Smart Drink กลุ่มเครื่องดื่ม Functional drink ผสมผสานน้ำผลไม้

ที่เหมาะสมกับคุณประโยชน์ของสินค้า เพื่อรสชาติที่ทานง่ายและได้ประโยชน์ครบตามฟังก์ชันที่ผู้บริโภคต้องการในด้านสุขภาพตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เช่น Good night (ดื่มแล้วหลับสบายผ่อนคลาย)

ทั้งนี้ CPF RD Center ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ บนถนนพหลโยธิน อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย 2 อาคาร คือ 1. อาคารวิจัยและพัฒนาอาหาร 2. อาคารโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) โดยทั้ง 2 อาคารได้รับการออกแบบเป็นอาคารประหยัดพลังงาน ติดตั้งระบบ Solar Roof Top และ Solar Hot Water

ภายในอาคารประกอบด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์การผลิตที่ทันสมัยอย่างครบครัน และสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์ในด้านต่างๆ ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง โดยใช้งบลงทุนราว 1,350 ล้านบาท นอกจากนี้ โรงงานต้นแบบ Pilot Plant ยังได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตและจัดจำหน่ายจาก อย. เป็นที่เรียบร้อย ทำให้อาหารจาก CPF RD Center สามารถวางจำหน่ายทดลองตลาดได้ทันที

สกว.สนับสนุนนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ต่อยอดภูมิปัญญาไทยหลังพัฒนา “ลูกประคบลด เซลลูไลต์” จากสมุนไพรหลากชนิด ผลการทดสอบในอาสาสมัครลดได้จริงและปลอดภัย เตรียมพัฒนาผลิตภัณฑ์เจลต่อ

ผู้หญิงส่วนใหญ่มักกังวลกับปัญหาเซลลูไลต์ที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากไขมันส่วนเกินในชั้นใต้ผิวหนังที่สะสมพอกพูนหนาขึ้น จนทำให้เกิดเป็นลักษณะผิวหนังขรุขระ ไม่เรียบเนียน แลดูเป็นคลื่นคล้ายผิวเปลือกส้ม คณะวิจัยจากสถานวิจัยเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งมี รศ.ดร. กรกนก อิงคนินันท์ เป็นหัวหน้าโครงการ จึงได้พัฒนาสูตรตำรับลูกประคบสำหรับลดเซลลูไลต์

โดยคัดสรรสมุนไพรที่มีศักยภาพในการลดเซลลูไลต์ เช่น สมุนไพรที่มีฤทธิ์เพิ่มการไหลเวียนโลหิต มีฤทธิ์ยับยั้งการผลิตไขมัน หรือกระตุ้นการสลายไขมัน และสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านอักเสบ มาเป็นส่วนประกอบของลูกประคบ รวมถึงพัฒนาวิธีการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ และประเมินประสิทธิภาพในการใช้ลด เซลลูไลต์ของลูกประคบที่พัฒนาขึ้นในอาสาสมัครเชิงคลินิกเพศหญิงจำนวน 21 คน

ผลจากการศึกษาพบว่าลูกประกบที่พัฒนาขึ้นช่วยลดความรุนแรงของเซลลูไลต์ และมีความปลอดภัยสูง โดยได้เปรียบเทียบระหว่างลูกประคบที่พัฒนาจากงานวิจัยที่ขาด้านหนึ่ง กับลูกประคบหลอกที่ไม่มีตัวยาสมุนไพรที่ต้นขาของอาสาสมัครที่ขาอีกด้านหนึ่ง โดยใช้เวลา 30 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เป็นเวลานาน 2 เดือน ซึ่งได้มีการประเมินประสิทธิภาพใน 3 ด้าน คือ วัดเส้นรอบวงต้นขา วัดความหนาแน่นของชั้นไขมัน และวัดระดับความรุนแรงของเซลลูไลต์ โดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าต้นขาที่ใช้ลูกประคบสมุนไพรที่พัฒนาขึ้นมีเส้นรอบวงความหนาของชั้นไขมัน และระดับความรุนแรงของเซลลูไลต์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับต้นขาอีกข้างที่ได้รับลูกประคบหลอก ในขณะที่ผลการศึกษาประเมินความปลอดภัย พบว่าลูกประคบจากงานวิจัยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองใดๆ ที่เป็นอันตรายต่ออาสาสมัคร

