียนรู้ได้ในงาน “เกษตรไทยก้าวหน้า ภายใต้ร่มพระบารมี” ระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2560 ณ.สวนลุมพินี กรุงเทพฯ พร้อมร่วมแสดงพลังความจงรักภักดีที่มีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 อย่างพร้อมเพียงกัน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ในงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ภายใต้ศาสตร์พระราชานำชาวนาสู่ยุกต์ 4.0 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดนิทรรศการและแสดงผลงาน “ข้าว ป้องกันโรค” ระบุว่า รำและจมูกข้าวเป็นแหล่งสะสมของวิตามิน เกลือแร่ และสารธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น สารกลุ่มวิตามินอี สามารถต้านสารอนุมูลอิสระและช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย และยังมีสารอื่น ๆ ที่ใช้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ในภาพรวมคือ ช่วยปกป้องผิวช่วยให้ผิวสดใส ลดการอักเสบ ลดระดับคลอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด็ในโลหิต ช่วยลดการตีบตันของเส้นเลือด สร้างและซ่อมแซมเซลล์ผิวและเซลล์ประสาทสมอง บำรุงระบบประสาท ป้องกันเหน็บชา ฯลฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.สุกัญญา มหาธีรานนท์ sugunya.w@gmail.com ดร.ภูมน สุขวงศ์ phumon@gmail.com

มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก องค์กรสาธารณกุศลที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการนำหนังสือสู่เด็กและนำเด็กสู่หนังสือ ได้ร่วมมือกับออนไลน์มาร์เก็ตเพลสชั้นนำ อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย และสำนักพิมพ์แถวหน้าของประเทศ ในการจัดทำโครงการ “ช้อปสุขใจ ให้น้องได้อ่าน” (Shop to Give) เพื่อเชิญชวนให้คนไทยที่มีจิตสาธารณะร่วมบริจาค “หนังสือดี” ให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศราว 300 แห่ง เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กๆ ได้อ่านหนังสือดี ที่จะช่วยเปิดโลกทัศน์ เสริมสร้างการเรียนรู้ และสร้างวัฒนธรรมการอ่าน

นางสุธาทิพ ธัชยพงษ์ รองประธานมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก knifelesstechsystems.com “จาการทำงานที่ผ่านมาของทางมูลนิธิฯ เราพบว่าสื่อและกิจกรรมที่เด็กๆ ในศูนย์เด็กเล็กชื่นชอบมาก คือ หนังสือนิทาน และหนังสือต่างๆ แต่กลับพบยังมีโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และห้องสมุดว่า 18,000 แห่ง ทั่วประเทศ ที่ยังมีหนังสือไม่เพียงพอ ดังนั้นเด็กๆ จะตื่นเต้นและดีใจมากเมื่อมีหนังสือชุดใหม่ๆ เดินทางไปถึง ยิ่งหากตรงกับความสนใจ ก็จะช่วยให้เกิดการรักการอ่านได้ไม่ยาก การบริจาคหนังสือเป็นกระบวนการที่จะทำให้เด็กๆ หันมาหนังสืออ่านมากขึ้น การมีหนังสือคุณภาพจะช่วยยกระดับการเรียนรู้ และพัฒนาการด้านอื่นๆ

“เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 12 สิงหาคม 2560 ทางมูลนิธิฯ จึงขอเชิญชวนคนไทยให้ร่วมบริจาค เพื่อนำหนังสือดีไปสู่เด็กน้อยด้อยโอกาสทั่วประเทศ โดยมูลนิธิฯ ได้คัดสรร ‘หนังสือดี’ จากสำนักพิมพ์ชั้นนำของประเทศ 12 แห่ง มาจำหน่ายบนอีเลฟเว่นสตรีท ที่จะช่วยเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้หนังสือที่บริจาคนั้นเหมาะสมกับความต้องการและพัฒนาการของเด็กๆ อย่างแท้จริง”

ด้านนายฮง โชล จอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “อีเลฟเว่นสตรีทเองมีความยินดีที่ได้ช่วยสนับสนุนมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก โดยเราจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางระหว่างสำนักพิมพ์ ผู้บริจาค และมูลนิธิฯ ในการช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ต้องการช่วยบริจาคหนังสือดีให้กับเด็กไทย เพื่อเป็นการมอบของขวัญให้เด็กๆ เยาวชนไทย โดยผู้ที่สนใจร่วมบริจาคสามารถเลือกซื้อได้ง่ายสะดวกผ่านทางออนไลน์แพลตฟอร์มของเรา ทั้งบนเวบไซต์และโมบายแอพพลิเคชั่น ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม เป็นต้นไป โดยทางบริษัทฯ จะสนับสนุนค่าจัดส่งของหนังสือทุกเล่ม และนอกจากนั้นจะช่วยสนับสนุนในด้านการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง และหากประชาชนที่มีหนังสือเก่าที่ต้องการบริจาค ก็สามารถบริจาคให้กับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กโดยตรงได้เช่นกัน เพราะบริษัทฯ เองก็เชื่อมั่นว่า การมอบหนังสือคือการมอบปัญญาให้กับเด็กไทย”

โครงการ “ช้อปสุขใจ ให้น้องได้อ่าน” (Shop to Give) จะเริ่มดำเนินการในระหว่างวันที่ 8 – 31 สิงหาคม 2560 โดยประชาชนที่สนใจ สามารถเลือกซื้อหนังสือผ่านทางเวบไซต์และโมบายแอพพลิเคชั่นของอีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย และเลือกเพื่อจัดส่งหนังสือตรงสู่มูลนิธิฯ ได้ทันที สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.11street.co.th หรือ www.thaibby.in.th

โดย 12 สำนักพิมพ์ที่เข้าร่วมในโครงการฯ ได้แก่ แปลน ฟอร์ คิดส์, เนชั่นบุ๊คส์, นานมี, พาส เอ็ดดูเคชั่น, บงกช, นิพนธ์, นานมีบุ๊คส์, ห้องเรียน, แปลนปริทัศน์, สกายบุ๊กส์, เอ็มไอเอส และ ไอดีซี

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก: ชาตรี แสงพุฒ โทร: 02-805-0202

อีเลฟเว่นสตรีท ประเทศไทย: สรัณศรี ประวัติพัฒนากูล (มะปราง) และอัญชลี บรรทัดเที่ยง (ต่าย) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดจำหน่าย ข้าวพันธ์ กข-แม่โจ้ 2 ข้าวเหนียวหอม ต้นเตี้ย ไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งปี พร้อมคุณสมบัติพิเศษ เมล็ดเรียว หอม นุ่ม อร่อยทุกเมล็ด ข้าวอุ่นแล้ว ไม่แฉะและไม่ติดกัน ซึ่งขณะนี้มีพร้อมจำหน่ายแล้ว ทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือก และข้าวสาร

ข้าวพันธุ์ กข-แม่โจ้2 เป็นข้าวเหนียวมีกลิ่นหอมอ่อน เมล็ดเรียวยาว ต้นเตี้ย และไม่ไวต่อช่วงแสงสามารถปลูกได้ ตลอดทั้งปี ได้รับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2555 รางวัลระดับดีเด่น เรื่อง “ข้าวเหนียวหอมต้นเตี้ยไม่ไวต่อช่วงแสงสายพันธุ์แม่โจ้ 2” จากสภาวิจัยแห่งชาติ และได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น การสัมมนาวิชาการ กลุ่มศูนย์วิจัยข้าวภาคเหนือตอนบน และภาคเหนือตอนล่าง จากสำนักวิจัย และพัฒนาข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2555 เรื่อง การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียวสายพันธุ์ แม่โจ้ 2 จากข้าวเจ้าหอมพันธุ์ปทุมธานี 1 ด้วยวิธีผสมกลับ และใช้เครื่องหมายโมเลกุลช่วยในการคัดเลือก ใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์ทั้งสิ้น 11 ปี

หากตรวจสอบพบว่า มีข้อผิดพลาดในการดำเนินโครงการ

โดยเฉพาะเมื่อข้อผิดพลาดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประโยชน์ที่กลุ่มเป้าหมายควรได้รับ ให้ส่วนราชการเจ้าของเรื่องเร่งรัดดำเนินการแก้ไขข้อผิดพลาด รวมทั้งชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายและประชาชนรับทราบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ได้รับผลกระทบถึงความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายของโครงการได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ตามนโยบายของรัฐบาล

จากอดีตข้าราชการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่ทำงานคลุกคลีกับเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง “วาสนา กุญชรรัตน์” ชาวจังหวัดนครราชสีมา ตัดสินใจครั้งใหญ่ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในเรื่องการทำการเกษตรและอยู่อย่างพอเพียง ผันชีวิตมายึดอาชีพเลี้ยงแพะ ผลิตนมแพะจำหน่ายก่อนขยายเป็นศูนย์เรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์แนวทางต่างๆ ให้ผู้สนใจ

“วาสนา กุญชรรัตน์” เล่าว่า ช่วงเริ่มต้นประมาณปี 2545 ได้ตัดสินใจซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างบ้านใน ต.ทุ่งหลวง อ.ปากท่อ จังหวัดราชบุรี ด้วยความชอบธรรมชาติ จึงมีแนวคิดทำฟาร์มแพะนม “TT GARDEN AND GOAT FARM” เพื่อผลิตน้ำนมไว้จำหน่าย โดยใช้เงินลงทุนครั้งแรกประมาณ 5-6 แสนบาท สร้างโรงเรือนไม้ยกพื้นให้แพะอยู่อาศัย จากนั้นต่อเติมขยายโรงเรือนขยายถึงปัจจุบันมีพ่อแม่ และลูกแพะที่เลี้ยงดูแลนับร้อยตัว ทั้งสายพันธุ์ซาแนน และเริ่มขยายพันธุ์ท็อกเก้นเบิร์กด้วย ซึ่งในฟาร์มต้องเน้นความเข้มงวดเรื่องความสะอาด ปลอดเชื้อโรค โดยเฉพาะโรคบลูเซลโลซีส การเข้า-ออกฟาร์มทุกครั้งจึงต้องสวมรองเท้าผ่านน้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อความปลอดภัยของฟาร์ม ส่งผลให้ได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ เป็นฟาร์มมาตรฐานสำหรับแพะนม (Farm Q) แห่งแรกของเขต 7 ได้ใบรับรองฟาร์มปลอดโรคบลูเซลโลซีสเป็นแห่งแรกของประเทศด้วย

“การเลี้ยงแพะนม เกิดจากแรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 อยากบอกว่าคนไทยโชคดีมากที่มีพระองค์เป็นต้นแบบ แต่อยู่ที่จะหยิบต้นแบบนั้นมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดที่พระองค์ท่านพระราชทานเรื่องการทำการเกษตร อยู่อย่างพอเพียง หลังเลือกสถานที่แล้วมองว่าอะไรเป็นตัวช่วยกำจัดวัชพืช จึงกลายมาเป็นแพะ ซึ่งมี 2 อย่าง คือ แพะเนื้อ และ แพะนม ก็มาดูข้อดี ผลเสีย และเลือกแพะนมเพราะมีมูลค่าทางการผลิตค่อนข้างมากพอสมควร เช่น ขายเนื้อ ขายนม ขายสายพันธุ์ แม้แต่น้ำนมยังสามารถแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้อีก”

“วาสนา” เล่าว่า การเลี้ยงดูแพะนั้น ทุกเช้าเวลาประมาณ 06.00 น. จะนำแพะออกจากคอกเลี้ยงเดินมาขึ้นโต๊ะ เพื่อทำความสะอาดเต้านม จากนั้นใช้มือรีดนมทีละเต้า ระหว่างการรีดนมจะให้อาหารเสริมแพะด้วย เพื่อสร้างความเพลิดเพลินและไม่ตื่นกลัว แต่ละวันจะรีดนมแพะแต่ละตัวให้น้ำนมประมาณ 2.5 กิโลกรัม รวมแล้วได้น้ำนมดิบประมาณ 20 กิโลกรัม/วัน ก่อนนำไปผ่านกรรมวิธีการแปรรูปผลิตเป็นนมพาสเจอไรซ์ได้ประมาณ 120 ขวด นอกจากนี้ยังผลิตภัณฑ์จากนมแพะอีกหลายอย่าง เช่น สบู่นมแพะ โลชั่น โยเกิร์ต และไอศกรีม ซึ่งทำตามออเดอร์ที่ลูกค้าสั่ง หลังรีดนมแล้วจะปล่อยแพะออกจากคอกให้วิ่งเล่น กินหญ้าบริเวณลานกว้าง ซึ่งเตรียมหญ้าไว้ให้กิน 2 ช่วง เช้าและเย็น ส่วนช่วงบ่ายจะให้อาหารเสริม เพื่อให้แพะมีสุขภาพแข็งแรง

