Rent-A-Port” เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการประชุมในครั้งนี้

โดยมีเจ้าภาพเป็นบริษัท Belgian Holding Ackermans & van Haaren ของเบลเยียม ซึ่งให้บริการด้านการลงทุนและจัดการ “พอร์ต” หรือท่าเรือเพื่อการนำเข้าส่งออกทั่วโลก ซึ่งขณะนี้สองประเทศที่เป็นลูกค้ารายสำคัญ และทางบริษัทได้ให้การช่วยเหลือในด้านการส่งออกผักและผลไม้ ได้แก่ เวียดนามและอินเดีย ซึ่งมีเป้าหมายต้องการส่งออกสินค้าไปยังประเทศตะวันออกกลาง และ “กาตาร์” ก็เป็นประเทศแรกนำร่องในการเจราครั้งนี้

30 ม.ค. เวลา 13.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ โดยกล่าวถึงกรณีกลุ่มเกษตรกรออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกการนำเข้า “สารพาราควอต” รวมถึงมีการกดดันนักวิชาการที่เผยแพร่ผลวิจัยเรื่องนี้ ให้ลาออกจากมหาวิทยาลัยว่า ตนได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการปรึกษาหารือกันของกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งก็ต้องฟังเสียงจากทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกรที่ยังมีปัญหาในเรื่องการกำจัดวัชพืช และฟังเสียงจากทางองค์การอาหารและยา (อย.) สาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เราจำเป็นต้องหาสารอื่นในการกำจัดวัชพืชมาทดแทน ซึ่งตอนนี้ยังหาไม่ได้ อีกทั้งต้องเพิ่มมาตรการในการป้องกันว่าการใช้สารพาราควอต ว่าต้องทำอย่างไรจะให้เกิดความปลอดภัยในการป้องกันตัวเอง และใช้ไม่มากเกินไปจนเกินขีดความจำเป็น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจำเป็นต้องสร้างการรับรู้ไปพร้อมกันด้วยระหว่างที่เรากำลังหาสารอื่นมาทดแทน

“ผมก็เป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรเเละผู้บริโภค ก็อยู่ที่ว่าการใช้สารเหล่านี้จะใช้อย่างไร หากมีความจำเป็นต้องใช้อยู่ ซึ่งผมก็ให้เขาหาทางว่าจะลดการใช้สารเหล่านี้ได้อย่างไร ถ้าไม่นำเข้าจะใช้วิธีไหน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

หอการค้าจังหวัดชลบุรี และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ลงนามบันทึกความร่วมมือเพื่อให้เกิดประสิทธิผลจากผลงานนวัตกรรมในมิติใหม่ของหอการค้าจังหวัดชลบุรีที่ได้สนับสนุน ส่งเสริม ความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการภาคตะวันออกให้ใช้งานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและต่อยอดเศรษฐกิจ จ.ชลบุรี พร้อมผลักดัน 7 โครงการนำร่อง ที่ร่วมกันระหว่างอาจารย์ นักวิจัย และผู้ประกอบการ ชูงานวิจัยสู่ธุรกิจ ดันชลบุรีเป็นอินโนเวชั่นฮับ แห่งภาคตะวันออกของไทย

นายสุนทร ธัญญวัฒนกุล ประธานหอการค้าจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า มีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนในการผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับพื้นที่จังหวัดชลบุรี ด้วยวิสัยทัศน์ของหอการค้าชลบุรี “เป็นองค์กรหลักทางการขับเคลื่อน และพัฒนานวัตกรรมด้านเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมและการศึกษา”

โดยโครงการนำร่องเริ่มต้นจากการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่ถือว่าเป็นเพชรเม็ดงามของภาคตะวันออกอย่างมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี ที่นำงานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยบูรพาไปสู่ผู้ประกอบการและพัฒนาร่วมกันจนเกิดเป็นการต่อยอดทางธุรกิจ

หอการค้าจังหวัดชลบุรีได้เล็งเห็นความสำคัญของนวัตกรรมนำธุรกิจดังกล่าว จึงได้ช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาภาคส่วนเศรษฐกิจของจังหวัดชลบุรีสู่เศรษฐกิจที่มีนวัตกรรม ทั้งนี้ได้ร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ทั้งในระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกจัดทำโครงการกับหน่วยงานราชการเพื่อส่งเสริมและพัฒนา SMEs

