PRODUCT

ดำเนินการนั้นได้มุ่งเน้นและยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มาใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาลดความเหลื่อมล้ำของสังคม โดยผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน มาร่วมกันแก้ไขปัญหาและพัฒนาขยายพล เพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งในชุมชนและพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตอบสนองนโยบายของกองทัพไทยและรัฐบาล ตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

นายประเวศ แสงเพชร (หมอเกษตร ทองกวาว) ที่ปรึกษานิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นตัวแทน บริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) มอบหนังสือให้กับโรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ในโครงการ “งานดีแบ่งปันความรู้ช่วยน้องฟื้นฟูห้องสมุดโรงเรียน” มีนายวิเศษ ปิ่นพิทักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม เป็นผู้รับมอบ

วันที่ 1 ธันวาคม 2560 นายบัญชา รามศิริ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ รายงานบรรยากาศการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังว่า เช้านี้นักท่องเที่ยวที่เข้าพักแรม ณ ลานกางเต็นท์ต่างไม่ผิดหวัง เพราะสามารถตื่นขึ้นมาดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัวท่ามกลางทะเลหมอกและบมหนาว พร้อมสัมผัสไออุ่นจากแสงแรกของพระอาทิตย์ขึ้นได้ที่บริเวณหน้าเต็นท์ที่พัก ท่ามกลางอุณหภูมิต่ำสุด 11 องศาเซลเซียส

“ในขณะที่จุดชมวิวดอยกิ่วลม ทะเลหมอกก็ยังคงความอลังการแผ่กระจายอย่างสวยงามเหมือนเดิม คาดว่าวันหยุดสุดสัปดาห์นี้จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่เป็นจำนวนมาก เพราะบ้านพักถูกจองเต็มหมดแล้ว แต่บริเวณจุดกางเต็นท์และเต็นท์ยังมีเพียงพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยวได้อีกมาก” นายบัญชา กล่าว

วันที่ 1 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 บ้านเนินยาว ต.หนองทรายขาว อ.บ้านหมี่ ลพบุรี ว่ามีชาวบ้านร่วม 100 ครัวเรือน เดือดร้อนจากการใช้เส้นทางสัญจร และกังวลถึงเรื่องจะไม่มีน้ำที่จะทำนาในช่วงฤดู เนื่องจากถนนที่ใช้ในการเดินทาง และเป็นที่เก็บกักน้ำขาดความกว้างกว่า 15 เมตร ลึก 4-5 เมตร ถูกน้ำกัดเซาะจากน้ำท่วมหนักที่ บ้านเนินยาว โดยชาวบ้านรวมตัวเข้าร้องขอให้ทางสำนักงานชลประทานเข้าช่วยเหลือด่วน แต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหว จนชาวบ้านสุดทนร้องสื่อขอให้ช่วยชาวนาด้วย

ตรวจสอบที่คลองลำโพนทอง คลองที่ชาวบ้าน ต.หนองทรายขาว อ.บ้านหมี่ ต.หลุมข้าว อ.โคกสำโรง ใน 11 หมู่บ้าน 5 กลุ่มผู้ที่ใช้น้ำในการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร พื้นที่กว่า 70,000 ไร่ โดยเฉพาะที่หมู่ที่ 6 บ้านเนินยาวกว่า 2,000 ไร่ ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างหนักเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 60 ที่ผ่านมา และน้ำลดระดับลงจนเป็นปกติเมื่อต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ถนนเลียบคลองลำโพนทองถูกน้ำกัดเซาะเป็นบริเวณกว้างกว่า 15 เมตร และมีความลึกถึง 4-5 เมตร ตะกอนดินที่ถูกน้ำพัดพาเข้าไปในนาชาวบ้านจนเป็นสันดอนไกลสุดตา ซึ่งชาวนาจะต้องมีการปรับหน้าดินเพื่อได้ทำนาดังเดิม แต่ต้องมาเสียโอกาสที่จะได้ทำนาในคราวนี้ เนื่องจากไม่สามารถเดินทางนำรถเพื่อการเกษตร อุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ลงพื้นที่ได้