“สำหรับการผลิตนมพาสเจอไรซ์ ซึ่งเรื่องการบริโภค เป็นเรื่องของคุณภาพมาตรฐาน GAP หรือ อย. ที่สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและความปลอดภัยของสินค้า คงต้องระดมเงินทุนสร้างโรงผลิตนมให้ได้มาตรฐาน GAP อีกส่วนเป็นเรื่องการนำเที่ยวชมฟาร์ม มาอยู่กับแพะ มาเรียนรู้พฤติกรรม ขั้นตอนการผลิต กว่าจะได้นมแต่ละหยด แต่ละแก้วนั้น อาจทำให้มีความผูกพันกับแพะมากขึ้น เพราะนมที่กลั่นออกมา 1 แก้วนั้น มาจากความตั้งใจทำงานอย่างหนึ่ง ที่มีการวางแผน การจัดการที่ดี”

เจ้าของฟาร์มแพะยังกล่าวอีกว่า ภายหลังการผลิตในรูปแบบนมแปรรูบรรจุขวดแล้ว สิ่งที่สำคัญถัดมา คือ การตลาด ถือเป็นหัวใจ เพราะการขายของจำเป็นต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย และความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะนมแพะที่รับประทานกันนั้น มีทั้งแบบ “มีกลิ่น” และ “ไม่มีกลิ่น” ประกอบกับมีการสำรวจตั้งแต่ก่อนทำฟาร์มและพบว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการดื่มนมแพะที่ไม่มีกลิ่น จึงต้องมาหาแนวทางในกระบวนการผลิต จนสุดท้ายกระบวนการจัดการทั้งระบบช่วยเรื่องการกำจัดกลิ่นได้

“ด้านการตลาดเราส่งหลายแห่ง เช่น รีสอร์ตใน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตลาดราชบุรี กรุงเทพฯ เมื่อสินค้าเริ่มเป็นที่ต้องการจนได้รับการยอมรับของตลาด ทำให้ขณะนี้เครือห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลนำสินค้านมแพะไปวางจำหน่ายที่ร้านท็อปส์ พร้อมออกแสดงโชว์ทุกเสาร์-อาทิตย์ เพื่ออธิบายข้อดี ข้อเสียจากการดื่มนมแพะให้ลูกค้าฟัง โดยผลตอบรับที่ผ่านมาออกมาดี”

วาสนากล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้มีการรณรงค์ดื่มนมแพะ ซึ่งยังไม่เห็นภาครัฐช่วยรณรงค์การดื่มนมแพะอย่างจริงจัง ทำให้คนดื่มนมแพะยังอยู่ในวงแคบๆ หรือคนที่รู้ว่านมแพะดีอย่างไร ทำให้เกษตรกรประสบปัญหา คนขายก็ขายกันไป ใครเอาตัวรอดได้ก็รอดกันไป ใครไปไม่รอดต้องอยู่ในวังวนของการเป็นคนผลิตส่งพ่อค้าคนกลาง

“นมแพะมีประโยชน์ คือ แม่ที่ไม่สามารถมีนมเลี้ยงลูกได้ คุณหมอจะแนะนำให้ดื่มนมแพะ เนื่องจากนมแพะมีความใกล้เคียงกับนมแม่ แต่ยังไม่สามารถเทียบนมแม่ได้ นอกจากนี้โมเลกุลของนมแพะจะเล็กกว่านมวัว ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็วประมาณ 20 นาที ขณะที่นมวัวใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง รวมทั้งผู้ดื่มนมแพะจะไม่เจอปัญหาท้องเสีย ท้องอืด”

ปัจจุบัน นอกจาก TT GARDEN AND GOAT FARM จะเป็นแหล่งผลิตนมแพะแปรรูปชั้นดี รวมทั้งผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้วยังขยายเป็นศูนย์การเรียนรู้ โดยนำองค์ความรู้การสั่งสมข้อมูล ประสบการณ์ ปัญหา แนวคิด การวางแผน การจัดการต่างๆ เพื่อถ่ายทอดให้ผู้สนใจที่เดินทางมาดูงานอย่างต่อเนื่อง และเป็นตัวอย่างการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทางปรับปรุง พัฒนาพื้นที่จนประสบผลสำเร็จ เป็นแบบอย่างที่ดี กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งศึกษาของผู้สนใจ

ส่งผลให้ “วาสนา” ได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2560 ด้านอาชีพการเลี้ยงสัตว์ เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในงานพระราชพิธีพืชมงคลที่ผ่านมา

นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมได้จัดการประชุมชี้แจงรายละเอียดการขอสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแฟชั่น ในเครือข่ายศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำนวน 50 ราย มีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์กองทุนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแฟชั่นรับทราบและเข้าถึงแหล่งเงินทุน นำไปพัฒนาธุรกิจ ตลอดจนปรับปรุงธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และความสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวได้ใช้ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหน่วยงานกลางสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายต่างๆ ที่ให้บริการด้านการส่งเสริมการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเห็นความสำคัญของการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

“หลังจัดการจัดประชุมชี้แจงรายละเอียดการขอสินเชื่อกองทุน พบว่าล่าสุดมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในกลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นเข้าขอสินเชื่อในวงเงินไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท และคาดว่าไตรมาส 3 จะมีการขอสินเชื่อเข้ามาเพิ่มเติมอีก เชื่อมั่นว่ากองทุนดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยส่งเสริมที่ช่วยให้การส่งออกอุตสาหกรรมแฟชั่นสามารถเติบโตขึ้นได้กว่า 30% หรือแตะระดับหลัก 9 แสนล้านบาท และทะลุหลัก 1 ล้านล้านบาท ภายในระยะไม่เกิน 5 ปีจากนี้ (ปี 2560-2564)” นายพสุ กล่าว

นายพสุ กล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นนับเป็น 1 ในอุตสาหกรรมที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือของกองทุน เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมโยงและพัฒนาไปสู่กลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาลในชุดปัจจุบันได้ ซึ่ง กสอ.มีจุดมุ่งหมายที่หวังจะให้ผู้ประกอบการที่มีความสนใจเข้าร่วมกองทุนได้นำวงเงินดังกล่าวไปพัฒนาธุรกิจ ก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงตามยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศไทยที่สอดคล้องตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยกองทุนนี้ยังจะเป็นกองทุนที่ช่วยเติมเต็มให้เอสเอ็มอีที่มีอุปสรรคไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนปกติ สามารถพัฒนาธุรกิจให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้าสู่ระบบการเงินปกติของสถาบันการเงินเอกชนต่อไป

นพ. ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึง EchoVE ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามกระตุ้นให้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ดังนั้น การที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ร่วมกับภาคเอกชน จัดทำ EchoVE ซึ่งเป็นสื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้เรียนอาชีวศึกษาขึ้น เพื่อช่วยขับเคลื่อนการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้และฝึกทักษะภาษาอังกฤษให้ผู้เรียน ด้วยกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการพัฒนาทักษะด้านภาษาให้ทั่วถึงแก่นักเรียน นักศึกษาทุกระดับ ทุกสาขา อย่างเท่าเทียมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของตลาดแรงงาน จึงตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 โดยเฉพาะการศึกษาสายวิชาชีพที่มีการส่งเสริม สร้างศักยภาพให้มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และการเสริมทักษะด้านภาษาต่างประเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศ

ด้าน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า สื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับอาชีวะ EchoVE นี้ จะเน้นย้ำความมุ่งมั่นของภาครัฐที่เร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียม เสมอภาค และมีคุณภาพ ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลัก

ดังนั้น โครงการสื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสำหรับอาชีวะ EchoVE มีส่วนสำคัญในการช่วยให้นักเรียน นักศึกษาเข้าถึงหลักสูตรและบทเรียนภาษาอังกฤษที่มีคุณภาพ ผ่านรูปแบบการฝึกอบรมระยะสั้นให้นักเรียน นักศึกษา และอาจารย์มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถใช้สื่อการเรียนรู้และเครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะจัดอบรมทั้งหมด 10 รุ่น ในทุกภูมิภาค ซึ่งใช้ระยะเวลาอบรม 2 วัน คาดว่าจะมีผู้บริหาร ครู อาจารย์ นักเรียนและนักศึกษาเข้าอบรมทั้งสิ้น 2,500 คน

แบงก์ชาติเผยเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัว 3.3% จากการส่งออกพุ่งถึง 8% คาดส่งออกทั้งปีเป็นตามเป้าที่ 5% ส่วนท่องเที่ยวยังโตต่อเนื่องเพิ่มขึ้นถึง 11.4% ดีกว่าที่คาด ครึ่งปีหลังเชื่อเอกชนกลับมาลงทุนไม่ต่ำกว่า 2% จับตาผลกระทบน้ำท่วมกระเทือนเศรษฐกิจหรือไม่

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2560 คาดว่าจะเติบโตใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2560 ที่ขยายตัวได้ 3.3% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี โดยไตรมาส 2/2560 ขยายตัวได้ 8% ทำให้ครึ่งปีแรกส่งออกขยายตัวได้ 7.4%

คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังส่งออกจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2.7% ทำให้ส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 5% รวมทั้งแรงสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว โดยเดือนมิถุนายนยังขยายตัว 11.4% ซึ่งดีกว่าที่คาดไว้

“คาดว่าการส่งออกในเดือนกรกฎาคมจะเป็นเดือนสุดท้ายที่เติบโตใกล้เคียงในระดับ 2 หลัก หลังจากนั้นทิศทางส่งออกจะปรับลดลงบ้าง เนื่องจากกรกฎาคมปีที่แล้วมีการขยายตัวฐานต่ำ แต่ทั้งปียังเชื่อว่า การส่งออกยังขยายตัวได้ตามเป้าหมายเพราะมาจากความต้องการซื้อในต่างประเทศที่ยังมีทิศทางที่ดี” นายดอน กล่าว

สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือนมิถุนายนยังขยายตัวต่อเนื่อง การส่งออกขยายตัว 7.6% ตามการขยายตัวของสินค้าในหลายหมวด เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าที่เคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่อง จากการใช้จ่ายหมวดบริการตามจำนวนนักท่องเที่ยว

ด้านการลงทุนภาคเอกชนยังหดตัวตามเครื่องชี้การลงทุนในภาคก่อสร้าง โดยไตรมาส 2 จะใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ที่ขยายตัว -1.1% แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อว่าการลงทุนภาคเอกชนจะกลับมาขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2% ทำให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 1.8%

ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐหดตัวจากระยะเดียวกันปีก่อน ตามรายจ่ายลงทุนของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เร่งเบิกจ่ายงบประมาณไปในช่วงครึ่งแรก ด้านเสถียรภาพอัตราเงินเฟ้อทั่วไป -0.05% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน 0.45% ใกล้เคียงจากเดือนก่อนหน้า อัตราว่างงานปรับลดลงเล็กน้อย

นายดอน กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด ซึ่งบางจังหวัดไม่เคยท่วมก็ท่วมหนักมาก ขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างติดตามเพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เบื้องต้น ในกรณีเทียบเคียงเหตุการณ์น้ำท่วในปีก่อนหน้า เช่น ภาคใต้ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงสั้นๆ เท่านั้น และจะเริ่มมีการซ่อมสร้าง ฟื้นฟูความเสียหายจนกลับมาสู่ภาวะปกติได้ ไม่ได้มีผลกระทบจนน่าเป็นห่วง