นางสาวงามรยุ งามดอกไม้ นักศึกษาผู้รับทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หนึ่งในคณะวิจัย กล่าวว่า ลูกประคบดังกล่าวได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว โดยสมุนไพรหลักที่เป็นสมุนไพรไทยรสร้อน เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต กระตุ้นการสลายไขมัน นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรที่มี ซึ่งมีคาเฟอีนที่เป็นตัวออกฤทธิ์ สลายไขมันอีกด้วย

“จุดเด่นของงานวิจัยนี้ คือ การเพิ่มมูลค่าให้กับลูกประคบดั้งเดิมจากภูมิปัญญาไทย ซึ่งมักใช้ในการลดอาการปวดเมื่อย โดยคณะวิจัยได้พัฒนาสูตรใหม่จากการศึกษารายงานวิจัยต่างๆ ที่มีอยู่เกี่ยวกับสมุนไพรที่เกี่ยวข้อง และนำมาสมุนไพรอีกส่วนเข้ามาเพิ่มเติม โดยผลิตภัณฑ์ลูกประคบนี้จะนำไปใช้ในสปาเป็นหลัก แต่หากใครสนใจซื้อไปใช้เองที่บ้านก็ได้ และจะช่วยสร้างความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวที่ผลัดกันนวดประคบด้วย ทั้งนี้ คณะนักวิจัยได้รับทุนให้ทำวิจัยต่อยอดจากคปก. และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) เพื่อทดสอบเชิงลึกในการหากลไกการยับยั้งการสร้างไขมันหรือกระตุ้นการสลายไขมันจากองค์ประกอบของลูกประคบ และพัฒนาตำรับสูตรเจลลดเซลลูไลต์ที่มีสารสกัดจากลูกประคบ รวมถึงการทดสอบประสิทธิภาพตำรับที่พัฒนาได้ในอาสาสมัครด้วย”

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เป็นประธานในพิธีเปิด “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย” สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมกันนี้ ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. และ นายดิษฐพล สุทธิโอสถ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความปลอดภัย มั่นคงอาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม แถลงความร่วมมือระหว่าง วว.และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ในด้านความร่วมมือวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยีชีวภาพทุกระดับ เพื่อร่วมกันวิจัยและพัฒนาทั้งด้านเกษตรและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน โอกาสนี้ คณะกรรมการบริหาร วว. คณะผู้บริหารระดับสูง วว. ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า จากการที่ วว. มีผลงานวิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้านสาหร่ายน้ำจืดขนาดเล็กมาเป็นเวลากว่า 25 ปี วว.ตระหนักถึงศักยภาพและความสำคัญของสาหร่ายขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น ในการตอบสนองธุรกิจอุตสาหกรรม บทบาทในด้านต่างๆ มากขึ้นตามลำดับ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bio-based Economy)

วว. นับเป็นหน่วยงานแห่งเดียวในประเทศที่มีการดำเนินงานด้านสาหร่ายอย่างครบวงจร ตั้งแต่การมีคลังเก็บรักษาสายพันธุ์สาหร่าย เพื่อรวบรวมและเก็บรักษาสายพันธุ์สาหร่ายน้ำจืดและน้ำเค็มขนาดเล็ก (freshwater and marine microalgae) จากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูล กว่า 1,000 สายพันธุ์ มีห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยง วิเคราะห์ และทดสอบ ที่สำคัญและโดดเด่น คือ วว. มีระบบการเพาะเลี้ยงสาหร่ายกลางแจ้งระดับการเพาะเลี้ยงต่อเนื่องและครบวงจร ปริมาตรรวม 400,000 ลิตร