จึงได้มีการร่วมลงนามความร่วมมือระหว่างหอการค้าจังหวัดชลบุรี และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2560 โดยสนับสนุนให้เกิดการนำผลงานนวัตกรรมไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจไม่ใช่เป็นแค่เพียงชิ้นงานวิจัยเท่านั้น

เพื่อสนองตอบนโยบายยุทธศาสตร์ของประเทศที่ต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยได้นำนวัตกรรมไปใช้ต่อยอดทางธุรกิจ ซึ่งหอการค้าจังหวัดชลบุรีมีความต้องการที่จะผลักดันให้จังหวัดชลบุรีเป็นอินโนเวชั่นฮับของภาคตะวันออกของไทย โดยการนำงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาไปต่อยอดให้เป็นเชิงพาณิชย์

และด้วยแนวคิดนวัตกรรมนำธุรกิจ มุ่งเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการภาคตะวันออกให้ใช้งานวิจัยเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจ จึงจะเป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการภาคตะวันออกอีกด้วย

นายธีรินทร์ ธัญญวัฒกุล เลขาธิการ หอการค้าจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ปี พ.ศ 2561 นี้ หอการค้าจังหวัดชลบุรี มีนโยบายมุ่งเน้น 3 เรื่องหลัก คือนวัตกรรมการศึกษาและพัฒนาธุรกิจชุมชนพร้อมทั้งจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนกิจการหอการค้าจังหวัดชลบุรีขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการผลักดันกิจกรรมด้านนวัตกรรม ด้านการศึกษาและด้านภาคธุรกิจชุมชนของจังหวัด

และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาท้องถิ่นของจังหวัดชลบุรีให้ครอบคลุมทุกด้าน เช่น ด้านการเกษตร ด้านการแปรรูปและการท่องเที่ยวโดยชุมชน ด้วยการยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ให้เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูงในกระบวนการผลิตอย่างเป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อม

รศ.ดร.สมนึก ธีระกุลพิศุทธิ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นสถาบันการศึกษาหลักของภาคตะวันออก และมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านวิทยการการจัดการเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านนี้ ทั้งนี้ตนเห็นว่าเป็นโอกาสที่ช่วยกันพัฒนาและส่งเสริมเติบโตไปพร้อมกันทั้งทางวิชาการและเชิงพาณิชย์

จึงมีความยินดีในการร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดชลบุรี ร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้และพัฒนาความรู้สู่ท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้และผลงานวิจัยของนิสิตทั้งด้านวิทยาการและเทคโลโลยีมีคุณภาพและประสิทธิภาพ สามารถนำไปสู่การพัฒนาและผลิตสินค้าที่เพิ่มมูลค่าแก่บริษัทและองค์กรต่างๆ ได้อย่างมากมาย

ผศ.ดร.เอกรัฐ ศรีสุข คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า ความร่วมมือกันในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยบูรพาได้เน้นมุมมองด้านวิทยาศาสตร์ นำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมสินค้า ขณะที่ผู้ประกอบการจะเน้นมุมมองด้านพาณิชย์ ที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตนเอง และเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค พิจารณาความเป็นไปได้ตามมิติที่ต่างถนัด ทั้งนี้ได้มีการทำโครงการนำร่องที่จับคู่กันระหว่างผู้ประกอบกับนักวิจัยทั้งสิ้น 7 โครงการ

นายไกรสร ฉัตรเลขวนิช ประธานYEC ชลบุรี กล่าวว่าสำหรับโครงการนำร่องที่ได้ดำเนินการแล้วนั้น ได้แก่ 1. โครงการข้าว low GI low sugar เป็นข้าวที่มีคุณสมบัติพิเศษที่ร่างกายจะดูดซึมน้ำตาลได้น้อย เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวาน โดยบริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด

2. โครงการ ชุดตรวจแอนติบอดีต่อโบท๊อกซ์อย่างง่าย ของผู้ประกอบการ นพ.ธนวัฒน์ ธนกิจประภาพันธุ์ พรรณวัฒน์คลีนิกโดยมีแนวคิดพัฒนาชุดตรวจหาแอนตี้บอดี้ของมนุษย์ต่อ Botox เพื่อนำมาใช้ตรวจในผู้ป่วยก่อนนำไปสู่การรักษา