เมื่อไม่นานมานี้ทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสลงพื้นที่สัมภาษณ์เกษตรกรท่านหนึ่งที่มีอาชีพเกี่ยวกับการเลี้ยงโคเนื้อ โดยบทความของเกษตรกรท่านนี้เมื่อได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสารแล้ว ได้มีกลุ่มคนอ้างเป็นทีมงานติดต่อขอเข้าพบกับเกษตรกรดังกล่าว โดยบอกว่าเป็นหัวหน้าของทีมงานและเดินทางมาด้วยกัน โดยตนไม่ได้ลงไปรวมสัมภาษณ์ด้วยเพียงแต่นั่งรออยู่บนรถยนต์ เพื่อนั่งสั่งงานอยู่บนรถเพียงอย่างเดียว จากนั้นก็เดินทางไปหาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อถึงที่ทำงาน พยายามคุยด้วยวิธีต่างๆ ให้เกษตรกรเชื่อว่ารู้จักกับทีมงานของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านจริง โดยมีการพูดคุยต่างๆ นานๆ ให้เกษตรกรเชื่อ

เมื่อคุยจนสามารถตีสนิทได้ก็ทำการนัดหมายกับเกษตรกรเพื่อขอเข้าพบ เสร็จแล้วพยายามหลอกล่อด้วยการซื้อของกินให้กับเกษตรกร เพื่อหวังให้กินของที่ซื้อมาให้ โดยอาจจะมีแผนร้ายบางอย่าง จากนั้นเกษตรกรรู้สึกไม่ชอบมาพากล จึงได้โทรศัพท์สอบถามกับผู้สื่อข่าวของเทคโนโลยีชาวบ้าน เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลดังกล่าวที่แอบอ้างเป็นทีมงานหรือไม่ เมื่อมิจฉาชีพรู้สึกว่าเกษตรกรเริ่มไหวตัวทัน จึงได้ทำท่าทีว่ามีงานด่วน รีบไปทำธุระและจากไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นความโชคดีของเกษตรกรรายนี้ที่มีสติและโทรศัพท์สอบถามจึงทำให้รอดพ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้

ทางทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านจึงฝากเตือนเกษตรกรที่อาจจะเจอมิจฉาชีพ ทำท่าทีมาทำความรู้จักเหมือนในกรณีนี้ อย่าได้หลงเชื่อและรีบแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีต่อไป

สตูล – นางสาววิไลวรรณ อย่างดี หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านวังเจริญราษฎร์ ตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล กล่าวว่า ได้ชักชวนให้ผู้ปกครองและคนในชุมชนหันมาปลูกผักไว้บริโภคด้วยการจัดทำ “โครงการเกษตรอินทรีย์ พัฒนากลไก ใส่ใจสุขภาพ” โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่ ปี 2558 และใช้พื้นที่ของศูนย์ 1 ไร่ ปลูกพืชผักสวนครัว เพื่อใช้ทำอาหารกลางวันให้แก่นักเรียน 100 คน รวมทั้งครูได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัย

“ตอนนี้มีแกนนำ 20 คน ต่างคนต่างไปปลูกที่บ้าน และช่วยกันดูแลแปลงผักที่ศูนย์ด้วย อยากให้ชุมชนค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาปลูกผักปลอดสารพิษไว้กินเองมากขึ้น” นายวิมาท หมาดสา เจ้าหน้าที่ อบต.นาทอน กล่าวว่า ได้เข้ามาสนับสนุน ทั้งในเรื่องของการทำกระถางปลูกผักจากเศษวัสดุเหลือใช้ และการนำกากน้ำตาลมาทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อปรับปรุงดิน

พะเยา – นายจันทร์ บัวติ๊บ อายุ 75 ปี ประธานกลุ่มผู้สูงอายุบ้างปงใหม่ หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เผยว่า ผู้สูงอายุในหมู่บ้านได้มารวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย ล่าสุดได้ทำเครื่องสีข้าวชุมชนแบบมือหมุนขึ้น สืบเนื่องจากในอดีตไม่มีโรงสี ผู้คนต้องตำข้าวด้วยครกมอง หรือครกมือขนาดใหญ่ถึงจะมีข้าวสารกิน

ขณะเดียวกันในหมู่บ้านมีปราชญ์ท้องถิ่น ชื่อ นายพิชิต กันทรัตน์ หรือ หมอทราย เจ้าของสวนฮอมผญา ได้ไปศึกษาดูงานจังหวัดสกลนคร ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุได้ความรู้เรื่องการทำข้าวปลอดภัยไว้ทานกันภายในหมู่บ้าน ตลอดจนเครื่องสีข้าวชุมชนแบบมือหมุน ที่สามารถทำได้ทุกวัย โดยเฉพาะวัยสูงอายุได้ออกกำลังสม่ำเสมออีก ทั้งได้ข้าวปลอดภัยไว้กินด้วย

“เครื่องสีข้าวชุมชนทำมาจากไม้ไผ่สาน แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ ส่วนบนที่เป็นเหมือนกระบุงใส่ข้าวเปลือก และส่วนที่สองคือส่วนล่าง สำหรับไว้รองข้าวที่ผ่านการกะเทาะเปลือกหรือสีแล้ว โดยมีตัวบดเป็นเฟืองทำจากไม้ขัดสีเม็ดข้าวให้เปลือกข้าวหลุดออก ทุกวันนี้ทางกลุ่มทำส่งลูกค้าที่สั่งเข้ามาทุกเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 4-5 เครื่อง ราคาเครื่องละ 3,000-6,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องสีข้าว”

ด้าน นายสมพล เวียนรอบ ผู้ใหญ่บ้านปงใหม่ กล่าวว่า กลุ่มผู้สูงอายุที่ช่วยกันประดิษฐ์เครื่องสีข้าวชุมชน นอกจากจะทำให้ได้ออกกำลังกายจากการสีข้าวด้วยมือแล้ว ยังได้ทานข้าวกล้องที่ไม่ขัดขาวจนเสียคุณค่าของข้าว

อีกทั้งมีรายได้จากการประดิษฐ์เครื่องสีข้าวชุมชนขายด้วย วัตถุดิบทำมาจากไม้ไผ่ในพื้นที่ กลายเป็นจุดเด่นของกลุ่มผู้สูงอายุแห่งบ้านปงใหม่ที่เป็นตัวอย่างของกลุ่มผู้สูงอายุ เครือมติชนฉลองการดำเนินงานครบ 30 ปี “เทคโนโลยีชาวบ้าน” นิตยสารเกษตรอันดับหนึ่งของเมืองไทย จัดงาน “เกษตรมหัศจรรย์ 2560 พืชกินได้ ไม้ขายดี” ระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน 2560 ณ SKY HALL เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

พาณิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เครือมติชนได้จัดงานเกษตรมหัศจรรย์ 2560 “พืชกินได้ ไม้ขายดี” ขึ้น ณ SKY HALL เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ในวันที่ 7-10 กันยายน ศกนี้ เพื่อฉลองการดำเนินงานครบ 30 ปี ของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน โดยไฮไลต์สำคัญของงานนี้ ได้แก่ นิทรรศการ “พืชกินได้ ไม้ขายดี” กับความมหัศจรรย์ของพืชที่เป็นที่สุดกว่า 100 สายพันธุ์ ทั้งไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับที่อยู่ในเทรนด์ปี 2560 ทั้งในส่วนสุดยอดไม้ผล เช่น ผลไม้ที่อร่อยที่สุด ผลไม้พันธุ์ใหม่ พันธุ์แปลก ผลไม้หายาก อาทิ ทับทิมจรัสแสง ระกำหวานเมืองตราด ขนุนทองประเสริฐ มะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นต้น

ในส่วนของพืชทำเงิน นำเสนอ 30 ไม้ดอก ไม้ประดับสุดอินเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมในเมืองไทย ปลูกง่าย สร้างรายได้สูง ถือเป็นกลุ่มพืชที่เกษตรกรรุ่นใหม่ควรปลูก อาทิ กระบองเพชร สับปะรดสี ลีลาวดี กล้วยไม้ ปาล์มประดับ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีในส่วนของกิจกรรมชิมฟรี ที่ได้นำผลไม้พันธุ์ดีที่สุดของความอร่อยมาให้ผู้ร่วมงานได้ลองชิม อาทิ แตงโมสีส้ม มะละกอแขกดำนายปรุง ส้มโอมณีอีสาน ฝรั่งหวานพิรุณ สับปะรดทองระยอง เป็นต้น

ส่วนโซนนิทรรศการ “30 ปี เทคโนโลยีชาวบ้าน” นำเสนอความสำคัญของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านในฐานะที่เป็นผู้นำข่าวสารการเกษตร ที่มีมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ทศวรรษ โดยเน้นให้เห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรที่น่าภาคภูมิใจ ทำได้จริง พร้อมอัพเดต 10 อาชีพเกษตรฮอตในโลกโซเชียล มีนิทรรศการ 3 เกษตรกรดีเด่นปี 2560 ที่ประสบความสำเร็จ และพลาดไม่ได้กับกิจกรรมแจกฟรี ไม้ขายดี พันธุ์พรีเมี่ยม แก่ผู้ที่มาร่วมงาน 10 ชนิด อาทิ ลีลาวดีสีพิเศษดอกจิ๋วและกลีบซ้อน กิจกรรม “ดาวเรืองแทนใจ” ปลูกดอกไม้ถวาย ร.9 ด้วยการแจกฟรีต้นกล้าดาวเรือง วันละ 540 ต้น เพื่อระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยดาวเรืองทั้งหมดจะออกดอกบานสะพรั่งในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การเสวนาความรู้อัพเดตเทรนด์ด้านเกษตรกรรมจากกูรูด้านการเกษตร เวิร์กช็อปเกษตร-ศิลป์ 4 วัน 7 หลักสูตร เป็นต้น

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ taniavaughan.com รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลจากการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและชนบทของอิสราเอล รวมถึงได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ รัฐอิสราเอล นั้น ขณะนี้กรมชลประทานได้จัดทำกรอบแผนงานโครงการเกษตรแปลงใหญ่ผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตรและการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้าห้วยประดู่โครงการชลประทานมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ระยะเวลา 2 ปี (2561-2562) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นพื้นที่นำร่องที่เน้นใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูงที่มีความชัดเจนและเห็นผลเร็ว เสนอให้ทางอิสราเอลเพื่อทำงานร่วมกัน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนกำหนดวันจัดประชุมระดับเจ้าหน้าที่ของสองประเทศโดยเร็ว

สำหรับกรอบแนวทางที่ไทยขอรับการสนับสนุนและร่วมมือจากอิสราเอล มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตสินค้าเกษตรในระดับไร่นา การจัดการ ดิน น้ำและพืช การวิเคราะห์คุณสมบัติดินและน้ำในพื้นที่ การแนะนำพืชทางเลือกที่เหมาะสมกับดินและน้ำและมีมูลค่าสูงทางการตลาด การนำน้ำมาใช้ซ้ำและหมุนเวียนน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ การจัดแปลงเพาะปลูก และระบบการให้น้ำ การจัดแปลงเพาะปลูกที่เหมาะสมเพื่อลดการระเหยของน้ำและให้ผลผลิตต่อหน่วยสูง การออกแบบระบบการให้น้ำแบบประหยัดน้ำและประหยัดพลังงานที่เหมาะสมกับชนิดพืช ทางเลือก ดิน และปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่โดยคำนึงถึงผลผลิต ต่อหน่วยและผลผลิตต่อพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตสินค้าเกษตรในระดับธุรกิจ ในด้านเทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยวเพื่อเก็บรักษาคุณภาพผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ 2. ให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการเลือก การพัฒนา การติดตั้ง และประยุกต์ใช้เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์สำหรับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 3. เป็นพี่เลี้ยงการดำเนินโครงการให้กับบุคลากรฝ่ายไทยจนสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินการ 2 ปี (2561-2562)

ด้าน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้พิจารณาคัดเลือกพื้นที่ชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยประดู่ โครงการชลประทานมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคามมานำร่องภายใต้กรอบความร่วมมือไทย-อิสราเอล ครั้งนี้ เนื่องจากอ่างเก็บน้ำห้วยประดู่ซึ่งมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 2.8 ล้าน ลูกบาศ์กเมตร มีระบบชลประทานครอบคลุมพื้นที่เกษตร 2,270 ไร่ การเกษตรโดยส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นหลักในฤดูฝน ขณะที่ในฤดูแล้งปลูกพริก และพืชตระกูลถั่ว/ข้าวโพดหวาน ขณะเดียวกัน สภาพดินในพื้นที่มีปัญหาเรื่องดินเค็ม เนื้อดินมีทรายปนสูง จึงมีการสูญเสียน้ำมาก หากส่งน้ำแบบผิวดินแบบเดิม ประกอบกับน้ำต้นทุนในอ่างมีแนวโน้มลดลง จึงต้องการใช้เทคโนโลยีการส่งและกระจายน้ำเพื่อให้มีการสูญเสียน้อย และลดผลกระทบปัญหาดินเค็ม