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย วว. (TISTR Algal Excellent Center, TISTR ALEC) ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดิน ภายใต้โครงการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย เพื่อพัฒนาทรัพยากรชีวภาพด้านสาหร่าย พร้อมทั้งดำเนินการวิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ และการบริการที่เกี่ยวข้องกับสาหร่ายแก่ภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ มุ่งเน้นการผลิตชีวมวลสาหร่ายเพื่อเป็นวัตถุดิบ (feedstock) ในการนำไปใช้ประโยชน์ด้านเกษตร อาหาร เภสัช สิ่งแวดล้อม และพลังงานอย่างยั่งยืน ให้เป็นที่ยอมรับในระดับอาเซียน

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา วว. มีผลงานด้านสาหร่ายในมิติต่างๆ ทั้งในด้านอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสาหร่ายอย่างยั่งยืนโดยการจัดตั้งคลังสาหร่าย วว. ณ เทคโนธานี เป็นการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention Biological Diversity, CBD) ที่ว่าด้วยการอนุรักษ์นอกถิ่นกำเนิด (ex situ conservation) และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน (sustainable utilization) ด้านการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน ตลอดจนด้านงานบริการ (มีลูกค้าขอรับบริการจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ)

ได้แก่ การทดสอบผลิตภัณฑ์สีอิมัลชันทาภายนอกที่ทนทานต่อสาหร่าย บริการวิเคราะห์ ทดสอบ ตรวจสอบด้านสาหร่าย และสารพิษจากสาหร่าย (การประปานครหลวง) เป็นต้น รวมถึง งานบริการวิจัยตามความต้องการของภาคเอกชน เช่น ร่วมงานบริการวิจัยกับ ปตท. ปตท. สผ. บริษัท เดนโซ่ คอร์ปอเรชั่น บริษัท IHI คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น บริษัท มาลีสามพราน บริษัท บางจาก เป็นต้น กอปรกับขีดความสามารถของนักวิจัยในการนำสาหร่ายมาใช้ประโยชน์จากสาหร่ายในด้านต่างๆ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านสาหร่ายอย่างครบวงจร ในการดำเนินงานด้านสาหร่ายน้ำจืดและน้ำเค็มขนาดเล็กอย่างครบวงจร และโครงสร้างพื้นฐานการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านสาหร่ายอย่างครบวงจรมี

“…วว. เชื่อมั่นว่า ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย วว. มีความพร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการยกระดับงานวิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริการด้านสาหร่าย อย่างครบวงจรกับทุกภาคส่วน เชื่อมั่นว่า ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย วว. จะเป็นกำลังหลักทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ THAILAND 4.0” ผู้ว่าการ วว.กล่าวสรุปในตอนท้าย

นานหลายปีมาแล้ว ที่ผมเห็นขวดน้ำปลาแบบผลิตเป็นการภายใน แปะฉลากยี่ห้อ “ปลาน้ำหลาก” ที่บ้านพี่เก๋ – กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา รอง ผอ.มูลนิธิชีววิถี เมื่อได้ลองเอามาปรุงกับข้าว พบว่ารสอ่อนนัวนวล หอม อร่อย มันเป็นน้ำปลาที่ชาวบ้านริมน้ำน่าน ที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ทำกินกันเองในหมู่ครัวเรือนที่คุ้นเคย ซึ่งต่อมา เมื่อปลาขาวสร้อย อันเป็นวัตถุดิบหลักเริ่มหายากและลดจำนวนลงเรื่อยๆ ผมก็ไม่ได้เห็น ไม่ได้ชิม “ปลาน้ำหลาก” มาหลายปีแล้ว จนเมื่อต้นเดือนธันวาคมนี้เอง ที่พี่เก๋มาชวนไปดูถึงแหล่งผลิต ที่บ้านพี่แหม่ม – คุณคนึง เกตุสีเนียม หมู่ที่ 7 บ้านเกยไชยใต้ ตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง

“เราเคยบอกเขาไว้ว่าอยากไปดูตอนเขาต้ม นี่เขาหมักไว้ได้หลายโอ่ง รอๆ เราอยู่ พวกเราไปดูกันเถอะ” พี่เก๋ว่า ของแบบนี้ ถึงไม่ชวนก็คงขอไปด้วยล่ะครับ พวกเราก็เลยขับรถไปชุมแสงกัน