ตัวแทนชาวนาหมู่ที่ 6 บ้านเนินยาว กล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยความคับแค้นใจว่า ตนเองและชาวบ้านรวมตัวกันไปสำนักงานชลประทานที่ 10 หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง ขอให้เร่งช่วยเหลือชาวนาด้วย เนื่องจากถึงฤดูกาลที่จะต้องทำนาแล้ว เส้นทางเดียวที่ชาวนาใช้ในการสัญจร น้ำเหนือที่ยังพอมีไหลมาก็ย้อนเข้านา ท่วมเช่นเดิม จะผันน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสักมาก็สูญเปล่าเพราะเก็บกักน้ำไม่ได้ โดยมีเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจเมื่อต้นเดือนที่แล้วบอกว่าไม่มีดินที่จะนำมาถมให้ ชาวนาบอกจะจัดหาเอง ขอเครื่องไม้เครื่องมือมาผู้นำท้องถิ่น และชาวบ้านจะร่วมช่วยด้วย แต่ก็กลับนิ่งเฉยดูดายปล่อยชาวบ้านตามยถากรรม ทั้งที่หมู่บ้านนี้ ตำบลนี้ต้องทนทุกข์ทรมานจากอุทกภัยมานานกว่า 3 เดือน แต่ต้องกลับมาทุกข์หนักกว่าเดิมเพราะหมดหนทางที่จะได้ทำนาอาชีพเดียวที่ชาวบ้านย่านนี้มีกินมีใช้

เมื่อวันที่ 1ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.ปัตตานี ฝนที่ตกต่อเนื่องติดต่อกันตลอดสัปดาห์ ส่งผลให้น้ำท่วมขังหลายจุด ในเขตเมืองปัตตานี เข้าบ้านเรือนประชาชน ถนนหลักหลายสาย เช่น ถนนพิพิธ ถนนจะบังติกอ ถนนมะกรูด ถนนปัตตานีภิรมย์ ระดับน้ำท่วมสูงมากโดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำปัตตานี เช่นบริเวณซอยโรงอ่าง หลังโรงเรียนเทศบาล 4 น้ำท่วมสูงมากกว่า 1เมตร พื้นที่รอบนอกเมือง เช่นตำบลรูสะมิแล ตำบลบาราเฮาะ ตำบลปะกาฮะรัง และตำบลตะลุโบะ ปริมาณน้ำท่วมสูงมากกว่าในตัวเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การสัญจรในเมืองปัตตานี เป็นไปอย่างลำบาก บางจุดรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ ขณะที่ฝนตกหนักขึ้น ระดับน้ำในแม่น้ำปัตตานีเอ่อล้นออกมา ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างมากโดยเฉพาะผู้ที่พักอาศัยริมแม่น้ำ ทั้งนี้สถานการณ์น้ำท่วมเมืองปัตตานีครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ10ปี โดยเช้านี้ฝนตกหนักกว่าวันที่ผ่านมาทำให้ปริมาณน้ำยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

นางวิมล ปานะถึก ผู้อำนวยการโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ หนองบัวลำภู ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ โรงเรียนจัดกิจกรรมห้องเรียนชาวนาวิถีพอเพียงตามรอยพ่อ เป็นกิจกรรมตามโครงงาน “ข้าวฮางงอกยั่งยืนด้วยสองมือหลานย่าเยาวชนคนหนองบัวลำภู” ขับเคลื่อนกระบวนการ PLC สู่สถานศึกษา ยุค Thailand 4.0 ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ โดยเป็นกิจกรรมระยะที่ 2 เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้เรื่องการเก็บเกี่ยวผลผลิตของโครงงานข้าวฮางงอกยั่งยืนด้วยสองมือหลานย่าเยาวชนคนหนองบัวลำภู ประจำปี 2560

สรรพากรขู่เอสเอ็มอี 1.5 แสนราย ยังเมินทำบัญชีเดียวแจ้งเสียภาษี ธปท.ขึ้นบัญชีไม่ปล่อยกู้ ดีเดย์ปีบัญชี 2561