หนุน “สุราษฎร์ฯ” โมเดลผลิตปาล์มเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง 18% ด้านโรงสกัดชี้จุดอ่อนไม่มี “เครื่องวัดเปอร์เซ็นต์น้ำมัน” ต้องซื้อคละ ด้านอคส.ยังไม่สตาร์ตโครงการรับซื้อผลปาล์ม ราคาร่วงกิโลกรัมละ 3.80-3.90 บาท ชี้ยังหาราคากลางที่เหมาะสมไม่ได้

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะลงพื้นที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างเกษตรกร ลานเท และโรงงานสกัดในพื้นที่ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม โดยขอให้โรงสกัดรับซื้อปาล์มน้ำมันที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ภายใน 30 วัน นับจากที่ได้ลงนามกัน เพื่อให้จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้นแบบในการเพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันจาก 17% เป็น 18% และให้ขยับเปอร์เซ็นต์ขึ้นอีกปีละ 1% ให้ได้ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น โดยหลังจากนี้มีแผนจะส่งเสริมให้เพิ่มเปอร์เซ็นต์น้ำมันในจังหวัดใกล้เคียงต่อไป เช่น กระบี่ ชุมพร เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพมาตรฐานปาล์มน้ำมันของไทย ทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น

เบื้องต้นมั่นใจจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเนื่องจาก

ผู้ประกอบการเคยมีประสบการณ์รับมือน้ำท่วมเมื่อปี 2554 จึงทำให้มีมาตรการและแผนรองรับในระดับหนึ่งแล้ว อาทิ การให้โรงงานในเครือข่ายเป็นผู้ผลิตสินค้าแทน หากโรงงานหลักผลิตไม่ได้” นายวีรศักดิ์ กล่าวและว่า สำหรับทิศทางค่าเงินบาท มองว่าการแข็งค่าของเงินบาทไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค

ผอ.องค์การเภสัชกรรมเปิดเผยความคืบหน้า “โรงงานวัคซีนหวัดใหญ่/หวัดนก” ยันสำเร็จพร้อมใช้ปี 2563 ผลิตได้ทั้ง “เชื้อเป็น” และ “เชื้อตาย” ศักยภาพ 2-10 ล้านโดส ต่อปี

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม นพ. นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม แถลงความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ที่โรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) จังหวัดสระบุรี ว่า หลังการระบาดของไวรัสไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนกในปี 2550 ประกอบด้วย งานหลัก 2 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัคซีน และด้านการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีน โดยให้ดำเนินการคู่ขนานและสอดคล้องกันไป ได้รับอนุมัติงบประมาณ 1,411.7 ล้านบาท ในการก่อสร้างโรงงานในระดับอุตสาหกรรมมาตรฐาน WHO GMP ที่ ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี จนถึงขณะนี้การดำเนินการก่อสร้างโรงงาน และการติดตั้งระบบสนับสนุนต่างๆ แล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานเครื่องจักร และเครื่องมือสำคัญ

“สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานต่อไปนี้ จะเป็นขั้นตอนของการสอบระบบต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระบบห้องผลิตและระบบสนับสนุนการผลิต ระบบเครื่องจักรผลิตและขบวนการผลิตให้ทำงานสอดประสานกันเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพตามข้อกำหนดมาตรฐาน” นพ. นพพร กล่าว

สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนอยู่ในระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่คณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร จังหวัดนครปฐม โดย อภ.ได้พัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อเป็นสำเร็จ ชนิด คือ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 และวัคซีนป้องกันไข้หวัดนก เป็นเชื้อเป็นชนิดอ่อนฤทธิ์ ใช้พ่นทางจมูก ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย อยู่ระหว่างการทดลองในมนุษย์ระยะที่ 3 ถือว่ามีความคืบหน้าพอสมควร โดยทั้งส่วนของการก่อสร้าง การพัฒนาวัคซีน การขึ้นทะเบียนวัคซีนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และการพัฒนาบุคลากรประจำโรงงานวัคซีนคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2562 คาดว่าปี 2563 จะสามารถผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ต้นน้ำออกมาให้บริการได้

“เมื่อผลิตวัคซีนสำเร็จและได้รับการขึ้นทะเบียนจาก อย.แล้ว โรงงานแห่งนี้จะมีศักยภาพในการผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเริ่มต้นปีละ 2 ล้านโดส และสามารถขยายกำลังการผลิตได้ถึงปีละ 10 ล้านโดส สามารถผลิตได้ทั้งแบบเชื้อตาย และเชื้อเป็นกรณีเกิดการระบาดใหญ่ได้ปริมาณเพียงพอต่อการใช้ของประชากรในประเทศ ถือเป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศและภูมิภาคอาเซียน” นพ.นพพร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโรงงานดังกล่าวเริ่มดำเนินการตามสัญญาว่าจ้างตั้งแต่ปี 2553 โดยเดิมกำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 513 วัน หรือปี 2555 แต่เกิดปัญหาการบริหารสัญญา การเปลี่ยนแบบ น้ำท่วม ทำให้ต้องยืดเวลาออกไป และหยุดชะงักไป 2 ปี ตั้งแต่ปี 2554-2555 โดย ครม.อนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมให้ดำเนินการใหม่อีกครั้งในปี 2558 รวมงบทั้งสิ้น 2,000 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งไว้ 1,411.7 ล้านบาท

นายนิพนธ์ บุญญามณี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาเปิดเผยว่า ขณะนี้ราคายางพาราแผ่นดิบลดลงมาก ประเทศไทยยังเป็นเพียงผู้ส่งออกยางพารา ไม่สามารถสร้างนวัตกรรมเป็นผู้ผลิต อบจ.สงขลาจึงดำเนินการโครงการถนนยางพารา นำน้ำยางพาราสดมาเป็นส่วนผสมในโครงการถนนยางพารา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมาตรการในการช่วยเหลือชาวสวนยาง ในปีงบประมาณ 2560

อบจ.สงขลา จัดสรรงบประมาณ 50 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2561 จัดสรรงบ 60 ล้านบาท ราดผิวถนนแอสฟัลต์ผสมยางพารา ขยายเพิ่มเป็น 6 เส้นทาง นำน้ำยางสดมาใช้ประมาณ 20 ตัน

นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า สงขลานับเป็นจังหวัดแรกของประเทศ ที่นำยางพาราผสมยางมะตอยราดถนน เริ่มก่อสร้างบนเส้นทางถนนกาญจนราเมศวร์ ชุมชนบ้านเกาะหมี เขตเทศบาลเมืองคลองแห อ.หาดใหญ่ เส้นทางเชื่อมต่อถนนกาญจนวนิช กับถนนลพบุรีราเมศวร์ ระยะทางประมาณ 2,500 เมตร เมื่อปี 2558 ปรากฏว่าถนนไม่ชำรุด

ปีงบประมาณ 2560 ใช้งบประมาณ 50 ล้านบาท ซ่อมผิวถนนจราจรแอสฟัลต์คอนกรีต โดยขยายถนนใน อำเภอจะนะ 2 สาย คือถนนสายบ้านควนมีด ตำบลคลองเปียะ-บ้านควนจาก ตำบลนาหว้า อำเภอจะนะ ระยะทาง 1,800 เมตร และถนนสายบ้านแคเหนือ ตำบลแค-บ้านท่าล้อ ตำบลท่าหมอไทร อำเภอจะนะ กว้าง 8 เมตร ระยะทาง 1,500 เมตร

“การแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รัฐบาลต้องเดินหน้าทั้งทางนโยบายและการปฏิบัติ เร่งรัดการใช้ยางพาราภายในประเทศ เป็นการลดการพึ่งพาตลาดยางดิบในต่างประเทศ ซึ่งมีราคาผันผวนตลอดเวลา แปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อจำหน่ายและใช้งานในประเทศและส่งออกจำหน่าย และการใช้ยางพาราผสมยางมะตอยทำถนน” นายนิพนธ์ กล่าว

สมาคมอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยรับเกียรติบัตรจากกระทรวงแรงงานยกย่องและขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนำแนวทางปฏิบัติที่ดีต่อแรงงาน (Good Labour Practices: GLP) ไปส่งเสริมในฟาร์ม ปศุสัตว์อย่างจริงจัง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย ด้านสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกฟาร์มไก่เนื้อได้นำหลักการ GLP ไปใช้ในฟาร์มไก่แล้ว ขณะที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรเตรียมขยายผลต่อในฟาร์มสุกร เตรียมทำหลัก GLP สำหรับฟาร์มสุกรแล้วเสร็จภายในปีนี้

นายประเสริฐ อนุชิราชีวะ เลขาธิการ สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ได้ให้ความร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมปศุสัตว์และสมาชิกของสมาคมฯ ร่วมจัดทำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีสำหรับฟาร์มและสถานที่ฟักไข่สัตว์ปีกขึ้นแล้วเสร็จเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา และได้ร่วมพัฒนาวิทยากรด้าน GLP เพื่อช่วยเผยแพร่และให้คำแนะนำแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงไก่ที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ได้มีการจัดการแรงงานที่เหมาะสมเป็นไปตามมาตรฐานสากล

สำหรับปีนี้ สมาคมฯ ยังเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรและผู้ประกอบการ ฟาร์มของสมาชิกทั่วประเทศสามารถดูแลจัดการแรงงานได้อย่างถูกต้องตามแนวทาง GLP เพื่อให้ฟาร์มไก่เนื้อเพื่อการส่งออกสามารถดำเนินการสอดคล้องกับประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้บรรจุหลัก GLP อยู่ในมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่เนื้อ (Good Agriculture Practices for broiler farms: GAP) ด้วย

“การปฏิบัติที่ดีต่อแรงงานมีความสำคัญต่อการดำเนินฟาร์มในปัจจุบัน ช่วยพัฒนาฟาร์มไก่เนื้อของไทยให้เป็นที่ยอมรับด้านการปฏิบัติที่ดีต่อแรงงานในระดับประเทศและระดับสากล” นายประเสริฐกล่าว

ขณะเดียวกัน สมาคมฯ ยังได้จัดทำรายการตรวจสอบด้วยตนเอง (Self-audit checklist) เพื่อให้สมาชิกฯ ได้มีการตรวจประเมินการปฏิบัติต่อแรงงานภายในฟาร์มด้วยตัวเอง โดยขณะนี้ ฟาร์มสมาชิกประมาณ 4,000 ฟาร์ม ได้ดำเนินการตรวจประเมินและสามารถยืนยันการดำเนินกิจการฟาร์มไก่เนื้ออย่างถูกต้องตามหลัก GLP ของฟาร์มสัตว์ปีก โดยสมาคมฯ ได้รายงานความคืบหน้าดังกล่าวแก่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและกรมปศุสัตว์รับทราบเรียบร้อยแล้ว ตั้งเป้าภายในปีนี้ ฟาร์มไก่เนื้อแห่งใหม่สามารถผ่านการตรวจประเมินด้วยตนเองได้ทั้งหมด

ด้านนายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า สมาคมฯ ได้ร่วมแสดงเจตจำนงค์กับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรมปศุสัตว์ในการส่งเสริมให้สมาชิกทั่วประเทศรวม 1,500 ราย ได้มีความรู้ความเข้าใจแนวทาง GLP และสามารถนำไปปฏิบัติต่อแรงงานในฟาร์มสุกรได้อย่างถูกต้องและลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

“สมาคมผู้เลี้ยงสุกรฯ กำลังจัดทำ GLP สำหรับฟาร์มสุกร โดยศึกษาหลักการของฟาร์มสัตว์ปีกมาประยุกต์และปรับให้เหมาะสมเอื้อต่อการนำไปปฏิบัติจริง ตั้งเป้าที่จะให้ GLP สำหรับฟาร์มสุกรเสร็จภายในปีนี้” นายสุรชัยกล่าว