พอไปถึง ผมก็เลยได้รู้ว่า พื้นที่แถบนี้เป็นเครือข่ายของ “โรงเรียนชาวนาบ้านเกยไชยใต้” ทำงานด้านการอนุรักษ์ปรับปรุงพันธุ์ข้าวพื้นบ้านกันเงียบๆ มานาน จนสามารถเพาะพันธุ์ข้าวปรับปรุงขึ้นได้กว่า 10 สายพันธุ์คุณภาพ โดยเฉพาะข้าวขาวเกยไชย ที่เป็นพันธุ์ผสมระหว่างข้าวหอมมะลิและข้าวบาสมาติ จนได้ข้าวเมล็ดเรียว เหนียวนุ่ม กินอร่อยมากๆ

ชาวบ้านเกยไชยใต้ยังทำน้ำปลาจากปลาสร้อยในแม่น้ำน่านกันอยู่ ใครขับรถผ่านย่านนั้นจะเห็นขวดน้ำปลาตั้งขายคู่กับพริกแห้ง น้ำตาลปึก ที่เป็นผลิตผลของพื้นที่ตำบลเกยไชยเช่นกัน

“ทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่น่ะ หน้าน้ำช่วงก่อนลอยกระทง ปลาสร้อยมันจะเยอะมาก ได้วันละเป็นร้อยๆ กิโลนะ เขาขายกันถูกๆ กิโลละ 10 บาทเท่านั้นแหละ” พี่แหม่มบอก ขณะเปิดฝาโอ่งหมักน้ำปลาหนึ่งในสี่โอ่งให้เราดู “พอได้ปลามา เราก็ล้าง เคล้าหมักกับเกลือทะเลชนิดเม็ด ที่เราซื้อจากตลาดชุมแสง อัตราส่วนก็ปลา 3 ส่วน เกลือ 1 ส่วน หมักใส่โอ่งมังกรตั้งกลางแจ้ง ปิดฝาให้สนิท แต่เราก็ต้องทำหลังคาคลุมหน่อยนะ กันน้ำฝนเข้า เดี๋ยวมันจะใช้ไม่ได้ หมักไว้อย่างน้อยก็ปีหนึ่ง อย่างโอ่งนี้นี่ได้ปีกับอีกสองเดือน”

เนื้อปลาตัวปลาในโอ่งนี้เริ่มเปื่อยยุ่ย น้ำหมักสีโคลนใสๆ เอ่อปริ่มตัวปลา พี่แหม่มเอาครุสานขนาดย่อมแหวกวางลงไปตรงกลางให้เป็นแอ่งน้ำ แล้วเอาสายยางอ่อนดูดน้ำใส่ถัง จากนั้นติดเตาถ่าน เอาน้ำปลาดิบนี้เทใส่หม้อใหญ่ ตั้งไฟต้มไปจนเดือด

“เราก็ต้มไปเรื่อยๆ จนไฟมันราหมดเตาก็พอดีใช้ได้ละ รอจนมันเย็น แล้วกรองผ้าขาวบางหลายๆ ชั้น เอาให้ใสเลยนะ ทีนี้ก็กรอกใส่ขวดสะอาดๆ กินได้เลย” พี่แหม่มบอกว่า กากที่กรองนี้ก็จะใส่กลับคืนโอ่งไป แล้วก็จะต้มน้ำเกลือ รอจนหายร้อน เทใส่โอ่งให้ท่วมตัวปลาเหมือนเดิม หมักต่อไปอีก 1-2 เดือน ก็ดูดเอามาต้มเป็นน้ำปลาใหม่ ทำแบบนี้ได้อีกราว 3-4 ครั้ง จนกว่าน้ำปลาดิบโอ่งนั้นจะหมดรส และเนื้อปลายุ่ยเปื่อยเละหมดทั้งโอ่ง

