Smart Tambon Model จะเป็นกลไกการพัฒนาชุมชนให้เกิด

การพัฒนาแบบก้าวกระโดด ชุมชนอยู่ดีกินดี ลดความเหลื่อมล้ำ มีสุขภาวะที่ดี ชุมชนเข้าถึงบริการภาครัฐ เด็กและเยาวชนได้เข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นพันธมิตรขับเคลื่อนในพื้นที่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเป็นต้นแบบขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ อย่างยั่งยืนต่อไป”

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า Smart Tambon Model เป็นต้นแบบการพัฒนาท้องถิ่นที่เกิดจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และบริษัทเอกชน เพื่อยกระดับการพัฒนาพื้นที่แบบองค์รวมในด้านอาชีพ สุขภาพ การศึกษา สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่แบบองค์รวมในระดับตำบล

“การเรียนรู้จากความรู้ต่างๆ ต้องผนวกและประสานเข้ากับเทคโนโลยี จึงจะทำให้เกิดสมาร์ท (smart) ในพื้นที่ และทำให้พื้นที่เรียนรู้ ต่อยอด พัฒนาและสร้างความยั่งยืนได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เทคโนโลยีมีหลายระดับ แต่ละระดับต้องถูกใช้อย่างเหมาะสม ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละชุมชน เพราะฉะนั้น ไม่ได้หมายความว่าชุมชนหนึ่งใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม อีกชุมชนหนึ่งจะใช้เทคโนโลยีเดียวกันและเกิดความเหมาะสม การเข้าใจ เข้าถึงเพื่อการพัฒนาจึงเป็นเรื่องสำคัญ และเมื่อพูดถึง Smart เรานึกถึง Smart City ซึ่งเต็มไปด้วยเทคโนโลยี แต่ Smart Tambon จะเต็มไปด้วยองค์ความรู้ เต็มไปด้วยความสามารถในการพัฒนาองค์ความรู้ เต็มไปด้วยคนที่สามารถนำองค์ความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดและใช้ได้อย่างเต็มภาคภูมิในศักยภาพของแต่ละหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ในแต่ละตำบล”

สวทช. ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ได้นำเทคโนโลยีปรับประยุกต์ให้เหมาะกับสภาพปัญหา ความต้องการและบริบทของพื้นที่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงความรู้และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า หรือ TPMAP และแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกออนไลน์ หรือ Agri Map ซึ่งเป็น Data Bank รวบรวมข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ของชุมชน เป็นฐานข้อมูลในการดำเนินงานเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่แบบองค์รวม

ซึ่ง สวทช. พร้อมนำเทคโนโลยีสนับสนุนการพัฒนาในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านอาชีพ เช่น การใช้เทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มเพื่อการผลิตพืชผักคุณภาพ เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ ด้านสุขภาพ นำเทคโนโลยีสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพในทุกช่วงวัย เช่น ระบบการจัดการเมนูอาหารกลางวัน หรือ Thai School Lunch สมุดสุขภาพออนไลน์ ระบบตรวจวัดสุขภาพเบื้องต้นอัตโนมัติ ขณะที่ด้านการศึกษาใช้ Kid bright บอร์ดสมองกลฝังตัวที่ทำงานตามชุดคำสั่ง ช่วยกระตุ้นศักยภาพการคิดเชิงระบบและการคิดเชิงสร้างสรรค์ในเด็กวัยเรียน ด้านสังคม เช่น การใช้ระบบพิพิธภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Museum) และระบบนำชมพิพิธภัณฑ์ (Museum Pool) เก็บข้อมูลและองค์ความรู้ในพิพิธภัณฑ์ให้อยู่ในรูปแบบดิจิตอล ที่เข้าถึงง่าย และในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการขยะอินทรีย์ การใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เป็นต้น

นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร เครือเบทาโกร กล่าวว่า สมาร์ท คือ วิธีคิดของคนที่ผนวกเข้ากับการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิต โดยเริ่มต้นที่การมองภาพรวมก่อน เพราะการมองภาพรวมจะทำให้เห็นถึงโอกาสและปัญหาที่เกิดขึ้นจริง สามารถทำให้กำหนดได้ว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด อาทิ การจ้างงาน หากองค์กรหรือหน่วยงานสนับสนุนให้คนในชุมชนออกไปทำงานที่อื่น ทิ้งถิ่นฐานเพื่อสร้างรายได้ ในชุมชนก็จะมีแต่ผู้สูงอายุและเด็ก ซึ่งไม่มีใครดูแล จากการที่เราทำงานเพื่อชุมชนมากว่า 10 ปี เรามองว่าต้นทุนตรงนี้สูงกว่าที่หลายคนเข้าใจ เครือเบทาโกรจึงได้พัฒนาแนวความคิดการทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม และการศึกษา ที่เรียกว่าการพัฒนาพื้นที่แบบองค์รวม (Holistic Area-based Community Development) หรือ HAB เพื่อช่วยให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“เครือเบทาโกรพร้อมแบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญในการทำงานชุมชน ตลอดจนสนับสนุนบุคลากรและทรัพยากรณ์เพื่อช่วยยกระดับการพัฒนาท้องถิ่น เราเชื่อว่าหากชุมชนมีโอกาสปรับปรุงวิธีการบริหารชุมชน บริหารทรัพยากรในพื้นที่ด้วยตัวของเขาเอง โดยมีความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ใช้ระบบข้อมูล ให้ความรู้ และเทคโนโลยี เราจะสามารถยกระดับการบริหารชุมชนขึ้นมาได้ ถือเป็นความสำเร็จมาก เพราะจะเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต”

Smart Tambon Model นำร่องในพื้นที่การทำงานชุมชนของเบทาโกร ประกอบด้วย 7 พื้นที่ ใน 5 จังหวัด ได้แก่ 1. อบต.ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชานี 2. อบต.ส้าน 3. อบต.ไชยสถาน จังหวัดน่าน 4. อบต.เขาดินพัฒนา 5. อบต.ห้วยบง จังหวัดสระบุรี 6. เทศบาลตำบลคำพอุง จังหวัดร้อยเอ็ด และ 7. เทศบาลตำบลชุมโค จังหวัดชุมพร ซึ่งหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกพื้นที่ต้นแบบมีองค์ประกอบสำคัญ 3 เรื่อง คือ 1. ชุมชนที่เข้มแข็ง ผู้นำชุมชนมีวิสัยทัศน์ 2. สถาบันการศึกษาในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง และ 3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนและร่วมผลักดันการทำงาน

นายสำเนียง สิมมาวัน ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการมีส่วนร่วม กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวว่า บทบาทของกรมมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง มีศักยภาพในการให้บริการสาธารณะในด้านต่างๆ แก่ประชาชนในท้องถิ่น นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นหน่วยงานบริการในพื้นที่ที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาท้องถิ่นในทุกๆ ด้าน โครงการ Smart Tambon จะเป็นอีกหนึ่งมิติการทำงานของ อบต. ที่จะส่งเสริมและพัฒนาท้องถิ่นโดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่และส่วนกลาง และใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหาในด้านต่างๆ นำไปสู่การพัฒนาคุณชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในพื้นที่ ทั้งในด้านรายได้ การศึกษา สุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพื้นที่ อบต. นำร่องทั้ง 7 แห่งจะเป็นต้นแบบแห่งการพัฒนาท้องถิ่นด้วยความรู้และขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไป”

ดร.สถาพร ใจอารีย์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินมีภารกิจสำคัญในการกำหนดนโยบายและวางแผนการใช้ที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรม การสำรวจและจำแนกดิน การกำหนดบริเวณการใช้ที่ดิน การอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน การผลิตแผนที่และทำสำมะโนที่ดิน การให้บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการพัฒนาที่ดินเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน

“Smart Tambon Model เป็นอีกหนึ่งโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมพัฒนาที่ดิน ระยะ 20 ปี (2560-2579) ที่มุ่งเน้นพัฒนาที่ดินให้สมบูรณ์ เพิ่มพูนผลผลิต ในทิศทางการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานการมีส่วนร่วม ซึ่งความเชี่ยวชาญของกรม จะสนับสนุนและส่งเสริมความรู้ให้ชุมชนเกิดการใช้ประโยชน์จากดินอย่างถูกต้องตามบริบทของแต่ละพื้นที่ หากชุมชนรู้จักและเข้าใจดินของตนเองอย่างถูกต้องด้วยความรู้และเทคโนโลยี จะมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิการทำเกษตร ส่งผลต่อคุณภาพผลผลิตและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชุมชนได้”