แบงก์พาณิชย์ไม่ปฏิบัติตามมีความผิดด้วย สมัคร SBOBET ร้านทองกว่าพันรายถ้ายังไม่แก้ เม.ย.ปีหน้าเรียกดำเนินคดี พร้อมส่งรายชื่อพวกเลี่ยงภาษีให้ ปปง.ยึดทรัพย์ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขอเตือนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1.5 แสนราย ที่ยังไม่จัดทำแบบบัญชีชุดเดียว ให้เร่งจัดทำบัญชีชุดเดียวที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของธุรกิจโดยด่วน ไม่เช่นนั้นจะประสบปัญหาการขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ และกระทบต่อเงินทุนหมุนเวียนในบริษัทได้ เพราะตั้งแต่ปีบัญชี 2561 เป็นต้นไป จะเริ่มบังคับให้นำบัญชีที่ยื่นเสียภาษีกลับสรรพากร มาใช้ประกอบการขอสินเชื่อได้อย่างเดียว ไม่สามารถนำบัญชีอื่นๆ หรือรายได้อื่นที่ไม่เสียภาษีมายื่นประกอบขอกู้ได้อีก ซึ่งหากธนาคารพาณิชย์ไม่ปฏิบัติตามก็จะมีความผิดด้วย

กรมได้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรียบร้อย ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป การขอใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน จะต้องนำบัญชีปี 2561 ที่ยื่นจากสรรพากรมาพิจารณาปล่อยกู้ จะใช้ทรัพย์สินอื่น หรือบัญชีหุ้นส่วนลูกน้อง มาขอกู้ร่วมไม่ได้ เช่น หากบริษัทจริงมีรายได้ 50 ล้านบาท แต่ทำบัญชียื่นเสียภาษีแค่ 3 ล้านบาท เวลาขอกู้แบงก์ก็จะพิจารณาจากฐานรายได้แค่ 3 ล้านบาทเท่านั้น

“ตั้งแต่กฎหมายมาตรการบัญชีชุดเดียวบังคับใช้ตั้งแต่ ธ.ค. 2558 ถึงปัจจุบัน เพิ่งมีเอสเอ็มอีที่ยอมจัดทำบัญชีเดียวเพียงครึ่งเดียว หรือประมาณ 1.5 แสนราย จากทั้งหมด 3 แสนราย ส่วนที่ยังไม่ยอมทำบัญชีเดียว เพราะคิดว่าสรรพากรคงตรวจไม่ถึง แต่กรมมีข้อมูลไว้แล้ว ต่อไปจะมีการใช้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แทนใช้เงินสด ซึ่งจะทำให้ตรวจสอบได้ง่าย”

ทั้งนี้ เอสเอ็มอีที่ยังคงหลบเลี่ยงส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอีขนาดเล็ก รายได้ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ทั้งธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านอาหาร ปล่อยกู้ ร้านทอง ซ่อมรถ ต่อไปจะขยายไปยังธุรกิจเหล็ก โดยเฉพาะบรรดายี่ปี๊ว ซาปั๊ว ส่วนร้านขายทอง ทำบัญชีเดียว 6 พันราย เหลือพันรายยังหลบเลี่ยงอยู่ ถ้า เม.ย.ปีหน้ายังไม่แก้ จะออกหมายเรียกดำเนินคดี

นายประสงค์กล่าวว่า จะนำรายชื่อบริษัท และสำนักงานบัญชีที่มีเจตนาหลบเลี่ยงภาษี สร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านบาท ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) พิจารณาตรวจสอบทำการยึดทรัพย์ด้วย จากกฎหมายฟอกเงินฉบับใหม่ที่เพิ่งออกเดือน เม.ย.นี้