ผมได้น้ำปลาของพี่แหม่มมาทำน้ำปลาพริกขี้หนูกินที่บ้านอย่างอร่อย รสชาติมันนัวมากๆ ครับ ไม่หวานเอียนเหมือนน้ำปลาโรงงานส่วนใหญ่ กลิ่นปลาหอมแรง สมกับที่เป็นน้ำปลาที่หมักอย่างดี ต้มเสร็จใหม่ๆ

พี่แหม่มเธอหมักปลาสร้อยกับเกลือล้วนๆ โดยไม่ใส่อะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นจุกหอม จุกกระเทียม หรือกระทั่งสับปะรดที่คนทำน้ำปลาที่อื่นๆ เขาใส่กัน มิหนำซ้ำ ตอนที่ต้มนั้นก็ไม่ได้เติมน้ำตาลอีกด้วย ผมแปลกใจมาก แต่เมื่อได้ยินคำตอบ ความรู้สึกนับถือก็เกิดขึ้นแทน

“พวกเราทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ไง ของที่เราไม่รู้แน่ชัดว่าเขาฉีดยาพ่นยาอะไรหรือเปล่า นี่เราก็ไม่กล้าเอามาใช้หรอก สับปะรดฉีดยาหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ ก็เลยตัดสินใจไม่ใส่ รสชาติมันก็ไม่ต่างจากเดิมที่รุ่นพ่อรุ่นแม่เราทำนะ”

นักมานุษยวิทยามักมีความเชื่ออยู่ว่า มนุษย์นั้นเป็น “ผู้เลือกที่จะกระทำการ” คงหมายถึงว่า สามารถที่จะตัดสินใจบนเหตุและผลที่สมควร ด้วยเจตจำนงอันเสรี กรณีน้ำปลาปลาสร้อยบ้านเกยไชยใต้ มันเป็นการ “หักดิบ” กับขนบดั้งเดิมอย่างชนิดถอนรากถอนโคน เพื่อที่จะพบว่า ทางเลือกใหม่นั้นมิได้ด้อยไปกว่าวัฒนธรรมที่บรรพชนได้เคยกระทำสืบเนื่องมาแต่ก่อน

และผมเชื่อว่า เมื่อไหร่ที่ได้สับปะรดอินทรีย์มา โอ่งน้ำปลาของพี่แหม่มก็คงได้หมักชิ้นสับปะรดกลับลงไปอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอนครับ คุณชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับพนักงานที่ผ่านการอบรมโครงการทักษะวิศวกรรมเคมีแบบบูรณาการ (Constructionism-Chemical Engineering Practice School) หรือ C-ChEPS รุ่นที่ 20 โดยมี คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิศึกษาพัฒน์และผู้อำนวยการใหญ่โรงเรียนดรุณสิกขาลัย และ ศ.ดร.อภิชัย เทอดเทียนวงษ์ ผู้อำนวยการโครงการ C-ChEPS มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมเป็นเกียรติ ณ อาคารสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมอาร์ไอแอล จังหวัดระยอง

โครงการทักษะวิศวกรรมเคมีแบบบูรณาการ (C-ChEPS) จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2543 ร่วมกับมูลนิธิศึกษาพัฒน์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรระดับ ปวส. ในองค์กร มีระยะเวลาอบรม 8-12 เดือน โดยที่ผ่านมามีพนักงานระดับ ปวส. เข้าอบรมในโครงการรวม 21 รุ่น รวมทั้งสิ้น 282 คน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาสาขาวิศวกรรมโยธา คว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภท Classic ในการแข่งขันโครงสร้างสะพานเหล็กจำลอง ระดับอุดมศึกษา ปีการศึกษา 2561 (U-Bridge Open 2018) ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งได้รับโล่รางวัลพระราชทานและเงินรางวัล 20,000 บาท ภายใต้ชื่อทีมว่า “โยธาเทคโน (ศรีวิชัยสงขลา)” และยังได้รับรางวัลรางวัลชมเชย ประเภทรางวัลระยะโก่งตัวตามเป้าหมายพร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท โดยมีสมาชิกดังนี้