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์สับปะรดโรงงานปี 2562 (ข้อมูล ณ 11 สิงหาคม 2562) คาดว่ามีเนื้อที่เก็บเกี่ยวรวมทั้งประเทศ 480,680 ไร่ ลดลงจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 14 ให้ผลผลิตรวม 1.68 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 28 และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,455 กิโลกรัม ต่อไร่ ลดลงร้อยละ 16 สาเหตุที่เนื้อที่เก็บเกี่ยวและผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 มีราคาลดลงอย่างต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม 2561 เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น และบางส่วนปล่อยทิ้ง ไม่ดูแล รวมทั้งเกษตรกรรายใหม่ยกเลิกพื้นที่เช่าปลูกเพื่อคืนนายทุน กอปรกับประสบภาวะแล้ง

สำหรับแหล่งผลิตสับปะรดโรงงานส่วนใหญ่ร้อยละ 67 อยู่ที่ภาคกลาง รองลงมาคือ ภาคเหนือ ร้อยละ 21 โดยจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญคือ ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ระยอง เพชรบุรี พิษณุโลก ทั้งนี้ โดยปกติผลผลิตจะออกสู่ตลาดทั้งปี แต่จะกระจุกตัว 2 ช่วง คือช่วงเดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน และช่วงเดือนตุลาคม ถึงธันวาคม ซึ่งหากพิจารณาด้านราคา พบว่า ราคาเฉลี่ยเดือนมกราคม ถึงสิงหาคม 2562 กิโลกรัมละ 5.29 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกัน ของปีที่ผ่านมาร้อยละ79.32 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาจะมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 แต่โรงงานแปรรูปยังคงต้องทำการผลิตตามภาวะตลาดโลกที่ยังชะลอตัว ส่งผลให้ราคายังคงมีความผันผวนสูง

ดังนั้น จึงอยากแนะนำเกษตรกรพิจารณาวางแผนการเพาะปลูก และไม่ควรขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดที่อยู่ไกลโรงงานแปรรูปสับปะรด เพราะอาจส่งผลต่อผลผลิตในปีถัดไปจนเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและกระทบต่อราคาที่เกษตรกรขายได้แบบเช่นที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หากจังหวัดที่ห่างไกลที่ตั้งโรงงานแปรรูป แต่มีศักยภาพผลิตเพื่อส่งเข้าโรงงาน เกษตรกรควรมีการทำสัญญาข้อตกลงซื้อขายกับโรงงาน ส่วนจังหวัดที่มีศักยภาพในการผลิตสับปะรดบริโภคสด ควรลดพื้นที่ปลูกสับปะรดโรงงานในพื้นที่ไม่เหมาะสมและเปลี่ยนไปปลูกสับปะรดสดหรือพืชชนิดอื่นที่ความเหมาะสมกับพื้นที่แทน ทั้งนี้ เกษตรกรควรมีการผลิตตามหลัก GAP และขึ้นทะเบียนเกษตรกร รวมถึงเข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ให้มากขึ้น โดยหน่วยงานภาครัฐ มีการส่งเสริมการผลิตสับปะรดสดแบบแปลงใหญ่และส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อจะช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับเกษตรกร

รองเลขาธิการ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน นอกจากภาครัฐจะมีนโยบายด้านการผลิต โดยส่งเสริมการผลิตตามพื้นที่ Agri-Map การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ส่งเสริมการผลิตพันธุ์สับปะรดบริโภคสด และส่งเสริมการทำเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ให้เป็นรูปธรรมแล้ว ในด้านการแปรรูป ยังเร่งศึกษาลู่ทางการลงทุนด้านอุตสาหกรรมแปรรูปสับปะรดด้านนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ความงาม การเพิ่มมูลค่าจากใบสับปะรดด้วยการผลิตเป็นเส้นใย การผลิตสารสกัดจากสิ่งเหลือใช้อีกด้วย ในขณะเดียวกัน ด้านการตลาด เร่งดำเนินการขยายตลาดส่งออกสับปะรดสดและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าบนสื่อออนไลน์ www.thaitrade.com ส่งเสริมการรวบรวม จำหน่ายผ่านกลไกรูปแบบประชารัฐ ตลอดจนรณรงค์บริโภคสับปะรดและผลิตภัณฑ์ภายในประเทศให้มากขึ้น

ทั้งนี้ อยากขอเชิญชวนทุกท่าน หันมาบริโภคสับปะรดผลสดให้มากขึ้น เพราะนอกจากมีสรรพคุณในการขับปัสสาวะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกแล้ว แกนสับปะรดยังมีเอนไซม์บรอมีเลนเพื่อช่วยย่อยอาหาร บรรเทาอาการจุกเสียดและช่วยให้ร่างกายสดชื่นได้เป็นอย่างดี ทำให้เกษตรกรมีทางเลือกในการผลิตเพิ่มขึ้นแทนการพึ่งพาการผลิตเพื่อส่งเข้าโรงงานแปรรูปเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นการช่วยลดปัญหาผลผลิตสับปะรดโรงงานล้นตลาดได้อีกทางหนึ่ง

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ติวเข้มสวนผักปลอดภัย รับเทศกาลถือศีลกินเจ ส่งเสริมเกษตรกรตั้งแล็บวิเคราะห์สารเคมีตกค้างสร้างความเชื่อมั่น ชูโมเดลความสำเร็จ “สมเกียรติผักอร่อย” ฟาร์มผักติดลมบนกับเครือข่ายสังคมชาวสวนเข้มแข็ง พร้อมบรรลุสู่เป้าหมายระบบอาหารยั่งยืนของแม็คโคร

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เทศกาลกินเจ เป็นช่วงที่ผู้บริโภคมีความต้องการบริโภคผัก ผลไม้ และวัตถุดิบต่างๆ ที่เป็นอาหารเจจำนวนมาก โดยในปีนี้แม็คโครได้เตรียมความพร้อมในการรองรับความต้องการของลูกค้าผู้ประกอบการเอาไว้อย่างพอเพียง รวมไปถึงการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยในกลุ่มสินค้าอย่าง ผัก ที่มีความสำคัญต่อเทศกาล โดยทีมตรวจสอบคุณภาพ ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดและส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารเคมีตกค้าง ยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบถึงโรงคัดบรรจุ

“แม็คโครเล็งเห็นความสำคัญของความปลอดภัยอย่างเข้มข้นและสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตผักปลอดภัยอันเป็นนโยบายหลักของแม็คโครมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการคือ 1) ลูกค้าของเราเป็นผู้ประกอบการกว่า 3 ล้านราย ถ้ามีวัตถุดิบคุณภาพดี ก็จะส่งผลให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีเป็นหลายสิบหลายร้อยล้านครอบครัว 2) การที่เราพัฒนาเกษตรกรให้มีมาตรฐานในการตรวจสอบดีขึ้น แล้วได้ผลตอบรับที่ดี มียอดขายดีขึ้น ก็ทำให้เกษตรกรรายอื่น อยากพัฒนาตาม ดังเช่นการส่งเสริมให้ตั้งห้องแล็บเพิ่มเติมก็ทำให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ดีขึ้นและพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ แม็คโครเองก็มีความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเกษตรกรของประเทศ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีขึ้นด้วย”

ด้าน นางจุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “แม็คโครสร้างความแตกต่างของผักปลอดภัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรขอการรับรองห้องปฏิบัติการตรวจสารจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับความรู้ ความสามารถในการคัดกรองสินค้าด้วยความปลอดภัยก่อนส่งให้แม็คโคร ซึ่งนอกจากการให้ความรู้แล้ว ยังเชิญหน่วยงานของรัฐตรวจสอบ เพื่อสร้างการตระหนักรู้ และความรับผิดชอบร่วมกัน เนื่องจากภายใต้สเปคเดียวกัน ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ”