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนางภัทรา อะหมะดี พีรซะหีด ผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ พร้อมด้วยนักวิจัย วว. โชว์ผลงานวิจัยด้านการพัฒนาอาหารฮาลาลด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เนื่องในงานแสดงสินค้าฮาลาลและการประชุมวิชาการนานาชาติ (Thailand Halal Assembly 2017) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพันธมิตรจัดขึ้น ในระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2560 ณ ไบเทค บางนา

โดยกิจกรรมดังกล่าวมีเจตนารมณ์เชิงกลยุทธ์ที่จะแสดงศักยภาพของกิจการฮาลาล ประเทศไทย เพื่อให้ประชาคมโลกได้รับรู้ถึงคุณลักษณะที่โดดเด่นในระบบและกระบวนการดำเนินงาน ภายใต้หลักการศาสนารับรองและวิทยาศาสตร์รองรับ (SHARIAH CERTIFIES – HALAL SCIENCE SUPPORTS) อันเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์ฮาลาลของไทยเป็นที่เชื่อถือในตลาดโลก โดยกิจกรรมจัดภายใต้คำขวัญว่า “HALAL WISDOM : CONVERGENCE OF SCIENCE TECHNOLOGY AND ISLAMIC ARTS”

กรมส่งเสริมสหกรณ์เผยความคืบหน้าการออกเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน หลังผ่านการหารือร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และการเปิดรับฟังความเห็นจากตัวแทนสหกรณ์ต่าง ๆ เตรียมทยอยออกประกาศถือใช้เกณฑ์กำกับเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการดำเนินงานของสหกรณ์ โดยกำหนดกรอบการก่อหนี้จะต้องนำเงินรับฝากจากสหกรณ์อื่นมาเป็นส่วนหนึ่งของวงเงินกู้ยืมด้วย การดำรงสินทรัพย์ สภาพคล่องต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 6 ของเงินรับฝากและเงินกู้ยืมระยะสั้น ส่วนการเปิดรับสมาชิกสมทบจะรับได้เฉพาะบิดา มารดา สามี ภรรยาและบุตรของสมาชิกสหกรณ์เท่านั้น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการออกหลักเกณฑ์กำกับสหกรณ์ ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน หลังจากที่ได้มีการหารือร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และได้เปิดรับฟังความเห็นจากชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย และตัวแทนสหกรณ์ต่าง ๆ ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมออกประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการกำหนดวงเงินกู้ยืมหรือค้ำประกันของสหกรณ์

ซึ่งจะใช้บังคับกับสหกรณ์แต่ละประเภทและสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนที่มี ทุนดำเนินงานเกินกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันมีอยู่จำนวน 134 แห่ง ในเบื้องต้นจะกำหนดให้สหกรณ์ก่อหนี้ได้ตามหลักเกณฑ์เดิม โดยให้นับรวมเงินฝากจากสหกรณ์อื่นเป็นส่วนหนึ่งของวงเงินกู้ยืมด้วย แต่ไม่นับรวมเงินรับฝากของสมาชิก และจะออกระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสมาชิกสมทบสหกรณ์ กำหนดคุณสมบัติสมาชิกสมทบให้มีวงสัมพันธ์เฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสมาชิก โดยให้รับได้เฉพาะบิดา มารดา สามี ภรรยา หรือบุตรของสมาชิกสหกรณ์เท่านั้น หรือเป็นบุคคลในหน่วยงานหรือองค์กรแต่ขาดคุณสมบัติจะเป็นสมาชิก สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกสมทบของสหกรณ์ได้

เพื่อป้องกันการระดมเงินจากแหล่งทุนภายนอกเข้ามาแสวงหากำไรจากดอกเบี้ยของสหกรณ์ รวมถึงกำหนดสิทธิของ สมาชิกสมทบในการขอกู้เงินจากสหกรณ์ได้ไม่เกินมูลค่าหุ้นรวมกับเงินฝากที่มีอยู่ในสหกรณ์