นายพรเทพ ช่วยคล้าย, นายกิตติพงศ์ ชูรักษ์, นายกษิดิ์เดช อยู่ประเสริฐ์, นายเจษฎา ด้วงศรีนวล, นายวิทวัส ศรีทอง, นายสรศักดิ์ หนูชู, นายสิทธิเดช แก้วสุข และ นายบรรวิทิต ธนกรวิจิตร โดยมี อาจารย์ณัฐพล แก้วทอง และ นายเปรมณัช ชุมพร้อม เป็นที่ปรึกษาของทีม ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เมื่อเร็วๆ นี้

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) หรือไอแทป ให้การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ ผศ.ทวีเดช ศิริธนาพิพัฒน์ และคณะวิจัย ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการวิจัยพัฒนาและช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการ SME ถึงในโรงงาน ในโครงการ “การออกแบบและพัฒนาระบบวัดและแสดงผลอุณหภูมิเตาเผาเซรามิก” แก่ฆ้อนทองเซรามิกส์ ผู้ประกอบการเซรามิกในจังหวัดลำปาง

เพื่อพัฒนาไปสู่การปรับปรุงเตาเผาเซรามิกในรูปแบบระบบอัตโนมัติ ที่สามารถวัดอุณหภูมิได้แม่นยำมากขึ้น ทำให้คุณภาพสินค้าดีขึ้น และลดความเสี่ยงการเสียหายระหว่างการเผา พร้อมนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) มาใช้ นำค่าอุณหภูมิของเตาเผาขึ้นบน Cloud ทำให้เห็นค่าได้จากทุกแห่งในโลก จึงประเมินคุณลักษณะการเผาไหม้ที่เกิดขึ้นและปรับปรุงกระบวนการได้ทันท่วงที ส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้นและทันเวลานัดส่งสินค้า ตอบโจทย์การยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเซรามิกไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

นางสาววลัยรัตน์ จังเจริญจิตต์กุล ที่ปรึกษาเทคโนโลยีอาวุโส โปรแกรม ITAP สวทช. เปิดเผยว่า สวทช. โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการฆ้อนทองเซรามิกส์ ในการจัดหาผู้เชี่ยวชาญให้ตรงกับโจทย์ความต้องการของลูกค้า ช่วยออกแบบและพัฒนาระบบวัดและแสดงผลอุณหภูมิเตาเผาเซรามิก ให้มีประสิทธิภาพและตรงตามมาตรฐาน และสนับสนุนค่าใช้จ่ายของโครงการ 50% เช่น ค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ ค่าวัสดุทดสอบทดลอง และค่าวิเคราะห์ต่างๆ เป็นต้น

ซึ่งในปัจจุบันจังหวัดลำปางมีโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผากว่า 200-300 โรง ส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดเล็กหรืออุตสาหกรรมครัวเรือน ส่วนโรงงานขนาดใหญ่มีเพียง 20 กว่าโรงเท่านั้น อุตสาหกรรมเซรามิกไทยอยู่ในช่วงขาลงเพราะสินค้าจากประเทศจีนเข้ามาขายตัดราคา จึงต้องปรับตัวด้วยการสร้างสรรค์ชิ้นงานเซรามิกใหม่ๆ เช่น ของตกแต่งบ้านรูปร่างแปลกตา เครื่องประดับสวยงาม หรือแม้แต่ลวดลายเซรามิกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมกับทำการตลาดบนโซเชียลมีเดีย

ผศ.ทวีเดช ศิริธนาพิพัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP สวทช. ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ทางตนเองได้รับทราบปัญหาจากผู้ประกอบการและข้อจำกัดที่ทางบริษัทพบในการผลิต เพื่อนำไปศึกษาปรับองค์ความรู้ให้เหมาะสมกับการผลิตในระดับ SME แนะแนวทางใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดปริมาณของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต โดยในขั้นตอนและแนวทางการออกแบบและพัฒนาระบบวัดและแสดงผลอุณหภูมิเตาเผาเซรามิก