“เราทดสอบความชำนาญเทียบกับภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่าผลที่ออกมา เป็นที่น่าเชื่อถือ ทำให้เกษตรกรไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ในปัจจุบันมีโรงคัดบรรจุหลายแห่งที่ส่งผักให้กับแม็คโครมีห้องแล็บไว้ตรวจวิเคราะห์แล้ว ซึ่งฟาร์มผักของคุณสมเกียรติ เป็นแห่งแรกๆ ที่มี โดยแม็คโครช่วยประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมให้กับเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ รวมถึงแบ่งปันความรู้ให้เกษตรกรไปต่อยอดและเชื่อมโยงเครือข่ายให้เกิดความแข็งแกร่ง ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง มีรายได้ดีขึ้น”

ขณะที่ นายสมเกียรติ ลำพันแดง เจ้าของฟาร์มผักอร่อย และโรงคัดแยกตัดแต่งแพ็คบรรจุผักสด จ.สระบุรี กล่าวว่า ผมโตมากับแม็คโคร ส่งผักขายมา 10 กว่าปีแล้ว ได้รับโอกาสดีๆ ก็จากแม็คโคร จากส่งผักไม่เยอะ มีเกษตรกรลูกสวนไม่กี่ราย จนปัจจุบันมีเกษตรกรลูกสวน 50 กว่าราย พื้นที่เพาะปลูกรวมกันกว่า 700 ไร่ ส่งผักให้แม็คโครจำนวน 200 ชนิดขายในแม็คโคร 6 สาขา ปริมาณการส่งจากช่วงแรกวันละ 200 กิโลกรัม ปัจจุบันเราส่งอยู่ที่ 12-15 ตัน ต่อวัน แม็คโครช่วยผมในหลายเรื่อง ทั้งให้ความรู้ เชื่อมโยงทักษะที่จำเป็นต่างๆ พัฒนาศักยภาพของชาวสวนอย่างเราผ่านหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคีเครือข่ายเอกชน อย่างการทำห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สารเคมีตกค้าง ตรงนี้ผมก็ได้รับคำแนะนำให้ไปอบรมกับกรมวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์และนำมาใช้ได้จริง

“ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีห้องแล็ป หรือ QR Code สำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ แต่พอมีแล้ว มันดีกับอาชีพของเรา ผมกับเกษตรกรลูกสวนทุกคนพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองโดยให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐานการเพาะปลูก ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบกับผู้บริโภคโดยตรง ทำให้เราต้องรักษามาตรฐานให้ดีที่สุด เพื่ออาชีพที่ยั่งยืนและมั่นคงของพวกเราทุกคน”

บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมผักกรอบ DEEDY (ดีดี้) ร่วมขนขบวนความอร่อยไปกับบู๊ธของ บริษัท โอเพนแลนด์ ฟู้ดส์ จำกัด ซึ่งเป็นคู่ค้ากับ บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ โดยลูกค้าสามารถพบกับความอร่อยได้ที่บู๊ธ B20 ณ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ได้ตั้งแต่วันที่ 3-6 ตุลาคม 2562 ที่งานมหกรรมแฟรนไชส์ สร้างอาชีพ ครั้งที่ 33 ซึ่งงานนี้ทางบริษัท โอเพนแลนด์ ฟู้ดส์ จัดเต็มทุกสินค้าและบริการเสมือนยกโรงงานมาไว้ในงานนี้ โดยคาดว่าจะมีคนร่วมงานนับแสนคน

ผู้บริโภคที่สนใจขนมผักกรอบ DEEDY สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท จีเอ็ม อินเตอร์ ฟู้ดส์ จำกัด โทร. (098) 026-6636 หรือ www.gminterfoods.com หรือ Facebook / Line@ : @deedyveggies