สำหรับเกณฑ์กำกับเรื่องดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของสหกรณ์ จะออกเป็นกฎกระทรวงเพื่อบังคับใช้ โดยจะกำหนดให้สหกรณ์ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องไม่น้อยกว่าร้อยละ 6 ของเงินรับฝากและเงินกู้ยืมระยะสั้น ซึ่งเป็นไปตามข้อสรุปที่ได้ประชุมหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง แต่เพื่อให้สหกรณ์ได้มีการปรับตัวและถือปฏิบัติได้ จะกำหนดอัตราการดำรงฯ เป็นแบบขั้นบันได โดยในปีแรกจะกำหนดอัตราการดำรงฯ ไว้ที่ร้อยละ 1จากนั้นปีที่ 2 จะปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 2 ปีที่ 3 ปรับเพิ่มเป็นร้อยละ 4 และในปีที่ 4 ใช้อัตราร้อยละ 6 ทั้งนี้ ให้สหกรณ์สามารถนำเงินที่ฝากไว้กับทางชุมนุมสหกรณ์
ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด มานับรวมเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องที่ต้องดำรงของสหกรณ์ได้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเกณฑ์การลงทุนของสหกรณ์ ซึ่งอยู่ระหว่างการนำเสนอคณะอนุกรรมการด้านการลงทุนของคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) ในวันที่ 8 ธันวาคม 2560 นี้ เกี่ยวกับเกณฑ์การลงทุนของสหกรณ์ตามได้มีการหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดเกณฑ์การลงทุนของสหกรณ์ไว้ว่าสามารถลงทุนได้ร้อยละ 20 ของทุนเรือนหุ้นบวกทุนสำรอง ซึ่งต้องรอฟังความเห็นจากคณะอนุกรรมการฯดังกล่าว หากไม่เห็นด้วยตามข้อเสนอ จะต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้งจนกว่าจะได้ข้อสรุปก่อนจะเสนอเข้า คพช. พิจารณาเห็นชอบ เพื่อออกเป็นประกาศ คพช.เพื่อบังคับใช้ในเรื่องเกณฑ์การลงทุนของสหกรณ์ตามมาตรา 62 (7) ต่อไป

“สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมากำกับขึ้นมาดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ ตามที่กระทรวงการคลัง ได้เสนอแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงการคลังร่วมกันหารือแนวทางในการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมากำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น กรมฯจะเชิญธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มาหารือร่วมกันเพื่อกำหนดโครงสร้างและแนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานดังกล่าว และเตรียมยกร่างกฎหมายเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวได้ทันภายในปี 2561 นี้” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

สรรพากรสรุปภาษีออนไลน์แยก กม. 3 ฉบับ คือไม่ยกเว้นภาษีสินค้าที่ส่งทาง ปณ.มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท นิติบุคคลต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่เกิน 15% ต้องเสียแวต ลุ้น กม.บังคับใช้ปีหน้า ขู่เอกชนไม่ทำบัญชีเดียวระวังถูกฟ้องปิดกิจการฐานฟอกเงิน

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในเดือนธันวาคมนี้จะเปิดประชาพิจารณ์การเก็บภาษีการค้าออนไลน์ หรืออีบิสซิเนส เป็นรอบสุดท้ายหลังจากมีการเปิดประชาพิจารณ์รอบแรกไปแล้ว ซึ่งสรรพากรกำลังแก้ไขตามข้อเสนอแนะดังกล่าว หลังจากนั้นนำขึ้นเว็บไซต์ของกรม และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามความเห็นอีกรอบ หลังจากนั้นจะสรุปและเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อนำเสนอการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ให้สามารถเก็บภาษีจากค้าออนไลน์ได้ ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป โดยคาดว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในปี 2561 ทั้งนี้ร่าง กม.ล่าสุดได้แยกออกเป็น 3 ฉบับคือ 1. ไม่ยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งทางไปรษณีย์มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท จากเดิมได้รับการยกเว้น 2. ส่วนนิติบุคคลนั้นให้ยึดตามธุรกรรมที่เกิดขึ้นในไทย หากมีการซื้อขายในไทย ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงินใดต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่เกิน 15% เป็นอัตราสูงสุด แต่ในการเก็บภาษีต้องแยกตามประเภทของกิจการอีกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องตั้งสำนักงานในไทย 3. ผู้ค้าออนไลน์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ด้วย เพราะขณะนี้ส่วนใหญ่ไม่เสียแวต