3. โครงการ สารสกัดตะไคร้เพื่อสุขภาพ ผู้ประกอบการเดียวกับโครงการที่ 2 4. โครงการ กำแพงกันกินสำเร็จรูป โดย บ.ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) 5. โครงการการพัฒนาต้นแบบหัววัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับรถบีทุกน้ำมันเชื้อเพลิง โดย บจก. ทีเบลโก้ จำกัด

6. โครงการ บางลงแต่ยังคงความแข็งแรงด้วยนวัตกรรม โดย บริษัท แสงรุ่งกรุ๊ป จำกัด 7. โครงการ การพัฒนาวัสดุธรรมชาติเพื่อทดแทนการนำเข้าทรายแมวจากต่างประเทศ โดย หจก.บีคัมโปร จำกัด

นายสุนทร กล่าวทิ้งท้ายว่า หอการค้าจังหวัดชลบุรีพร้อมให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพาคัดเลือก อีก 10 โครงการ จากผลงานนิสิตกว่า 120 โครงการ เป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายอินโนเวชั่น ไทยแลนด์ 4.0

นอกจากนี้ทางหอการค้าจังหวัดชลบุรี จะนำโครงการของนิสิต ปี 1 และ ปี 2 จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 10 โครงการ ที่ได้รับคัดเลือกมาต่อยอดโครงการเพื่อนำไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อไปในอนาคต

และภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบไปด้วย การเสวนาเรื่อง” ก้าวต่อไป ในการพัฒนานวัตกรรมสู่ผลิตภัณฑ์” นิทรรศการและสิ่งประดิษฐ์ มีการจัดมุมนักวิชาการพบปะผู้ประกอบการ การให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและการพัฒนาธุรกิจด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการขึ้นทะเบียนนักวิชาการนักวิจัยกับ ITAP

ดร. วรวิกัลยา เกียรติ์พงษ์ลาภ นักวิทยาศาสตร์ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ร่วมกับสาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จังหวัดนครราชสีมา มี ผศ.ดร. นิภาพร อามัสสา หัวหน้าโครงการวิจัยต้นแบบการผลิตเห็ดเยื่อไผ่ในสวนไผ่ครบวงจร ภายใต้ทุนสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้ศึกษาองค์ประกอบและสารสำคัญของเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์กระโปรงยาวสีขาว เพื่อนำความรู้จากงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ด้านต่างๆ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก เห็ดเยื่อไผ่ หรือ เห็ดร่างแห (Dictyophora indusiata) เป็นที่นิยมบริโภคในประเทศจีนมานาน เนื่องจากเชื่อว่ามีสรรพคุณทางยามากมาย เช่น บำรุงร่างกาย บำรุงสมอง และลดความดัน เป็นต้น ซึ่งประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการวิจัยพัฒนาเห็ดเยื่อไผ่มาเป็นเวลาหลายสิบปี จนสามารถผลิตเป็นการค้าได้เพียงประเทศเดียวในโลก เห็ดเยื่อไผ่นี้สามารถเติบโตได้เช่นกันในพื้นที่เขตร้อนชื้น เช่น เขตป่าไม้ไผ่ในประเทศไทย ซึ่งพบมีอยู่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เห็ดเยื่อไผ่กระโปรงยาว เห็ดเยื่อไผ่กระโปรงสั้น เห็ดเยื่อไผ่สีชมพู และเห็ดเยื่อไผ่สีส้ม

อย่างไรก็ตาม เห็ดนี้ยังพบตามธรรมชาติได้น้อย ทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการศึกษาวิจัยการเพาะปลูกรวมถึงสรรพคุณของเห็ดเยื่อไผ่ เพื่อให้ผู้บริโภคและนักวิจัยได้เข้าใจถึงเห็ดเยื่อไผ่มากขึ้น โดยมีรายงานว่าคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยาของเห็ดเยื่อไผ่นี้ขึ้นกับสายพันธุ์ และจากสรรพคุณทางยาและความนิยมบริโภคที่มากขึ้นทำให้เห็ดเยื่อไผ่กลายเป็นเห็ดเศรษฐกิจอีกชนิดที่กำลังได้รับความสนใจเพาะเลี้ยงในปัจจุบัน