ชื่อสามัญ : หางตะเข้, ว่านไฟไหม้, Star cactus, aloe

เป็นไม้ล้มลุก รูปร่างหน้าตาประหลาด ชื่อน่าฉงนนี้ มีประโยชน์เหลือคณานับ คำว่า Aloe นี้ มาจาก “allal” ภาษากรีกโบราณ หมายถึงว่า มีรสขมและฝาด จากคัมภีร์ไบเบิ้ล (JOHN 19:39) ได้จารึกไว้ว่า น้ำสำหรับชโลมพระศพของพระเยซูนั้นมีส่วนผสมของว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบ แสดงว่าผู้คนในยุคสมัยนั้นย่อมรู้คุณค่า ประโยชน์มากมายหลายด้านของว่านชนิดนี้เป็นอย่างดี

ว่านหางจระเข้ มีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่แถบเมดิเตอร์เรเนียนและทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา แพร่กระจายพันธุ์ไปทั่วโลก พบว่ามีมากมายกว่า 300 สายพันธุ์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้นมักเป็นกอเตี้ยๆ ใบรูปร่างคล้ายหางจระเข้ อวบน้ำสีเขียวหรือเทา บางพันธุ์อาจมีลายจุดขาวประปราย บางพันธุ์ก็ไม่มี ขนาดของใบก็ต่างกันไป ขอบใบมีหนามแหลมแข็งสั้นๆ ภายในกาบใบมีลักษณะเป็นวุ้นสีเขียวใส เย็น ดอกออกเป็นช่อตั้งตรงขึ้นมาระหว่างซอกใบก้านช่อดอกยาว ตัวดอกดูคล้ายหลอดยาวสีส้มอมเหลือง พอดอกแก่ก็จะกลายเป็นต้นอ่อน เรียกว่า ตะเกียง สามารถนำไปเพาะเป็นต้นใหม่ได้

สรรพคุณและการใช้ประโยชน์…ว่านหางจระเข้ จัดเป็นพวกสมุนไพรครอบจักรวาลตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ คนไทยเราใช้ประกอบเข้าเป็นยาดำ แก้ไข้ได้สารพัดโรค จนมีคำกล่าวว่า “แทรก เป็นยาดำ” ไงครับ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น สมองไวได้จดสิทธิบัตรการค้นพบสาร Aloctin A ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน บำบัดรอยแผลจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ไว้เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2521

เนื้อเจลสีเขียวใส ภายในมีคุณสมบัตินานัปการ เช่น นำมาขยำชโลมเส้นผม บำรุงหนังศีรษะและรากผม ใช้ทาลดความมันบนใบหน้า ลดรอยขูดขีด จุด สิว ฝ้า กระ ลดอาการปวดแสบปวดร้อนจากการฉายรังสีเอ็กซเรย์ หรือถูกแดดเผา เพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่นให้เซลล์ผิวหนัง จึงมีการนำวุ้นจากว่านหางจระเข้ไปสกัดทำเป็นเครื่องสำอางราคาแพงๆ หลายยี่ห้อในขณะนี้ หรือยังใช้ทาแผลสด จากรอยถูกของมีคมบาด รักษาน้ำกัดเท้า ทาส่วนที่หยาบแข็งกระด้าง เช่น บริเวณข้อศอก หัวเข่า ส้นเท้า ฯลฯ จะทำให้คลายตัวนุ่มเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ การดื่มน้ำสกัดจากว่านหางจระเข้ ยังมีสรรพคุณดีต่อร่างกายมากมาย เช่น

– รักษาแผลในกระเพาะอาหาร เคลือบลำไส้

– ช่วยหล่อลื่นข้อต่อกระดูก – เสริมสร้างการทำงานของระบบเมตาโบลิซึ่ม

– กระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ ซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอของร่างกาย

– ป้องกันและลดการเสี่ยงของอาการเส้นเลือดฝอยในสมองแตก

– ช่วยผลักดันการสร้างคอลลาเจน, อีลาสติน กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว – มีสารแอนทราควิโนน (anthraquinone) ที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ฯลฯ