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการแก่สมาชิกและเกษตรกร ให้เกิดความเข้าใจการปฏิบัติที่ดีต่อแรงงาน เพื่อรณรงค์ให้สมาชิกฯ ได้นำหลัก GLP ไปใช้ในฟาร์มสุกรอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าสุกร และคุณภาพชีวิตแรงงานในฟาร์ม

การยางแห่งประเทศไทย ร่วมผนึกกำลังกองทัพบก ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ผลักดันนโยบายส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ ต่อยอดงานวิจัย นำนวัตกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางด้านยุทโธปกรณ์

วันนี้ (26 กรกฎาคม 2560) การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และกองทัพบก ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา โดยมี พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีลงนาม ซึ่งครั้งนี้ ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย และ พลตรีศักดิ์สิทธิ์ เชื้อสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก เป็นผู้แทนจาก 2 หน่วยงาน ในการร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ณ ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ การยางแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า การยางแห่งประเทศไทยและกองทัพบก ตระหนักถึงความสำคัญในนโยบายด้านยางพาราของรัฐบาลที่เน้นดำเนินการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า และสนับสนุนการใช้ยางภายในประเทศ รวมทั้ง นโยบายด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมตามนโยบายที่ได้กำหนดเป้าหมายไว้ ทั้งนี้ การยางแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นองค์กรกลางรับผิดชอบดูแลการบริหารจัดการยางพาราของประเทศไทยทั้งระบบอย่างครบวงจร ร่วมกับสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก ซึ่งเป็นหน่วยที่รับผิดชอบงานวิจัย และพัฒนาการทางทหารกองทัพบก ที่เชี่ยวชาญในการทำวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีความมั่นคง ได้มีความเห็นพ้องต้องกันที่จะประสานความร่วมมือ และนำศักยภาพของแต่ละหน่วยงานมาร่วมกันเสริมสร้างความมั่นคงและศักยภาพในการป้องกันประเทศผ่านการนำผลผลิตยางพารามาวิจัยและพัฒนา เพื่อนำไปสู่การแปรรูปเป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานและประสิทธิภาพในการนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

พลตรีศักดิ์สิทธิ์ เชื้อสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา จะเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยและพัฒนาร่วมกันระหว่างการยางแห่งประเทศไทย และกองทัพบก เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์จากยางพารา นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ยางในรูปแบบต่างๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการทหาร อีกทั้งเป็นการพัฒนาศักยภาพของนักวิจัย เพื่อสามารถสร้างงานวิจัยและเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมยางพารา ที่สำคัญ ความร่วมมือครั้งนี้ ยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มการใช้ยางในประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากต่างประเทศ เช่น หน้ากากป้องการสารพิษทางทหารที่ผ่านมาไทยสั่งซื้อจากต่างประเทศโดยเมื่อเปรียบเทียบราคาแล้วสูงกว่าการผลิตใช้เองประมาณ 8 เท่า ผ่านงานวิจัยเพื่อสร้างเสริม ปรับปรุง ประยุกต์ พัฒนาและซ่อมแซม โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม ตลอดจนการรวบรวมและพัฒนาองค์ความรู้ในกระบวนการเหล่านี้ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและความมั่นคง

โรงรมยางแผ่นรมควันเมืองตรัง-นครศรีฯผ่านมาตรฐานการผลิตยางพรีเมี่ยม GMP 8 แห่ง ส่งออกฉลุยป้อนวัตถุดิบผลิตยางล้อเครื่องบิน-ยานยนต์ ด้าน กยท.เผยประโยชน์เพียบทั้งลดต้นทุน ขายได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด 4-7 บาท/กก. ช่วยแก้ปัญหามลพิษ ไร้กลิ่น-น้ำเสีย ชี้เกษตรกรต้องใช้องค์ความรู้มาผลิตยาง ชูจุดแข็งเป็นข้อต่อรองทางการค้า ด้านสหกรณ์-วิสาหกิจชุมชนจ่อคิวพัฒนาอีก 145 แห่งทั่วประเทศ รองบฯสนับสนุนกว่าครึ่ง

นางปรีดิ์เปรม ทัศนกุล นักวิทยาศาสตร์ 8 ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ภายหลังลงพื้นที่ไปส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มฐานเกษตรยางพารา จังหวัดบุรีรัมย์ ให้เข้าสู่มาตรฐานการผลิตยางจีเอ็มพีว่า ขณะนี้การยางแห่งประเทศไทย โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง ได้เดินหน้าส่งเสริมพัฒนาคุณภาพยางไห้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี (Good Manufacturing Practices : GMP) และ GAP (Good Agricultural Practices) ประกอบด้วย 4 โครงการ ได้แก่ 1.การพัฒนาคุณภาพยางแผ่นรมควันไห้ได้มาตรฐานจีเอ็มพี

หรือยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมี่ยม โดยปัจจุบันมีโรงรมยางแผ่นรมควันที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจีเอ็มพีไปแล้วจำนวน 8 แห่ง อยู่ในจังหวัดตรัง 7 แห่ง จังหวัดนครศรีธรรมราชอีก 1 แห่งคือ 1.สหกรณ์กองทุนสวนยางโพธิ์โทน จำกัด 2.สหกรณ์กองทุนสวนยางวังคีรี จำกัด

3.สหกรณ์กองทุนสวนยางหนองบัว จำกัด 4.สหกรณ์กองทุนสวนยางคลองปาง จำกัด 5.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองศรีจันทร์ จำกัด 6.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านน้ำผุด จำกัด 7.สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองเอื้อง จำกัด และ 8.สหกรณ์นิคมทุ่งสง จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีกำลังการผลิตตั้งแต่แห่งละ 60-100 ตัน/เดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่มีออร์เดอร์เข้ามาครั้งละพันตันหรือหมื่นตัน

ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์ได้สมัครเข้าร่วมโครงการนี้จำนวน 145 แห่ง ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคใต้ประมาณ 98% ที่เหลืออีก 2% อยู่ในภาคอีสาน เช่น บุรีรัมย์ สกลนคร นครพนม และอุบลราชธานี อีกทั้งในจำนวน 145 แห่งนี้ น่าจะมีประมาณ 30% ที่เตรียมพร้อมเข้าสู่กระบวนการจีเอ็มพี ส่วนอีก 70% นั้นต้องรองบประมาณสนับสนุนต่อไป

สำหรับการตลาดของโรงรมยางทั้ง 8 แห่งที่ได้ใบรับรองจีเอ็มพีแล้วนั้น มีประมาณ 2-3 แห่ง จำหน่ายให้กับผู้ใช้ยางโดยตรง มีมูลค่าส่วนต่างราคากับยางแผ่นรมควัน ชั้น 3 ในตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ สงขลา 4-7 บาท/กิโลกรัม และบางส่วนนำไปอัดก้อนเพื่อส่งออก ซึ่งยางเกรดพรีเมี่ยมจีเอ็มพีเหมาะกับการนำไปใช้ทางด้านวิศวกรรม หรือยานพาหนะ รวมทั้งยางล้อเครื่องบิน เป็นต้น

“คำถามที่เจอบ่อยก็คือ ทำยางจีเอ็มพีแล้วได้อะไร สิ่งแรกคือ เราขายได้ราคาสูงขึ้นเพราะเป็นยางเกรดพรีเมี่ยมคุณภาพดี ขณะที่ต้นทุนการผลิตก็ลดลงเฉลี่ย 1 บาท/กก. และมีรายได้เพิ่มจากกระบวนการเศษยาง ได้ของเสียกลับมาหมด และได้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราประเมินค่าไม่ได้ เพราะจะไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชน น้ำใส ประหยัดพลังงาน คนทำงานมีความสุข และที่สำคัญคือ เป็นข้อต่อรองทางการค้า ผู้ซื้อก็จะมีความมั่นใจ สามารถเพิ่มราคาได้เพราะเราผลิตยางคุณภาพมาตรฐาน” นางปรีดิ์เปรมกล่าว

สำหรับโครงการที่ 2 คือ การพัฒนายางแผ่นรมควันอัดก้อนมาตรฐานจีเอ็มพี หรือยางอัดก้อนที่เน้นการส่งออก โดยดำเนินการไปแล้ว 18 แห่ง ซึ่งจะต้องควบคุมคุณภาพยางทุกแผ่นในก้อนยางกว่า 100 กิโลกรัมต้องไม่มียางชั้นอื่นมาปน เพื่อทำให้คุณสมบัติทางกายภาพนิ่งทุกกระบวนการ และโครงการที่ 3 คือ การผลิตยางเครปมาตรฐานจีเอ็มพี เน้นการใช้ยางในประเทศและการส่งออก ซึ่งวัตถุดิบหลักมาจากยางก้อนถ้วยคุณภาพดี

ลุยสวนยาง GAP 10 แปลง

ในส่วนของโครงการที่ 4 คือ การทำยางก้อนถ้วยมาตรฐานจีเอพี (GAP) พื้นที่เป้าหมายจำนวน 10 แปลงในภาคอีสาน เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตยางก้อนถ้วย โดยจะเน้นการจัดการสวนยางทั้งก่อนและหลังเปิดกรีด การใส่ปุ๋ย การกรีด เช่น กรีดวันเว้นวัน มุมกรีด เพราะความหนาบางของการกรีดที่เหมาะสมจะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งชนิดของกรด โดยสนับสนุนและส่งเสริมให้ใช้กรดอินทรีย์ฟอร์มิกเท่านั้น ซึ่งเกษตรกรจะต้องผึ่งยางก้อนถ้วย 2-3 วันเพื่อทำเป็นยางหมาดก่อนที่จะส่งโรงงานยางแท่ง ทั้งนี้ยังจะช่วยทำให้การขนส่งไม่มีน้ำหกเรี่ยราดตามถนน ซึ่งในภาคอีสานกำลังประสบปัญหานี้

นางปรีดิ์เปรมกล่าวอีกว่า การส่งเสริมคุณภาพมาตรฐานยางจีเอ็มพีและจีเอพี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อและผู้ใช้ยาง นอกจากนั้นถ้าเกษตรกรยังทำยางแบบเดิม ๆ ไม่ใช้ระบบควบคุมคุณภาพและความรู้ด้านวิชาการ ก็อาจจะเป็นข้อโต้แย้งในเรื่องการขายยางให้กับต่างประเทศได้ ซึ่งอย่าชะล่าใจว่าเราผลิตยางที่มีปริมาณมากที่สุด แต่จะต้องส่งเสริมเรื่องคุณภาพด้วย

ยางแผ่นรมควันมาตรฐาน GMP ทำอย่างไร ?