ดร. วรวิกัลยา เกียรติ์พงษ์ลาภ กล่าวอีกว่า ทีมงานของ ผศ.ดร. นิภาพร อามัสสา ประสบความสำเร็จในการหาวิธีการเพาะปลูกเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์จีนกระโปรงยาวสีขาว รวมถึงวิธีการเก็บรักษาและการดูแลหลังการเก็บเกี่ยว อีกทั้งได้ทำงานวิจัยร่วมกับทีมงานนักวิจัยของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 โดยเก็บตัวอย่างเห็ดเยื่อไผ่แบบตูมมาจากแปลงวิจัยในเขตพื้นที่จังหวัดสระแก้วและนครราชสีมา เพื่อศึกษาองค์ประกอบและสารสำคัญของเห็ดเยื่อไผ่ ในห้องปฏิบัติการแสงสยาม

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน พบว่า เห็ดเยื่อไผ่ชนิดนี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีโปรตีน ร้อยละ 20 ไขมัน ร้อยละ 4-5 คาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 40-50 กรดอะมิโนมากกว่า 14 ชนิด และวิตามินอีกหลายชนิด ซึ่งเห็ดเยื่อไผ่นี้มีโปรตีนสูงกว่าเห็ดอื่นๆ เช่น เห็ดโคน มีโปรตีน ร้อยละ 4.2 เห็ดฟาง ร้อยละ 3.4 เห็ดหอมสด ร้อยละ 2.2 และเห็ดหูหนู ร้อยละ 1.4 เป็นต้น ซึ่งเหมาะกับการนำมาบริโภคเป็นโปรตีนที่ทดแทนเนื้อสัตว์ได้ดังกล่าว

นอกจากคุณค่าทางโภชนาการ ในแต่ละส่วนของเห็ดเยื่อไผ่ยังมีสารสำคัญและฤทธิ์ทางชีวภาพที่แตกต่างกันไปโดยในส่วนปลอกหุ้มดอกและหมวกดอกจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) อยู่ในปริมาณสูง สามารถป้องกันหรือชะลอการเกิดกระบวนการออกซิเดชั่นได้หลายรูปแบบ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังได้อย่างหลากหลาย เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคสมอง เป็นต้น

ส่วนเมือกหุ้มดอกเห็ด มีลักษณะเป็นเจลเข้มข้นที่อุดมไปด้วยกรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid) และอัลลันโทอิน (Allantoin) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดการระคายเคืองของผิว เพิ่มความชุ่มชื้นฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ และยังพบกรดกลูโคนิก (Gluconic Acid) ที่สามารถเร่งการผลัดเซลล์ผิวที่ชั้นผิวหนังกำพร้า จะเสริมการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น นุ่มนวล มีความยืดหยุ่นดี ลดริ้วรอยและช่วยเติมเต็มผิวที่หย่อนคล้อยโดยสารอัลลันโทอินจากเห็ดเยื่อไผ่นี้เป็นสารชนิดเดียวกับที่พบในเมือกหอยทาก แต่จะมีความบริสุทธิ์และสามารถเก็บเกี่ยวได้ง่ายกว่า

ส่วนลำต้นและกระโปรงนั้น อุดมไปด้วยสารพอลิแซคคาไรด์พวกเบต้ากลูแคน (β-glucan) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ทั้งกระตุ้นและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้นในส่วนลำต้นนี้ยังพบสารดิกทิโอฟอรีน เอ และ บี (Dictyophorines A and B) ซึ่งเป็นสารที่พบยากมากในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ ยับยั้งมะเร็ง และยังเป็นสารที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาท และป้องกันโรคสมองเสื่อมนอกจากนั้น สปอร์เชื้อรา สีน้ำตาลเขียวขี้ม้า ที่มีกลิ่นค่อนข้างเหม็น ทีมวิจัยพบว่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) อยู่ในปริมาณสูง และพบสารสำคัญที่สามารถนำไปทำยาโด๊ปได้

ผศ.ดร. นิภาพร อามัสสา กล่าวเสริมตอนท้ายว่า จากการศึกษาดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์จีนกระโปรงยาวสีขาวนี้อุดมไปด้วยสารสำคัญมากมายเหมาะสำหรับการนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ทั้งในวงการอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม และรวมถึงวงการผลิตภัณฑ์เวชสำอางที่สามารถพัฒนาให้มีคุณสมบัติทัดเทียมกับเยื่อเมือกหอยทาก ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเห็ดเยื่อไผ่อีกด้วย โดยประโยชน์ดังกล่าวสอดรับกับกระแสรักษ์โลกและรักสุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางทั่วโลก