วิธีการปลูก…ว่านหางจระเข้ ขยายพันธุ์โดยการใช้ ตะเกียง หรือต้นอ่อนที่เกิดจากปลายช่อดอก หรือแยกหน่อ ที่บริเวณโคนต้นไปปลูก เมื่ออายุได้ถึงระยะขยายพันธุ์ ก็จะมีหน่อเล็กๆ โผล่ขึ้นมารอบๆ ต้นแม่ รอให้มีขนาดโตสักหน่อย มีใบ 5 ใบ หรือ 6 ใบ จึงตัดไปชำลงในถุง กระถาง หรือลงแปลงเลย ให้ขุดหลุมไม่ต้องลึกนัก เพราะว่านชนิดนี้มีระบบรากตื้นๆ เท่านั้น ความลึกของหลุมแค่ 20 เซนติเมตร ก็น่าจะพอ กว้าง 30×30 เซนติเมตร โรยปุ๋ยคอก แกลบดิบ กาบมะพร้าวสับ ใบไม้แห้งลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันดี ปลูกต้นกล้าลงไป กลบดินให้แน่น รดน้ำแต่พอดีๆ อย่าให้แฉะเกิน เพราะปกติเจ้านี่เขาไม่ค่อยชอบน้ำมากอยู่แล้ว เดี๋ยวรากจะเน่าเสียก่อน

ถ้าหากเป็นการปลูกด้วยตะเกียง ก็ทำเหมือนกัน แต่ปลูกด้วยตะเกียงอาจต้องรอนานกว่าปลูกด้วยวิธีแยกหน่อ สหกรณ์การเกษตรเฮ หลังบอร์ด ธ.ก.ส. ร่วมมือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ แก้ไขปัญหาหนี้สถาบันเกษตรกร โดยเฉพาะสหกรณ์การเกษตร ทั้งยืดและขยายเวลาผ่อนชำระหนี้ให้ไม่เกิน 20 ปี ส่งผลให้สหกรณ์เกิดสภาพคล่อง มีเงินเหลือพอสำหรับหมุนเวียนในธุรกิจ และจัดสรรกำไรไว้ดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิก เน้นการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ให้สมาชิกผลิตสินค้า ที่ตอบสนองความต้องการของตลาด เพื่อให้มีรายได้เพียงพอใช้จ่ายและมีเงินส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ส่งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่เพื่อติดตามปัญหาเรื่องหนี้ค้างชำระในสหกรณ์ พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่มีความเสี่ยงทางการเงิน ไว้สำหรับการหารือร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) ซึ่งขณะนี้บอร์ดธกส. ได้มีมติเมื่อ 25 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ว่าจะให้ความร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ช่วยบรรเทาและแก้ไขปัญหาหนี้สินของสหกรณ์การเกษตรที่มีความสุ่มเสี่ยงว่าจะมีปัญหาในการชำระหนี้ โดยบอร์ดธกส.จะมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัดและระดับสาขา เพื่อร่วมประชุมหารือกับสหกรณ์จังหวัด และลงพื้นที่ไปติดตามปัญหาหนี้ ในสหกรณ์ พร้อมทั้งพิจารณาให้ความช่วยเหลือบรรเทาหนี้เป็นรายสหกรณ์แล้วแต่กรณีๆ ไป โดยมีกรอบการดำเนินการ ให้ยืดและขยายการชำระหนี้สหกรณ์ที่มีกับ ธ.ก.ส. ออกไปไม่เกิน 20 ปี

“ดังนั้น เมื่อ ธ.ก.ส. มีมติเรื่องนี้ออกมาก็ถือว่าเป็นผลดีกับสหกรณ์การเกษตรที่มีปัญหาสุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดหนี้ค้างชำระ หลังจากนี้กรมฯจะร่วมมือทำงานกับธกส.ในภาพใหญ่ และในระดับจังหวัดก็จะต้องทำงานร่วมกัน ในการเข้าไปติดตามดูแลเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ของสหกรณ์ ซึ่งจากมาตรการนี้เป็นอานิสงส์ต่อสหกรณ์ ที่จะทำให้สหกรณ์มี สภาพคล่องเพิ่มขึ้น มีเงินเหลือพอสำหรับหมุนเวียนทำธุรกิจและสามารถกลับไปดูแลช่วยเหลือสมาชิก โดยจะเน้นให้สหกรณ์เพิ่มบทบาทในการส่งเสริมพัฒนาอาชีพของสมาชิก เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เพียงพอใช้จ่ายและส่งชำระหนี้คืนให้กับสหกรณ์” นายพิเชษฐ์กล่าว