การยางแห่งประเทศไทย รายงานข้อมูลกระบวนการผลิตยางแผ่นรมควันตามหลักปฏิบัติที่ดี เพื่อให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานจีเอ็มพี (Good Manufacturing Practices : GMP) จะต้องมีการควบคุมคุณภาพการผลิตทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้แผ่นยางที่สะอาด มีความยืดหยุ่นดี ความหนาบางเท่ากันตลอดทั้งแผ่น การเคลือบของควันสม่ำเสมอ มีระบบการจัดการน้ำเสียและของเสียที่ได้มาตรฐาน การรักษาความสะอาดสถานที่ปฏิบัติงาน วัสดุอุปกรณ์ วิธีการจัดเก็บสารเคมีและเครื่องมือทุกชนิดให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย

นอกจากนั้นต้องมีการควบคุมคุณภาพตั้งแต่แปลงกรีดของเกษตรกรคือ น้ำยางสด ซึ่งต้องจัดเก็บตั้งแต่กรีดจนถึงโรงงาน ใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง ไม่มีการเติมน้ำหรือสารปลอมปนหรือสิ่งปนเปื้อน กระทั่งการนำมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน การจัดเก็บ การขนส่ง การบรรจุหีบห่อที่เป็นไปตามระบบควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน

ยางแผ่นรมควันเกรดพรีเมี่ยม เป็นยางแผ่นรมควันที่มีการควบคุมกระบวนการทุกขั้นตอนตั้งแต่การจัดการน้ำยางสดในสวนยางจนถึงการรมควัน การจัดเก็บและการขนส่ง มีสมบัติคงที่ สม่ำเสมอทุกครั้งที่ผลิต และทุกโรงที่ผ่านมาตรฐานจีเอ็มพี มีสมบัติที่อยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน ทำให้การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ง่ายขึ้น ลดของเสีย ลดต้นทุน

สำหรับยางแผ่นรมควัน (Ribbed Smoked Sheet : RSS) มาตรฐาน The Green Book แบ่งออกเป็น 6 ชั้นคือ
ยางแผ่นรมควันชั้น 1 พิเศษ (RSSIX) ยางแผ่นรมควันชั้น 1 ถึง 5 (RSS1, RSS2, RSS3 RSS4 และ RSS5) ส่วนการหีบห่อจะมีมาตรฐานที่เป็นหลักสากล ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้

“สมคิด” มองเศรษฐกิจสัญญาณดี พบภาคเกี่ยวข้องกับการเกษตรมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข เนื่องจากมีสัดส่วนส่งออกน้อย แนะกระทรวงอุตฯจับมือเอกชนยกระดับการผลิตเพิ่มมูลค่าสินค้า มุ่งสู่ไบโออีโคโนมี เร่งบีโอไอดึงดูดนักลงทุน หนุนสร้างคลัสเตอร์ภาคบริการ ผุดเครือข่ายสตาร์ตอัพ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน Thailand Industry Expo 2017 ว่า ภาครวมเศรษฐกิจปีนี้สัญญาณดีภาคการส่งออกที่ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2560 เติบโตเฉลี่ย 10% โดยเฉพาะเดือนมิถุนายน เติบโต 11.7% มูลค่าประมาณ 690,000 ล้านบาท แต่ก็พบว่าภาคที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร อุตสาหกรรมเกษตรยังมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข เนื่องจากมีสัดส่วนส่งออกที่น้อยเพียง 9% มีสินค้าหลัก ได้แก่ ข้าว ยางพารา น้ำตาล และผลไม้ โดยมีประชากรที่อยู่ในภาคการเกษตรสูงถึง 20-30 ล้านคน ซึ่งยังไม่สามารถยกระดับการผลิตให้มีมูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับภาคเอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบของประชารัฐ เข้ามาสนับสนุนเพื่อมุ่งสู่ไบโออีโคโนมี พร้อมให้สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งสนับสนุนดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรของประเทศให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันไทยมีผลผลิตต้นน้ำจำนวนมาก แต่ยังขาดนักธุรกิจ ผู้ประกอบการกลุ่มแปรรูปที่จะเข้ามาลงทุน

นายสมคิด กล่าวว่า นอกจากนี้สัดส่วนบริการที่คิดเป็น 50% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ทั้งนี้ยังไม่พบหน่วยงานใดที่ดูแล จึงให้กระทรวงอุตสาหกรรมเข้ามาเป็นเจ้าภาพในการดูแล และสร้างคลัสเตอร์ภาคการบริการ เนื่องจากมีผู้ประกอบการขนาดเล็กจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ประกอบกับต้องการให้นำภาคบริการ การท่องเที่ยว มาช่วยในภาคการเกษตรที่กำลังประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ อาทิ นำการท่องเที่ยวเข้าไปในชุมชน มีการค้าขาย บริการ เกิดแรงเหวี่ยงของเศรษฐกิจมากขึ้น

นายสมคิด กล่าวว่า segerpark.net ขณะเดียวกันการสร้างกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ หรือสตาร์ตอัพ ต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งสร้างกลุ่มสตาร์ตอัพเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันการส่งออกที่เติบโตส่วนใหญ่เป็นตัวเลขส่งออกของบริษัทขนาดใหญ่มาณ 70 บริษัท ซึ่งมีบริษัทที่มีการลงทุนจากต่างชาติสูงขึ้น 50 บริษัท ดังนั้นจึงต้องเร่งสร้างสตาร์ตอัพให้เกิดเป็นเครือข่ายกลุ่มคลัสเตอร์สร้างสตาร์ตอัพ โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะต้องพัฒนาขีดความสามารถทางแข่งขัน เตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุค 4.0

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงพร้อมรับนโยบายในการพัฒนาภาคเกษตร ภาคบริการ โดยเฉพาะการดูแลเอสเอ็มอี โดยจะใช้เครื่องมือจากเงินกองทุนเอสเอ็มอีและกองทุนที่เกี่ยวข้องรวม 38,000 ล้านบาท เข้าช่วยเหลือ สนับสนุนพื้นที่ลงทุนสำหรับเอสเอ็มอีในนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างเตรียมเสนอแพคเกจส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เบื้องต้นกำลังพิจารณา 2 แนวทางว่าจะตั้งเป็นเขตส่งเสริมพิเศษหรือเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษใน 2 พื้นที่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 แห่ง ภาคเหนือ 1 แห่ง และภาคกลาง 1 แห่ง เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประกาศส่งเสริมแต่เพียงพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพียงแห่งเดียว

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตตามหลักเกณฑ์ของโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอให้แก่เกษตรกรกลุ่มที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของโครงการแต่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือเนื่องจากความคลาดเคลื่อนในกระบวนการดำเนินงาน จำนวน 40,985 ราย คิดเป็นวงเงินไม่เกิน 409.85 ล้านบาท โดยให้ดำเนินการภายในระยะเวลา 90 วัน นับถัดจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ และให้ กค. กำกับดูแลการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรโดยผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้ถูกต้องครบถ้วน โดยจะต้องไม่มีการหักเงินที่เกษตรกรพึงได้รับจากโครงการไปใช้เพื่อการอื่นก่อน เช่น การชำระหนี้ที่เกษตรกรมีอยู่กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการช่วยเหลือประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลที่มีลักษณะเป็นโครงการที่ดำเนินงานครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วประเทศและมีประชาชนกลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมากในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเป้าหมายของโครงการนั้น ๆ ได้อย่างทั่วถึง ครบถ้วน และบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ เห็นควรมอบหมายให้ส่วนราชการเจ้าของโครงการดำเนินการ ดังนี้

1.ดำเนินการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจถึงขั้นตอนและเงื่อนไขของการดำเนินโครงการโดยละเอียดให้แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์วิธีการเข้าร่วมโครงการและกรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการให้กลุ่มเป้าหมายของโครงการทราบอย่างทั่วถึง เพื่อลดโอกาสการเกิดข้อผิดพลาดอันเกิดจากความคลาดเคลื่อนในกระบวนการดำเนินงานของผู้ที่เกี่ยวข้อง

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณ

จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป: ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากในระหว่างบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

นายเสน่ห์ วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ครม.ได้มีมติเห็นชอบแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560 – 2564 ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอ ในมติได้บอกให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานประสานบูรณาการกับก ระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ร่วมขับเคลื่อนแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมเป็นกระทรวงแรกร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติในโครงการพัฒนาเกษตรกรด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป้าหมายพัฒนาร่วมกันกับกลุ่มองค์กรเกษตรกรที่สภาเกษตรกรฯได้ขึ้นทะเบียนไว้รวมทั้งลูกค้าของธกส.

โดยทำแผนระยะยาว 4 ปีที่จะพัฒนา จำนวน 15,000 กลุ่ม เพื่อให้กลุ่มองค์กรเกษตรกรกลายเป็นผู้ประกอบการโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนวัตกรรมในด้านการผลิต,การแปรรูป,การตลาด การให้ความรู้แก่เกษตรกรเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป้าหมาย 260,000 คน สร้างชุมชนทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ทำ MOU. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 และได้ดำเนินการโครงการร่วมกันโดยจัดเวทีอบรมเกษตรกรตามภูมิภาค โดยเริ่มต้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 12-16 กรกฎาคม 2560 เป้าหมายเรื่องข้าว/หอม/กระเทียม , จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 26-30 กรกฎาคม 2560 เป้าหมายเรื่องพริก/เห็ด/ลำไย

เมื่อจบกิจกรรมให้เกษตรกรกรอกแบบฟอร์มเพื่อขอความช่วยเหลือทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าต้องการเรื่องใดบ้าง กระทรวงวิทย์ฯจะรวบรวมเข้าสู่โปรแกรมโครงการลงมาสนับสนุนชุมชนตามความต้องการ โดยส่งนักวิทยาศาสตร์/งบประมาณลงมาช่วย ซึ่งสภาเกษตรกรฯจัดหากลุ่มเป้าหมาย ขณะเดียวกันองค์ความรู้ไหนที่ยังไม่มีกระทรวงวิทย์ฯก็จะศึกษาวิจัยแล้วเผยแพร่สู่เกษตรกรต่อไป และหลังจากนี้ไปกระทรวงเกษตรฯจะต้องเชิญกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่ระบุไว้ในแผนมาร่วมหารือกันว่าจะแปลงแผนแม่บทไปสู่การปฏิบัติร่วมกันได้อย่างไร พร้อมกันนี้กระทรวงเกษตรฯจะร่วมกันจัดทำแผนกับกลไกในระดับจังหวัดร่วมกับสภาเกษตรกรฯ สร้างกลไกในการขับเคลื่อนแผน

โดยแยกเป็นปี 2561 ซึ่งอาจยังไม่เห็นผล แต่จะขับเคลื่อนเป็นบางกิจกรรม กับเตรียมบูรณาการโครงการเข้าสู่ปีงบประมาณปี 2562 ร่วมกับกระทรวงฯอื่นๆ โดยเฉพาะสภาเกษตรกรฯก็จะเป็นกลไกไปขับเคลื่อนร่วมกับเกษตรกรให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นมิติใหม่ที่จะนำแผนลงไปสู่การปฏิบัติ และแผนเหล่านี้เป็นแผนที่ระดมมาจากความคิดเห็นของเกษตรกร ตัวเกษตรกรต้องคิดเป็นผู้ดำเนินการเองไม่ใช่เป็นผู้รอรับบริการอย่างเดียว ก็จะเป็นส่วนที่สะท้อนกลับขึ้นมาในส่วนดำเนินการร่วมกับรัฐบาลและโครงการต่างๆ

รวมทั้งเกษตรกรต้องปรับตัวแล้วเรียนรู้ในเรื่องใหม่ๆเพราะต่อไปนี้งบประมาณในการจัดทำจะไปอยู่กลุ่มภูมิภาคเป็นหลักเพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาและยุทธศาสตร์กลุ่มภูมิภาคซึ่งมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็นตัวขับเคลื่อน / แผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 รวมทั้งแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560 – 2564 ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติเสนอ ซึ่งทั้ง 3 แผนนี้จะไปสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดคือเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำที่จะนำไปสู่ความมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนในระยะยาว

การแหงนหน้ามองฟ้า กดแชะถ่ายรูปเมฆ พร้อมโพสต์ลงสื่อโซเชียลจะไม่ธรรมดาอีกต่อไป

เมื่อมีกลุ่ม ชมรมคนรักมวลเมฆ หรือเพจ CloudLoverClub บนเฟซบุ๊ก ที่ก่อร่างสร้างตัวจาก GotoKnow.org ให้บรรดาคนรักปรากฏการณ์ต่างๆ บนท้องฟ้าได้แลกเปลี่ยนรูปภาพและเพิ่มเติมความรู้ร่วมกัน

ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ บอกเล่าเคล้าเสียงหัวเราะว่า สร้างชมรมมากว่า 7 ปีแล้ว ตอนนี้มีสมาชิกกว่า 57,000 คน ซึ่งเหตุผลที่สร้างชมรมขึ้นมาเพราะเชื่อว่าความรู้เป็นสิ่งงดงาม แต่ถ้ายัดเยียดความรู้ไปตลอดเวลา มันจะไม่งดงามทันที เหมือนเวลาครูสั่งให้เราท่องจำ ย่อมไม่มีใครจำได้ แต่ถ้าเติมความรู้ตอนเกิดปรากฏการณ์ หรือว่าเขาไปเจออะไรมา แบบนี้เขาจะสนใจมากกว่า

พร้อมแนะนำวิธี “ดูเมฆ” ฉบับพื้นฐานของชมรมว่า ให้หยิ่งๆ เข้าไว้ เชิดหน้า เพราะตอนกลางวันเมฆอยู่กับเราแทบตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน จะเป็นคนในเมืองหรือชนบท หรือระหว่างการเดินทาง แค่แหงนหน้ามองท้องฟ้าก็มีสิทธิจะเห็นเมฆ หรือปรากฏการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับเมฆได้ตลอดเวลา

“ถ้ามีอะไรบางอย่างที่แปลกหรือน่าสนใจ หรืออาจไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าสนใจ แต่มองแล้วเพลิดเพลิน มองแล้วสบายใจ นั่นก็ถือว่าเป็นการ ‘ดูเมฆ’ แล้ว”

ปุจฉา : เมฆกับหมูเหมือนกันตรงไหน?