“ทีมงานจะต่อยอดงานวิจัยดังกล่าว ให้สามารถใช้ประโยชน์จากเห็ดได้อย่างแท้จริง โดยขณะนี้ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ได้เพาะเลี้ยงเห็ดเยื่อไผ่เพื่อเป็นต้นแบบไว้เป็นจำนวนมาก และเตรียมสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้เพาะปลูกเห็ดเยื่อไผ่แห่งประเทศไทย และนำเสนอต่อ คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่จะทำแปลงเพาะปลูกเห็ดเยื่อไผ่ให้มีผลผลิตสูง เพื่อรองรับการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม และรวมถึงเวชสำอาง ที่นักวิจัยกำลังทดลอง คาดว่า อีก 1 ปี จะมีผลิตภัณฑ์จากเห็ดเยื่อไผ่ โดยทีมนักวิจัยนี้แน่นอน” ดร. วรวิกัลยา เกียรติ์พงษ์ลาภ กล่าวโดยสรุป

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้รับการสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2541 ที่จังหวัดเชียงราย ตามความต้องการของประชาชนและเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดระยะ 19 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพจำนวนมากแล้ว ยังได้สร้างผลงานที่มีชื่อเสียงไว้มากมาย

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความงดงามในเชิงของกายภาพและภูมิประเทศมากที่สุดแห่งหนึ่ง เนื่องจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเดินตามรอยพระปณิธานสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือพลิกฟื้นพื้นที่ดั้งเดิมที่เป็นป่าเสื่อมโทรมให้กลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ในมหาวิทยาลัย และสามารถเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ ได้

ทางมหาวิทยาลัยได้นำรูปแบบของการพลิกฟื้นพื้นที่ป่าของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเข้าไปทำงานในโครงการรักษ์ป่าน่าน ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการสูญเสียและการฟื้นฟูป่าไม้ในจังหวัดน่าน เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำที่เป็นต้นกำเนิดของต้นน้ำและมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางนิเวศของลุ่มน้ำในภาคเหนือและภาคกลาง เพื่อค้นหาสาเหตุ ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จ และนำมาถอดบทเรียนในการอนุรักษ์ฟื้นฟูอย่างยั่งยืน

ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้นำเสนอผลงาน เรื่อง “มฟล. คืนชีวิตให้กับผืนป่า สร้างอนาคตให้ชุมชน” ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เนื่องจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม จึงส่งเสริมให้พัฒนาการวิจัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ โดยมุ่งหวังการคืนชีวิตให้ผืนป่า สร้างอนาคตให้ชุมชน เพราะการฟื้นฟูป่าไม้ที่ยั่งยืน มีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งการบุกรุกป่า และสร้างป่าให้เป็นแหล่งอาชีพแก่ชุมชนและสังคมไทยอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์สมุนไพร “เจ้าคุณวัน”

ปลายปี 2560 รศ.ดร. วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมคณะผู้บริหาร ได้นำผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย มอบแก่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี รวมทั้งกองทัพไทย จำนวน 11,000 ชิ้น เพื่อประชาสัมพันธ์การขับเคลื่อนการดำเนินงาน “เชียงรายเมืองสมุนไพรครบวงจร”

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เริ่มต้นดำเนินโครงการผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร หลังจากนายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมสวนสมุนไพรภายใต้โครงการสวนพฤกษศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 และมีนโยบายให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นหน่วยงานหลักด้านการวิจัยและพัฒนาการส่งเสริมการผลิต สนับสนุนการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการพัฒนากำลังคนด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เมืองสมุนไพรให้เป็นรูปธรรม เป็นต้นแบบการจัดการอุตสาหกรรมสมุนไพร