เริ่มจากการรับทราบช่วงอุณหภูมิที่ต้องการวัดในกระบวนการเผาเซรามิก ในที่นี้ช่วงอุณหภูมิเตาเผาสูงสุดที่ต้องการวัดคือ 1,200-1,300 องศาเซลเซียส จึงเลือกเซ็นเซอร์ที่เรียกว่า Thermocouple Type S ที่สามารถทนทานต่อการวัดในอุณหภูมิช่วงนี้ได้ และได้สร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรับค่าจากเซ็นเซอร์ Thermocouple มาแสดงผลเป็นตัวเลขอุณหภูมิของเตาเผา รวมถึงนำเทคโนโลยี Internet of Things มาใช้ในการนำค่าอุณหภูมิของเตาเผาขึ้นบน Cloud ทำให้เห็นค่าอุณภูมิเตาเผาได้จากทุกแห่งในโลกผ่านอินเตอร์เน็ต โดยใช้ Cloud service ที่เป็นของ ThingSpeak

“ผลที่ได้รับจากการพัฒนาระบบและเทคโนโลยี ทำให้ทราบถึงความถูกต้องของการวัดอุณหภูมิเตาเผา ซึ่งของเดิมที่ใช้มาหลายปีแล้วเกิดความคลาดเคลื่อน คุณภาพชิ้นงานที่เผาออกมาด้อยลง ผู้ปฏิบัติงานต้องคอยใช้ความรู้สึกของตนเองตัดสินว่าอุณหภูมิของเตาเป็นเท่าไรจากค่าอุณหภูมิที่วัดแล้วเกิดความคลาดเคลื่อน ซึ่งการนำอุปกรณ์แสดงผลอุณหภูมิที่ได้จาก Thermocouple รวมถึงนำเทคโนโลยี IoT มาใช้ ทำให้ผู้ปฏิบัติงานเห็นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิทำงานเตาเผา สามารถประเมินคุณลักษณะการเผาไหม้ที่เกิดขึ้น ทำการปรับปรุงกระบวนการเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที” ผู้เชี่ยวชาญโปรแกรม ITAP ระบุ

ด้านผู้ประกอบการเซรามิก นายวีระวัฒน์ สุทธิศาล ผู้จัดการร้านฆ้อนทองเซรามิกส์ กล่าวเสริมว่า บริษัทมีปัญหาหรือโจทย์วิจัยที่อยากให้ ITAP สวทช. ช่วยเหลือคือ การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต เช่น การลดการใช้แรงงานคน เนื่องจากแรงงานฝีมือมีน้อย หายาก และค่าจ้างสูง รวมถึงอยากให้ช่วยสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อช่วยลดปริมาณของเสีย ลดต้นทุนต่างๆ โดยผลที่ได้รับจากการดำเนินโครงการคือ การได้รับการพัฒนาเครื่องมือการวัดอุณหภูมิที่มีความแม่นยำมากขึ้น ทำให้คุณภาพสินค้าดีขึ้น ลดความเสี่ยงการเสียหายระหว่างการเผา และช่วยให้ผมมีเวลาเพิ่มขึ้นจากการไม่ต้องมาคอยเฝ้าเตาเพื่อคอยเช็คกราฟตลอดเวลา เพราะทางคณะวิจัยสามารถทำให้ผมเช็คการเผาผ่านอินเตอร์เน็ตได้ ขณะที่ผลทางการตลาดที่ได้คือ ทำให้ลูกค้าได้สินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้นและทันเวลานัดส่งสินค้า

มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ แฉหาก ร่าง พ.ร.บ. อุทยานฯ บังคับใช้ เข้าป่าเก็บเห็ด-หน่อไม้ โดนปรับ 5 แสน คุก 5 ปี
มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ ฉบับผ่าน สนช. ความว่า เก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ เก็บบุก เก็บผึ้ง ก็ทำไม่ได้แล้วนะ หากร่าง พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติฉบับผ่าน สนช. นี้ กลายเป็น พ.ร.บ. ที่มีผลบังคับใช้จริง
เพราะ “ของป่า” ไม่ได้ถูกให้คำนิยามและบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะไม่มีการอนุญาตให้เก็บหาของป่าในอุทยานแห่งชาติ หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