“มูลค่าการค้าออนไลน์ปัจจุบันมีมูลค่านับแสนล้านบาท เท่าที่หารือกับผู้ค้าออนไลน์รายใหญ่ ยินดีจะเสียภาษีดังกล่าว แต่มีรายเล็กที่ยังไม่ต้องการเสียภาษี ยอมรับว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวช้าไปกว่าเดิมมาก เพราะต้องเปิดประชาพิจารณ์ตามมาตรา 77 ตามรัฐธรรมนูญ และมีการแสดงความคิดเห็นเข้ามากันมาก” นายประสงค์กล่าว

นายประสงค์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน กรมสรรพากรมีการสัมมนาสำนักงานบัญชี ทั่วประเทศ เพื่อแจ้งให้ทราบถึงประเด็นความเสี่ยงทางภาษีอากร และความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ลูกค้า โดยต้องการให้สำนักงานบัญชีเสนอแนะลูกค้ากลุ่มธุรกิจทำบัญชีให้ถูกต้องเป็นบัญชีเดียว เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ในการยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารต้องใช้บัญชีงบดุลที่ยื่นเสียภาษีกับกรมสรรพากร ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดังนั้นการทำบัญชีเดียวต้องเริ่มตั้งแต่ปีปฏิทิน 2561

นายประสงค์กล่าวว่า ขณะนี้พบว่าเอสเอ็มอีถึงเกณฑ์เสียภาษีกว่า 3 แสนราย มีการทำบัญชีเดียวอย่างถูกต้องเพียง 50% ที่เหลือยังทำไม่ถูกต้อง โดยกรมสรรพากรจะเริ่มเอาจริงด้วยการเชิญกลุ่มที่ยังเสียภาษีไม่ถูกต้องมาคุยในเดือนธันวาคมนี้ เช่น ในกลุ่มร้านทองกว่า 7 พันแห่ง ยังไม่ยอมจดทะเบียนนิติบุคคลอีกว่า 1 พันแห่ง

“เราจะเชิญผู้ประกอบการที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนบัญชีเดียวมาพูดคุย โดยให้เลือกว่าจะลงนรก หรือขึ้นสวรรค์ เพราะสรรพากรมีข้อมูลการเสียภาษี และการทำบัญชีในมือในบริษัทต่างๆ หมดแล้ว หากยังไม่ปรับเปลี่ยนอาจต้องปิดกิจการ เพราะถูกดำเนินคดี เพราะการเสียภาษีไม่ถูกต้องอาจจะเข้าข่ายกฎหมายฟอกเงินของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โทษรุนแรงมาก และสำนักงานบัญชีมีส่วนสมรู้ร่วมคิด อาจต้องโดนคดีอาญาไปด้วย” นายประสงค์กล่าว และว่า กรมให้เวลาสำนักงานบัญชีและบริษัทเอกชนปรับตัวมานาน 2 ปี ตั้งแต่ปลายปี 2558 หลังจากนี้ไปคงต้องเข้มงวดมากขึ้น

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนาในพื้นที่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ต่างเร่งขนข้าวเปลือกที่ตากไว้ตามลานตากข้าว ขึ้นรถอีแต๋น เพื่อนำไปเก็บไว้ในยุ้งฉางกันอย่างคึกคัก ภายหลังจากที่ช่วงนี้เกษตรกรชาวนา ได้ทำการเก็บเกี่ยวข้าวตามฤดูกาล ซึ่งบางครัวเรือนหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ก็ได้นำข้าวเปลือกไปขายตามโรงสีต่างๆ เนื่องจากช่วงนี้ราคาข้าวเปลือกได้ราคาดีกว่าปีที่ผ่านมา แต่มีหลายครอบครัวก็ยังไม่อยากขาย เพราะรอโครงการจำนำยุ้งฉางของรัฐบาล ที่อาจจะให้ราคาดีกว่านี้

อย่างเช่นครอบครัวของนายชาญชัย ล้อมในเมือง อายุ 71 ปี ชาวบ้านพลกรัง หมู่ที่ 1 ต.พลกรัง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้พาครอบครัวเก็บข้าวเปลือกที่ตากไว้ในลานตากข้าวใส่กระสอบ แล้วขนขึ้นรถนำไปเก็บไว้ในยุ้งฉางหลังบ้าน โดยหวังว่ารัฐบาลจะเปิดโครงการจำนำยุ้งฉางขึ้นมาเหมือนปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะได้ราคาสูงกว่านี้

นายชาญชัยฯ กล่าวว่า ปีนี้ตนเองปลูกข้าวหอมมะลิไว้บนพื้นที่นาประมาณ 10 ไร่ หลังเก็บเกี่ยวแล้วได้ข้าวเปลือกหนักประมาณ 4 ตัน ซึ่งถือว่าปีนี้ได้ผลผลิตดีเพราะไม่มีน้ำท่วม โดยหลังจากที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ก็ได้นำมาตากไว้ในลานข้าวให้แห้ง ก่อนที่จะใส่กระสอบขนมาเก็บไว้ในยุ้งฉาง แม้ว่าช่วงนี้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ จะได้ราคาดี อยู่ที่ประมาณตันละ 12,000-13,000 บาทก็ตาม ซึ่งถือว่าราคาสูงพอใช้ได้ แต่ตนเองก็ยังไม่อยากขาย เพราะอยากเก็บไว้รอโครงการจำนำยุ้งฉางของรัฐบาล ที่อาจจะให้ราคาดีกว่านี้ เนื่องจากต้นทุนในการปลูกข้าวสูงขึ้นทุกปี ดังนั้นราคาน่าจะอยู่ที่ตันละ 14,000-15,000 บาท ถึงจะน่าพอใจ

นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า คาดว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ปี 2560 จะไม่ถึงเป้าหมาย 2% ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม และ สศอ.ตั้งไว้ โดยน่าจะอยู่ที่ระดับ 1.5% เนื่องจากช่วง 10 เดือนของปีนี้ (มกราคม-ตุลาคม 2560) เอ็มพีไอขยายตัวเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2559 ระดับ 1.38% เท่านั้น สาเหตุหลักมาจากตัวเลขเอ็มพีไอเดือนตุลาคม 2560 เริ่มแผ่วลงอยู่ระดับ 110.41 ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 อยู่ระดับ 100.29 โดยระดับดังกล่าวยังขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2559 เพียง 0.48% ประกอบกับเอ็มพีไอได้รับผลกระทบจากยอดส่งออกรถยนต์ที่ลดลงจากเป้าหมายต้นปี และผลจากอุตสาหกรรมอาหารที่การผลิตไม่ได้เป็นไปตามเป้าเท่าที่ควรเนื่องจากได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบว่าด้วยการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (ไอยูยู)

นายวีรศักดิ์กล่าวว่า ทั้งนี้ภาพรวมอุตสาหกรรมช่วงเดือนตุลาคมยังพบว่าสำหรับสินค้าที่ผลิตลดลง ได้แก่ อุตฯ เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน ลดลง 22.44% เพราะสภาพอากาศแปรปรวนทำยอดขายลดลง อุตฯ เครื่องประดับ ลดลง 26.16% และอุตฯ การปั่นเส้นใยสิ่งทอ ลดลง 20.11% ส่วนอุตสาหกรรมที่เป็นบวก ได้แก่ อุตฯ ผลิตภัณฑ์ยางขยายตัว 44.57% อุตฯ น้ำมันพืช ขยายตัว 49.71% อุตฯ เครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ จากยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น อุตฯ แปรรูปผลไม้และผัก ขยายตัวเพิ่มขึ้น 22.87% และเฟอร์นิเจอร์ ขยายตัว 21.95% เนื่องจากลูกค้าสั่งซื้อช่วงคริสต์มาส

นายวีรศักดิ์กล่าวว่า สำหรับปี 2561 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตส่งผลต่อเอ็มพีไอให้ขยายตัวต่อเนื่องจากปีนี้ โดยปัจจัยบวกมาจากการดำเนินงานภายใต้แผนงานพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) แรงขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ การเลือกตั้ง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามต้องจับตาความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่อาจได้รับกระทบจากนโยบายสำคัญของสหรัฐ การที่อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิท) และความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) เงื่อนไขทางการเมืองในสเปนและอิตาลี และความขัดแย้งทางการเมืองจากปัญหาคาบสมุทรเกาหลีและตะวันออกกลาง

“คาดว่าเอ็มพีไอปีหน้าจะขยายตัวระดับ 1.5-2.5% และจีดีพีขยายตัวระดับ 2.0-3.0% เพราะได้รับแรงบวกจากปัจจัยที่กล่าวไว้” นายวีรศักดิ์กล่าว ประชารัฐร่วมใจแยกทิ้งขยะอันตราย “แบตเตอรี่มือถือ ซากโทรศัพท์มือถือ ถ่านไฟฉาย หลอดฟลูออเรสเซนต์ และภาชนะปนเปื้อน” คพ.จับมือ กทม.-เอกชน อำนวยความสะดวกเพิ่มช่องทางแยกทิ้ง

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน นางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คพ.ร่วมกับสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยนายชาตรี วัฒนเขจร รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม ร่วมกันเปิดตัวโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการเก็บรวบรวมของเสียอันตรายจากชุมชน ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้แนวทาง “ประชารัฐร่วมใจแยกทิ้งขยะอันตราย” และการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชน ณ อุทยานเบญจสิริ กรุงเทพมหานคร

นางสุณีกล่าวว่า โครงการ “ประชารัฐร่วมใจ แยกทิ้งขยะอันตราย” เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน เช่น ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น มีเป้าหมายในการเพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในพื้นที่ กทม.สามารถแยกทิ้งของเสียอันตรายจากชุมชน ซึ่งนำร่อง 5 ประเภท ได้แก่ แบตเตอรี่มือถือ ซากโทรศัพท์มือถือ ถ่านไฟฉาย หลอดฟลูออเรสเซนต์ และภาชนะปนเปื้อนที่เป็นอันตราย อาทิ กระป๋องสเปรย์และนำไปทิ้งที่จุดทิ้งของเสียอันตราย เพื่อให้ กทม.เก็บรวบรวมนำไปกำจัดอย่างถูกต้องซึ่งขยะอันตรายเหล่านี้ หากทิ้งรวมกับขยะทั่วไปและได้รับการจัดการอย่างไม่ถูกวิธีและเกิดการรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม อาจส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

นางสุณีกล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือมีหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบด้วย 1. คพ. 2. กทม. และ 3. หน่วยงานภาคเอกชน 11 องค์กร ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, บริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่นซิสเทม จำกัด, บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน), มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และสมาคมศูนย์การค้าไทย

อธิบดี คพ.กล่าวว่า นโยบายในด้านการจัดการของเสียอันตรายจากชุมชน หลักการจัดการคือ ขยะอันตรายต้องมีการเพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการแยกทิ้งของเสียอันตรายจากชุมชน ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการตั้งแต่การแยกทิ้ง ไม่ทิ้งรวมกับขยะทั่วไป มีจุดรับทิ้งของเสียอันตรายมีการรวบรวม ขนส่ง และนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคเอกชนในการบริหารจัดการของเสียอันตราย ขยายจุดทิ้ง (Drop off) ในปีต่อๆ ไปและครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ให้มากขึ้น ทั้งนี้ การดำเนินโครงการตามแนวทาง “ประชารัฐร่วมใจ แยกทิ้งขยะอันตราย” ได้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ที่ประสงค์จะแยกทิ้งขยะอันตราย สามารถนำของเสียอันตรายไปทิ้งได้ ณ จุดที่กำหนด