ในปี 2560 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้จัดตั้งโรงงานผลิตยาสมุนไพรต้นแบบในการผลิตยาแผนโบราณตามมาตรฐาน GMP/PICs และใช้เป็นห้องปฏิบัติการจริงสำหรับนักศึกษาสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ เพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้นำสมุนไพรไทยมาวิจัยและพัฒนาต่อยอดด้วยนวัตกรรมที่เหมาะสมในยุค Thailand 4.0 สร้างความมั่นใจสู่ผู้บริโภค และส่งเสริมอาชีพปลูกสมุนไพรให้กับเกษตรกร และผลิตวัตถุดิบสมุนไพร ช่วยเสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้จัดทำผลิตภัณฑ์สมุนไพรต้นแบบ ที่มีประสิทธิภาพสูงและความปลอดภัย ด้วยแนวคิด “The Power of Nature” ภายใต้แบรนด์ “เจ้าคุณวัน” จำนวน 11 ชนิด ได้แก่ ขมิ้นชัน ยาอมอดบุหรี่โปร่งฟ้า สเปรย์มะแขว่นไล่ยุง ฟ้าทลายโจร เจลกากเมล็ดชาแก้เชื้อรา ยาธาตุบรรจบ ขี้ผึ้งมะแขว่น ยาเขียวหอม ขี้ผึ้งเสลดพังพอน ยาหอมเนาวโกฐ และน้ำมันมะแขว่น เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรมะแขว่น นับเป็นหนึ่งในสินค้าที่เป็นไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง “มะแขว่น” เป็นสมุนไพรที่พบมากในแถบภาคเหนือของไทย ชาวเหนือนิยมนำผลและเมล็ดมาปรุงเป็นเครื่องเทศ เนื่องจากมีรสเผ็ดร้อนและมีกลิ่นหอม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงวิจัยพบว่า มะแขว่น มีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการอักเสบของร่างกาย และบรรเทาอาการปวดได้

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้นำสารสกัดพัฒนาในรูปแบบผลิตภัณฑ์สมุนไพร อย่างผสมกับน้ำมันนวด ทดลองใช้ในผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ โดยใช้กับบริเวณที่มีอาการปวด ทาทิ้งไว้โดยไม่ล้างออก และทาซ้ำอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัน พบว่าระงับปวดและไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง อีกทั้งการสูดดมน้ำมันมะแขว่นยังมีผลต่อการเพิ่มค่าความดันโลหิตและช่วยกระตุ้นระบบประสาทให้ตื่นตัว ทำให้รู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น

ครีมรวงข้าว สารสกัดจากข้าวขาวดอกมะลิ 105

“ครีมรวงข้าว : ลานาดีน จัสมิน ไรซ์ เอจ ดิไฟอิ้ง เฟเชียล ครีม” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากข้าว จากผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นหนึ่งในสินค้าขายดี เป็นที่นิยมสูงในกลุ่มสาวน้อยสาวใหญ่จำนวนมาก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้สกัดจากข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีปริมาณฟีนอลิกสูง และมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ด้านเอนไซม์ไทโรซิเนส ถูกพัฒนาเป็นตำรับเวชสำอางรูปแบบครีมน้ำมันในน้ำที่มีความคงตัวทางเคมีและกายภาพดีไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง

ครีมรวงข้าว ผ่านการทดสอบอาสาสมัคร พบว่า สามารถช่วยลดรอยหมองคล้ำและริ้วรอยได้ดีตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 นอกจากนี้ ยังสามารถกระชับผิวและเพิ่มความเรียบของผิวดี ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 2 และ 8 ตามลำดับ ตลอดจนได้รับความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ในด้านของความหนืด สี กลิ่น การกระจายตัวของครีม การซึมซาบบนผิว ความเหนอะหนะและความชุ่มชื้น

“Number 333 ผลิตจากข้าวสังข์หยด” ช่วยดูแลเส้นผม

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วิจัยพบว่า ในข้าวสีดำและแดง โดยเฉพาะในข้าวสังข์หยด มีสารชีวภาพต้านผมร่วงมากที่สุด ผลการทดลองกับอาสาสมัครชายพบว่า สามารถเพิ่มการงอกของเส้นผมได้มากขึ้นเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 1 เดือนขึ้นไป ปริมาณผมมากจนมองไม่เห็นหนังศีรษะเมื่อใช้นาน 3 เดือน ทีมนักวิจัยจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงและกระตุ้นการงอกของเส้นผม ที่ผลิตจากข้าวสังข์หยด ในชื่อการค้าว่า “Number 333” ซึ่งผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยสมุนไพรของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีวางจำหน่ายในร้าน M – Store ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สนใจสั่งซื้อได้ที่ เบอร์โทร. (053) 917-020-1 หรือ m-store@mfu.ac.th

ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมกะทิมะเขือเผา

บริษัท ชวี่เฉวียน ฟูดส์ จำกัด เป็นผู้ผลิตขิงดองและมะเขือม่วงดอง (พันธุ์เซนได) ส่งออกรายใหญ่ของไทย แต่ทางโรงงานประสบปัญหาในเรื่องวัตถุดิบไม่ได้คุณภาพมาตรฐานที่ลูกค้ากำหนด จึงต้องคัดมะเขือม่วงที่ไม่ได้คุณภาพทิ้งสูงถึงปีละ 400 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มะเขือม่วงเหล่านั้นยังรับประทานได้ จึงมีแนวคิดนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ในท้องตลาด

ทางบริษัทได้ร่วมมือกับกลุ่มนักศึกษา สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร “ทีมลูกแม่ฟ้า” ประกอบด้วย นางสาวฐิติรัตน์ บุญล้อม นางสาวละอองดาว ลาภอินทรีย์ นายอรัญญิก ยศธิวงค์ นางสาวดรุณี หลวงปัน นางสาวผกาทิพย์ ทาแกง โดยมี อาจารย์ ดร. ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล และ อาจารย์ ดร. จิรัฏฐ์ ศิริเมืองมูล เป็นที่ปรึกษา ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ในชื่อ “ไอศกรีมมะเขือเผา” (Nasu Icesu) ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ คว้ารางวัล “ชนะเลิศ” จากโครงการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารปีที่ 9 (Food Innovation Contest 2017) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พร้อมรับเงินรางวัล จำนวน 50,000 บาท

ไอศกรีมมะเขือเผา (Nasu Icesu) ผลิตจากมะเขือม่วงที่ผ่านการเผา เพื่อให้ได้กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ เนื้อมะเขือม่วงจะนำไปผสมในเนื้อไอศกรีม ที่มีส่วนประกอบของกะทิ ส่วนน้ำมะเขือเผานำไปผลิตเป็นน้ำซอส (Nasu Sauce) และมุกป๊อป (Nasu bubble) เนื่องจากไอศกรีมมะเขือเผามีความโดดเด่นจากการผสมผสานกลิ่นมะเขือเผาและกะทิ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไอศกรีม เพียงแค่เทน้ำซอสและรับประทานคู่กับมุกป๊อปก็อร่อยและสนุกได้ สินค้าชิ้นนี้เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ประสบปัญหาการย่อยน้ำตาลแล็กโตสหรือผู้บริโภคที่ไม่สามารถรับประทานไอศกรีมที่ทำมาจากนมได้

น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้ร่วมกับมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทยและสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย ปรับปรุงสิทธิการเบิกจ่ายค่ายารักษามะเร็งที่มีค่าใช้จ่ายสูง เพื่อให้ข้าราชการและผู้มีสิทธิ สามารถเข้าถึงยาจำเป็นตามวิวัฒนาการทางการแพทย์สมัยใหม่ได้มากขึ้น โดยขยายสิทธิประโยชน์กลุ่มยาที่ต้องขออนุมัติก่อนเบิก และเพิ่มรายการยาจากเดิม 6 รายการ เป็น 9 รายการ พร้อมทั้งปรับเงื่อนไขให้สามารถเบิกจ่ายแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งและค่าโลหิตวิทยาได้มากขึ้นจาก 7 กลุ่มโรค เพิ่มอีก 10 กลุ่มโรค เป็น 17 กลุ่มโรค

“ตัวอย่าง ยารักษามะเร็งเต้านม เดิมให้เบิกได้เฉพาะระยะแพร่กระจายก็จะขยายให้เบิกได้ทั้งระยะแพร่กระจายและระยะเริ่มต้น หรือ ยารักษามะเร็งปอด เดิมให้เบิกได้เฉพาะการรักษาเป็นขนานที่ 3 จะปรับให้เบิกได้ตั้งแต่การรักษาเป็นขนานแรก ซึ่งกรมฯ จะขยายสิทธิให้ครอบคลุมยาที่จำเป็นเพิ่มเติมต่อไปเป็นระยะๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงยาเพื่อการรักษาได้มากขึ้น โดยการปรับการเบิกจ่ายได้คำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้ป่วย ประกอบกับยากลุ่มดังกล่าวมีความเหมาะสมสำหรับการรักษาเฉพาะบางโรค บางกรณี และเป็นยาอันตรายซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยาหรืออาจเป็นอันตรายต่อชีวิต”