ดร.บัญชาตั้งคำถามนี้กับผู้ร่วมฟังเสวนา “รื่นรมย์ ชมเมฆ เรื่องราวสนุกๆ จากฟากฟ้า” ที่จัดขึ้น ณ มติชนอคาเดมี ก่อนเฉลยด้วยความขำขันว่า เมฆกับหมูมี 3 ชั้นเหมือนกัน นั่นคือ เมฆมีชั้นต่ำ ชั้นกลาง และชั้นสูง

ซึ่งถ้าใช้วิธีการเรียนแบบดูแผนภาพหรือแม้แต่ชี้ให้ดูบนท้องฟ้าจริงๆ ก็ลืม ไม่มีใครจำได้ทั้งหมด เพราะเราไม่เข้าใจความเชื่อมโยง แต่ถ้าสามารถร้อยเรียงความเชื่อมโยงได้จะทำให้สนุกกว่า
คิวมูลัส ฮิวมิลิส (Cumulus humilis) เป็นเมฆชั้นต่ำ โดยคิวมูลัสแปลว่าเมฆก้อน ส่วนฮิวมิลิสแปลว่าอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเมฆแบบคิวมูลัสเป็นเมฆที่ไม่มีฝน หรือเมฆอากาศดี คนจีนเรียกว่า “เมฆหมั่นโถว” “คนรักเมฆจะชอบเปรียบเทียบเมฆกับอะไรง่ายๆ เช่น ของกินอย่างข้าวเกรียบว่าว เปาะเปี๊ยะ หมั่นโถว”

หากเมฆก้อนหมั่นโถวอวบขึ้น ชนิดที่ความหนาใกล้เคียงกับความกว้าง เรียกว่า คิวมูลัส เมดิโอคริส (Cumulus mediocris) หรือเมฆก้อนขนาดกลาง เป็นเมฆที่เกิดฝนได้ แต่ไม่หนักมาก และหากเมฆ ก้อนขนาดกลางอวบขึ้นไปอีก เรียกว่า คิวมูลัส คอนเจสทัส (Cumulus congestus) ซึ่ง ดร.บัญชาให้ฉายาว่า “ก้อนเมฆอวบระยะสุดท้าย”

“ก้อนเมฆอวบระยะสุดท้ายนี้เกิดฝนได้ และตกหนักด้วย แต่ตราบใดที่ฟ้ายังไม่ผ่า เราจะเรียกว่าเมฆคิวมูลัส” แต่ใช่ว่าเมฆคิวมูลัสจะไม่สามารถขยายตัวเพิ่มได้อีก

ดร.บัญชาเล่าต่อว่า ถ้าเมฆคิวมูลัสระยะสุดท้ายอวบขึ้นไปอีก เรียกว่า คิวมูโลนิมบัส แคลวัส (Cumulonimbus calvus) ซึ่งแคลวัสแปลว่าหัวล้าน เป็นเมฆที่มีฟ้าผ่า และหากเจ้าเมฆหัวล้านนี้อวบขึ้นไปอีก ดร.บัญชาบอกว่ามันจะกลายเป็นเมฆหัวฟู หรือ คิวมูโลนิมบัส แคพิลเลทัส อินคัส (Cumulonimbus capillatus incus) ลักษณะคล้ายรูปทั่ง เป็นเมฆฝนฟ้าคะนอง ทั้งยังเกิดลูกเห็บได้ด้วย

มาเพื่อเรียกร้อง ‘ความสนใจ’

“เมฆฝนฟ้าคะนองคือเมฆหัวฟูก็จริง บ่อยครั้งคนที่ชอบดูเมฆจะรู้ว่ามันไว้จุกด้วย ซึ่งจุกนี้เรียกว่า โอเวอร์ชูตติ้งท็อป (Overshooting Top-OT)”

ดร.บัญชาบอกเล่า พร้อมฉายภาพที่คุณสุชาดา 1 ในสมาชิกของชมรมถ่ายไว้ได้จากประเทศกัมพูชา และว่า เมฆชนิดนี้ที่ไทยเองก็มี ซึ่งถ้าจุกอยู่แป๊บเดียวแล้วหายไป หรืออยู่เพียง 3-4 นาที ก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าอยู่นานเกิน 10 นาที แสดงว่าเมฆก้อนนี้มีความรุนแรงมาก จะมีฟ้าผ่าและลูกเห็บตกรุนแรง

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ถามว่าเราจะได้ประโยชน์อะไรต่อไป?

ดร.บัญชาเล่าว่า ที่อเมริกา เมื่อใช้ภาพถ่ายดาวเทียม เขาสามารถระบุกลุ่มของเมฆได้ว่าเป็นกลุ่มเมฆหลายๆ ก้อนมาเจอกัน แต่จุดสำคัญคือในภาพถ่ายดาวเทียมสามารถระบุได้ว่าจุกโอเวอร์ชูตติ้งท็อปอยู่ตรงไหน

“หากนักอุตุนิยมวิทยารู้ว่าทิศทางลมอยู่ตรงไหน มันจะเคลื่อนขึ้นเหนือในอัตราเท่าไหร่ เขาสามารถเตือนเราได้ เช่น คนในเมืองหนึ่งโดนฟ้าผ่าและลูกเห็บถล่มอยู่ หากมันขึ้นเหนือแสดงว่าอีกที่หนึ่งต้องระวังแล้ว นี่คือการเตือนภัยอย่างมีความรู้

“ในบ้านเราไม่มีใครเคยพูดเรื่องนี้เลย มีใครเคยบอกเราไหม กรมอุตุฯเคยบอกหรือไม่ว่าที่จุดนี้มีโอเวอร์ชูตติ้งท็อปอยู่ มันจะเคลื่อนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ไม่มีเลย”

หากเราทำให้วงการวิชาการเข้มแข็งพอ สนใจเรื่องนี้ มีเทคโนโลยี และพวกเราเองที่มีความรู้เมื่อแรกเห็นว่าเมฆนี้จะเกิดทั้งฝนตกหนัก มีฟ้าผ่าแรง และมีลูกเห็บด้วย กำลังมุ่งหน้าสู่เรา เราจะได้หลบเข้าบ้านได้อย่างปลอดภัย นี่เป็นการเตือนภัย เราไม่ได้ดูเมฆเพื่อความรื่นรมย์เท่านั้น แต่เป็นการดูเพื่อป้องกันตัวเองในอีกหลายมิติ

“ส่วนหนึ่งแล้วผมมาเพื่อเรียกร้อง เพราะตัวผมเองคงไม่มีเทคโนโลยีพอที่จะไปตั้งให้ใคร” ดร.บัญชากล่าวติดตลก
“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาพถ่ายดาวเทียมหรืออุตุนิยมวิทยาน่าจะใส่ใจเรื่องนี้ เพิ่มเติมความรู้เรื่องนี้เข้าไป มันจะเป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมาก”

‘แมมม่า’ เมฆเปลี่ยนคน

ถ้าถามเด็กๆ ว่าเมฆแมมม่าเหมือนอะไร เขาจะบอกว่าเหมือนหินย้อย แต่นักอุตุนิยมวิทยาฝรั่งมองว่าเหมือนนมวัวห้อยมาจากฟ้า เลยตั้งชื่อว่า “แมมม่า (Mamma)” ดร.บัญชายังบอกอีกว่า แมมม่าเป็นภาษาละติน หมายถึงทรวงอก มีรากศัพท์เดียวกับแมมมอล (Mammal) ที่แปลว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นเมฆที่มีความสวยงามและเป็นชนิดหนึ่งที่คนรักเมฆเฝ้าตามหาอยู่ แต่หากเราอยู่ใต้ปีกของเมฆฝนฟ้าคะนอง อาจเกิดฟ้าผ่าได้ ซึ่งเจ้าแมมม่านี้เองที่ ดร.บัญชาบอกว่า มันสามารถเกิดขึ้นในเมฆสกุลอื่นได้

“แมมม่าได้เปลี่ยนคนเกลียดเมฆให้กลายเป็นคนรักเมฆ ซึ่งคนหนึ่งที่ผมสนิทมากนั่นคือ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) คนปัจจุบัน ที่ทำงานร่วมกันมากว่า 20 ปี

“เขาเป็นนักดาราศาสตร์ชั้นเยี่ยม รู้ว่าผมชอบเมฆก็เชิญผมไปสอนบรรดาครูในสถาบันดาราศาสตร์ฯอยู่ประมาณ 7 ปี” จนเมื่อหลายปีก่อน ดร.ศรัณย์ได้พูดกับ ดร.บัญชาว่า “ชิว (ชื่อเล่นของ ดร.บัญชา) ผมชอบดูเมฆ”

ประโยคนั้นสร้างความงุนงงระคนแปลกใจให้กับ ดร.บัญชาและผู้ฟังเสวนาทันที จน ดร.บัญชาได้เล่าต่อว่า ดร.ศรัณย์บอกว่าไม่ๆๆ เขาเป็นนักดาราศาสตร์ที่ไม่มีทางชอบเมฆ แค่ดูว่าเมื่อไหร่มันจะไปสักที (หัวเราะ) จะได้ดูดาว

“จริงๆ แล้ว อ.ศรัณย์พูดน่ารัก ถึงความหมายจะออกแนวเสียดสี แต่นั่นหมายความว่าถ้าคุณอยากดูดาว คุณต้องดูเมฆเป็น เพราะฉะนั้นคนที่เรียนดาราศาสตร์ต้องรู้อุตุนิยมวิทยาด้วย”

สอดคล้องกับคำบอกเล่าหยิกแกมหยอกของ ดร.ศรัณย์ที่บอกกับ “มติชน” ว่า ผมรักธรรมชาติ รักปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่แค่เมฆอย่างเดียว

“ถามว่าจริงๆ แล้วผมชอบเมฆไหม? ผมไม่อยากให้มีเมฆหรอก บางทีเราดูก็รู้แล้วว่ามันมีหรือไม่มี เพราะจากการตามดูเรื่องตัวแปรทางอุตุนิยมวิทยามาหลายสิบปีก็พอจะบอกได้ว่ามันเป็นอย่างไร นี่เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น”

เราต่างมีกลอรี่เป็นของตัวเอง

“ท้องฟ้าตอนกลางคืนสัมพันธ์กับตอนกลางวันอยู่แล้ว เพราะเรื่องทางอุตุนิยมวิทยากระทบโดยตรงต่อการทำกิจกรรมดาราศาสตร์” ดร.ศรัณย์กล่าวว่า ปรากฏการณ์เมฆตอนกลางวันกับกลางคืนอาจมีความแตกต่างอยู่บ้าง ด้วยเรื่องอุณหภูมิ และความที่เงยหน้าดูท้องฟ้าตลอด เราจะเห็นปรากฏการณ์ โดยเฉพาะตอนอาทิตย์ตก ช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกหรือกำลังลับขอบฟ้านี่เองที่มีปรากฏการณ์ทางแสงเยอะมาก ด้วยเพราะมุมและดวงอาทิตย์ จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ด้านการหักเหของแสงได้พอสมควร

วงแสงรุ้งหรือกลอรี่ (Glory) เป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ หรือซับโซลาร์พอยต์ (Subsolar Point) ซึ่งรุ้งกินน้ำเองก็เป็นหนึ่งในซับโซลาร์พอยต์เช่นกัน

ดร.ศรัณย์ยังบอกอีกว่า เราพบปรากฏการณ์เหล่านี้จากบนพื้นดินได้ไม่ง่ายนัก แต่ถ้าอยู่บนเครื่องบินจะมีโอกาสพบได้ง่ายกว่า จะทราบได้ว่ามุมที่ดูนั้นอยู่ตรงไหน ในส่วนนี้เองที่ ดร.บัญชาช่วยเสริมเรื่องปรากฏการณ์กลอรี่บนเครื่องบินว่า จุดสนุกของกลอรี่คือ มันเป็นวงกลมสีรุ้งที่มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่อะไรก็ตามที่กำลังมองมันอยู่ หรือพูดง่ายๆ คือ “เราต่างมีกลอรี่เป็นของตัวเอง”

“สมมุตินั่งเครื่องบินกับเพื่อน ทุกคนนั่งติดหน้าต่าง แบบนี้ทุกคนจะมีกลอรี่เป็นของตัวเองในตำแหน่งที่ต่างกันไป ถ้าให้นักบินเป็นคนถ่าย กลอรี่จะอยู่ข้างหน้า หรือถ้าไปเที่ยวทะเลหมอก มีดวงอาทิตย์อยู่ข้างหน้า แสงส่องมาเกิดเงาที่พาดยาวจากขาออกไป เราจะเห็นวงแสงสีรุ้งที่ปลายศีรษะ หากเราขยับตัว กลอรี่จะขยับตาม”

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถด้านการมอง แบ่งเป็น 2 มิติคือ เรามีสิทธิชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้เยอะมาก แต่ขณะเดียวกัน เมื่อเรามองเห็นได้เยอะ มันทำให้เราหลอกตัวเองได้เหมือนกัน

“การเห็นวงแสงปาฏิหาริย์อาจเป็นไปได้ว่าเพราะปาฏิหาริย์หรือเรากำลังหลอกตัวเองอยู่ ซึ่งถ้าเราไม่เข้าใจกลอรี่ เราจะเข้าใจว่าเป็นผู้มีบารมี เกิดวงแสงที่รอบศีรษะ (หัวเราะ)”

ความรู้-คู่-ความรัก

“จริงๆ ชอบดูท้องฟ้า ดูทั้งปรากฏการณ์ตอนกลางวันและกลางคืน ปกติแค่ดูเฉยๆ ถ้าเห็นอะไรแปลกๆ สวยๆ ถึงจะถ่าย ซึ่งก่อนหน้านี้ดูแบบไม่มีความรู้อะไรเลย แต่หลังจากเข้าร่วมชมรม เราได้ความรู้เยอะมาก”

คำสารภาพของ ทิพพา อ่ำเอี่ยม 1 ในสมาชิกชมรมคนรักมวลเมฆที่เพิ่งมีโอกาสทำกิจกรรมกับทางชมรมเป็นครั้งแรก หลังจากเข้าร่วมมากว่า 3 ปี

ทิพพาเล่าว่า เพิ่งรู้ตัวเองว่าชอบเมฆมานานแล้ว เพราะมองท้องฟ้า มองดาวอยู่เป็นประจำ แรกๆ ที่มองแค่หวังจะดูทิศทางลม คาดการณ์เรื่องฝน แต่ไม่ได้สังเกตว่าจะมีปรากฏการณ์อะไรแปลกใหม่ เป็นการดูเพื่อผ่อนคลายตัวเองมากกว่า

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไปดูหนัง ฟังเพลง แต่เดี๋ยวนี้แค่ดูเมฆก็รู้สึกว่าผ่อนคลายได้ ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินในส่วนนั้นแล้ว” เช่นเดียวกับ ดร.บัญชาที่เอ่ยว่า ตั้งแต่เกิดชมรมนี้มา เรามองท้องฟ้ามากขึ้น และถ้าไม่นับว่าได้เห็นอะไรแปลกๆ ทุกวันในมุมมองใหม่ เราได้เพื่อน ยิ่งถ้าอยู่ในชมรมหรือที่ๆ เติมความรู้ เราจะได้ความรู้เพิ่มขึ้น

“เมฆเป็นสิ่งที่ออกไปข้างนอกแล้วเจอทุกวัน ต่างจากการดูดาว แต่ไม่ได้บอกว่าการดูดาวไม่ดี แต่ถ้าดูดาวต้องดูตอนกลางคืน ฟ้าต้องเปิด และต้องรวยด้วย (หัวเราะ)

“คนจะถ่ายภาพดาวได้ต้องใช้กล้องโปร ไม่มีใครเอามือถือไปถ่ายดาวได้หรอก ยกเว้นถ่ายดวงจันทร์ แต่เมฆ สำหรับคนทั่วไปแค่มีมือถือธรรมดาๆ สักเครื่อง แชะมาเรียบร้อยก็ได้แล้ว”

คนรักเมฆมีความสนใจธรรมชาติ สังเกตอะไรบางอย่างทั้งที่เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องแปลก หรือผิดปกติออกไป หรือถ้าเกิดว่าเรามีความรู้ อย่างที่ผมมักบอกว่ามีความรู้คู่ความรัก การชมเมฆ ดูฟ้า ก็จะมีความหมายยิ่งขึ้น
________________________________________
ติดตามความน่าสนใจของ ‘เมฆ’ ต่อได้ในคอลัมน์ Cloud Lovers โดย ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ทุกวันเสาร์ หน้า 15 ทางหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ก.อุตฯ ชง ครม.อนุมัติดึงสินเชื่ออุทกภัยภาคใต้ดอกเบี้ย 3% ผ่อน 7 ปีช่วยอุ้มเอสเอ็มอี/โอท็อปเหยื่อน้ำท่วมอีสาน พร้อมออกโรงพักชำระหนี้ปลอดต้นปลอดดอก 4 เดือน แถมลดดอกลงเหลือ 1%

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า กระทรวงเร่งหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อแก้ไขหลักเกณฑ์การขยายสินเชื่ออุทกภัยภาคใต้ที่มีวงเงินเหลืออยู่ 2,000 ล้านบาท จากวงเงินโครงการทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 1 สิงหาคมนี้ ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในพื้นที่ประสบอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และครอบคลุมพื้นที่อื่น ทั่วประเทศรายละไม่เกิน 15 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระ 7 ปี

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) พักชำระหนี้ลูกค้าสินเชื่อโครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทยเป็นเวลา 4 เดือน หลังจากนั้นให้คิดอัตราดอกเบี้ยลดลงเหลือ 1% เป็นเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน (โอท็อป) ให้มีเงินทุน หมุนเวียน ปรับปรุงระบบบริหารจัดการการผลิต

ขณะเดียวกันยังยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี ค่าธรรมเนียมตรวจควบคุมคุณภาพ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมติดตามทั้งร้านจำหน่ายและผู้ทำแก่โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในระยะเวลาที่พิจารณาตามความเหมาะสม ทั้งยังประสานไปยังผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในพื้นที่จังหวัดที่ไม่ได้รับผลกระทบอย่างร้านค้าส่งสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและอุตสาหกรรมจังหวัดต่างๆ นำสินค้า มอก. โดยเฉพาะข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านมาจำหน่ายในราคาพิเศษ

“ขณะนี้ได้รับรายงานความเสียหายที่ประเมินเบื้องต้นรวม 19 จังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดสกลนครถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด มีสถานประกอบการและโรงงานอุตสาหกรรมของเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบแล้วประมาณ 100 โรงงาน จากจำนวนโรงงานจำพวก 2 และ 3 รวมกว่า 600 โรงงาน คิดเป็น 16.42% ของโรงงานทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานหีบน้ำมันปาล์ม โรงสีข้าว โรงงานผลิตยางเครป โรงงานผลิตเสื้อผ้า โรงกลึง โรงงานซ่อมและเคาะพ่นสี”

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แนะประชาชนในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม และพื้นที่เฝ้าระวัง 19 จังหวัด ระวังอันตรายจากไฟฟ้าดูด โดยเฉพาะบ้าน/อาคารชั้นเดียว ที่มีการติดตั้งปลั๊กไฟในระดับต่ำขอให้สำรวจระบบควบคุมไฟ (เบรกเกอร์) ตรวจสอบสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนใช้งานทุกครั้ง

นพ. ประภาส จิตตาศิรินุวัตร stacyscreations.net รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ให้ข้อมูลว่า ภัยจากน้ำท่วมแต่ละครั้ง เป็นอันตรายต่อชีวิตของประชาชน ทั้งจากการจมน้ำ ไฟฟ้าดูด เป็นโรคอุจจาระร่วง และโรคฉี่หนู แต่ประเด็นที่น่าห่วงคือ ปัญหาการเสียชีวิตจากเหตุไฟฟ้าดูด ดังนั้น เพื่อป้องกันการเสียชีวิตจากเหตุไฟฟ้าดูดในช่วงน้ำท่วม ขอให้ประชาชน 19 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ มุกดาหาร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร พระนครศรีอยุธยา สุโขทัย ลพบุรี ระนอง และชุมพร ตรวจสอบเบรกเกอร์ว่ามีการแยกระบบไฟฟ้าระหว่างชั้นบนกับชั้นล่างหรือไม่ และขนย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นที่สูงให้พ้นจากน้ำ ห้ามใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในขณะที่ตัวเปียกหรือร่างกายสัมผัสกับน้ำ หลังน้ำลดห้ามเปิดเบรกเกอร์ที่เชื่อมต่อกับปลั๊กไฟที่ถูกน้ำท่วมโดยทันที เนื่องจากในปลั๊กไฟจะมีความชื้นหรือยังชุ่มน้ำอยู่อาจเกิดไฟฟ้าชอร์ตได้ จึงควรให้ช่างไฟฟ้าเข้ามาตรวจสอบความพร้อมก่อนใช้งาน

สำหรับการใช้ปั๊มสูบน้ำไฟฟ้าเพื่อลดปริมาณน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ ก่อนใช้งานจะต้องตรวจสอบสภาพความพร้อมของอุปกรณ์ทุกครั้ง หากพบว่าสายไฟชำรุด อยู่ในสภาพแตกหักจนเห็นลวดทองแดง หรือแตกเป็นลายงา ให้เปลี่ยนสายไฟ หรือส่งซ่อมก่อนใช้งานเพื่อความปลอดภัย ห้ามใช้เทปพันสายไฟหรือเทปกาวพันห่อหุ้มบริเวณที่ชำรุดอย่างเด็ดขาด หากมีความจำเป็นต้องเดินทางในขณะที่น้ำท่วม ให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้า หรือตู้โทรศัพท์ อย่างน้อย 2 เมตรขึ้นไป

อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศลดกำลังการผลิตกดดัชนีเอ็มพีไอ มิถุนายนร่วง คาดครึ่งปีแรกยังโตได้ เหตุนโยบายรัฐเครื่องติดแล้ว ยังเกาะติดน้ำท่วมอีสาน ไม่วางใจกระทบสินค้าเกษตร

นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนมิถุนายน 2560 อยู่ที่ระดับ 111.76 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ระดับ 111.94 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนที่ลดกำลังการผลิตลงถึง 27.48% จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงคือฝนมาเร็ว ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 61.05% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 60.73% ถือว่าภาพรวมการใช้กำลังผลิตยังอยู่ระดับดี

นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม พบว่าภาพรวมอุตสาหกรรมครึ่งปีแรกยังสามารถขยายตัวได้ 0.15% เพราะนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมของภาครัฐเริ่มเห็นผล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ที่เร่งผลิตเพิ่มขึ้น 22.30% จากเดือนก่อนหน้า เพื่อรองรับนโยบายการทำระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) ของรัฐบาล และเชื่อว่าอุตสาหกรรมหลักจะฟื้นตัวเต็มที่ในไตรมาส 3 อาทิ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ น้ำมันปิโตรเลียม อาหารทะเลแปรรูป และผลิตภัณฑ์ยาง

นายวีรศักดิ์ กล่าวว่า สศอ.มองในช่วงที่เหลือของปีนี้มีปัจจัยบวกจากอุตสาหกรรมหลักๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม (จีดีพีอุตสาหกรรม) ปี 2560 ทั้งปีคาดว่ายังน่าจะขยายตัวได้ดี 1-2% และเอ็มพีไอคาดโตได้ 0.5-1.5% ตามเป้าหมายเดิมที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอประเมินผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดสกลนครที่เป็นเกษตรกรรมเป็นหลัก ซึ่งต้องติดตามผลกระทบที่ชัดเจนอีกครั้งหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรมากแค่ไหน รวมทั้งติดตามพายุลูกอื่นที่จะเข้ามาในไทยในช่วงที่เหลือของปี เพราะอาจกระทบต่อพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง